RSS

[TitanFic] ヒマワリ -Himawari- (Jean x Eren) CH.02

03 ต.ค.

Title : ヒマワリ -Himawari-
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL
Rating : PG
Pairing : Jean x Eren
—————————————————————————————————-

ทานตะวันยังคงเฝ้ามองไปยังเป้าหมายของมัน

ไม่มีแปรเปลี่ยนธรรมชาติของตัวเอง

 

เป้าหมาย ความฝัน เส้นทางที่จะต้องเดินไปให้ถึงสักวันหนึ่ง  พวกเราทุกคนมีสิ่งนั้นอยู่ข้างในใจหัวใจ ตราลึกอยู่ในสมองและร่างกาย  หากไม่ถอดใจไปจากโลกที่แสนมืดมัวใบนี้เสียก่อน  แล้วความฝันของเขาล่ะ?  ความฝันของเขาคือการได้ออกไปนอกกำแพงกับเพื่อนทั้งสองคนนั่น…

 

แต่ใครจะคาดคิดว่าเพื่อนจะกลายเป็นศัตรู  คนที่ไว้ใจจะหักหลัง…   ยามที่ร่างกายมิอาจเคลื่อนขยับตัวจากกองซากอิฐและเศษอาคารที่พังถล่ม  เสียงๆหนึ่งฉุดดึงให้ดวงตาปรือเปิดขึ้นจากที่ถอดใจ   “พวกเราฝากชีวิตไว้กับนายซะขนาดนี้  แล้วนายมาเป็นแบบนี้เนี่ยนะ! เฮ้ย!”

 

น้ำเสียงและถ้อยคำของนายฉุดดึงให้ฉันนึกหวนกลับไปยังวันที่พวกนายก้าวเดินเข้ามาในทีมสำรวจ  เส้นทางที่พวกนายไม่ควรก้าวเดินเข้ามา  ไม่เคยคาดคิดว่าน้ำหนักและเจตนาที่ทำให้ไหล่ทั้งสองหนักอึ้งจะกลายเป็นพลังดึงสติของตนกลับขึ้นมาได้….ซึมลึกเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ   จะด้วยความรู้สึกอยากเอาชนะและทิฐิที่มีต่อคู่แข่ง……

 

หรือเป็นความรู้สึกตื้นตันที่ได้รับความเชื่อมั่น

  [ไอ้บ้าแจนเอ๊ย]

แต่ความตรงไปตรงมาของนายทำให้ฉันตื่น…..

Chapter 2 :  Sneak

 

ต้นทานตะวันจำนวนเท่าคนที่จากไปปลูกลงในหลุมดิน   สีเขียวสดใสของลำต้นขับให้ลานด้านข้างฝั่งหนึ่งของบ้านหลังใหญ่แลดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา แม้มันจะมีนัยนะคล้ายกับหลุมศพหรือการรำลึก   สิ่งที่สะดุดตาขึ้นมานอกจากดอกไม้ต้นใหญ่ก็คือ ผ้าสีขาวคล้ายผ้าพันแผลที่พันรอบระยะใต้ดอกเหมือนๆกันปานมันเป็นสัญลักษณ์…

 

แต่แท้จริงมันคือการปกปิดความผิดพลาดที่ทำเอาไว้…   “แบบนี้ถ้าไม่มีคนมาจับก็คงดูไม่ออกว่ามันหักไปบางต้น…”    ร่างสูงผมสีน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มมองผลงานร่วมของตนเองและคู่ปรับ   เด็กหนุ่มทั้งสองพับแขนเสื้อยาวขึ้นไม่ให้เลอะดิน

 

เจ้าผลงานร่วมเพื่อแบ่งความผิดกันคนละครึ่งหากโดนจับได้…   “ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ทำทานตะวันของคุณฮันจิคอหักหรอกว่ะ…..”   ดวงตาสีเขียวมองจ้องผ้าสีขาวที่ฉีกออกเป็นริ้วๆแทนผ้าพันแผล

 

การลงโทษเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนว่าแย่แล้ว  การสร้างเรื่องลับๆขึ้นระหว่างคนสองคนยิ่งขับให้ต้องถอนหายใจ   มันคงไม่แย่เท่าเรื่องที่ทำระหว่างฝึกซ้อม  การลงโทษคงไม่ร้ายแรงเท่า  หากแต่ไม่อยากเดาว่าถ้าโดนจับได้การลงโทษจะโดนขยายออกจาก 3 วันให้นานกว่านั้นหรือเปล่า…

 

ทานตะวันที่บาดเจ็บสาหัสต้องรักษา….

และผ้าพันแผลสีขาวเฉพาะกิจที่ไม่ควรมาพันอยู่ที่นี่…..

 

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาพักผ่อนหลังการฝึกฝนกระบวนการรบของทีมสำรวจ   คนที่ไม่มีหน้าที่อะไรบ้างนอนหลับ บ้างหาอะไรทำเพื่อพักผ่อนในรูปแบบต่างๆกันไป  ภายในห้องโถงกว้างเงียบสงัดเหมาะแก่การทำเรื่องโจรกรรมสิ่งของ   ยามนั้นเด็กหนุ่มสูงโปร่งเริ่มทำตัวลับๆล่อๆด้วยการย่องเดินมาเกาะที่ข้างประตูทางเข้า

 

ดวงตาสีเขียวกวาดสายตามองหาของที่ตัวเองต้องการ  มือที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินจากการปลูกต้นไม้เริ่มเปิดหาของในกล่องไม้   ลืมใส่ใจว่าลายนิ้วมือจะติดตามของที่จับต้อง    เอเลน เยเกอร์เริ่มทำตัวเป็นขโมยเมื่อไม่อยากขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

 

“ผ้าพันแผลหายไปไหนหมด…”  หาของที่ต้องการเท่าใดก็หาไม่เจอเสียที   คนหนุ่มที่ร้อนรนต้องรีบใช้เริ่มหงุดหงิดใจ   และหงุดหงิดขึ้นไปอีกที่ตัวเองต้องเป็นคนมาตามหาทั้งที่ไม่ใช่คนทำ

 

พลันเหลือบไปเห็นกองผ้าวางระเกะระกะอันน่าจะเป็นฝีมือของแม่สาวหัวมันที่มีหน้าที่ซักผ้าในวันนี้…   ทิ้งงานไว้แล้วหายตัวไปเดาได้ง่ายว่าคงหลบไปในครัวเพื่อทำอะไรสักอย่าง    “ของใครก็ไม่รู้ แต่ขอไปก่อนล่ะ”  คว้าเอาผืนผ้าขาวซึ่งน่าจะใช้แทนผ้าพันแผลได้มาไว้ในมือ

 

การทำเรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้มักจะมีคนเข้ามารับรู้ด้วย   เด็กสาวร่างเล็กกระทัดรัดใบหน้าน่ารักสดใสเดินเข้ามาเห็นเข้า  “เอเลน?  ทำอะไรอยู่เหรอ?”   นางฟ้าของอดีตทหารฝึกหัดรุ่นที่ 104 เดินมาหยุดเบื้องหลังของโจรผมสีน้ำตาลเข้ม

 

ชายร่างสูงกว่าสะดุ้งตัวเดินถอย   “เปล่าๆ  มาหาผ้าน่ะ จะเอาไปเช็ดคอกม้า”  พูดประหนึ่งหยิบผ้าขี้ริ้วมาจากที่ไหนซักแห่ง

 

ดวงตาสีฟ้าครามมองไปยังผืนผ้าสีขาวในมือของเอเลน    “เอ๋?  เช็ดคอกม้า?”   จะเช็ดคอกม้าด้วยผ้าที่เพิ่งเก็บมาจากราวตากผ้างั้นเหรอ….  ที่สำคัญไปกว่านั้น…

 

“แต่ว่าผ้านั้นมัน….”    เสียงใสราวกับกระดิ่งเอ่ยไม่ทันจะจบคนมีชนักติดหลังพึงรีบหนีวิ่งไปทางประตูทางออกห้อง

 

“ฉันไปก่อนนะเดี๋ยวไอ้แจนบ่น!”   เอเลนวิ่งแจ้นหนีไปไม่ยอมหันกลับมามอง   ทิ้งให้เด็กสาวผู้งดงามเหมือนนางฟ้ามองตามด้วยสายตาเหวอๆ

 

“แต่นั่นมันผ้าพันคอของหัวหน้ารีไวล์…..”   จะบอกเพื่อนก็บอกไม่ทัน   คนกระทำความผิดกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องไม่มีหันหลังกลับมา    คริสต้าพูดไม่ออก…

 

วัยหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวบุ่มบ่ามใจร้อน

สดใสเหมือนดั่งดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน

                แจน กิลชูไตน์ปลูกต้นทานตะวันต้นแล้วต้นเล่าเพียงลำพังรอเพื่อนทหารที่ทิ้งหน้าที่ไว้ให้   มือแกร่งยกขึ้นปาดเหงื่อที่ปริ่มเต็มหน้า   ใบหน้าคมเปื้อนดินเป็นรอยสกปรกในเมื่อมือที่ใช้มันเลอะอยู่แล้ว   อากาศของฤดูช่างร้อนเสียจนแสบผิวไปหมด….

 

ในหนึ่งปีจะมีอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ  ช่วงเวลาแต่ละช่วงเรียกว่าฤดูกาล ปรากฏการณ์ที่เห็นสม่ำเสมอมาตั้งแต่เป็นเด็ก   แต่การมีปลูกต้นไม้เล่นแบบนี้ไม่มีบ่อยนักเพราะบ้านเกิดไม่มีบริเวณขนาดนั้น  บางครั้งเขาก็นึกถึงครอบครัวที่อยู่ห่างออกไป….

 

“เจ้าเอเลนทำไมช้าจังวะ….”   ก็แค่ไปตามหาผ้าพันแผลมาปฐมพยาบาลให้ทานตะวันคอหัก   ครั้นจะเอาไปทิ้งพาลจะทำให้ผู้กำกับหมู่บ่นเอาได้

 

ร่างสูงถือพลั่วถอนหายใจ   เหลือเพียงต้นทานตะวันคอหักอีกสามต้น  ถ้าต้องเอาไปทิ้งจริงๆมันก็น่าเสียดาย  ดอกไม้ไม่ได้หามาง่ายๆ    “เฮ้ย! มาแล้ว!”

 

เสียงเรียกของเอเลนดึงให้หันไปมอง  ของที่ติดมือเด็กหนุ่มวัยเดียวกันคือผ้าสีขาวผืนนึง  มองเผินๆคล้ายผ้าพันคอ  แต่คิดว่าคงจะไม่ใช่…   “หายไปนานจริงแค่ไปหาของ….”  แค่ผ้าธรรมดาๆ…

 

“ไม่ได้หาง่ายๆ  ไม่ไปหาเองก็อย่ามาบ่นฉัน   รีบๆจัดการพันเหอะ  มันคงไม่ตาย”  ก็แค่คอหักไปเพราะอุบัติเหตุเล็กน้อย…

 

สองหนุ่มฉีกผ้าสีขาวที่หามาได้ออกเป็นริ้วๆเพื่ออำพรางความผิดที่ก่อขึ้นแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย   หากแต่เมื่อฉีกไปได้ครึ่งหนึ่ง  ทหารหนุ่มร่างสูงกว่าเริ่มฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้  เจ้าเนื้อสัมผัสของผ้ามันดีเกินผ้าขี้ริ้วหรือผ้าที่ใช้ซับน้ำในยามที่อาบน้ำ

 

“อย่างกับผ้าพันคอ  นายไปเอามาจากไหนเนี่ย”  แจนมองผ้าในมือของตัวเอง   เจ้าผ้าที่ฉีกแบ่งครึ่งกันไป  คำพูดนั้นดึงให้คนไปหาฉุกคิด

 

เอเลนก้มลงมองผ้าในมือของตัวเอง  หวนคิดถึงความคุ้น  มันคุ้นมากจริงๆราวกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน   “ผ้าพันคองั้นเหรอ…”  คนที่ใส่ผ้าพันคอหรือผ้าผูกคอมีเพียงไม่กี่คนหรอก…    หากไม่ใช่คนที่จากไปแล้วและเหลือสัมภาระเอาไว้อย่างคุณออลโอ้  หากไม่ใช่ผ้าพันคอสีน้ำตาลแดง  ก็ต้องเป็น…..

 

ภาพผ้าสีขาวซึ่งประดับอยู่บนเสื้อผ้าของหัวหน้าทหารปรากฏขึ้น

มันคือผ้าของหัวหน้ารีไวล์!!

 

                “ของหัวหน้า!”   สิ้นคำพูดอุทานอย่างตกใจของเด็กหนุ่ม   แจน กิลชูไตน์ถึงกับตกใจตามไปอีกคน   ทั้งคู่ได้ทำเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่าทำดอกทานตะวันคอหักลงไปแล้ว

 

“นี่นายไปหยิบมาจากที่ซักผ้าเหรอวะเอเลน!”   เด็กหนุ่มเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น   อีกฝ่ายคงจะรีบเกินไปจึงหยิบอะไรมาก็ได้ซักอย่าง….

 

“มันหาไม่เจอนี่หว่า แล้วดันเจอคริสต้าด้วย!”  การเป็นโจรนั้นไซร้จะยิ่งลุกลี้ลุกลนเมื่อมีคนเข้ามาเจอ  จะหาให้ดีก็ไม่มีเวลาจะหาต่อ

 

มือที่เปื้อนดินและฝุ่นของเอเลน เยเกอร์ปาดเหงื่อ  ฉีกเป็นริ้วๆหลายชิ้นแล้วจะเอาไปคืนทั้งสภาพนี้มันก็ออกจะ…   “ช่วยไม่ได้ล่ะนะ”   เพราะมันหวนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว…

 

ในเมื่อโดนลงโทษมาแล้วครั้งหนึ่ง จะโดนลงโทษต่อครั้งที่สอง เรื่องนั้นไม่ดีกว่า…  “ใช้เสร็จก็ฝังดินไว้แถวนี้นั่นล่ะ…”   แจนมองพื้นและเริ่มมองพลั่วในมือตัวเอง   ปล่อยมันไป….

 

สองหนุ่มคู่ปรับมองหน้ากันและกัน  ไม่ต้องใช้คำพูดใดๆอีกนอกจากเดินไปทำหน้าที่พันผ้ารอบก้านใหญ่ๆของดอกทานตะวันทีละต้นสองต้น สุดท้ายก็ต้องลงเรือลำเดียวกันอีกจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้  เพราะถ้าโทษกันซวยทั้งคู่  โยนไปก็จะโดนโยนใส่กลับทันที แล้วลงเอยแบบตอนที่เป็นทหารฝึกหัด…

 

ต่อให้อยากอยู่ห่างๆกันมากขนาดไหน

….จำต้องเข้ามาเกี่ยวพันกันและกันอยู่เสมอไป…

                ดอกทานตะวันต่อให้มันไม่อยากมองไปยังดวงอาทิตย์ซึ่งมีแสงแดดร้อนแรงเจิดจ้า    กระนั้นธรรมชาติของมันก็ชักนำพาให้ต้องมองไปที่ตะวันสีแสดนั้นอยู่ดี   มันจึงได้ชื่อว่าดอกทานตะวัน  ดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนของพระอาทิตย์

 

แจนและเอเลนยืนมองผลงานของตัวเอง  เนื้อตัวซึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอ่อนมอมแมมไปหมดเพียงแค่ขุดดินปลูกดอกไม้   อย่างน้อยผลงานที่ออกมาก็ดูแนบเนียนดี  มองดีๆก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับเจ้าทานตะวันของทีมสำรวจ มีผ้าพันแผลพันเสียด้วย….

 

ไม่นานนักคนที่มอบหมายงานให้ก็ปรากฏตัว   “ปลูกเสร็จแล้วเหรอ แล้วนั่นผูกผ้าทำไมน่ะ?”   ฮันจิผู้เป็นเจ้าของงานเดินมาสำรวจ

 

หญิงสาวขยับแว่นตามองสิ่งแปลกปลอมบนดอกไม้สีเขียวซึ่งยังคงไม่แย้มบาน    สองหนุ่มมองหน้ากันและกันทันที  “เอาไว้เป็นสัญลักษณ์ครับ!”   ตอบแถไปอย่างไม่แนบเนียน…

 

คนฟังทำหน้างุนงง   ดอกไม้จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์?     “งั้นเหรอ  ก็ดูดีนะ  ทานตะวันผูกผ้าพันแผล  แต่นี่มันไม่ใช่ผ้าพันแผลนี่?”   จ้องมองใกล้ๆเนื้อผ้าแตกต่าง…

 

ทหารหนุ่มรีบดึงให้ผู้กำกับหมู่เลิกสนใจต้นไม้   “เสร็จงานแล้วพวกเราขอไปล้างคอกม้าต่อล่ะครับ   เดี๋ยวหัวหน้ารีไวล์จะลงโทษที่หนีงาน”    คู่ปรับที่ต้องเข้าขากันเฉพาะกิจรีบเดินหนีไป

 

“ขอตัวก่อนล่ะครับ!”   สองคนที่ไม่ถูกกันและมีปากเสียงกันเสมอๆพร้อมใจกันก้าวเดินหนีไปพร้อมกัน  กระทั่งขาก็ยังก้าวข้างเดียวกันชวนให้ตลกขบขัน

 

ปล่อยให้ทหารหญิงผู้หลงใหลในเรื่องปีศาจนอกกำแพงยืนอยู่กับแปลงดอกทานตะวันผูกผ้า    “คิดจริงๆเหรอว่าดูไม่ออก  เด็กพวกนี้ ฮ่าๆ”   ผ้าที่ไม่ใช่ผ้าพันแผล  และก้านดอกไม้ที่หักไปแล้วจัดการดามมันด้วยผ้านั้น

 

บรรยากาศของทีมรีไวล์เคยเงียบเหงาไปมาก  บรรยากาศรายล้อมตัวทหารทีมสำรวจที่เหลือรอดอย่างพวกเราก็หม่นหมอง…  เด็กพวกนั้นเป็นคลื่นลูกใหม่  เป็นทหารที่จะรับช่วงต่อจากหลายชีวิตที่จากไปดวยการสั่งสมประสบการณ์จากสนามรบจริงหลายต่อหลายครั้ง…

 

“สถานการณ์ตอนนี้ไม่มั่นคง…”  จากการที่ผู้นำของทีมสำรวจบาดเจ็บ..และไม่ใช่แค่เพียงบาดเจ็บธรรมดา  มันคือการสูญเสียกำลังรบ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น และบางส่วนโทษว่าเป็นความผิดของเอเลน เยเกอร์ รวมไปถึงความจริงที่พวกเราได้แบกรับเอาไว้เกี่ยวกับไททัน… มันน่าสยดสยองและขยะแขยงในเวลาเดียวกัน

 

จนกว่าตัวหลักจะฟื้นจากอาการบาดเจ็บได้มากกว่า 80%

ขอให้เวลาสงบสุขสั้นๆนี้ดำเนินต่อไปซักพักใต้ฟ้าครามเจิดจ้านี้…..

 

                คอกม้าที่ทำความสะอาดค้างเอาไว้เริ่มชำระล้างรอบที่สองเพื่อเก็บกวาดรายละเอียด  การทำความสะอาดแบบลวกๆให้งานผ่านๆไปมันใช้ไม่ได้กับที่นี่  หัวหน้าทหารผู้เป็นผู้บังคับบัญชาเป็นคนละเอียดและใส่ใจในเรื่องของความสะอาดมากเสียจนลูกน้องต้องละเอียดถี่ถ้วนตามไปด้วย

 

มีแต่พวกม้าที่อยู่อาศัยที่ไม่จำเป็นต้องกลับตัวตาม  มิฉะนั้นพวกมันคงต้องไปหาแหล่งน้ำเพื่ออาบน้ำทุกวันจะได้เนื้อตัวสะอาด..    เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเดินถอยออกมาดูผลงาน  “เสร็จ!   เหนื่อยจริง!”   งานใช้แรงงานตลอดวันไม่มีพัก  เก็บรายละเอียดเหนื่อยกว่าออกไปต่อสู้กับไททันเสียอีก

 

เอเลนยกมือขึ้นปาดเหงื่อ  เนื้อตัวเด็กหนุ่มทั้งสองนั้นมอมแมม   “ไปล้างตัวเหอะ เปื้อนดินไปหมด”  ตั้งแต่ไปขุดดินเพื่อปลูกดอกไม้ และไหนจะทำความสะอาดคอกม้าอีก

 

“คงไม่ต้องรอให้หัวหน้ารีไวล์มาตรวจหรอกนะ”   แจนมองหน้าคนที่สนิทกับหัวหน้าหนุ่มมากที่สุดในที่นี่  ลูกน้องที่อยู่ในการดูแลโดยตรง

 

“ห่วงเรื่องผ้าพันคอของหัวหน้าดีกว่า นายกับฉันซวยแน่”   มันอาจจะมีอีกหลายผืน  หากเป็นเช่นนั้นจริงๆก็คงไม่โดนสงสัยว่าหายไปไหนผืนหนึ่ง

 

ความผิดที่ก่อร่วมกันโดยไม่ตั้งใจกลายเป็นเรื่องมาผูกคอ   ร่างสูงกว่า 5 เซนติเมตรขยี้ผมตัวเอง  “ช่างมันก่อนก็แล้วกัน  ไปล้างหน้าล้างมือเหอะ  คราบดินสกปรกจริง”   มองหน้าอีกคนก็ไม่ได้ต่างกันนัก

 

……หากเป็นเมื่อก่อนต้องทำงานด้วยกันแบบนี้…คงคุยดีกันไม่ได้นาน…

                หลังจากเรียนจบมาด้วยอันดับที่ 5 และ 6  การแข่งขันเรื่องผลการเรียนอันยาวนานก็จบลง  แปรเปลี่ยนเป็นการเอาชีวิตรอดจากสนามรบอันเลวร้าย   ต่างคนต่างรอดมาได้จากสถานการณ์ต่างๆ  รับรู้เรื่องราวที่ไม่ควรรับรู้ไปพร้อมกันหลายอย่าง…   ความเกลียดที่อยากออกห่าง กลับตรงข้ามไปหมด  ใกล้มากขึ้น

 

เข้ามาอยู่ในระยะสายตาที่มองเห็นอีกคนอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกันไม่ใกล้ไม่ไกล…  ขณะที่เพื่อนสนิทหลายลำดับจากไปทีละคนสองคน…  ท้ายที่สุดแล้วมิตรภาพของทหารรุ่นที่ 104 จะหลงเหลือเพียงความทรงจำในใจของคนสุดท้ายที่เหลือรอดอยู่หรือเปล่า…

 

คนสุดท้ายที่อยู่รอด หรือกลุ่มสุดท้ายที่รอดอยู่

….จะเป็นใคร…

                น้ำในบ่อน้ำกลายเป็นน้ำอุ่นแม้จะมาจากน้ำบาดาล  อุณหภูมิสูงของฤดูร้อนทำให้น้ำที่อยู่ใต้ดินจากที่เคยเย็นสดชื่นแปรเปลี่ยน   แจนดึงเชือกผูกถังน้ำเพื่อตักน้ำจากเบื้องล่างบ่อขึ้นมาทำความสะอาดร่างกาย  อย่างน้อยๆก็ล้างหน้าล้างตาให้สะอาด

 

น้ำเพียงถังเดียวใช้ร่วมกันสองคน  เอเลนกวักน้ำขึ้นล้างคราบดินบนมือและแขน  ก่อนจะจัดการล้างหน้าแบบลวกๆ    “เฮ้ยๆ! น้ำกระเด็นใส่ฉัน!”    คนข้างๆส่งเสียงบอกเมื่อมันกระเซ็นมาโดนใส่จึงทำกลับ

 

“นายจะมายืนตรงนี้ทำไม  ตรงนี้ก็ต้องโดนอยู่แล้ว”   ยิ่งทำก็ยิ่งทำกลับไปกลับมา  ล้างแบบลวกๆก็ยิ่งไม่สะอาดเสียที

 

ดวงตาคมมองเจ้าคนหัวรั้นพลางถอนหายใจ  เอเลน เยเกอร์ไม่ฟังใครเหมือนเดิมถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็น   น่าแปลกใจที่ตัวเขาใจเย็นลงกว่าเมื่อก่อนจึงไม่มีเรื่องด้วยแม้อยาก    “นายน่ะ   ไม่เปลี่ยนซักนิด”   สำหรับตอนนี้มันก็ดีแล้ว.. ที่ไม่เปลี่ยนไป…

 

ดวงตาสีเขียวมองเงาสะท้อนในน้ำที่แกว่งไหว   “ฉันอยากจะเปลี่ยน   เพราะพวกนายเปลี่ยนกันไปหมด”   ทีละเล็กทีละน้อย…  ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางใดทางหนึ่ง…

 

เขาอยากแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้  อยากจะมีพลัง  อยากจะควบคุมพลังที่มีอยู่ให้ได้อย่างไททันแปลงคนอื่นๆ  เพื่อมห้ไม่เกิดเรื่องราวที่แสนเศร้าซ้ำแล้วซ้ำอีก…   เส้นทางที่ต้องรู้สึกเสียใจภายหลังกับผลที่เกิดขึ้น  ถ้าต้องเป็นต้นเหตุให้คนอื่นตาย…

 

จะสู้หน้าเพื่อนที่อยู่ข้างกายนี้ได้อย่างไร…

                มันน่าเจ็บใจที่ตัวเองทำในสิ่งที่คู่ปรับพูดไว้ไม่สำเร็จ  ทั้งๆที่อีกฝ่ายปกป้องเพื่อนรักและคนในครอบครัวเพียงคนเดียวตนเอาไว้ได้ด้วยซ้ำ…. ไหนจะเคยช่วยเหลืออาร์มิน   ทุกเรื่องที่เขาน่าจะทำได้ แต่ทำไม่สำเร็จ.. จะต้องเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นเสมอ…

 

“เฮ้ย?   เอเลน?”    แจนเรียกเด็กหนุ่มให้ได้สติจากภวังค์เงียบงัน   สีหน้านิ่งตึงเครียดและอยู่ในความคิดของตัวเองของเอเลน เยเกอร์ไม่ใช่ภาพที่คุ้นตานัก

 

“ฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้   ไม่ยอมแพ้นายหรอก”    จะต้องเอาชนะคำพูดที่อีกฝ่ายกล่าวเอาไว้ให้ได้…  บนไหล่ที่ถูกฝากฝังชีวิตคนมากมายเอาไว้…   เขาซึ่งเป็นครึ่งไททันในฝ่ายมนุษย์…

 

นัยน์ตาคมจ้องมองหน้าเพื่อนวัยเดียวกัน   “…..  ฉันตั้งใจจะถอนคำพูดบางเรื่องที่พูดกับนายเอาไว้”   คำพูดที่ชวนให้รู้สึกละอายแก่ใจเมื่อนึกถึงในตอนนี้

 

การที่ต้องฝากฝังชีวิตตัวเองไว้กับคนอื่น   มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่จะปกป้องชีวิตของตัวเองไว้ได้   ในฐานะคู่ปรับการเคยพูดแบบนั้นเอาไว้น่าละอาย   เมื่อเบี่ยงสายตามองไปยังดวงตาสีเขียวที่จ้องกลับมาอย่างสงสัย   มือแกร่งรีบยื่นไปตรงหน้าเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

 

…..ไม่อยากพูดออกมาให้เสียศักดิ์ศรี….

 

“ล้างอีท่าไหนวะ หน้ายังเปื้อนดิน   แต่ฉันนี่เปียก”   แจนจับแก้มที่มีเปื้อนคราบดิน ใช้นิ้วปาดรอยคราบสกปรกนั่นออกไป   เสื้อผ้าเปียกชื้นจากน้ำที่อีกคนทำกระเซ็นใส่

 

สัมผัสนั้นขับให้คนโดนจับสะดุ้งตัวชะงักไป   มันไม่หยาบกระด้างเหมือนการต่อยตีกันในทุกๆครั้ง  “มองหน้าทำไม คนอุตส่าห์ช่วยเช็ด”  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายเข้มจ้องกลับ…

 

“เปล่า  หน้านายก็เลอะไม่ต่างกันหรอกว่ะ”   ยืนมือตรงไปแตะที่รอยคราบเปื้อนบนใบหน้าคม   ใช้มือที่เปียกน้ำปาดมันออกไป  จู่ๆกลับนิ่งงันกันไปทั้งคู่เสียแบบนั้น….

 

……ดวงตาสองคู่จดจ้องมอง…ยามนั้นจึงเข้าใจสถานการณ์….

                ผิวหน้าซึ่งมักจะสัมผัสผ่านกำปั้นไม่ใช่การสัมผัสแบบปกติ   ต่างคนต่างรู้สึกแปลกที่กลายเป็นแบบนี้  วูบหนึ่งที่สายลมพัดผ่าน  บรรยากาศราวกับแปรเปลี่ยน…  เห็นภาพสลับย้อนไปมาอดีตและปัจจุบัน  ที่มักจะเผลอหันไปจ้องหน้ากันบ่อยๆเพราะไม่ชอบหน้า

 

ยามนั้นคนหวังดีเช็ดให้รีบเปลี่ยนท่าที   ใช้มือปาดๆหน้าและดึงแก้มที่เปื้อนนั้นปานต้องการกลั่นแกล้ง     “เฮ้ย ไอ้แจน!!”  เอเลนที่โดนกลั่นแกล้งส่งเสียงโวยวาย   ทหารหนุ่มอีกคนรู้สึกเหนือกว่าและได้ชัยชนะพลันหัวเราะร่า

 

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มคิ้วขมวดยื่นมือไปดึงและปาดๆหน้ากลับด้วยกิริยาไม่ต่างกัน   การกระทำแก้เก้อจากสถานการณ์แปลกๆที่ก่อขึ้น   “ไอ้เอเลน!”

 

เพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อนสนิทกันมากนัก   แม้จะเป็นคู่ปรับที่อยากเอาชนะซึ่งกันและกัน  แต่เพราะความเป็นคู่อริและต้องการรู้ความเคลื่อนไหวบางเรื่องของฝ่ายตรงข้าม  บางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรรู้ก็กลับได้รู้  สิ่งที่ไม่อยากสนใจก็กลับสนใจ  เพราะเผลอมองไปเสมอ…

 

ไม่ต่างจากดอกทานตะวันที่ต้องหันไปหาบางสิ่งร่ำไป

                ฟาดกันไปฟาดกันมาเหมือนเด็กเข้าเป็นทหารฝึกหัดใหม่ๆ    ในที่สุดร่างสูงกว่าก็คว้าเอาถังน้ำมาไว้ในมือ   หมายมั่นจะดับความดื้อรั้นเหมือนลูกเจี๊ยบขู่สัตว์ชนิดอื่นของอีกคน      “เลอะไปทั้งตัวก็อาบน้ำไปเลยแล้วกัน!”  บรรจงสาดไปทางเหยื่อเต็มแรง

 

“โกงนี่  เฮ้ย!!”   ใช้เครื่องทุ่นแรงและรีบคว้าไปก่อนที่ตัวเองจะแย่งมาได้     เอเลนรีบเบี่ยงตัวหลบไป…

 

ซ่า!!!

                น้ำที่ซัดสาดออกไปไม่ได้หล่นลงสู่พื้น   แต่มันปะทะเข้าใส่หน้าของผู้มาเยือนแบบเงียบๆเข้าเต็มๆทั้งถัง…  ร่างกายของชายผู้นั้นเปียกปอน  และเมื่อทหารหนุ่มสองคนที่ก่อเรื่องมองให้ชัดว่าน้ำมันซัดโดนอะไร.. นัยน์ตาทั้งสองคู่ก็นิ่งค้าง….

 

“หัวหน้ารีไวล์!!”  สองเสียงผสานเป็นเสียงเดียวกันเมื่อได้เห็น    ร่างโปร่งเรือนผมสีดำในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกชุ่มไปทั้งตัว  มือยกขึ้นเสยเส้นผมที่เปียกลู่ด้วยสีหน้านิ่งเรียบเฉย….

 

ทั้งๆที่ใบหน้านั้นยังคงนิ่งไร้อารมณ์  แต่สายตานั้นเริ่มคมกริบมากขึ้นทุกที    รับรู้ได้ว่าพวกตนจะชะตาขาดไม่ก็โดนลงโทษอีกรอบ…  “เจ้าพวกเด็กเหลือขอ…..”

 

รีไวล์เพ่งมองหน้าทหารอายุน้อยทั้งสอง   ผู้ใต้บังคับบัญชายืนตัวแข็งไม่กล้าขยับตัว   ทะเลาะกันจนได้เรื่องอีกครั้งในวันเดียว จะซวยซ้ำซวยซ้อนเกินไปมั้ย   “เล่นน้ำเสร็จแล้ว  ไปยืนตากแดดให้หัวโล่งหน่อยแล้วกัน”  ชี้ไปทางลานกว้างในยามบ่ายอันร้อนระอุเป็นเตาเผา…

 

สองร่างกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่…   มือยกขึ้นแนบที่อกด้วยท่าทำความเคารพ  “ครับหัวหน้า!”   วันนี้คงโดนแดดเผาจนเกรียมเหมือนไก่ย่าง……

 

ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆมาบดบังให้ร่มเงาช่วยเหลือ…

ราวกับเป็นใจให้ดวงตะวันส่องแสงใส่

 

บทสนทนาเป็นต้องหยุดชะงักลงเมื่อการลงโทษแขนงใหม่มาเยือน   ภาพทหารคู่ปรับสองคนที่ทุกคนรู้กันดีว่าไม่ถูกกันยืนนิ่งในลานที่เหมือนกระทะขับให้เพื่อนบางคนต้องหลุดหัวเราะออกมา  โดยเฉพาะโคนี่และซาช่าซึ่งเป็นต้นตอของบทลงโทษอันแรก

 

คิ้วสีอ่อนกระตุกเป็นพักๆแต่ไม่อาจตะโกนด่าออกไปได้    การที่คนทั้งสองกลายมาเป็นเหมือนหุ่นไล่กากลางแดดมันน่าอนาถจริงๆ….   “บ้าจริง…..”   ไปสาดน้ำใส่หัวหน้าทหาร… ถ้าไม่ซวยจริงคงไม่เกิดขึ้น

 

“ร้อนชะมัดยาด…..”   ความรู้สึกของไข่ที่ลงในกระทะหรือของที่โดนจับมาตากแดดเพื่อถนอมอาหารมันต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ… ใช่ว่าไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้….

 

ยามที่เป็นทหารฝึกหัดเคยโดนลงโทษมาหลายรูปแบบเกินจะย้อนความ   โดยมากก็มีเหตุมาจากการทะเลาะวิวาท  ถ้าไม่มีเพื่อนคนอื่นช่วยปิดบังก็คงยากจะรอดมาได…  บางทีซาช่าและโคนี่คงนึกเก็บความแค้นนั้นเอาไว้ในใจแล้วมาระบายเอาวันนี้….

 

….วันวานที่ย้อนกลับมาไม่ได้อีกแล้ว…

……โดยเฉพาะคนที่เดินจากไปซึ่งไม่มีทางกลับมา….

 

เอเลนพลันนึกถึงเรื่องที่คุยคั่งค้างเอาไว้   ดวงตาสีเขียวเหลือบมองข้างใบหน้าเพื่อน   ตำแหน่งที่ยืนข้างกันเหมือนอย่างในวันวาน… สลับเพียงแค่คนที่เหล่หันมอง    “แจน เมื่อกี้นายจะพูดอะไร?”  ทวนถามบทสนทนาที่ขาดหายไปก่อนหน้าจะโดนลงโทษ

 

ใบหน้าแกร่งที่เต็มไปด้วยเหงื่อหันมาเหลือบมอง..  จ้องดวงตานั่นแล้วจึงมองตรงกลับไปข้างหน้า  “ช่างมันเถอะ  ฉันขี้เกียจย้อนแล้ว”    ให้มันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในใจเสียดีกว่าพูดออกไป…. ไว้ย้ำเตือนในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำหลังจากนี้เป็นต้นไป….

 

การเข้าร่วมทีมสำรวจเพื่อไม่ให้เสียใครสักคนไปอีก  นอกจากพึ่งพาคนอื่นแล้วก็ต้องพึ่งตัวเอง  ในยามที่ทีมสำรวจเคว้งคว้างเหมือนเรือที่ไม่มั่นคง… พวกเขาทุกคนต้องเป็นกำลังให้มากกว่านี้   นี่คือสิ่งที่ได้รับรู้จากการภารกิจครั้งล่าสุด

 

เป็นกำลังสนับสนุนให้กับเอเลน เยเกอร์….

                เคยทำมันแบบไม่เต็มใจและจำยอม แต่หลังจากนี้มันจะเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย…  แค่ตอนนี้เขาก็คิดว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนไป  นึกถึงเรื่องที่ตัดสินใจเข้าร่วมทีมสำรวจจนถึงตอนนี้  เริ่มติดเชื้อหรือไร    “อย่ารีบตายก็แล้วกัน”   ยังไม่ถึงเวลานั้นหรอก…. ถ้ารีบไปตายนักจะดึงกลับมาไว้เอง….

 

คิ้วสีเข้มกว่าเลิกขึ้นสงสัยในคำพูด  ไม่เข้าใจและไม่อยากเดา    “เออ ไม่ได้รีบ  ฉันยังมีเรื่องต้องทำอีก”   สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ….

 

การฆ่าไททัน การล้างแค้นให้กับคนที่จากไป การค้นหาปริศนาของเจ้าอสูรกายคร่าชีวิตผู้คน และกักขังชีวิตผู้คนเอาไว้ในกำแพง… วันที่ทุกอย่างจะลุล่วงต้องใช้เวลาอีกยาวนานแค่ไหนก็มิอาจรู้…  แต่สักวันคงจะไปถึง และต้องไปถึงโดยที่ไม่มีใครจากไปอีก….

 

“หวังว่าจะไม่โดนขยายวันลงโทษไปอีกล่ะวะ”   แจนเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีจากบทลงโทษที่ได้รับ  แทบจะเป็นการตามประกบตลอด 24 ชั่วโมง ถ้ามากกว่า 3 วัน  เขาคงเป็นบ้าตายไปจริงๆ  หรือไม่ก็รักมันปานจะกลืนกินไปแทน

 

เอเลนเริ่มหน้าเสียตามไปอีกคน   “ก็อย่าหาเรื่องเพิ่มก็แล้วกัน”  เจอหน้ากันทั้งยามหลับและยามตื่น  อยู่ด้วยกันตลอดเวลา….

 

ความเกลียดชังนั้นแปรเปลี่ยนไปได้ในหลายรูปแบบ

……หากไม่ได้โกรธเกลียดจนอยากฆ่าให้ตายจากไป….

 

มันสามารถเปลี่ยนไปในทางที่ดี

                ฤดูร้อนนั้นสว่างไสวเกินกว่าจะหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิด   ความรู้สึกทุกอย่างถูกเร่งเร่าให้แสดงออกและเปิดเผยจากจิตใจที่ถูกปิด  ดอกทานตะวันที่บานในฤดูอันร้อนแรงยังคงไม่ผลิบาน  เหมือนดั่งความรู้สึกที่ยังถูกทิฐิกดทับเอาไว้ไม่ให้เปิดเผย  …  สักวันคนเราจะตรงไปตรงมาได้อย่างดอกทานตะวัน

 

 

ความเกลียดและความรักบางครั้งก็ไม่ได้แตกต่าง

เมื่อสายตามักจดจ้องไปยังฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

นายกับฉันเป็นดั่งเพื่อนสนิทที่ไม่ใช่เพื่อนในเวลาเดียวกัน

หากก้าวเส้นที่กำหนดเอาไว้แล้วล่ะก็….

————————————–

Free Talk : ไม่กล้าเขียนฟรีทอร์คเลยทีเดียว เพราะว่าจะแต่งจบซักตอนของแจนเอนี่ ภัยพิบัติมากมายต้องเกิดขึ้นเป็นระยะๆ OTL”………

อาถรรพ์แรงมากเรื่องนี้ จะเขียนทีรถติด ปวดท้อง ท้องเสีย เหมือนเฮย์โจวไม่อยาก อะไรกัน!!!

Advertisements
 
1 ความเห็น

Posted by บน 10/03/2013 in Uncategorized

 

One response to “[TitanFic] ヒマワリ -Himawari- (Jean x Eren) CH.02

  1. Rudy

    10/15/2013 at 10:18 PM

    อายะซังสู้ๆ ฮาาาาาาาาาา

    รออ่านต่อนะคะ >w<

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: