RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 5

19 ต.ค.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : NC-15
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

จุดเริ่มต้นของความรักนั้นมีหลากหลายรูปแบบ

                1 ในรูปแบบจุดเริ่มต้นของความรักสุดแสนยอดนิยมในละครหลังข่าวนั่นคือ [เกลียดกันปานจะกลืนกิน เกลียดเหมือนเห็นไส้เดือนกิ้งกือ แต่ดันตกหลุมรักกัน…]    เป็นข้อพิสูจน์ว่าความรักกับความเกลียดบางครั้งก็มีแค่กระดาษบางๆกั้นอยู่ระหว่างกัน

 

เหมือนดั่งความสัมพันธ์ในรูปแบบระยะสิบเซนติเมตรของคนบางคน

คนที่คุณก็รู้ว่าคือใครสองคนนั้นนั่นล่ะ

 

ตอนที่ 5 :  ทุกคณะนั้นมีตำนานรักแอบแฝงอยู่

 

            มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS สะพานตากสิน  พิกัดนี้ย้ำเป็นรอบที่สองประหนึ่งต้องการย้ำระยะห่างของมหาวิทยาลัยกับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง(?)     ยามเช้าอันไม่ค่อยสดใสนักเพราะย่างเข้าฤดูฝนเป็นเช้าที่ลืมตาตื่นขึ้นมาเรียนได้อย่างยากลำบาก

 

อลิน แย้มเก้อเดินป้องปากหาวพลางวีดีโอคอลคุยกับแฟนหนุ่ม  จากหน้าจอโทรศัพท์มองเห็นภาพในรถยนต์ BMW Z4 สีขาวของอีกฝ่าย  โทรศัพท์มือถือติดเอาไว้ในที่ประจำเพื่อจะได้สนทนากันตอนขับรถได้ง่ายๆ  พนักงานบริษัทมุ่งหน้าไปทำงาน ส่วนนักศึกษานั้นก็มีหน้าที่ไปเรียนหนังสือ

 

ตั้งใจเล่าเรียนให้ค่าเทอมที่พ่อแม่และแฟนต้องคุ้มค่าไม่เสียเปล่า.. และเพื่ออนาคตข้างหน้าของตัวเองด้วย  ต่อให้อากาศจะน่านอนมากขนาดไหนก็ต้องงัดตัวเองขึ้นจากเตียงมาเรียนให้จนได้  นี่แหละคือชีวิตนักศึกษาแพทย์ศาสตร์คนหนึ่งในยามเช้า…

 

“พี่รีวัลย์ใกล้ถึงบริษัทรึยังครับ วันนี้ผมว่ารถไม่ค่อยติด”    เด็กหนุ่มผมน้ำตาลถามไถ่คนที่อยู่ในจอภาพ  เห็นเพียงที่ด้านข้างที่ขับรถอยู่ก็ยังเห็นร่องรอยตีนกา(?)  กล้องเดี๋ยวนี้ชัดจริงๆ…

 

“คงไม่นานเท่าไหร  นายเดินจะถึงห้องเรียนรึยัง?”   คนฟังเลื่อนกล้องไปถ่ายให้เห็นทางเดิน   อย่างไรคู่สนทนาก็คงเหลือบมองเป็นระยะๆได้

 

“จะถึงแล้วครับ  หลังจากวางสายเดี๋ยวก็มีควิซกับเรียนยาวทั้งวันล่ะครับ”  และคงไม่ได้คุยกันในตอนเที่ยง  อาจจะได้คุยกันอีกทีตอนที่กลับจากมหาวิทยาลัยแล้ว

 

ยิ่งอายุมากขึ้น ภาระหน้าที่ก็มากขึ้น  คล้ายกับมีระยะห่าง แต่เทคโนโลยีก็ดึงให้ช่องว่างนั้นแคบลงได้  นี่คือการใช้ประโยชน์จากยุคโอมจงเงยที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 ปี  Application สำหรับการสื่อสารหลายตัวเลิกฮิตกันไปตามกาลเวลา แต่การสื่อสารในรูปแบบต่างๆยังคงอยู่

 

“ไว้เจอกันหลังจากนายเรียนเสร็จ  วันนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?”  เสียงทุ้มเปล่งถาม  มันเป็นความเอาใจใส่แฟนเด็กที่ต้องใช้พลังงานในการเรียน

 

อลินส่ายใบหน้าไปมา  “เดี๋ยวผมซื้อกับข้าวเข้าไปเองก็ได้ครับ  ผมว่าพี่รีวัลย์น่าจะยุ่งนะครับวันนี้”  คำพูดที่รู้กันเองสองคนว่าเป็นเพราะอะไร… เหตุผลที่หลายๆคนก็อาจจะรู้ว่าเพราะอะไรเมื่อกลับไปอ่านตอนที่แล้ว

 

วันไหนที่ผู้บริหารคนใดคนหนึ่งไม่อยู่เท่ากับว่างานต้องลงที่อีกคน…

มันอาจจะเป็นกรรมเก่าที่ไม่ต้องมาจากชาติปางก่อนก็เป็นได้

                อดีตหัวหน้ากองบัญชีนิ่งเงียบคล้ายกับรู้ชะตากรรมของตัวเองในวันนี้เป็นอย่างดี  การเป็นผู้บริหารทำให้ภาระหน้าที่มีมากกว่าการเป็นหัวหน้ากองบัญชีที่ต้องรับผิดชอบเพียงส่วนงานเดียว  รีวัลย์ถอนหายใจแผ่วเบาพลางเหลือบมองมายังหน้าจอของโทรศัพท์

 

“ตั้งใจเรียนล่ะ  เรื่องมื้อเย็นฝากนายด้วย ซื้อสำเร็จรูปมา ไม่ต้องทำเอง”   คำพูดนั้นทำให้คนฟังเผลอสะอึก  มันบ่งบอกว่าไม่ไว้ใจ….

 

ฟังแล้วต่อมอยากเอาชนะมันติดๆดับๆ  เรื่องทำครัวอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ถนัดเท่าบางเรื่อง(?)  แต่บางครั้งก็อยากลอง..   “ครับผมจะตั้งใจเรียน  พี่รีวัลย์ตั้งใจทำงานนะครับ”

 

“ฉันย้ำอีกรอบนะอลิน  อย่าคิดทำกับข้าวเอง”  แฟนหนุ่มสูงวัยกว่าย้ำรอบที่สอง   เจ้านักศึกษาแพทย์ผู้แก่กล้าแล้วหลังเติบโตขึ้นเบือนสายตามองไปทางอื่น

 

“ไม่ทำครับไม่ทำ   แล้วเจอกันนะครับ”  ว่าความจบก็รีบกดปิดวีดีโอคอลวางสายไป   หากเป็นสมัยก่อนที่ยังคงเป็นเด็กมัธยม ประโยคที่มีคำว่า [ห้าม] เป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่ควรจะทำ  แต่เมื่อโตขึ้นกว่าเดิมเป็นนักศึกษา  ประโยคที่บอกว่า [ห้าม] บางครั้งมันก็ช่างเย้ายวนใจให้ทำดู

 

โดยเฉพาะเรื่องทำอาหารที่อยากทำตอบแทนมานานแล้ว

(ต่อให้มันรุ่งริ่งขนาดไหน)

                อลิน แย้มเก้อเริ่มคิดถึงเรื่ออาหารมื้อเย็นสำหรับคนทำงานมาเหนื่อยๆ  6 ปีที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอาหาร  แต่รอบนี้แมวไม่อยู่ หนูก็ร่าเริงน่ะสิ….   ห้องครัวตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์แบบ  ถ้าไม่ติดพันเรื่องเรียนจนกลับบ้านทีหลังอีกคน

 

ขาก้าวเข้าห้องเลคเชอร์ใหญ่ซึ่งเริ่มมีนักศึกษาร่วมคณะเข้ามาเกินครึ่งห้อง   เสียงบทสนทนาบางอย่างแว่วเข้าหูเมื่อเดินผ่าน   “ได้ยินว่าวันนี้มีกำจัดแมลงในมหาลัยด้วย  แค่คิดก็หลอนแล้วแมลงสาบต้องโผล่มาแน่ๆ”   ประหนึ่งการบุกรุกอีกครั้งของศัตรูร้ายของมวลมนุษยชาติ หลังจากที่ชาวโลกสงบสุขกันมานาน

 

“ยังดีนะคณะเราเริ่มทำทีหลัง   นี่ไปทำที่คณะวิศวะก่อน”   ฟังแค่เพียงสองประโยคก็หูผึ่ง   บริษัทที่เข้ามาทำความสะอาดมหาวิทยาลัย  ผสมกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อวานนี้จากคนรัก

 

‘ที่ว่ามาลงไซด์งานที่มหาลัยกำแพงกุหลาบ คืออย่างนี้นี่เอง’   มือยกขึ้นลูบคางใช้ความคิดพลางเดินไปหาที่นั่ง   แล้วก็จบที่ที่นั่งริมหน้าต่างตำแหน่งพระเอก

 

ไปที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ก่อน เท่ากับว่าเรื่องที่ได้ยินเมื่อวานต้องมีผล   ‘บริษัทนี้เค้าชอบเอางานมาบังหน้าสินะ’  พลันนึกถึงเรื่องของตัวเองในอดีต

 

เมื่อก่อนไม่เคยสงสัย แต่เมื่อโตขึ้นรู้ทันมากขึ้นก็เริ่มเข้าใจ  ว่ามันเป็นการเอางานมาบังหน้าเพื่อหาเรื่องมาเจอมาจับ  ช่างไม่น่าเชื่อที่ประธานบริษัทก็ทำแบบนี้ด้วย  หรือนี่เค้าเรียกว่า [บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน Style] กันแน่นะ

 

“ถ้าคุณอัศวินจะจีบจันจริงๆแบบที่จันเล่า   ที่ฉันจับคู่กับมะขามเอาไว้ก็พังหมดสิ”   เด็กหนุ่มมีสีหน้าจริงจัง  เขาคือผู้นำของเรือธงคู่มะขาม x จันเลยนะ…

 

….ว่าแต่ทำไมชื่อ Pairing จึงนำด้วยชื่อผู้หญิงก่อน…

                ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์อันโดดเด่นด้วยลานเกียร์อันเป็นตำนานของทุกมหาวิทยาลัย   ภายในตัวตึกทาด้วยสีเทาและสีส้ม ลึกเข้าไปยังชั้น 2 อันเป็นที่ทำการของภาควิชาคอมพิวเตอร์  ในห้องสี่เหลี่ยมห้องหนึ่งซึ่งมีกลิ่นบุหรี่ เผยภาพของอาจารย์และลูกศิษย์หนุ่มนั่งมองเอกสารด้วยสีหน้าตึงเครียด

 

อาจารย์หนุ่มมีหนวดประปรายในชุดเสื้อเชิ้ตทับด้วยเสื้อคลุมดำไม่จริงจังนั่งอ่านเอกสารสีขาว  ฝั่งตรงข้ามมีนักศึกษาในชุดเสื้อช้อปสีน้ำเงินประดับตราของมหาวิทยาลัยนั่งจ้องอย่างตึงเครียด  เส้นผมสีน้ำตาลแกมปลายสีเข้มที่ไม่เหมือนใครบ่งบอกได้ว่าใครกันอยู่ในฉากนี้

 

“อาจารย์จัดการเรื่องที่ฝึกงานให้นายแล้วนะ   เอกสารตอบรับกลับมาแล้ว”   ชายสูงวัยกว่าแต่ไม่อาจประมาณการได้ว่ามากกว่าแค่ไหนวางกระดาษเอกสารลงกับโต๊ะ

 

“ขอบคุณครับ  แบบนี้ผมก็โล่งอก…ได้ที่ฝึกงานแล้ว…”   นักศึกษาปีสามถอนหายใจ  เรื่องยุ่งยากอีกประการของการเรียนมหาวิทยาลัยก็คือการหาที่ฝึกงานนั่นล่ะ  มันไม่ได้หาง่ายๆเหมือนหาซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต

 

อาจารย์ผมสีดำขลับกอดอกพลางมองหน้าเด็กหนุ่มผู้เป็นเดือนคณะ  “จัน  นายจะฝึกงานที่การบินไทยจริงๆเหรอ?   น่าจะไปทำที่อื่นมากกว่า”   ขึ้นชื่อว่าภาควิชาคอมพิวเตอร์ก็ควรจะไปที่อื่นอยู่แล้ว

 

“ที่นี่แหละครับ  ถ้าผมจะเลือกที่อื่นผมบอกอาจารย์นนท์ไปนานแล้ว”   คำพูดเหมือนจะกวนแต่มันก็จริง    นนท์ได้ฟังแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

“จะไปดูระบบคอมพิวเตอร์การบินว่างั้นเถอะ… นายคิดอะไรแปลกพิลึกพิลั่น  พอๆกับที่มีข่าวลือว่านายมาเข้ามหาลัยนี้เพราะตามคนที่ชอบมา”  คำพูดนั้นทำเอานักศึกษาในสังกัดถึงกับสะอึก

 

มือเผลอตบโต๊ะไปอย่างแรงไร้มารยาท  “มันเป็นอดีตไปแล้วครับ!”  อดีตที่เพิ่งตัดหายไปไม่ถึงปี… ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบือนหนีหน้า   อาจารย์ที่ปรึกษามองแล้วรู้สึกเป็นห่วงอนาคตแทน  พูดออกมาแบบนี้เท่ากับว่ายอมรับข่าวลือนั่นเต็มๆ..

 

หากเกียร์ของนักศึกษาวิศวะคือหัวใจของเจ้าของที่ใช้มอบให้กับคนที่ชอบ   นักศึกษาหน้าตาดีเป็นถึงเดือนคณะพ่วงตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยคนนี้  ก็คงจะเป็นตำนานแรกของเดือนคณะที่จนปีสามก็ยังไม่ได้ให้เกียร์กับใคร…. น่าขายหน้าจริงๆ…..

 

…..เป็นจุดด่างพร้อยของเดือนคณะวิศวะอย่างแท้จริง….

“การบินไทยก็การบินไทย   ถ้านายไม่มีธุระอะไรแล้วฉันจะไปหาเพื่อน”   มือที่เริ่มมีรอยหยาบย่นตามอายุปัดไล่นักศึกษาในการดูแลด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

 

“ไปหาเพื่อนแล้วไม่สอนเหรอครับอาจารย์?”   จันถามกลับ  ชายที่ถูกถามหน้านิ่งปนขุ่นเคือง  อารมณ์เคืองนั่นคงไม่ได้มาจากเขาเป็นแน่แท้…

 

“สอน  สอนเสร็จแล้วค่อยไป  นายออกไปได้แล้ว”   รีบปัดมือไล่ยิ่งกว่าเดิม   คนโดนไล่ยิ่งมองก็ยิ่งสงสัยว่าเป็นเพื่อนแน่หรือเปล่า หรือเป็นเจ้าหนี้กันแน่….

 

เด็กหนุ่มในเสื้อช้อปผมสีน้ำตาลอ่อนก้าวออกมาจากห้องพักอาจารย์ภาควิชาคอมพิวเตอร์  มองนาฬิกาที่ประดับอยู่บนข้อมือยังคงมีเวลาพัก  ช่วงบ่ายกว่าจะมีเรียนอีกครั้งก็ปาเข้าไปบ่ายสามโมงเย็น   พระร๊องรองผู้เดียวดายแต่ได้รับบทเด่นอย่างคาดไม่ถึงเริ่มมองหาที่ไป

 

ขายาวก้าวเดินไปตามทางเดินด้วยสีหน้าเคร่งขรึมสมเป็นพี่ว๊าก   พลันนึกถึงเรื่องที่มีบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านเข้ามาทำงานที่มหาวิทยาลัย ขนแขนมันก็เริ่มลุกขึ้นมาคล้ายกับจะเจอผี    เป็นถึงประธานบริษัททำไมต้องอยากมาลงพื้นที่ด้วยตัวเอง   นั่งโต๊ะจนเบื่อจึงอยากมาลงไม้ลงมือ… หรือคิดอีกแง่ก็คงจะเป็น…………

 

ก่อนจะได้คิดต่อกลับมีคนเข้ามาเรียก    “จัน!   คุยกับอาจารย์นนท์เสร็จแล้วเหรอ?”   น้ำเสียงใสเหมือนกระดิ่งเรียกหาจากเบื้องหลัง  เมื่อหันกลับไปฉากทางเดินของคณะหยาบๆแทบจะแปรเปลี่ยนเป็นสวรรค์……

 

นักศึกษาสาวใบหน้าน่ารักราวกับนางฟ้า  ดวงตาสีฟ้าครามนั้นเปร่งประกายสร้างบรรยากาศระยิบระยับ  หากโขนคือพระอาทิตย์  ผู้หญิงตรงหน้านี้ก็คือดาวฤกษ์ไม่ก็ดาวหาง  นางฟ้าแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์   แม้คู่สนทนาจะไม่ได้สนใจผู้หญิงมากนักก็ยังรู้สึกแสบตา(?)

 

“เสร็จแล้วๆ  เธอมีธุระกับอาจารย์นนท์รึไงน่ะขนิษฐา”    มือยังคงยกขึ้นมาป้องแสงออร่าของนางฟ้าบนดินตัวจริง    แสบตาเหลือเกิน!

 

“เปล่าหรอก  แต่วันก่อนได้ยินอาจารย์นนท์บ่นเรื่องที่ฝึกงานของจัน  ก็กลัวว่าจะมีปัญหา  เป็นห่วงน่ะ”   ขนิษฐายกมือขึ้นทาบอก  ท่าทางราวกับพระแม่มารีสมกับเคยอยู่โรงเรียนหญิงล้วน(?)

 

จัน สะกิดใจรับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนราวกับแม่พระของเพื่อนร่วมคณะตรงหน้า  ขนิษฐาเป็นดาวของคณะวิศวะ  และยังเป็นเพื่อนเก่าร่วมโรงเรียนคอนแวนด์ของมะขาม เอกมันต์พี่สาวล่ะมั้ง…ของอลิน แย้มเก้อ   ใครจะนึกว่าจะมีนางฟ้ามาสถิตที่นี่ได้.. ช่างไม่น่าเชื่อว่าจะมาเรียนคณะนี้

 

“ไม่มีปัญหาอะไร เรียบร้อยดีแล้ว ขอบใจที่เป็นห่วง แต่ยุพินมองตาขวางมาจากตรงนั้น……”   เพียงแค่ใช้สายตาบอกผ่านไปยังมุมด้านหลัง…  ตรงนั้นมีผู้หญิงมาดเข้ม(?)ในเสื้อช้อปยืนกอดอกมองอยู่

 

หากเดือนคณะนั้นชอบผู้ชาย… ดาวคณะก็ชอบผู้หญิง…..

กองเชียร์จึงเชียร์ไม่ขึ้นมาตั้งแต่เป็นวัยกระเตาะเฟรชชี่

                ดวงตาสีฟ้ามองกลับไปพร้อมกับหันไปมอง   ทุกท่วงท่าช่างไม่น่าเชื่อว่าอยากมาเรียนคณะนี้…  แต่มันก็เป็นไปแล้ว    “ยุพินน่ะ บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่าจันชอบผู้ชายก็ยังระแวงอีก”  คำพูดสดใสน่ารัก  แต่ใยฟังแล้วสะอึกอย่างประหลาด….

 

“อย่าพูดแบบนี้กับคนอื่นไปทั่วเถอะ………..”    ผู้ชายที่โดนรังแกมาตลอดทั้งภาคแรกและภาคสองอยากจะทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น  ชอบผู้ชายมันไม่แปลก แต่มันผสมโรงกับข่าวลือเรื่องรักคุดตามรักครั้งแรกมันคงดูไม่จืด….

 

มือเล็กรีบยกขึ้นป้องปากของตัวเอง  “ขอโทษจ้ะจัน  จะว่าไปเดี๋ยวคงไปเจออลินใช่มั้ย?   จะฝากของให้อลินหน่อย  มะขามบอกว่าอลินอยากลองอ่าน”   คำว่าอ่านมันเข้าไปสะกิดใจคนฟังเข้าอย่างจัง…

 

ใบหน้าเริ่มแสดงออกว่าลำบากใจที่จะรับของที่กำลังจะได้มาในตอนนี้    “ฝากให้อลินด้วยนะ”   สีหน้าอย่างนางฟ้า ผมสีทองและตาสีฟ้าเป็นประกาย  ส่วนหนังสือการ์ตูนในมือนั่นไซร้…ก็เปล่งประกายสีม่วงออกมาเช่นเดียวกัน  ออกมาจากภาพผู้ชายสองคนกกกอดกันกลม….

 

[ไม่มีเงิน เล่ม 1]

แค่ชื่อก็ทำเอาเดาเรื่องข้างในได้ว่าต้องมีการข่มขู่….

                จันยื่นมือออกไปรับแม้จะไม่เต็มใจ   นอกจากหนุ่มๆในคณะจะต้องอกหักกันถ้วนหน้าที่ดาวคณะสุดน่ารักชอบผู้หญิงด้วยกันแล้ว ยังต้องอกหักเพราะคุณเธอนั้นเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า [สาววาย] อีกตะหาก  ไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจะมาพูดคุยกับเขาอย่างดี…  เพราะเขาเป็นเกย์ไงล่ะ!

 

“เดี๋ยวฉันจะเอาให้อลินตอนที่เจอกัน  ฉันไปก่อนล่ะ จะไปหาอะไรกินหน่อย”   จับหนังสือการ์ตูนอันคัตในมือโบกไปมาแทนโบกมือลา

 

“ขอบใจนะจัน”   เดือนและดาวของคณะที่ทุกคนจับตามองแยกย้ายกันไปคนละทางอย่างนั้น  ความสัมพันธ์นี้มันซับซ้อน(?)

 

ร่างสูงในชุดเสื้อช้อปสมกับเป็นนักศึกษาวิศวะเดินมาตามทางเดิน ทะลุออกไปยังด้านหน้าของตึกและเจอลานเกียร์  สายตามองตรงไปหาแฟมิลี่มาร์ทที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของคณะ  ทั้งๆที่มีเซเว่นอยู่ใต้ตึกคณะ…   เดินผ่านมันไปอย่างไม่ใยดี….

 

แต่ดูเหมือนเซเว่นที่โดนเกลียดทั้งที่ไม่รู้เรื่องจะต้องการล้างแค้น   เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง   “จัน?  บังเอิญจังเลยนะที่ได้เจอเธอที่ใต้ตึกคณะแบบนี้”   เสียงที่ทำให้คนฟังสะดุ้ง

 

จัน สะกิดใจพร้อมด้วยหนังสือการ์ตูน Boy Love 1 เล่มรีบตวัดหันไปมอง  “คุณ!!!”    เผลอใช้หนังสือหน้าปกล่อแหลมชี้หน้าไปในทันใด

 

ประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยในบ้านปรากฏตัวเยี่ยงพระเอก พร้อมกับถุงใส่ของกิน 1 ถุงถ้วนจากเซเว่นด้านหลัง    “ฉันมาลงไซด์งานที่มหาลัยของเธอน่ะ  วันนี้มาที่คณะวิศวะก่อน บังเอิญจริงๆ”   ใบหน้าคมคลี่ยิ้มเป็นมิตร  ที่คนฟังไม่เชื่อว่ามันคือความบังเอิญ

 

“ดีนะครับ…ที่ไม่ตอบว่าเป็นคนกำหนดให้มาทำที่คณะวิศวะก่อนเอง….”   ดวงตาสีอ่อนมองอย่างไม่ไว้ใจ  คำพูดนั้นขับเสียงหัวเราะเบาๆจากคนฟัง

 

อัศวิน สมิงห์หยักยิ้มตอบ   “จริงๆก็เป็นแบบนั้นนั่นล่ะ  ถ้าเธอไม่ทักก็กะว่าจะไม่พูดอะไร”   จันสะอึกไปทันทีที่ได้ยิน  โคตรจะจงใจมาเลย….

 

คำว่าสนใจที่ได้ยินในวันวาน  จะเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ยังไง

เจอแบบนี้แถวบ้านเค้าเรียกว่า [จีบ] แบบจงใจชัดๆ….

                 นักศึกษาวัย 21 ปีเริ่มอยากเดินถอยห่างไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้  การต่อความยาวสาวความยืดกับคนตรงหน้า ประมวลผลแล้วเขาจะสู้ไม่ได้ และมันอันตรายมากต้องรีบหนีเสียก่อน ความรู้สึกเหมือนโดนคุกคามคล้ายกับเจอคนขายประกัน(?)มันหลอนๆ….

 

แต่แล้วกลับโดนสะกัดด้วยการเคลื่อนไหวที่ว่องไวกว่าของประธานหนุ่ม  โดนดักทางหนีเสียก่อน   “ไม่มีเรียนเหรอ?”

 

มือกำหมัดแน่นสร้างความอดทนให้มาก่อเกิดในใจ  ท่องขันติเอาไว้อย่าให้ขันแตก!   “ไม่มีครับ  ผมกำลังจะออกไปซื้อของกินที่แฟมิลี่มาร์ท”   คำพูดนั้นขับให้คนฟังเลิกคิ้วขึ้น

 

“ทำไมต้องไปซื้อถึงแฟมิลี่มาร์ท?  ใต้ตึกคณะก็มีเซเว่นอยู่ หรือว่าอยากกินของที่เซเว่นไม่มีกันล่ะ?”    เป็นคำถามอยากรู้อย่างเห็นชวนให้รำคาญและน่าสะอึกไปพร้อมๆกัน

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนรีบเบือนหนีไปทางอื่น   เพราะเหตุผลที่มันไร้สาระมากในสายตาคนอื่น   “ตอนผมทำงานพิเศษเมื่อ 6 ปีก่อน ผมก็ไม่เคยเข้าเซเว่น  เพิ่งจะมาสงสัยเอาป่านนี้น่ะเหรอครับ….”   ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาได้ฟังก็เริ่มนึกย้อนกลับไป

 

“นั่นสินะ เธอก็ไม่เคยเข้าเซเว่นจริงๆนั่นล่ะ  ตอนที่ไปเที่ยวอยุธยาระหว่างทางก็เป็น  ตอนนี้ไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้สนใจ อยากรู้เหตุผล”  ช่างเป็นลูกตื้อที่คนใจร้อนอยากเดินหนีไปให้ไกลๆไม่ก็โวยวาย  คิ้วสีอ่อนเริ่มกระตุกๆตามคำพูดชายผมสีบรอนด์ทรง 7:3

 

“ผมเกลียดเซเว่นครับ เกลียดมาตั้งแต่ม.3 เหตุผลแค่นั้นล่ะครับที่ไม่เข้า  ผมขอตัวก่อนแฟมิลี่มาร์ทมันไกล”   รีบยกมือขึ้นมาไหว้ผู้ใหญ่ตามมารยาทและลวกๆที่สุด….

 

แต่กลับโดนตามมาดักหน้าเข้าอีก   การเข้าประชิดตัวปานมีศิลปะป้องกันตัว และศิลปะป้องกันคนหนีปานคนขายประกันชีวิตนี่มันอะไร……    “เอาของกินที่ฉันก็ได้นะ  ฉันตั้งใจจะซื้อมาฝากเธออยู่แล้ว”  ประโยคนี้ขับให้จิตใจด้านในของเดือนคณะร่ำร้องลั่นด้วยความผวา

 

แม่!!!  นี่มันมุขจีบรุ่นพ่อรุ่นแม่ชัดๆเลย!!!

                หน้าตาดีเลยมีคนมาจีบไม่น้อย แต่ไม่เคยเจอแบบนี้   เก็บทุกดอกทุกเม็ด  ไม่ให้เหลืออะไรไว้เลยให้เถียงต่อ   “หรือว่าไม่รับเพราะว่าเป็นของจากเซเว่นกันล่ะ  น่าถามนะว่าทำไมถึงเกลียดเซเว่นมากขนาดนี้”   ทุกคำพูดล้วนแต่หลอกล่อให้หยุดคุยกันต่อในระยะยาว…  นี่พวกเราเพิ่งกลับมาเจอกันเมื่อวานนี้จริงๆเหรอ…

 

จันมองของในถุงและเหลือบไปมองเกียร์ประจำคณะวิศวกรรมอันใหญ่  “ผมไม่รับของกินพวกนั้นตรงนี้หรอกครับ”   เจ้าซาลาเปาที่อยู่ในถุงพลาสติกของร้านสะดวกซื้อที่เกลียดที่สุด….

 

ร่างสูงใหญ่มองตามทันทีพร้อมกับขำเบาๆในลำคอ   “ลานเกียร์สินะ   คณะวิศวะ มหาลัยกำแพงกุหลาบ”  คำพูดแฝงนัยนะปานรู้เรื่องบางอย่าง

 

“นี่คุณรู้เรื่องลานเกียร์คณะวิศวะ มหาลัยกำแพงกุหลาบด้วยเหรอครับ……”   เรื่องราวอันเป็นตำนานรักสุดแสนโรแมนติกประจำคณะแห่งนี้….

 

“รู้สิ  ฉันเองก็เป็นศิษย์เก่าของที่นี่ แต่จบคณะบริหารกับเศรษฐศาสตร์น่ะ”   ได้ยินแค่นั้นเด็กหนุ่มก็รู้ได้ทันทีว่าซื้อซาลาเปามานี่จงใจสุดๆแล้ว!!

 

มาจะกล่าวบทไป…  ถึงเรื่องราวตำนานอันเลื่องชื่อของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  มีเรื่องเล่าลืออยู่ว่า หากมีคนเอาซาลาเปามาให้นักศึกษาคณะนี้ที่หน้าลานเกียร์  จะได้ลงเอยเป็นแฟนกับเด็กวิศวะอย่างแน่นอน…  ที่มาของตำนานมันก็ช่างนานแสนนานเสียจนไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นซาลาเปา…..

 

มันอาจจะเป็นเพราะคาบกินตอนทำงานได้ แต่นั่นขนมปังก็ทำได้   บางทีอาจจะเป็นเพราะคนเริ่มตำนานชอบกินซาลาเปามากก็เป็นไปได้…..    จันที่รู้ทันทีว่าอีกคนตั้งใจซื้อมารีบปัดป้องไม่ยอมรับถุงที่กดดันและยื่นมาให้   หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่มีทางรับของหน้าลานเกียร์!

 

“ผมจะไปแฟมิลี่มาร์ทล่ะครับ!   เสร็จแล้วผมจะไปหาอลินด้วยเพราะมีคนฝากของ!”    รีบตัดบทอีกรอบด้วยการยกมือไหว้อีก  ต้องไหว้อีกกี่ครั้งถึงจะยอมไป….

 

“การ์ตูนวายน่ะเหรอ?”   อัศวินชี้ไปยังของในมือของอีกคน   คนถือจนลืมว่าปกเป็นยังไงหันมองในมือตัวเองแล้วรีบเอาไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อช้อปทันที    ท่าทางตื่นตูมเหมือนกระต่ายดื้อๆเรียกรอยยิ้มจากคนมอง  แทบจะเปลี่ยนอิริยาบถทุก 5 วินาทีอยู่แล้ว

 

                ธรรมชาติของปลวกจะสร้างรังขนาดใหญ่เพื่อคุ้มกันตัวเอง…

จะทลายกำแพงแข็งนั่นเข้าไปเจอจอมปลวกได้มันยาก….

                เขาก็ไม่ได้อยากเปรียบเปรยอย่างนั้นหรอกนะ  แต่หาญจิตผู้เป็นรองประธานบริษัทในขณะนี้นั้น ช่างมีสายตาในการมองคนที่กินขาดเหลือเกินเมื่อเทียบกับแมลง…..   ดวงตาสีฟ้าจับจ้องมองนักศึกษาที่อายุน้อยกว่าตัวเองมาก  ตั้งการ์ดเสียเต็มที่ไม่ยอมรับของไปเสียที

 

“งั้นฉันจะเดินไปที่คณะแพทย์กับเธอด้วย  อย่างน้อยถ้าเดินเลยลานเกียร์ไป  เธอก็จะรับของกินจากฉันใช่มั้ยล่ะ?”  พลังความตื้อมี 100 ให้ 120 …..

 

จันมองด้วยสีหน้าเหวอและอึ้ง    “ผมบอกแล้วว่าไม่รับครับ!   ผมไม่ชอบเซเว่น ของข้างในก็ด้วย!”   โดยเฉพาะพวกสินค้าที่เป็น Only at 7 – 11   บิ๊กเบาทั้งหลายน่ะเหรอ อย่าหวังว่าจะได้ฟันเงินเขาไปได้แม้จะเลื่องลือว่ารสชาติดีขนาดไหนก็ตาม

 

“งั้นฉันจะเดินไปแฟมิลี่มาร์ทกับเธอด้วยจัน  ฉันก็อยากไปซื้อขนมที่มีขายเฉพาะในแฟมิลี่มาร์ทอยู่เหมือนกัน”  หากลงไปกลิ้งได้… เด็กหนุ่มก็อยากลงไปนอนกลิ้งกับพื้นเต็มทีแล้ว

 

“ทำไมคุณถึงได้……………..”   ทำไมเกาะติดหนึบได้ขนาดนี้  ดวงตาสีอ่อนจ้องมองตาสีฟ้านั่นอย่างไม่เข้าใจ   คนเราเลิกกับแฟนจะเป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ….

 

จะไปซ้ายไปขวา ไปข้างหน้าไปข้างหลัง  จะทางไหนๆเขาก็โดนดักเอาไว้หมด  จะเหลือก็แต่วิ่ง 4 x 100 หนีไปจากลานเกียร์ในตอนนี้เท่านั้น   ผู้ใหญ่ที่พยายามทอดสะพานกับเด็กมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน  คนบริษัทนี้น่ากลัวกันทุกคนหรือเปล่า…

 

ที่แน่ๆคือการไปถามเหตุผลที่เลิกกับแฟนเก่ามันเสียมารยาท  ต่อให้อยากรู้มากขนาดไหนก็ตาม    “ผมจะไปคณะแพทย์ อยากเดินตามก็ตามใจเถอะครับ!”   จันรีบเดินดิ่งไปทางตึกคณะที่อยู่ใกล้ๆกัน   พื้นที่แห่งความปลอดภัย  แม้จะต้องบากหน้าเอาการ์ตูนปกล่อแหลมนี่ไปให้ก็ตาม…  ก็ยังดีกว่าอยู่ที่นี่ตอนนี้!

 

หัวใจพระร๊องรองยังว๊างว่าง แต่ถ้าไม่ว่าง….

บทพลิกน่ะสิ………

 

อัศวินมองตามหลังเด็กหนุ่มที่มีส่วนสูงแตกต่างจากตนเอง 10 เซนติเมตร  เจ้าหนุ่ม 178 เซนติเมตรคนนี้ช่างเหมือนกับม้าพยศ  ไม่พอใจก็แสดงออกมาทางสีหน้าทั้งหมด  แลดูใจร้อนแต่พยายามยั้งตัวเองไว้ใต้ใบหน้าที่แสดงอารมณ์ขุ่นเคืองนั่น  ที่ยังเกรงใจคงเพราะกำแพงของอายุ…

 

ม้าพยศต้องใช้เวลาในการปราบ  หรือจะเป็นม้าป่า?   บางเวลาก็เหมือนกระต่าย   “จะเริ่มคุยเรื่องเมื่อ 6 ปีก่อนยังไงดี?”   เป็นคำถามที่ต้องถามตัวเองเพื่อมองหาโอกาส…   ประธานหนุ่มเดินตามหลังนักศึกษาคณะวิศวะไปพร้อมกับหยักยิ้ม

 

แผ่นหลังที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย  ร่างกายที่สูงขึ้นกว่าเมื่อตอนนั้น  ใบหน้าที่คมคายขึ้นจากวัยหนึ่งสู่วัยหนึ่ง   จากเด็กมัธยมกลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย  เห็นกันมาตั้งแต่เป็นเด็กจนกระทั่งโดนหลบเลี่ยงไป   ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะคลี่คลายเรื่องที่ผิดใจ….

 

ได้เจอเพียงแค่สองวัน ก็ยิ่งมั่นใจว่าควรค่าแก่การไล่ตาม

เพื่อไม่ให้ผิดใจฝังจันตั้งแต่เด็กจนโต

                เรื่องดำเนินมาได้แค่ 5 ตอนก็มีบางคนที่เริ่มปักธงเป้าหมายของตัวเอง  ช่างแตกต่างกับอีกคนที่ใช้เวลาหลังการอ่อยเหยื่อด้วยนามบัตรพักใหญ่ๆ..    ณ  ตึกบริษัทสีขาวบริสุทธิ์สมกับภาพลักษณ์ที่ต้องสะอาด  ภายในห้องทำงานกว้างรายล้อมด้วยกระจกมองเห็นทิวทัศน์รอบๆย่านสีลม   ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งจามปานมีคนนินทาเมื่อไม่กี่บรรทัดก่อน

 

เลขานุการสาวผมสั้นเมียงมองหน้า   “หัวหน้าจะเป็นหวัดรึเปล่าคะ?”   มือเรียววางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ  เจ้ากาแฟที่ยากจะเดารสชาติของมัน

 

“เปล่า  อาจจะมีคนพูดถึงฉัน  หรือไม่ห้องนี้ก็มีฝุ่น”    รีวัลย์กวาดสายตามองไปรอบๆห้อง…  ดวงตาคมช่างเหมือนเครื่องตรวจจับสิ่งสกปรก

 

เพชราถอนหายใจในความเข้มงวดนั้น  “อาจจะมีคนพูดถึงหัวหน้าก็ได้ค่ะ  อย่างเช่นน้องอลิน   ตอนบ่ายกินข้าวเสร็จมีประชุมแทนคุณอัศวินด้วยนะคะ”   เธอรีบหยิบตารางงานที่แน่นไม่มีเวลาพักผ่อนออกมาดู…

 

ชายวัย 4X ผู้ต้องรับชะตากรรมแทนประธานบริษัทที่ออกไปเจอหน้าเด็กถอนหายใจ   “เข้าใจแล้ว  วันนี้อัศวินคงไม่เข้ามาบริษัทแน่ๆ”  และอาจจะเป็นพรุ่งนี้ มะรืนนี้ จนกว่างานที่ไซด์งานของมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบจะเสร็จสิ้น

 

มือแกร่งเลื่อนไปหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจรดริมฝีปาก  ยังไม่ทันจะโดนลิ้น  ความรู้สึกแปลกปลอมก็ร้องเตือนขึ้นมาเสียก่อน  “เพชรา  เธอหยิบน้ำตาลหรือเกลือใส่มา?”

 

ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์จ้องมองกลับพลางยิ้ม   “น้ำตาลค่ะหัวหน้า  แต่ใส่เกลือนิดหน่อยเพราะมันจะทำให้อร่อยขึ้นนะคะ  สูตรนี้ร้านกาแฟสอนมา”   คำว่าใส่เกลือนิดหน่อย… มันอาจจะพลาดพลั้งกลายเป็นเกลือระลอกใหญ่ก็เป็นได้…มันเป็นการเสี่ยงดวง

 

เลขานุการสาวตอนนี้ก็ไม่ได้โสด  แต่ความแค้นก็ยังมีอยู่

เพราะว่างานยุ่งจนไม่ค่อยมีเวลาไปเดท…

                ปัญหานั้นชายหนุ่มก็มีเหมือนกัน แต่กลับต้องมารับกรรมจากสิ่งที่ประธานบริษัททิ้งงานเอาไว้  บางครั้งก็ช่างไม่ยุติธรรมและไม่เท่าเทียม   รีวัลย์ผู้รักและใส่ใจลูกน้องกระดกกาแฟนั่นเข้าปากไป   แล้ววางถ้วยลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เช่นเดียวกับคนชงที่ไม่มีท่าทีลุ้นอะไร

 

“ฝากเมสเซนเจอร์หรือใครซักคนก็ได้ที่ว่างอยู่  ไปซื้อของตามรายการนี้ให้ฉันด้วย”   ที่ปรึกษาในชุดสูทหยิบแผ่นกระดาษใบหนึ่งส่งให้

 

มันคือรายนามของอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง   “หัวหน้าซื้ออาหารแช่แข็งทำไมคะ?   ปกติหัวหน้าทำกับข้าวเอง?”   คนที่ทำงานด้วยกันมานานนึกสงสัย

 

“อลินอาจจะทำกับข้าว  เธอให้คนไปซื้อมาให้ฉันหน่อยก็แล้วกัน”   สิ้นประโยคคำพูดนั้นตัวจุดมากมายก็ลอยละล่องขึ้นมาทันที…..

 

สัญชาตญาณของความเป็นแม่บ้านแม่เรือนและลูกน้องคนสนิทเข้าใจมันได้ในทันที     “เข้าใจแล้วค่ะ หวังว่าไมโครเวฟก็จะยังใช้อุ่นได้นะคะ”    แฟนจะทำกับข้าวให้กิน แต่ดันซื้ออาหารแช่แข็งเก็บไว้เผื่อ มันมีความหมายเดียวเท่านั้น…

 

…..นั่นคือแฟนทำอาหารห่วยมากหรือไม่ก็สร้างระเบิดในห้องครัวได้……

 

                ลูกน้องสาวผู้ชอบทำให้เจ้านายลุ้นระทึกไปกับรสชาติกาแฟตามอารมณ์เดินออกไป   พร้อมๆกับชายหนุ่มสูง 160 เซนติเมตรที่เลื่อนแก้วกาแฟออกห่างไป…  ยากจะเดาว่ามันมีรสชาติแบบไหนอยู่กันแน่   ดวงตาคมเหลือบมองไปยังโทรศัพท์ส่วนตัว  วันนี้ไม่มีข้อความเข้ามา

 

“เรียนหนักสินะ”   เปิดหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า   อยู่ด้วยกันแต่เวลาและภาระหน้าที่ทำให้ห่างกันในบางเวลา  แตกต่างจากเมื่อ 6 ปีก่อน   ที่เคยเป็นนักเรียนมัธยมกับหัวหน้ากองบัญชี….

 

….ช่องว่างที่เพิ่มเข้ามาตามอายุที่ต้องทำความเข้าใจมัน…

 

เพียงไม่นานที่นึกถึง  หน้าจอโทรศัพท์ก็แสดงข้อความแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้า  ชื่อและใบหน้าของคนส่งที่เรียกให้รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนเรียวปากชายหนุ่มที่มีงานยุ่งทั้งวัน…  เพียงแค่เห็นความเหนื่อยหรือความเบื่อก็หายสิ้นไปกับอากาศ

 

อยู่ข้างๆกันนานๆนะ…มันคือคำสัญญาที่มอบไว้แก่กัน…

                หนึ่งคู่เปี่ยมไปด้วยรัก  หนึ่งคู่ยังคงไล่ตามหา   สองความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันจากเงื่อนเมื่อ 6 ปีก่อน  รถไฟฟ้ามีหลายเส้นทางทั้งบนดินและบนฟ้า  วิ่งขนานคู่กันไปตลอด 1 วันที่ผู้คนในเมืองดำเนินชีวิต   1 เรื่องราวนั้นมีหลากหลายเหตุการณ์  เส้นทางความรักก็มีหลายเส้นทาง

 

สายสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่เด็กจนถึงอนาคต

ขยายกว้างออกไปเมื่อเป็นผู้ใหญ่

 

เรื่องรักครั้งนี้อาจจะกลายเป็นตำนาน….

สรุปแล้วมันเป็นธีมต้อยเด็กจริงๆสินะ…

 

 

——————————————————————————————————–

 

Free Talk : ค้างฟรีทอร์คไว้ก่อนค่ะ ตาจะปิดแย้ว………………….

Advertisements
 
6 ความเห็น

Posted by บน 10/19/2013 in Uncategorized

 

6 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 5

  1. scuroluce

    10/19/2013 at 3:17 PM

    มันเป็นธีมต้อยเด็กค่ะ!!! ทั้งพี่รีวัลย์ ทั้งครูคีตะ ทั้งคุณอัศวินต้อยเด็กทั้งนั้นเลย 555555555555555555+

    ถึงจะเห็นคุณอัศวินกับจันในทวีตทุกวัน แต่พอมาอ่านในฟิคจริงๆ ก็รู้สึกว่าเข้าใจอะไรมากขึ้นกว่าเดิมอีกค่ะ

    เพชรานี่..ผ่านไป 6 ปีไม่ว่ายังไงก็ยังไม่เลิกทำร้ายเจ้านายสินะคะ น่าสงสัยว่ากระเพาะพี่รีวัลย์คงจะสร้างภูมิต้านทานจากกาแฟคุณเพชราได้แล้ว ถ้างั้นลองกินอาหารของน้องอลินบ่อยๆ เดี๋ยวก็น่าจะเริ่มมีภูมิต้านทานบ้างแหละเนอะ 555555+ #คุณพี่ขยับตรีนทำไม

     
  2. 『AY』เอเลนบินได้~ (@AYjin)

    10/19/2013 at 3:55 PM

    รู้สึกว่าภาคนี้ทางฝั่งอลินจากคอเมดี้น่ารักก็กลายเป็นความรักซีเรียสขึ้นเยอะเลย //อ่ากกก มายฟีลลิ่งง ; w ;

    ส่วนทางฝั่งอัศจัน อ่านไปลุ้นไป ตั้งแต่ในทวิตเตอร์ละ มันส์หยั่งกะเชียร์บอลเลยค่ะ55+ รออ่านต่อเช่นเคยนะคะ >w<

     
  3. tanok

    10/19/2013 at 5:43 PM

    อ่านเรื่องนี้ทีไรทำให้รู้สึกขึ้นมาทุกทีเลยว่าอยากมีคนมาอยู่ข้างๆบ้าง >_<
    คุณพี่กับน้องอลินยังคงน่ารักอบอุ่น แต่ที่คุณพี่ห้ามน้องอลินขนานนั้นนี่
    ไม่รู้เพราะสร้างปรมาณูในครัวได้ หรืออาหารรสชาติคร่าวิญญาณกันแน่ ^__^''
    คุณอัศวินมุ่งมั่นมากค่ะ น้องจันก็วิ่งหนีได้สุดตัวจริงๆ 5555
    ระวังอย่าทำอันคัตหล่นนะจันนะ ไม่งั้นรู้กันหมดคณะแน่เชียว

     
  4. yulatyyu

    10/20/2013 at 2:17 AM

    กำลังอินค่ะ เจอประโยคสุดท้ายเข้าไป.. /ขำก๊ากพูดอะไรต่อไม่ออก

    สู้ ๆ นะคุณอัศวิน /ชูป้ายไฟ

     
  5. taraikari

    10/28/2013 at 10:50 PM

    อาหารไม่อร่อยยังพอทนนะ
    แต่ถ้าถึงขั้นกลายเป็นระเบิดก็คงไม่ไหวอ่ะ
    คนรักความสะอาดแบบขุ่นพี่คงงานงอกอีกต้องมาเสียเวลาทำความสะอาดครัว
    เวลาที่จะได้ทำอะไรๆกับน้องอลินก็จะน้อยลง(เอ๊ะ?)
    ส่วนคุณอัศวินก็ยิ่งกว่าขุ่นพี่อีกนะ
    เกาะติดแน่นหนึบไม่คิดปล่อย
    ทีนี้แหละจันจะได้สละโสดซะที
    ฮาคุณเพชรามายไอดอล
    ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่เคยเลิกจิกกัดขุ่นพี่
    แถมฝีมือการชงกาแฟยังอันตรายเหมือนเดิม

     
  6. สิงห์บุรี E11-12@CA (@Firodendon)

    11/01/2013 at 6:57 AM

    บางทีก็สงสัยนะ ว่าพี่รีวัลย์จะแอบเป็นM ไม่ก็ชอบการพนันเข้าเส้น ถึงได้ดื่มกาแฟของเพชราอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน ทั้งที่เดารสชาติไม่ออก lol

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: