RSS

[KHR Fic] Orchestral Fantasia (6927) Ch.2

11 ก.ค.

Title :  Orchestral Fantasia

Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre :  Romance

Rate :  NC -15 (มั้ง?)

Pairing :  6927

Summary :  จังหวะดนตรีปรับแต่งไปตามห้วงอารมณ์ จบลง ณ ที่ใด…

 

————————————————————————

 

 

 

 

ท่วงทำนองของวันใหม่มักเริ่มต้นอย่างราบเรียบ

 

เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในหนึ่งวัน

 

 

ท่วงทำนองของสายหมอกและนภาเริ่มปรับจูน

เสียงยังคงไม่เข้ากัน แต่ไม่ยากเกินจะเป็นเพลง

 

 

Act. Two

“Morning Mood”

 

ความเงียบงันเข้าครอบงำในห้องนอนสี่เหลี่ยม   เสียงของสายลมภายนอกหวีดหวิวพัดใบไม้จากป่าภายนอกเสียดสีกันชวนให้รู้สึกไม่ชินหู     ซาวาดะ สึนะโยชิคุงนอนตะแคงหันหลังให้ร่างสูงของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกมิกล้ากระดิกขยับตัว    บรรยากาศในบ้านกลางป่าช่างแตกต่างจากห้องนอนแสนสุขของตนเอง  สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าคือดวงตามองสิ่งใดไม่เห็น..  จับได้เพียงเสียงลมหายใจของคนข้างๆ   เสียงบรรยากาศเงียบๆ…  เสียงแปลกๆจากความหลอนในมโนภาพของตัวเอง..   ร่างบางกลืนน้ำลายเฮือกด้วยความกลัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยามข่มตาหลับก็ทำไม่ได้เสียที…..

 

 

 

‘นอนไม่หลับ……….’    จะนอนได้ยังไงกัน…   ข้างกายก็ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกนอนข้างๆ    รอบๆก็ความมืดจากดวงตาอันมองไม่เห็นสิ่งใดของตนเอง

 

 

 

ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกข้างกายช่างนอนได้เงียบนัก…    ร่างเล็กนอนขดตัวในผ้าห่มหนารู้สึกหวาดผวาบรรยากาศเสียเหลือเกิน สมองเริ่มจินตนาการถึงสิ่งเหนือธรรมชาติซึ่งมิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า…    เรามองไม่เห็นอะไรจะกลัวทำไมหว่า..  จะโผล่มาก็ไม่เห็น.. จะกลัวทำไม..   กลัวคนนอนข้างๆดีกว่า…

 

 

 

‘เมื่อไหรจะเช้าซักทีนะ…..’   ฟังเสียงเข็มนาฬิกาเดินในความเงียบงัน    ต่อให้เช้าก็ไม่รู้ว่าเมื่อใด… ตอนนี้อาจจะเช้าอยู่ก็ได้…

 

“นอนไม่ดิ้นเลยนะครับ น่าแปลก”    เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลังชวนให้สยอง   มืดๆเงียบๆจู่ๆอย่าทักขึ้นมาเซ่!!

 

“นายก็นอนไม่ดิ้นเหมือนกันจะมาทักคนอื่นทำไมน่ะ…”     สึนะไม่ยอมแม้แต่จะตะแคงนอนหงาย..   ยังคงนอนขดในท่าเดิมๆ

 

โรคุโด มุคุโร่ยกตัวขึ้นท้าวคางมองคนนอนไม่หลับซึ่งมัวแต่ขดตัวเกร็ง  แบบนั้นจะไปนอนหลับไปยังไงกัน    “ต้องเล่านิทานให้ฟังไหมครับ?”     คนฟังล่ะหงุดหงิดนัก   ทำอย่างกับเขาเหมือนเด็ก!!

 

“ขอบคุณมาก แต่ฉันจะพยายามหลับด้วยตัวเองให้ได้ นายก็นอนไปสิ”    เริ่มแผนการใหม่นับแกะทีละตัวตามตำราพิชัยสงครามสำหรับคนนอนไม่หลับ

 

หากแต่คนตั้งใจจะแกล้งกลับไม่ยอมฟังเสียนี่   “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในอาณาจักรห่างไกล   มีราชินีองค์หนึ่งยืนเฝ้าถามกระจกเงาตรงหน้าตน”   บอกว่าไม่ได้อยากฟังไงเล่า…  ไม่ต้องพยายามเล่า ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาลรอคุณครูเล่านิทานก่อนนอนนะ…

 

“สโนไวท์ใช่มั้ยล่ะ  ฉันจำได้ทั้งเรื่องแล้วไม่ต้องเล่าหรอก…..”  นิทานสามัญทั่วไปแบบนั้น..  ฟังมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว..  ไม่ใช่เด็กนะเฟ้ยเฮ้ย!!

 

“คึหึหึ    ราชินีถามกระจกเงานั้นว่า  กระจกวิเศษ กระจกวิเศษ  ใครกันที่กำลังนอนไม่หลับ   กระจกตอบว่าบอสใหญ่ของวองโกเล่น่ะสิ”   ใบหน้าหวานทำแก้มป่องด้วยเคืองในทันใด   นิทานอะไรนั่น…  หลอกด่าเขานี่หว่า…

 

“ใครจะนอนกลับได้ง่ายๆในที่แปลกถิ่นล่ะ……”  กับคนแปลกหน้าด้วย….

 

เสียงทุ้มยังคงเล่าต่อเนื่อง  “แล้วราชินีก็ถามอีกว่า  กระจกวิเศษ กระจกวิเศษ  ใครกันที่น่าแกล้งมากที่สุดในปฐพี   กระจกวิเศษก็ตอบว่าบอสใหญ่แห่งวองโกเล่น่ะสิ”    นิทานเสียดสีแกล้งเขาชวนให้นอนไม่หลับหนักกว่าเดิม… หากแต่สมองของตนช่างตรงข้าม… กลับตั้งใจฟังเสียงทุ้มเล่านิทานไร้สาระนั่นไป…

 

“ราชินีคนนั้นคือนายรึไงน่ะ….”  เสียงหวานเอ่ยถามมา  ริมฝีปากคมพลันคลี่ยิ้มในปฏิกิริยาตอบกลับเช่นนั้น

 

“ราชินีออกตามหาบอสใหญ่แห่งวองโกเล่   เจ้าตัวนึกกลัวจึงหนีเข้าไปในป่า  เจอกับคนแคระผู้พิทักษ์ทั้ง 7 คน”  คนโดนหลอกล่อด้วยนิทานเลิกนอนขดตัวและตะแคงตัวหันมาหาผู้เล่านิทานอย่างสนใจในเรื่องราวประหลาดๆซึ่งอีกฝ่ายแต่งขึ้น

 

 

 

 

ในนิทานนั้นเชื่อกันว่ามีเวทมนตร์

ชักจูงให้คนฟังตั้งใจได้ไม่ยากดั่งต้องมนต์

 

 

 

ซึมเข้าในส่วนการรับรู้ดั่งท่วงทำนอง

สะกดให้ตั้งใจฟังเรื่องราวดำเนินไป

 

 

“แล้วไงต่อ?”    นอนซุกผ้าห่มตั้งใจฟังนิทานนั่น…  อยากรู้ว่าจะจบอย่างไร…

 

“วันหนึ่งบอสใหญ่แห่งวองโกเล่นั่งถอนหญ้าให้พวกคนแคระก็ได้พบกับแม่มดแปลกหน้า   แม่มดคนนั้นมอบสับปะรดอาบยาพิษให้   บอสใหญ่แห่งวองโกเล่ช่างไม่รู้อะไรเลยกลับกินเข้าไปแล้วนอนหลับไป”    ร่างบางหลุดขำออกมาทันใดเมื่อเอ่ยถึงสับปะรด

 

“สโนไวท์ของนายเชื่อคนง่ายจังเลยนะ  สับปะรดน่าสงสัยจะตายไป……”    เริ่มเคลิ้มๆใกล้หลับเต็มที…

 

“เพราะสโนไวท์กินไม่เลือกมากกว่าครับ”   ใบหน้าคมเหลือบมองคนข้างกาย   ไม่ทันไรก็เผลอหลับไปซะจริงๆ   บอกว่าไม่ต้องเล่า สุดท้ายก็ฟังจนหลับ

 

“สโนไวท์น่ะเชื่อคนง่ายนัก….”   เจ้าหญิงในนิทานมากมายใสซื่อ….  แสนจะเชื่อคนง่าย  นิทานขายฝันของเหล่าเด็กๆ…

 

“ราตรีสวัสดิ์ วองโกเล่รุ่นที่สิบ โชคดีนะครับที่คุณตาบอดน่ะ”    มือใหญ่จับผ้าห่มขึ้นปิดกระชับถึงลำคอของร่างบาง    หากมีร่างกายที่ปกตินั้น   สายหมอกคนนี้อาจจะแย่งชิงร่างกายคุณไปแล้วก็ได้…

 

 

 

 

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆไร้พิษภัย…

ไม่ว่าจะอยู่ในรูปลักษณ์แบบไหน….

 

ก็ฆ่าคนได้ทั้งนั้น

หากคนๆนั้นแสนซื่อและไร้กำแพงป้องกันตนเอง

            เสียงนกน้อยในป่าเขาสีเขียวขจีร้องเพลงบ่งบอกเวลาออกหาอาหารในยามเช้า     ไออุ่นของแสงแดดส่องลงบนใบหน้าหวานขาวเนียน  แม้มิอาจรับรู้ว่าสว่างเพียงใดก็รับรู้ได้ว่าน่าจะเป็นยามเช้า   บรรยากาศและกลิ่นไอของแสงแดด.. และไออุ่น…  อุ่นเสียจนอึดอัดจนขยับตัวไม่ได้… เอ๋…?

 

 

 

 

มือเล็กๆตบๆแตะๆวัตถุปริศนาซึ่งสร้างความอบอุ่นเกินแดดในยามเช้าอย่างสงสัยนัก  แข็งๆหนึบๆ   “ลวนลามผมยามเช้ารึไงครับ วองโกเล่”  เสียงทุ้มดังมาระยะประชิดแค่ระดับเหนือศีรษะ     คนที่กำลังกอดเขา… คนที่เขากำลังกอด…  แข็งๆหนึบๆ..ไม่ใช่หมอนข้าง..

 

“ใครลวนลาม!!!”   โวยลั่นพร้อมกับเด้งตัวขึ้น

 

โครม!!!!!

 

และแล้วก็กลิ้งตกลงไปจากเตียงทันทีเมื่อไร้วงแขนยึดอย่างสวยงาม     ร่างบางลุกขึ้นมาได้รีบแตะร่างกายตัวเองไปทั่วๆยังครบ 32 ..  ไม่สิ 31  โล่งอก…     ตรงนั้นตรงนี้ก็ไม่ได้บุบสลาย…   โล่งใจเป็นบ้า..    นึกว่าจะโดนลักหลับซะแล้ว!!   ยิ่งประกาศจะมาใกล้สนิทสนิทสนม ไม่เอา!!

 

 

 

“คุณเป็นคนมากอดผมเองนะครับ  จะแก้ตัวก็คงไม่ได้”   เส้นผมสีน้ำตาลไหม้ใกล้ชี้ฟูพองเป็นขนแมวขู่คู่สนทนาจอมเจ้าเล่ห์

 

“แต่นายก็กอดฉันนี่!!!   ฉวยโอกาส!!!”  คิ้วคมเลิกขึ้นพลางจ้องมองปลาแก้ตัวบนพื้นอย่างคนเหนือกว่า    เสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นชวนให้ร่างเล็กกว่าเสียวสันหลัง

 

“ฉวยโอกาส?   ไม่ได้ฉวยเลยซักนิดครับ”   ไอ้คนโกหก แหลสด สตอเบอรี่!!!!

 

สึนะโยชิคุงนั่งส่งรังสีอาฆาตใส่คนฉวยโอกาส   แต่น่าเสียดายรังสีอาฆาตนั้นคงส่องไปโดนที่อื่นมากกว่าร่างสูง    ทะเลาะกับคนตาไม่สมประกอบช่างน่าขำสุดๆ    “เช้าแล้วได้เวลากิจกรรมยามเช้ากันแล้วนะครับ”     มุคุโร่เคลื่อนกายลงจากเตียงตรงเข้าหาร่างบางอีกครั้ง

 

“ฉันไปอาบเองได้ ไม่ต้องๆๆๆ”   ร่างเล็กถูกช้อนขึ้นจากพื้นห้องตรงไปหาห้องน้ำในสภาพเดิมๆ   ไม่ต้องทำกับฉันเหมือนการ์ตูนพ่อบ้านอะไรซักเรื่องนะ!

 

“ผมไม่ได้อาบให้คุณซักหน่อยครับ   แค่มาส่ง”  แล้วก็โยนอีกครั้ง………

 

 

 

 

 

ซ่า!!!!!!!!!!!!!

 

 

 

 

 

หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ…    ร่างบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้หน้ามุ่ยนั่งท้าวค้างเขี่ยข้าวในจานไปมาอย่างอารมณ์เสีย   มื้อเช้าของวันนี้เปลี่ยนจากข้าวผัดเป็นข้าวอบสับปะรด…      บ้านหลังนี้มีแต่ข้าวหรือไงกัน… ไม่มีกับข้าวบ้างเลยเรอะ   หรืออีกฝ่ายถนัดแบบนี้กันแน่…      มือเล็กตักข้าวเข้าปาก…    มันอร่อยจนน่าแปลกใจ..  อยากจะเห็นหน้าคนร่วมโต๊ะอาหารว่ายามใช้ชีวิตธรรมดามีสีหน้าเช่นไร.. แต่มิอาจมองเห็นได้..  นึกเสียดายที่ตนเองตามีปัญหาจริงๆ..

 

 

 

 

“ปกตินาย… ทำกับข้าวเองเหรอ…?”     มือใหญ่หยุดมือและเงยขึ้นมองหน้าบอสใหญ่แห่งวองโกเล่ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

“ในคุกไม่ต้องทำเองหรอกครับ   ที่ทำให้คุณทานอาจจะเป็นความสามารถพิเศษ  คึหึหึ”     คำตอบที่ไม่ค่อยตรงคำถาม..    นึกอยากเก็บคำถามคืนไป.. ไม่น่าถามเลยเรา..

 

“ฉันถามไม่เข้าท่าเองล่ะ.. ขอโทษที…”    คนอยู่ในคุกเกินครึ่งชีวิตทำกับข้าวเก่ง…   แต่คนอยู่บ้านมีคนอาศัยเต็มบ้าน.. ทำเป็นแค่บะหมี่ถ้วย..   ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน..

 

“ผมช่างเป็นชาวประมงผู้โชคร้าย  จับปลาตัวใหญ่มาได้ก็ดันทำอะไรตอบแทนบุญคุณไม่ได้เลย   นกกระสายังฉลาดกว่าเลยนะครับ”     เสียงทุ้มถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย    เอาฉันไปเทียบกับนกกระสาเรอะ!!!

 

 

 

นกกระสาน่ะแทนคุณคนแสนดีไม่มีพิษภัย

แต่ปลาทูน่ามันไม่แทนคุณคนเจ้าเล่ห์หรอกนะ…

 

 

 

ไม่ใช่ๆ!!!  ฉันเป็นคนนะไม่ใช่ปลาแปลงกาย!!!

หลงกลสายหมอกอีกแล้ว!!!

 

“ถ้าตาฉันมองเห็น ฉันก็ทำอะไรได้เยอะแยะน่า!!”   สึนะเร่งลุกขึ้นยืนกำหมัดแน่น  ถ้าใส่ถุงมืออยู่คงได้เห็นเปลวไฟดับเครื่องชนพุ่งเป็นฉากหลังไปแล้วกระมัง..

 

“เหรอครับ   ตามองไม่เห็นก็ทำอะไรได้หลายอย่างนะครับ   งั้นวันนี้…………..”   ร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีไพลินลุกจากเก้าอี้นั่งเดินไปหยุดตรงหน้าของคนตัวเล็กกว่า   มือใหญ่เชยคางให้ใบหน้ามนเงยขึ้นเพื่อมองชัดๆ

 

“ทะ..ทำอะไรน่ะ….”  สมองเล็กๆไว้ใส่แกลบเริ่มเบลอ  ความคิดอกุศลเริ่มมาเป็นฉากๆอีกครั้ง  มองไม่เห็นก็ทำได้… มองไม่เห็นก็ทำได้…..

 

“ซักผ้ากันเถอะครับ”   คนฟังยืนเอ่อไปทันที    เกี่ยวอะไรกับซักผ้า…  นี่เขามารักษาตัวหรือมาเป็นหนูทดลองกิจกรรมงานบ้านงานเรือน…

 

“มีผ้าให้ซักด้วยเหรอ?”    สึนะยืนนิ่งถามอย่างประหลาดใจนัก   เสื้อผ้าก็น่าจะไม่มีอะไร… แล้วจะซักอะไร..  จงใจแกล้งเขาเหรอ..

 

“มีผ้าปูที่นอน  มีเสื้อผ้าชุดเก่าของคุณ มีเสื้อผ้าของผมครับ”   ใบหน้าคมประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นัก  ไอ้เสื้อผ้าน่ะเข้าใจ แต่ผ้าปูที่นอนมันอาร๊าย!!!

 

“ผ้าปูที่นอนมันเลอะอะไรไม่ทราบ…..”    คนโดนปิดตาด้วยผ้าพันแผลมององศาระดับใบหน้าของอีกฝ่าย   เริ่มคิดลึกอีกรอบ….   เลอะอะไร…   ฉี่รดที่นอนก็ไม่ใช่!!

 

“เลอะ นั่น ของคุณน่ะครับ   คึหึหึ”    ริมฝีปากคมคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่คนมองไม่มีทางมองเห็น     ร่างกายเล็กแข็งเป็นรูปปั้นหินคิดไปถึงนอกจักรวาล…  มือสั่นปากสั่นพูดอะไรไม่ออก

 

“พูดอะไรของนายน่ะ!!!!  นั่นเนิ่นอะไร!!”  ใบหน้าหวานแดงเรื่อเป็นลูกมะเขือเทศ     เห็นแล้วยิ่งขำนัก  เป็นคนที่น่าแกล้งเสียนี่กระไร

 

“เลือดน่ะครับ  ตอนที่ผมพาคุณมาที่นี่คุณบาดเจ็บ”   สึนะนึกอยากขุดหลุมกลบตัวเองลงไปเหลือเกิน   เขาโดนปั่นหัวให้นึกไปไกลถึงมุมไหนของโลกอีกแล้ว!!   จะโทษสมองเขาหรือจะโทษมุคุโร่ดีล่ะเนี่ย!!

 

“คึหึหึ  แทนที่จะนั่งเอ๋อแบบนี้  ทานข้าวให้หมดเถอะครับ  เผื่อจะเพิ่มรอยหยักในสมองของคุณได้บ้าง”   จับบ่าเล็กพาเดินกลับไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิม

 

“ฉันแค่ตามนายไม่ทันน่ะ… ไม่ได้โง่ซะหน่อย…”     มือเล็กตัดข้าวอบสับปะรดในจานเข้าปากตัวเอง   เคี้ยวตุ่ยๆทำหน้างอนคนข้างหลัง

 

“คุณที่ไม่ใช้โหมดไฮเปอร์   ยิ่งมองยิ่งดูธรรมดานะครับ”   ธรรมดาไม่เหมือนคนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของกลุ่มมาเฟียในอันดับต้นๆ…

 

 

 

 

 

มือเล็กๆสองข้างนั้นไม่เคยเปื้อนเลือดของผู้ใด

ร่างกายเล็กๆดูแล้วไร้เรี่ยวแรงต่อกรกับอริศัตรู

 

 

 

 

ภายนอกดูไร้ความเป็นผู้นำ

กลับเป็นผืนฟ้าวาทายกรให้เล่าเครื่องดนตรีติดตาม

                วันที่ซาวาดะ อิเอมิทสึมอบแหวนแห่งสายหมอกให้นั้น…   ช่างเป็นจุดเปลี่ยน..  โคลม..  เด็กสาวซึ่งเขาดึงมาพัวพันเชื่อมันและศรัทธาในตัวบอสใหญ่แห่งวองโกเล่คนนี้มาก..    มองผ่านเหตุการณ์มากมายผ่านทางดวงตาของหญิงสาวคนนั้น…  ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา.. นึกแปลกใจตนเองที่ไม่ยึดครองร่างนี้เสียที..     เพราะความคิดของหญิงสาวเจ้าของร่างซึมผ่านมาถึงตัวเขาหรือไร…

 

 

 

“เงียบไปเฉยๆ   เป็นอะไรรึเปล่าน่ะมุคุโร่?”     สึนะเร่งทักอีกฝ่าย     เงียบๆเฉยๆรู้สึกร้อนๆหนาวๆอย่างบอกไม่ถูก… มือทั้งสองซึ่งวางไว้บนบ่าเขาทั้งนิ่งทั้งเงียบ…

 

“คุณนี่ช่างแปลก   ผมเงียบก็รีบถาม ผมไล่ปั่นหัวคุณก็บ่น”   โดนบ่นอีกน่ะ.. ไม่น่าถามเลย…       หากแต่เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลคงไม่ล่วงรู้   ว่ายามนี้ชายหนุ่มทำสีหน้าเช่นไร     ใบหน้านั้นไม่เคยคลายรอยยิ้มลงไปเลยแม้เพียงครั้งเดียว…

 

 

 

 

ตัวโน้ตอันมีชื่อว่านภากระโดดโลดเต้น

แทรกแซงบทเพลงบรรเลงของเปียโนสายหมอก

 

จังหวะและดนตรียังมิได้บรรเลงประสาน

ดนตรียามเช้านั้นช่างสดใส….

 

 

ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกพาร่างเล็กออกมาซักผ้าหลังบ้าน   หลังบ้านไม้เป็นลานโล่งพร้อมด้วยราวตากผ้ายาว    ชายหนุ่มเดินพาบอสใหญ่แห่งวองโกเล่สำรวจพื้นที่เพื่อให้จดจำก่อนจะเริ่มงานประจำวัน     สึนะนึกแปลกใจกับบรรยากาศด้ายนอกบ้าน…   อากาศเย็นสบายและสายลมพัดมา..     ดูสดชื่นกว่าในคฤหาสน์ห่างไกลผู้คนของฐานใหญ่วองโกเล่เสียอีก…  แต่ไม่มีเครื่องซักผ้า… คิดแล้วกลุ้มจัง…

 

 

 

“เพราะไม่มีเครื่องซักผ้า… นายก็เลยใช้แรงงานคนป่วยแบบฉันสินะ….”     ร่างบางจับแขนชายหนุ่มเดินตามมาใกล้ๆกะละมังไม้ซักผ้าและก๊อกน้ำ

 

โรคุโด มุคุโร่ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงดำและผ้ากันเปื้อนราวกับพ่อบ้านวันหยุดยืนกอดอกมองหน้าผู้ร่วมอาศัยชายคาเดียวกัน   “ตาของอลิซคุงอาจจะบอด แต่มือเท้ายังใช้งานได้นะครับ  ผมไม่ใช่คนใช้ที่จะคอยทำให้คุณทุกอย่าง”   ว่าแล้วก็สวมผ้ากันเปื้อนไว้กันน้ำกระเซ็นให้ร่างบางด้วย

 

“อาณาจักรสายหมอกนี่เข้มงวดจริง…”    ใบหน้าหวานทำแก้มป่อง    กวาดมือสำรวจหาที่นั่ง   เจอกะละมังก็นั่งลงจับผ้าในถัง…   นึกขี้เกียจแกว่งมือหมุนวนไปวนมาเป็นน้ำวนเล่นซะแบบนั้น..   ซักเครื่องยังไม่เคยคิดจะทำเลย…  ซักมือมีหรือเขาจะเคย!

 

“รู้มั้ยครับวองโกเล่   ร้อยละ 80 ของเด็กประถมจะเล่นน้ำวนในถังน้ำซักผ้า”     สิ้นคำหยอกล้อมือของสึนะก็แข็งทื่อหยุดไปทันที

 

“ซักก็ได้ๆๆ!!”    มือเล็กหยิบผ้าในถังมาขยี้ๆด้วยแรงน้อยนิด      ริมฝีปากคมคลี่ยิ้มยืนมองคนพยายามซักผ้า มองจนกระทั่งจู่ๆร่างเล็กนั้นกลับหยุดมือ

 

“นี่นายไม่คิดจะช่วยกันบ้างเลยเหรอ…”    เสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ดังมาให้สยองเล่นอีกครั้ง

 

“ในถังมีแต่ผ้าปูที่นอน  ผมจะเข้าไปหยิบผ้าในเครื่องด้านในบ้านนะครับ  คึหึหึ”     และแล้วร่างสูงก็ตวัดกายกลับเข้าไปในตัวบ้านไม้ซุง       ปล่อยคนป่วยซักผ้านั่งอ้าปากค้าง…    มีเครื่องซักผ้า!!!  แล้วหลอกเขามานั่งซักมือเนี่ยนะ!!  ไอ้คุณมุคุโร่!!!

 

“เจ้าสายหมอกหลอกลวง!!”    สองมือมีแรงขยี้ผ้าปูที่นอนปานขยี้สายหมอกในมือก็มิปาน    ใช้แรงงานคนป่วย!!  ตามองไม่เห็นก็ยังไม่เว้น!!   นี่กะหาประโยชน์เต็มที่เลยนี่นา!!

 

 

 

 

หากแต่เขาไม่เคยใช้เวลาแบบนี้ร่วมกับผู้พิทักษ์คนไหน

ตั้งแต่รับตำแหน่งช่วงเวลานี้นั้นหาได้ยาก….

 

 

 

ช่วงเวลาธรรมดาๆกับสายหมอก… ช่างแปลก…

เป็นความรู้สึกที่แปลกจริงๆ….

 

 

 

 

 

“คึหึหึ   เปียกไปทั้งตัวเหมือนลูกหมาตกน้ำเลยนะครับ”

 

 

 

ร่างสูงเรือนผมสีไพลินเดินกลับออกมาพร้อมกับตะกร้าใส่ผ้า    คนโดนใช้แรงงานหนักยืนกำหมัดแน่นเปียกปอนเกินกว่าผ้ากันเปื้อนจะช่วยได้    เนตรสองสีทอดมองอย่างขบขัน  ก่อนเดินตรงเข้าไปช่วยบิดผ้าปูที่นอนสีขาวนวลในมือเล็กนั่น    ดวงตาไม่สมประกอบแต่ก็พยายามได้ดี   จะเรียกว่าน่าชื่นชมไหมนะ?

 

 

 

“ก็มันมองไม่เห็น…..”    ยืนบิดผ้าคนละฝั่งกับชายหนุ่ม    ก็เจ้าของบ้านช่างเอาเปรียบ…   คนปกติไปซักเครื่องให้คนป่วยซักมือ…  เลวร้ายที่สุด…

 

มือใหญ่หยิบผ้าปูที่นอนบิดจนหมาดโยนกลับให้ร่างเล็ก   “หวังว่าจะจำตำแหน่งราวตากผ้าได้นะครับ”    เดินถือตะกร้าผ้าตรงไปหาที่ตากอย่างสบายอารมณ์

 

“ฮึ่ม……….”   มือเล็กข้างที่ว่างแกว่งไปมาจนกระทั่งฟาดเข้ากับราวเหล็ก  เจ็บจนจิ๊ดจนพูดไม่ออก…

 

 

 

ต่างคนต่างตากผ้าของตัวเอง    คนมองไม่เห็นอย่างร่างบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้โยนผ้าปูที่นอนพาดราวครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่ได้ผลเสียทีชวนให้หงุดหงิดนัก…    คนจัดการส่วนของตัวเองเรียบร้อยแล้วกลับยืนกอดอกมองหน้าตาเฉย    ราวกับมองดูละครตลกฉากหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา …

 

 

 

“อยากได้คนช่วยไหมครับ?”    ขยับก้าวมาใกล้ๆ  เจ้าปลาหันมองตามเสียงขวับทำหน้าบึ้งตึงใส่

 

“ฉันจะพยายามเองให้นายเห็นว่าฉันทำได้”   โยนปลายผ้าไปอีกรอบ… และมันก็ร่วงลงมาใส่หน้าตัวเองอย่างสวยงาม..    ร่างสูงหลุดหัวเราะในทันใด

 

“ก็แค่เล็งไม่โดนราวแค่นั้นเอง…”     แก้เก้อแก้เขินโยนอีกรอบ  กลับมากองใส่ศีรษะเล็กๆของตัวเองอีกครั้ง…    ยิ่งมองก็ยิ่งขำในท่าทางไม่เหมือนมาเฟียอันดับต้นๆ     เหมือนคนธรรมดาๆ… มีชีวิตธรรมดาๆ..

 

“ทนดูไม่ได้เลยครับ    มานี่ครับ”    มือใหญ่ดึงเอาผ้าปูที่นอนสีขาวเปียกหมาดๆออกจากศีรษะเล็กฟูฟ่องด้วยไหมสีน้ำตาลนั่น

 

“….ฮึ่ม… ก็ฉันมองไม่เห็น….”   ช่วยยืนจับแต่งผ้าขาวนั่นให้โดนแดดทั่วถึง    เสียงหัวเราะซึ่งดังมาเป็นระยะๆ           นั่น  ไม่ได้เชื่อกันเลยนี่….

 

“งานบ้านแรกของคุณเรียบร้อยแล้วนะครับ”   ร่างสูงยืนมองคนตัวเล็กกว่า   งานบ้านของคนสองคนในการใช้ชีวิตร่วมกัน..   ร่างบางยืนนิ่งสัมผัสได้ถึงผ้าเปียกหมาดต้องสายลมพลิ้วมาโดนมือ..     นึกถึงแม่ของตนเองซึ่งเคยยืนตากผ้าหลังบ้านและหันมายิ้มให้… ชีวิตธรรมดาๆ…

 

“ฉันรู้สึกว่า…  ตัวเองห่างหายไปจากเรื่องเรียบง่ายพวกนี้….นานแล้วเลยล่ะ…”     รู้ตัวอีกทีกลับเผยเรื่องราวในใจให้กับสายหมอก…    ชีวิตของไอ้ห่วยคนหนึ่งกับชีวิตประจำวันธรรมดาๆ…

 

“ตอนนั้นคิดว่ามันน่าเบื่อ…”     ยืนนิ่งรับสายลมเย็นพัดผ่านร่างกาย…     ไม่เคยเห็นความสำคัญของชีวิตธรรมดาๆเช่นนั้น…  จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงมาถึงตัว…    ทุกอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ   หวนนึกถึงชีวิตเรียบง่ายนั้น…   ช่างสวยงาม….

 

“น่าคิดถึงจริงๆนะ…..”     แม่ยืนตากผ้าในสวนหลังบ้าน…   เด็กๆในบ้านวิ่งเล่นทะเลาะกัน..   รีบอร์นจับอาวุธตบโวยใส่แรมโบ้   เบียงกี้เดินมาพร้อมกับอาหารสยองขวัญ      โกคุเดระกับยามาโมโตะมาเยี่ยมที่บ้านเพื่อทำการบ้าน…    เดินสวนกรรมการรักษาระเบียบในตัวเมืองแล้วต้องกลัวหัวหด..   คุณพี่ทักทายลากเข้าชมรมมวยอย่างสดใส..

 

 

 

จังหวะดนตรีง่ายๆซึ่งไม่เคยใส่ใจ

ในยามวุ่นวาย.. มันคือทำนองเพลงที่น่าคะนึงหา…

 

 

ดวงเนตรสองสีจดจ้องมองใบหน้าหวาน    “คึหึหึ  ผมกลับไม่เคยสัมผัสเรื่องเช่นนี้ครับ  น่าขำ”    วัยเยาว์ในห้องทดลอง..  การหลบหนีเอาชีวิตรอด.. การไล่ล่า…  ชีวิตแสนวุ่นวาย..    ไร้วันคืนแสนสงบสุข..

 

 

 

ยามเงยหน้ามองขึ้นไปจะเห็นท้องฟ้าห่างไกล… ท้องฟ้าอันเป็นอิสระ…     พวกเขากลับต้องหลบหนีตลอดเวลา.. และโดนจับเข้าไปในคุกนั่น…  ทั้งๆที่คนผิดควรจะเป็นมาเฟียเหล่านั้น…  เพราะฉะนั้นโลกนี้จึงโสมมนัก…  โลกที่แตกต่างของคนสองคน…

 

 

“จะขำก็ได้นะครับ  คนที่เติบโตมาเรียบง่ายเช่นคุณน่ะ”      สายลมโบกผัดผ่าน…  กลิ่นหอมของผงซักฟอก…  ไอชื้นของผ้าเพิ่งตากเสร็จ…   คือชีวิตอันแสนเรียบง่าย…

 

“ฉันหัวเราะเหมือนมันเป็นเรื่องของคนอื่นไม่ได้หรอกนะ”  เสียงหวานเอ่ยตอบ…    ผู้พิทักษ์ทุกคน.. ไม่ใช่คนอื่น..

 

 

 

ในโลกอนาคตนั้น….

ชายหนุ่มแฝงตัวเข้าไปในที่อันตรายเพียงลำพัง…

 

 

 

หากว่าความแปลกแยกซึ่งเกิดในอนาคตนั้นเปลี่ยนแปลงไป

เรื่องราวในวันนี้เคยเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่…

วันนี้ที่นายกับฉันยืนตากผ้าอยู่ด้วยกัน

 

 

“อีกอย่าง…  นายในตอนนี้ก็ดูธรรมดาเกินกว่าจะเป็นอาชญากรนะ….”    พูดเองก็เขินเอง… ใบหน้าหวานซับสีเรื่อน้อยๆ       ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกัน……….

 

“คึหึหึ    แค่ความอ่อนโยนอย่างเดียว  เยียวยาอะไรไม่ได้หรอกครับ”    เสียงทุ้มเอ่ยตอบกลับมาให้คนฟังใจเสีย    ริมฝีปากเล็กขบเม้มแน่นนึกคำพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป…  จะโต้ตอบไปอย่างไรดีกับคนที่แสนจะมีอคติแบบผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก…

 

ทว่าบอสใหญ่แห่งวองโกเล่กลับต้องนิ่งไป    “แต่ผมก็ไม่ได้รังเกียจทัศนคติของคุณ”   ริมฝีปากคมนั้นแนบลงข้างแก้มเนียนแผ่วเบา    มือเล็กยกขึ้นแตะผิวแก้มใบหน้าร้อนฉ่าราวกับโดนของร้อน…

 

“พูดเฉยๆก็ได้!!!”    หัวใจเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ    แว๊ก!!!  หัวใจฉันเต้นเบาๆหน่อยซี่!!!   เจ้าบอสบ๊องดิ้นไปดิ้นมา

 

“คึหึหึ”    ยังจะหัวเราะอีกน่ะ ก็เพราะนายนั่นแหละ!!!

 

 

 

 

จังหวะดนตรีบรรเลงไปอย่างเรียบง่ายๆ…

เป็นทำนองเพลงซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของคนสองคน

 

 

บทเพลงบรรเลงยามเช้าอันแสนสดใส

ยามเช้าเยี่ยงคนธรรมดาทั่วไปในวิถีชีวิตธรรมดา…

 

 

 

 

คฤหาสน์วองโกเล่ในยามเช้ากลับตรงข้าม…     นักฆ่าอันดับหนึ่งอย่างรีบอร์นนั่งอ่านเอกสารในมือ   ผู้พิทักษ์แห่งสายฝนยืนมองอดีตอาจารย์ของเพื่อนสนิท       มือใหญ่นั้นวางเอกสารลงบนโต๊ะพร้อมถอนหายใจยาวกับสิ่งที่ได้อ่านรายละเอียดจากกลุ่มฐานแห่งอื่นของวองโกเล่

 

 

 

“ข่าวลือเรื่องสึนะหายตัวไป..  นึกอยู่แล้วว่าต้องแพร่”      ผู้พิทักษ์คนอื่นต่างทำหน้าที่ราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ… ก็ยังมีคนได้ข่าววงในไปเสียได้…

 

“จะให้ฉันออกเคลื่อนไหวไหมล่ะเจ้าหนู?”   เจ้าของเพลงดาบชิงุเร็นโซเอ็นเสนอตัวออกไปตามหาเพื่อน   หากแต่ผู้ฟังกลับนิ่งเฉย

 

“รอฟังข่าวอีกซักหน่อย   นายออกไปเคลื่อนไหวย่อมเป็นที่จับตามอง”    ไม่นับผู้พิทักษ์แห่งเมฆา…  รายนั้นมีเรื่องไปทั่วจนไม่ต้องห่วงอะไร… เป็นการเบี่ยงความสนใจของแฟมิลี่อื่นได้อีกตะหาก…

 

“ก็นั่นสินะ…  ไม่ใช่อนาคตที่สึนะจะต้องตายเสียหน่อย”    ยังคงจำได้ดีอนาคตที่ได้แลเห็นในตอนนั้น….  แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมานานแล้ว….

 

“เตรียมตัวไว้ตลอดก็แล้วกัน   หาเจอเมื่อไหร  นายก็ไปรับสึนะได้เลย  เจ้าโกคุเดระมันทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่”    รีบอร์นจัดการเอกสารต่อไป…   ร่างสูงมองแล้วก็ยิ้มรับ  ห่วงกันมากเกินไปก็ยิ่งทำให้เรื่องเลวร้ายลงไปสินะ..  อาจจะไม่มีอะไร..

 

“โดคุโรเองก็ลับๆล่อซะจริงช่วงนี้ อะไรกันนะ…”    ชายหนุ่มนึกแปลกใจ  หากแต่คนฟังนั้นกลับคลี่ยิ้มบางๆราวกับว่ามันเป็นเรื่องเฉยๆธรรมดา…

 

 

 

 

 

 

เปียโนยังคงบรรเลงเพลงอยู่เพียงลำพัง

โน้ตบางตัวเริ่มเข้ามาร่วมบรรเลง

 

 

เสียงเพลงค่อยๆปรับจูนผสมผสาน

ต่อไปในวงออเคสตร้าคงมีส่วนประกอบเพิ่มเติม

 

 

 

 

TBC……………….

 

 

 

 

 

About these ads
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 07/11/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 151 other followers

%d bloggers like this: