RSS

[KHRFic] แก้วตาฮาเร็ม ตอน 18

30 ก.ย.

“ความฝันมีจุดเริ่มต้นมาจากความรัก”

“เพราะมีความรักจึงมีความฝันควบคู่กันมา”

                พี่ยาสูบสอนให้ผมรู้จักมีความฝันและตั้งใจทำให้มันสำเร็จ  ความฝันของผมคือการที่ได้เป็นนักเขียนเหมือนอย่างพี่ชาย  หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นยิ่งผลักดันให้เข้าใกล้ความฝันนั้นไปเรื่อยๆ  แต่ว่า… ในงานเม็ดยานี้ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างไม่ราบรื่นอย่างที่คิด  เขาไม่รู้หรอกนะว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง  อาจเพราะได้รับการปกป้องหรือหลอกตัวเองจากความจริงนั่นจนเคยตัวก็ได้….

 

 

บทที่สิบแปด : ชุลมุนวุ่นรักงานในงานเม็ดยา  ช่วงที่สอง

 

 

            ความเดิมจากตอนที่แล้ว สีน้ำและคทาชิตมาถึงงานเม็ดยาและเริ่มปฏิบัติการณ์ขายของ หากแต่ชะตากรรมของคนทั้งสองที่ได้พานพบช่างแตกต่างกันมาก  เมื่อคทาชิตดราม่าลงตับแต่สีน้ำนั้นพบแต่เรื่องเซอวิส(?)   ครึ่งวันเช้าอันแสนวุ่นวายจบลงลงและได้เริ่มต้นครึ่งวันหลังในช่วงเที่ยงวัน..

 

ณ บูธหมายเลข A27  สามร่างนั่งเฝ้าบูธและพักทานอาหารเที่ยงกันง่ายๆด้วยแฮมเบอร์เกอร์จากแม็คโดนัลซึ่งร่างสูงผมขาวตระเตรียมมาจากงานพิเศษที่ไปทำตอนเช้ามืด(?)  ด้านหน้าบูธวางป้ายขอเวลาทานข้าว 10 นาทีเอาไว้ และกองหนังสือลดจำนวนลงไปมากเหลืออีก 20 เล่มเท่านั้นเองจากทั้งหมด 50

 

 

“คุณเบียร์มานั่งที่บูธก็ขายดีขึ้นมาทันที ตามคาดเลยนะเนี่ย”  สีน้ำในชุดโลลิต้าสีชมพูนั่งแทะเฟรนฟรานซ์   เขาคิดไปเองหรือเปล่านะว่าเพื่อนสนิทแลดูซูบซีดพิกล

 

“ฉันแค่นั่งเฉยๆเอง  คนที่เหนื่อยคือคทาชิตที่ทำทุกเรื่องไม่ใช่เหรอ?”   น่าแปลกที่ไม่เอาดีใส่ตัวกลับโยนให้กับชายนักกีฬาซึ่งกำลังดื่มเปปซี่

 

“แต่นายดูเหนื่อยๆเกินไปนะคทาชิต”   จะไม่ให้เหนื่อยได้อย่างไร ศึกหนักที่เกิดขึ้นในช่วงที่เจ้าของงานไม่อยู่มันช่างวุ่นวายยิ่งนัก

 

อาจะเป็นโชคดีที่พี่ชายของร่างบางไปทานข้าวกับแฟน(?)ยังไม่กลับมาวนดู  “หลายเรื่องน่ะ… ลูกค้าเยอะ ฮ่ะๆๆ”  เหนื่อยกับการแก้ตัวเรื่องข่าวลือตะหากล่ะ…

 

 

ดวงตาคมเหล่มองไปทางบูธซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป  กองหนังสือของทางนั้นก็เหลือพอๆกัน  ดวงตาสีมรกตนั่นยังคงจ้องมาแกมอาฆาต  คงคิดว่าทางนี้ไม่รู้ว่าบูธนั่นเป็นของใคร…   ร้ายกาจจริงๆนะโกมล สร้างสถานการณ์งานที่น่าจะลอกกันระหว่างสำนวนเทพกับอีโมชั่นขึ้นมาได้

 

 

“จะว่าไปฉันยังไม่เจอโกมลเลยนะ”    เสียงใสเปล่งขึ้นกระชากเอาคนจมในความคิดตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน  สถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ

 

“อาจจะไม่สบายล่ะมั้งสีน้ำ  นายก็เก็บไว้ให้หมอนั่นซักเล่มสิ”   แก้เก้อไปเรื่อยๆไม่อยากให้รู้ความจริง   ต้องจบปัญหาด้วยการป้อก้องตามลำพังให้ได้….

 

“เอางั้นก็ได้”  หยิบเอาหนังสือออกมาจากกองหนึ่งเล่ม เหลืออีก 19 เล่มที่ต้องขายในช่วงบ่าย   อาจจะมีคนสงสัยเรื่องเหล่าหนุ่มๆที่มาจีบนั้นได้ช่วยซื้อหรือไม่… คำตอบก็คือ….

 

 

ไม่มี… ทุกคนไม่ได้ชอบนิยายอีโมชั่น…

ความรักกับนิยายมันคนละเรื่องกัน..

                มือแกร่งของหนุ่มตะกร้อหยิบเอาป้ายบอกเวลาพักออกไปและเริ่มเปิดขายหนังสืออีกครั้ง  ภาพรวมแล้วสาวๆซึ่งผ่านไปมาต่างสนใจในหน้าตาของคนมาช่วยขายมากกว่านิยายอีโมชั่นเสียอีก  ณ เวลานี้นักเขียนได้ลืมไปแล้วว่าการเอาชนะกับการให้คนยอมรับงานของตัวเองมันต่างกัน…

 

 

“อ่ะใช่สีน้ำ ฉันมีเรื่องจะบอกนายเอาไว้ก่อน”   เรื่องของพี่ชายแสนรักของเจ้าตัวซึ่งวนเวียนอยู่ในพื้นที่โรงพยาบาลแห่งนี้…

 

ราวกับสวรรค์ต้องการให้เรื่องมันวุ่นวายมากขึ้น  เสียงหนึ่งได้เปล่งแทรกเหล่าลูกค้าเข้ามา  “คทาชิต ฉันไปหาสีน้ำที่หอแต่ขวานบอกว่าสีน้ำมาที่งานนี้”  งานเข้า!!!

 

“นั่นมันเสียงของ..?”   อุปกรณ์วาดเขียนแสนซื่อบื้อครุ่นคิด  เพื่อนวัยเดียวกันผวาซีดเป็นกระดาษขาว  ฝูงสาวๆหน้าบูธกำลังๆโดนแทรกเข้ามา…

 

และในที่สุด..  “สีน้ำมาที่บูธแล้วรึยัง?”   ดวงตาสีฟ้าครามมองหาน้องชายสุดที่รัก   เหล่าแฟนคลับจอร์จกล้ามโตเข้ามามุงกันอีกครั้ง   นี่คือบูธในข่าวลือของแฟนเพจสินะ!?

 

ฉับพลันเท่าทันความคิดวงแขนแกร่งของลูกพ่อค้ารีบคว้าตัวสาวน้อยในชุดโลลิต้า(?)มากอดจับใบหน้าซุกเข้ากับอกอย่างว่องไว  “คทาชิต!!”  สีน้ำตกตะลึงไม่ทันตั้งตัวว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่  เขาตามเกมส์ไม่ทันนะเนี่ย เกิดอะไรขึ้น!?

 

“ผู้หญิงคนนั้น?”    ภาพแผ่นหลังและตัวเตี้ยๆแบบนี้มันช่างคุ้นตาของยาสูบ   บรรยากาศคล้ายๆคุณน้องชายแต่ว่าน้องเขาไม่ชอบแต่งคอสนี่นา…

 

“ฟะ…ฟะ…แฟนผมเองพี่ยาสูบ!  เธอขี้อายน่ะครับ ฮ่าๆๆๆ!!”  ของไม่ต้องขายมันแล้วถ้านักเขียนชื่อดังยังไม่ยอมไปไหนซะที!   เสียงเม้าส์แว่วเรื่องน้องชายของจอร์จกล้ามโตมันมาอีกครั้ง

 

“คทาชิตมีแฟนแล้วเหรอเนี่ย  แบบนี้สีน้ำก็ไม่ไหวเลยน่ะสิ ป่านนี้แล้วยังไม่คบใครซะที”  ร่างโปร่งผมน้ำตาลทองบ่นอุบ  ความโสดมันไม่ดีหรอกนะ

 

“แต่ก็ดีแล้วล่ะที่เป็นแฟนคทาชิต  ถ้าเป็นแฟนของเบียร์ ฉันคงเสียความไว้ใจแย่เลยว่ามาหลอกน้องชายฉันเล่นๆ”  เบี่ยงสายตาไปทางพ่อหนุ่มผมสีขาวนวล

 

เบียร์นั่งหัวเราะร่วน ประเมินสถานการณ์และรับมุขไปด้วย  “แหมๆ  ฉันน่ะจริงจังกับการจีบสีน้ำมากเลยน๊า  ฉันไม่แย่งแฟนคนอื่นแล้ว”    แปลได้ว่าเมื่อก่อนชอบแย่ง ปัจจุบันไม่แล้ว…

 

‘พูดจาทำลายภาพพจน์ตัวเองอีกแล้ว…’   ร่างเล็กถอนหายใจหน่ายๆพร้อมทั้งคิดในใจ   หากแต่ตอนนี้ที่สำคัญกว่าคือเจ้ามือที่กดหน้าเขาเข้ากับอกเนี่ยสิ มันจะหายใจไม่ออกแล้วนะ!  พี่ยาสูบรีบไปเร็วๆเถอะ!   ใครก็ได้มาพาคุณพี่ไปเสียที ฮือ….

 

นักเขียนหน้าอ่อนมองซ้ายมองขวาไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ต้องการเจอ  “หรือว่าสีน้ำจะไปเดินเล่นตรงอื่นนะ ไ ปเดินหาดีกว่า”  พายุเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับฝูงแฟนคลับ   สามคนที่บูธได้หายใจทั่วท้องอีกครั้ง… พร้อมกับสายตาอาฆาตจ้องมาจากเจ้าคนใส่ผ้าปิดปากอีกฟาก

 

“ทำยังไงดี.. พี่ยาสูบมาเดินในงานแบบนี้ก็แย่น่ะสิ…”  ใบหน้าใสสลดและตกใจ  เพื่อนซี้คลายวงแขนออกพลันรีบเข้าสู่การประชุมเพลิงอย่างว่องไว

 

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินภายในงานเม็ดยาครั้งที่ 1 อันตรายระดับ A+   สถานะที่เป็นน้องชายของนักเขียนชื่อดังอาจจะเปิดเผยตรงกับข่าวลือในหน้าแฟนเพจ    ยามนี้ชื่อนามปากกาคงไม่เหลือแหลแล้ว เหลือแต่ใบหน้าที่ยังไม่มีคนรู้ตัวจริงเท่านั้น…

 

 

“นี่เพราะว่าสีน้ำเขียนนิยายอีโมชั่นสินะเนี่ย  เปลี่ยนมาเขียนรูปหัวใจกับฉันมั้ย?”   ยื่นมือไปเล่นวิกและโดนมือเรียวยันหน้ากลับออกมา  ไม่มีเวลามาล้อเล่นกันแล้ว…

 

สถานการณ์หลบหนีแบบนี้คงไม่เกิดหากเขาไม่ใช่น้องชายของนักเขียนชื่อดัง ไม่สิ.. ถ้าเขาเขียนงานที่เหมาะกับการมีพี่ชายชื่อดัง…  ใช่ซะที่ไหน เขามีแนวทางของตัวเองตะหาก!  หลอกตัวเองขั้นเทพอีกครา   “รีบๆขายให้หมดแล้วก็เก็บบูธหนีกลับหอกันเหอะ”

 

“แสดงว่ายอมรับแล้วว่านายจะไม่ดังจากนิยายเรื่องนี้แล้วใช่มั้ยน่ะ….” ดวงตาสีดำจ้องมองใบหน้าใส  จะทอดทิ้งนามปากกาแล้วไปอวตารเป็นร่างอื่นจริงๆสินะ

 

สีน้ำนั่งเงียบ  อยากให้คนยอมรับในนิยายของตนแต่ในขณะเดียวกันขายไม่หมดหนี้ก็ทับตาย(?)   “ฉันมาถึงทางตันแล้วสินะ….”

 

สองหนุ่มผมคนละสีนั่งมองหน้ากันไม่รู้จะเอ่ยปลอบใจอย่างไรดี    “สีน้ำลองออกไปเดินเล่นข้างนอกซักแป๊ปสิ  เดี๋ยวฉันจะร่ายมนต์ให้นิยายของเธอหมดเกลี้ยงแน่นอน❤”   ผู้ชายตาสีม่วงชูสองนิ้วและขยิบตา   เรื่องแค่นี้ไม่เกินความสามารถของผู้ชายที่เป็นตำนานของซอยนานมีบุรีหรอก(?)

 

คทาชิตมองเพื่อนซี้ด้วยความกังวล  แผนการของโกมลเริ่มได้ผลดีขึ้นมาหรือไร  “อย่าเพิ่งจิตตกน่า   คนที่เค้ามาซื้อเขาเข้าใจว่าฉันเป็นคนเขียนแล้วก็เป็นน้องชายพี่ยาสูบไปแล้วล่ะ ฮ่ะๆๆ”   ถ้าไม่มีใครบางคนไปปล่อยข่าวในแฟนเพจว่าคนละคนล่ะนะ…

 

“จะว่าไป…เมื่อก็ฉันได้ยินแว่วๆตอนที่คนมาดูหนังสือ  เขาบอกว่านิยายของฉันพล็อตคล้ายๆกับของคนอื่น มันอะไรน่ะ?”  ร่างสูงสะดุ้งตกใจในทันที

 

“คิดมากไปมั้ง  พล้อตเรื่องมันก็ต้องคล้ายๆกันเพราะเป็นเทรนวัยรุ่นนั่นล่ะ ฮ่ะๆๆ”   กลบเกลื่อนไม่ให้คนซื่อบื้อสงสัย  จะให้รู้แผนการร้ายจากบูธฝั่งโน้นไม่ได้!

 

“งั้นเอาเป็นว่าสีน้ำกลับไปรอที่หอก็แล้วกัน  ฉันไม่อยากให้เห็นเวลาฉันขายของเลยน๊า”  จับไหล่เล็กทั้งสองให้ยืนขึ้น  ข้ออ้างไปงั้นๆ   นั่งฟังตั้งนานเริ่มจะเข้าใจว่าเพื่อนสนิทของเคะที่ตามจีบ(?)ปิดบังเรื่องร้าย(?)บางอย่างเอาไว้สินะเนี่ย  แผนการความโด่งดังของ Watercolor ด้วยนิยายอีโมไม่สัมฤทธิ์ผล…

 

“เชื่อเบียร์เหอะสีน้ำ  ถ้าพี่ยาสูบกลับมาอีกจะซ่อนตัวลำบาก”  ปัดมือไล่ให้ไปไกลๆบูธ   ลูกพ่อค้ากับนักรับจ๊อบในตำนานมีหรือจะขายนิยายแค่ 19 เล่มไม่หมด…

 

ดวงตากลมจ้องมองด้วยความงง  สุดท้ายก็จำยอมไปแต่โดยดี   “เอางั้นก็ได้   งั้นฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะไปรอที่หอนะ” เดินออกไปจากบูธด้วยความอาลัย  ทั้งๆที่ตั้งใจจะอยู่จนจบงานแต่ก็ไม่ได้แล้วสินะ… มันวุ่นวายกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก…

 

“มีอะไรเกี่ยวกับสีน้ำรึเปล่า?  ฉันมีสิทธิ์จะรู้นะเนี่ย”   องครักษ์(?)แผนกเสี่ยวเหล่มองพลางถาม   ตกกระไดพลอยโจรมาเสียขนาดนี้แล้ว

 

นักวาดภาพประกอบหัวร่อเหี่ยวๆ   “ก็นิดหน่อย  ไม่อยากให้สีน้ำดราม่าเยอะๆ”   ลางสังหรณ์ของสุนัข(?)บอกว่าตัวเอกต้องเจอเรื่องอีกมากนัก….

 

 

หากตั้งใจทำอะไรสุดความสามารถย่อมไม่มีใครว่า

แต่ดื้อด้านทำต่อ..บางครั้งก็ต้องได้รับคำวิจารณ์มาแก้ไข

                ร่างเล็กผมสีน้ำตาลไหม้เดินไปยังห้องแต่งตัวพร้อมกับถุงกระดาษสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดเก่าตอนขามา  เดินถอนหายใจไม่เข้ากับเสื้อผ้าที่แสนน่ารัก   สวรรค์โปรดให้มีห้องว่างห้องหนึ่งจึงเดินเข้าไป  ปัญหาต่อมาคือซิปมารูดยากเหลือคณา….เวลาแบบนี้ไม่มีผู้ช่วยซะด้วย

 

 

“คุณหินบุรีไม่อยู่ซะด้วยสิ…”  ยามเดือดร้อนได้นึกถึงชายคนหนึ่งเป็นคนแรก  ในความเป็นจริงตอนนี้อาจไปนอนซมอยู่ที่ใดซักแห่ง(?)

 

พยายามเอื้อมมือไปข้างหลังด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวจนะกระทั่งมีเสียงดังจากภายนอก   “นี่ๆ เธอได้ซื้อนิยายของ Watercolor มารึเปล่า?”   หูผึ่งขยับตัวไปติดประตู..

 

“ที่เค้าลือว่าเป็นน้องชายของจอร์จกล้ามโตน่ะเหรอ  ฉันว่าหน้าตาพี่น้องไม่ค่อยเหมือนกันเลยนะ คงมีคนลือกันไปมากกว่า อาจจะเป็นแฟนน้องชาย ไม่ก็เพื่อนน้องชายงี้อ่ะ”   เก่งมากเลยครับคุณสาววายไม่ทราบชื่อ  เพื่อนผมเองแหละ…  นี่สินะคนไทยไม่เชื่อข่าวลือ(?)

 

“ฉันไปซื้อมาด้วยเล่มนึงล่ะ  คุณเบียร์มาขาย เห็นใกล้ๆแล้วหล่อชะมัดเลย!!”   เสียงกริ๊ดกร๊าดบอกเรตติ้งความนิยมของชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี   ที่รับปากไว้ว่าจะขายให้หมดดูเหมือนจะทำได้จริง

 

“แต่อีโมชั่นเยอะยุบยับไปหมดอย่างนี้เธออ่านรู้เรื่องเหรอเนี่ย   ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีคนกล้าทำขาย”   หัวใจเริ่มสะดุด ปลายนิ้วนั้นรู้สึกเย็นเยียบ…

 

และคำพูดที่เริ่มกรีดแทงหัวใจ  “เอาน่าอ่านไม่รู้เรื่องก็ช่างสิ  ได้เห็นคุณเบียร์ก็พอแล้ว❤ ตัวนิยายนี่เห็นอีโมก็ไม่อยากอ่านแล้ว”  คนเขียนซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของประตูยืนนิ่ง….

 

งานเขียนของเขามันห่วย…มันไม่มีเสน่ห์……

                “นิยายแบบนี้จะเป็นของน้องชายจอร์จกล้ามโตได้ไงเนอะ  ข่าวลือแปลกๆ”   มีดแทงลงกลางใจอีกครั้งเป็นครั้งที่ร้อย  กระทั่งคนอ่านจะเปิดอ่านก็ยังไม่อ่านเลย….

 

“ฉัน….ยังคงห่างชั้นกับพี่ยาสูบ…..”  เรื่องนั้นรู้ดีอยู่แล้ว…   แต่ไม่นึกว่าความจริงที่ได้ฟังจากปากของคนซื้อนั้นจะทำร้ายจิตใจได้ถึงขนาดนี้…

 

 

ถึงแม้จะชนะพนันขายหนังสือหมดไปมันก็ไม่มีความหมาย…

ในเมื่อ… มันไม่ได้ชนะใจคนอ่านเลยซักนิด….

                เขาเขียนนิยายโดยที่มองกระแสของตลาดว่าชอบนิยายแบบไหนและนำมาดัดแปลงสร้างเป็นงานของตัวเอง   วัยรุ่นมากมายชอบนิยายอีโมชั่นกันไม่ใช่เหรอ? ชอบแนวเรื่องรักในจินตนาการ… ขอแค่ให้ตัวเองได้มีชื่อเสียงขึ้นมาจากงานตลาดนั่น… หลบเลี่ยงคำพูดวิจารณ์และความหวังดี  หลงตัวเอง….

 

สิ่งที่เขียนไปนั้น…เขาได้เขียนมาจากใจหรือเปล่านะ?

 

            ตั้งแต่เมื่อใดที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ไม่อาจล่วงรู้ตัวเอง   เปิดประตูออกมาพร้อมกับถุงกระดาษชุดโลลิต้าที่มีคนตัดเย็บให้ด้วยใจ… กระทั่งชุดโลลิต้านี่คนทำยังมีใจและตั้งใจทำมากกว่าตัวเขาที่เขียนนิยายเล่มนั้นขึ้นมา.. ไม่ยอมแก้อีโมชั่น ทำแค่ให้ได้ตีพิมพ์ออกมาเท่านั้นเอง…

 

 

“นี่ฉัน………”   ความฝันของฉันคือการเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงเหมือนพี่ชาย   อยากจะเป็นเหมือนกันโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่นิยายควรจะเป็น…

 

ใบหน้าใสกระแทกเข้ากับแผ่นหลังแกร่งของชายซึ่งเดินอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ทันระวัง  “เป็นอะไรรึเปล่า?”   ร่างสูงผมทองตวัดกายกลับมามอง

 

“คุณดนัย…..”  ดวงตากลมโตมองเหม่อ   คำพูดวิจารณ์ของคนซื้อวนเวียนในสมองเช่นเดียวกับคำพูดวิจารณ์ที่แสนรุนแรงจากโฬอุดม  เขาเขียนนิยายเพื่ออะไรนะ… อ่ะ…เพื่อเป็นเหมือนพี่ชาย….

 

“อ่าวสีน้ำ?   ทำไมหน้าตาเหี่ยวแห้งแบบนั้นล่ะ?”  ดนัยจับไหล่บางเอาไว้   ใยหน้าตาจึงไม่มีวิญญาณเสียแบบนั้น … เขาเขียนนิยายโดยดูจากกระแสนิยมของคนอื่น…  เชื่อมั่นว่ามันต้องไม่เป็นไรอยู่แล้ว..

 

ยื่นมือเล็กเรียวไปจับแขนรุ่นพี่ปริญญาโทเอาไว้   “ผมอยากไปก๊กเหล้าจัง”   ลืมไปเสียสนิทว่าพี่ชายเคยสอนอะไรเอาไว้ตั้งแต่เด็ก…

 

ใบหน้าคมงุนงงและหันไปมองผู้ติดตามข้างกาย   “หา??”  สิ่งที่สอนไว้คือเขียนให้สุดความสามารถ เขียนสิ่งที่อยู่ในใจ… ไม่ใช่เสียเพื่อตลาด…

 

 

   ถ้าคนอ่านก็ยังไม่อยากอ่านจะไปชนะใจได้ยังไง

จะเป็นนักเขียนได้อย่างไรกัน…

.

.

เราไม่ใช่นักเขียนที่แท้จริง เป็นแค่อีโมชั่น [OTL]…..

 

 

                เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมง  ร่างสูงผมสีน้ำเงินเข้มตวัดมองไปทั่วงานก็ไร้เงาคนที่อยู่ในการคาดการณ์เอาไว้  เจอเพียงแค่คอสเพลเยอร์และคนร่วมงานซึ่งเดินมาร่วมกิจกรรมที่หน้าเวทีในช่วงท้ายของงาน   ดวงตาสองสีทอประกายแค้นเคืองและผิดหวังที่พลิกแผ่นดินหาไม่เจอ…   เมื่อไม่มีที่หมายจึงกลับไปดูบูธของคู่พนัน  การพนันที่ไม่มีความหมายเท่าการตามหาคน..

 

 

“ขายหมดงั้นเหรอครับ  ก็น่าจะหมดอยู่หรอกในเมื่อคุณเป็นคนมาขาย”   เสียงทุ้มเปล่งจิกกัดร่างสูงผมสีขาวซึ่งกำลังยืนรอเพื่อนสนิทว่าที่แฟน(?)เก็บของ

 

“เพื่อสีน้ำฉันยอมทำเรื่องที่ไม่ได้เงินได้หรอกน่า”   ยิ้มแย้มแจ่มใส  บนเสื้อนั่นมีกระทั่งรอยลิปสติก  ใช้วิธีขายแบบไหนกันแน่เนี่ย…

 

“ถ้าจะมาหาสีน้ำล่ะก็ไม่เจอหรอก  สีน้ำกลับไปแล้วล่ะ”  คทาชิตเงยหน้าขึ้นจากลังหนังสือที่ว่างเปล่า   เหลือแค่ขนลังไปทิ้งแค่นั้นเอง

 

“กลับไปแล้วเหรอครับ?   น่าประหลาดใจจริงๆ นึกว่าจะอยู่ประกาศชัยชนะตัวเองก่อน”   กอดอกมองผู้ช่วยลูกมือนักเขียนห่วยๆทั้งสอง

 

“สีน้ำเค้าต้องกลับไปรอฉลองความรักกับฉันน่ะ”  ริมฝีปากคมและดวงตาสีม่วงยิ้มร่าน่าหมั่นไส้    โฬมอุดมจ้องหน้าอย่างขุ่นเคือง ไม่สะอิดสะเอียนในคำพูดของตัวเองบ้างหรือไรนั่น

 

“อ่าว นั่นโฬมนี่นามางานเม็ดยาด้วยเหรอ?”  เสียงของคนแสนเกลียดดึงให้ชายหนุ่มคณะบัญชีตวัดกายหันไปมอง

 

จากใบหน้าเจ้าเล่ห์ได้เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่แสนโกรธเคืองทันที   “มาเจอหน้าคนที่ไม่อยากเจอเสียได้ เสียอารมณ์จริงๆ  มาเดินดูพื้นที่โรงพยาบาลที่พ่อทำงานจะได้หาที่ทางหว่านเสน่ห์พ่อบ้าเหรอครับ?”   หรือชะตาจะทำให้พ่อหนุ่มแสนบื้อคนนี้ได้รู้ความจริงเสียที…

 

“เธอเข้าใจอะไรฉันผิดไปไกลแล้วนะ   ฉันก็แค่มาหาน้องชายแค่นั้นเอง”   ดวงตาคมเขม็งมอง  เจ้าน้องชายคนนั้นล่ะคือคนที่อยากเจอมากที่สุด!!

 

ดูเมื่อสวรรค์จะอยากให้มีคนบางคนตาบอดต่อไป  คทาชิตนั้นพลันเห็นบูธของโกมลซึ่งอยู่ห่างออกไปได้เก็บบูธเดินออกไปแล้ว  “เดี๋ยวฉันมา!  กลับไปที่หอพักก่อนเลยนะคุณเบียร์!”   ออกวิ่งตามไปเพื่อเอาเรื่อง..  หากไม่ได้พูดให้รู้เรื่องในครั้งนี้คงไม่ได้แน่!

 

“อ่าวๆ  คทาชิตไปซะแล้ว”  เบียร์มองตามไป  แล้วตนจะไปไหนดี?  จะอยู่ดูคู่นี้เผื่อจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมหรือจะรีบกลับไปสวีทกับสีน้ำดีน๊า

 

“เบียร์ก็จะกลับแล้วเหรอ?”  ดวงตาสีฟ้าเบี่ยงจากลูกเลี้ยงมาทางว่าที่แฟนของน้องชายแทน    สภาพแบบนี้ขับเสียงหัวเราะในลำคอคนมองแต่งตัวหลุดมาจากเกาหลี

 

“ไม่นึกเลยนะครับว่าจะรู้จักกันด้วย  หรือว่าคุณตั้งใจมาปอกลอกพ่อบ้าของผมเอาเงินมาเลี้ยงดูหมอนี่กันแน่ครับ?”  สร้างนิยายน้ำเน่าได้เป็นเรื่อง…  ช่างเป็นที่น่าขำสำหรับคนดูนอกจอ

 

“โฬมอุดมนี่คิดเรื่องได้ไกลดีจัง  ฉันไม่นอกใจสีน้ำหรอกน่า❤”  ขยิบตาและยักไหล่  ไม่นอกใจสีน้ำทันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย!!   ถ้าเจ้าแม่เลี้ยงนี่คิดจะหาเงินมาปรนเปรอ!

 

“ทำไมเธอถึงมองฉันในแง่ร้ายจัง  ฉันกับเบียร์ไม่ได้เป็นแบบนั้นซะหน่อย”   ภาพการมีปากเสียงสุดแสนดราม่านั่นตกเป็นเป้าสายตาของโอตาคุโดยรอบ    บางคนเริ่มหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายวีดีโอ  บ้างนำกล้องที่คิดจะนำมาถ่ายรูปคอสมาถ่ายบ้าง

 

 

ได้ลงเว็บดราม่าแน่ๆแบบนี้!!!

พรุ่งนี้เช้าจะเป็นประเด็นไปทั่วอินเตอร์เน็ต!

 

 

            ความบื้อผสมการไม่พูดให้กระจ่างขับให้คนทั้งสามคนพูดคุยเรื่องเดียวกันโดยที่ไม่พาดพิงถึงน้องชายอย่างสีน้ำ สวัสดีได้อย่างปาฏิหาริย์    หนุ่มหล่อของถ้วยฟูFCกำลังมีปากเสียงแบบเมาๆกับหนุ่มคณะบัญชีผู้เป็นแฟชั่นนิสต้า  ข่าวเม้าส์ในแฟนเพจแพร่กระจายและเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในงานเม็ดยา..  สุดท้ายก็ไปจบลงที่เว็บดราม่า…

 

 

“เฮ้อ…. พวกเธอเนี่ยเลือดร้อนสมเป็นคนหนุ่มกันจริงๆ  เบียร์ก็กลับหอไปหาสีน้ำเถอะ  ส่วนโฬมก็กลับบ้านไปเถอะนะ”   ยาสูบหาทางออกจากสงครามความเข้าใจผิดนี้

 

“กลัวผมเจอน้องชายของคุณเหรอครับ ก็เลยไล่ผมแบบนี้  ผมไม่พิศวาสจับน้องชายคุณไปปู้ยี้ปู้ยำแบบละครหลังข่าวหรอกครับ”  คิดไปไกลเกินคนธรรมดาจะคิดได้… ที่สำคัญ… ยังไม่รู้อีกเรอะว่าน้องชายเขาเป็นนักเขียนชื่อดังเป็นใคร!?

 

“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นซะหน่อย…”   กุมขมับและถอนหายใจในความเมาของลูกเลี้ยง  พูดอะไรไปก็คงไม่เข้าหู  สู้ไม่พูดอะไรเลยคงจะดีกว่า

 

“ยาสูบมาอยู่ที่นี่เอง กลับบ้านกันเถอะ”   คุณหมอเดชาในชุดกาวน์สีขาวเดินมาโอบไหล่ของภรรยา   ดวงตาสองสีทอประกายวาวโรจน์

 

“งั้นฉันไปก่อนนะ  จะรีบกลับไปหาสีน้ำ”   ชายหนุ่มผมสีขาวมีรอยสักฉวยโอกาสเดินจากไป  ยิ่งเถียงยิ่งเสียเวลาทำคะแนน  รีบกลับไปทานข้าวกันสองต่อสองโดยที่ไม่มีคู่แข่งดีกว่า❤

 

 

ในฉากเหลือไว้เพียงครอบครัวสุขสันต์ คุณพ่อ คุณแม่เลี้ยง คุณลูก  ความดราม่านั้นกำลังจะบังเกิดอีกครั้งเมื่อเดชามองสีหน้าที่แสนเคืองของลูกชายและเห็นสีหน้าลำบากใจของภรรยา  ดูเหมือนจะมีปากเสียงกันอีกแล้ว  แน่นอนว่าคนเป็นสามีก็ต้องเข้าข้างเมียใหม่อยู่แล้ว..

 

 

“หาเรื่องยาสูบอีกแล้วเหรอ  ไม่ได้เรื่องเลยนะเหมือนใครกันนะ”    เหมือนคนพูดน่ะสิก็พ่อลูกกัน  โฬมอุดมด่ากลับไปทางสายตาขวาง

 

“อย่าทะเลาะกันเลยนะ  วันนี้กลับบ้านไปทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาเถอะ โคมทำอาหารเองด้วย”   มือเรียวจับไหล่แกร่งของนายแพทย์หนุ่ม และเอื้อมไปจับไหล่ลูกเลี้ยงวัย 20 ปี

 

สับปะรดแฉกเดียวปัดมือนั่นออกไป  “คืนนี้ผมไม่กลับบ้านครับ ผมจะนอนที่หอพัก”    ครอบครัวสุขสันต์อะไรกัน  กระทั่งโคมก็กลายเป็นพวกเดียวกับเจ้านักเขียนมากมารยาคนนี้ไปแล้ว

 

สับปะรดสองแฉกและพี่ชายนักเขียนอีโมมองหน้ากัน  “ตามใจก็แล้วกัน  ไม่อยู่ก็ดีจะได้สวีทกับยาสูบแบบสะดวกๆไม่มีคนจับผิด”  หอมแก้มโชว์สาววายชนิดไม่อายสายตาโอตาคุและคนมองอย่างคุณลูก

 

โฬมอุดมสะบัดกายทนความเลี่ยนนั่นไม่ไหวจำต้องขอลา หากแต่ยาสูบได้เปลี่ยนเสียงเรียกไว้ก่อน   “ถ้านอนที่หอพักก็อย่าแกล้งน้องชายฉันเลยนะ”

 

ประโยคนั่นขับให้ชายหนุ่มตวัดกายกลับมา   ข้อมูลที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก   “อยู่ที่หอพักนั่นสินะครับ คึหึหึ”   น้องชายคนสำคัญของแม่เลี้ยง  กุญแจสำคัญที่นำไปสู่การล้างแค้นที่ยิ่งใหญ่(?)

 

 

เส้นผมบังภูเขาจริงๆที่เขาไม่ทันคิด ไม่นึกเลยว่าจะอยู่ใกล้มากถึงเพียงนี้   เหลือแค่คุ้ยประวัติของคนที่อาศัยอยู่ที่หอพักจากขวานก็เป็นอันจับตัวเจ้าน้องชายนักเขียนมารยานั่นได้อย่างแน่นอน   ปิดบังตัวเองอยู่ใกล้แค่นี้ดูถูกการตามหาของเขามากไปแล้ว…!!  คราวนี้ต้องหาตัวให้เจอให้ได้!!

 

 

เสียงจากคนดูทางบ้านพากันถอนหายใจ

ป่านนี้แล้วยังไม่รู้ตัว….

                ขณะเดียวกันคทาชิตซึ่งวิ่งตามผู้วางแผนการร้ายมาจนกระทั่งถึงลานจอดรถนั้น   บรรยากาศโดยรอบไม่ต่างอะไรไปกับหนังนักสืบที่นักสืบนั้นวิ่งตามคนร้ายมาจนกระทั่งเหลือเพียงสองคน   แสงสลัวและสีทมึนผิดไปจากฉากก่อนหน้านี้ปานหนังคนละม้วน   ขายาวก้าววิ่งตามไปและได้ส่งเสียงเรียกออกไป

 

 

“โกมล!!  นายคือโกมลสินะ!!”   ร่างโปร่งผมสีเงินสวมผ้าปิดจมูกเพนท์ลาย X ขยับผินกายหันมามอง ลังเปล่าๆว่างๆนั่นคงขายหมดเหมือนกันสินะ.. นิยายที่ลอกพล็อตของสีน้ำมา

 

“รู้ด้วยเหรอว่าเป็นฉัน  มีอะไรวะเจ้าบ้าเศษสตางค์!”    โกมลกลบเกลื่อนความผิดด้วยการโวยวายขู่   มือแกร่งกำหมัดแน่น.. ทั้งๆที่ตั้งใจจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แต่คงไม่ได้แน่

 

“นายลอกพล็อตนิยายของสีน้ำมาเขียนใหม่สินะ!”   คำพูดนั้นสะดุดใจคนฟัง   ดวงตาสีมรกตนั้นเบิกกว้างตกใจราวกับคนร้ายที่โดนจับได้

 

“ใส่ความอะไรวะ!!  ฉันจะไปทำแบบนั้นกับคุณสีน้ำได้ยังไง!”   แฟนอวยอันดับหนึ่งไม่ยอมรับความผิด  มันไม่ใช่เรื่องดาษๆอย่างเอาเข็มหมุดใส่ในรองเท้าเสียหน่อย

 

“แต่นายก็ทำไปแล้ว!   นายจงใจจะทำให้สีน้ำเสียกำลังใจแล้วเลิกเขียนนิยายสินะ!”  นักสืบหนุ่มคณะมนุษย์ศาสตร์ชี้หน้าร่างโปร่ง

 

คนร้ายซึ่งโดนจับได้ถึงกับนิ่งเงียบไป  “ไม่มีหลักฐานซักนิด  แกจงใจขัดขวางไม่ให้ฉันเป็นแฟนคลับของคุณสีน้ำสิท่า  แกเป็นอะไรกับนิยายอีโมวะ!”

 

เพื่อนสนิทเบอร์หนึ่งไม่อาจทำให้เพื่อนสนิทเบอร์สอง(?)ยอมรับความผิดได้   ต้องหาทางเปิดโปงให้ได้  “ฉันจะปกป้องนิยายกับพรสวรรค์กับสีน้ำจากนายให้ได้”

 

“อย่ามาใส่ความให้ฉันเป็นคนร้ายเลย  ถ้าฉันบอกคุณสีน้ำแกตกกระป๋องแน่เจ้าบ้าเศษสตางค์!”   ร่างโปร่งผมเงินเดินจากไปอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า

 

“ซวยแล้วเรา…..”  หรือมิตรภาพตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนสวมขาสั้นระหว่างสองหนุ่มนักเขียนและนักวาดจะต้องลงเอยด้วยการแตกร้าว… เขาไม่มีหลักฐาน ในขณะที่อีกฝ่ายหาว่าเขาใส่ความได้… ไม่ได้เด็ดขาด จะให้สีน้ำรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด….

 

ต้องกันสองคนนี้ออกจากกันให้ได้!!

                แผนการปกป้องเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมัธยมของคทาชิตได้เริ่มต้นขึ้นอีกคราหนึ่ง   ปฏิบัติการณ์ที่สายลับพึงต้องทำและสะกดรอยตามขัดขวางคนสองคนให้ถึงที่สุด   ในเวลานี้ร่างบางมีคนดูแลรอบกายมากมายเพราะฉะนั้นตนจะปลีกตัวไปจัดการเรื่องอื่นก็คงไม่ยาก…ฉันจะปกป้องนายให้ดู!

 

 

คู่หมาแมวเข้าสู่เส้นทางของนางโจร(?)และตำรวจ(?)

พล็อตดาษๆแบบนี้มักลงเอยกันเองไม่ใช่เหรอ

                ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีส้มและเป็นสีน้ำเงิน สุดท้ายนั้นกลายเป็นสีเข้มของยามราตรี   ณ ร้านเหล้าแห่งหนึ่งห่างจากมหาวิทยาลัยตามนโยบายห้ามมีร้านเหล้าใกล้สถานศึกษาของสโมสรนักศึกษา   ร้านอันแสนมืดสลัวและเคล้าเสียงดนตรีเพลงเพื่อชีวิต  กระป๋องเบียร์ไม่ทราบยี่ห้อเพราะไม่มีค่าโฆษณาวางเรียงรายบนโต๊ะกลมของชายสามคน  พ่อเลี้ยงคารมดีจ้องมองเจ้าร่างเล็กอายุ 18 เพิ่งจะเข้าผับได้ก็มาเมาหัวราน้ำเสียแล้ว…

 

 

“สีน้ำดื่มมากไปแล้วนะ  กลับหอดีกว่ามั้ยน่ะ?”  มองเบียร์กระป๋องที่ 5 หมดลงไป  ใบหน้าใสนั้นเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยพิษสุรา

 

“ยังไม่มาววว….. แค่นี้ไม่มาว…”  โบกมือไปมา  นั่งก็ตัวไม่ตรงแล้วยังจะมาแก้ตัวอีก  ดนัยถอนหายใจและริบเอาเบียร์กระป๋องที่หกมา

 

“เป็นอะไรไปสีน้ำ?  ทำไมจู่ๆถึงได้อยากเมา?”   หนุ่มอายุ 30 กว่าคนนี้แทนที่จะห้ามรุ่นน้องกลับพามาผับโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง

 

สีน้ำฟุบหน้าลงกับโต๊ะกลม  ถึงแม้จะเมาก็สามารถนึกถึงเรื่องราวที่โดนพูดวิจารณ์ได้   “นิยายของผม…. ไม่มีคนอยากอ่าน….”    บ่อน้ำตาที่เคยอยู่ลึกเมื่อโดนน้ำเมาพาลจะตื้นเสียง่ายๆ

“….นิยายของผม…มีคนบอกว่าห่วย…นิยายของผม…..ฮือ……….”   เขื่อนน้ำตาแตกพ่าย  มือเรียวหันไปแย่งเอาเบียร์มายกซดตรอมใจ   ไม่เมาไม่กลับ!   มันต้องเมาให้ลืมความเศร้า!

 

“แบบนี้คงไม่กลับหอง่ายๆแล้วล่ะครับพ่อเลี้ยง”   ร่มโมกข์หันไปบอกกับเจ้านาย   ร้องไห้ไปดื่มไปแบบนี้ต้องรอหลับอย่างเดียวแล้วล่ะ..

 

สภาพของรุ่นน้องช่างน่าสะเทือนใจนัก   เด็กหนุ่มร่าเริงซึ่งเคยให้กำลังใจเขาที่สวนสัตว์เชียงใหม่  “สีน้ำ  นิยายเรื่องแรกไม่ประสบความสำเร็จไม่ได้หมายความว่าเรื่องต่อไปจะดับหรอกนะ”   จับไหล่บางปลอบโยน

 

“นิยายของผม…มันไม่มีเสน่ห์…..”   ไม่สนใจฟังคำพูดและโบกมือเรียกพนักงานให้นำเบียร์มาส่งอีก   ชายมีหนวดรีบบอกห้าม   เจ้าอุปกรณ์วาดเขียนจึงประชดด้วยการสั่งเหล้ามาหนึ่งขวด….

 

“สีน้ำอย่าดื่มอีกเลยนะ  มันหายเศร้าได้แค่ตอนเมานั่นล่ะ”   รีบปรามและหยิบแก้วและขวดเหล้าออกห่างมือเรียว   จะปล่อยให้เสียสติไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

 

“ไม่มาวไม่กลับ!!   ผมยังไม่มาวววววว”   คว้าแย่งขวดมาถือเอาไว้และยกซด  กู่ไม่กลับอีกแล้วนักเขียนที่โดนทำลายความมั่นใจไปเสียสิ้น

 

 

จบแล้วใช่ไหมการเป็นนักเขียนของฉัน…

ไม่มีคนยอมรับนิยายของฉันเลย!!!

                ลำดับสุดท้ายของการดื่มเหล้าคือการเมาหลับไป… และแล้วหลังจากดื่มแม่โขง(?)ไปสองแก้ว  พ่นไฟเพลงเพื่อชีวิตไปสองเพลง สีน้ำก็ฟุบหลับลงไปกับโต๊ะทั้งน้ำตา.. ภาพนี้ช่างน่าขำและน่าเวทนาในเวลาเดียวกัน  ครั้งแรกที่เจ้าเด็กน้อยประสบกับความยากลำบากในชีวิต

 

 

“สีน้ำ?”    ร่างสูงผมทองจับไหล่เล็กไว้   ได้ยินเสียงสะอื้นปนเสียงกรน.. คงนอนหลับสนิทไปเรียบร้อยแล้ว  ดวงตาสีอำพันเหล่มองลูกน้องคนสนิทให้จัดการเรื่องคิดเงินให้เรียบร้อย

 

“คุณสวัสดีอาการหนักนะครับ”   ร่มโมกข์เห็นชายรุ่นหลานเป็นเสียแบบนี้ก็อดเห็นใจไม่ได้    แต่คนที่ห่วงยิ่งกว่าคงจะเป็นเจ้านาย

 

มือแกร่งลูบผมเนียนนุ่มอย่างเบามือ  “คงสลดมากจริงๆนั่นล่ะ   แต่สภาพแบบนี้จะกลับหอได้มั้ยเนี่ย”   เมากลิ่นเหล้าหึ่งขนาดนี้…

 

“ถ้าไม่พากลับหอ คนอื่นๆจะเป็นห่วงเอานะครับ”   จ้องมองใบหน้าคมหล่อเหลาเพื่อเตือนสติ  คงไม่ดีแน่ถ้านิสัยเสียของพ่อเลี้ยงฟาร์มม้าจะออกอาการอีกครั้ง… เจ้าคนแก่ต้อยเด็ก(?)

 

“พากลับไปที่รถก่อนก็แล้วกัน”  ดนัยอุ้มร่างรุ่นน้องขึ้นมาในท่าเจ้าสาวและพาออกจากผับไป    นักเขียนมือสมัครเล่นที่เสียความมั่นใจนั้นหลงอยู่ในห้วงความฝัน  ความฝันที่ได้เป็นนักเขียนชื่อดังอย่างพี่ชาย… แต่ความเป็นจริงนั้นเขาตามเงาพี่ชายไม่ทันเลยซักนิด….

 

 

นี่เขาจะยังเป็นนักเขียนได้ไหมนะ…

ความฝันครั้งนี้ของเขาจะเป็นจริงไหมนะ….

                ท้องฟ้าที่มืดมิดผิดเวลากลับหอพักของตัวเอกนั้นส่งผลมาถึงหอพักสุดโทรม   คทาชิตนั่งทำหน้าเครียดอยู่ในห้องโถง  ขวานนั่งเล่นเกมส์   เบียร์ซึ่งมานั่งรอทานข้าว  แต่ละคนต่างนั่งห่วงในรูปแบบที่ต่างกัน   เป็นอีกครั้งหนึ่งแล้วที่สีน้ำ สวัสดีหายตัวไปอย่างลึกลับ

 

 

“แจ้งตำรวจอีกมั้ยล่ะ?”  เจ้าคนหน้าตายกดจอยเกมส์    ถ้าไปเรียกตำรวจคนเดิมมาอีกคงเข้าเส้นทางนิยายฆาตกรรมแล้วโดนลากเข้าซังเตกันหมดนี่แหละ…

 

“อย่าเลยขวาน  รออีกหน่อยเนอะ”   ชายผมขาวหยิบขนมถ้วยฟูมาเข้าปาก  คิดในแง่ดีสุดๆคือไปทานข้าวกับพี่ชายแล้วก็แบตหมดก็เลยไม่โทรมาบอก…

 

 

ยามนั้นเองร่างของชายคนหนึ่งได้ก้าวผ่านประตูหอพักเข้ามาภายใน  ทุกสายตาได้หันไปจ้องมอง  ชายคนนั้นคือประธานสโมสรนักศึกษาถือปิ่นโต(?)  นกน้อยสีเหลืองสด และร่างหนาผมทรงรีเจนท์   จากที่คาดหวังว่าจะเป็นเคะน้อย(?)กลับกลายเป็นคนอื่นไปเสียได้

 

 

“อ่าวหินบุรี  ปิ่นโตนั่นมันอะไรล่ะนั่น?”   คทาชิตทักทายทั้งที่ไม่อยากนัก..   หากหนุ่มโหดมาแถวนี้แสดงว่าไม่ใช่คนลักพาตัวสีน้ำไปสินะ…

 

“คุณศักดิ์ทำกับข้าวมากเกินไป”   หินบุรีพูดด้วยสีหน้าแสนนิ่งเฉย  ร่างหนาเหล่มองนึกอยากบอกความจริงออกไปเสียจริงว่านั่นกับข้าวที่เจ้านายทำทั้งนั้น

 

“สีน้ำยังไม่กลับมาเลยล่ะเป็นห่วงจัง   นี่รอทานข้าวด้วยกันตั้งนานแล้ว”  เบียร์ทำปากมุบมิบเสียใจที่เวลามื้อเย็นผ่านเลยไปเรื่อยๆ

 

“ยังไม่กลับมา?”  ทุกหน่อพร้อมใจกันพยักใบหน้าพร้อมเพรียงกัน   ตั้งแต่เลิกงานก็ไม่มีใครพบเจอนักเขียนมือสมัครเล่นอีกเลย…

 

“สีน้ำไปไหนกันนะ  หรือว่าต้องแจ้งตำรวจจริงๆ?”   ดวงตาสีม่วงมองถามความเห็น   ทุกคนพร้อมใจกันส่ายใบหน้าไปมา  มันจะไปลงมุขเดิม(?)

 

“ไม่คิดว่าสีน้ำจะไปกับคนรู้จักเหรอ?  อย่างเช่นไปกับพี่ชาย  ไม่ก็ไปทะเลาะกับไอ้คุณมุกกลางคันอะไรงี้?”  ชายโกรกผมสีเขียวสวมหมวกกบ ผู้ต้องสงสัยเปลี่ยนไปเป็นพี่ชาย  คู่อริ เอ๊ะ… ทุกคนลืมพ่อเลี้ยงหนุ่มหล่อไปคนนึงรึเปล่า  เขาคนนั้นก็มีบทบาทในเรื่องนี้เหมือนกันนะ…

 

คนที่ถูกลืมคนนั้น…ตอนนี้เขากำลัง……

จุด จุด จุด จุด…

 

                ณ โรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งในย่านใกล้เคียงมหาวิทยาลัยนานมีบุรี…  ทุกคนไม่ได้อ่านผิดหรอก ที่นี่คือโรงแรมม่านรูดสีฟ้า(?)    ภายในห้องหมายเลข 1227  ชายร่างสูงผมสีทองอุ้มร่างเล็กบางในชุดลำลองนอนลงบนเตียงนุ่มสีขาวบริสุทธิ์   ลูกน้องคนสนิทเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อยก่อนเดินออกไปจากห้องและถอนหายใจ…   เพราะเจ้านายต้องลอบเจอเล่นชู้กับคนอื่นมานานจึงเคยชินกับโรงแรมม่านรูดแบบติดดิน…  แก้ไม่หาย…..

 

 

ภายในห้องสว่างด้วยไฟนีออน  เจ้าของผมสีน้ำตาลไหม้บิดตัวไปมาพร้อมกับเริ่มปลดเสื้อด้วยความอึดอัด  “แง่มๆ…นิยายของผม…..”   หางตาใสคลอไปด้วยหยดน้ำ   ความเมาและความผิดหวังขับให้สตินั้นมึนงงและเบลอนัก

 

“สีน้ำๆ  ยังไม่ตื่นอีกเหรอเนี่ย?”   ดนัยเดินมาช่วยถอดเสื้อผ้าที่น่าอึดอัดนั่นออก  ถอดออกด้วยใจบริสุทธิ์(?)ไม่มีความคิดอกุศลใดๆทั้งสิ้น…

 

“…..คนอ่าน…ไม่อ่านนิยายของผม…”  บ่นพึมพำซ้ำไปซ้ำมา  คงเศร้ามากเลยสินะสีน้ำ  น่าสงสารจริงๆเลยเชียว ทั้งๆที่เคยเตือนสติคนอื่นจากความเศร้ามาได้แท้ๆ

 

รุ่นพี่หยิบเอาผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดตัวและใบหน้าคนเมาให้รู้สึกสดชื่นขึ้น   “ฉันจะอยู่กับนายเองนะ”   ริมฝีปากคมคลี่ยิ้มจางๆ   หากไม่มีนายในวันนั้น…เขาก็คงตายคาเท้าแพนด้าไปแล้ว….

 

พยุงร่างเล็กกว่าให้ลุกขึ้นนั่งเพื่อเช็ดแผ่นหลัง  “…งืม…คุณดนัย..”   ณ เวลานั้นความเมาและความเบลอยิ่งทำให้ไม่รู้สึกตัว… วงแขนเล็กเผลอตัวไปโอบกอดร่างสูงตอบกลับ   ผู้ชายสองคนในโรงแรมม่านรูด ความเมา ความเศร้า และหัวใจที่แอบรัก… จะจบลงอย่างไร…

 

“สีน้ำ…?”    หนุ่มใหญ่วัยสามสิบจ้องมองคนในดวงใจ   ภาพที่สะท้อนในดวงตาสีอำพันช่างชัดเจน   ใกล้ชิดกันเพียงแค่นี้เอง

 

แรงต้านทานในใจไม่อาจสู้ความใกล้ชิดได้   ชายหนุ่มผู้มีมีด้านมืด(?)ในใจได้ประคองร่างนั้นนอนราบกับเตียงนุ่ม  “สีน้ำ….”  แล้วกล้องก็ได้แพนออกไปยังโคมไฟ…..

 

หรือฮาเร็มนอกสายตาจะตีตื้นขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง?

เส้นทางฝันที่ขรุขระโดนกลบไปด้วยเส้นทางสีม่วง

                งานเม็ดยาได้ปิดฉากลงไปด้วยความเศร้าและความวุ่นวาย  คำพูดวิจารณ์จากนักอ่านซึ่งไม่แม้แต่จะสนใจอ่านเนื้อเรื่องได้เสียดแทงบาดใจนักเขียนมือสมัครเล่นนัก  ความเศร้าทำให้ใจนั้นพลั้งเผลอ…  ท้ายที่สุดแล้วสีน้ำจะสามารถเป็นนักเขียนต่อไปได้หรือไม่นะ…

 

 

นิยายเรื่องแรกล้มเหลวไม่เป็นท่า

ในความผิดหวังจะสามารถยืนขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่

 

หรือน้ำเมาจะทำให้สีน้ำเสียความบริสุทธิ์?

ติดตามตอนต่อไป….

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 09/30/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: