RSS

[KHRFic] แก้วตาฮาเร็ม ตอนอวสาน

30 ก.ย.

“ความฝันไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จในเวลาไม่นาน”

“จำต้องบากบั่นและพยายามสะสมไป”

                ชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยนั้นหลายคนนึกอยากเรียนจบไปเร็วๆ  แต่เมื่อทำงานแล้วกลับนึกเสียดายช่วงเวลาที่เคยเล่นและเรียน กระทั่งอยากกลับไปเป็นนักเรียนมัธยมปลายเสียด้วยซ้ำ  ในวันที่จบการศึกษาและเข้าร่วมพีรับปริญญากับเพื่อนฝูงตนก็มีความรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน  จนบัดนี้ก็เรียนจบมาได้ปีกว่าแล้ว  อ่ะ… เหมือนจะลืมเท้าความ ตอนนี้พวกผมเรียนจบแล้วนะครับ เป็นผู้ใหญ่ที่เดินตามความฝันอยู่…

 

 

บทส่งท้าย : แก้วตาฮาเร็ม

 

 

            เดือนพฤศจิกายน ปี 2016  ณ เมืองนานมีบุรี   ศูนย์ประชุมใหญ่จัดงานเทศกาลหนังสือซึ่งรวมผู้คนจากทั่วประเทศเข้ามาจับจ่ายซื้อหนังสือหลากหลายประเทศ  สำนักพิมพ์เข้าสู่ช่วงการทำงานที่หนักสุดในรอบปีเพื่อออกเล่มให้ทันขายร่วมกับโปรโมชั่นของงานใหญ่นี้    และในวันนี้ที่ห้องประชุมใหญ่ก็มีงานแจกลายเซ็นของนักเขียนชื่อดังที่กำลังมาแรงจากซีรี่ย์นิยายวัยรุ่นที่โด่งดังมาจากเว็บกระดิ่งดีตั้งแต่ปี  2011

 

เหล่าวัยรุ่นและแม่บ้านจากทุกสารทิศเตรียมหนังสือเล่มสีชมพูเพื่อมาพบกับนักเขียนสุดปลื้ม   ร่างบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้นั่งประจำที่พร้อมทั้งมีพิธีกรคอยสัมภาษณ์อยู่ข้างๆ   ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้มาออกงาน แต่เป็นครั้งที่ห้าแล้วที่มาออกงานเป็นทางการเนื่องจากเป็นเล่มจบ

 

 

“เอาล่ะค่ะเรามาคุยกับคุณสีน้ำ สวัสดี เจ้าของนามปากกา palette ในเว็บกระดิ่งดีกันดีกว่าค่ะ  นี่ก็เป็นครั้งที่ 5 แล้วสินะคะที่มาเป็นแขกพิเศษในงานหนังสือ”   หญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้มถือไมค์เริ่มเปิดสคริปต์แลมองคำถามต่างๆที่แฟนๆอยากรู้กัน

 

“ครับ  ผมเองก็ไม่นึกว่าจะได้มาออกบ่อยขนาดนี้  ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าผมจะเขียนซีรี่ย์นี้จบลงไปได้”   กล้องแพนไปทางกองหนังสือเล่มสีชมพูซึ่งมีหน้าปกแตกต่างกันถึง 5 เล่ม  แต่ละเล่มใช้เวลา 1 ปีในการแต่ง

 

“แบบนี้ก็เริ่มเป็นคู่แข่งกับพี่ชายอย่างคุณจอร์จกล้ามโตแล้วสิคะ”  นักเขียนชื่อดังในตำนานบอยเลิฟ  ขณะนี้ก็มีละครหลายสิบเรื่องที่ใช้บทประพันธ์ต้นแบบจากชายผู้เป็นตำนาน

 

“ไม่หรอกครับ  พี่ชายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเดินตามรอยเขามาโดยตลอด  ถ้าไม่มีพี่ชายเป็นเป้าหมาย ป่านนี้ผมก็คงจะล้มเลิกความฝันไปนานแล้ว อ่ะ.. ต้องขอบคุณเพื่อนสนิทอีกคน ตอนนี้เขาไม่ได้มางานเพราะยังกลับมาไม่ถึง  คทาชิตก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งด้วยเหมือนกัน”    หวนนึกถึงความทรงจำในวัยเรียน…

 

“ก็ยาวนานจริงๆนะคะ  เพราะในหนังสือก็บอกว่าคุณสีน้ำเนี่ยเขียนเรื่องนี้มาตั้งแต่เรียนมหาลัยปีหนึ่งเลย  เรียนจบก็ประสบความสำเร็จขนาดนี้ เป็นแบบอย่างที่ดีของวัยรุ่นเลยนะคะเนี่ย”    หากเขาไม่ล้มเลิกการเขียนนิยายอีโมชั่นคงไม่มีทางมาถึงตอนนี้..

 

“ผมเองก็เคยหลงทางในการเขียนครับ จนได้พบแนวที่เหมาะกับตัวเอง  ช่วงที่ต้องเริ่มทำธีสิสนี่ผมคิดว่าตัวเองจะไม่รอดซะแล้ว แต่ก็ยังเขียนจบได้ ฮ่ะๆๆ”    ร่างบางซึ่งใบหน้าไม่ได้ต่างอะไรจากเมื่อ 5 ปีก่อนนั้นแย้มยิ้มและหัวเราะ  เรียนจบมาได้ต้องขอบคุณเพื่อนสนิททั้งสองเลยนะเนี่ย  รวมพี่รหัสอีกคน

 

“ได้ยินว่าคุณสีน้ำเป็นเพื่อนสนิทของนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชื่อดังด้วยใช่มั้ยล่ะคะ?”   ยกตัวอย่างหนังสือแนวแฟนตาซีบอยเลิฟขึ้นมาเล่มหนึ่ง

 

“ใช่ครับ  โกมลเป็นเพื่อนสนิทเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งเลยครับ   พวกเราเขียนหนังสือด้วยกัน เคยทำหนังสือขายในงานหนังสือทำมือด้วยกันด้วย”    ภาพอดีตที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกในงานหนังสือทำมืออิสระ… และในที่สุดก็มีสำนักพิมพ์ติดต่อมา..

 

“คนหนึ่งโด่งดังในวงการแฟนตาซี อีกคนก็โด่งดังในแวดวงเลิฟคอมเมดี้  น่าอิจฉานะคะเนี่ย อย่างกับที่มหาลัยนานมีบุรีมีมนต์วิเศษอะไรเลย”  โฆษณาคณะมนุษย์ศาสตร์แบบอ้อมๆโดยไม่รู้ตัว…

 

พิธีกรเปิดสคริปต์ใบต่อไปพลางยิ้มออกมา  “คำถามต่อไปนะคะ   ฉันเองก็เป็นแฟนหนังสือของคุณสีน้ำมาตั้งแต่สมัยเรียน  ในเล่มจบนี้มีบอกพระเอกแล้วรึยังคะ?  คิดว่าคนอ่านทุกคนก็ต้องลุ้นกันมาตั้งแต่เล่มแรกๆเหมือนกัน”

 

คำถามที่เรียกริมฝีปากหยักยิ้ม   “ถ้าเขียนตอนจบแบบไม่บอกว่าพระเอกเป็นใคร ผมจะโดนคนอ่านปาหัวเอาในงานเลยมั้ยน่ะครับ  เอาไว้อ่านกันเองดีกว่า”   สปอยตอนจบก่อนก็ตายน่ะสิ…

 

และไม่ทันไรหญิงสาวก็ได้ทำรอยยิ้มเจ้าเล่ห์   “งั้นขอถามได้มั้ยคะ  ว่านิยายเรื่องนี้แต่งมาจากเรื่องจริงของคุณสีน้ำรึเปล่า?”    เหล่าแฟนคลับด้านล่างเวทีพากันส่งเสียงร้องอยากรู้ด้วย

 

มือเรียวได้ยกขึ้นเกาแก้มแก้เก้อไป   “ทำไมคิดกันแบบนั้นล่ะครับ   ผมน่ะสมัยเรียนโดนเรียกว่านายหน้าจืดเลยนะครับ ฮ่ะๆ”  เฉไฉออกไปเรื่องอื่น  ยอมรับไม่ได้เดี๋ยวเรตติ้งตก…?

 

“เพราะพัฒนาการของตัวละครจานสีในแต่ละเล่มน่ะสิคะ  อย่างกับคนที่เติบโตไปเรื่อยๆจริงๆน่ะ”   ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก การไล่ตามความฝัน และเรื่องของความรัก…

 

สีน้ำนึกถึงเนื้อหาเหล่านั้นและระบายรอยยิ้มกว้าง   เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้คนรู้หรอก  “ผมจะเก็บเป็นความลับให้ทุกคนไปคิดกันเองก็แล้วกัน”  คนที่โดนอ้างอิงในเรื่องนั้นก็คงรู้ว่าเป็นตัวเองเหมือนกันล่ะ…

 

 

เรื่องราวของจานสีซึ่งเป็นนักแสดงมือสมัครเล่น

ออกวิ่งตามความฝันในการเป็นนางฟ้าสีม่วง

 

และได้พบกับผู้ชายเกือบจะดีมากมาย….

 

 

                “[ผมจะเก็บเป็นความลับให้ทุกคนไปคิดกันเองก็แล้วกัน]    พูดจาดูดีเหมือนเคยเลยนะครับ ฟังแล้วน่าขนลุก”

 

เสียงทุ้มเปล่งดังในห้องทำงานกว้างตกแต่งอย่างสมัยใหม่เข้ากับผู้บริหาร   บนจอภาพเว็บไซด์จานสี FC นั้นมีการถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ต  พ่อหนุ่มคนนี้ตั้งใจดูและทำสีหน้าบึ้งตึงไปพร้อมกัน   เรือนผมสีน้ำเงินนั้นมัดรวบไว้เรียบร้อยด้วยที่มัดผมละม้ายคล้านของทำมือ   ทรงผมยังคงจัดแต่งเป็นรูปสับปะรดเป็นเอกลักษณ์  ชุดสูทสีดำขลับและผูกเนคไทด์เป็นภาพที่ดูดี  บนโต๊ะสีดำนั้นมีแฟ้มงานบัญชีของโรงพยาบาลกองเป็นตั้ง…

 

 

“พี่โฬมคะ  คุณพ่อถามหาแฟ้มบัญชีของครึ่งปีแรกค่ะ”   หญิงสาวผมสีม่วงเข้มเปิดประตูเข้ามาขัดจังหวะการเร้าอารมณ์ทุกข์(?)ของพี่ชาย    เมื่อมองพ้นหน้าต่างห้องไปจะแลเห็นป้ายของโรงพยาบาลนานมีบุรี

 

“เสร็จแล้วครับ  เอาไปแล้วก็บอกว่าทีหลังไม่ต้องมาสั่งนั่นสั่งนี่  ผมจัดการเรียบร้อยดีอยู่แล้ว”   ยื่นแฟ้มดำอันหนึ่งให้กับน้องสาว

 

“นึกว่าพี่โฬมจะไปงานหนังสือซะอีก”   ใบหน้าคมตวัดมองมาทันที   แค่ดูถ่ายทอดสดก็อารมณ์เสียจะแย่แล้ว จะให้ไปในงานนั่นคงไม่ไปหรอก…

 

“ไม่ล่ะครับ  ไปดูคนมีความสุขกับความสำเร็จผมไม่ไปดีกว่า”    คำตอบของลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ   ผ่านมา 5 ปีแล้วก็ยังเป็นคนปากไม่ตรงกับใจชนิดใจกับปากอยู่ห่างกันครึ่งรอบโลก

 

“ปากบอกแบบนั้น แต่ที่ตู้หลังโต๊ะพี่มีนิยายของคุณสีน้ำเก็บไว้อย่างดีเลยนะคะ”  ชี้นิ้วเรียวทางตู้กระจกด้านหลัง   ในชั้นหนังสืออย่างดีนั่นมีหนังสือนิยายสีชมพู 5 เล่มจบห่อปกใส่ไว้อย่างดี

 

ใบหน้าคมพลันเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อเหมือนโดนทัก  ผะ..ผมไม่ได้ซื้อมาซะหน่อยครับ  นั่นสีน้ำเอามายัดเยียดให้เองตะหาก”  ซึนคูณหกสิบเก้า เป็นคำนิยามของคุณเมะผู้เป็นตัวจริงของตัวละคร (-“-) ในนิยายชื่อดัง

 

ยิ่งไล่ต้อนผู้เป็นพี่ให้จนมุมยิ่งสนุกสนานนัก  โคมจึงเดินไปเปิดประตูเตรียมออกไป  “หนูจัดการเรื่องช่อดอกไม้ที่ส่งไปที่งานหนังสือให้แล้วนะคะ   คุณแฟนคลับ”   โบกมือลาและออกไปก่อนจะได้ยินเสียงต่อว่า..

 

โฬมอุดมโดนน้องสาวแท้ๆหยอกเล่นราวกับของเล่นได้แต่นั่งกุมขมับ  “ผมไม่ได้ปากไม่ตรงกับใจซะหน่อย….”  ไม่ตรงกันมากๆเลยตะหาก  เสียงจากผู้ชมทางบ้านได้ลอยมา..

 

จะตั้งใจดูถ่ายทอดสดต่อไม่ทันไรแขกคนที่สองก็ได้เดินเข้ามาในห้องกว้าง   ร่างโปร่งผมสีน้ำตาลทองซึ่งใบหน้าไม่ได้แก่ขึ้นเลยแม้จะอายุย่างเข้าเลข 4  สองมือถืออัลบั้มรูปสีน้ำตาลเข้มเข้ามาด้วย  ดวงเนตรสีแดงและน้ำเงินแลเห็นเข้าถึงกับกระตุก…

 

 

“โฬม  เค้าส่งรูปมาให้แล้วนะ”   ว่าแล้วเจ้าคนหัวดื้อก็รีบลุกไปแย่งเอาอัลบั้มมาเสียก่อน   คนหวังดีเอามาให้ถึงกับยืนงงงวย

 

“ฉันเปิดดูหมดแล้ว  วันที่ไปถ่ายก็อยู่ด้วยจะอายทำไมเนี่ย”  แม่เลี้ยงซึ่งความสัมพันธ์ยังคงไม่ดีต่อกันซักเท่าไหรถอนหายใจ   ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผ่านมาตั้งนานจะยังเป็นคนแบบนี้อยู่

 

“ถือวิสาสะดูของของคนอื่นไม่มีมารยาทเลยครับ!”   รีบเอาอัลบั้มเก็บใส่ในตู้ด้านหลัง  คนที่โดนแกล้งว่ามากมารยานั้นจึงหยิบเอารูปพิเศษออกมาถือจ่อให้เห็นชัดๆ

 

“น่ารักเนอะน้องชายฉัน   ใส่ชุดเจ้าสาวแล้วน่ารักสุดๆเลย”   ภาพร่างบางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์รอยยิ้มสดใสประดับไปทั่วหน้าคล้ายกับเก็บกักความสุขไว้ไม่มิดนั้นช่างน่ารักสดใส

 

พ่อหนุ่มปากไม่ตรงกับใจผมทรงสับปะรดรีบคว้ารูปมาขย้ำๆแกเขินแล้วโยนลงถังขยะไป   “เธอแต่งงานกับสีน้ำได้สามเดือนแล้วนะ ยังจะมาเขินทำเป็นไม่มีอะไรทำไมล่ะนั่น”   นักเขียนชื่อดังซึ่งเป็นตำนานถึงกับงง   ปริศนาได้ไขกระจ่างแล้ว!!

 

“ไม่ได้เขินนี่ครับ  เพราะแค่แต่งงานให้อีกฝ่ายทุกข์ใจเล่นแค่นั้นเอง”  มีเรื่องราวอีกมายมายที่ได้รังแก  ทำให้ร้องไห้  ไหนจะทำให้อมทุกข์เล่นเยอะแยะหลังชีวิตแต่งงาน..

 

แนวคิดของผู้ชายที่ไม่เหมือนพ่อชวนให้แม่เลี้ยงต้องถอนใจ  “อ๋อเหรอ  วันที่เธอมาคุยกับเดชาเรื่องคืนแรกฉันก็ได้ยินเหมือนกันนะ…”   สิ้นประโยคนั่นเสียงทุ้มได้ส่งเสียงโวยวายกลบเกลื่อนและตวัดมือชี้ไล่แขกไปยังทางออก  มาทางไหนก็ออกไปทางนั้นเลย!

 

“งั้นฉันไปก็ได้  เดี๋ยวตอนเย็นจะลอยกระทงกันสินะ อืม.. แล้วจะบอกว่ารูปที่เธอโยนทิ้งไปน่ะ นั่นเป็นรูปในพิธีของเบียร์เค้าตะหาก”  ทิ้งระเบิดและโบกมือลาออกไป  ในใจของพี่ชายนั้นเป็นปลื้มกับน้องเขยซึ่งเป็นเจ้าชายนักล่ะ

 

รูปถ่ายที่น่าสงสารจึงโดนโยนไล่หลังตามออกไปด้วยความเคือง  เอามาหลอกแกล้งกันชัดๆ..  รีบเปิดอัลบั้มรูปดูปรากฏว่าไม่ใช่รูปพิธีชาวบ้านก็โล่งใจไปได้   “พี่กับน้องไม่ต่างกันเลยซักนิด”    หันไปมองเจ้าคนหน้าระรื่นในรายการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ตพลางชี้จิ้มจุดขยี้ลงไปในหน้าจอ

 

นอกจากทางนั้นเหมือนพี่.. จะต้องบอกว่าตัวเองเหมือนพ่อด้วยรึไง…

                โฬมอุดม มุขจร  อดีตนักศึกษาคณะบัญชี มหาวิทยาลัยนานมีบุรี  หลังจากเรียนจบมาก็เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารของโรงพยาบาลนานมีบุรีที่บิดาเป็นเจ้าของ  ส่วนบิดานั้นก็ไปทำงานในฐานะแพทย์อย่างเต็มตัวโดยมีภรรยานักเขียนที่น่ารักเป็นผู้ช่วย    เจ้าตัวมักยืนกรานว่าไม่ชอบคนแบบภรรยาพ่อ  แต่สุดท้ายแล้วชะตากรรมก็ลงเอยไม่ต่างกันคือมีภรรยาเป็นนักเขียน  และจนป่านนี้ก็ยังทำตัวเป็นแฟนคลับลึกลับที่ไม่ยอมเผยตัวอยู่ดี…

 

 

ความรักกับความเกลียดชังอยู่ห่างกันเพียงกระดาษกั้น

รูปแบบความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป

                มือเรียวเซ็นชื่อลงในหนังสือแต่ละเล่มที่แฟนคลับเตรียมมาให้อย่างตั้งใจ   เทียบกับวันวานในงานเม็ดยาช่างแตกต่าง  หากเป็นเมื่อก่อนคงจินตนาการภาพตัวเองในงานหนังสือใหญ่แบบนี้ไม่ออก   ภาพรอยยิ้มของเหล่าแฟนคลับที่บอกเล่าความประทับใจในเรื่องชวนให้เคอะเขินและตื้นตัน  การที่มีคนซาบซึ้งและมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่ตนเองเรียงร้อยถือว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุด…

 

 

“ฉันชอบผลงานของคุณสีน้ำมากนะคะ!  เรื่องหน้าต้องรีบออกไวๆเลยนะคะ!”    หญิงสาวรวบมือกอบกุมด้วยความปลื้ม   ด้านหลังมีคนยกโทรศัพท์และกล้องขึ้นมาถ่ายกันยกใหญ่

 

“ครับ ผมจะรีบเขียนเรื่องใหม่ให้เสร็จเร็วๆนี้นะครับ”    กำลังใจล้นเหลือ   เมื่อมองเข็มนาฬิกาก็ได้บอกเวลาเลิกงานแฟนมีตติ้งกันแล้ว

 

“เอาล่ะค่ะทุกท่าน ตอนนี้ก็หมดเวลาแฟนมีตติ้งแล้วนะคะ  แต่ทุกท่านยังสามารถเข้าไปเดินเที่ยวซื้อของในงานหนังสือได้ตามสะดวก  ขอบคุณแขกรับเชิญพิเศษของเรา คุณสีน้ำ สวัสดีด้วยค่ะ”   เสียงปรบมือและกรีดร้องปลาบปลื้มดังเป็นจังหวะ

 

สีน้ำโบกไม้โบกมือให้แฟนๆประหนึ่งดาราและเดินไปหลังเวที   งานมีตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง  ตอนนี้เขาก็ควรรีบไปทำธุระต่อเสียที   “เดี๋ยวคุณสีน้ำจะไปไหนต่อล่ะคะ”  พิธีกรสาวถามไถ่เผื่อชวนไปทานข้าวกับทีมงาน

 

“อ๋อ  เดี๋ยวผมมีนัดต่อน่ะครับ  เดี๋ยวคนที่มารับก็คงมาแล้ว”   ยกมือไหว้ขอบคุณเหล่าทีมงานที่มาทำการสัมภาษณ์และจัดงานแฟนมีตติ้งขึ้น

 

“คุณสีน้ำครับ”   เสียงเรียกบ่งบอกว่าคนที่นัดเอาไว้ได้มาถึง    ใบหน้าใสหันไปมองและหันกลับมาลาเหล่าทีมงานเดินทางเสียงนั่น

 

“หรือนั่นจะเป็นแฟนคุณสีน้ำล่ะนั่น   หรือจะเป็นคนในนิยายกันนะ”   หากแต่เมื่อมองดูใบหน้าที่มีรอยตีนกาและทรงผมรีเจนท์ที่แสนจะโดดเด่นนั่น.. คงไม่ใช่แน่ๆ  อาจจะเป็นลูกน้องแฟนหรืออะไรแบบนั้นมากกว่า..

 

เรื่องราวในนิยายเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็เป็นปริศนาต่อไป..

                ร่างเล็กเรือนผมสีน้ำตาลไหม้เดินตามหลังชายรุ่นพี่หน้าตาแก่เกินวัยไปมากไปยังลานจอดรถของหอประชุมใหญ่   วันนี้มีงานหนังสือที่จอดรถจึงหายากและต้องใช้อำนาจมืดเพื่อความสะดวก   ผู้คนซึ่งเดินผ่านไปมาล้วนถือหนังสือกองใหญ่  คนในยุคนี้นั้นรักการอ่านกันจริงๆ

 

 

มือหยาบเปิดประตูรถสีดำขลับให้เจ้านายเดินขึ้นไปที่นั่งด้านหลังคนขับ    เพียงแค่ก้าวไปหนึ่งก้าวก็โดนคนในรถรวบตัวเข้าไปนั่งโอบเอวอย่างรวดเร็ว  “พี่เขี้ยว!  เดี๋ยวคนอื่นก็เห็นเข้าหรอกครับ!”

 

“ช่างมันสิ”   ไม่อายกระทั่งลูกน้องซึ่งเห็นเป็นเรื่องชินตาไปแล้ว   แต่งชุดเครื่องแบบตำรวจมาเต็มยศก็ยังจะกล้าเล่นแบบนี้อีก  เขาอายเป็นนะ…

 

“แล้วนี่เสร็จงานที่กรมแล้วเหรอครับ?”    เขาโอบมาแล้วก็เลยซบลงกับไหล่กระหนุงกระหนิงราวกับข้าวใหม่ปลามัน  เจ้านกน้อยสีเหลืองซึ่งอายุยืนนักบินมาเกาะบนรังสีน้ำตาลไหม้

 

“มีคนบอกว่างานยุ่งมารับนายไม่ได้  ฉันก็เลยออกมาเอง”   โดดงานมาว่างั้นเหอะ… คงไม่มีคดีอะไรให้ไปตามเป็นพิเศษกระมัง

 

“คุณเบียร์สินะครับ  ตอนแรกก็บอกว่าจะมารับที่งานหนังสือ แต่เอาเข้าจริงผมก็คิดว่าคงออกมาไม่ทันหรอกงานรัดตัว”  นักข่าวคงกำลังสัมภาษณ์เรื่องเดิมๆอยู่ที่ร้านนั่นล่ะ   เรื่องงานอภิเษกสมรสลับๆในนานมีบุรีไม่ประกาศออกสื่อใดๆเลย

 

“ส่วนมุกก็บอกว่าจะไม่มางานหนังสือแน่ๆ  ก็เลยนัดเจอกันที่ร้านคุณเบียร์เลย  คุณดนัยก็จะลงเครื่องจากเชียงใหม่ช่วงบ่ายๆนี้เหมือนกัน”   คืนนี้เป็นวันเพ็ญเดือน 12 น้ำก็นองเต็มตลิ่ง..  วันนี้เป็นวันกระทงที่นัดหมายให้หลายๆคนมาเจอกันอย่างพร้อมหน้าได้แม้งานจะยุ่งนัก

 

ชายหนุ่มผมดำขลับเล่นผมอ่อนนุ่มนั่นเบาๆ   และหยิบหนังสือสีชมพูยื่นให้   “คนที่กรมฝากมาให้นายเซ็น”  แฟนคลับคุณนายหัวหน้าคงมีเยอะ…

 

“นั่งสัมภาษณ์แล้วมางานตั้งแต่เช้ายังไม่ทานอะไรเลยครับ หิวจัง…”   แอบอ้อนออเซาะให้หาของกินให้หน่อย  และแน่นอนว่าตำรวจหนุ่มไฟแรงนั้นก็พกข้าวกล่องอันแสนน่ารักเอามาให้แล้ว

 

 

ข้าวกล่องสีฟ้าอ่อนทานง่าย   ข้าวย้อมด้วยสีชมพู เนื้อหมูและเนื้อไก่ฉีกใส่ถ้วยกระดาษในแบบข้าวกล่องญี่ปุ่น  หากแต่กับข้าวนั้นเป็นแบบไทยๆคือกะเพราไก่ไข่ดาว  ไข่ดาวรูปหัวใจนั้นก็ช่างน่ารักและไข่แดงทอดได้อย่างพอดีสีสันสดใส  สมแล้วที่เป็นหนุ่มแหววผู้อยู่เบื้องหลังเมนูในร้านอาหารของเจ้าชายในอดีต

 

 

“ขอบคุณครับ  คิดแล้วว่าพี่เขี้ยวต้องเตรียมมาให้”    รีบหยิบช้อนและส้อมขึ้นมาทานเพิ่มพลังงานระหว่างรอรถติด  กว่าจะไปถึงร้านของเมะคนที่สามได้คงต้องใช้เวลา

 

คุณศักดิ์ลอบมองมาทางกระจกหลัง  แลดูคู่รักเขาเอาอกเอาใจกันแล้วอดปลื้มไม่ได้  5ปีที่ผ่านมานี้เจ้านายได้เป็นคนเต็มตัว(?)  จากเดิมที่ไม่สนใจคนอื่นเอาซะเลย   ซ้ำยังไม่อยากเชื่อว่าจะมีความใจกว้างอยู่ในตัวด้วยเช่นกัน    “คุณเขี้ยวรถติดมากเลยครับ  จะให้ทำอะไรรึเปล่า?”

 

ดวงตาสีดำขลับเหล่มองไป   รถจำนวนมากคงต้องเป็นผู้เคราะห์ร้ายกันอีกครั้ง   โทรศัพท์มือถือยกขึ้นมาถือเอาไว้บอกชะตากรรม   “จัดการเคลียร์ถนนซะ”  ใช้อำนาจในทางที่ผิดอีกครา…

 

วันนั้นถนนรอบๆงานหนังสือคงวุ่นวายไปทั้งวันเมื่อนาย(?)มาเยือน…

                หินบุรี เขี้ยวยักษ์  อดีตนักศึกษาไม่ทราบคณะของมหาวิทยาลัยนานมีบุรี  อดีตผู้รับตำแหน่งประธานสโมสรนักศึกษา  หลังเรียนจบก็ได้เข้าทำงานกรมตำรวจที่เดียวกับบิดาอย่างเป็นปริศนา  และเมื่อเห็นใบประกาศก็จะเห็นว่าพี่ท่านเคยเรียนโรงเรียนตำรวจมาก่อน.. เพราะฉะนั้นอายุที่แท้จริงคือเท่าไหรคงไม่อาจทราบได้… มีสถานะเป็นคู่แต่งงานคนที่สองของนักเขียนนิยายวัยรุ่นชื่อดัง  หากแต่ความสัมพันธ์ช่างเหมือนบ้านรองที่เป็นบ้านหลักมากกว่าคนบางคนในต้นตอน..

 

 

การทำเพื่อคนที่รักนั้นแม้เป็นเรื่องทำกับข้าว เย็บปักถักร้อย

ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอก ถ้าผูกมัดใจไว้ได้

                รถยนต์สีดำขลับเคลื่อนผ่านถนนโล่งๆซึ่งปิดไว้หนึ่งเลนเพื่อความสะดวกมายังย่านการค้าใหญ่ใกล้มหาวิทยาลัยนานมีบุรี    5 ปีที่พ้นผ่านมาบริเวณสถานศึกษานั้นได้แปรเปลี่ยนและเจริญขึ้นกว่าเดิมมาก  ร้านซุปเปอร์มาเก็ตได้กลายเป็นห้างสรรพสินค้า  ร้านอาหารก็ได้กลายเป็นร้านใหญ่  บริเวณมหาวิทยาลัยขยายตัวเพื่อรองรักนักศึกษาและเปิดคณะที่เพิ่มขึ้น  แม้แต่หอพักโทรมๆก็ใหญ่โตขึ้นและกลายเป็นหอที่แสนหรูหรา

 

 

ป้ายหน้าหอพักซึ่งเคยเป็นเหมือนบ้านผีสิงมีคำโฆษณาเขียนเอาไว้ว่า  หากพักที่นี่จะมีฮาเร็ม…  เป็นคำพูดที่ออกจะเกินจริงไปหน่อยแต่ก็มีคนทำมาแล้ว(?)   ร่างเล็กรีบเปิดกระจกโบกมือเรียกเจ้าของ  “ขวาน!   ไปร้านคุณเบียร์กันเถอะ”  ยื่นหน้าออกไปทักทาย

 

ชายหนุ่มสวมหมวกกบสีเขียวซึ่งนั่งนับเงินอยู่หอพักได้หันมาเมียงมอง   ฐานะลูกจ้างประจำได้พัฒนาขึ้นเยอะแล้ว   “คทาชิตกับโกมลไปที่ร้านแล้ว  เดี๋ยวจะตามไป”

 

“คทาชิตมาแล้วเหรอ  ฉันคิดว่าจะแข่งเสร็จไม่ทันซะอีก!”   คลี่ยิ้มกว้างเมื่อจะได้เจอเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นเดือน  ออกเดินสายแข่งตะกร้อยาวเลยน่ะ

 

“ล่วงหน้าไปก่อนได้เลย  ต้องสั่งงานคนอื่นก่อน”  ผู้ดูแลมีลูกน้องและผู้ช่วยยามที่ต้องหนีเที่ยว  มือเรียวนั้นโบกไปมาและปิดกระจกรถ

 

“วันนี้อยู่กับหินบุรีเหรอเนี่ย”   ต้นแบบของตำนานฮาเร็มแห่งหอพัก   อยากจะให้ทุกคนได้เห็นจริงๆว่ามันคือเรื่องจริงของนักเขียนนิยายชื่อดัง

 

 

นายขวานไม่ทราบนามสกุล ลูกจ้างประจำของบ้านโฬมอุดม ปัจจุบันได้ยึดครองหอพักกิจการที่โดนลืมของบ้านนายแพทย์เป็นของตัวเอง  ในทุกปีจะมีเคะน้อย(?)หรือเมะใหญ่(?)ที่อยากสร้างฮาเร็มมาติดต่อขอพักในหอพักในตำนานแห่งนี้จำนวนมาก  ค่าห้องจากเดิม 1500.50 บาทนั้น ได้ขึ้นราคาเป็นเดือนละ 5500.75 เป็นที่เรียบร้อย

 

เพราะธุรกิจและความทะเยอทะยานต้องมีการเติบโต..

                หินบุรีและสีน้ำได้เดินทางมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวซึ่งกลายเป็นภัตตาคารใหญ่  ป้ายชื่อ Prince’s Noodle นั้นใหญ่โตและเต็มไปด้วยการรับรองจากสมาพันธ์อาหาร  จากเดิมที่เป็นแค่ร้านอาหารเล็กๆก็ได้กลายเป็นร้านเฟรนไชน์กว่า 100 แห่งทั่วประเทศไปแล้ว  ที่แน่ๆก็มาจากความดังของตัวเจ้าชายติดดินนั่นเอง… แขก VIP ทั้งสองมีคนนำทางมายังห้องรับรองพิเศษ  ภายในห้องเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำกระทงอย่างใบตอง ดอกไม้และหยวกกล้วย..

 

 

“สีน้ำมาแล้วเหรอ คิดถึงจังเลย”  ชายหนุ่มผมสีขาวบริสุทธิ์ลุกขึ้นเดินมากอดรัดฟัดเหวี่ยงสุดที่รักที่ไม่ได้เจอกันตั้งสามวัน  ภูเขาของฝากจากประเทศมีโอฬาริวางกองอยู่ที่มุมห้อง

 

“สัมภาษณ์เสร็จแล้วเหรอครับ ไม่มีนักข่าวแล้วนี่”  มองไปรอบๆห้องไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้ที่ต้องการข่าวของเจ้าชายคนดัง

 

“อืม รีบสัมภาษณ์แล้วก็ไล่กลับไปหมดแล้วล่ะ  ไม่อยากให้เจอเธอนี่”   โอบไหล่พาเดินมานั่งที่โต๊ะโดยที่ไม่สนใจคนมาด้วย.. และคนมาด้วยก็กำลังจ้องมองอุปกรณ์ทำกระทงเขม็ง…

 

คู่สมรสของเจ้าชายเป็นเพียงสามัญชนธรรมดาๆ  ยิ่งอีกฝ่ายมีแฟนคลับเยอะการเปิดตัวเร็วคงโดนลอบสังหารเร็วเสียมากกว่า  “แล้วนี่ให้เตรียมของทำกระทงไว้หมดแล้วเหรอครับ?”

 

“ยังไม่ได้ทำอะไรเลยซักอย่าง”   ดวงตาคมกริบจ้องมองใบตองที่ไม่ทำอะไรกับมันเลยซักนิด  เห็นแล้วต่อมหนุ่มแหววนั้นทำงานหนัก….

 

“ก็รอทำด้วยกันน่ะ  คทาชิตกับโกมลไปนั่งกินข้าวอยู่เดี๋ยวก็มา”   เดินไปหยิบขนมถ้วยฟูมานั่งทานเล่นระหว่างรอให้คนเชี่ยวชาญเรื่องงานมือจัดการเตรียมของ

 

“ฝากด้วยเหมือนเคยนะครับพี่เขี้ยว”  นั่งให้กำลังใจและมองดูรุ่นพี่ทำงานไป   แค่กรีดใบตองก็ไม่สามารถ…  กระทงนี้จะลอยหรือจะจมกันแน่…

 

มือแกร่งหยิบเอาหนังสือสีชมพูขึ้นมาเปิด  ใช้ดวงตาสีม่วงอ่านตอนจบ  “ฉันเอานิยายของเธอไปเผยแพร่ที่ประเทศมีโอฬาริด้วยนะ  ในวังนี่ชอบกันใหญ่เลย  คราวหน้าคงมีคนสั่งไปขายที่ร้านหนังสือที่โน่นล่ะ”  สนับสนุนการงานและความฝันของภรรยาเป็นอย่างดี

 

“จริงเหรอ?  แบบนี้ผมต้องเขียนเรื่องใหม่เร็วๆแล้วสิ”  คลี่ยิ้มสุดแสนจะยินดีที่ความฝันไปไกลมากขึ้น  การจะทำอะไรนี่ต้องมีคนหนุนหลังจริงๆนะ

 

“แต่ยังไงก็น่าเบื่ออยู่ดีล่ะ  ขนาดมีคนขึ้นเป็นราชาแล้วยังต้องเรียกฉันกลับไปงานบ้างอะไรบ้าง  ฉันไม่เห็นอยากจะไปเลย”   เจ้าชายผู้แสนติดดินทำสีหน้าบูดบึ้ง  ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่นานมีบุรีจะโดนคนอื่นเก็บตกทำแต้มกันไปหมดสิ  จะพาภรรยาที่น่ารักไปเปิดตัวก็ไม่ได้ ไม่อยากให้คนรู้

 

“เอาน่า ก็คุณเบียร์เป็นเจ้าชายนี่ครับ  แค่ไม่ต้องไปครองราชย์อยู่ทำร้านอาหารที่นี่ได้ก็ดีแล้ว”   กอดให้กำลังใจตามประสาคนรักกัน(?)

 

จับเอาร่างเล็กบางนั้นมานั่งบนตักแกร่ง  “นั่นสิเนอะ  แค่ไม่ต้องแต่งงานกับคนอื่นก็ดีแล้ว”  หวานแหววไม่สนใจว่ามีคนต้องนั่งทำใบตองและนั่งพบใบตองอยู่ใกล้ๆกันเลย

 

 

ร้านอาหารนี้มีความทรงจำมากมายตั้งแต่ก่อตั้งเปิดร้านวันแรก จากที่เป็นแค่ร้านห้องเดียวก็ขยายใหญ่โตขึ้นมาได้ขนาดนี้  ทั้งๆที่เป็นร้านที่เริ่มต้นด้วยการช่วยงานของนักศึกษาเท่านั้นเอง   เมนูอาหารในตอนนี้ยังมีเมนูเด็ดอย่างบะหมี่แพนด้าอยู่เลย  และยังมีเมนูที่เกิดจากเชฟเบื้องหลังแถวๆนี้ด้วย..

 

 

“ดนัยก็น่าจะใกล้ลงจากเครื่องแล้วตรงมาที่นี่แล้วนะ”   นั่งโอบกันพลางดูรูปแต่งงานที่ส่งมาจากเวดดิ้งสตูดิโอ  คงหาดูได้ยากจริงๆเจ้าสาวคนเดียวแต่เจ้าบ่าวหลายคน

 

“นั่นสิครับ  รถอาจจะติดล่ะมั้ง”   เพราะใครกันล่ะที่ทำให้รถติด…  เรื่องนั้นคงไม่ต้องบอกว่าใครกันที่เป็นต้นเหตุการจราจรที่วุ่นวายในวันนี้

 

ผู้ที่ต้องติดบนท้องถนนกรุณาติดต่อจส.100หาเส้นทาง…

                เบียร์ มีโอฬาริ  สามัญชนคนธรรมดาที่มีสายเลือดของราชวงศ์มีโอฬาริจึงได้รับเลือกเป็นองค์รัชทายาทอันดับสองของราชวงศ์   เจ้าตัวยังคงตั้งรกรากอยู่ที่เมืองนานมีบุรีและทำร้านอาหารซึ่งตั้งมาพร้อมกับเพื่อนฝูง  นอกจากจะใช้หนี้ให้คุณลุงเจ้าของร้านซุปเปอร์มาเก็ตหมดแล้วยังช่วยเปลี่ยนร้านให้เป็นห้างสรรพสินค้า  ในวันนี้นั้นหนุ่มหล่อคนนี้ก็ยังคงเป็นขวัญใจของถ้วยฟู FC เหมือนเดิม

 

ยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหลายไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรในชีวิต

การได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ทำให้มีความสุขสิสำคัญกว่า

                เพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเรียนทั้งสองคนได้เดินเข้ามาในห้องรับรองเพื่อช่วยเตรียมของทำกระทง    เมื่อเห็นมิตรสหายที่แสนคิดถึง เจ้าอุปกรณ์วาดเขียนก็รีบสลัดชายรูปหล่อตรงไปกอดคนทั้งสองเอาไว้ทันที  กับคนหนึ่งอาจจะเจอกันบ่อยแต่อีกคนไม่ได้เจอกันเป็นเดือนแล้ว

 

 

“สบายดีมั้ยสีน้ำ ฉันอดไปงานสัมภาษณ์ของนายเลย ฮ่ะๆๆ”    ลักษณะภายนอกของหนุ่มนักกีฬายิ่งสมเป็นนักกีฬา  หลังจากวางมือจากการวาดภาพอิสระก็ไปเป็นนักกีฬาเต็มตัว

 

“แต่ผมได้ไปแว่บนึงนะครับคุณสีน้ำ!”  หยิบเอาหนังสือสีชมพูขึ้นมาถือเอาไว้  มีหรือแฟนคลับอันดับหนึ่งคนนี้จะไม่ไปซื้องานของเทพเจ้าอีโมชั่น

 

“ฮ่ะๆๆ ไม่เป็นไร งานที่สัมภาษณ์โกมลฉันก็ไปไม่ทันเหมือนกัน  แต่ฉันให้สัมภาษณ์ถึงทั้งสองคนด้วยนะ”  ผู้เป็นเหมือนแรงผลักดันให้ตนก้าวเดินไปในเส้นทางงานเขียนต่อไป

 

“อยู่กันแค่เบียร์กับหินบุรีเองเหรอ   ดนัยกับโฬมอุดมมาช้าแฮะ”  สอดสายตามองหาเมะ(?)คนอื่นๆในสังกัดของคุณเพื่อนที่น่ารัก  สำหรับสองคนที่ยังไม่มาคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรล่ะมั้ง

 

“ว่างนักก็มากรีดใบตอง”   มือแกร่งหยิบมีดโยนมาชวนให้หวาดเสียว   กับคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยานี่ไม่มีความใจดีและอ่อนโยนให้กันเหมือนเดิม..

 

“อย่ามาใช้นะเว้ย!!   ไม่ใช่คุณสีน้ำอย่ามาทำใหญ่!!”   ร่างโปร่งผมเงินโวยวายในทันที   เจ้าของร้านอาหารแอบหัวเราะขำขันอยู่คนเดียว  ดูออกนะว่าโวยวายเพราะคนอื่นไม่ใช่เพราะนักเขียนนิยายอีโมชั่นซะหน่อย

 

 

คทาชิต ญาติมาก อดีตนักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยนานมีบุรี  ปัจจุบันเป็นนักกีฬาตะกร้อทีมชาติ  เรื่องงานวาดนั้นได้วางมือไปนานแล้วเพื่อตั้งใจทำฝันอีกอย่าง  โกมล  หาญาติ  อดีตนักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยนานมีบุรี  ปัจจุบันเป็นนักเขียนนิยายแนวแฟนตาซีชื่อดัง   ส่วนความสัมพันธ์ของสองคนนี้ยังคงคลุมเครือ…  หากแต่ในแฟนเพจสาววายเค้าทำรวบรวมหลักฐานไว้หมดแล้วนะ..  สองคนนี้คงแบ่งบันญาติ(?)กันไปอีกนาน…

 

 

“คุณเบียร์ครับ มีแขกมาอีกสามท่านครับ”  พนักงานร้านเดินเข้ามาบอกให้ทราบเพื่อรับคำสั่ง   มือแกร่งได้ปัดบอกให้ไปตามเข้ามา

 

เสียงที่นำมาตั้งแต่แรกเลยนั้นคือเสียงของผู้บริหารโรงพยาบาล  บ่นตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าร้านยันหน้าประตูห้องเข้าห้องรับรอง  และเมื่อเห็นซากใบตองซึ่งส่งเสียงโวยวายมากขึ้นอีก  “อะไรกันครับ  ป่านนี้แล้วยังไม่ได้ทำอะไรกันเลย”  มีแต่ของที่ไม่เป็นรูปเป็นร่าง

 

“คนที่เพิ่งมาบ่นได้ด้วยเหรอไอ้คุณมุก”  ขวานเอ่ยขัดคอ  มาทีหลังแล้วยังจะบ่นอีก.. สมเป็นคนที่ไม่เคยให้ความร่วมมืออะไร

 

เสียงหัวเราะดังมาจากชายคนหลังสุด   “คงให้เขี้ยวยักษ์ทำอีกตามเคยสินะ”   ร่างสูงผมสีทองก้าวเดินเข้ามา  ชายหนุ่มสวมชุดลำลองและดูหนุ่มขึ้นทั้งๆที่อายุก็ 3X ปลายๆเข้าไปแล้ว

 

“คุณดนัยมาแล้วเหรอครับ  บังเอิญจังมาพร้อมกับโฬมอุดมเลย”   ผู้ติดตามเดินตรงเข้ามาโค้งและไปช่วยเตรียมของอีกแรง

 

“พูดแบบนี้ไม่อยากให้มาพร้อมกันเหรอครับ?”  หาเรื่องกันในทันทีที่เจอหน้า  ทั้งที่เป็นบ้านใหญ่(?)และเป็นคู่แต่งงานคนแรก สองคนนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจาก 5 ปีก่อน…

 

“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย  นายนี่คิดไปเองนะเนี่ย”  สะบัดใบหน้าหนีไปดึงมือพ่อเลี้ยงฟาร์มม้าไปช่วยกันพับใบตอง   ในหมู่คู่รัก(?)คงเป็นคนที่อายุมากที่สุด

 

“คุณดนัยยังไม่ยอมกินเยอะๆจะได้กลับมาบึกบึนเลยนะครับ”  เบี่ยงสายตาหันไปมองเจ้าชายเจ้าของร้านอาหาร  กองทัพต้องเดินด้วยท้อง..

 

สายตาแบบนั้นแสดงว่าอยากกินของว่าง  “จะให้เชฟที่นี่ทำ หรือจะให้หินบุรีไปทำล่ะ”  ผู้ชายผมดำนั่งนิ่ง  อะไรๆก็มาลงที่เขาหมดถ้าเป็นเรื่องงานบ้าน…  เย็บใบตองอยู่เบิกตาดูกันบ้างสิ(ฟะ)

 

“มันต้องใช้เวลาน่ะ  จะให้อ้วนเร็วๆก็เป็นหมูกันพอดี”    สภาพชีวิตในเรือนจำจนกระทั่งถึงเมื่อ 1 ปีก่อนยังคงหลอกหลอนและทำให้ร่างกายผอมลงไปบ้าง  ต้องใช้เวลาขุน….

 

“ถ้าสีน้ำจะทานก็จะไปทำให้”  สุดท้ายเชฟเบื้องหลังของภัตตาคาร Prince’s Noodle ก็เป็นคนเดินออกไปเข้าครัวเอง   งานทำกระทงจึงตกเป็นหน้าที่ของคนอื่นต่อไป…

 

“รีบๆทำเถอะ เดี๋ยวกว่าจะเสร็จก็มืดแล้วไม่ได้ลอยกันพอดี”  ดนัยเข้ามาช่วยอีกแรง  โดยมีคนกินแรงเฉยอยู่หนึ่งคน… นั่งตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสือนิยายแบบซึนๆต่อไป…

 

การลอยกระทงร่วมกัน..เหมือนเป็นธรรมเนียมที่ต้องทำทุกปี

                ดนัย คารมดี  พ่อเลี้ยงฟาร์มม้าคารมดีซึ่งมีชื่อเสียงในเชียงใหม่   ครั้งหนึ่งเคยต้องเข้าเรือนจำเพราะคดีพยายามฆ่า แต่ได้ลดหย่อนโทษจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อครบ 4 ปี   ขณะนี้ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นฟูชื่อเสียงของฟาร์มให้กลับคืนมา จากเดิมที่วางแผนจะลงสมัครเลือกตั้งจึงต้องพับโครงการนั้นไปเสียก่อน   และคงเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานกับเคะน้อยสาธารณะ…

 

ความผิดพลาดในอดีตเป็นเหมือนบทเรียนให้ก้าวไป

เพื่อแก้ตัวใหม่ให้เข้มแข็งกว่าเดิม….

                ทุกคนในห้องร่วมมือร่วมใจกันทำกระทงขนาดใหญ่เพื่อนำไปลอยในแม่น้ำ   ท้องฟ้านั้นค่อยๆเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆจากสีฟ้าครามเป็นสีส้ม  อีกไม่นานก็ได้เวลาที่พระจันทร์เต็มดวงจะเผยให้ได้เห็น…   จากครั้งหนึ่งเป็นเพียงคนไม่คุ้นเคย  เป็นคนที่ไม่รู้จักกันและห่างเหิน   ทุกคนมีเป้าหมายคนละอย่างและอาจไม่ได้มาลงเอยบนเส้นทางเดียวกันอีก…  ภาพนี้จึงเป็นภาพที่แสนล้ำค่านัก…

 

 

“เสร็จแล้ว!!”   คทาชิตส่งเสียงร้องเมื่อประดับดอกไม้ดอกสุดท้ายลงไปเรียบร้อย  น้ำหนักของกระทงชวยให้คิดมากว่ามันจะจมหรือไม่…. แต่ช่างมันเถอะ…

 

“ทันเวลาพอดีเลยนะ  รีบยกออกจากร้านกันเถอะ”  ไม่ต้องเปลืองเวลาก็เรียกใช้เหล่าลูกน้องในร้านอาหารให้ยกออกไปขึ้นท้ายรถกระบะ

 

 

วันเพ็ญเดือนสิบสอง  ตามแม่น้ำลำคลองนั้นเต็มไปด้วยคู่รัก  เพื่อนฝูง ครอบครัว  ทุกคนล้วนมาพร้อมกับกระทงหลากสีสัน  บ้างก็ทำจากขนมปัง  วัสดุธรรมชาติอื่นๆ  แต่ไม่มีคนไหนกล้าเอาโฟมมาลอยเพราะกลัวผู้มีอิทธิพลบางคนจะกินหัวเอาได้…

 

 

หลายมือช่วยกันปักธูปและเทียน   กระทงยักษ์นั้นช่างใหญ่พอจะจับร่างเล็กใส่ลอยไปในแม่น้ำได้.. แต่มันคงจมทันทีจึงไม่น่าเอาไปเล่น…    “กระทงปีนี้ก็สวยเหมือนเดิมเลยนะครับ”  ราวกับมีสีประจำตัวของทุกคนอยู่ด้วยกัน

 

“แต่คนแน่นขนาดนี้ก็คงต้องใช้วิธีเดิมแล้วล่ะนะ”  ริมฝีปากคมของคนมีรอยสักคลี่ยิ้ม  แม้แต่บริเวณที่สาธารณะก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่เข้ามาเกลี่ยคนออก…

 

มือแกร่งของชายผมสีดำหยิบโทรศัพท์มือถือส่งสัญญาณอันตรายออกไปอีกครั้ง  ไม่นานนักพื้นที่ก็เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ   “เรียบร้อยแล้ว”  มุขเดิมตลอด….

 

เสียงใสหัวเราะเริงร่า  จากที่เคยอายที่ต้องทำแบบนี้กลับคุ้นชินการเบียดเบียนพื้นที่(?)   เอาล่ะ ช่วยกันยกไปลอยกันเหอะ”   หลายมือช่วยกันยกพาเดินไป….

 

 

ชายหนุ่มทั้งหลายช่วยกันประคองกระทงยักษ์ลอยไปในแม่น้ำใหญ่ ไม่ลืมยินนิ่งเพื่อขอพรที่มักขอเป็นประจำในทุกปีก่อนจะลอยมันไป  ส่งข้อความไปถึงพระแม่คงคาตามความเชื่อตั้งแต่โบราณ  และทุกคนก็ถอยมาหยุดยินดูลุ้นไม่ให้มันพลิกคว่ำไปแม้จะชนกระทงคนอื่นจมน้ำ…

 

ทุกคนนั้นมีชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน

 

“ได้เวลาเล่นพลุล่ะ”  ไม่ทันขาดคำเจ้าผมเขียวสวมหมวกกบก็หยิบพลุขึ้นมายิงใกล้ศีรษะปกคลุมด้วยไหมสีน้ำเงินอย่างกวนเท้า

 

“ไอ้ฟาย!  มันอันตรายนะครับ!”  บ้านเป็นโรงพยาบาล พ่อเป็นหมอก็ใช่ว่าจะอยากเอาตัวไปเสี่ยง…  จะโดนบิดาแกล้งทำแผลเจ็บๆน่ะสิ

 

“กฎหมายไม่ให้เล่นพลุอันตราย…”  นายตำรวจยศใหญ่ตรงเข้ามาห้ามพวกเล่นสนุก  ไม่ทันไรหนุ่มแหววก็โดนโจมตีด้วยพลุจากรายอื่นบ้าง

 

อาจจะถนัดกันไปคนละอย่าง ก็ใช่ว่าไม่สามารถรวมกันได้

 

“ฮ่าๆๆ    นี่มันนอกเวลางานแล้วนะคุณตำรวจ”  เจ้าชายผมสีขาวนวลถือพลุและดอกไม้ไฟหลายอันในมือ  ทั้งยิงเล่นและแกว่งไปมา  สมแล้วที่มีมือปลาหมึกที่เคยใช้ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว

 

“พวกแก……”  หนุ่มแหววถึงกับฟิวส์ขาด    เหล่ามนุษย์เงินเดือนและเจ้าของกิจการกลับร่างเป็นเด็กๆออกเล่นในลานโล่ง

 

“ฉันก็ไปเล่นบ้างดีกว่า”  หนุ่มใหญ่นึกอยากย้อนวัยบ้าง  ผู้ดูแลจึงต้องเดินตามไปติดๆไม่ให้เกิดอันตรายเพราะความซุ่มซ่ามเข้า

 

เพราะบางอย่างไม่อาจทำได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว

 

 

            ใบหน้าใสทอดมองดูหนุ่มๆย้อนวัยกลับเป็นเด็กวิ่งเล่นวิ่งไล่กันไปมาพลางหัวเราะร่วน  ครั้งหนึ่งและครั้งแรกที่พวกเขาทุกคนได้มีความสุขและแบ่งผันความทรงจำร่วมกันในครั้งแรกคือการท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ในช่วงมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง.. รู้สึกปิติยินดีที่ทุกวันนี้ก็สามารถอยู่ร่วมกันแบบนั้นได้…

 

 

“ไม่ไปเล่นเหรอสีน้ำ?”   นักกีฬาหนุ่มรีบออกวิ่งไปร่วมวง  มือเล็กปัดไปมาเพราะไม่กล้าเข้าไปโดนลูกหลงด้วย  ขอยืนมองเฉยๆดีกว่า…

 

“ดีจังน๊า….”  การจะคว้าทั้งความฝัน มิตรภาพ ความรักเอาไว้ด้วยกันไม่ใช่เรื่องง่าย..  แต่พวกเรากลับทำได้เพราะอยู่ด้วยกัน….แม้จะแตกต่างกันมากทั้งนิสัยใจคอและความชอบ…

 

 

โฬมอุดม ผู้ชายคนนั้นปากไม่ตรงกับใจ

หินบุรี  เงียบเฉย หากแต่เก่งเรื่องละเอียดอ่อนกว่าใคร

เบียร์ ร่าเริงสดใส  ทำทุกอย่างเก่งไปเสียหมด

ดนัย  เป็นผู้ใหญ่และมีความอ่อนโยนมากนัก

 

คทาชิต ที่คอยสนับสนุนและขัดเกลาข้างๆมาตลอด

โกมล ที่คอยให้กำลังใจชวนให้มีแรง

ขวาน ที่คอยเฝ้ามองห่างๆและเข้ามาช่วยเมื่อจำเป็น

                การคงอยู่ของพวกเรานั้นก็คงเหมือนวันแรกที่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว  ทุกคนมีหน้าที่ ทุกคนช่วยกันทำในส่วนที่ขาดหายที่อีกคนทำไม่ได้  ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่พวกเราได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้อีกแล้ว….

 

“ขอพรอะไรไปเหรอครับคุณสีน้ำ?”   โกมลเดินมาหยุดดูร่างบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ซึ่งเอาแต่ยืนดูพวกผู้ใหญ่ที่ทำตัวเป็นเด็กเล่นพลุพวกนั้น…

 

ดวงตาใสทอดมองไปยังภาพที่แสนมีความสุข   ภาพนี้ขอให้คงอยู่ไปอีกนานแสนนาน  “ขอให้โลกสงบสุขน่ะ”  มุขโกหกที่แสนจะดาษดื่น… ครั้งหนึ่งในอดีตนั้นมีภาพคนกลุ่มหนึ่งเกี่ยงกันลอย  ปีต่อมาๆสมานฉันท์ขึ้นและลอบร่วมกันได้..

 

 

หากทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างในวันวานล่ะก็…

วันคืนที่สดใสต้องคงอยู่ตลอดไปอย่างแน่นอน…

 

 

จานสี เด็กสาวซึ่งต้องการจะเป็นนักแสดง  ถึงแม้เธอจะไม่มีพรสวรรค์แต่เธอก็ใช้พรแสวงของเธอคว้าบทนางฟ้าสีม่วงเจริญรอยตามพี่คนสำคัญได้  และยังผูกมัดหัวใจของชายหนุ่มอีโมชั่นทั้ง 4 คนเอาไว้เพื่อขับเกลาจิตใจของเธอให้เข้าถึงบทบาท… นิยายชื่อดังนั้นก็เป็นดั่งเช่นเรื่องราวของนักเขียนตัวเล็กที่เคยหลงทางเขียนนิยายอีโมชั่น แต่สุดท้ายเขาก็ได้เป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่…

 

 

หมั่นเขียนไปเรื่อยๆตามคำสอนของพี่ชาย

เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากหลายที่เกิดในชีวิต

 

สุดท้ายแล้วเขาก็สำเร็จทั้งความฝันและความรักจนได้

 

กระทงใหญ่ลอยไปตามกระแสธาร  ส่งผ่านคำขอพรมากมายไปกับสายน้ำ  เงาจันทร์ที่ทอดแสงบนท้องฟ้านั่นใหญ่และอบอุ่น  นักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยซึ่งมีความฝันได้ก้าวเดินไปพร้อมกับการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน   เรื่องราวมากหลายในชีวิตได้เปลี่ยนคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นเพียงคนรู้จักให้กลายมาเป็นครอบครัว    ถึงแม้ต้องเดินไปคนละเส้นทาง แต่สุดท้ายทุกคนก็จะกลับมาที่เดิม… ที่ๆมีความทรงจำร่วมกันอย่างนานมีบุรี…

 

ความฝันต้องฝ่าฝันอุปสรรคให้เป็นจริง

ความรักไม่ใช่การหักเหลี่ยมเฉือนคมกันไปมา

 

 

สายสัมพันธ์ของวัยรุ่นได้สานไปยังอนาคต

จากนักศึกษาไปจนกระทั่งถึงวัยทำงาน

 

 

 

ความฝันและความรักอยู่คู่กับเราเสมอ

 

โดยที่มีเธอเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์

 

เจ้าแก้วตาอันดับหนึ่งของฮาเร็ม

“แก้วตาฮาเร็ม”

จบบริบูรณ์

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 09/30/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: