RSS

[KHRFic] แก้วตาฮาเร็ม ตอน 25

30 ก.ย.

“มิตรภาพเป็นสิ่งที่คงอยู่ตลอดไป

“ส่วนความรักนั้นไม่อาจคาดเดาได้ว่าจบลงที่ไหน”

                ในอนาคตข้างหน้าอาจจะเป็น 5 ปี 10 ปีผ่านไป  หากได้ย้อนหลังมาดูความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย มันคงเป็นเรื่องราวที่สมควรทำเป็นละครหรือนิยายอย่างมาก และที่สำคัญคงเอาไปเล่าให้ใครฟังได้อย่างสนุกสนาน  ว่าครั้งหนึ่งชีวิตเคยวุ่นวายและวุ่นรักมากขนาดไหน  จุดเปลี่ยนของคนที่ไม่เคยชอบผู้ชายกลับกลายเป็นเกย์เจริญรอยตามคนอื่นไปซะงั้นน่ะ

 

 

บทที่ยี่สิบห้า : ทางแยกของเราหลายๆคน

 

 

“อะไรนะสีน้ำหายตัวไปเหรอ!!”

 

เสียงตื่นตกใจดังลอดโทรศัพท์มือถือของประธานสโมสรนักศึกษา  ด้วยเสียงอันดังนั้นเจ้าตัวจึงยื่นเครื่องให้ผู้ช่วยคนสนิทเป็นคนสนทนาต่อด้วยความรำคาญ   จะตะโกนเสียงดังไปทำไมยังไงก็ได้ยินชัดดีแม้จะอยู่ใกล้ป่าชวนให้คิดว่าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ก็เถอะ…

 

“ครับ  คุณคทาชิตไม่ต้องห่วงหรอกครับ  เดี๋ยวทางเราก็หาตัวเจอ”  ปรามคนใจร้อนให้เย็นลง  หากแต่ในสถานการณ์แบบนี้ใครจะเย็นลงได้ล่ะ…

 

“ไม่ห่วงได้ยังไง!!   เดี๋ยวฉัน ขวานแล้วก็โกมลจะเหมารถไปเขาใหญ่เดี๋ยวนี้ล่ะ!!”  สายโทรศัพท์จากฝั่งตรงข้ามตัดไปโดยไม่รอให้พูดคุยใดๆอีก…  จากตอนที่แล้วที่หอพักมีคนแค่สองคน แล้วมาเพิ่มอีกหนึ่งได้อย่างไรกันนะ?

 

 

รีสอร์ทของโรงแรมใหญ่กลายเป็นพื้นที่รวมตัวของนายตำรวจหลากหลายนาย    เหล่าชายในชุดเครื่องแบบยืนตรงรับคำสั่งจากผู้เป็นนายสวมชุดโค้ทสีดำขลับ จนถึงตอนที่25นี้ก็ไม่อาจรู้ได้เสียทีว่าท่านรองอาราวดีมีอำนาจมากขนาดนี้แล้วใยจึงเป็นแค่ท่านรอง

 

ร่มโมกข์ให้การกับสารวัตรสวมแว่นตาที่แสนคุ้นเคย  ท้องฟ้าในยามค่ำคืนนั้นยากที่จะตามหาตัวคนที่เข้าไปในป่า  เกิดคดีคนหายงานเลี้ยงเฉลิมฉลองการอภิเษกขององค์รัชทายาทแห่งประเทศมีโอฬาริจึงต้องเลื่อนงานในคืนนี้ไปก่อนเพื่อไม่ให้เกิดเป็นดราม่าในเว็บคุณภาพ(?)

 

 

“สีน้ำหายตัวไปเหรอ?”   เบียร์เดินมาหาเหล่าสหายจากมหาวิทยาลัยนานมีบุรีพร้อมกับเหล่าราชองครักษ์  ภาพชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบชวนให้แปลกตาสำหรับคนมอง

 

“สีน้ำกับโฬมอุดมโดนคนไล่ยิงเลยหนีเข้าไปในป่าน่ะเบียร์”   ยาสูบแทบเอายาดมมาแก้อาการวิงเวียน  เป็นห่วงน้องรักมากเสียจนจะหน้ามืด

 

ดวงตาสีม่วงเหล่มองไปทางพวกราชองครักษ์ในชุดดำ   “ไม่ต้องตามฉันแล้ว   ไปบอกคนอื่นๆให้ช่วยตามหาสุดที่รักของฉันทีสิ”  ไม่ลืมหันไปโบกมือและขยิบตาให้กับกิ๊กเก่า(?)อย่างคุณตำรวจสวมแว่นตา

 

“แต่ท่านอยู่คนเดียวเดี๋ยว……….”   เกาะติดมากเกินไปเสียจนคนเป็นสามัญชนมาเกินครึ่งชีวิตรำคาญ   เบี่ยงมองไปด้วยหน้าตายิ้มแย้มหากแต่ลึกๆแล้วแฝงไปด้วยความน่ากลัว….

 

เพียงพริบตาพวกองครักษ์จึงรีบโค้งคำนับและจากไปโดยพร้อมเพรียง   “น่าเบื่อจังคนชั้นสูงเนี่ย  จะทำอะไรก็ไม่สะดวกเลย”  ถอดเสื้อเครื่องแบบตัวนอกโยนทิ้งไปให้เหลือเพียงเสื้อยืดตัวใน

 

“ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะได้เป็นเจ้าชาย เธอนี่ก็แปลก”  เดชาเอ่ยขึ้นระหว่างปลอบโยนภรรยาหนุ่มหน้าตาดี   ริมฝีปากคมหยักยิ้มสดใส

 

“เป็นแล้วไมได้อยู่กับคนที่ชอบก็งั้นๆแหละนะ  ไม่ได้เจอใครยิ่งน่าเบื่อเลย”  เข้าออกร้านทำงานพิเศษได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตาช่างสนุกสนาน

 

หินบุรีจ้องมองไปทางบิดาซึ่งกำลังสั่งการเหล่าลูกน้องอย่างขัดใจ  “คุณศักดิ์ ฉันจะเข้าไปในป่า”  ตัดสินใจทำตัวเป็นหน่วยค้นหาด้วยตัวเอง

 

“แต่มันมืดแล้วนะครับคุณเขี้ยว!  ที่นี่ยิ่งมีคนหายบ่อยๆด้วย!”   ร่างหนาผมทรงรีเจนท์ห่วงและยืนยันให้เจ้าหน้าที่เป็นคนตามหากันเอง

 

ถึงกระนั้นร่างสูงผมสีดำขลับก็มิคิดจะทำตาม  “คนหายบ่อยแล้วจะปล่อยหมอนั่นไปได้ยังไง”   คนที่ไม่เคยสนใจเรื่องของคนอื่นนอกจากเรื่องของตัวเองได้เปลี่ยนแปลงไป….

 

ความเปลี่ยนแปลงของชายรอบตัวสีน้ำเริ่มชัดเจน

                และในยามนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้น   “ไม่ทราบว่าพวกคุณเดินทางกันมาแค่นี้รึเปล่าครับ?”   สารวัตรโชคเดินมาสำรวจและหาข้อมูล

 

“ครับพวกเราเดินทางมากันแค่นี้”  คุณศักดิ์ตอบรับแทนเหล่าเจ้านาย  หากแต่ทุกคนได้ลืมใครไปคนหนึ่งแล้วหรือเปล่า.. ผู้ชายซึ่งมักหายไปกับฉากหลัง

 

“มีอีกคนไม่ใช่เหรอ  ก็ดนัยมาด้วยกันกับพวกเธอ”  นักเขียนชื่อดังเอ่ยขึ้นดึงความสนใจของทุกคน  ตั้งแต่เกิดเรื่องไม่มีคนสนใจเลยว่าชายคนนั้นหายไปไหน

 

“อ่าว?  งั้นดนัยหายไปไหนล่ะ  หรือว่าออกไปตามหาสีน้ำ?”   หนุ่มผมขาวมองโลกในแง่ดีไปงั้นๆ   ต่อมนิยายสืบสวนของนายตำรวจหนุ่มผมสีน้ำตาลแดงได้ทำงาน

 

“ผมได้กลิ่น…การฆาตกรรม…”    แม้จะมีเจ้านายอยู่ไม่ห่างไปจากจุดที่ยืนก็ไม่เลิกใช้พลังจินตนาการสุดแสนบรรเจิดดึงเรื่องให้สยองขวัญ

 

“มีความเป็นได้ว่าในหมู่พวกคุณมีคนไม่หวังดีต่อคุณสีน้ำ สวัสดีอยู่  และคุณดนัยที่พวกคุณพูดถึงก็อาจจะโดนสังหารไปแล้วก็ได้!”   สารวัตรโชคผู้รับผิดชอบคดีแทนท่านรองอาราวดีเริ่มร่ายฉากในนิยายสืบสวนสอบสวน

 

ฉับพลันม้วนกระดาษได้ฟาดลงกลางศีรษะของเจ้าคนช่างจิ้น   “ไร้สาระ  ไปออกตามหาได้แล้ว”   โอกาสที่สารวัตรจะโดนลดขั้นช่างใกล้เข้ามาเมื่อโดนนายเหนือหัวเล่นงานในระยะประชิด

 

“ครับท่าน!!”   สองขาก้าววิ่งไปสมทบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของอุทยาน    การค้นหาในป่าจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ช่วยด้วย

 

ดวงตาคมของผู้เป็นบิดาจ้องมองหน้าลูกชายวัย 20  “คิดจะไปไหน?”  จำเป็นต้องล่ามด้วยกุญแจมือให้อยู่ในรีสอร์ทเงียบๆรอข่าวหรือเปล่า

 

“จะเข้าไปในป่านั่น”   หินบุรีไม่อาจทนรออยู่เฉยๆได้  นิสัยไม่ชอบรอขับให้ร่างสูงก้าวตรงไปยังเขตเข้าใกล้ป่า  แต่ละคนเริ่มบอกห้าม..

 

ยกเว้นก็เพียงเจ้าชายแห่งประเทศมีโอฬาริซึ่งเดินมาพร้อมกับไฟฉาย  “ไม่ต้องห่วง ฉันเคยมารับจ๊อบแถวนี้ มันก็เหมือนสนามหลังบ้านล่ะ”  ส่งยิ้มและขยิบตาให้

 

“ถึงคุณเบียร์จะพูดแบบนั้น  แต่ทั้งสองคนรอที่นี่เถอะครับ!”  ร่มโมกข์ซึ่งต้องการจะตามหาเจ้านายที่หายไปบอกห้าม  รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาด

 

“จะรอได้ยังไงล่ะ  ก็เป็นพระเอกนี่เนอะ❤”   และแล้วสองหนุ่มผู้มีภาพลักษณ์คนละสีก็ได้เดินตรงเข้าไปในเขตป่าใหญ่ที่แสนมืดมิด  อุปกรณ์ติดตัวมีเพียงแค่ไฟฉายคนละอันเท่านั้น จะกล้ามากไปแล้ว…

 

“กล้ากันซะจริงๆพวกผู้ชายของสีน้ำเนี่ย…” ยาสูบกุมขมับและหันไปหาสามีสุดที่รัก   หากมีคนสังเกตได้คงเริ่มคิดว่าฉากนี้มีกิ๊กและตัวจริงอยู่ในฉากเดียวกัน…

 

“เดชาเตรียมอุปกรณ์การแพทย์ไว้ก็ดีนะ ไม่ก็บอกหน่วยพยาบาลให้มาเตรียมตัว” สับปะรดสองแฉกทำหน้าตางงงวย  หากแต่มันเป็นคำขอของภรรยาสุดที่รักมีหรือจะไม่เตรียมการให้

 

“มีอะไรรึเปล่าครับ?”  คุณศักดิ์และหินน้อยไม่เข้าใจในคำสั่งนั่น  ร่างโปร่งผมน้ำตาลทองเพียงถอนหายใจออกมาเท่านั้นเอง…

 

 

สันชาตญาณของนักเขียนชื่อดังมันบอกเอาไว้ว่า…

ฉากแบบนี้น่ะต้องมีพระเอกถูกยิงน่ะสิ ไม่งั้นไม่ใช่ละคร….

 

 

            สันชาตญาณของนักเขียนชื่อดังจะเป็นจริงหรือไม่เราต้องติดตามชมกันต่อไป…   ยามค่ำคืนแมกไม้ในป่าทึบยิ่งบดบังแสงจันทร์และแสงดาวที่ควรจะสร้างแสงสว่าง   ร่างเล็กผมสีน้ำตาลไหม้เดินจับมือกับร่างสูงผมสีน้ำเงินเดินระแวดระวังทางและไอ้โม่งชุดดำ  ตั้งแต่เมื่อใดที่ทั้งสองคนกุมมือกันไว้แน่นคงไม่อาจล่วงรู้ได้..   สิ่งที่ทั้งสองคิดมีเพียงหาที่ปลอดภัยหรือหาคนช่วยได้สำเร็จ…

 

 

“พวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ  มืดมากเลยด้วย…” สีน้ำเสียวสันหลัง  นอกจากจะมีคนไล่ยิงแล้วยังกลัวสัตว์ป่าและวิญญาณอีกตะหาก..

 

“คนที่ไล่ตามพวกเราก็ต้องลำบากเหมือนกันล่ะครับ  ตอนนี้ควรจะหาที่หลบดีๆจะดีกว่า”   ยิ่งเดินตอนมืดค่ำจะยิ่งหลงไปไกล…

 

“คนอื่นๆจะตามหาพวกเรารึยังนะ…”   ได้แต่ภาวนาในใจให้มีคนรู้สึกตัวว่าพวกตนนั้นหายตัวไป   ในงานเลี้ยงมีตำรวจหลายนายไม่นายคงจับคนร้ายได้

 

“กลัวเหรอครับ?”   เสียงทุ้มเปล่งถาม   ท่าทางของร่างบางซึ่งคอยอยู่เกาะติดกับตัวเขาช่างบ่งบอกว่ากลัวโดนเสือจับไปกิน…  ในเขตของโรงแรมมันคงไม่มีหรอกมั้ง..

 

“แหงล่ะไม่กลัวก็บ้าแล้ว  น่ากลัวกว่าเวลาเห็นฉากในละครทีวีเสียอีก”    มือนั้นเย็นเฉียบเสียจนคนจับรู้สึกได้  แต่มือของคนที่เพิ่งโดนยิงคงเย็นกว่า..

 

“ว่าแต่แผลที่นายโดนกระสุนปืนน่ะ ไม่เป็นไรเหรอ?”   ชุดสูทสีดำขลับบดบังให้เห็นเพียงรอยขาดจากที่โดนเฉี่ยวไป   มือตนสัมผัสความเหนียวเหนอะได้..  คงไม่ใช่เลือดหรอกมั้ง…?

 

“ตามหลักวิทยาศาสตร์นะครับ  ลองโดนไล่ล่าแบบนี้คงลืมไปแล้วล่ะครับว่าเจ็บ”  ประมาณว่าอะนาดิลีนมันหลั่งอะไรแบบนั้นสินะ…. เขาเรียนมนุษยศาสตร์ไม่รู้เรื่องหรอก!

 

“งั้นรีบหาที่พักกันเถอะ  มันมืดมากเลยนะ…”    แอบหวังในใจให้พบกระท่อมร้างหรืออะไรแบบนั้น บ้านพักคนล่าสัตว์แบบหนังฝรั่งก็ได้…

 

เสียงต้นไม้ขยับก็ชวนให้นักศึกษาปีหนึ่งสะดุ้งตกใจกลัวและเข้ามากอดแขนแกร่งเอาไว้   “มันเจ็บนะครับ…ที่คุณมากอดนั่นแผลผมเต็มๆเลย…”  ความเป็นพระเอกติดลบ…

 

“ขอโทษ!!  ก็ฉันกลัวนี่!”  ฟาดมือใส่แผลด้วยความหมั่นไส้   สับปะรดสีน้ำเงินถึงกับเงียบปากด้วยความเจ็บปวด  ขิงก็ราข่าก็แรงจริงๆ…

 

ระงับความปวดได้แล้วจึงตวัดหน้ามอง  “เดี๋ยวก็ทิ้งไว้ที่นี่หรอกครับ!”   จากที่เดินจูงมือกันมาได้ดีพลันหันมาเถียงกันประหนึ่งคนแตกคอในยามอันตราย

 

“นายจะใจดำทิ้งคู่หมั้นนายไว้เหรอ!”   เขาติดอยู่ในป่าเขาคงมีความทุกข์มากแน่ๆ    ทำไมเขาต้องมาติดอยู่ในป่ากับเจ้าของเคล็ดวิชาปากสุนัขด้วย!

 

“ถ้าพูดมากๆก็ทิ้งได้ครับ!”  ฟังแล้วเลือดขึ้นหน้าเดินปั้นปึงนำหน้าไป  หากแต่ไปได้ไม่กี่ก้าวก็สะดุดก้อนหินหน้าชนกับต้นไม้อย่างแรง…

 

ได้ยินสียงหัวเราะแว่วมาจากด้านหลังจึงรีบลุกขึ้นมาแก้อาย  “อย่ามาหัวเราะนะ!  ฉันมันโชคร้ายจริงๆที่ต้องมาติดป่ากับนาย!”

 

โฬมอุดมสุดจะทนในความไม่ได้เรื่องจึงเดินตรงมาจับมือพาเดินไปอีก   “เดี๋ยวคุณตายคาป่าไปผมจะโดนพี่ชายคุณหาข้ออ้างมาแย่งมรดกกันพอดี”

 

สีน้ำทำหน้าบูดและยอมจับมือเดินไปด้วยกันต่อ   “เดี๋ยวฉันก็ตีหัวนายทิ้งไว้ที่นี่พี่ยาสูบจะได้มีความสุขกับคุณเดชาซะเลย…..”   จู่ๆก็ได้กลิ่นคาวเลือดแตะจมูก…  มือที่จับจูงนั่นช่างเปียกแฉะ…ด้วยสัมผัสของเหลวที่ไม่น่าจะใช่เหงื่อ  หรือเพราะว่าเขาตีไปเมื่อกี้แผลมันก็เลย…

 

 

เริ่มรู้สึกผิดนิดๆ… ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องปากหมาไปก่อนแล้วกัน…

แค่โดนยิงแขนเองไม่ตายหรอก…

 

 

                โชคชะตามักนำพาให้คู่พระนางเดินมาพบกับกระท่อมร้างอยู่เสมอ…   ดวงตาทั้งสองคู่ทอดมองไปข้างหน้าเห็นเงาของอาคารไม้  ดูเหมือนจะเป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่หรือไม่ก็ที่พักของนายพราน…  เขาใหญ่มีนายพรานไหมคนทั้งสองก็ไม่รู้หรอก  แต่ที่แน่ๆได้เจอที่พักจากอากาศเย็นของป่าเขาย่อมดีกว่าไม่เจออะไร…

 

 

“มีกระท่อมร้างด้วยล่ะนายมุก!”   ส่งเสียงยินดีเมื่อพบที่พัก  แค่นี้ก็เอาชีวิตรอดไปจนกระทั่งเช้าได้แล้วกระมัง… ลืมไปเสียสิ้นว่าเข้าใกล้ฉากในตำนานไปทุกทีๆ

 

จะเรียกกระท่อมก็คงเรียกไม่ได้เต็มปาก  เพราะมันทำด้วยไม้อย่างดีเลยทีเดียว อาจเคยเป็นบ้านคนมาก่อน…   “คงต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะเช้าหรือหน่วยกู้ภัยจะตามมาล่ะครับ”   มองไปรอบๆให้แน่ใจว่าจะไม่มีคนตามมา…

 

“อืม..  รีบๆเข้าไปเถอะ นายจะได้ทำแผลด้วย!”  ฉุดดึงมือแกร่งให้เดินไปยังประตูโทรมๆที่ถีบเข้าไปได้   บรรยากาศช่างคุ้นเคย… หอพักที่อยู่ทุกคืนมันก็โทรมเหมือนกัน…

 

 

สองร่างมองดูภายในบ้านทรุดโทรม  โต๊ะ เก้าอี้นั้นผุพัง  พื้นมีฝุ่นและไอชื้น  ถึงกระนั้นแล้วก็ไม่ใช่เวลาจะมาเรื่องมาก มองหาที่ๆพอจะนั่งพิงได้ใกล้พนังเพื่อนั่งพักและทำแผล..  ประสบการณ์ในการดูละครคนติดป่าไม่อาจเอามาใช้ได้เมื่อมันไม่มีเทียนและไม้ขีด…

 

 

“ละครมันก็โกหกเกินไป  มันจะมีไฟได้ยังไงกัน…” ปลงตกเมื่อนั่งลงข้างๆร่างสูงกว่า  อย่างน้อยดวงตาที่ชินกับความมืดก็ทำให้เห็นหน้าของอีกฝ่ายได้..

 

“ว่าแต่คุณดูชินกับอากาศในป่าซะเหลือเกินนะครับ?”  ดวงตาสองสีทอดมองดูเจ้าคนไม่รู้สึกร้อนและหนาว  ยิ่งพฤติกรรมคุ้นชินกับบ้านไม้มันยิ่ง….

 

“อ๋อ….เพราะฉันเคยประสบเหตุให้ต้องติดในป่าเกือบวันมาแล้วครั้งนึงน่ะ…”  เลี่ยงที่จะพูดถึงว่าใครเป็นต้นเหตุ  ควรจะขอบคุณสินะที่เคยจับเขาไปขังไว้ในป่า…

 

“ตอนนี้นายควรจะรีบทำแผลก่อนดีกว่า!”   ถือวิสาสะถอดเสื้อสูทนอกของชายร่างสูงกว่าออก   เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวไหนบริเวณแขนเสื้อนั้นเป็นสีแดงก่ำ

 

“แค่โดนเฉี่ยวๆมันไม่ได้รุนแรงหรอกครับ”  ไม่วางใจให้เจ้าร่างเล็กที่หวังดีมาทำแผลให้   คนที่ทำให้แผลที่เลือดควรจะหยุดมันไหลอีกคือใครกันล่ะ!

 

“แต่ปิดแผลไว้ก่อนดีกว่าน่า!  ถ้าติดเชื้อจะทำยังไง!”   พยายามจะฉีกเสื้ออย่างในละครแต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด…. เห็นดังนั้นโฬมอุดมจึงหลุดหัวเราะออกมา

 

“กระทั่งเรื่องนี้คุณยังไม่ได้เรื่อง   ไม่ต้องปิดแผลหรอกครับเอาผ้าสกปรกมาโดนแผลมันไม่ติดเชื้อกว่ามากรึไง”   หลีกเลี่ยงการช่วยเหลืออย่างเต็มที่   ใบหน้าใสพลันบูดบึ้ง…

 

นั่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่ได้  เวลาแบบนี้ก็ยังเอาแต่ใจอีก  “นายแค่สนุกกับการขัดคอฉันใช่ไหมน่ะ?”  คำตอบคือการพยักใบหน้าตอบ…  งั้นเขาจะนั่งนิ่งๆก็แล้วกัน…

 

เหยียดแผ่นหลังพิงพนังของบ้านไม้โทรมๆ   เสียงแมลงภายนอกบ่งบอกว่าที่นี่คือป่าใหญ่อย่างแท้จริง  ต้องมาติดป่ากับคู่อริยิ่งน่าอึดอัด  “ตั้งใจจะมางานเลี้ยง..แต่กลายเป็นแบบนี้ไปซะได้…”

 

“เลิกพูดเรื่องหดหู่ได้แล้วครับ  มันน่ารำคาญ”  ขัดคอแม้กระทั่งเรื่องที่จะคุยกัน  จากนั้นจึงนั่งเคียงกันเงียบๆรอให้เวลาผ่านไป… การรอคอยในที่มืดนั้นช่างยาวนาน… ท้องไส้มันก็ร้องด้วยความหิว…

 

คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก..ว่าใครกันที่มาปองร้าย….

 

                เบี่ยงสายตามองไปยังใบหน้าคมหล่อเหลาหาเรื่องชวนคุย   “พ่อนายเป็นหมอแล้วทำไมนายเรียนคณะบัญชีล่ะ?”  แค่เริ่มเรื่องก็ทำให้คิ้วคมขมวดเป็นปม

 

“เพราะไม่อยากเลียนแบบเจ้าพ่อบ้าน่ะสิครับ  ถ้าต้องไปทำงานโรงพยาบาลเดียวกันผมคงประสาทกิน”   น้ำเสียงบ่งบอกความหงุดหงิด… เริ่มเรื่องก็ผิดแล้ว…..

 

ถ้าตอนนี้ติดป่ากับพี่เขี้ยวคงได้รับการดูแลอย่างดีไปแล้ว….

 

                ต่อมพระเอกที่มีน้อยๆราวกับรับรู้ได้ว่านายเอกนั้นนึกถึงคนอื่น   “งั้นผมจะถามกลับว่าทำไมคุณไม่เขียนนิยายให้มันดีๆเหมือนพี่ชายล่ะครับ”   คิ้วสีอ่อนถึงคราวขมวดบ้าง

 

“ก็ตอบเหมือนนายเพราะฉันไม่อยากเลียนแบบ  แล้วก็มันเป็นเทรนของวัยรุ่น”   เสียงหัวเราะเย้ยหยัยดังตามมาทีหลังเป็นระลอก….

 

“พัฒนาสมองด้วยอีโมชั่นมันไม่ได้ผลหรอกนะครับ  คุณก็เห็นผลจากงานเม็ดยาแล้ว”  ยังจะมาตอกย้ำหาเรื่องทะเลาะกันในเวลาแบบนี้อีกนะ…

 

สีน้ำตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องในทันที  “ฉันน่ะคิดอีโมชั่นประจำตัวของทุกคนเอาไว้ด้วยนะ”  เพราะไม่มีกระดาษจึงต้องใช้วิธีเขียนลงในฝ่ามือแกร่งนั่นแทน

 

“อีโมชั่นประจำตัว?”  นิ้วเรียวเริ่มบรรเลงวาดภาพอีโมชั่นลงบนฝ่ามือของอีกฝ่าย  พลางอธิบายถึงภาพลักษณ์ของพวกมัน…

 

“อันนี้ของนาย  (=”=)   เพราะว่านายชอบขัดใจตลอดเวลา  (-_-) นี่พี่เขี้ยวเพราะว่าชอบทำหน้าขรึม  (Ow<)+  นี่คุณเบียร์เพราะชอบลัลล้า (^[]^) คทาชิตเอาแต่ยิ้ม  (T-T)  คุณดนัยชอบจิตตก  ~(- -)~  นี่ขวานที่หน้าตายไหลลื่น  (>v<) นี่โกมลที่คอยชมฉันเสมอ”   ร้อยเรียงเปลี่ยนใบหน้าของคนรู้จักให้กลายเป็นอีโมชั่นเฉพาะตัว

 

นั่งฟังร่างเล็กเอ่ยถึงการกลายร่างของคนรอบตัวไม่รู้นึกอยากจิกกัด.. หากแต่มันขำเสียมากกว่าที่คนในนานมีบุรีโดนเปลี่ยนร่างไปแบบนั้น   “ส่วนคุณก็ทำหน้าแบบนี้สินะครับ  (=3=)  คุณเคยมีอีโมชั่นนี้อยู่ที่หน้าผาก”  เขียนกลับลงไปในฝ่ามือเล็ก

 

ริมฝีปากเรียวคลี่ยิ้มและหัวเราะเบาๆ  “ฉันจะไม่เขียนอีโมชั่นแล้ว  แต่อีโมชั่นพวกนี้ฉันจะเอาไว้เล่น”  เพราะทุกคนไม่ใช่ตัวละครในนิยาย

 

“เอาไปเล่นอะไรของคุณน่ะครับ”  เจ้าร่างเล็กทำเป็นผิวปากไม่ยอมตอบ   มือไม้ที่จับต้องกันยังคงไม่คลายออก   จ้องมองหน้าตาที่เริ่มเป็นเหมือนอีโมชั่นจึงหลุดขำ

 

“ถ้าญาติดีกันเมื่อไหรจะบอก  ตอนนี้ยังไม่โครงการเอามาใช้”  เจ้าสัญลักษณ์อีโมชั่นของแต่ละคนช่างเหมือนตัวตนของเจ้าของนั่นล่ะ

 

“ไม่ต้องมาผิวปากทำหน้าเหมือนอีโมชั่นเลยนะครับ”   ยื่นมือไปดึงริมฝีปากเป็ดนั่นแกล้งกลับ   หนุ่มผมสีน้ำตาลตกใจและเอื้อมมือไปดึงหางสับปะรดบ้าง

 

“อื้อ!!!  อื้อ!!”   หน้าตาตลกๆของเป็ดน้อยเรียกเสียงขำขันของคนมอง   หยอกกันไปมาเปลี่ยนบ้านร้างที่แสนอึมครึมให้มีสีสัน

 

จะหยุดได้ก็เมื่อเข้าใกล้กันมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว  มือแกร่งปล่อยริมฝีปากเรียวนั้นให้เป็นอิสระ  “นาย….”   มือเรียวคลายมือออกจากปอยผมยาวสีน้ำเงินนั่น

 

 

บรรยากาศมันพาไปหรือเข้าใกล้มันพาไปคงเป็นเรื่องของแรงดึงดูด  ปล่อยใจไปกับความใกล้ชิดในยามนั้นซึ่งมีเพียงคนสองคนตามลำพัง  มือใหญ่สัมผัสพวงแก้มอวบอิ่มและโน้มตัวไปมอบจุมพิตแผ่วที่เรียวปากสีชมพู   ดวงตาสีน้ำตาลไหม้นั้นปรือหลับลงและเผลอไผลโอบไหล่แกร่งตอบรับสัมผัสนั่น

 

ความใกล้ชิดมักทำให้หวั่นไหวและหัวใจเต้นระรัว….

 

                เป็นเพียงคู่หมั้นในนามซึ่งไม่มีความรักต่อกัน   เจอหน้ากันก็มีปากเสียงกันในทุกคราไป  แต่ยามเมื่อตกอยู่ในอันตรายด้วยกันกลับเผลอตัวปล่อยใจไปกับจุมพิตที่หอมหวาน   ลืมเลือนไปเสียสิ้นว่าพวกเรานั้นเป็นศัตรูที่รัก…  ต่างฝ่ายต่างไม่มีใจให้กันเลย..

 

 

“นาย….เกลียดฉันสินะ….”   มองสบตาในระยะประชิด  ลมหายใจหอบร้อนเว้นช่วงจากริมฝีปากที่คลอเคลีย   ความเกลียดชังที่มีให้กันตลอดเวลา

 

ดวงตาสองสีนั่นมองสบกลับมา  “นั่นสินะครับ… ผมน่ะเกลียดคุณ…”  สัมผัสนุ่มแนบทับลงสัมผัสอีกครั้ง  พร้อมทั้งโอบร่างบางให้เข้ามาใกล้…

 

 

ราวกับความเกลียดชังได้ตกผลึกแตกลงไปพร้อมกับหยดน้ำค้าง…

จางลงไปเรื่อยๆ…

                สองร่างซึ่งโอบกอดและจุมพิต   เสื้อคลุมสีดำขลับซึ่งร่างบางสวมใส่เลื่อนหลุดลงจากไหล่และกองลงกับพื้นบ้านไม้  เสียงแมลงภายนอกหน้าต่างแทนที่เสียงฝนตกอย่างที่ควรจะเป็น  สองมือนั้นได้ผสานกอบกุมกันไว้…  และในที่สุด..กล้องก็ได้แพนไปหาใบไม้นอกหน้าต่าง….

 

ผู้คนพร้อมใจกันปาคีย์บอร์ด ปาหมอน ปาเม้าส์(?)

เพราะมันคือฉากแพนกล้องกระท่อมร้างในตำนาน

 

 

            แสงไฟฉายตวัดไปมาเพื่อสร้างแสงสว่างในการมองเส้นทางภายในป่า  สองหนุ่มคนละขั้วอย่างเบียร์และหินบุรีเดินไปตามทางราวกับผู้เชี่ยวชาญ   ดวงตาสีดำขลับนั้นเหล่มองผู้อาสานำทางด้วยความทึ่งอยู่ในใจ   คำโม้ที่ว่าเขาใหญ่เหมือนกับสนามหลังบ้านคงเป็นเรื่องจริงไม่ใช่แค่พูดให้เกินจริงไป

 

 

“ป่านนี้สีน้ำกับโฬมอุดมไม่รู้เป็นยังไงบ้างเนอะ?”   นี่คือประโยคแรกหลังจากเดินทางมาด้วยกันทีได้สนทนากัน  แค่นึกถึงก็ทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิด

 

“เจ้าพืชล้มลุกจะเป็นอะไรก็ช่างมัน”  ไม่มีความห่วงใยให้กับนักศึกษารุ่นเดียวกัน  ห่วงใยก็เพียงแค่รุ่นน้องที่น่ารักกว่าแพนด้าเท่านั้นเอง

 

“นั่นสินะ  โฬมอุดมจะเป็นอะไรก็ช่างเค้าเหอะ”  เห็นดีเห็นงามไปด้วย  ฮาเร็มนี้เคยมีความหวังดีให้กันหรือไม่นั้นคงเป็นแค่ความฝัน…

 

“ยังไงพวกเราก็รีบเดินกันเหอะ  จำได้ว่ามันน่าจะมีบ้านร้างอยู่ห่างออกไปนี่ล่ะ”  ใช้ไฟฉายชี้ตรงไปเบื้องหน้า  หากคนหลงทางใช้เวลากว่าชั่วโมง  คนรู้ทางคงใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงในการตามหาคน

 

“พวกตำรวจมันไม่ได้เรื่องจริงๆ…”  ในขณะที่พระเอกออกตามหากันเอง กลับไม่มีแม้แต่เงาของลูกน้องท่านรองซึ่งเป็นบิดา  นี่สินะที่เขาว่ากันว่าตำรวจมักจะมาทีหลัง….

 

 

เข้าเส้นทางของละครน้ำเน่าไปเกินครึ่งตัว

คนร้ายและคนตามหาใครจะเจอก่อนกัน…

                เสียงใบไม้เสียดสีจากแรงลมเคล้าเสียงแมลงป่าดังเป็นจังหวะ   ร่างบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้นั่งพิงไหล่แกร่งของชายหนุ่มผมสีน้ำเงินนอนหลับเอาแรงจากที่เดินมานาน  ทางฝ่ายต่างใช้อีกฝ่ายในการนั่งพิงเพื่อหลับใหล   เสื้อคลุมตัวใหญ่คลุมร่างทั้งสองไว้แทนผ้าห่มไม่ให้หนาว  คำตอบว่าทั้งสองคนนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรหลังฉากแพนกล้องยังคงเป็นปริศนาให้คนอ่านขัดใจเล่น…

 

 

เสียงบานประตูไม้จากอีกฝั่งดึงให้ดวงตากลมโตปรือเปิดขึ้น  “เสียงประตู…?”   ขยับใบหน้าหันมองไปในความมืด  เงาเค้าร่างของใครบางคนกำลังเข้ามา..

 

“นายมุกตื่นเร็ว!”  รีบผลักร่างแกร่งเพื่อเรียกให้ตื่น แต่มือก็ไปโดนแผลให้ต้องตื่นมาเพราะความเจ็บแทน    เสียงเอะอะโวยวายนั้นดึงให้แสงของไฟฉายส่องตรงมา

 

“สีน้ำ?  สีน้ำใช่มั้ยน่ะ?”  เสียงที่แสนคุ้นเคยดึงให้ริมฝีปากเรียวคลี่ยิ้มกว้างออกมา   แสงไฟที่สว่างนั้นทำให้แลเห็นใบหน้าคมและสีผมที่โดดเด่น

 

“คุณดนัย!”  ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจเมื่อได้เจอคนรู้จัก  รอดตายแล้วใช่มั้ยเนี่ย!    รีบประคองชายหนุ่มข้างกายให้ลุกขึ้นยืน   เขาก็เผลอไปจิกแผลเข้าจนได้….

 

“นี่คุณตั้งใจจะให้แขนผมใช้การไม่ได้เลยรึเปล่าเนี่ย!”   โฬมอุดมเริ่มหายเจ็บก็เริ่มร้องโวยวาย  กี่ครั้งแล้วที่ต้องจับแผล ตรงอื่นมีให้โดนตั้งเยอะแยะไป!

 

“ฉันไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย!”   สรุปว่าทั้งสองคนเป็นอะไรกันก็ยังคงเป็นปริศนากันต่อไปเช่นเดียวกับคนที่เคยมีฉากแพนกล้องด้วยกันมาแล้วอย่างพ่อเลี้ยงฟาร์มม้า

 

ดวงตาสีอำพันทอดมองคนทั้งคู่พลางแย้มยิ้ม  “ดีแล้วล่ะที่ทั้งสองคนปลอดภัย”  ความมืดมิดชวนให้มองอะไรไม่ชัดเจนมากมายนัก  เวลานี้คงเริ่มดึก…

 

“ไม่นึกเลยว่าคุณดนัยจะมาตามหาผม   มาถึงก่อนหน่วยกู้ภัยซะอีก”  ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก  หากแต่เจ้าของคอนแท็กเลนส์สองสีที่ไม่ต้องพึ่งยาหยอดตากลับเริ่มสะกิดใจ

 

“เพราะเคยทำฟาร์มก็เลยชินกับป่าก็ไม่น่าจะใช่นะครับ”  ทอดมองด้วยการจับผิด  หากแต่คงคิดมากเกินไป  มีคนมาช่วยแล้วเจ้าตัวเล็กนี่ดีใจมันน่าโมโหเสียมากกว่า…

 

“เอาล่ะกลับกันเถอะสีน้ำ  ในป่ามันมืดนะ”   ยื่นมือแกร่งตรงมา  ไฟจากไฟฉายคงช่วยให้เดินกลับไปยังที่พักด้วยกันได้  สายตาคมนั่นกลับมองจดจ้องเพียงแค่ร่างเล็กผมสีน้ำตาล

 

ภาพบางอย่างนั้นกลับชวนให้รู้สึกแปลก….

 

                โฬมอุดมผู้ชอบจ้องจับผิดแลเห็นมือแกร่งนั่นสวมถุงมือสีดำขลับเมื่อต้องแสงจากไฟฉาย   “คุณมาตามหาพวกผมแค่คนเดียวเหรอครับ?”

 

“จะมีคนอื่นได้ยังไงล่ะ ก็เห็นพวกเธอโดนไล่ยิงแล้ววิ่งเข้ามาในป่าก็ตกใจน่ะสิ”    หนุ่มบัญชีดึงแขนเรียวเอาไว้ไม่ให้เข้าไปใกล้และมองอย่างพินิจพิจารณา

 

มีอะไรบางอย่างที่มันเป็นไปไม่ได้….   “ตอนนั้นไม่มีคนเลย  แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าพวกผมโดนไล่ยิงน่ะครับ”  เจ้าสีน้ำยังคงตามเรื่องไม่ทัน…

 

“นายพูดอะไรน่ะมุก….”  หากแต่ยามนั้นเองราวกับแลเห็นริมฝีปากคมหยักยิ้มที่มุมปาก   รอยยิ้มที่คุ้นเคยบนใบหน้านั่นช่างให้ความรู้สึกแปลกราวกับไม่เคยเห็น

 

“ก็เพราะว่าฉันตั้งใจจะจัดการกับนาย แต่นายดันพาสีน้ำมาด้วยน่ะสิ”  ปากกระบอกปืนยกขึ้นเรียกดวงตาสีน้ำตาลให้เบิกกว้าง…

 

ปัง!!!

                เจ้าหนุ่มปากไม่ดีคว้ามือเรียวให้ก้มหลบและพาวิ่งตรงไปยังประตูทางออก  การไล่ล่าได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง   “คุณดนัยเป็นคนไล่ยิงพวกเราเหรอเนี่ย!!   นี่มันเรื่องอะไรกัน!”   หัวใจเต้นระรัวด้วยความตกใจและสั่นกลัว   เกิดมาเพิ่งเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

 

“มาถามผมผมจะรู้เหรอครับ!  หมอนั่นตั้งใจจะเก็บผมชัดๆ!”   กระสุนนัดที่สองเฉี่ยวตรงมาโดนต้นไม้   หากมีต้นไม้กำบังได้บ้างอาจจะรอดไปได้ .. แต่โดนวิ่งตามมาแบบนี้คงหนียาก…

 

ดนัยผู้ตกอยู่ในความหึงหวงบังตานั้นคลี่ยิ้มและเดินตามอย่างใจเย็น   “เพราะนายใกล้ชิดสีน้ำมากเกินไปแล้วน่ะสิ  สีน้ำน่ะทั้งๆที่กับฉันบอกให้ลืม  แต่กลับยอมเป็นคู่หมั้นกับนาย  ไหนจะเขี้ยวยักษ์แล้วก็เบียร์อีกล่ะ…”  น้ำเสียงเย็นเยียบชวนให้เสียวสันหลัง…

 

“คุณตั้งใจจะเก็บพวกเขาทุกคนเลยเหรอ!   พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย!”   เสียงใสตะโกนกลับไป  จนกระทั่งโดนยิงดักหน้าให้ทั้งสองตั้งหยุดวิ่ง…

 

ยิงแม่นเกินไปแล้ว!!! ตัวร้ายต้องยิงไม่แม่นสิ!!

ละครบู๊ยังต้องยิงกันเป็น 20 นัดเลยนะ!!

                “ทำไมนายต้องไปใกล้ชิดกับพวกนั้นด้วยนะสีน้ำ  ทั้งๆที่นายน่าจะดีกับฉันเหมือนเดิมแท้ๆ”   น้ำเสียงตัดพ้อต่อว่า  มือเรียวนั้นได้กุมมือแกร่งของคนข้างกายเอาไว้แน่น

 

“ทั้งๆที่ฉันก็รักนายแท้ๆ”   ชายหนุ่มผู้จริงจังในความรักมากกว่าใคร  เกลียดการผิดหวังและการไม่ได้ดั่งใจอย่างที่สุด.. ความรักต้องเป็นไปตามที่เขาต้องการสิ…

 

“หรือว่าควรจะจัดการนายดีนะ.. นายจะได้ไม่เป็นของใครแต่เป็นของฉันคนเดียว…”    ดนัยยกปืนขึ้นจ่อไปทางร่างเล็กบาง   แววตาราวกับไม่ใช่คนรู้จักกันเลย…

 

“คุณดนัย……”  จะเลือกทางไหนก็อาจจะมีคนตาย.. ยามนั้นในใจของสีน้ำนั่นปั่นป่วน..  ทุกคนกำลังเปลี่ยนแปลงไปเพราะว่าเขาเหรอ….

 

“คุณรีบหลบไปก่อนเถอะครับ  ผมว่ายังไงหมอนี่ก็ไม่ฆ่าคุณหรอก”  ชายผมน้ำเงินตวัดดึงร่างเล็กกว่าให้หลบไปอีกทาง    อีกฝ่ายจึงเหนี่ยวไกปืนยิงขู่เฉี่ยวแขนไปอีกครั้ง   อยากจะบ้าตาย!!   ยิงแขนบ่อยๆมันไม่ตายก็จริงแต่มันน่ารำคาญนะครับ!!

 

“ทำไมต้องเล่นงานมุกด้วยล่ะครับ!  หมอนี่เคยดีกับผมซะที่ไหน!”   เรื่องในกระท่อมขอละไว้ในฐานที่เข้าใจเพราะคงไม่มีคนรู้เรื่อง…

 

สายตาของชายผมสีทองมองมาอย่างตัดพ้อ   “ตอนที่เห็นนายกับหมอนั่นยืนใกล้ชิดกันที่หน้ารีสอร์ท… ตอนนั้นฉันก็ตัดสินใจได้แล้วว่าควรจะทำยังไง….”  คำพูดนั้นพาให้คนฟังตะลึงงัน…

 

จะเรียกว่าเจ้าชายดวงแข็งดีมั้ย!!  ไม่โดนเห็นหวยเลยมาลงที่นายมุก!!

 

เสียงปืนนั้นดังไปถึงบริเวณที่ชายหนุ่มอีกสองคนเดินอยู่  ใบหน้าทั้งสองของพระเอกผมดำและขาวเบี่ยงมองไปตามเสียงนั่น   สัญชาตญาณการเป็นนักล่าของหนุ่มแหววจ้องเขม็งและใช้ไฟฉายส่งทางวิ่งไปในทันที    ชายอีกคนซึ่งเป็นเจ้าชายได้ไม่กี่วันออกวิ่งตามไป

 

 

“เวลาแบบนี้ตำรวจหายไปไหนหมดน๊า”   เบียร์แอบบ่นอุบ กระทั่งพวกราชองครักษ์ที่ฝากให้ไปทำงานก็หายเกลี้ยง  ไว้ใจไม่ได้เลยซักคน

 

“จะหวังพึ่งพวกมันทำไม  จับได้จะขย้ำให้ตาย…”    แม้ใบหน้าจะเรียบเฉยในใจกลับเป็นห่วงความปลอดภัยของชายซึ่งอยู่ในดวงใจ    ความเป็นเกย์ได้ครอบงำให้เลิกเป็นเกย์ฝึกหัดเสียที

 

“ก็น๊า”   ร่างสูงผมขาวยังคงอารมณ์ดีได้เรื่อยๆ    เสียงปืนซึ่งดังมาจากที่ไม่ห่างไกลกันมากชวนให้หวั่นใจอยู่เหมือนกัน.. ใครกันนะที่ทำแบบนั้น….

 

 

อีกฝั่งหนึ่งโฬมอุดมเร่งผลักร่างบางให้ออกไปห่างๆจากพื้นที่นั้น   เกิดเจ้ามือปืนคลั่งนี่เปลี่ยนใจไปยิงเจ้าน้องชายนักเขียนชื่อดังเรื่องมันจะยาว.. ตัวเขาไม่อยากโดนเฉ่งออกจากบ้านหรอกนะ…  โดนตัดออกจากกองมรดกมันจะหนาว.. คิดดังนั้นแล้วจึงจับไหล่เล็กทั้งสองผลักออกไปจากพื้นที่

 

 

“คุณรีบๆหนีไปได้แล้วครับเกะกะ!”     สีน้ำจ้องเขม็งด้วยความตดใจ ยังจะมาทำเท่ทั้งๆที่ไม่ใช่พวกมาเฟีย(?) หรือว่าพวกนักโทษ(?)มาจากไหนซักหน่อย

 

“พูดบ้าๆน่ะ!”  จะกลับไปหายามนั้นก็แลเห็นสายตาของร่างสูงผมสีทองเข้า  ดวงตาที่แสนเศร้าและผิดหวังในตัวของคนที่รักแสนรัก…

 

“อาจจะดีกว่าถ้านายเป็นของฉันคนเดียว…”  เปลี่ยนเป้าหมายจากร่างสูงผมสีน้ำเงิน  เลื่อนปากกระบอกปืนมาทางเด็กหนุ่มวัย 18 ซึ่งเป็นที่รักแสนรัก….

 

ดวงตาสีน้ำเงินและแดงเบิกกว้าง   ไกปืนได้ลั่นออกไป..    “สีน้ำ!!!”   คงเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงเรียกชื่อแบบนั้น…

 

 

ปัง!!!

 

 

            กลิ่นคาวเลือดพุ่งกระจายเช่นเดียวกับกลิ่นดินปืน   ภาพที่เข้ามาบดบังการมองเห็นคือแผ่นหลังใหญ่ของรุ่นพี่ผู้แสนเย็นชา  เส้นผมสีดำขลับบ่งบอกชัดเจนว่าคนตรงหน้านั้นคือใคร…  ดวงตาที่เคยสดใสหมองหม่นและเบิกกว้างขึ้น  ยื่นมือออกไปรับร่างตรงหน้าเอาไว้สุดกำลัง…

 

 

“พี่เขี้ยว!!  พี่เขี้ยวเป็นอะไรมั้ยครับ!!”   ทรุดกายลงประคองร่างของรุ่นพี่เอาไว้    ดวงตาใสเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา  น้ำเสียงสั่นไหวจากการตกใจกลัว

 

“….ไม่เป็นไร…”   เห็นแล้วกัดริมฝีปากแน่น  ยังจะมาบอกว่าไม่เป็นไรอีก  เลือดออกบริเวณหน้าท้องมากขนาดนั้น จะมาเล่นมุขยิงโดนเหรียญก็ไม่ทันแล้ว….

 

คนยิงกลับไม่มีทีท่าตกใจและตื่นกลัวกับการกระทำ   เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ต้องกำจัดจึงไม่รู้สึกอะไร..   “ที่แท้เป็นดนัยเองเหรอเนี่ย”  เบียร์เข้ามาทางด้านหลังและล็อกแขนทั้งสองข้างของมือปืนเอาไว้

 

ฉากในตำนานบอกเอาไว้ว่าอย่าไปจับโจรที่ถือปืนอยู่…   “จะจับก็อย่าให้หมอนั่นหันปืนมาทางนี้ได้มั้ยครับ!”  คะแนนนิยมของนายสับปะรดตกฮวบลงไปในทันที…

 

“ปล่อยเดี๋ยวนี้.. ยังไงฉันก็ต้องจัดการพวกนายอยู่แล้ว”  พ่อเลี้ยงผู้มากประสบการณ์ในการจัดการคนที่แย่งของรักสลัดพ่อหนุ่มผมสีขาวออกและตวัดร่างหันไปอย่างมืออาชีพจ่อปืนไป

 

ลั่นไกปืนยิงเข้าที่หัวไหล่แกร่งเพื่อสกัดการเคลื่อนไหว  “คุณเบียร์!!”    เวลาเพียงไม่กี่นาทีพระเอกก็ร่วงไปแล้วสองคน…  นี่มันใช่เรื่องแนวเลิฟคอมเมดี้จริงๆรึเปล่า!!

 

“อย่าไปยุ่งกับสีน้ำนะ   แค่ยิงไหล่ฉันชิลๆอยู่แล้ว”   สมแล้วที่เป็นผู้ชายชอบรับจ๊อบไปทั่ว  ประสบการณ์การทำอาชีพหลายอย่างทำให้แค่ยิงไหล่ก็แค่ชะงักและคว้าแขนพยายามแย่งปืนกันต่อได้

 

ก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องแนวแอ็คชั่น   สีน้ำคงลืมไปแล้วว่ามีคนโดนยิงท้องนอนอยู่แถวนี้ด้วย   “นาย…โทรไปหาตำรวจ… ” หินบุรียื่นโทรศัพท์มือถือให้ …  อ่าว!  โทรศัพท์มีสัญญาณด้วยเหรอ เขาไม่รู้เรื่อง!

 

สับปะรดซึ่งเจ็บตัวน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับคนอื่นยืนถอนใจพลางจ้องมองคนแย่งปืนกัน   “เชื่อแล้วว่าตำรวจจะมาช้าครับ….”  ป่านนี้ยังไม่มีมาซักคน!!

 

และเรื่องมันควรจะซึ้งกว่านี้ไม่ใช่เหรอ!!!

 

หนังคนละม้วนกับตอนแรกๆสมเป็นละครกึ่งน้ำดีน้ำเน่า  พ่อเลี้ยงวัยสามสิบกว่าทั้งใช้มือถือปืนหาด ทั้งใช้ขาเตะให้เจ้าคนช่างตื้อหลุดถอยออกไปเสียที   และในยามนั้นเองกลับมีเหยื่อไม่คาดฝันโผล่มา   “สีน้ำเป็นอะไรรึเปล่า!!”   ร่างโปร่งผมสีน้ำตาลทองวิ่งตรงเข้ามาด้วยความเหน็ดเหนื่อย

 

“พี่ยาสูบ!! อย่าเข้ามาครับ!”   เสียงใสร้องเรียกให้พี่ชายระวังตัว  หากแต่ช้าเกินไปเมื่อดนัยสลัดหลุดจากเบียร์และตรงเข้าไปคว้าตัวนักเขียนชื่อดังไว้เป็นตัวประกัน

 

ฉากในตำนานพากันเกิดเป็นดอกเห็ด  “อย่าเข้ามานะ!  ไม่งั้นฉันยิงจริงๆ!”  แม้แต่คำพูดก็ยังดาษๆอย่างไม่น่าเชื่อพร้อมกับจ่อไว้ที่ขมับ

 

“อ่ะ!  แย่ล่ะสิ!”    เจ้าชายผมขาวจะก้าวเข้าไปกลับโดนยิงสกัดไม่ให้เข้ามาใกล้   จะสร้างแผลเพิ่มนอกจากที่ไหล่ก็คงไม่ดี….

 

“เธอคิดจะทำร้ายน้องชายกับพวกว่าที่แฟนน้องฉันเหรอ….”  ดวงตาสีฟ้าครามแข็งกร้าว  สองมือยกขึ้นจับแขนแกร่งของเจ้าคนร้ายโรคจิต(?)

 

 

โครม!!!

 

 

            กระบวนท่าทุ่มอย่างสมบูรณ์แบบและกระโดดเหยียบใช้เท้ายันหลังคนร้ายลงไปนอนคว่ำกับพื้นพร้อมทั้งแย่งปืนมาถือจ่อใส่หลังเอาไว้แทน    มือเรียวนั้นล้วงหยิบเอาของในกระเป๋าเสื้อตัวในออกมาถือเอาไว้   เมื่อเปิดกระเป๋าหนังที่แสนคุ้นเคยในละครหนังข่าวก็ถึงกับได้อึ้ง…

 

 

“ฉันขอจับกุมเธอในคดีทำร้ายร่างกายและพยายามฆ่า!”     ตราตำรวจเด่นส่องแสงระยิบระยับ  และฉับพลันเหล่าตำรวจในเครื่องแบบก็พากันวิ่งตรงเข้ามาออในพื้นที่เกิดเหตุ…

 

“พะ…พี่ยาสูบ…..”   ทั้งหน่วยพยาบาลและหน่วยค้นหามากันแน่นขนัด   มาทีหลังตอนจบเรื่องแล้วอย่างพร้อมเพรียง…. เกิดมา 18 ปีเพิ่งรู้ว่าพี่ชายเป็นตำรวจก็วันนี้แหละ!!

 

ผู้ชายผมสีชาในชุดคลุมสีดำตัวยาวเดินตรงมาประคองร่างของลูกชายขึ้น  “ทำเก่งไม่เข้าเรื่อง”   ใบหน้าคมนั้นซีดเซียวจากอาการบาดเจ็บ

 

“มันอะไรกัน…..”  หนุ่มแหววกุมแผลที่ท้องเอาไว้แน่น  เจ็บหนักคนเดียวและโดนขโมยซีนไปอย่างไวด้วยเช่นกัน…

 

“การตามเจ้านายเป็นหน้าที่”   สิ้นประโยคนั้นทุกคนพากันหันไปเมียงมองคุณภรรยาที่น่ารักของหมอเดชา  นักเขียนชื่อดังคนนั้นเป็นหัวหน้าของท่านรองกรมตำรวจก็แสดงว่า…..

 

“รีบๆพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลได้แล้ว!  แล้วก็ควบคุมตัวพ่อเลี้ยงดนัยด้วย”  ยาสูบออกคำสั่งพวกตำรวจคนอื่นๆ  กระทั่งสารวัตรโชคก็ต้องรีบรับคำสั่งไปแบบมึนๆ…    ดนัยผู้ก่อเรื่องนั้นก็โดนใส่กุญแจมือไป….

 

“….ฉันทำพลาดสินะ…”  เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างตัดพ้อเมื่อยืนขึ้น  นอกจากจะทำให้สีน้ำต้องตกอยู่ในอันตรายและเกือบทำให้คนอื่นต้องตายด้วย… ความรักทำให้คนหน้ามืดไป…

 

ร่างเล็กรีบวิ่งตรงมาหา  “เดี๋ยวก่อนครับคุณตำรวจ!!”    วิ่งไปหยุดสารวัตรสวมแว่นตาเอาไว้ก่อนจะพาตัวคนร้ายไปยังโรงพักเพื่อสอบสวน…

 

นายตำรวจหยุดเดินและให้ผู้ต้องหากับคนเกือบตกเป็นเหยื่อได้พูดคุย   “สีน้ำ…..”   สองร่างได้สบมองหน้ากัน….

 

 

เพี๊ยะ!!

                ฝ่ามือเรียวได้ฟาดเข้าข้างใบหน้าคมหล่อเหลาเพื่อสั่งสอน   แค่นี้มันอาจจะน้อยไปเสียอีกกับสิ่งที่เกิดขึ้น… พ่อเลี้ยงผมทองถึงกับอึ้งแต่แล้วก็ต้องอึ้งยิ่งกว่าเมื่อใบหน้าใสนั้นประดับไปรอยยิ้มและน้ำตาที่เอ่อคลอ…  ทั้งเสียใจและผิดหวัง หากแต่คนที่ทำให้เกิดเรื่องคือเขาเอง…

 

 

“ขอโทษนะครับคุณดนัยที่ผมทำเรื่องแย่ๆกับคุณ….”   เคยให้ความหวังคนที่ผิดหวังในความรัก  และไม่ยอมเข้าใจในเรื่องบางเรื่องที่อีกฝ่ายรู้สึกผิดจนกระทั่ง….

 

“แต่ผมจะรอที่นานมีบุรีนะครับ!   รอคุณดนัยพ้นโทษแล้วกลับมาที่หอพักของพวกเราอีก!”   ประโยคที่อาบหัวใจที่เกือบดำมืดไปของชายหนุ่มให้อบอุ่น…

 

“สีน้ำ…. นายไม่โกรธฉันแล้วเหรอ…?”    จดจ้องมองหน้าอย่างตะลึง  รอยยิ้มที่คลี่อ่อนโยนนั่นเป็นคำตอบที่ดีที่สุด  เราต่างผิดด้วยกันทั้งคู่…

 

ใบหน้าคมเคลื่อนจุมพิตที่ข้างแก้มเนียนใสแผ่วเบา   วาดระบายรอยยิ้มที่สดใสและอ่อนโยนของรุ่นพี่อย่างที่เคยเห็นในครั้งแรกที่ได้พบกันและที่เชียงใหม่นั่น   “ขอบใจนะ…แล้วก็ฉันจะกลับมาขอโทษนายอีกครั้ง”

 

 

ความอ่อนโยนของนายได้ชำระล้างจิตใจที่เลวร้ายของฉัน…

เพื่อจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งด้วยใจที่ใสสะอาด

 

จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติความรักในใจเสียที…

 

ชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกลโดนควบคุมตัวไป  หน่วยพยาบาลได้เข้ามาดูแลเหล่าคนเจ็บทั้งมากและน้อย  ร่างบางได้มองไปยังเหล่าฮีโร่ที่เข้ามาช่วยเหลือ…  วันนี้ช่างเป็นวันที่ยาวนานเสียเหลือเกิน  หากแต่ในช่วงวินาทีที่ทำซึ้งนั้นขาเรียวรีบวิ่งตรงไปดูอาการคนอาการหนักแค่คนเดียวที่กำลังเตรียมไปขึ้นรถ

 

 

“พี่เขี้ยว!  อดทนไว้นะครับ!  แค่โดนยิงที่ท้องเอง!”    หน่วยพยาบาลถึงกับเซ็งป่อยไปตามๆกัน  เช่นเดียวกับอีกสองคนที่นั่งรอปฐมพยาบาลเบื้องต้น…

 

“ให้ตายเถอะ…น่าจะปล่อยให้โดนยิงไปซะจริงๆครับ…”  คนที่ต้องผจญอันตรายมาด้วยกันตั้งแต่ต้นอย่างโฬมอุดมถึงกับหน่าย  ท่าทางห่วงหลัวหมอนั่นจะตายนั่นมันน่าหมั่นไส้จริงๆ

 

“เอาน่ะ  ก็หินบุรีเจ็บหนักจะตายไป  แถมโดนลืมตั้งนานด้วยนะ”   เบียร์หยักยิ้มประหนึ่งสมน้ำหน้าอยู่ในใจ  ก้เล่นโดนขโมยซีนเท่ตั้งนานทั้งๆที่เจ็บหนัก  จะสมน้ำหน้าหรือสงสารดีล่ะเนี่ย….

 

 

จะว่าไปมันเป็นหนังม้วนเดียวกันตลอดจริงๆมั้ย?

หรือว่าโดนตัดต่อผิดเรื่อยๆ?

                ค่ำคืนที่แสนยาวนานของสีน้ำจบลงด้วยปริศนามากมายที่ยังคงไม่กระจ่าง  ความสัมพันธ์ของชายหนุ่มแต่ละคนนั้นยังคงซับซ้อนและสับสนไม่ชัดเจน   แต่สิ่งหนึ่งที่ร่างบางได้มองเห็นเมื่อทอดมองไปยังคนเหล่านั้น… สิ่งนั้นคงเป็นความรู้สึกดีๆที่เห็นเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม… จากความห่วงใยกันในเหตุการณ์ครั้งนี้…

 

 

“ปกติฉากแบบนี้คนโดนยิงคือพระรองนี่เนอะ ถ้าโดนยิงตาย”   เสียงของเจ้าชายได้ดั่งแว่วผ่านเข้ามาในฉากสีดำ  ไม่ใช่ละครหลังข่าวนะ…

 

“นั่นสินะครับ  โดนยิงท้องแล้วยังทำเท่ได้แบบนั้นมันโกหกชัดๆ”  ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ละครหลังข่าว!  พวกนายเป็นพระเอกจริงๆเหรอเนี่ย!

 

 

 

หัวใจนั้นสั่นไหวไปตามสถานการณ์ที่สับสน

ราวกับทฤษฎีสะพานแขวนของความรัก

 

 

ยังคงเหลืออีกปัญหาที่ยังไม่ได้คลี่คลาย…

ติดตามตอนต่อไป…..

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 09/30/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: