RSS

[KHRFic] แก้วตาฮาเร็ม ตอน 23

30 ก.ย.

“จะสุขหรือทุกข์ทุกอย่างอยู่ที่ใจของเรา”

“หากคิดในแง่ดีและสดใส ไม่ว่าเกิดอะไรย่อมมีความสุขเสมอ”

                อย่างเช่นคนเจ้าชู้ก็แค่เป็นคนขี้เหงา  คนชอบความรุนแรกก็แค่คนปิดบังความอ่อนแอของตัวเอง  คนปากร้ายก็แค่ปากไม่ตรงกับใจ   การมีคนมาชอบมากมายแสดงว่าตัวเรานั้นมีอะไรพิเศษ  การที่มีคนอิจฉาแสดงว่าเรามีดีอยู่ในตัว   การเป็นเกย์ก็ไม่ใช่เรื่องแย่เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน    จะรักกับผู้ชายก็ไม่เห็นเป็นไรเพราะมันคือความรัก   นี่ถ้าเขาคิดได้แบบนั้นก็ดีสินะ  แต่เขายังไม่บรรลุน่ะสิ…

บทที่ยี่สิบสาม :  ความรักและความเกลียดชังอยู่คู่กันเสมอ

 

 

            ย่างเข้าสัปดาห์สุดท้ายก่อนการสอบกลางภาค   เวลาช่างผ่านพ้นไปเร็วเหลือเกินสำหรับสีน้ำ สวัสดี   หลังเสร็จการเรียนในช่วงเช้าและช่วงบ่ายเป็นเวลาอ่านหนังสือ ร่างบางนั้นนั่งร่วมรถคันเดียวกันกับว่าที่คู่หมั้นเพื่อไปยังคฤหาสน์หลังโตไม่ทราบพิกัดในเมืองนานมีบุรี   ขวานซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับรถเหลือบมองคนสองคนซึ่งมองออกนอกกระจกไปคนละทาง  นึกภาพไม่ออกจริงๆว่าเจ้านายจะมาลงเอยกับรุ่นน้องมหาวิทยาลัยเดียวกันคนนี้ได้อย่างไร

 

 

“จะถึงบ้านแล้ว”  บอกให้คนทั้งสองได้เตรียมตัว  ว่าที่คู่หมั้นที่ไม่มีใจและความรักให้แก่กัน  ทุกอย่างนั้นเป็นไปเพื่อล้างแค้น(?)พี่ชายเท่านั้น..

 

“ฉันจะคิดซะว่าฉันมาเยี่ยมพี่กับแฟนพี่”  เสียงใสเอ่ยขึ้นหาเรื่อง   รู้จักประชดประชันกลับเพื่อความเท่าเทียมกัน   ชายร่างสูงผมน้ำเงินหัวเราะในลำคอ

 

“ขอให้คิดได้แบบนั้นนะครับ  คุณต้องทุกข์ใจอีกเยอะ”  ดวงตาสีน้ำตาลเหล่มองหมั่นไส้   เสพย์ติดความทุกข์ของเขามากขนาดนั้นเชียว   แค่เห็นหน้าก็ทุกข์แล้ว….

 

“เปิดประตูด้วย”  ขวานเปิดกระจกรถและโบกมือบอกคนรับใช้ของบ้านใหญ่    เป็นครั้งที่สองของสีน้ำที่จะได้พบกับพ่อของคนรู้จัก… ไม่นับพ่อคทาชิตนะ…

 

 

คฤหาสน์หลังโตของคุณหมอบ่งบอกถึงฐานะที่ไม่ธรรมดาของรุ่นพี่คณะบัญชี   ผู้หญิงทั่วไปคงปิติยินดีอย่างยิ่งที่ได้หมั้นกับคนรวย หากแต่เขาเป็นผู้ชายและไม่ได้มีใจพิศวาสในตัวอีกฝ่ายมันจึงเป็นแค่บ้านของแฟนพี่ชายเท่านั้น  การหมั้นหมายไม่ได้หมายความว่าจะได้แต่งงาน  ตามรูปแบบของละครน้ำเน่ามันต้องยกเลิกการหมั้นก่อนจะเรียนจบแน่นอน!

 

 

รถยนต์เคลื่อนจอด ณ ลานจอดรถ  เมื่อก้าวเดินลงมาบริเวณหน้าบ้านก็ได้พบกับคนที่ยืนรออยู่แล้ว  “สีน้ำ!!”   ยาสูบรีบวิ่งมากอดร่างบางทั้งชุดนอน  ป่านนี้แล้วยังใส่ชุดนอนอีกเหรอเนี่ย…

 

“สวัสดีครับคุณเดชา”   กอดทักทายตามประสาพี่น้องแล้วจึงหันไปยกมือไหว้ทักทายแฟนของพี่ชาย  หรือควรจะเรียกว่าสามีของพี่ดี…

 

“มากันตั้งแต่เช้าก็เลยบอกให้พวกแม่บ้านเตรียมมื้อเที่ยงไว้ให้แล้ว จะได้คุยกันสะดวกๆ”   คุณพ่อหน้าหล่อและหนุ่มแน่นทักทาวว่าที่สะใภ้และหันไปมองลูกชาย

 

“ปากบอกว่าไม่ชอบแม่ใหม่  แต่ก็หาคู่หมั้นเป็นน้องชายเค้า  กลืนน้ำลายตัวเองไม่เหมือนพ่อเลยนะโฬม”   แขวะบุตรชายผู้แสนเย่อหยิ่งไปหนึ่งดอก

 

“ผมมีเป้าหมายของผมเองล่ะครับไม่ต้องมายุ่ง   รักษามรดกและทรัพย์สมบัติจากคนเจ้ามารยาให้ดีก็แล้วกัน”  ก้าวเดินตรงเข้าบ้านไปหาน้องสาว

 

พฤติกรรมขวางโลกของลูกเลี้ยงชวนให้นักเขียนชื่อดังหวั่นใจในความปลอดภัยของน้องชาย  “สีน้ำ พี่ชักไม่แน่ใจแล้วสิว่าสีน้ำจะไม่โดนแกล้ง”

 

“ผมโดนแกล้งจนชินแล้วล่ะพี่ยาสูบ   แต่เพื่อความสงบสุขในบ้านแล้วก็ชีวิตรักของพี่  ผมจะยอมโต้คารมกับหมอนั่นไปซักพัก”  จนกว่าวันที่จะสลัดทิ้งไปได้จะมาถึง…

 

เดชาทอดมองร่างบางผมสีน้ำตาลไหม้อย่างถูกชะตา  มีคนรับมือเจ้าลูกชายจอมเอาแต่ใจและสร้างเรื่องได้ก็ย่อมดีกว่าไม่มี   “ถ้าจะถอนหมั้นให้หักหน้าบอกเลิกโฬมก่อนนะสีน้ำ”   คำพูดที่แสนไม่น่าเชื่อหลุดออกจากปากคนเป็นบิดา…

 

หนุ่มน้อยวัย 18 ปีหัวเราะเหี่ยวๆ  อย่างน้อยก็ต้องทนเป็นคู่หมั้นเขาไปจนกว่าจะเลิกเป็นเด็กชายมุกจอมทำลายความสมานฉันท์ในบ้าน  “ผมจะจำคำแนะนำเอาไว้ครับคุณเดชา”  ช่างเป็นครอบครัวที่รักกันเสียจริงนะ

 

“ไปทานมื้อเที่ยงกันเถอะสีน้ำ  จะได้คุยกันเยอะๆด้วย”  กอดไหล่เล็กพาเดินเข้าบ้านไป  บรรยากาศไม่เหมือนวันที่หนีไปหากิ๊กเลยนะเนี่ย…

 

“คงไม่มียาถ่ายหรือยาพิษอยู่ในกับข้าวของผมใช่มั้ยครับ?”  รีบถามออกไปเพื่อความมั่นใจ  เจ้าสับปะรดแฉกเดียวตั้งแง่ไว้แล้วว่าชอบความทุกข์ของเขา เพราะฉะนั้นต้องระวังตัว….

 

“ไม่มีหรอก   คนอย่างโฬมไม่กล้าทำแบบนั้นอยู่แล้ว ชอบแกล้งคนขนาดไหนก็ยังไม่เคยใช้ยาถ่ายหรือยาพิษ คงเพราะเรื่องเมื่อสมัยเด็กๆล่ะมั้ง”  เสียงหัวเราะหึๆในลำคอของคุณหมอหนุ่มพาให้เสียวสันหลังวาบ   การละเล่นของครอบครัวนี้ตอนเด็กๆมันคงเหนือจินตนาการของเขามาก…

 

“ได้ยินแบบนั้นผมก็วางใจ…..”    เด็กชายมุกควรจะมีปัญหากับพ่อมากกว่าแม่เลี้ยงนะเนี่ย  ไม่เข้าใจหลักการคิดล้างแค้นของหมอนั่นเลย….

 

“อยู่ในบ้านหมอจะกลัวอะไร วางยาก็แค่ส่งโรงพยาบาลเองน่ะ”   สมแล้วที่เป็นพ่อลูกกัน ไม่สิต้องบอกว่าสมแล้วที่เป็นนายจ้างของผู้ดูแลหอ…

 

 

ภายในห้องอาหารนั้นมีคุณพ่อ  คุณแม่เลี้ยง คุณน้องสาว และคุณพี่ชายที่ขวางโลก  ภาพที่เขาจินตนาการถึงดราม่าของบ้านหลังนี้เอาไว้ช่างรุนแรงและร้าวฉาน  หากแต่เมื่อมาพบเห็นความเป็นจริง ก็คล้ายๆกับบ้านทั่วๆไปที่มีคนไม่เข้าพวกอยู่หนึ่งคนเท่านั้นเอง   ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาชะมัด…

 

การกลั่นแกล้งบนโต๊ะอาหารช่างเหมือนเด็กชายที่คอยแกล้งให้ได้ทานลำบาก    มือเรียวยื่นไปทางไหนก็จะรีบจัดการฉกเอาเนื้อชิ้นนั้นไปก่อน สนทนาทุกข์สุขกับเจ้าของบ้านก็เจอคำพูดแทรกไม่ให้การสนทนาเป็นไปด้วยดี   ดวงตาสีน้ำตาลเหล่มองดูใบหน้าคมเจ้าเล่ห์นั่นหลายครั้ง…  นายน่ะ….

 

เป็นเด็กมัธยมหรือเด็กประถมที่ปลอมตัวเป็นนักศึกษาใช่มั้ย….

 

                “สีน้ำทานเยอะๆนะ  จะสอบแล้วนี่ต้องใช้สมองเยอะ”   ร่างโปร่งผมสีน้ำตาลทองดูแลทั้งสามีและคนในครอบครัวอย่างเท่าเทียมกัน  ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่มีข้อบกพร่อง

 

“คุณสีน้ำดูเหมือนคุณยาสูบเลยนะคะ”  โคมคลี่ยิ้มจางๆ  แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงก็แลดูเข้ากันได้ดี   ส่วนคนเป็นพ่อไม่ต้องพูดถึง  จะมีก็เพียง…..

 

“เหมือนกันมากจนน่าหมั่นไส้พอๆกันเลยล่ะครับ”  แล้วนายจะมาหมั้นกับฉันทำไม!   ควรจะจับเจ้าคนพิลึกนี่ไปส่งโรงพยาบาลได้แล้ว….

 

“ถ้าน่าหมั่นไส้จะหมั้นกับเขาทำไมล่ะโฬม  จริงๆก็อยากลองเป็นเกย์เหมือนพ่อล่ะสิ”  จะชมว่า good job นะคุณพ่อก็พูดไม่ได้เต็มปาก…. คำว่าเกย์มันแทงใจดำ

 

คิ้วสีเข้มขมวด  สับปะรดสองผลเชือดเฉือนกันทางสายตา    “เพราะเมียใหม่ของพ่อจะได้กังวลใจเยอะๆน่ะสิครับ  ผมยิ่งไม่ชอบหน้าน้องชายเขาขนาดนี้”   ยาสูบชี้หน้าตัวเองด้วยความงง   ทุกคนในครอบครัวยกเว้นคนพูดและคู่หมั้นพากันมองหน้ากัน

 

“พี่โฬมคะ….   พี่โฬมดูละครมากไปรึเปล่าคะ  หรือว่าพี่ใฬมเครียดจนไม่สบาย  สอบเสร็จพี่ไปเที่ยวพักผ่อนสมองหน่อยมั้ยคะ?”   น้องสาวสุดที่รักซึ่งน่าจะเป็นพวกเดียวกันกลับพูดประโยคชวนเรียกเสียงหัวเราะ

 

“ขนาดน้องสาวนายยังบอกว่านายดูละครมากไปเลย   น่าจะยอมรับได้แล้วนะว่าที่ฉันพูดมีความเป็นไปได้”  และแล้วโต๊ะอาหารก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะขำขัน  สีสันที่เลือนหายไปจากครอบครัวนี้มานาน….ถึงแม้คนตกเป็นเป้าจะไม่สนุกไปด้วยก็เถอะ…

 

อย่างน้อยๆเขาก็มั่นใจได้ว่า…. เด็กชายมุกก็เป็นแค่เด็กชายมุจริงๆนั่นล่ะ

                หลังมื้ออาหารที่ยากลำบากจบลงด้วยดีอย่างคาดไม่ถึง  ร่างเล็กผมสีน้ำตาลรีบออกมาเพราะมีนัดติวหนังสือก่อนสอบกับคทาชิต  โฬมอุดมซึ่งไม่อยากอยู่ในบ้านให้ต่อมรำคาญความสวีทแตกจึงเดินมาส่งที่รถที่มีลูกจ้างประกอบสวมหมวกกบรออยู่

 

 

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายจะเดินมาส่งฉัน”  เบี่ยงสายตากลมมองไป   กะจะแกล้งอะไรอีกไม่น่าไว้วางใจเลยจริงๆ  ยิ่งรู้จักกันมากเท่าใดยิ่งเพี้ยนมากเท่านั้น..

 

“ไม่ได้ตั้งใจจะมาส่งหรอกครับ  แต่เพราะว่าจะมาเช็คขีดน้ำมันที่อาจโดนไอ้ฟายยักยอก”  เดินไปดูมิเตอร์ถังน้ำมันคงเหลือ   หากไม่เถลไถลก็ไม่จำเป็นต้องเบิกค่าน้ำมันแพงๆ

 

“ปกติไม่เห็นเคยมาดู”   ขวานเดินขึ้นรถไปยังที่นั่งคนขับ  ทิ้งระเบิดไว้ให้หนึ่งลูกถ้วน   จะมองในแง่ดีว่าต้องการมาส่งตนก็คงคิดแบบนั้นไม่ได้

 

“ฉันมาพบพ่อนายตามที่นายบอกไว้แล้ว  ยอมรับเรื่องหมั้นกับนายแล้ว  นายตั้งใจจะทำอะไรอีกล่ะ?”  สีน้ำช่างเฉยชาและรับมือกับความทุกข์ได้ดีเสียจนผิดคาด

 

“ตอนแรกผมคิดว่าคุณจะมายืนกรานว่าจะไม่หมั้นกับผมเสียอีก”   ใช้ดวงตาสองสีจากคอนแท็กเลนส์นั่นจ้องมอง   ต้องให้ตอบซ้ำอีกกี่ครั้งว่าเพื่อพี่ชาย…

 

“ความทุกข์ของฉันเป็นความสุขของนายใช่มั้ย?   ความสุขของพี่ฉันก็คือความสุขของฉัน  เพราะฉะนั้นฉันคิดว่านายคงทนหมั้นกับฉันไม่ได้นานหรอก”   ถือไพ่เหนือกว่าในทันที   เพราะตอนนี้เขามีความสุขเพราะเรื่องของพี่ชายอยู่นะ

 

โฬมอุดมรู้สึกเหมือนโดนเจ้าคนที่เขาคอยด่าว่าห่วยทั้งสมองและร่างกายตบหน้า  ยิ่งทำยิ่งคล้ายพระเอกละครน้ำเน่ามากขึ้นทุกที   “แต่คุณคงไม่ได้อยู่กับคนที่คุณรักง่ายๆหรอกครับ”  เพราะนั่นคือความสุขที่แท้จริง..

 

สีน้ำถอนหายใจเบาๆ   การไหลไปตามความต้องการของคนที่เกลียดจะยิ่งทำให้ร้อนใจ  ทางที่ดีที่สุดคือเขาต้องนิ่งเฉย  “เพราะตอนนี้ฉันยังไม่มีเป้าหมายนั้นน่ะสิ  และต่อให้มีฉันก็ถอนหมั้นนายได้นี่ พ่อนายก็บอกไว้”

 

 

ผู้ชายที่ตกกับดักของตัวเองบ่อยที่สุดในโลกคงไม่พ้นลูกชายเจ้าของหอพักสุดโทรม  ขวานซึ่งนั่งสตาร์ทเครื่องรอถึงกับหลุดขำออกมา   ได้เห็นคนมั่นใจในตัวเองมากเกินไปทำอะไรผิดแผนที่ตั้งใจเอาไว้มันช่างสนุกจริงๆ  เป็นคู่กัดที่สมน้ำสมเนื้อ

 

 

“เริ่มทำตัวร้ายกาจเหมือนพี่ชายคุณแล้วนะครับ”   เขาเรียกว่ามีพัฒนาการเพราะโดนแกล้งมาหลายรูปแบบแล้วตะหากล่ะเจ้าคู่อริ

 

“พี่ชายฉันเป็นคนดีแต่นายตั้งแง่ตะหากล่ะ  ถ้านายทำตัวเหมือนๆคนอื่นก็ปรองดองไปแล้ว”  ถอนหายใจปลงๆ  แม้เขาจะไม่ได้มีครอบครัวที่อบอุ่นมากมาย อาศัยอยู่กับเพื่อนก็ยังมีความคิด(?)กว่า

 

“ไม่ต้องอวดเก่งสอนผมหรอกครับ   คุณเอาตัวเองก็ยังไม่รอดเลย”  ยื่นมือไปดันหน้าผากเนียน  ออกแรงเสียจนเกือบถลาล้มลงไป

 

“หรือว่าจริงๆแล้วนายเหงา…?”  มองสบตาสีต่างจากตนเพื่อตามหาคำตอบที่สันนิษฐานเอาไว้  สาเหตุจริงๆที่ทำให้ตามตื้อเขานัก….

 

ชายหนุ่มนักศึกษาปีสองยืนนิ่งและสบถในลำคอ  “สันนิษฐานแต่เรื่องเป็นไปไม่ได้นะครับ  ไหนจะเรื่องเดี๋ยวผมก็จะหลงรักคุณ หรือแม้แต่เรื่องที่ผมเหงา”   ก็ปกติเคยเห็นนายอยู่กับเพื่อนซะที่ไหนเล่า.. สีน้ำจ้องเขม็ง…

 

“รีบๆไปจากเขตบ้านผมได้แล้วครับ คุณศัตรูที่รัก”  ร่างสูงผมสีน้ำเงินตวัดกายหันกลับไปยังทางเดินเข้าบ้าน  ตัวตนที่แท้จริงของผู้ชายคนนี้….

 

บางทีอาจจะรับมือง่ายเสียยิ่งกว่าใคร   “ถ้านายไม่เคยแกล้งฉันไว้เยอะ  ตอนนี้ฉันคงเกลียดนายสุดๆเลยล่ะ”  ยิ่งรู้จักกันมากเท่าใด.. ยิ่งมองเห็นช่องว่างในใจนั้นมากเท่านั้น…

 

 

เรื่องนิยาย…สิ่งที่นายทำไว้อาจเป็นเพราะความหวังดีแบบร้ายๆ

ส่วนเรื่องส่วนตัว… ช่างทำตัวเหมือนละครน้ำเน่าไปได้..

 

จริงๆแล้วเป็นคนที่เพี้ยนมากกว่าที่คิดเอาไว้…

 

 

                ทุกคนซึ่งอาศัยอยู่ในนานมีบุรีล้วนมีคาแร็กเตอร์ที่หลากหลาย  สำหรับนักเขียนอย่างเขาแม้จะเขียนถึงตัวละครในหลายรูปแบบหรืออ่านเรื่องมาหลายอย่าง  บางครั้งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้นำมาใช้กับชีวิตจริงได้เลย  หากเขามีคนสามคนมารักหรือชอบ  ชายคนนี้คงเป็นอีกคนที่อยู่ในด้านที่เกลียด   จะมีกี่คนที่เกลียดเขาเขาก็ไม่รู้หรอก… เพราะสองสิ่งนี้อยู่คู่กันเสมอบนโลกใบนี้

 

บางทีเขาคงโตขึ้นมาอีกหน่อย…จากที่เข้ามหาวิทยาลัยมา

                ณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยนานมีบุรีอับเงียบสงบและเต็มไปด้วยชั้นหนังสือวิชาการ  สถานที่ซึ่งมีทั้งแอร์และความเงียบเหมาะอย่างยิ่งในการเตรียมตัวสอบ  เพื่อนสนิทสามคนนั่งอ่านหนังสือด้วยกันด้วยบรรยากาศที่แปลกไป   ร่างโปร่งผมสีเงินในชุดนักศึกษาแลดูระวังตัวแจ ในขณะที่ร่างสูงผมสีดำนั้นคอยนั่งขัดคอตรงกลาง   ร่างบางผมน้ำตาลผู้ไม่รู้เรื่องอะไรจึงไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือ

 

           

            “คทาชิต โกมล พวกนายทะเลาะอะไรกันรึเปล่า?”    มองเพื่อนสนิททั้งสองคนด้วยความเป็นห่วง  ช่วงที่เขาจิตตกเกิดอะไรขึ้นกันนะ

 

“เปล่าเลยครับคุณสีน้ำ  ผมจะไปมีเรื่องอะไรกับเจ้าบ้าเศษสตางค์ได้ ไม่ต้องกังวลครับ”  มือจดบันทึกข้อความสำคัญลงในสมุดจด   คันไม้คันมืออยากไปเล่นคอมเข้าแฟนเพจนานมีบุรี  หากแต่สายตาคุกคามมันจ้องตลอดเวลาทะลุทะลวง

 

“ไม่มีอะไรหรอกสีน้ำ นายอ่านหนังสือเหอะ  ช่วงนี้ฉันแค่พยายามทำตัวให้เข้ากันได้กับโกมล นายจะได้เลิกห่วงไง”   ลูบศีรษะฟูฟ่องเพื่อเบี่ยงประเด็น

 

“พูดแบบนั้นแต่ทำไมมันดูน่าอึดอัดจังล่ะ”   คนหนึ่งมีท่าทีครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายอยากไปทำอะไรบางอย่าง  ส่วนอีกคนนั้นมีท่าทีจับจ้องมองดูและจับผิดราวกับนักสืบ

 

“อ่ะจริงสิ   ยังไม่ได้เอานิยายให้นายเลย”  มือเรียวหยิบเอาหนังสือนิยายเล่มแรกของตนส่งให้กับผู้คอยสนับสนุนมาโดยตลอด

 

“อ่ะ..ตั้งแต่งานเม็ดยาผมก็ติดธุระไม่ได้ไปซื้อ  ขอบคุณคุณสีน้ำมากครับที่นึกถึงผม”  แสดงอาการปลาบปลื้มยินดีในความมีน้ำใจและความอ่อนโยนของนักเขียนที่รัก…  รักเสียจนเข้าไปเขียนข่าวลือลงในแฟนเพจทุกวัน…

 

แมวหมาจะเข้ากันได้จริงๆน่ะเหรอ   “สีน้ำช่วยไปเอาหนังสือเล่มนี้ให้หน่อย  ฉันขี้เกียจลุกน่ะ”  นักตะกร้อยื่นกระดาษเขียนชื่อหนังสือให้กับเพื่อนซี้

 

“อืม ก็ได้ฉันจะไปหยิบมาให้”  ว่าง่ายลุกขึ้นเดินไปตามชั้นหนังสือต่างๆ  นางเอกของเรื่องเดินห่างออกไป เพื่อนนางเอกและนางอิจฉาจึงปริปากพูดเรื่องความลับได้

 

“แกจะคอยตามดูฉันไปถึงไหน  แกเป็นบ้าอะไรวะ”   คำพูดที่เซ็นทรัลเวิร์ลวนเวียนอยู่ในสมอง  คำพูดสองแง่สองง่ามซึ่งยากจะตีความไปในทางใดทางหนึ่ง  มันช่างน่ารำคาญที่สุด!

 

“ฉันจะคอยกันนายออกจากสีน้ำไง   สีน้ำเริ่มกลับมาร่าเริงแล้ว ถ้าจิตตกไม่เขียนนิยายอีกจะทำยังไง”  แฟนคลับตัวจริงและแฟนคลับตัวปลอมเผชิญหน้า

 

“แกอยากให้คุณสีน้ำเลิกเขียนนิยายอีโมไม่ใช่รึไง มาตอนนี้ทำตัวเป็นเพื่อนที่แสนดีคิดอะไรของแก”  แฟนอวยเบอร์หนึ่งขัดใจ  จ้องมองหน้าปกสีชมพูและเนื้อหาซึ่งเต็มไปด้วยอีโมชั่นยิ่งขัดใจ

 

“สีน้ำเก็บนิยายไว้ให้นายทั้งๆที่นายไม่หวังดีกับเขา ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ?”   หวนย้อนถามกลับเพื่อค้นหาความในใจ   นิยายอีโมชั่นที่สร้างความเจ็บปวดใจให้กับร่างบางมากมาย  ตั้งแต่วันงานเม็ดยาก็ไม่ลืมเก็บหนังสือเอาไว้ให้แฟนคลับที่แสดงตัวเป็นแฟนคลับเบอร์หนึ่ง

 

“จะรู้สึกอะไรล่ะวะ ก็ต้องดีใจอยู่แล้ว เพราะฉันเป็นแฟนงานคุณสีน้ำน่ะสิ!”  สะบัดใบหน้าไปทางอื่น  แสร้งแสดงตัวไม่ยอมรับในความผิด

 

คทาชิตจ้องมองการแสดงนั่นทั้งที่รู้ความจริงมากกว่าใคร   “สำหรับสีน้ำนายเป็นคนเดียวที่ไม่ว่านิยายของเขาเสียๆหายๆ   และอยากให้นายอ่านงานของตัวเองต่อไป  แต่นายทำเรื่องร้ายๆกับสีน้ำ  ไม่อายตัวเองบ้างเหรอ?”

 

การอิจฉาริษยารังแต่จะทำลายตัวเอง

                “นายก็เป็นนักเขียน  แทนที่จะคอยลอบทำร้ายสีน้ำ  ไปตั้งใจเขียนงานของนายเองดีกว่ามั้ง”   ฉับพลันร่างโปร่งผมเงินได้ดึงกระชากคอเสื้ออย่างรุนแรง

 

“อย่าพูดเหมือนแกเป็นคนดีเสียเหลือเกินเลยเจ้าบ้าเศษสตางค์”   ก็แค่คนๆหนึ่งที่กลัวเพื่อนจะเลิกเขียนนิยาย เลิกตามความฝัน  มีคนดีแบบนั้นอยู่ในโลกด้วยเหรอ..

 

“ฉันไม่ใช่คนดีอะไร  นายก็แต่งนิยายเก่ง นายก็แต่งของนายไปไม่ต้องยุ่งกับสีน้ำก็ได้”    ความคิดของนางอิจฉานั้นช่างยากแท้หยั่งถึง  ใยตัวละครเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยความริษยา

 

“เงียบไปเลย!   เส้นทางมันไม่ราบเรียบแบบนั้นหรอกเว้ย!”   ปล่อยมือและออกแรงผลักเพื่อนสนิทของนักเขียนอีโมชั่น    พวกคนที่มั่นใจในตัวเองทั้งๆที่เขียนไม่ได้เรื่อง ก็สมควรได้รับบทเรียนอยู่แล้ว…

 

“คนที่เขียนนิยายอีโมชั่นแต่กลับได้รับการตีพิมพ์แบบนั้น!”   ทั้งๆที่ตนเขียนได้ดีกว่าแต่ทำไมจึงไม่ได้รับการยอมรับและโดนตีต้นฉบับกลับมาพร้อมคำวิจารณ์

 

คทาชิตจ้องมองและตัดสินใจโต้ตอบกลับ   ลืมไปสิ้นแล้วว่าอยู่ในห้องสมุดไม่ควรส่งเสียงดัง  “ที่นายโดนหินบุรีส่งนิยายกลับมาไม่ยอมพิมพ์ให้  เพราะว่าหินบุรีไม่ชอบนิยายเกย์ตะหาก!”

 

เสียงนกกาบินผ่านไป…  นิยายเกย์…?

                “สีน้ำเคยบอกฉันว่าหินบุรีไม่ชอบเรื่องเกย์ๆ   ถ้าเขียนนิยายเกย์ไปส่งก็ไม่ได้ตีพิมพ์หรอก”    นักเขียนภาษาสวยผมสีเงินถึงกับอึ้งแข็งเป็นก้อนหิน  นั่นหรือความจริงเบื้องหลังคำวิจารณ์มากมายที่ทำให้เขาเสียความมั่นใจ…เพียงเพราะเรื่องแค่นี้เองเหรอ..

 

“แต่หมอนั่นมัน…..”  มองยังไงก็แลดูเหมือนคนที่รับเรื่องบอยเลิฟได้    จะมองว่าตามจีบร่างบางผมน้ำตาลเฟรชชี่คณะเดียวกันก็ยังได้

 

“เพิ่งเป็นเกย์เมื่อเร็วๆนี้เอง  เพราะงั้นที่นายแกล้งสีน้ำมันไม่มีความหมายอะไรเลย   สีน้ำเขียนนิยายอีโมแต่มันเป็นเรื่องนอมอลนะ”  ชายหนุ่มยักไหล่   ร่างโปร่งอึ้งและนั่งพิงพนักเก้าอี้มองเพดาน.. งุนงงกับความจริงที่ได้รับรู้  แท้จริงแล้วมันง่ายแค่นี้เองเหรอ…

 

“บ้าชะมัด….”  ศิลปินเพียงแค่โดนคำวิจารณ์ก็สามารถทำให้เลิกทำงานที่รักไปได้ง่ายๆ…   ตนกลายเป็นคนอ่อนแอไปในทันทีเมื่อเทียบกับสิ่งที่กลั่นแกล้งน้องชายนักเขียนชื่อดังเอาไว้…

 

“ฮ่ะๆ   ถ้านายจะทำแบบเดิม ฉันก็จะตามนายไปซักพักจนกว่าจะเลิกล่ะ”  คทาชิตหัวเราะเริงร่า  หนังสือเล่มหนาฟาดเข้ากลางศีรษะเจ้าหน้าระรื่น     ไม่ขอบคุณหรอกที่บอกความจริงให้ได้รู้เพราะมันน่าขายหน้านัก  ทิฐิไม่ใช่เรื่องยอมลงได้ง่ายๆ

 

 

กระนั้นแล้วในเครือข่ายของสาววายนั้นยังคงเชียร์คู่ของสองคนนี้อยู่  คทาชิตผู้แสนฉลาดในเรื่องเพื่อนแต่แสนบื้อในเรื่องของตัวเองยังคงไม่รู้ตัวว่าพูดจาสองแง่สองง่ามไปวันก่อนได้สร้างผลกระทบมากขนาดไหน  เพื่อนสนิทมักไม่ต่างกันคงเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง…

 

 

เจ้าแมวจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หรือไม่

เจ้าหมาคงต้องคอยตามดูไปซักระยะ…  

 

 

            ชายผู้อยู่ในบทสนทนาของคู่หมาแมวออกเดินไปตามชั้นหนังสือต่างๆ  มีเพียงชื่อหนังสืออย่างเดียวคงไม่ช่วยให้หาเจอได้ง่ายๆ   ดวงตากลมมองหาคอมพิวเตอร์สำหรับค้นหาหนังสือ   เครื่องตรงมุมหน้าต่างว่างพอดิบพอดีจึงรีบเดินไปใช้งาน   มือคว้าเม้าส์กลับกลายเป็นไปคว้ามือคนอื่นเขาแทนราวกับฉากในตำนาน…   ตำนานดาษๆที่สองมือมักจะจับของชิ้นเดียวกันเสมอ

 

 

“ขอโทษครับ.. อ่าว… พี่เขี้ยว?”    คำเรียกชื่อแทบทำให้ผู้ชายร่างสูงต้องไปนอนห้องพยาบาล   น้ำเสียงใสที่เปล่งเรียกชื่อตนมันช่างต่างจากคนอื่นเรียก….

 

“นายจะหาอะไร?”  ปล่อยมือออกจากเม้าส์และตั้งสติให้เป็นปกติ    ชายผู้มีอิทธิพลที่สุดในมหาวิทยาลัยนานมีบุรี  ตำนานอันสยดสยองของเหล่านักศึกษา  จะมาหมดท่าในห้องสมุดต่อหน้าผู้คนเพราะนักศึกษาปีหนึ่งหน้าตาน่ารักไม่ได้เด็ดขาด…

 

“อ๋อ  ผมหาหนังสือให้คทาชิตน่ะครับ”   ยื่นชื่อหนังสือให้กับรุ่นพี่  หนังสือเรื่องชายรักชายซึ่งแอบแฝงในวรรณกรรมร่วมสมัย…แค่เห็นอาการแอนตี้มันใกล้ทำงาน…

 

ถึงแม้ตัวจะเริ่มเป็นเกย์ฝึกหัด(?)  แต่หนังสือเกี่ยวกับบอยเลิฟมันไม่เหมือนกัน  “หาเอาเอง  ไม่ใช่งานของฉัน”  ส่งชื่อหนังสือกลับให้ทันที

 

มือเรียวเร่งคว้าแขนแกร่งเอาไว้ก่อนจะเดินหนีไป   “เดี๋ยวก่อนครับ  ช่วยผมหาหน่อยนะครับพี่เขี้ยว  หาสองคนน่าจะเร็วกว่า…..”   ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ…มาอีกแล้วลูกอ้อนแบบนี้…

 

หนุ่มแหววโหดพ่ายแพ้ต่อของน่ารักอีกครั้ง  ศักดิ์ศรีที่เคยมีป่นปี้ไปแล้วสินะ..  “ตามมา  มันอยู่ที่ชั้นแถว Y”  ออกเดินนำไปโดยมีรุ่นน้องเดินเหยาะๆตามไปเบื้องหลัง…

 

 

ภาพของประธานสโมสรนักศึกษาเดินเคียงคู่ไปกับนักศึกษาปีหนึ่งร่างเล็กเป็นภาพที่สร้างความตกใจให้กับผู้คนในห้องสมุด  สำหรับคนที่ได้มาอยู่ร่วมในวินาทีประวัติศาสตร์นี้คงถือว่าตายตาหลับ(?)   เมื่อคนทั้งสองเดินหายไปในซอกระหว่างชั้นหนังสือ  แฟนเพจมั่นใจว่านักศึกษาเกินพันคนในนานมีบุรีเกลียดหินบุรี เขียวยักษ์ก็เต็มไปด้วยข่าวลือแต่งเอาเองด้วยจินตนาการ…

 

 

“เจอรึยัง?”   เสียงทุ้มเปล่งถามเจ้าอุปกรณ์วาดเขียนสมองทึบที่พยายามก้มๆเงยๆหาหนังสือตามชื่อในกระดาษ  หากเป็นห้องน้ำแล้วก้มลงเก็บสบู่(?)คงดูไม่จืด..

 

“ยังเลยครับ  หรือว่าจะมีคนยืมไป?”   การค้นหาของทางวิชาการคงเกินความสามารถของเขา  ไม่ทันไรหนังสือเล่มหนาหน้าปกสีม่วงอ่อนก็มาอยู่ตรงหน้า

 

เงยหน้าขึ้นมองก็พบมือใหญ่  “ขอบคุณครับ  หาเร็วจัง”  รีบรับมาถือเอาไว้แนบอก  คลี่ยิ้มขอบคุณด้วยท่าทีเคอะเขิน  หัวใจหนุ่มแหววเป็นต้องสั่น

 

หินบุรีมองร่างบางผู้ไม่มีท่าทีเปลี่ยนไปเลยหลังจากเหตุการณ์ในเซ็นทรัลเวิร์ล  หลังจากสารภาพรักออกไปดูเหมือนอะไรๆก็ยังคงเหมือนเดิม  “นายเป็นพวกตายด้านรึไง?”

 

“ครับ???”   เจ้าเกย์น้อยฝึกหักแต่เนื้อหอมกว่าใครเอียงคอมอง   คนเราอยู่กับพี่ชาย(?)จะไปรู้สึกตื่นเต้นอะไรมากมายกันล่ะ….

 

 

เหตุการณ์ในตำนานประจำห้องสมุด  สีน้ำเดินถอยหลังไปชิดติดกับชั้นหนังสือเมื่อชายร่างสูงกว่าผมสีดำขลับนั้นก้าวตรงมาหา    สองมือกอดหนังสือเอาไว้แน่นไม่เข้าใจการกระทำของฝ่ายตรงข้าม  พี่น้องมันไม่ควรจะมีอีเวนท์แบบนี้ใช่รึเปล่า?

 

 

“พี่เขี้ยว….?”   มองสบตาร่างสูงกว่า   หัวใจมันเริ่มเต้นรัวขึ้นมาอีกแล้ว  และเมื่อมือแกร่งเอื้อมมาลูบผมยิ่งทำให้เผลอเกร็งและกลั้นหายใจ

 

“นายกับเจ้าพืชล้มลุกนั่นหมั้นกันแล้วสินะ”  คุณนาวา..เอ๊ย.. ประธานสโมสรนักศึกษาจ้องมอง  คำถามที่ดึงให้คนฟังนึกขึ้นมาได้

 

“…คะ…ครับ… จริงๆผมเองก็เกือบลืมไปแล้วเหมือนกัน”   เพราะว่าไม่มีอะไรบ่งบอกว่าหมั้นกันไปแล้ว ก็แค่ในนามเพราะคนอยากแกล้งแค่นั้นเอง

 

“แสดงว่านายไม่ได้รักมัน?”   ใบหน้าใสผงกตอบ  ฟ้าคงถล่มเป็นแน่ถ้าเกิดใจตรงกันขึ้นมา  ต่างฝ่ายต่างไม่ชอบหน้ากันปานผีกับพระแบบนั้น

 

“ผมกับเจ้ามุกนั่น ไม่มีทางคิดแบบนั้นหรอกครับ   หมอนั่นเกลียดขี้หน้าผมจะตายไป”   เป็นแค่การหมั้นเพื่อการกลั่นแกล้ง  เพื่อให้เขาอยู่ในความทุกข์ก็เท่านั้นเอง

 

ปากบอกว่าไม่ได้คิดอะไร  แต่สรรพนามชื่อที่เปลี่ยนไปชวนให้สงสัยนัก  “งั้นเหรอ”   ร่างหนาผมทรงรีเจนท์และนกน้อยสีเหลืองลอบมองมาจากชั้นหนังสือด้านหลัง  คอยลุ้นแทนเจ้านายประหนึ่งลุ้นบอลโลกช่วงเที่ยงคืน…

 

“พี่เขี้ยวถามทำไมเหรอครับ?”   หรือจะเป็นคำถามของพี่ชายที่ห่วงใยน้องชาย?  เป็นแบบเดียวกับพี่ยาสูบสินะ อืมๆ  ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆเลย..

 

แต่แล้วความบื้อของตัวเอกจำต้องชะงักเมื่อพวงแก้มโดนสัมผัสแผ่วเบา    “งั้นนายก็คบกับฉันได้สินะ”  ดวงตาเบิกกว้าง สมองและหัวใจคล้ายกับหยุดนิ่งไป…

 

 

โครม!!!!

                ชั้นหนังสือล้มลง…   ผลงานชิ้นโบแดงจากการอยากรู้อยากเห็นเรื่องเจ้านายมากเกินไปของคุณศักดิ์และหินน้อย   นักศึกษาและบรรณารักษ์ต่างเร่งวิ่งมามุงดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น    หนังสือกระจัดกระจาย ฝุ่นจากชั้นพุ่งขึ้นมาให้หลุดจาม บรรยากาศพินาศสิ้น..

 

 

“ขออภัยครับ  เชิญคุยธุระต่อเถอะครับ”   ทำเนียนเก็บหนังสือบนพื้นประหนึ่งไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้น   แต่สำหรับคนสองคนนั้นไม่ใช่แบบนั้น

 

“อ่ะ..เอ่อ… งั้นผมเอาหนังสือกลับไปให้คทาชิตก่อนนะครับ! ขอบคุณมากครับที่ช่วยหา”  โค้งทำมุมเก้าสิบองศาและรีบออกวิ่งหนีไปทั้งใบหน้าที่แดงก่ำ

 

หนุ่มแหววผู้ครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของแม่ยกจำต้องเซ็ง   “คุณศักดิ์   เก็บให้เรียบร้อย”   ถึงแม้จะเป็นคู่หมั้นของคนอื่นก็ไม่เป็นไร  แค่ไม่ได้รักกันก็เพียงพอแล้ว…

 

 

หากเปรียบเรื่องราวของคนสามคนให้เป็นละครน้ำเน่าเรื่องหนึ่ง ก็คงไม่พ้นพระเอก นางเอก และพระรองที่ติดอยู่ในวังวนแห่งความรัก  แต่เพราะนี่คือฟิควายและตัวละครทุกตัวไม่ได้แสนดีจึงมองแบบนั้นได้ยาก  ไม่มีคำจำกัดความบอกไว้ว่าพระรองจะอกหัก?

 

 

หนึ่งวันของสีน้ำยังเก็บแต้มไม่ครบ

อีเวนท์จึงไม่อาจจบลงแค่นี้

                เข็มนาฬิกาหมุนวนเปลี่ยนเวลาจากยามบ่ายมาเป็นยามเย็นซึ่งท้องฟ้าเป็นสีส้มสดใส    ร่างเล็กในชุดนักศึกษาปล่อยชายเสื้ออกจากกางเกงเพื่อความสบายเดินไปตามถนนในซอยหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อซื้อกับข้าวและขนมกลับไปทานเล่นระหว่างคิดพล็อตใหม่ๆ    ช่วงนี้ในสมองเกิดความคิดและเรื่องราวมากหลายและเสียดายไม่อยากให้มันเลือนหายไปจึงต้องจดบันทึกเอาไว้เยอะๆ

 

 

“หรือเราจะเขียนนิยายกำลังภายในวายดีน๊า”    แนวคิดแบบใหม่ที่ยังไม่พบเห็นในตลาดของวัยรุ่น   เขาจะทำได้รึเปล่านะหรือต้องไปหาหนังสือมาอ่าน?

 

ครู่หนึ่งสมองกลับนึกหวนไปถึงเรื่องราวในห้องสมุด   ใบหน้าซับสีเรื่อขึ้นมาในทันใด   “นั่นน่ะ… คือการขอคบเป็นแฟนเหรอ….”  เสียงจากทางบ้านดังบอกมาว่าเขาสารภาพรักไปนานแล้วแต่ดันบื้อ…

 

 

ผู้ชายอบอุ่นทำอะไรก็เก่งเหมือนพี่ชายที่แสนดีมาขอคบเป็นแฟน?   ผู้ชายปากร้ายอย่างกับเลี้ยงสุนัขไว้ในปากผู้เป็นศัตรูที่รัก(?)กลับกลายมาเป็นคู่หมั้น     รุ่นพี่ที่เคารพและไว้ใจกลับมีสัมพันธ์(?)ในช่วงข้ามคืน  และผู้ชายที่ตามจีบตลอดเวลากลับไม่ก้าวหน้าอย่างที่คิด  โลกนี้ช่างแปลกจริงๆ…

 

 

“ตัวละครมีฮาเร็มเขาจัดการเรื่องแบบนี้กันยังไงนะ….”  เพื่อไม่ให้คนใดคนหนึ่งต้องเสียน้ำใจ   เพื่อคงความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ได้…

 

พี่ยาสูบเคยบอกไว้ว่าให้ถามหัวใจของตัวเอง…   “แล้วหัวใจของเรานอกจากเรื่องนิยาย… มีอะไรอีกนะ…”  ความฝันและความรักอยู่คู่กันเช่นเดียวกับความเกลียด…

 

คิดแล้วท้องไส้ก็ปั่นป่วนหินข้าวขึ้นมา  “รีบซื้อกับข้าวดีกว่า…”   ไหนๆเดินมาถึงนี่แล้วก็ไปซื้อส้มตำแม่สะออนกลับไปจกกับเพื่อนซะ

 

 

ฉากร้านส้มตำซึ่งควรจะเป็นฉากของพ่อเลี้ยงดนัยกลับมีชายในชุดสูทสีดำสวมแว่นตาดำท่าทางน่าสงสัยยืนออเต็มไปหมด   ช่างน่าแปลกใจที่ตนเองเดินมาได้ตั้งนานโดยไม่สงสัยว่านักศึกษาหายไปไหนกันหมด  ตรงหน้าซุปเปอร์มาเก็ตท้ายซอยแลเห็นร่างของชายหนุ่มผมสีขาวบริสุทธิ์ในชุดผ้ากันเปื้อนยืนพูดคุยกับผู้ชายร่างโตคล้ายกับหัวโจก  พนักงานร้านและเจ้าของซุปเปอร์ต่างหลบมุมอยู่ภายใน…

 

 

“คุณเบียร์?”   ภาพของชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางผู้ชายในชุดสูทสีดำนั้นช่างดึงสายตา…  คงไม่ได้โดนเจ้าหนี้หรือว่าอะไรมารุมหรอกนะ!

 

สีหน้าของชายหนุ่มแลดูนิ่งเฉยและไม่พอใจ  เป็นสีหน้าที่ตนไม่เคยเห็น   มองจากระยะห่างๆไม่อาจได้ยินเสียงสนทนา หากแต่จากภาพดูเหมือนจะมีปากเสียงกัน…  “ท่าทางน่าเป็นห่วง…”  ลืมเรื่องที่ครุ่นคิดไปเสียสิ้นและหันมาสนใจเรื่องตรงหน้า

 

 

สมองใสๆของนักเขียนนิยายเริ่มปะติดปะต่อเรื่องด้วยตัวเอง   พวกผู้ชายชุดดำนั่นเป็นพวกมีอิทธิพลและเป็นเจ้าหนี้ของคุณลุงเจ้าของร้านซุปเปอร์มาเก็ต   คุณเบียร์ที่ทำงานพิเศษหลายที่ก็เพราะว่าจะหาเงินมาช่วยผู้มีพระคุณที่เก็บตนมาเลี้ยง   แต่จ่ายดอกไปเท่าไหรก็โดนโกงมากเท่านั้น พวกนั้นเลยยกพวกมาขู่!!

 

พระเอกอย่างเขาจะอยู่เฉยได้อย่างไร!!!

                “คุณตำรวจครับ!!   มีคนมารังแกประชาชน!!”  เสียงเสียงใสตะโกนก้อง    เหล่าชายชุดดำพากันตกใจและเริ่มสลายตัวไปขึ้นรถสีเดียวกัน   มุขนี้ได้ผลอย่างกับละครน้ำเน่าเลยน่ะ…

 

“สีน้ำ?  เล่นอะไรน่ะ?”    ใบหน้าคมหล่อเหลาหันไปยังต้นเสียง   ร่างบางชุดนักศึกษาวิ่งตรงมาจับมือแกร่งเอาไว้ด้วยความมุ่งมั่นและเปี่ยมด้วยกำลังใจ

 

“คุณเบียร์ไม่ต้องห่วงนะครับ!   ผมจะช่วยปกป้องซุปเปอร์มาเก็ตด้วย!”     ดวงตาสีม่วงถึงกับเอ๋อในคำพูดนั่น  ลงทุนเล่นมุขดาษๆเพราะแบบนี้เองเหรอ

 

“ฮ่ะๆ  ขอบใจนะ น่ารักจัง”   เนียนกอดหมับไว้แนบอก   พวกลุงเจ้าของร้านและพนักงานคนอื่นโล่งใจและเดินกลับไปดูแลร้านกันต่อ  นักศึกษาซึ่งเข้าไปหลบในร้านส้มตำพากันกลับมาเดินซื้อของ…

 

ไม่มีการแก้ตัวความคิดในแง่นิยายน้ำเน่าของสีน้ำจึงดำเนินต่อไป   “คุณเบียร์คงลำบากแย่.. ผมไม่เคยรู้เลยว่าคุณต้องทำงานหนักเพราะเป็นคนดีขนาดนี้”    จะยอมให้กอดสร้างกำลังใจก็ได้…

 

ผู้ชายลัลล้าหัวเราะเบาๆ   “ผู้ชายตั้งใจทำงานในสายตาเธอไม่ใช่คนดีเหรอเนี่ย แหม  ฉันเป็นคนดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว”  จะแปลว่าดีเกินไปหรือเลวได้อีกดี….

 

ร่างบางผละออกห่างและจับแขนแกร่งทั้งสองข้างจ้องเขม็ง   “คราวหลังมีเรื่องลำบากก็บอกกันบ้างก็ได้ เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอครับ!”   เพื่อน.. มิตรภาพ.. เส้นทางสีม่วงที่แสนมั่วซั่วของเจ้าหนูฮาเร็ม…

 

ริมฝีปากคมหยักยิ้มในความใสซื่อ   เรื่องราวมาไกลขนาดนี้ก็ยังเป็นเพื่อนแฮะ    “จริงๆมีอีกหลายเรื่องที่ฉันอยากบอกสีน้ำ  แต่คงบอกได้แต่ความในใจ❤”    ไม่ลืมเสี่ยวอย่างอารมณ์ดี

 

“ยังจะทำตลกอีกนะครับ!   คุณมีหนี้อยู่เท่าไหร  พวกนั้นมันจะมาทวงเงินอีกเท่าไหรครับ!!”  คิดเองเออเองโดยไม่คิดจะถามอะไรอีกแล้ว…

 

เบียร์ยื่นมือไปจับแก้มเนียนนุ่มนิ่ม  สบมองตาอย่างจริงจัง  “ฉันจะไม่ได้อยู่ที่นานมีบุรีอีกแล้วนะสีน้ำ”  คงไม่ได้เล่นมุขเสี่ยวใส่กันบ่อยๆได้อีกแล้ว…

 

“เอ๋?!!”    ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้าง  ต้องหนีเจ้าหนี้ไปแล้วเหรอ   จะหนีไปกบดานตั้งตัวที่อื่นเหรอ?   หรือจะไปทำงานที่สวนสัตว์เชียงใหม่!

 

“คุณโดนเรียกไปเป็นพนักงานประจำที่อควอเรี่ยมสวนสัตว์เชียงใหม่เหรอ!?”    คว้าแขนเอาไว้แน่น  คนที่เห็นหน้ากันเป็นประจำ จู่ๆกลับจะจากไปไกลถึงภาคเหนือ…..

 

“ก็นะ  แต่หัวใจของฉันยังเชื่อมต่อกับเธอเสมอน๊า❤”    ขยับใบหน้าไปใกล้และใช้แก้มถูกไถใบหน้าใสอย่างเอ็นดู   อยากจะเดาว่าพูดจริงหรือพูดเล่นที่จะจากไป…

 

 

ร่างบางสีหน้าสลดลงไปทันที   ผู้ชายอารมณ์ดีซึ่งช่วยเหลือเขาหลายครั้ง  เคยนั่งปลอบใจ  เคยเห็นไปทุกที่ในนานมีบุรี  ท่านชายของเหล่าถ้วยฟูFC จะไม่อยู่อีกแล้วเหรอ…  แม้ไม่ไกลแต่ก็ไกลสำหรับคนที่เคยเจอกันเป็นประจำอยู่ดี… คล้ายกับบางอย่างมันขาดหาย ในใจมันโหว่งๆ…

 

รู้สึกเหมือนสายไปที่จะทำเรื่องดีๆตอบแทนบ้าง…

 

 

“ถ้าผมไปเยี่ยมบ้างคงได้ใช่รึเปล่า…?   คุณจะไปเมื่อไหร?   งั้นวันนี้ไปกินข้าวกับผมกับคทาชิตมั้ย??”   พูดรัวลิ้นแทบพันกันเรียกเสียงหัวเราะขำขัน

 

“ไปได้อยู่แล้ว   แต่มีอีกอย่างที่จะขอ  ไม่เป็นคนแรกก็ไม่เป็นไรเป็นคนที่เต็มใจก็พอ”   เคลื่อนใบหน้าไปแนบสัมผัสอ่อนนุ่มที่ริมฝีปากเรียวสีชมพูอ่อน   ดวงตาสีน้ำตาลนิ่งตกใจไปครู่หนึ่ง  กระพริบตาปริบๆ  หากแต่ยามที่หวนคิดได้จึงปรือหลับตาตอบรับโดยดี…

 

 

อาจจะเป็นจูบลา…สินะ….?

 

 

ในมุมหนึ่งข้างซุปเปอร์มาเก็ต สายตาคู่หนึ่งได้มองดูภาพของคนสองคนมาตั้งแต่แรก  ภาพที่ทำร้ายจิตใจมากที่สุดคือการจุมพิต..  เปรียบดั่งมีดที่ทิ่มแทงลงไปในใจของพ่อเลี้ยงผมสีทอง  วังวนบางอย่างได้เริ่มหมุนวนไป  ฮาเร็มที่ก่อร่างนั้นกำลังแตกร้าว…

 

เส้นทางของแต่ละคนทอดยาวออกไปในทิศทางต่างๆ

ด้วยเส้นใยบางๆนั้นได้รั้งพวกเราไว้ในชั่วขณะหนึ่ง

 

 

ในท้ายที่สุดแล้วหรือมันจะขาดสะบั้นลง

ติดตามตอนต่อไป….

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 09/30/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: