RSS

[KHRFic] แก้วตาฮาเร็ม ตอน 22

30 ก.ย.

“หากคนเรานึกถึงเพียงความรู้สึกของตัวเอง”

“ก็จะไม่สามารถล่วงรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้”

                พี่ชายเคยสอนเอาไว้ว่าการเขียนนิยายนั้นจะมองความรู้สึกเพียงด้านเดียวของตัวละครไม่ได้   มันต้องมองและทำความเข้าใจทุกคน กระทั่งจะลำเอียงก็ยังทำไม่ได้เลย   ถ้าคนเขียนไม่เข้าใจคาแร็กเตอร์ คนอ่านจะไปเข้าใจได้ยังไง  เมื่อนำคำสอนนั้นมาใช้ในชีวิตจริง… ทำไมมันยากจัง  กระผมเนี่ยไม่ใช่พี่เทพ(?)นะที่จะเข้าใจทุกอย่างในโลก2Dแล้วเอามาเทียบกับโลก 3Dได้อย่างคล่องแคล่วเนี่ย…

 

 

บทที่ยี่สิบสอง : เราสองสามสี่คน(?) ความรักในสี่เหลี่ยม

 

 

ข่าวด่วนยามบ่ายส่งตรงจากสำนักขาววายแห่งราชอาณาจักรนานมีบุรี   รถไฟสองขบวนมาชนกัน ณ เซ็นทรัลเวิร์ล ยังไม่ทราบจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต   หน่วยกู้ภัยไม่อาจเข้าไปถึง  ผู้ประสบภัยกรุณาช่วยเหลือตัวเองไปก่อนจนกว่าจะเคลียร์พื้นที่ได้

 

ร่างบางผมสีน้ำตาลไหม้ยืนอึ้งเมื่อถูกขโมยจุมพิตต่อหน้าต่อตารุ่นพี่อีกคนที่สารภาพรักกับตนไปก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่นาที   ดวงตาที่แสนแข็งกร้าวสีน้ำเงินและแดงชวนให้สงสัยว่าใยจึงกระทำแบบนี้   มือเรียวออกแรงผลักเจ้าคนฉวยโอกาสออกไปพร้อมกับหยิบกระดาษชำระขึ้นมาเช็ดปาก

 

 

“นายทำอะไรของนาย!!  แล้วที่พูดนั่นหมายความว่าไงกัน!!”    สาปแช่งคนอื่นไม่ให้มีความสุขอีก  เป็นแม่เลี้ยงใจร้ายในนิทานหรืออย่างไรกัน

 

“หมายความอย่างที่พูดน่ะสิครับ  ผมจะไม่ให้คุณมีความสุขอีกต่อไปแล้วตกนรกทั้งเป็น”  ฟังดูแล้วช่างดราม่า  หากแต่ปมของความแค้นมันช่างน้ำเน่าเหลือคณา

 

“นายเป็นพระเอกละครน้ำเน่ารึไง!!  นายเกลียดอะไรฉันขนาดนั้น  ก็แค่พี่ชายฉันไปแต่งงานกับพ่อนายเอง!”   เอ่ยจบพลันนึกได้ว่านั่นก็ดราม่าเหมือนละครน้ำเน่าไม่ผิด  ปมเด่นเลยทีเดียว.. องค์ประกอบความเกลียดครบถ้วนเลย

 

“ก็เพราะว่าผมเกลียดพี่ชายคุณที่มาหว่านเสน่ห์หวังมรดกและทรัพย์สินของบ้านผมน่ะสิครับ!”   เจอชี้หน้าด่าคนฟังถึงกับอึ้งไป…   บ้านเขามีอันจะกินนะเออแม้จะอยู่หอพักโทรมๆเพราะเพื่อนสนิทมันงก…

 

สองมือกำหมัดแน่น  ความโรแมนติกซึ่งเคยมีในฉากของหนุ่มแหววกลายเป็นสีดำทะมึน  “นายดูถูกพี่ชายฉันมากไปแล้ว   ต่อให้ไม่แต่งงานกับพ่อนาย พี่ฉันก็มีอันจะกินแล้วก็มีฐานอยู่แล้วเฟ้ย!!”   ชี้หน้ากลับไปด้วยความเคืองแค้น  ทำตัวอวดฉลาดเสมอแต่ความคิดทำไมเป็นเบบนี้!

 

“คุณจะไปรู้ธาตุแท้ของพี่ชายคุณได้ยังไง!”   คิ้วสีน้ำตาลขมวดเป็นปมรีบยื่นมือไปดึงหางสับปะรดเพื่อเอาคืนเรื่องจูบ(?)   มันจะมากไปแล้วนะ!!

 

“เพราะฉันเป็นน้องชายของพี่ยาสูบน่ะสิ!!   ธาตุแท้ของนายฉันก็รู้เหมือนกันว่านายมันเป็นพวกงี่เง่า!!”  เปิดฉากตีกันในร้านกาแฟที่โดนเหมาไม่ให้มีแขกคนอื่น

 

“โอ๊ย!!  อย่ามาดึงผมสิครับ!   พี่ชายของคุณมันเจ้ามารยา!”   ยิ่งพูดยิ่งขับไฟในใจให้ลุกโชน   ดึงรากสับปะรดประหนึ่งจะถอนรากถอนโคน

 

“พี่ชายของฉันไม่ได้เป็นคนแบบนั้น!   นายนั่นแหละที่ไม่เคยมองคนอื่นในแง่ดี!   เจ้าคนโตแต่ตัว!”   ปมด้อยเรื่องพ่อชอบแกล้งมันทำให้กลายเป็นพระเอกละครน้ำเน่าได้ด้วยเหรอเนี่ย!

 

ฉับพลันไอสีดำได้เข้าปกคลุมล้อมคนทะเลาะกัน   หนุ่มแหววโหดได้คืนชีพขึ้นมาหลังจากธาตุไฟแตกซ่าน   วิทยายุทธกระบองได้หวนกลับมาพร้อมการฟื้นตัว  “หนวกหู….”   ทะเลาะกันข้ามหน้าข้ามตาโดยที่ไม่สนใจตนได้อย่างไร เสียมารยาทนัก

 

โป๊ก โป๊ก!!!

                หลังจากได้รับการสั่งสอนด้วยการเขกกะโหลกด้วยกระบองคู่ไปคนละครั้ง  ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง  สามคนนั่งร่วมโต๊ะเดียวกันเป็นสามมุม  เปลี่ยนไปโทรตามพวกที่ชั้น 5 ขึ้นมาด้วยดีมั้ยเนี่ย… การสับรางกลับลงไปข้างล่างน่าจะยากแล้ว มันยาวแน่ๆเลย….

 

 

“นาย…  นัดซ้อนกับเจ้าพืชล้มลุกนี่สินะ?”   ดวงตาสีดำเบี่ยงมองไปทางใบหน้าใสเพื่อสอบสวนที่มาที่ไป  การเค้นหาความจริงมาก่อนการสารภาพรัก

 

สีน้ำนั่งก้มหน้าไม่กล้าสบมองตาทั้งคู่   “คือว่า….เมื่อเช้านี้คทาชิตหยิบโทรศัพท์ผมออกไปเรียน… แล้วก็รับนัดพวกคุณหินบุรีโดยที่ผมไม่รู้น่ะครับ..”    ดวงตาสีน้ำเงินแดงกระตุกน้อยๆ  จะเรียกชื่อก็ยังเรียกคนเดียวเลย

 

“โยนความผิดให้เพื่อนสนิท คุณช่างเป็นคนดีเหมือนพี่คุณเลยนะครับ”   ประชดประชันอย่างโมโห  นัดซ้อนกันแล้วมาหาฝั่งสโมสรนักศึกษาก่อนมันน่าเคืองนัก… เห็นธุระของตนไม่สำคัญสินะ

 

“ไม่ต้องมาประชดกันเลยนะ มันเป็นอุบัติเหตุตะหาก  อีกอย่างฉันนัดคุณหินบุรีว่ามีเรื่องจะคุยด้วย ฉันก็ต้องมาหาคุณหินบุรีก่อนสิ”   ไม่นับชายสองคนที่ชั้น 5  คนหนึ่งนี่ต่อรองเวลาได้จึงไปหาเป็นคนแรกตัวจริง   ส่วนรุ่นพี่น่าให้แพนด้ากระทืบเล่นนั่นผิดแผน…

 

“หึ… มาหาฉันก่อนสินะ”  ริมฝีปากคมหยักยิ้มที่มุมปากบางๆ   หยิบเอาน้ำตะไคร้ขึ้นมาจิบ   อย่าได้รู้ความจริงเลยว่าจริงๆแล้วเป็นอันดับสอง…

 

ความหวานแหววในสายตานั่นขับให้รถไฟขบวนสุดท้ายต้องบึ้งตึง   “แต่ธุระของผมมันสำคัญกว่า  คุณกล้าดียังไงมาจัดอันดับแบบนั้น”

 

“ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าเรื่องของนายมันสำคัญหรือไม่สำคัญ  นายกัดฉันแบบนี้ฉันจะมาหานายให้โดนกัดตั้งแต่แรกเหรอ?”   สะบัดใบหน้าหนีไป   ปฏิบัติการกำจัดความสุขของนายโฬมอุดมแลดูจะกลับมาเข้าตัวเสียมากกว่า

 

“ถ้าแกคุยธุระของแกเสร็จแล้วก็กลับไปซะ”  หนุ่มผมสีดำขลับออกปากไล่   อย่ามาทำตัวเหมือนโลกนี้มีกันแค่สองคนได้มั้ย… ทำไมมันน่าหมั่นไส้แบบนี้

 

ริมฝีปากคมของหนุ่มผมน้ำเงินคลี่ยิ้ม  “เสียใจด้วยนะครับ  ผมคงยังกลับไม่ได้ จนกว่าจะจัดการธุระกับว่าที่คู่หมั้นของผมเสร็จ”   ราวกับได้ยินเสียงฟ้าถล่มลงมา….

 

 

คู่หมั้น?  Fiance?  แปลว่าอะไร? อ๊ะ? คู่หมั้นคืออะไร?

ผู้ชายที่แสนจะเกลียดหน้ากันและอีกฝ่ายต้องเกลียดเรามากๆนั้น

 

พูดว่าว่าที่คู่หมั้นงั้นเหรอ…?

                ร่างบางผมสีน้ำตาลกรีดร้องออกมาแม้ไร้เสียงอันดัง  อ้าปากค้างและตื่นตกใจกับคำที่ได้ยินนั่น  มันยิ่งกว่าได้ยินผลสอบว่าต้องโดนรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีหนึ่ง  มันคือฝันร้ายประหนึ่งโลกใบนี้ได้แตกสลายลงแล้วกลายเป็นโลกสีม่วง(?)แทน   กระทั่งรถไฟขบวนที่นำหน้ามากที่สุดยังต้องกระตุก..

 

 

“พูดอะไรของนาย!!  ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย!!”    ทำสีหน้าตกใจและผิดหวังไปเถอะครับ  ทำแบบนั้นยิ่งดียิ่งไม่มีความสุขก็ยิ่งดี.. จงทรมานใจที่ไม่ได้อยู่กับคนที่รักไปเถอะ!

 

“ผมเกริ่นเรื่องนี้กับพ่อบ้าไว้แล้ว  ไม่เกินพรุ่งนี้คุณก็ต้องโดนเรียกไปที่บ้านผมไปคุยเรื่องนี้หลังจากพ่อบ้าบอกพี่คุณแล้ว”  ลำดับขั้นของละครน้ำเน่ายังต้องอาย   การไตร่ตรองวางแผนมาอย่างดีของหนุ่มบัญชีช่าง….

 

สองมือเล็กตบโต๊ะเข้าอย่างแรง  “พี่ฉันไม่มีทางยอมแน่!   ทำไมฉันต้องไปหมั้นกับนายด้วย!  เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันเลย!”

 

“ก็เพราะไม่เป็นอะไรกันเลยน่ะสิครับ   ผมจะทำทุกอย่างให้คุณอยู่ในความทุกข์ตลอดไป”  ใครก็ได้ไปเรียกโรงพยาบาลหรือลากหมอนี่ไปหาจิตแพทย์ที….

 

สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือพี่ยาสูบสุดที่รักต้องไม่ยอมรับเป็นแน่  หากแต่ยามนั้นเองข้อความได้เข้ามาในโทรศัพท์  “คทาชิต!”  รีบกดเปิดดูด้วยใจร้อนรน  เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่ชั้น 5 กันนะ

 

[สีน้ำพรุ่งนี้มาทานข้าวที่บ้านเดชากับพี่นะ  ต้องดีแน่ๆเลยถ้าสีน้ำกับโฬมอุดมได้ปรับความเข้าใจกัน ครอบครัวพี่จะได้สงบสุขด้วย]   ร่างกายที่เคยเป็นสีของคนชื่อมีสี(?)หลายเป็นเพียงสีขาวดำ   มันคือฝันร้ายที่สวรรค์ประทานมา  มองโลกในแง่ดีเกินไปแล้วพี่ชายของผม…

 

หินบุรีซึ่งนั่งฟังมานานเริ่มขยับปากเอ่ยขึ้น  “แกเป็นบ้าไปแล้วรึยังไง  กล้ามาขัดขวางฉัน”  พญานกสีเหลืองเริ่มข่มขู่เจ้าพืชล้มลุกสีน้ำเงิน

 

ปีศาจแม่เลี้ยงสับปะรดเหล่มองด้วยสายตาอันแสนเจ้าเล่ห์   “ความทุกข์ของสีน้ำ สวัสดีคือความสุขของผมครับ”  จะให้ลงเอยกับคนที่รัก(?)ง่ายๆน่ะเหรอ ฝันไปเสียเถอะ…

 

เจ้ามนุษย์สีขาวดำผู้ไม่ได้มีอะไรกับใครและความรักให้ใครนั่งมองเหม่อ   รู้สึกตัวอีกครั้งยามเมื่อมือแกร่งของรุ่นพี่ซึ่งมีมิตรภาพ(?)ต่อกันเข้ามาแตะที่มือเรียวเบาๆ   “คุณหินบุรี?”

 

“ถึงยังไงแกก็ไม่ใช่คนที่หมอนี่นึกถึงเป็นคนแรก”  หินบุรีมองอย่างเหยียดหยาม   ว่าที่คู่หมั้นก็แค่ในนาม  ไม่ใช่ในสถานะรุ่นพี่ที่พึ่งพาได้และนึกถึงยามที่ลำบาก และเป็นรถไฟขบวนแรก(?)

 

ในยามที่สองหนุ่มชิงชัยในความเป็นหนึ่งของขบวนรถไฟที่เทียบท่าเข้าสถานี   ในตอนนั้นเองวิกฤตได้เข้ามาเยือนนักสับรางมือสมัครเล่น   “ฮ่ะๆ  ไม่ใช่หรอก  สีน้ำน่ะมาหาฉันเป็นคนแรกตะหาก”  วงแขนแกร่งโอบรอบลำคอบางจากด้านหลัง   รอยยิ้มของผู้ชนะที่แท้จริงช่างเจิดจรัส

 

“ฉันนั่งรอครบการแลกเปลี่ยนด้วยการหอมแก้มสองครั้งแล้วนะ❤”   ขยับใบหน้าแนบสัมผัสที่พวงแก้มนุ่ม  ช่างดูสนิทสนมและจงใจสร้างระเบิดครั้งใหญ่

 

สองหนุ่มซึ่งตีกันมาตั้งแต่แรกถึงกับอึ้งในความจริง  รถไฟขบวนแรกที่เทียบท่ามาปรากฏตัวท่ามกลางการโต้เถียงแบบนี้…    ‘เราต้องตายแน่……….’   วิญญาณของเจ้าอุปกรณ์วาดเขียนได้ลอยขึ้นไปยังหลังคาของเซ็นทรัลเวิร์ล…

 

 

ชุมทางรถไฟชนกันจะครบทุกขบวนแล้ว..

นายหายไปไหนของนายนะคทาชิต!!!

 

 

                เพื่อนรักผู้คอยจัดการการสับรางให้เป็นไปด้วยดีคนนั้น.. ยามนี้กำลังออกวิ่งลงไปยังชั้น 4 ของห้างเซ็นทรัลเวิร์ล   ตามรอยเงาหลังของร่างโปร่งผมสีเงินซึ่งบังเอิญเจอกัน    การไล่ล่าของคู่หมาแมวจึงเริ่มต้นขึ้นโดยที่ลืมนักเขียนอีโมชั่นมือสมัครเล่นคนนั้นไปเสียสิ้น

 

 

“หยุดนะโกมล!!”   ตะโกนเรียกคนร้ายเอาไว้   เจ้าสุนัขผู้ภักดีเร่งฝีเท้าหลบคนเดินไปมาพลางทรงตัววิ่งตามไปพลาง   ลืมไปแล้วว่าต้องไปจัดขบวนรถ…

 

“แล้วแกวิ่งตามทำไมวะเจ้าบ้าเศษสตางค์!!”   คนโดนตามอย่างเจ้าแมวเทพอวยตะคอกกลับ   มีคนวิ่งตามมีหรือคนทั่วไปจะไม่วิ่งหนี

 

“นายตั้งใจมาสร้างสถานการณ์ตอกย้ำอะไรสีน้ำที่นี่อีก!!”   กลายเป็นร้องโหวกเหวกคุยกัน   รบกวนแขกที่มาท่องเที่ยวก็ยังไม่รู้ตัว

 

“พูดอะไรของแก!!  ฉันแค่มาซื้อของที่คิโนะ!!”    ถุงหิ้วของร้านคิโนะคุนิยะสีน้ำเงินเข้มคงไม่อยู่ในสายตาของนักกีฬาผู้จ้องจับผิด

 

คนตั้งแง่เพื่อเพื่อนไปแล้วอย่างคทาชิตมีหรือจะเชื่อ   “ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้นายมาวางแผนร้ายใส่สีน้ำได้แน่ๆ!!”   รักเพื่อนมากเกินไปจนสาววายอยากจิ้น…

 

“ฉันไม่ได้เจอคุณสีน้ำมาหลายวันแล้วจะไปทำอะไรได้!! อย่ามาใส่ความกันนะเฟ้ย!”    สองมือกำแน่น  หากเมื่อเช้านี้เขาสามารถถ่ายวีดีโอไว้ได้ล่ะก็….

 

เร่งฝีเข้าไปในระยะใกล้ๆและยื่นมือออกไปหมายคว้าตัวให้จนได้   “ฉันไม่ยอมให้นายทำอะไรสีน้ำได้แล้ว!!  เรื่องในในแฟนเพจนั่นฉันเห็นหมดทุกอย่าง!”

 

“หา!?  ไม่มีหลักฐานอย่ามามั่วเว้ย!”    คทาชิตสุดจะทนกับการแก้ต่างแบบข้างๆคูๆของแฟนอวยตัวปลอม   มือแกร่งคว้าข้อมือของคนข้างหน้าเอาไว้ได้…

 

เสียหลักลงไปนั่งกองกับพื้นกันทั้งคู่   “ถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยัน ฉันก็จะกันท่าไม่ให้นายเข้าใกล้สีน้ำได้อีก หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์….”   คำพูดเหล่านั้นดึงความสนใจจากสาววายอีกฝั่งหนึ่งของกระจกร้านเสื้อผ้า

 

“แกจะมายุ่งอะไรกับฉันนักหนาวะ!  แกอิจฉาที่ฉันสนิทกับคุณสีน้ำรึไง!”   โกมลตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร    สองมือของร่างสูงตะปบเข้าที่ไหล่ทั้งสองข้าง  พร้อมสาววายเริ่มยกโทรศัพท์ขึ้นมา..

 

“ฉันจะไปอิจฉานายทำไม   มีแต่จะต้องระวังไม่ให้นายยุ่งกับสีน้ำ หลังจากนี้ฉัน…..” พรสวรรค์ทั้งมวลของเพื่อนสนิทคนนั้นจะต้องคงอยู่ต่อไป….

 

“จะไม่คลาดสายตาให้นายไปยุ่งกับสีน้ำได้เลย”   ประโยคที่ทำให้ทวิตเตอร์ของสาววายและเฟซบุ๊คเต็มไปด้วยเลือดกำเดาและเสียงกรีดร้อง  ทั้งๆที่ความจริงความหมายมันไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเลย….

 

รูปประโยคที่แสนสองแง่สองง่าม  นักเขียนคนหนึ่งซึ่งช่างจิ้นถึงกับหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงกำ  “แกพูดบ้าอะไรของแก!!  ปล่อยนะเฟ้ย!” สะบัดมือและวิ่งหนีไปในทันที

 

“ดะ…เดี๋ยวก่อน!”   ลุกขึ้นหมายจะตามไปหากแต่มองโทรศัพท์มือถือจึงนึกได้ว่าควรจะทำอะไรก่อน  วันนี้คงไม่มีเรื่องเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นหรอกมั้ง…

 

หากเขาไม่คลาดสายตาให้คนสองคนได้พบกันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ถ้าไม่มีข่าวลือในแฟนเพจก็คงไม่มีอะไรเช่นกัน  ตนอาจจะไม่ใช่ฮีโร่ที่จะช่วยเหลือเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กได้ตลอด  แต่การตัดปัญหากันปัญหาออกไปก็เป็นหน้าที่ของเขาเหมือนกัน….   หลังจากนี้คงต้องฝากฝังให้คนอื่นดูแลข้างกายสีน้ำแทน…

 

รู้ตัวอีกทีกลับมาหญิงสาวหลากหลายวัยรุมล้อม  ในมือถือของขวัญและดอกไม้ซึ่งรีบไปซื้อจากร้านระแวกนั้น  “อ่ะ..เอ่อ… พวกเราจะเป็นกำลังใจให้นะคะ สู้เค้านะคะ!”  ป้ายผ้าให้กำลังใจ Fight for Y คล้องเข้าที่ลำคอ

 

“เห??”   เจ้าหล่อนทั้งหลายทำท่าทางเหนียมอายยื่นของให้กำลังใจมากมายเสียจนเต็มมือคนรับ   ทำอะไรไม่ได้และไม่เข้าใจเจ้าหนุ่มซื่อนักตะกร้อยกมือขึ้นเกาแก้มและผงกศีรษะขอบคุณกันไป   มีกระทั่งขอถ่ายรูปคู่  นี่ตนไปทำอะไรโดนใจสาวๆเข้านะ…

 

 

นอกเหนือพื้นที่นานมีบุรีนั้นมีแฟนเพจใหญ่อีกแห่งหนึ่ง   สมาคมสาววายแห่งราชอาณาจักรสยาม  มิตรแท้ของเหล่าช่างจิ้นคนหล่อมีสมาชิกกระจายตัวอยู่ตามห้างสรรพสินค้าและคอยอับเดทข่าวคราวเพื่อเม้าส์กัน  ว่ากันว่าพวกเธอเหล่านั้นเป็นแหล่งข่าวใหญ่แห่งหนึ่งให้กับแฟนเพจนานมีบุรี  ณ วันนี้คงมีประเด็นใหม่เกิดขึ้น….

 

 

พาดหัวข่าวการวิ่งตามรักในเซ็นทรัลเวิร์ล

รายงานสดจากสาววายชั้น 4 เซ็นทรัลเวิร์ล

 

 

            กลับมายังชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าใหญ่   ร้านกาแฟโล่งผู้คนมีทั้งความเงียบและความกดดันเวลาเดียวกัน  สีน้ำ สวัสดีผู้สับรางไม่ทันกลายเป็นก้อนหินสีขาวดำวางอยู่บนเก้าอี้   สามหนุ่มสามมุมจ้องมองหน้ากันในความเงียบนั่น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมปริปากออกมาก่อน

 

 

คนที่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นรถไฟขบวนแรกได้รับผลกระทบมากที่สุด   “นายหลอกฉันสินะ”   โดนหลอกกันทุกคนนั่นล่ะไม่ใช่คนเดียว…

 

“คือ..คือ…..มันไม่ใช่แบบนั้น  ที่ผมไปหาคุณเบียร์ก่อนเพราะว่าต่อรองเวลากันง่าย”   จำต้องบอกความจริงออกไปแม้จะทำร้ายจิตใจใครซักคนขึ้นมา

 

“จริงๆจะไปหาใครก่อนมันก็ไม่ใช่ประเด็นเลยนะ…”  พยายามแก้ตัวเอาตัวรอด   รีบดึงมือแกร่งที่โอบรอบลำคอออกไปเสียที   จะโผล่มาทำไมเนี่ย!  จริงๆควรจะจูบปากไปเลยจะได้รอนานๆรึเปล่า…

 

“มันเป็นประเด็นสำคัญเลยนะสีน้ำ  คนที่นึกถึงคนแรกย่อมเป็นคนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เหรอ?”   เบียร์ราดน้ำมันลงไปในกองไฟ    งั้นคนที่เป็นคนสุดท้ายก็ต้องเป็นคนที่ไม่อยากเจอมากที่สุดน่ะสิ…

 

โฬมอุดมนั่งไขว่ห้างรู้สึกยินดีในความวุ่นวายอยู่คนเดียว  เพราะเจ้าร่างบางกำลังทุกข์ใจ   ทรมานเข้าไปอีกสิ ทรมานไปเยอะๆ   “มันเสียมารยาทนะครับที่คุณทำแบบนี้”

 

“เพราะว่าคทาชิตตะหากเล่า….”  โยนความผิดไปให้เพื่อนที่แสนดี  กระทั่งตอนนี้นายยังไม่ออกมาช่วยฉันเลย หายไปไหนของนายกัน…

 

จากการพูดคุยแยกร้านได้กลายมาเป็นนั่งร่วมโต๊ะกันหนึ่งเคะสามเมะ  “มาใช้โอกาสนี้พูดเรื่องของพวกเราให้เสร็จสิ้นไปเลยดีกว่ามั้ย?” หนุ่มผมขาวผู้รื่นเริงเสนอความคิด

 

เจ้าฮาเร็มที่แสนร้าวฉานนี่จะไปจบลงที่ไหนกัน   “…..มันมีธุระอะไรให้คุยด้วยเหรอ….”   ต้นเรื่องนั่งก้มหน้าตัวลีบ  ธุระอะไรทั้งหลายมันจบสิ้นกันไปหมดแล้ว…

 

 

ผู้ชายสองคนมาสารภาพรัก  ผู้ชายอีกคนบอกว่าจะหมั้นด้วย  ผู้ชายคนอีกคนก็เข้ามาแทรกกลางทำให้เรื่องแย่ลง  คาแร็กเตอร์ที่มีฮาเร็มหรือคนมารุมชอบเนี่ย  พวกเขาเหล่านั้นไม่มีความรู้สึกลำบากใจหรือหนักใจกันบ้างหรือไร  เรื่องสมานฉันท์มันก็มีแต่ในนิยายแค่นั้นล่ะ…

 

 

“ถ้าจะคุยธุระ  ฉันก็คุยด้วยได้สิ”   อีกเสียงหนึ่งดังแทรกผ่านโสตประสาท   การมาเยือนของขบวนรถไฟฟ้าสายที่สอง  ชนกันในสถานีครบ 4 ขบวน!

 

“คุณดนัย!!”   การมาเยือนของผู้ชายคนที่ 4 ขับให้บรรยากาศแย่ลงไปกว่าเดิม   คุณศักดิ์ ร่มโมกข์ซึ่งแอบมองจากนอกร้านพากันถอนหายใจ… มันคือความโชคร้ายของคนเนื้อหอมโดยแท้

 

ภารกิจสับรางล้มเหลว  ไม่สามารถ Replay กลับไปจุดเริ่มต้นได้

                “อย่าบอกนะครับ ว่าคุณนัดซ้อน 4 คนเลย?”   นักศึกษาปีสองคณะบัญชีเหล่มองใบหน้าว่าที่คู่หมั้น  ทั้งๆที่สะใจกับเหตุการณ์ก่อนนี้  ยามนี้กลับเริ่มคิดว่ามันมากไปหน่อยไหม….

 

ประธานหนุ่มผมดำนั่งเงียบกริบ  ความทะมึนและเย็นชาช่างบ่งบอกถึงความโมโหใกล้ระเบิด   “….ขอโทษ….”  นักสับรางมือสมัครเล่นผิดพลาดครั้งใหญ่…รู้สึกผิดกับทุกคนที่ต้องการคุยธุระขึ้นมาทันที…

 

“ฉันไม่ถือหรอก  เพราะว่าฉันก็เคยทำ ฉันเข้าใจ”  เบียร์โอบไหล่เล็กเอาไว้   หนึ่งเดียวผู้ได้กำไรจากการสับรางมากที่สุด

 

“แล้วเธอก็เลือกจะมาหาฉันคนแรกด้วย ฉันยิ่งดีใจเลย”  คลี่ยิ้มสดใสพร้อมกับโจมตีผู้ชายคนอื่นไปพร้อมกัน  ย้ำสถานะของตัวเองว่าโดนนึกถึงก่อนใคร…

 

ชายผมน้ำเงินเร่งพูดแทรก  “แต่เสียใจด้วยนะครับสีน้ำ สวัสดีกำลังจะเป็นคู่หมั้นของผมแล้ว  พวกคุณก็แค่ทางผ่าน”  น้ำมันกะละมังที่สอง(?)ราดลงมาให้เรื่องมันลุกโชน

 

“นายจะพูดแบบนั้นทำไมเนี่ย!!  ทั้งๆที่นายไม่ได้คิดอะไรกับฉันเลยแท้ๆ!!”   ตวัดใบหน้าใสจ้องมองและตวาด  สนุกมากเลยสินะที่ทำให้เขาจมทุกข์ได้ขนาดนี้…

 

รอยยิ้มตอบนั่นช่างทำให้เขาสิ้นหวัง  “คุณน่ะเสียจูบแรกให้ผมไปแล้ว  แล้วเรายังจูบกันตั้งสองครั้ง น่าเสียใจเนอะครับที่ต้องเสียจูบให้คนที่เกลียด”  พูดลอยๆเพื่อสร้างกองไฟ

 

และตามด้วยคำพูดตัดพ้อของรุ่นพี่ที่คิดว่าสนิทกันมาก   “นายจะเอายังไงกันแน่”   ฮาเร็มที่ไม่สามารถแบ่งกันใช้ได้แบบนี้….

 

และในที่สุดฉากหลังที่ถูกลืมอย่างพ่อเลี้ยงก็ได้เปล่งเสียง   “ไม่ต้องเถียงกันหรอก  ยังไงครั้งแรกของสีน้ำก็เป็นของฉันไปแล้วอยู่ดี”   ดาร์กดนัย(?)ระบายรอยยิ้มแสนดีไปทั่วใบหน้า   ทั้งๆที่เป็นคำพูดที่แสนอ่อนโยนแต่กลับแฝงไปด้วยคมมีดมากมายเพื่อทิ่มแทงคนที่ขัดขวางความสัมพันธ์ของตนกับรุ่นน้อง

 

“คุณดนัย……..”   ฉากแพนกล้องไปโคมไฟในตำนานโดนตอกย้ำให้นึกถึงความจริงที่ต้องการลืมไป   ค่ำคืนที่แสนเมามายนั่น….

 

“ในตอนที่สีน้ำกำลังทุกข์ใจ  สีน้ำเลือกที่จะไปกับฉัน  เท่านี้พวกนายก็คงรู้แล้วนะว่าตัวเองเป็นยังไง”   ภาพเค้าร่างของชายหนุ่มที่แสนดีคนนั้น   เบื้องหลังนั้นช่างคล้ายกับมีปีกสีดำงอกออกมา….

 

รถไฟจากเชียงใหม่พุ่งชนขบวนอื่นกระจัดกระจาย…

                ดวงตาใสสีน้ำตาลไหม้เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาใส   ทั้งๆที่เพิ่งหายซึมเศร้าจากเรื่องคำวิจารณ์นิยาย ทั้งๆที่คิดว่าจะลืมทุกอย่างไปให้หมดสิ้นพร้อมกับนามปากกาเก่า  ปัญหาใหม่กลับเข้ามาแทรกในความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้ง 5 คน   เขานั้นเป็นต้นเหตุของปัญหา….

 

 

“เรื่องวันนั้นผมลืมไปหมดแล้วล่ะครับ   เรื่องตอนเมาผมถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น!”   ยกมือขึ้นปาดน้ำตาไม่แสดงความอ่อนแอออกมา  จะต้องหลุดไปจากปัญหานี่ให้จนได้

 

“ทุกคนน่ะ….  อย่าเห็นแก่ตัวกันมากนักได้มั้ย!!”    มาตีกันแย่งผู้ชายคนเดียวไม่อายคนดูคนอ่านคนเขียน(?)บ้างรึไง!!

 

“ที่ต้องนัดซ้อนก็เพราะว่าไม่อยากปฏิเสธให้เสียน้ำใจเลยซักคนไงเล่า!!”    ตวัดกายวิ่งหนีออกไปจากร้านกาแฟ  ทิ้งปัญหาทุกอย่างเอาไว้เบื้องหลัง  พูดคุยกันต่อไปก็รังแต่จะทำให้เรื่องมันแย่ลง…

 

“สีน้ำ!!”   ฮาเร็มทั้งสี่คนถูกทิ้งเอาไว้ในร้านกาแฟ   สองผู้ติดตามและหนึ่งนกน้อยซึ่งอยู่ภายนอกร้านมองด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายแทน..

 

 

ร่างเล็กออกวิ่งไปอย่างไร้จุดหมาย  หรือว่าเขาไม่ควรจะเข้ามาในเส้นทางสีม่วง  เขาควรจะมีชีวิตอย่างผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่เขียนหนังสือและเป็นนักเขียนธรรมดาๆ  ต่อไปก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวธรรมดาๆ  ทำงานเก็บเงินธรรมดาๆ  เลี้ยงลูกอย่างธรรมดาๆ  แล้วก็แก้เฒ่ากันไปแบบธรรมดาๆ

 

ทำไมคำว่าธรรมดามันเยอะจัง….

 

            มือหนึ่งได้คว้าจับข้อมือบางเอาไว้และเสียหลักเข้าไปในซอกมุมทางเดินไปทางหนีไฟ    แผ่นหลังกระแทกเข้ากับผนังปูน ด้วยความตกใจจึงรีบตวัดมองใบหน้าของผู้กระทำนั่น    ภาพใบหน้าคมของรุ่นพี่ขับให้สะเทือนใจและกลัวในเวลาเดียวกัน…  เพราะเป็นคนที่เขาควรจะบอกขอโทษที่สร้างเรื่องมากที่สุด…

 

 

“คุณหินบุรี….เอ่อ…เรื่องวันนี้..ผมขอโทษ….”   เสียงพูดตะกุกตะกักไม่อาจเปล่งออกมาได้เต็มเสียง  กระทั่งจะมองหน้าก็ไม่สามารถทำได้

 

“อย่ามาหลบหน้าฉัน  เวลาพูดให้มองหน้า”  ออกคำสั่งให้เงยหน้าขึ้นแม้ไม่กล้าก็ต้องจำยอมเงยหน้าขึ้นสบตากับคู่สนทนา

 

“กำลังโกรธผมไม่ใช่เหรอครับ?”    ชายผมดำผงกศีรษะตอบ   ควรจับตัวไปลงโทษด้วยการถักแพนด้าพันตัวเป็นอย่างยิ่ง..  ถึงกระนั้นก็มีสิ่งที่ควรจะทำให้กระจ่างไปเสียก่อน

 

หินบุรียื่นมือเข้ามาใกล้  สีน้ำสะดุ้งตกใจหลับตาปี๋  หากแต่สิ่งที่ชายหนุ่มทำกลับเป็นเพียงการลูบศีรษะเบาๆเท่านั้น   “ตอบมา  ทำไมนายถึงบอกเรื่องที่นายกำลังจะเป็นเกย์กับฉัน”

 

“เอ๊ะ? เห?   ก็… ผมกลัวว่าคุณหินบุรีจะตัดความสัมพันธ์กับผม”    มองสบตาสีดำยากจะเดาความรู้สึก  หารู้ไม่ว่าสถานการณ์นี้ช่างเป็นอีเวนท์ของพระเอก…

 

“แล้วนายจะคิดยังไง…ถ้าฉันบอกว่า….. ชอบนาย”   อาการไข้ขึ้นธาตุไฟแตกซ่านใกล้จะทำงานกลับต้องจำทนเก็บอาการไว้ก่อน     ใบหน้าขาวขึ้นสีระเรื่อ  หัวใจเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ…

 

ผู้ชายที่คอยช่วยเหลือหลายๆเรื่องทั้งเรื่องนิยายและเรื่องส่วนตัว   ผู้ชายคนที่ทำกับข้าวก็เก่ง  ทำงานบ้านก็เรียบร้อย  ซ้ำยังแข็งแกร่งกว่าใคร…   “ผมก็คงตกใจ…..แต่ก็ดีใจที่ไม่โดนตัดความสัมพันธ์…..”

 

ริมฝีปากคมหยักยิ้มจางๆ  “เท่านั้นก็พอแล้ว”  อาจจะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรอยยิ้มและได้รับรอยยิ้มแบบนี้ตรงหน้า…

 

 

หากที่นี่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า  เขาคงคดว่ามันกลายเป็นทุ่งดอกไม้อย่างการ์ตูนสาวน้อย   มือแกร่งที่ละออกห่างไปนั้นมิได้หยุดเสียงหัวใจที่สั่นระรัวอยู่ภายในนี้ได้เลย   รู้สึกว่าตัวตนที่เหนือกว่ามิตรภาพมันเพิ่มพูดขึ้นเล็กน้อย   หากเอาไปเขียนนิยายคงระบายความรู้สึกออกมาได้ทั้งหมด…

 

 

“คุณหินบุรีไม่โกรธผมแล้วเหรอครับ?”    รู้สึกกังวลใจและโล่งใจในเวลาเดียวกัน  คำว่าชอบกับการโกรธมันไม่สามารถแทนกันได้

 

รุ่นพี่หนุ่มเหล่มองและถอนหายใจ   “ถ้านายเรียกชื่อฉัน ฉันจะไม่โกรธ”   คนฟังทำหน้าเอ๋อ  ก็เรียกชื่ออยู่ตลอดทุกครั้งไม่ใช่หรือไร

 

“ชื่อ?   ก็เรียกอยู่นี่ครับคุณหินบุรี?”   กระบองยื่นตรงมาขู่ตรงหน้า  รีบกลั่นกรองหาทางรอดอย่างสุดความสามารถ  เขาทำอะไรผิดไปเนี่ย!!

 

“อ่ะ..เอ่อ….งั้น….ต่อไปผมจะเรียกว่าพี่เขี้ยวนะครับ!!”   สิ้นประโยคนั้นคนฟังแทบความดันขึ้นและต้องจับส่งไปโรงพยาบาล    ร่างสูงตวัดกายไปทางผนังอีกด้านหนึ่งเพื่อก่ายหน้าผากหลบซ่อนอาการโดนระเบิดเข้าอย่างจัง…

 

มือแกร่งยกขึ้นปิดจมูกคล้ายเลือดกำเดามันจะไหล  “จะไปทำอะไรก็ไป  ไม่งั้นฉันจะขย้ำตาย”    จากมุมนี้มองไม่ถนัดเลย  คุณหินบุรีเป็นอะไรไปรึเปล่านะ… หรือว่าจะไม่ยอมให้เรียกแบบนี้?

 

“งั้นผมไปก่อนนะครับ   ขอโทษนะครับที่ผมทำให้พี่เขี้ยวต้องวุ่นวาย”   รีบออกไปวิ่งไปก่อนจะโดนขย้ำเข้าจริงๆ   หารู้ไม่ว่าคำพูดนั้นเปรียบเสมือนหมัดน็อค KO ใส่ประธานสโมสรนักศึกษาเข้าอย่างจัง    ลูกน้องคนสนิทต้องรีบวิ่งมาช่วยเหลือ

 

“คุณเขี้ยว!  แข็งใจไว้ก่อนนะครับอย่าเพิ่งตาย!!”   สิ้นประโยคคุณศักดิ์ก็ตกเป็นเหยื่อของกระบองคู่   ในขณะที่อีกฝั่งวิ่งไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดีใจนัก….

 

 

รู้สึกเหมือนกับว่า…..หัวใจพองโต….

พองโตและสั่นไหวอย่างมีความสุข

 

เหมือนมีพี่ชายอีกคนเลย

 

 

                ความซื่อบื้อเกินจะอธิบายของนายเอกทำให้คนดูขัดใจ…  คำว่าชอบของคนสองคนคงมีความหมายที่แตกต่างกันมาก   ปฏิบัติการณ์คลี่คลายระเบิดในรถไฟสำเร็จไปแล้วหนึ่งขบวน  ด่านที่สองนั้นได้รออยู่ตรงหน้าร้านของเล่น  ว่าที่คู่หมั้นผู้รักและชอบนักที่ต้องเห็นเขามีความทุกข์….  การกู้ระเบิดรถไฟขบวนที่สองได้เริ่มต้นขึ้น

 

 

“ตั้งใจจะมาสมน้ำหน้าฉันสินะโฬมอุดม ไม่สิ… จากนี้ไปฉันจะเรียกนายด้วยชื่อที่นายไม่ชอบอย่างมุก”  กวนประสาทกันตั้งแต่เจอหน้า  คิ้วคมสีน้ำเงินกระตุกหงุดหงิด

 

“กวนประสาทมากเลยนะครับ  ไปติดเชื้อไอ้ฟายมารึไง?”   ผู้ชายที่พร้อมจะทำลายความสุขของร่างเล็กทุกเมื่อเดินตรงเข้ามาใกล้

 

มือเล็กยื่นตรงบอกห้าม  “หยุดอยู่ตรงนั้นเลย  อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ!”   กับคนที่ไม่มีอะไรต่อกันเลยกลับต้องมาเสียจูบแรกและต้องมาเป็นคู่หมั้นเนี่ยนะ..

 

“ฉันจะบอกพี่ยาสูบให้บอกคุณเดชาว่าฉันจะไม่หมั้นกับนายเด็ดขาด”  จากนี้และตลอดไปก็จะไม่ยอมเดินไปตามเกมส์ของเจ้าคนที่ทำให้เขาได้ตกนรกทั้งเป็นหรอก

 

“เหรอครับ   แต่คุณคิดว่าจะรอดไปมีความสุขได้ง่ายๆเหรอครับ?”   สับปะรดสีน้ำเงินจับคางมนข่มขู่   ใบหน้าเบี่ยงสะบัดไป

 

ส่งสายตาผิดหวัง  ทั้งๆที่คิดว่าเราทั้งสองคนนั้นเริ่มสงบศึกกันได้ตั้งแต่วันที่กินเฉาก๊วย  “นายมีความสุขบนความทุกข์ของฉันมากเลยสินะ…”

 

“เพราะว่าผมเกลียดพี่ชายคุณน่ะสิครับ”  แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกระผม!!  เอาไปลงให้ถูกคนหน่อยจะดีมั้ย   ใครก็ได้เรียกโรงพยาบาลประสาทพาหมอนี่ไปที

 

ทั้งๆที่คิดว่าจะเป็นคนดีมากกว่านี้….

                ภายนอกเหมือนจะเป็นผู้ใหญ่ที่ทำตัวเหนือคนอื่นอยู่เสมอ   ภายในกลับมีความคิดเป็นเด็กๆที่ไม่รู้จักโต  ปากกล้าวิจารณ์คนอื่นโดยไม่มองเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไร้สาระมากขนาดไหน…   แต่พี่ชายก็ต้องการจะมีความสุขกับครอบครัวใหม่  คงไม่ดีถ้าออกมาหากิ๊กกับแฟนเก่าแบบนั้น….

 

 

“พรุ่งนี้ฉันจะไปเจอคุณเดชากับพี่ยาสูบ   ถ้าฉันจะตอบรับเป็นคู่หมั้นของนายก็เพราะว่าอยากให้พี่ชายมีความสุขกับคนที่พี่เค้ารัก”  เรื่องตกนรกทั้งเป็นอะไรนั่น… อย่าคิดว่าเขาจะเป็นคนอมทุกข์เพราะการกลั่นแกล้งได้ง่ายๆนะ…

 

เพราะนายทำให้ฉันต้องเจอความทุกข์สุดๆจากคำวิจารณ์มาแล้ว

                “นายจะทำตัวเป็นเด็กชายมุกก็ตามสบาย”   แววตาสีน้ำตาลแข็งกร้าว   เราทั้งสองคนไม่ได้มีเยื่อใยมีใจกันเลย  เพราะฉะนั้น… มันก็ไม่มีความหมายอะไร

 

“รักพี่ชายมากสินะครับ   แบบนี้อะไรๆก็จะง่ายขึ้น”   เพราะแม่เลี้ยงคนนั้นก็รักน้องชายมากเหมือนกัน  จะได้ทุกข์ใจเพราะน้องชายโดนแกล้งไปเสีย…

 

“…..ขอบอกไว้เลยนะ  นายคงดูละครมากเกินไปล่ะ”   ปากบอกว่านิยายของเขามันห่วย  คนนั้นคนนี้แย่กว่าตัวเอง  แต่ตัวเองก็เป็นแค่คนติดละครคนหนึ่งสินะ…

 

“สุดท้ายแล้วในละครพระเอกที่ทำแบบนั้นก็จะมาตกหลุมรักนางเอกไม่ใช่รึไง?  ไม่ก็ตกหลุมรักอยู่แล้วแต่หาข้ออ้างไปงั้นๆ”   สีน้ำถอนหายใจราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง   เบื่อที่จะโต้เถียงกับเด็กชายในร่างผู้ใหญ่  สองขาก้าวเดินหนีไปไม่ยอมสนทนาต่ออีก

 

โฬมอุดมนิ่งค้างไปหลายวินาที    “อย่าเอาผมไปเหมารวมกับพระเอกละครนะครับ  ผมไม่ได้รักคุณเลยซักนิด!!”    ตะโกนไล่หลัง   สองมือของรุ่นน้องยกขึ้นปิดหูทั้งสองข้างไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น  ตัวเขาก็ไม่ได้มีใจผูกพันหรือคิดพิศวาสฝ่ายตรงข้ามเหมือนกันล่ะ…

 

 

และไม่คิดว่าวันข้างหน้าจะปรองดองกันได้

ตราบเท่าที่ยังทำตัวเป็นเด็กชายมุกอยู่…

 

                จัดการกู้ระเบิดรถไฟฟ้าขบวนที่สองเสร็จสิ้นจึงเดินมาถึงขบวนรถไฟที่สามและสี่    เพื่อประหยัดหน้ากระดาษจึงจับมารวมเอาไว้ด้วยกัน(?)   ทั้งสองคนล้วนเป็นคนวางระเบิดสถานีรถไฟในก่อนหน้านี้ทั้งคู่  หากแต่ชายผมขาวนั้นเป็นคนที่เขาต้องขออภัยมากกว่าชายผมทอง…

 

 

“ขอโทษนะคุณเบียร์… ที่ผมใช้คุณเป็นเครื่องมือ…”   แลกด้วยการหอมแก้มสองครั้งเป็นวิธีที่น่ารังเกียจจริงๆเมื่อนึกย้อนกลับไป

 

“ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่คิดอะไรหรอก   แค่สีน้ำสบายใจก็พอแล้ว”   สุภาพบุรุษของเหล่าถ้วยฟูFCแย้มยิ้มสดใส  แตกต่างกับฮาเร็มนอกสายตาข้างๆ….

 

คำพูดฟันธงเรื่องฉากแพนกล้องทำให้ความนิยมในใจติดลบลงไป   “ผมจะถือว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นนะครับคุณดนัย”   หากไม่ทำแบบนั้นคงไม่อาจคงความสัมพันธ์เดิมๆไว้ได้อีก..

 

“แต่ฉันพร้อมจะรับผิดชอบนายทุกอย่างเลยนะสีน้ำ”  มือใหญ่กอบกุมมือเล็กเอาไว้   ยืนยันในคำมั่นและแสดงความรับผิดชอบ

 

“ไม่ดีหรอกครับ  เพราะว่าตอนนี้ผมไม่ได้คิดกับคุณดนัยเกินไปกว่ารุ่นพี่เลย”  และคงยิ่งติดลบลงไปเมื่อเห็นเงาของดาร์กดนัยในก่อนหน้านี้….

 

คำพูดสร้างความสลดและจุดดำในใจของคนฟัง   เจ้าของผมสีขาวและมีรอยสักใต้ตาสังเกตเห็นจึงรีบเอ่ยปาก  “ตอนนี้ไม่ได้หมายถึงต่อๆไปซะหน่อยเนอะ”

 

“คุณเบียร์นี่ไม่เหมือนคนอื่นเลยนะครับ”   หลุดเสียงหัวเราะออกมาหลังจากลำบากใจมานาน    ดวงตาสีอำพันของพ่อเลี้ยงหนุ่มได้จดจ้องมองคนทั้งคู่

 

“นายเรียกเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มของสีน้ำได้ง่ายๆเลยนะ น่าอิจฉาจริงๆ”   ทั้งๆที่เมื่อก่อนนี้ตนเป็นรุ่นพี่ที่ดีและเป็นคนที่อยู่ใกล้ๆ…. กลับต้องพลั้งพลาดเพราะเรื่องในวันนั้น..

 

“คุณดนัยอย่าทำตัวห่อเหี่ยวแบบนั้นสิครับ  ตอนนี้ถือว่าพวกเราทุกคนมาเริ่มต้นกันใหม่นะครับ…”  ในวันคืนที่ได้ก้าวขามายังเส้นทางสีม่วงอันยาวไกล…

 

 

ยามเมื่อสงบใจลง สงบใจเปิดมองโลกรอบๆตัวให้ดี  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่เคยเรียนรู้  จากที่เคยเรียนรู้ความรักเพียงแค่นิยายวัยรุ่น เพียงแค่นิยายเทรนเกาหลีตามท้องตลาด  โลกความเป็นจริงรอบตัวเขาช่างวุ่นวายยิ่งกว่าละครและนิยายเหล่านั้น

 

 

จดจ้องมองไปยังชายอีกสองคนซึ่งกำลังเดินมาสมทบ  “ไหนๆก็มารวมกันแล้ว ไปหาอะไรทานกันดีมั้ย?”  ดวงตาสีม่วงขยิบตา   เพื่อความสมานฉันท์ในฮาเร็มไม่มีสี(?)

“ไปกินไอติมกันเถอะครับ   ผมหิวของหวานล่ะ”  ในตอนนี้เขาเริ่มมองเห็นนิยายเรื่องใหม่… มองเห็นแนวทางที่เหมาะสมกับตัวเขาขึ้นมาจางๆ..

 

‘นิยายที่เหมาะกับตัวเรา… ที่เราสามารถเขียนออกมาได้….’   จากเรื่องราวทีได้เรียนรู้จากคนทั้งสี่คนนี้  มีทั้งความรัก ความเกลียด ความเศร้า ความสับสน  และความปรองดอง…

 

 

ทำไมคนเรานั้นจึงเกิดมาพร้อมกับความรัก

และความเกลียดชังไปพร้อมๆกัน

 

 

                จุดดำเล็กๆในฮาเร็มของสีน้ำกระจายวงกว้างขึ้นโดยที่คนในสี่เหลี่ยมไม่ได้รู้สึกตัว   มิตรภาพ เสียงหัวเราะ ความกลมเกลียว  สิ่งเหล่านั้นซึ่งเคยมีในวันคืนที่เชียงใหม่ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย  ในโลกใบนี้นั้นมีฮาเร็มที่แท้จริงอย่างในนิยายอยู่หรือไม่นะ…

 

ละครนั้นประกอบไปด้วยพระเอก นางเอก นางอิจฉา และตัวร้าย

ในนิยายเรื่องนี้มีตัวละครออกมาครบทุกประเภทหรือยังนะ

 

 

ความรู้สึกของแต่ละคนนั้นกำลังชัดเจน

ติดตามตอนต่อไป…..

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 09/30/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: