RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 7

27 ต.ค.

เปิดจองรวมเล่ม รายละเอียดตามนี้เลยค่า >> http://on.fb.me/1bp5cRJ

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

สิ่งที่เหนือความคาดหมายและน่าแปลกใจมันเรียกว่า “อัศจรรย์”

                อัศจรรย์สะกดตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานได้ว่า [อัศจรรย์]   ใช้จำกัดความสิ่งหรือของที่น่าทึ่ง เห็นแล้วต้องอ้าปากค้าง และใช้ได้ในอีกหลายกรณี เช่น ฉากอัศจรรย์ในวรรณคดี  อันเป็นที่รู้กันว่าคือฉากจุดจุดจุด ที่ต้องใช้จินตนาการในการแปลภาษาจากไทยเป็นไทยกันเล็กน้อยถึงมาก

ความบังเอิญนั้นมีอยู่บนโลกจนเกิดเป็นเรื่องอัศจรรย์

ที่แน่ๆอัศจรรย์ ไม่ได้สะกดว่า [อัศจัน] เหมือนชื่อย่อของชื่อคนหรอกนะ

ตอนที่ 7 : เล่ห์เหลี่ยมของผู้ชายที่มีกองหนุนมันอันตราย

เช้าวันหยุดในช่วงฤดูฝนโปรยปราย   แม้จะย่างเข้า 7 โมงเช้า อากาศภายนอกก็ยังคงมืดครึ้มด้วยเมฆที่บดบังแสงอาทิตย์ที่พยายามแหวกม่านเมฆลงมาให้แสงสว่าง อากาศที่ขมุกขมัวเต็มไปด้วยความชื้นเป็นช่วงเวลาเริงร่าของเหล่าสัตว์ร้ายภายในบ้าน ฤดูฝนจึงเป็นช่วงที่งานของบริษัททำความสะอาดชุกที่สุด

วรรคก่อนบรรยายไว้แบบนั้น หากแต่ความเป็นจริงชายหนุ่มผู้เป็นพนักงานคนหนึ่งในบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านยังคงนอนหลับไหลอยู่บนเตียง   ร่างโปร่งอายุ 4X ลักษณะคล้าย 4DX(?)  นอนเป็นหมอนข้างให้กับนักศึกษาแพทย์วัยละอ่อนในวันหยุด  สองร่างนอนอิงแอบหลับไหลไปตามอากาศที่ชวนให้หลับยาวไปถึงบ่าย

กระนั้นแล้วฟ้าก็ไม่ยอมให้ฟิคชั่นเรื่องนี้ต้องดำเนินไปในโลกแห่งความฝัน   เสียงโทรศัพท์มือถือสำหรับติดต่อเรื่องงานดังก้องขึ้นภายในห้องกว้าง  ดวงตาคมสีขนกาปรือเปิดขึ้นพลางยื่นมือไปควานหาโทรศัพท์บนโต๊ะข้างหัวเตียง  ก่อนลุกขึ้นยังรับสายจากใครซักคนที่ไม่ใช่ประธานก็คือเป็นเลขานุการจอมยุ่ง

“….มีอะไร….”  ที่ปรึกษาบริษัทความดันต่ำในยามเช้า   เสียงพูดคุยโทรศัพขับให้คนนอนข้างกายเผลอตื่นตามไปด้วย

[ฉันมาลงไซด์งานที่มหาลัยกำแพงกุหลาบ แล้วมันคงจะยืดเยื้อถ้าฝนตก  ฉันโทรตามหาญจิตกับเพชราด้วยแล้ว  นายออกมาลงไซด์งานอีกคนงานจะได้เร็วขึ้น]  เสียงทุ้มที่ดังมาจากปลายสายช่างชวนให้หัวเสียตั้งแต่เช้า

เหตุผลของความหัวเสีย  ข้อที่ 1 นี่คือวันเสาร์ และเป็นวันหยุดพักผ่อนที่นานๆครั้งจะมีมา เพราะบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านนั้นทำงานจนถึงวันเสาร์  เหตุผลข้อที่ 2 เขาถูกปลุกขึ้นมาในตอนเช้า ทั้งๆที่ควรจะเป็นช่วงเวลาได้นอนหลับไปกับคนรักที่เหน็ดเหนื่อยจากการอ่านหนังสือ  เหตุผลข้อที่ 3 เขาไม่อยากไปทำงานในวันหยุด โดยที่ต้องทิ้งอลิน แย้มเก้อให้อยู่บ้านทั้งที่เป็นวันหยุด!

ทั้งหมดทั้งมวลกี่ข้อก็สรุปได้ว่า [วันนี้เป็นวันหยุด]

                อัศวิน สมิงห์ซึ่งอยู่ทางปลายสายคล้ายจะรับรู้ได้ว่าลูกน้องพ่วงตำแหน่งคนสนิทอารมณ์ไม่ดีเป็นแน่   ชายผู้เป็นเสาหลักของบริษัทจึงเอ่ยถ้อยคำหนึ่งที่ทำให้อีกฝ่ายลืมตาตื่นได้สนิท   “ถ้านายมาช่วยงาน งานก็จะเสร็จเร็ว ช่วงเดือนนี้ตารางงานจะได้ว่างนะรีวัลย์”

ร่างในชุดนอนจากไร้ถ่าน กลับกลายเป็นคนที่มีถ่านชาร์ตในทันที  “ฉันจะออกไป  20 นาทีน่าจะไปถึง”  กะเวลาให้เร็วที่สุด

[ขอโทษที่รบกวนเวลาวันหยุดนะ  ฉันจะพิจารณาเรื่องวันหยุดให้]   มือแกร่งกดวางสายจากเพื่อนร่วมงาน  ความว่างหมายถึงวันหยุด วันหยุดหมายถึงวันเดท

เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งกว่า 10 เซนติเมตรลุกขึ้นนั่งข้างๆ  มองคล้ายกับรู้ได้ด้วยการฟังบทสนทนาเพียงสั้นๆแม้สติยังไม่ตื่นดีนัก   “จะออกไปทำงานเหรอครับ?   งานที่มหาลัยผม?”

รีวัลย์ลูบหัวแฟนหนุ่มอายุน้อยกว่าเป็นการปลอบโยน   “มันช่วยไม่ได้  ถ้างานเสร็จเร็ว อัศวินจะได้กลับบริษัท”  เหตุผลที่ต้องต้องลงพื้นที่ด้วยตัวเอง มันคือเหตุผลที่ใครๆก็รู้ว่าคืออะไร

อลิน แย้มเก้อ วัย 21 ปีเริ่มทำหน้าตาบึ้งตึงไม่พอใจ  “ผมจะไปช่วยด้วยครับ  ถ้ามีคนเพิ่มก็จะยิ่งเสร็จเร็ว”   รีบลุกขึ้นจากเตียงโดยว่องไว

ดวงตาคมมองตามไป   “นายคิดว่าจะรับมือกับแมลงสาบได้เหรออลิน?”   ประโยคนั้นโดยเฉพาะคำว่าแมลงสาบทำให้เจ้าหนูหนอนชาเขียว(?)สะอึกไป  ชื่อของศัตรูตัวร้ายตามธรรมชาติที่ทำให้ผู้ชายกรีดร้องเหมือนผู้หญิงได้เพียงแค่มันเดินมาเกาะแกะ

มีผู้ชายเสียคนเพราะแมลงชนิดนี้มานักต่อนักแล้ว….

ดวงตาสีเขียวจ้องมองหน้าและรีบเบือนไปทางอื่น  “ผมช่วยงานตรงอื่นก็ได้ครับ แค่ช่วยให้งานพี่รีวัลย์สะสางเร็วขึ้น  คุณอัศวินจะได้กลับบริษัท”   ไม่มีข้ออ้างในการอยู่วุ่นวายกับเพื่อนสนิทตนและทำให้คนอื่นลำบากอีกต่อไป…  รวมไปถึงเรื่องคู่ในดวงใจของเขา มะขาม x จัน!

แฟนหนุ่มแค่มองหน้าก็เดาได้ถึงความคิดข้างในสมองแม้ไม่ต้องพูด   “ได้ ตามใจนาย นายไปด้วยกันฉันจะได้มีแรงจูงใจ”   เจ้าแรงจูงใจในการทำงานให้เสร็จโดยไว….

“งั้นพวกเราไปด้วยกันนะครับ  นึกถึงตอนที่ผมเคยทำงานพิเศษเลย”   อลินยิ้มแย้ม อย่างน้อยไม่ได้ไปเดทด้วยกันในวันหยุด  ได้ทำกิจกรรมอะไรด้วยกันก็ยังดี

สองร่างเดินไปหยิบผ้าขนหนูเตรียมตัวไปอาบน้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า   ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมจึงไปพร้อมกัน เพราะมันเป็นนโยบายการประหยัดน้ำของคอนโดมีเนี่ยมย่านพญาไท…  คนเราล้วนต้องการแรงจูงใจ  และแรงจูงใจของฟิคชั่นในเรื่องนี้ก็มักจะมาจากเยาวชนอายุไม่ถึง 22 ปียังเรียนไม่จบ…

วันนี้เป็นวันหยุดที่โดนพรากจากคู่รักคู่หนึ่ง

และกลายเป็นวันหยุดที่แสนยาวนานของใครอีกคนหนึ่ง

                เสียงสวดมนต์ดังจากซีดีในวิทยุเก่าๆภายในห้องสีขาวบริสุทธิ์   สายลมโบกพัดผ่านหน้าต่างพาให้ม่านพริ้วไหวไปตามแรงเคลื่อนไหว  แสงทองแห่งธรรมส่องสว่างจากพระพุทธรูปบนหิ้งพระและโต๊ะหมู่บูชา  ห้องพระของบ้านหลังหนึ่งย่านรัชดาภิเษกเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบ

เด็กหนุ่มในเสื้อยืดกางเกงยีนส์นั่งผสานมือไว้บนหน้าตัก  ขัดสมาธินั่งสมาธิด้วยจิตใจที่สงบและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบตัว  แม้จะดูไม่เข้ากับใบหน้าที่หล่อเหลาและบุคลิกปราดเปรียว   จัน สะกิดใจก็เคยเป็นผู้สืบทอดวิชาจากสำนักกุนซือโขนมาก่อน…

ความโชคร้ายในภพนี้ที่เกิดมาแล้วพานพบ ทุกสิ่งอย่างนั้นมาจากกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน   ผลบุญที่เคยมีมาและเคยทำสมาธิ  บางทีบุญเหล่านั้นอาจจะลบล้างเรื่องเก่าๆเกี่ยวกับรักครั้งแรกกว่า 9 ปีไปหมดแล้ว  ตอนนี้มันจึงไม่เหลือมาคุ้มภัยอะไรตนเลยซักนิด

เดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบเปิดตาขึ้นมองแสงสีทองที่สะท้อนจากพระพุทธรูป  สิ่งที่เจ้าเพื่อนสนิทเตือนแล้วเตือนอีก  คือการไหว้พระเช้าและก่อนนอน…  เขาห่างหายจากเรื่องนี้ไปพักใหญ่ๆ  ชีวิตของเขาจึงเริ่มขรุขระขึ้นมาอีกก็เป็นได้

“บ้านนี่สงบที่สุดแล้ว….”  หอพักไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยอีกต่อไป อย่างน้อยๆที่บ้านก็ยังมีแม่และพ่อไว้คุ้มภัยได้บ้าง…..

ภัยที่น่ากลัวสิ่งกว่าผียิ่งกว่าคนขายประกันชีวิต

                หลังจากมื้ออาหารก่อนที่ได้ก๋วยเตี๋ยวเนื้อมาแบบงงๆ  นับจริงๆมันก็แค่เมื่อวานที่ผ่านมา แต่จากวันนั้นเขาก็ไม่กลายกินก๋วยเตี๋ยวเนื้ออีกเลย… แม้จะแค่มื้อเดียวก็เถอะ    ตอนเช้าเก็บข้าวของกลับมาพักผ่อนที่บ้านแทบไม่ทัน  เป็นครั้งแรกที่อยากกลับบ้านมากขนาดนี้

“จะติดใจอะไรขนาดนั้น….”   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองเหม่อ  เรื่อง 6 ปีที่ผ่านพ้นไปแล้ว  บางเวลาก็ลืมเลือนมันไปแล้วเสียด้วยซ้ำ….

เขาเลิกติดต่อกับเพื่อนทางอีเมล์จากอเมริกาคนนั้นตั้งแต่ช่วง 2 – 3 ปีก่อน ด้วยความที่เขาติดภารกิจในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย  ข่าวคราวเกี่ยวกับไมค์จึงเงียบหายไป  จนกระทั่งมาได้ยินจากปากของประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านเมื่อไม่นานนี้ว่าเลิกลากันไปแล้ว….

เหตุผลที่เลิกลากันไปนั้นเขาก็ไม่อาจรู้  และไม่อยากจะรู้ด้วยเพราะมันไม่ใช่เรื่องของเพื่อนหรือคนที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ  โดนจู่โจมแบบนี้พาลจะทำให้ตกใจและหวาดระแวงเสียมากกว่า   “…อย่ายุ่งกับที่ฝึกงานของฉันก็แล้วกัน”

เส้นทางเดินของใครก็ต้องลิขิตกันเองถึงจะถูกต้อง…..

จัน สะกิดใจปิดหน้าต่างของห้องพระก่อนเดินออกจากห้องไปหาอะไรกินในครัว   บ้านขนาดกลางของครอบครัวพ่อแม่ลูกย่านรัชดาภิเษกแม้จะดูเก่าลงตามกาลเวลาเมื่อเทียบกับเมื่อ 6 ปีก่อน  กระนั้นก็ยังมองเห็นการต่อเติมปรับปรุงแล้วบ้าง

ในห้องครัวมีกลิ่นหอมของแกงจืดและหมูทอด  รสมือแม่ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนอกจากที่บ้าน  เจ้าหนุ่มหน้าตาดีเดินไปแอบหยิบชิ้นหมูทอด ไม่ทันไรก็มีฝ่ามือเข้ามาตบศีรษะเข้าอย่างจัง   “ล้างมือก่อน!  เตือนไม่เคยฟังเลยตั้งแต่เด็กๆ”   เสียงกร่นบ่นของมารดาดังตามมา

“อะไรเนี่ยแม่ต้องตบหัวเลยเหรอ!”   จันหันไปมองหน้าหญิงผู้ให้กำเนิด  มันคือฝ่ามือที่รักและห่วงใยของสาวร่างท้วมผมสีน้ำตาลอ่อนซึ่งสูงวัยขึ้น

จันเดินไปล้างมือตามคำสั่งของมารดา   บ่นไปงั้นๆก็ยังคงทำตามทุกคำสั่งอยู่ดี   “ล้างแล้วนะ  กินได้แล้ว”  ชูมือสองข้างให้มองอย่างกวนๆ…

เจ้าหล่อนมองหน้าลูกชายเจ้าลูกชายเจ้าปัญหาพลางถอนหายใจ   “นี่ก็ปีสามแล้ว  แกก็ยังกลับบ้านมาคนเดียวไม่มีพาใครมาแนะนำให้แม่รู้จักบ้างเลย….เฮ้อ….”

เดือนมหาวิทยาลัยหน้าตาดีแต่โสดสนิทจ้องมองหน้าแม่ทั้งหมูทอดที่คาบคาปาก  ประเด็นร้อนประจำบ้านกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกแล้ว  เกริ่นนำมาแค่นี้เด็กหนุ่มก็รู้ได้ว่าจะเจออะไรต่อไป   จนตอนนี้มือนึกอยากถือจานหมูทอดพาหนีไปนั่งกินหน้าทีวีไกลๆ

“นี่แกมีคนมาชอบบ้างมั้ยนะฮ่ะจัน????”   ก้อนหินลูกแรกตกใส่หัวสีน้ำตาลอ่อนแกมเข้ม  เป็นคำพูดที่โหดร้ายมากระดับ lv.1

ฟันกระชากเนื้อหมูทอดปานมันเหนียวเป็นตังเม    “โหยแม่!  มันต้องมีอยู่แล้วล่ะน่า  แต่ว่าไม่ได้คบกับใครแค่นั้นเอง!”   แม้จะมีข่าวลือมากมายก็ตามที….

การเป็นจุดสนใจมันก็เหมือนตกอยู่ใจกลางของคลื่นน้ำวน….

มีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปไม่หยุดหย่อน…

                จะมีข่าวลือที่จริงอยู่แค่เรื่องเดียว ก็คงจะเป็นเรื่องที่เขาชอบผู้ชาย และเขาตามคนที่ตัวเองชอบเข้ามหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  ซ้ำร้ายยังรักคุดจากเขาอีกตะหาก  จึงไม่คบหากับใครเป็นพิเศษ  เพียงแค่รับน้ำใจดีๆและคำสารภาพรักนั้นเอาไว้… ไม่ได้หล่อเลือกได้ แต่ก็ไม่ได้ชอบทุกคน!

“แกไม่เคยพาทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายมาบ้านเลยซักคนนอกจากเพื่อนๆมัธยม   แกเป็นเกย์จริงๆรึเปล่าฮ่ะจัน”  ประโยคต่อมาช่างเหมือนกับฟ้าผ่าลงมากลางบ้าน….

เนื้อหมูกลิ้งตกจากมือในทันที    เสียงทุ้มแผดออกไปด้วยความตะลึงค้าง    “แม่!  ชอบผู้ชายก็จริงแต่ผมไม่ชอบทุกคนนะแม่!”    บอกว่าชอบผู้ชายแต่ไม่เคยพาคนมาบ้าน เท่ากับว่าเป็นเกย์ปลอมเรอะ!?

คุณแม่ผู้น่ารักจ้องหน้าแบบไม่เชื่อใจ   “แกชอบผู้ชายแน่รึเปล่า?   จริงๆอ้างว่าเป็นเกย์รึเปล่า?”    เรื่องแบบนี้จะอ้างเพื่อให้ตัวเองเสื่อมเสียชื่อเสียงไม่มีแฟนไปทำไม…. ลูกชายเพียงคนเดียวของบ้านกำลังจะน้ำตาตกในเป็นน้ำตกเลือดแล้วจมดิ่ง…

“จะให้ผมพาใครสุ่มสี่สุ่มห้ามาหาแม่กับพ่อ ผมไม่ทำหรอก!”   มือเริ่มนวดขมับกินหมูทอดรสชาติดีไม่ลงอีกต่อไป  คำพูดแต่ละคำของมารดาช่างทิ่มแทงยิ่งกว่าใบมีดฟันหลังคอของไททันวิปริต

ดวงตาสีเดียวกันของหญิงผู้ให้กำเนิดมองด้วยความเหนื่อยหน่าย  เป็นสายตาที่ผิดหวังจากใจจริง   “จัน แกนี่มัน…หล่อเสียของจริงๆ….”  ยิ่งกว่าคลื่นสึนามิเข้ามาท่วมบ้าน….

ในมโนภาพของชายจัน สะกิดใจ ตอนนี้โลกทั้งใบกำลังโดนเอเลี่ยนและ UFO จากต่างโลกเข้ามาบุก  มหาสมุทธเริ่มมีสัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาถล่มเมือง   คนเริ่มกลายเป็นซอมบี้แล้วจัดการฆ่าฟันกันเอง  และตบท้ายด้วยสึนามิกวาดเอาภัยพิบัติทั้งมวลจมหายไปใต้ทะเล….

คำว่า [หล่อเสียของ] มันช่างทำลายล้าง!

                นักศึกษาวิศวะหล่อเสียของฟุบหน้าลงกับโต๊ะหมอพลังงานจะต่อกรกับผู้หญิงซึ่งเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน   โดยมีสายตาห่วงใยและสงสารจากบิดามองมาจากห้องนั่งเล่นที่อยู่ห่างออกไป  ก็ได้แค่มองเพราะไม่อาจโต้เถียงอะไรได้…  ลึกๆในใจก็แอบคิด(?)

“ลุกกินข้าวให้ดีๆ  เดี๋ยวโทรมจะแย่  เรียนดี หน้าตาก็ดี  ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้…เฮ้อ….”   ลูกชายเป็นคนเดียวกลับทำให้อนาคตที่จะได้อุ้มหลานเลือนลาง  อาจจะไม่แค่เลือนลางเพราะมันคงไม่เคยมีร่องรอย…

“…..ผมก็ไม่ได้อยากทำให้ผิดหวังหรอกน่า……….”  จันเอาคางเกยโต๊ะเหมือนเด็กๆ    แต่ละคำพูดช่างทิ่มแทงใจดำจนอยากพิมพ์ระบายความในใจลงในทวิตเตอร์จริงๆ

ถ้าตัวเขานั้นเหมือนกับแกงจืดที่แม่ทำในตอนนี้  มันมีหมูสับ ผักกาด เต้าหู้ไข่ กระเทียม ผักชี  ส่วนผสมในน้ำซุปก็คือรสดี คนอร์…  เขาก็คงเป็นผักชีที่โดนเขี่ยออก  ทั้งๆที่มันมีส่วนทำให้อาหารดูน่ากินขึ้น แต่มันก็โดนเขี่ยทิ้งได้ง่ายๆเพราะบางคนเค้าก็ไม่กินกัน….

…..แล้วก็เหมือนแฟมิลี่มาร์ทที่ถูกเลือกหลังเซเว่น….

ลูกชายนั่งเฉาเป็นผักชีเหี่ยวๆ  ไม่นานผู้หญิงที่คอยอยู่เคียงข้างมาแทบตลอดชีวิตก็เอาโค้กมาวางให้   “ว่าแต่จู่ๆก็กลับบ้านตั้งแต่เช้า มีอะไรรึเปล่าน่ะลูก?”

คำพูดนั้นแฝงความห่วงใยเอาไว้เมื่อลูกชายทำบางอย่างที่ผิดปกติ   “เปล่าครับ  แถวมหาลัยเค้ากำจัดแมลงสาบกำจัดปลวก ทำความสะอาดกัน ไม่อยากเจออะไรๆแปลกๆน่าสยอง…”  มันจะต้องมีของหนีตายออกมาเป็นแน่แท้  นั่นก็แค่เหตุผลรอง

“เหรอ บ้านเราก็ไม่ได้เรียกคนมาทำนานแล้ว หน้าฝนแล้วสิน่ะ”   คุณแม่ร่างท้วมเดินไปปรึกษาคู่ชีวิต   จันถึงกับหูผึ่งในทันที

รีบส่งเสียงขัดคอออกไปอย่างไวว่อง   “ไม่ต้องจ้างบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านมานะพ่อแม่!   บริษัทอื่นมีเยอะแยะ!”  เจ้าบริษัทนั่นมันเป็นภัยต่อคนในบ้าน….

สองสามีภรรยาพร้อมใจกันมองหน้าลูกชายเจ้าปัญหา  ใยจึงต้องทำหน้าตาตื่นตกใจ   “ยังไม่ทันจะเรียกเลย  บริษัทนี้ดีออกนะ  ทำไมต้องขัดน่ะ”    เด็กหนุ่มรีบยกมือไขว้กันเป็นรูปตัว X

“ไม่เวิร์ค!  บ้านเราไม่ได้มีแมลงเต็มบ้านขนาดนั้นด้วย แพงก็แพง  ไปใช้เจ้าอื่นเหอะแม่”   ควรจะปิดประตูตายไม่ต้อนรับผู้คนจากบริษัทนี้แม้แต่คนเดียว…. โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้ด้วย  ช่างน่ากลัวเหลือเกินว่าจะตามมาถึงที่บ้าน….

สองสามีภรรยาสะกิดใจมองหน้ากันและกัน  เจ้าลูกชายหล่อเสียของดึงดันและยืนยันแบบหัวเด็ดตีนขาดไม่ให้ติดต่อบริษัทซึ่งเป็นมืออาชีพและไว้วางใจได้ มันช่างแปลกประหลาด… ทั้งๆที่เจ้าตัวเคยไปทำงานพิเศษที่บริษัทแห่งนั้นมาก่อนแท้ๆ…

จันตักข้าวสวยมานั่งกินข้าวด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง  ไม่นานเด็กหนุ่มคงหน้าตาเกินวัยไปอีกขั้นหนึ่งเพราะมัวแต่ทำหน้าตาบึ้งตึงคิ้วขมวด   บทจะเป็นพระร๊องรองก็จืดจางยิ่งกว่าน้ำเปล่า  จู่ๆฟ้าก็ดลบันดาลให้กลายเป็นตัวเอก  แทนที่จะเป็นตัวเอกนิยายรักธรรมดา  กลายเป็นเรื่องแนว Boy Love อะไรกันเนี่ย…..

ดวงของเขามันต้องตกหายอยู่ที่อยุธยาแน่ๆ…

ต้องไปไหว้พระ 9 วัดจึงจะหลุดพ้นจากบ่วงนั้นได้หรือไม่….

                รถยนต์ BMW สีขาวจอดนิ่งในลานจอดรถหน้าตึกคณะบริหารธุรกิจ   งานประจำวันเสาร์คืบหน้าไปอีกหลายขณะจากการเกณฑ์คนจากตั้งบริษัทมาช่วยกันไม่ใช่เพียงแค่เหล่าพนักงานภาคสนามธรรมดา   อลิน แย้มเก้อในชุดฟอร์มของบริษัทสำรวจฯซึ่งตัดเย็บมาประหนึ่งไว้ป้องกันสิ่งสกปรกยืนมองจากวงนอก

แต่ละฉากและเหตุการณ์ที่เห็นแมลงสาบหรือหนูหนีตายออกมามันน่ากลัวเหลือเกิน…  บ่งบอกให้ทุกคนในสังคมควรจะรักษาความสะอาดกันมากกว่านี้  ฝูงสีดำที่ทลายออกมาแต่ละครั้งมัน… มันน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดแหวกมหาสมุทธออกมาเสียอีก….

“… คุณสมบัติข้อแรกของคนที่จะทำงานที่นี่ได้ต้องไม่กลัวสิ่งลี้ลับทุกชนิดแน่ๆ”   ผีนี่นับเป็นภัยภายในบ้านหรือเปล่านะ… เขาก็ได้แต่ข้องใจ  แต่ผีมันก็มีหลายประเภทเสียด้วยสิ     ดวงตาสีเขียวมองออกไปไกลๆเห็นประธานบริษัทและเลขาของแฟนหนุ่มทำงานด้วยกันอยู่

อัศวินโบกมือให้เด็กหนุ่มพลางยิ้ม  เป็นความเป็นมิตรที่เป็นกันเอง  ชวนให้รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน    “คุณอัศวินเป็นคนดี  ถ้าไม่ติดกับว่ามะขามโสดล่ะก็นะ….”  จะจับคู่บางคน(?)ไปแล้ว…

รีวัลย์ในชุดป้องกันเชื้อโรคเดินมาหาแฟนหนุ่มอายุน้อยกว่าพร้อมกับน้ำเปล่าหนึ่งขวด   “ถ้านายผวาๆไม่ต้องเข้าไปใกล้ไซด์งานให้มากนัก  สถานศึกษาหรือว่าสถานที่ที่มีร้านอาหารเยอะๆมักจะเป็นแบบนี้”   เหมือนจะสะอาดแต่ก็มีอะไรหลบซ่อนอยู่ภายใน

“ก็เข้าใจนะครับ….  เห็นน้อยๆไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ว่าเจอเยอะๆนี่ก็ไม่ไหวนะครับ….”   อลินถอนหายใจหนักๆ  เมื่อไหรมันจะสูญพันธุ์ไปเสียทีนะ

ชายหนุ่มลูบหัวเจ้าเด็กบ้าที่โตจนป่านนี้ก็ยังไม่มีภูมิคุ้มกันเรื่องแมลงสาบเสียที  คงเพราะยิ่งเวลาผ่านไปแมลงสาบก็ยิ่งทวีความน่ากลัวขึ้นตามกาลเวลา  มันกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งมากขึ้นทุกที ราวกับมันเรียนรู้การต่อสู้กับมนุษย์มาเรื่อยๆ

“งั้นนายก็อย่าเดินไปใกล้หรือว่าคุยเล่นกับหาญจิตก็แล้วกัน”   คำพูดนั้นขับให้คิ้วสีน้ำตาลเข้มเลิกขึ้น   เป็นคำพูดที่ฟังดูน่าสงสัย

เพียงแค่มองหน้าก็เป็นคำถามกลับมาได้แล้ว  “ได้ยินว่าหาญจิตเพิ่งได้แมลงสาบตัวใหม่มา  เกิดไปถูกใจอะไรซักอย่างที่ได้มาจากกรมวิเคราะห์แมลงของมหาวิทยาลัยนาย”    สิ้นประโยคนั้นดวงตาสีเขียวก็เบิกกว้าง

“ไปรับแมลงสาบของที่นั่นมาอุปการะเหรอครับ!”   ตีความซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ได้ความว่าไปรับมาเลี้ยงดูที่บริษัทแน่ๆ…  ที่ปรึกษาของบริษัทที่ต้องมาลงพื้นที่ด้วยตัวเองผงกศีรษะตอบ

“อะไรกันรีวัลย์  นินทากันระยะเผาขนเลยเชียว” เสียงที่ดังมาจากเบื้องหลังของคนทั้งสองทำให้อลินสะดุ้งเฮือก  บรรยากาศแปลกๆที่แผ่ออกมาทั้งที่ไม่ได้หันไปมอง เขารับรู้ได้ว่ามันต้องมีบางอย่างที่น่ากลัวมากรออยู่อย่างแน่นอน…

ได้ยินเสียงหนวดกระดิก…แม้อาจจะคิดไปเอง…..

                ชายหนุ่มสูงน้อยกว่าแต่อายุมากกว่าคล้ายกับรู้จึงเดินมาบังหน้าหญิงสาวในชุดเครื่องแบบพร้อมด้วยกล่องใสเล็กๆ  ภายในนั้นมีบางอย่างที่ถูกปิดทับด้วยโมเสค  ดวงตาใต้แว่นใสช่างเป็นประกายสดใสเหมือนคนได้ของรักชิ้นใหม่มาครอง

“นี่เอเมอรัล  แมลงสาบที่จะเข้าแล็บของเราตัวใหม่ สวยใช่มั้ยล่ะ!?  ปีกของมันเป็นเงาสีเขียวแปลกมาก!”   เพราะฉะนั้นมันจึงได้ชื่อว่าเอเมอรัล….

สีเขียวเป็นมันบนสีดำวาดเป็นลายเหมือนลูกตา….

                อลินเริ่มเหงื่อตกไม่กล้าหันไปมอง  ใบหน้าของรองประธานสาวโสดช่างมีชีวิตชีวาประหนึ่งหญิงที่จะได้แต่งงานในเวลาไม่นาน  แต่มันสดใสเพราะคนละกรณีกับคนอื่นเขานี่สิ….   และในทันใดนั้นเอง  เอเมอรัลก็เริ่มเคลื่อนที่ชนกระจกคล้ายกับต้องการบอกอะไรบางอย่าง

หาญจิตมองหน้ามันและทำความเข้าใจ…  “อ๋อๆ  อยากรู้จักน้องอลินหนอนชาเขียวเหรอ?”   สื่อสารกันในสิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มนักศึกษาแพทย์หวาดผวา

“หาญจิต  อลินไม่จำเป็นต้องรู้จัก”  เพื่อนร่วมงานผมดำรีบห้ามปรามก่อนที่เรื่องจะบานปลาย  มีคนอีกมากที่ไม่ต้องการญาติดีกับสิ่งมีชีวิตแบบนี้

“เดี๋ยวครับ!  ผมไม่อยากรู้จัก!”  คนรักของผู้ชายซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในบริษัทประจันหน้ากับเอเมอรัลผู้มีเงามันดำและสีเขียวอย่างจัง  ระยะห่างจากใบหน้าเพียงแค่15 เซนติเมตรเท่านั้น….

ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุให้รู้จักกัน   “นี่เอเมอรัล สมาชิกใหม่ของบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านนะน้องอลินหนอนชาเขียว”  หนอนชาเขียวได้มาเจอกับแมลงสาบ…..

…..ตาจ้องตาเกิดเป็นการทำความรู้จัก….

                เจ้าคนไม่ถูกโรคกับแมลงสาบแผดเสียงร้องอันดังพร้อมกับถอยไปด้านหลังอย่างไวว่อง   ตาสีเขียวสบตาเจ้าแมลงสาบมีมันเงาสีเขียว  นี่มันแมลงที่กลายพันธุ์มาแล้วระดับหนึ่งหรือไร   ทำไมมันน่าสะพรึงกลัวได้ถึงขนาดนี้  หนวดกระดิกราวกับเป็นการบอกว่ายินดีที่ได้รู้จัก

แผ่นหลังกระแทกเข้ากับโครงเหล็กและอุปกรณ์ในการทำงานของบริษัทสำรวจเข้าอย่างจัง   “อลิน!”   รีวัลย์เบิกตากว้างขึ้นหมายจะเข้าไปดึงร่างนั้นออกมา… ก่อนที่ทุกอย่างจะร่วงหล่นจากเบื้องบนชั้นวางชั่วคราว….

โครม!!!

                เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนแกมเข้มสะดุ้งตื่นขึ้นหลังจากนั่งท้าวคางดูโทรทัศน์มาพักใหญ่ๆ   หัวเกือบฟาดเข้ากับโต๊ะโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่ตอนไหน  ดวงตาสีเดียวกับผมเริ่มกระพริบปริบๆมองรอบๆตัวเอง  ซ้ายพ่อกำลังนั่งอ่านหนังสือ  ขวาคือแม่ที่หลับไปแล้ว…

“สงสัยรายการมวยจะน่าเบื่อไปนิด….”    ตื่นมาอีกทีในโทรทัศน์ก็กลายเป็นรายการท่องเที่ยวทั่วไปเสียแล้ว  มือยกขึ้นป้องปากหาว

จะหันไปคุยกับพ่อก็เห็นอ่านหนังสือติดพัน  จะหันไปคุยกับแม่ก็เห็นนอนหลับไปแล้ว  สุดท้ายก็ต้องเริ่มโอมจงเงย  จันหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจดูว่ามีอะไรใหม่ๆหรือข้อความอะไรใหม่ๆบ้าง    ไม่มีความเคลื่อนไหวราวกับทุกคนหายไปเดทกันหมด… เจ้าพวกคนไม่โสด….

เมื่อเปิดทวิตเตอร์ซึ่งนานๆทีจะเข้าไปขึ้นมามอง  ในนั้นกลับเห็นข้อความของใครบางคนที่ทำให้ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้น   ประโยคที่บอกว่าอลิน แย้มเก้อต้องเข้าโรงพยาบาล…  “หือ…..”

….บางอย่างรอบตัวมันหยุดนิ่งงัน…..

หนุ่มวิศวะนิ่งงันค้างไป   “ฮ่ะ…อลิน…..”   หัวใจเริ่มไหววูบจากข่าวร้ายที่ไม่อยากจะเชื่อในทวิตเตอร์อันนั้น….เจ้าเพื่อนเกรียนๆคนนั้น

เริ่มลุกลี้ลุกลนทำอะไรม่ถูกว่าควรจะเริ่มจากโทรเข้าเบอร์โทรศัพท์ใครเพื่อถามข่าว    ไม่ทันไรโทรศัพท์ของเด็กหนุ่มก็ได้รับข้อความเข้า  [อลินเกิดอุบัติเหตุต้องรีบพาไปโรงพยาบาล]   เพียงได้รู้ข่าวคราวของเพื่อนรัก  จันพลันรีบกดต่อสายออกไปทันที

อีกฝั่งนั้นรับสายอย่างรวดเร็วราวกับรออยู่แล้ว   “อลินเป็นอะไรครับคุณรีวัลย์!?  แล้วไปโรงพยาบาลไหนกัน!”   น้ำเสียงและใบหน้าร้อนรนด้วยความเป็นห่วงเพื่อนสนิท…

[….ใจเย็นๆ   อลินตกใจแมลงสาบของหาญจิตก็เลยโดนของหล่นใส่แล้วหัวแตก  ต้องไปทำแผลเพราะเลือดมันไหลเยอะ….]   น้ำเสียงอีกฝั่งหนึ่งผู้เป็นแฟนหนุ่มของเพื่อนช่างราบเรียบและใจเย็นเสียจนเหลือเชื่อ

ต้นเหตุของเรื่องก็ช่างเหนือความคาดหมาย จะขำจะสมน้ำหน้าก็พูดไม่ออก   “แล้วตอนนี้ไปโรงพยาบาลที่ไหนกันครับ  แถวมหาลัยกำแพงกุหลาบรึเปล่า?”

[ใช่  ฉันคิดอยู่แล้วว่านายต้องอ่านทวิตเตอร์  ฉันก็เลยส่งข้อความบอกก่อนที่นายจะกระวนกระวาย”   ชายหนุ่มอ่านขาดในพฤติกรรมของอีกฝ่ายผู้เป็นอดีตคนที่แอบตามชอบตามจีบแฟนตัวเอง

ใจที่ห่วงใยเพื่อนสนิทพ่วงตำแหน่งรักครั้งแรกที่ตัดใจไปแล้ว ผลักดันให้เดือนมหาวิทยาลัยตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว   “ผมจะออกไปเยี่ยมอลินนะครับ  ผมจะรีบออกไปเลย”   ร่างสูงเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์และกระเป๋าเป้จากในห้องส่วนตัวชั้นบน

[ได้ แค่นี้ล่ะ]  รีวัลย์วางสายไป   แม้เนื้อเสียงและคำพูดจะดูใจเย็นเสียจนน่าสงสัย  ความเป็นห่วงอลิน แย้มเก้อก็บังตาและความคิดวิเคราะห์ของเด็กหนุ่มไปหมดแล้ว

ต่อให้ตัดใจไปแล้ว…อีกฝ่ายก็ยังคงเป็นเพื่อนสนิทอยู่ดี

เหมือนปลวกที่ขึ้นบ้านเค้าอยู่อย่างนั้นต่อให้บ้านกลายเป็นไม้สังเคราะห์…

                จัน สะกิดใจสะพายกระเป๋าเดินลงมาจากชั้นสอง  สบตาเข้ากับพ่อและแม่ที่มองมาอย่างสงสัยพร้อมเพรียงกัน   “อลินเกิดอุบัติเหตุไปทำแผลที่โรงพยาบาล  ผมจะออกไปดูอลินนะ”

สองสามีภรรยาสะกิดใจผงกศีรษะตอบและมีใบหน้าเป็นห่วงเช่นกัน   “ฝากเยี่ยมน้องอลินด้วยนะจัน  ขอให้ไม่เป็นอะไรมาก”   เพราะเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มของลูกชายตั้งแต่มัธยมจึงรู้จักกันเป็นอย่างดี  ไม่รู้อยู่อย่างเดียวคือเป็นผู้ชายที่ดึงลูกชายเข้าสู่เส้นทางสีม่วง….

“ผมไปก่อน  จะรีบกลับมาให้ทันข้าวเย็น  ถ้าไม่ทันจะโทรบอก”   สองมือยกขึ้นไหว้พ่อแม่ผู้เป็นพระของบ้านก่อนนจะออกไปจากบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

แต่สิ่งที่ได้เห็นตรงหน้าบ้านตัวเองนั้น….

คือ รถ Porsche  สีดำขลับเป็นเงาเยี่ยงรถของมาเฟีย….. 

                นัยน์ตาสีน้ำตาอ่อนมองอย่างอึ้งๆ  เจ้ารถที่มาจอดอยู่ตรงหน้าบ้านนี่คืออะไร…   จู่ๆกลับรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างประหลาด  อากาศย่านรัชดาภิเษกปานลดอุณหภูมิลงไปอย่างกระทันหัน    และลางสังหรณ์ก็เป็นจริงเมื่อกระจกรถเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าของคนข้างใน

“จะไปเยี่ยมอลินใช่มั้ย  ฉันบังเอิญออกมาธุระแล้วได้ยินรีวัลย์บอกมาแล้ว คิดว่าเธอน่าจะอยากไป”   ใบหน้าและรอยยิ้มพิมพ์ใจแสนเป็นมิตร  เขาคือประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน

เด็กหนุ่มวิศวะอ้าปากค้าง   “แน่ใจนะครับว่าไม่ได้มาจอดดักหน้าบ้านผม…..”  ถามกลับออกไปอย่างหวาดระแวง กลัวคำตอบเสียจริง….

“ฉันพูดจริงๆ เธอไม่เชื่อฉันงั้นเหรอจัน  ถ้าฉันมาดักรอเธอได้แสดงว่ามันเป็นแผนการน่ะสิ”   ดวงตาสีฟ้าครามมองหน้าอีกฝ่าย  คำพูดนั้นทำให้สะอึก

หากมองในมุมที่ว่าทุกอย่างเป็นแผนการ  คนอย่างอลิน แย้มเก้อไม่มีทางทำเพราะว่าชอบเชียร์ให้เด็กหนุ่มไปลงเอยกับดาวมหาวิทยาลัยอย่างมะขาม ให้เกิดเป็นคู่ดาวเดือนมหาวิทยาลัย   ส่วนรีวัลย์ ไม่ทราบนามสกุล ผู้ชายคนนี้เป็นเถรตรงไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เข้าชนตรงๆ และเห็นเรื่องอลินมาเป็นอันดับแรก  ไม่มีทางที่จะทำเรื่องหลอกลวงได้   และสุดท้ายก็คือ…. คงไม่มีคนวางแผนอะไรแบบนั้นหรอก  เป็นแบบนั้นออกจะเป็นอาชญากรรมเกินไป

มองจ้องดวงตาสีฟ้าครามของผู้ชายซึ่งมีผมสีบรอนด์และท่าทางอันภูมิฐาน  คนแบบนี้จะใช้มุขเหมือนในละครแบบนั้นเพื่อเข้าหา คงไม่มีทาง..   “ผมจะไปเยี่ยมอลินที่โรงพยาบาล ไม่ได้ไปเพราะสาเหตุอื่น อย่าคิดไปเองนะครับที่ผมยอมไปด้วย”

อัศวินพยักหน้าตอบด้วยรอยยิ้มที่น่าเชื่อถือไม่หลอกลวง  “ฉันรู้    เธอไม่น่าจะแตกต่างจากเมื่อ 6 ปีก่อนที่ฉันรู้จักมาก”   แม้จะโตขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว…

เจ้าคำพูดนั้นฟังแล้วชวนให้ตะหงิดใจ   จันยอมจำนนต่อความประหยัดค่าแท็กซี่  เด็กหนุ่มเดินไปเปิดบานประตูรถข้างคนขับเพื่อขึ้นไป   “ถ้ารู้จักกันแค่ผิวเผินแล้วคุณรู้นิสัยผมดีเหมือนคนรู้จักกัน คงน่ากลัวเกินไปแล้วครับ”   ประหนึ่งสตอร์กเกอร์ที่เตรียมข้อมูลมาอย่างเดียว

“แล้วแต่เธอจะคิดก็แล้วกันจัน”   คู่สนทนาตัดบทและเริ่มเข้าเกียร์เพื่อเคลื่อนรถออกไปจากซอยข้าง MRT สถานีรัชดาภิเษก…..

กระต่ายวิ่งแข่งกับเต่า  ก็ยังแพ้เต่าเพราะความประมาท…

แล้วกระต่ายวิ่งแข่งกับเสือ…. ใครจะเป็นคนชนะ….

                รถยนต์ Porsche สีดำขลับขับเคลื่อนไปบนถนนใหญ่ในวันเสาร์  เส้นทางที่อัดแน่นไปด้วยรถเป็นปลากระป๋องของรัชดาภิเษกเพื่อไปยังสะพานตากสิน…  คนสองคนไม่พูดไม่จาอะไร  ในเมื่อเดือนมหาวิทยาลัยนั่งจ้องไปด้านนอกกระจกรถตลอดเวลา

ในใจเป็นห่วงความปลอดภัยของเพื่อนสนิท แม้จะมีแฟนอยู่ข้างๆ อย่างน้อยก็อยากเห็นกับตาว่าอีกคนไม่เป็นอะไรมาก   เป็นห่วงเสียจนลืมไปว่าต้องติดต่อหาเพื่อนคนอื่นก่อนบ้างว่าเพื่อนในกลุ่มประสบอุบัติเหตุ   เด็กหนุ่มตัดสินใจว่าใกล้ถึงค่อยว่ากัน…

จะกระทั่งเส้นทางมันเริ่มแปลกปลอมไป  มองเห็นป้ายบอกว่าจะไปสุวรรณภูมิ  และรวมไปถึงเส้นทางบอกว่าจะไปทางด่วน  “เดี๋ยวก่อนครับ!  นี่มันไม่ใช่ทางไปมหาลัย!?”   จันตวัดใบหน้าหันไปหาคนขับรถ

เรียวปากคมนั้นคลี่ยิ้มเป็นวงโค้ง  ช่างเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนเห็นอยากโดดลงไปจากรถในตอนนี้  “รถมันติด ต้องไปทางลัดแล้วล่ะ”   มันไม่ใช่ทางลัด!

“ทางนี้ เส้นทางด่วนนี้มันไม่มีทางไปสะพานตากสินครับ นี่มันไปมอเตอร์เวย์ออกไปภาคตะวันออก!”   อัศวินหลุดขำขันออกมาในทันทีจากท่าทางกระต่ายตื่นตูมของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนแกมเข้ม…

….ม้าพยศหรือกระต่าย….

                ธรรมชาติของสัตว์กินพืชและสัตว์กินเนื้อ   มันเป็นกฏของธรรมชาติ  ไม่มีทางที่สัตว์กินพืชจะลุกขึ้นมาสู้เล่ห์เหลี่ยมในการล่าเหยื่อของสัตว์กินเนื้อได้…  รู้ตัวอีกทีก็อาจจะติดกับดักของนายพรานไม่ก็สัตว์ร้าย  ด้วยเหยื่อล่ออย่างแครอท(?)เหมือนๆกัน….

ชายผู้มีชื่ออย่างอัศวินผู้กล้าเหลือบมองใบหน้าหนุ่มอ่อนวัยกว่า   “สงสัยฉันจะขึ้นผิดทางซะแล้ว  ไปเที่ยวแทนก็แล้วกัน   ค่อยถามข่าวคราวจากรีวัลย์”

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้า  “นี่มันเป็นแผนใช่มั้ยครับ!!”    เสียงหัวเราะที่ได้มาเป็นคำตอบ…  มันชวนให้อยากพังรถคันนี้นัก….

….สุดท้ายก็เป็นอาหารของเสือทั้งหมดอยู่ดี….

                การกระทำการโจรกรรมนั้น เพื่อให้เกิดความสำเร็จสูงสุด จะต้องใช้ความร่วมมือจากคนรอบข้างไม่ใช่การลุยเดี่ยว   การจะได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองคาดหวังต้องใช้ทั้งความพยายามและเล่ห์กล…  โลกของเด็กการได้มาซึ่งความสำเร็จในการเรียนคือความพยายาม  โลกของผู้ใหญ่การจะได้มาซึ่งสิ่งที่มุ่งหวังมีทั้งใช้ความพยายามและกล  ความรักที่เพิ่มขึ้นตามอายุ…ก็มีส่วนผสมเพิ่มขึ้นมา  เหมือนขนมปังหมูหยองมายองเนสใส่ชีส

เมื่อโดนหลบหน้าก็ต้องจ้องหน้ากลับ

เมื่อโดนถอยหนีก็ต้องเดินตามหลังไม่ให้หาย

 

เมื่อโดนตัดการติดต่อ ให้สร้างสะพานขึ้นมาเอง

กลยุทธตื้อเท่านั้นที่จะครองโลกเขียนเอาไว้แบบนั้น 

———————————————————————————————————

Free Talk : ก็ยังมีแววว่าจะยาวอีกแล้วแฮะ จะ 10 ตอนแล้ว ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ยังคืบไปแบบกระดื้บๆ เหตุการณ์นี้อาจจะคล้ายๆกับในบอท แต่ว่ามันจะต่างออกไป แล้วต่อไปก็จะเริ่มแตกต่างไปเรื่อยๆตามความเหมาะสมเพื่อให้ไปถึงตอนจบที่วางเอาไว้แล้ว

(แล้วมันจะถึง 20 ตอนรึเปล่านะ หรือจะเกินอีก….)

เมื่อก่อนจะรวบลงได้ไม่เกิน 18 ตอน แต่ทำไมเขียนไททันแล้วรู้สึกติดความรู้สึกแบบว่า มันควรจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป ค่อยๆสานเรื่องราวของแต่ละคน ต่อไปทีละนิดๆ เหมือนต่อจิ๊กซอร์ใหญ่ๆ ให้มันแน่นแฟ้น =w=” ซีรี่ย์ปิ๊งรักก็เลยยาวไม่เหมือนที่เป็นไททันแท้ไทม์ไลน์ปกติเท่าไหร

(Wing ก็ยาว สโนว์ก็ยาวถ้าเทียบกับดราม่าปกติที่เขียน)

Advertisements
 
6 ความเห็น

Posted by บน 10/27/2013 in Uncategorized

 

6 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 7

  1. ตป. | S.Luce

    10/27/2013 at 4:45 PM

    ความรักที่เพิ่มขึ้นตามอายุก็มีส่วนผสมเพิ่มขึ้นมา… อร๊ากกกกกกก
    ถึงจันจะกลับบ้าน สุดท้ายก็โดนตามเจออยู่ดีนั่นแหละ มันชวนให้สงสัยว่านี่เรื่อง มาเฟียที่รัก หรือเปล่านะ 55555555555555

    จากที่หนูดูๆ แล้ว.. ซีซั่นสองก็คงจะยาว 5555555555+
    แต่หนูชอบวิธีการเล่ารื่องของพี่นะ แม้มันจะยาว เรื่องมันค่อยๆ แน่นขึ้น แล้วมันดูลึกซึ้งดีอ่า
    จะว่าไปพี่อายะนี่บทจะมีไฟก็โคตรมี 5555555+

     
  2. tanok

    10/27/2013 at 9:05 PM

    น้องจันคงลืมไปว่าคุณพี่เถรตรงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรแต่เห็นเรื่องน้องอลินมาเป็นอันดับแรกสินะคะ
    คุณอัศวินเจ้าแผนการมากค่ะ ถึงกับแอบสงสารจันในบางครั้งเลยทีเดียว ^__^”

    ชอบวิธีการเขียนของคุณอายะนะคะ เรื่องราวและความสัมพันธ์ดูเรียงร้อยต่อเนื่องสมเหตุสมผล อ่านไม่สะดุดเลยค่ะ จะยาว 20 หรือเกิน 20 ตอนก็จะตามอ่านไปเรื่อยๆค่า >_____<

     
  3. AONNIE

    10/28/2013 at 6:51 PM

    แหม่ คุณอัศวินนี่ร้ายใช่เล่นนะคะเนี่ย >_< d พาไปเที่ยวเฉยเลย .. คุณอัศวินเล่นรุกซะขนาดนี้ เมื่อไหร่จันจะหวั่นไหวซะที55 ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์จะขยับแบบกระดึ้บๆแต่ก็จะติดตามนะคะ มีกี่ตอนก็จะอ่านค่ะ 555

     
  4. ฟิโร A11@ATK (@Firodendon)

    11/01/2013 at 11:37 AM

    เราว่าที่เขียนยาวขึ้น ไม่ใช่เพราะเป็นไททัน แต่เพราะประสบการณ์การเขียนที่มากขึ้น ทำให้วิธีเขียนเปลี่ยนไป ค่อยเป็นค่อยไปกับความสัมพันธ์มากขึ้นมังคะ lol สังเกตนักเขียนนิยายมือเก๋า ก็เขียนยาวขึ้นทุกทีที่ขึ้นเรื่องใหม่น่ะค่ะ ฮาาา

     
  5. EarngEayHa

    11/06/2013 at 5:52 PM

    ยาวๆ แหละครับ เห็นแล้วไม่อยากให้จบไวๆเลย
    ค่อยเป็นค่อยไปไว้ให้อ่านเยอะๆดีกว่าครับ สนุกๆ
    จะรอตอนต่อไปนะครับ! อ่านในทวิตแล้วลุ้นอัศจันมาก

     
  6. taraikari

    11/10/2013 at 12:38 AM

    “หล่อเสียของ”
    แม่จันแสกหน้าลูกชายได้เจ็บปวดจริงๆ
    แต่ไม่ต้องห่วงนะคะคุณแม่
    ตอนนี้ลูกชายคุณแม่มีคนมาล่อลวงเอ้ยมีคนมาขายขนมจีบให้แล้วค่ะ
    หน้าตาดีฐานะดีด้วยนะคะขอบอก
    ก็อย่างที่นายว่านั่นแหละจัน
    พี่รีวัลย์เห็นเรื่องของอลินมาก่อน
    เขาเลยห่วงน้องอลินดูแลน้องอลินไงไม่ใช่นาย

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: