RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 9

10 พ.ย.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

รักไม่ต้องการเวลาแต่ต้องการการเตรียมใจ

                มีทฤษฎีความรักมากมายที่อ้างถึงความรักที่ใช้เวลาเพียงสั้นๆก็ก่อกำเนิด เฉกเช่นกับละครและนิยายหลายๆเรื่องที่ใช้เวลาไม่จำเป็นต้องถึงปีหรือหลายปีเพื่อสร้างความรัก  แรกพบสบตาก็บังเกิดความรู้สึกสนใจในตัวฝ่ายตรงข้ามไว้แล้ว ความประทับแรกนั้นเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ แต่ขั้นตอนหลังจากนั้นตะหากที่เป็นเทคนิคเฉพาะคนว่าจะทะลวงกำแพงไททัน..เอ๊ย…กำแพงหัวใจด้วยวิธีการแบบไหน

100 คนอาจจะมี 80 วิธีการในการเข้าหาคนที่ตัวเองสนใจ

คนที่ต้องตั้งรับก็มีวิธีการ 108 ที่จะปฏิเสธเช่นเดียวกัน

ตอนที่ 9  : การพังประตูหัวใจเป็นวิธีการของคนช่างตื้อ

การมาทะเลต้องคู่กับอาหารทะเล ถ้ามาทะเลแล้วมานั่งกินอาหารอิตาเลี่ยน อาหารจีน หรืออาหารที่ไม่ได้มาจากทะเลก็กระไรอยู่  การนำอาหารทะเลสดๆมาปรุงอาหารนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการมาท่องเที่ยวริมชายหาด  แต่สำหรับคนบางคนมันคงไม่ใช่เสน่ห์ในการท่องเที่ยว.. แต่เป็นกรณีบังคับให้ต้องทำเนื่องจากคนมาเที่ยวด้วยทำอะไรไม่เป็น

นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้านพักตากอากาศของบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน จำกัด มหาชน ณ ชายหาดส่วนตัวแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง   ดวงอาทิตย์ที่อยู่บนท้องฟ้าเริ่มคล้อยตัวต่ำลงใกล้ลับฟ้าเมื่อย่างเข้าช่วงเวลาเย็น ช่างเป็นตัววัดเวลาได้อย่างดีว่าเวลาผ่านไปเท่าใดแล้ว

ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด  ก็เท่ากับเวลาที่เด็กหนุ่มนักศึกษาคนหนึ่งโดนลักพาตัวมานานเท่านั้น   จัน สะกิดใจนั่งหักก้ามปูอย่างก้าวร้าว(?)  เนื้อหวานสีขาวนวลถูกยัดเข้าปากเดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบชิ้นแล้วชิ้นเล่า  ท่าทางหงุดหงิดอารมณ์ร้อนแบบนั้นขับให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามขำ

ชายหนุ่มอายุมากกว่าผู้เป็นประธานบริษัทและเจ้าของปากขยับยิ้ม   การได้มองดูคนมาด้วยทำตัวกระฟัดกระเฟียดหงุดหงิด แทนที่จะหงุดหงิดตามกลับรู้สึกตลกขบขัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จันระบายอารมณ์ขุ่นเคืองลงกับปูที่เจ้าตัวเป็นคนปรุงเองมันยิ่งน่าตลก

ซากเปลือกและวิญญาณปูที่กองกันอยู่ในถังยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   “จัน  ใช้มือหักแบบนั้น ระวังจะเปลือกจะบาดมือเอานะ  กำซะแน่น”   เพิ่งเคยเห็นคนกินปูอย่างก้าวร้าวแบบนี้นอกจากหาญจิต(?)

คนโดนทักชะงักไปในทันใด  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องหน้าคนพูดแบบไม่พอใจ  ใครกันล่ะที่ทำให้เขาหงุดหงิดแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะกำแพงอายุมันค้ำคอ   “ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่นี้สบายมาก  ตอนปีหนึ่งผมต้องเชื่อมเหล็กตัดเหล็ก ทำมามากกว่านี้”

“งั้นเหรอ  สมกับที่เรียนวิศวะนะ เป็นคนลุยๆ ไม่หวั่นเกรงอะไร แต่ดันเกรงคน”   คำพูดราบเรียบน้ำเสียงเป็นมิตร แต่ท้ายประโยคเหมือนแอบกัดอยู่ในที  คิ้วสีอ่อนกระตุก

จันจ้องหน้าคนพูดกลับด้วยตาขวางๆ   “ผมไม่ได้เกรงคนครับ แต่ผมไม่ไว้ใจคนตะหาก  โดยเฉพาะคนที่ลักพาตัวคนอื่นมาโดยที่เขาไม่เต็มใจ”  กระต่ายเริ่มตั้งท่าต่อสู้กลับ…

ท่าทีต่อปากต่อคำแบบนั้นยิ่งขับให้คู่สนทนายิ้มร่า  “เธอจะบอกว่าไม่ไว้ใจฉันตรงๆก็ได้นะจัน  เพราะฉันคิดว่าในคำพูดนั้นหมายถึงฉัน”   รอยยิ้มแบบนั้นพาลให้คนมองหงุดหงิดที่ประชดไปกลับไม่รู้สึกผิดเลย!

“ถ้าคุณคิดเองแล้วว่าที่ผมพูดหมายถึงคุณ  ผมจะได้ไม่ต้องอธิบายต่อ…ถือว่าคุณรับไปเองแล้วล่ะครับ”  นักศึกษาหนุ่มแกะก้ามปูชิ้นที่หลายเข้าปาก….

เด็กหนุ่มเดือนคณะวิศวะไม่จ้องหน้าคู่สนทนาอีกต่อไป  แผ่รังสีไม่ชอบและสร้างระยะห่างออกมาประหนึ่งเป็น AT-Beep- ในการ์ตูนหุ่นยนต์ล้างโลกเรื่องหนึ่งของสตูดิโอ Gai***  แน่นอนว่าคนขับหุ่นสีแดงในเรื่องนั้นเป็นซึนเดเระ…  ยิ่งอีกฝ่ายตั้งแง่ไม่เปิดใจมากเท่าใด   การหักบทสนทนาเข้าสู่เรื่องที่ควรจะเป็นก็ยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น

ซึ่งนั่นเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ชายที่เป็นประธานบริษัท การเจรจาธุรกิจหรือประมือกับคู่แข่งทำมามากแล้ว  แม้แต่ในสนามรักก็ไม่เคยแพ้… และจะไม่แพ้อีก…   อัศวิน สมิงห์ลุกขึ้นเดินไปใกล้ๆที่นั่งของอีกฝ่าย  มือแกร่งยื่นไปแตะที่ใต้เปลือกตาของฝ่ายตรงข้าม

“ขนตาติดหน้าน่ะจัน”   ร่างสูง 178 เซนติเมตรสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ เลื่อนตัวเองกับเก้าอี้หนีอย่างไวว่อง  กระต่ายตื่น!

ใบหน้าที่ขุ่นเคืองเป็นสีระเรื่อ  ทั้งจากความตกใจและประหม่ารวมๆกัน  ใบหน้าซึนเดเระ….  “อย่าเข้ามาใกล้นะครับ!!”

“ได้เห็นหน้าเธอซักทีนะ  เธอเอาแต่หลบหน้า”  อัศวินขำเมื่อเห็นท่าทีกระต่ายตื่นตูมแบบนั้น  เป็นปฏิกิริยาที่น่าดูชมและตลกขบขันมาก…  ไม่เคยเห็นจากใครมาก่อนเลย  แม้แต่ยามมองดูชีวิตรักของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง

“นี่เล่นมุขเนียนเหรอครับน่ะ!”  จันโวยวายกระฟัดกระเฟียด  นี่มันมุขหยอดสาวตามผับชัดๆ  นักศึกษาหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองหลงมาในคอลัมภ์สอนจีบสาวของนิตยสาร… นี่มันสถานการณ์สมมติของคลื่นวิทยุรึเปล่า…

“รักจะเกิดต้องมองตา ไม่ใช่มองปูนะจัน”  กริบ…..  ตาจ้องตาแล้วเกิดเป็นคำว่ากริบ…  นี่มันมุขเสี่ยวรุ่นไหนกัน  ชายอายุน้อยถึงกับตะลึงงัน…

แม่!!  นี่ดวงผมกำลังตกตั้งแต่ยังไม่เบญจเพสใช่มั้ย!?

                อัศวิน สมิงห์เป็นประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน  พูดกันง่ายๆก็คือเป็นเหมือนเจ้านายของแฟนเพื่อนอีกที  จากในอดีตที่เป็นเพียงเพื่อนร่วมงาน ปัจจุบันไต่ขึ้นไปมากกว่านั้น ความสามารถก็คงไม่ธรรมดาที่สามารถปกครองคนแปลกๆในบริษัทแห่งนั้นได้…

ผู้ชายคนนี้เป็นแฟน… ไม่สิ อดีตแฟนของเพื่อนทางอีเมล์ของเขา  สาเหตุที่เลิกกันคืออะไรไม่อาจรู้…   แต่เรื่องที่เขาอยากรู้มากที่สุดคือจะมาติดใจอะไรเขานักหนา  และที่สำคัญเขาเคยได้ยินแต่คำว่า [รักจะเกิดมันต้องมองตา ไม่ใช่มองจอ โอมจงเงย!!]

ถ้าอยากรู้จักกันก็ย่อมอยากมองตากัน  แต่หากไม่อยากก็ควรจะตัดรอนไปไม่ให้ความหวังใดๆทั้งนั้น  และเขาก็ไม่เข้าใจอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้     “นี่คุณน่ะ…………”

ยังไม่ทันจะพูดจบก็พบว่าร่างสูงใหญ่เดินไปหยิบของในตู้เคาน์เตอร์ด้านหลังเสียเฉยๆไม่สนใจฟัง   “จะดื่มมั้ยล่ะจัน   อายุ 21 ยังไงก็ดื่มได้  แล้วเด็กวิศวะก็คงไม่มีปัญหาอะไรกับการดื่มสินะ”

ภายในตู้เคาน์เตอร์ในห้องอาหารเต็มไปด้วยเครื่องดื่มมึนเมาหลากหลายชนิด  ตั้งแต่อย่างแรงไปอย่างเบา  หลายสัญชาติตั้งแต่แม่โขงยันไวน์ราคาแพงๆ…  การดื่มของมึนเมานั้นมีความเสี่ยงหากเมาไปจะยิ่งเอาตัวรอดลำบาก  “ผมไม่ดื่มครับ…เฉพาะตอนนี้”  หมายความว่าเวลาอื่นโอเค….

ดวงตาคมสีฟ้าครามจ้องกลับพลางยิ้มเป็นมิตร  “ไม่ดื่มจริงๆน่ะเหรอ?”   รูปประโยคคำถามแต่ช่างคล้ายการบังคับและหว่านล้อม….

คำพูดแบบนี้มันทำให้คนฟังสะอึกครั้งที่หนึ่ง  “ไม่ครับ”  ปฏิเสธเสียงแข็ง  การไม่เมาในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

แต่….  “แสดงว่าเด็กวิศวะ มหาลัยกำแพงกุหลาบรุ่นนี้คงคออ่อนกัน  เธอเป็นเดือนที่เหมือนตัวแทนคณะ แค่นี้ก็แพ้ผู้ใหญ่อายุเยอะๆ”  เส้นด้ายในใจของนายจัน สะกิดใจขาดผึ่ง!

ศักดิ์ศรีของเด็กวิศวะ ม.กก. ฆ่าได้หยามไม่ได้!   “จะเอามากี่แขนงเอามาเลยครับ!   ผมไม่เมาง่ายๆ อย่ามาดูถูกกัน!”   ในมโนภาพช่างเหมือนกระต่ายที่วิ่งเข้ากับดักนายพรานเอง…

แต่นายพรานนั้นคือเสือ  เสือที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร…  เรียวปากคมหยักยิ้มละไม   “อืม ดีแล้วล่ะ  มาดื่มกันเถอะ จะได้คุยกันแบบไม่อึดอัด”  น้ำเมานั้นไซร้เหมือนยาละลายพฤติกรรมและกำแพง…

ถึงจะละลายกำแพงทิฐิในวงสนทนาได้…

มันไม่ได้หมายความว่าจะไม่ละลายกำแพงสติสัมปชัญญะไปด้วย… 

                กระต่ายจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยากำแพงกุหลาบมุมแดง เข้าปะทะกับ เสือสมิงห์จากบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านมุมน้ำเงิน   เครื่องดื่มหลายชนิดตั้งแต่เบียร์ ไวน์แดง ไวน์ขาว วิสกี้ ว้อดก้า ยาดอง(?) วางเรียงกันบนโต๊ะ…   ถึงเวลาเปิดสังเวียนดวลเหล้ากันระหว่างผู้ชายผู้มีภาพลักษณ์ร้อยจอกมิอาจเมามาย!

ถ้ารักจะเกิดมันต้องมองตาไม่ใช่มองปู

…..รักจะเกิดก็ต้องมองตา ไม่ใช่เมาเหล้าเช่นกัน….

                คอนโดมีเนี่ยมย่านพญาไทในยามเย็นมีบรรยากาศที่แสนสงบ  กลิ่นสบู่เดทตอลฟอเมนที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคและให้ความสดชื่นคละคลุ้งในห้องนั่งเล่นจากร่างกายของคนสองคน   อลิน แย้มเก้อนั่งเล่น PinePad ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มบนโซฟา ขณะที่แฟนอายุมากกว่ายืนพันแผลที่ศีรษะให้ใหม่จากด้านหลังของพนักพิง

ไม่ใช่เพราะว่าสูงไม่ถึงเลยต้องยืนแต่อย่างใด….  “อลิน  โดนน้ำแล้วแผลนายเจ็บรึเปล่า?”   เปล่งเสียงถามออกไปเมื่อพันเสร็จ

“ไม่ครับ แค่นี้สบายมาก  พี่รีวัลย์สระผมแทบไม่โดนแผลผมเลยนะครับ”  ผมสกปรกจึงต้องทำความสะอาด มิฉะนั้นแผลจะติดเชื้อ

ชายหนุ่มในชุดลำลองเสื้อเชิ้ตพับแขนกางเกงสเลคเดินมานั่งข้างกายคนรัก   “เพราะนายอดทนดี ถ้าเป็นคนอื่นต้องร้องเจ็บไปแล้ว”   เพราะยาสระผมที่โดนแผลมันแสบนัก….

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มวางPinePad ในมือลงบนหน้าตัก  ในหน้าจอแลเห็นการสนทนากับพี่สาว…ล่ะมั้ง.. ด้วยเรื่องที่โดนโมเสคเอาไว้อย่างเป็นปริศนา   “ไม่รู้จันกับคุณอัศวินเป็นยังไงบ้างนะครับ?”   เริ่มเป็นห่วงเพื่อนสนิทขึ้นมา..

คนสมรู้ร่วมคิดเงียบงันไปครู่หนึ่ง   การเป็นเพื่อนกันมาหลายปีกับประธานบริษัทไม่ได้หมายความว่าเข้าใจวิธีจีบ(?)ของอีกคน   “อาจจะไม่มีอะไรก็ได้  อัศวินก็แค่อยากจะแก้ไขเรื่องที่ผิดพลาด”

“แก้ไขด้วยเหตุผลอะไรล่ะครับ?”  คนเรามีหลายเหตุผลให้แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต   อยากให้ความสัมพันธ์กลับมาดีดังเดิมก็ส่วนหนึ่ง แต่สองคนนี้ไม่ใช่คนที่เป็นเพื่อนหรืออะไรแบบนั้นมาตั้งแต่แรก…. เป็นแค่เด็กกับผู้ใหญ่ที่บังเอิญมาเจอกันในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น…

คำว่าบังเอิญมาเจอกัน… เป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆสิ่ง…

                รีวัลย์นิ่งใส่บทสนทนาไปเมื่อเขาก็ไม่ใช่คนที่จะเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นมากนัก   ต่อให้อีกฝ่ายเป็นเพื่อนร่วมงาน  และอีกคนก็เป็นเหมือนกับน้องชายคนหนึ่ง…    เจ้าน้องชายที่เคยตามจีบแฟนตัวเองมา 9 ปีเต็มๆ จนแทบจะอยู่ในบทพระเอกมาก่อน   “อลิน…..”

“ครับพี่รีวัลย์?”   ดวงตาสีเขียวมองหน้าคนข้างกาย   ใบหน้ายิ้มพลางรอฟังคำพูด   ใบหน้าซื่อๆที่แสดงออกว่าไม่มีอะไรและรอฟังดีๆ….

เห็นดังนั้นแล้วร่างโปร่งก็ตัดสินใจเงียบไป  “ไม่มีอะไร  ช่างมันเถอะ  คงยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดถึงเรื่องนี้”   มือแกร่งยกขึ้นลูบพลางโยกศีรษะคนเจ็บเบาๆ

อลินทำสีหน้ามึนงงใส่เมื่อจู่ๆโดนตัดบทสนทนาเสียแบบนั้น    “มีอะไรรึเปล่าครับ?”  ถามกลับไปก็มีแต่การส่ายหน้าใส่บอกปัดไป

เรื่องบางเรื่องถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรพูดถึงมัน โดยเฉพาะเรื่องที่จะมีผลกับความสัมพันธ์โดยตรง   สองมือที่ปรึกษาบริษัทดึงแก้มสองข้างของคนกลัวแมลงสาบ  “นายทำให้ฉันต้องคิดหลายเรื่องนอกจากเรื่องงาน  เจ้าเด็กบ้า”

“อั๊บ????”   ดวงตาสีเขียวมองจ้อง กระพริบตาปริบๆด้วยความงุนงงในคำพูดกำกวมของผู้ใหญ่กว่า  ยิ่งโดนดึงหน้าเหมือนยางเหนียวๆ หน้าตายิ่งตลกเข้าไปอีก

ที่ปรึกษาบริษัทปล่อยแก้มของเด็กหนุ่มให้เป็นอิสระ  ยังหนุ่มแน่นจะดึงเล่นก็ไม่มีปัญหา ถ้าแก่แล้วอาจจะหย่อนยาน(?)    อลินนั่งลูบแก้มก่อนจะหันมองไปทาง PinePad  “เย้!!!  มะขามตอบกลับมาแล้ว!!”   ลืมบรรยากาศเมื่อครู่ไปอย่างไวว่อง

ดวงตาสีดำจ้องมองนักศึกษาแพทย์ที่กำลังทำตัวมีแผนการอะไรบางอย่าง  “นายทำอะไรอีกอลิน…..”  แฟนหนุ่มอายุน้อยกว่าไม่ยอมตอบ  ทำเพียงแค่ยิ้มกรุ่มกริ่ม

ซึ่งรอยยิ้มแบบนั้น บวกกับคู่สนทนา  แม้ไม่ต้องพูดออกมาคนเป็นผู้ใหญ่กว่าก็เดาได้อยู่ดีว่าแฟนตัวเองคิดจะทำอะไรอยู่  ชายวัยทำงานถอนหายใจอย่างหน่ายๆ  กระนั้นแล้วเขาก็ไม่พูดห้ามอะไรเพราะมันเป็นเรื่องของวัยรุ่น  และมันก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หากเทียบกับคดีลักพาตัวของเพื่อนร่วมงานในตอนนี้….

บ้านพักตากอากาศหลังนั้นเต็มไปด้วยของมึนเมา…

หวังว่าจะไม่เปิดกล่องแพนโดร่านั้นออกมา…  เหล้าเป็นสิ่งต้องห้าม….

                นึกเรื่องนั้นขึ้นมาได้ชายผมดำสูง 160 เซนติเมตรหันมองหน้าของเจ้าเด็กที่กำลังรื่นเริงกับการถามตอบกลับพี่สาวต่างสายเลือด  “อลิน  เพื่อนนายคอแข็งรึเปล่าน่ะ?”

คำพูดนั้นดึงให้คนข้างกายที่เพิ่งเจ็บตัวจากแมลงสาบเงยหน้าขึ้นจากจอ  “จันน่ะเหรอครับ  อย่าให้พูดเลยครับ… เป็นเด็กวิศวะก็จริง แต่เรื่องเมานี่อ่อนมากครับ…”

“งั้นเหรอ  ถ้าเทียบกับนายแล้ว  คอแข็งประมาณไหน?”   ดวงตาคมจ้องมองหน้าเด็กที่ตัวเองเป็นคนฝึกสอนเรื่องน้ำเมามาเองกับมือ….

อลินทำหน้าตาครุ่นคิดเปรียบเทียบลำดับคอแข็งในใจ   “ถ้าในกลุ่มเพื่อนผมนะครับ  ตามลำดับคอแข็ง ที่ 1 ผมให้อานัติเลย  ที่ 2 เบญจรูญ  ที่ 3 นี่ผม  4 ไร่นา 5 จัน แล้วก็ 6 โขนเลยครับ”  สรุปแล้วคือลำดับท้ายของตารางนั่นเอง…  หน้าตาไม่น่าเชื่อ…

“ลำดับที่ 5 สินะ  งั้นก็ไม่ควรเปิดตู้นั่น”  ตู้แห่งความลับของบ้านพักตากอากาศ   เขาก็จำไม่ได้ว่าพวกหาญจิตปิดกุญแจเอาไว้หรือไม่  ยามน้ำเมาเข้าปากกันแล้ว…  บรรยากาศมันอาจจะแปรเปลี่ยนไปไกลก็เป็นได้…

“ตู้?  ตู้อะไรเหรอครับ?”  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มทำสีหน้าสงสัย   ไม่อาจรับรู้ได้ว่าขณะนี้เพื่อนตัวเองกำลังเจอกับอะไรอยู่… เหตุการณ์ที่ยกระดับความเป็นพระร๊องรองให้ไปมากกว่านั้น

นิยายรักหลายๆเรื่องมีจุดเริ่มต้นที่ความเมา

แต่นี่เป็นนิยายรักเยาวชนต้อยเด็ก(?)

                เสียงเพลงร่วมสมัย(?)ดังก้องจากลำโพงเครื่องเสียงในห้องนั่งเล่นกว้างใหญ่ของบ้านพักตากอากาศ  คล้อยหลังไปยังห้องอาหารที่เต็มไปด้วยซากปู  อาหารทุกอย่างยังคงวางทิ้งเกลื่อนไว้บนโต๊ะไม่ค่อยเป็นระเบียบและมีร่องรอยการกินไปแล้ว  ขณะนี้เวลาเพียงแค่ 1 ทุ่มเกือบสองทุ่มเท่านั้น

แม้จะยังไม่ค่ำมาก แต่บนโต๊ะที่วางด้วยของมึนเมามากมายผสมกับเสียงร้องเพลงคาราโอเกะก็บ่งบอกว่าสมาชิกในบ้านหลังนี้จะต้องสติเลือนหายไปพร้อมกับน้ำเมาพวกนั้นแล้ว….  และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อในมือของเด็กวิศวะผมสีน้ำตาลอ่อนแกมเข้มเผยให้เห็นกระป๋องเบียร์

ร่างสูง 178 เซนติเมตรนั่งเหยียดเท้าบนโซฟาตัวยาว  ใบหน้ามีระเรื่อจากพิษแอลกอฮอล์ที่เข้ามาในเส้นเลือด   บนโต๊ะหน้าโทรทัศน์ยังคงวางเกลื่อนด้วยของมึนเมาอีกหลายขนาน….   “บ้าจริง….  ชักจะเมาแล้ว….”  จันเริ่มบ่นกับตัวเองไม่ใช่บ่นในใจ…   คงไม่ใช่เริ่มเมาแต่เป็นเมาแล้ว…

ดวงตาสีอ่อนมองไปตรงหน้า   “ก็คนมันขี้หึง~  นิดนึงก็คิดไกล~”  เสียงเพลงของบอยแบนด์ในอดีตขับขานออกมาจากริมฝีปากคมของประธานบริษัทมาดดี..   นั่นก็รู้ได้ทันทีว่าเมาแล้วไม่ต่างกันนักหรอก…

“….คออ่อนเหมือนกันแล้วยังจะกล้าท้า….”  ยกมือที่ถือกระป๋องเบียร์ขึ้นนวดหน้าผาก  เป็นเสียแบบนี้หากต้องรับรองลูกค้าจะคุยกันรู้เรื่องหรือเปล่า…

จัน สะกิดใจพยายามรวบรวมสติไม่หยิบเอากระป๋องใหม่ขึ้นมาดื่ม  จะต้องไม่ดื่มอะไรอีกต่อไป… จังหวะนี้มันเป็นจังหวะดีที่เขาจะกลับบ้านได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน คิวรถตู้และขนส่งจังหวัดระยองรออยู่….   “…..มึนหัวจริงเว้ย…..”  จะรอดมั้ย….

อัศวินเดินกลับมานั่งบนโซฟา   นักศึกษาหนุ่มชักขากลับแทบไม่ทันพร้อมกับเด้งตัวขึ้นมานั่งให้ดีๆเพื่อสร้างระยะห่าง  แม้ตัวจะเมา จิตใต้สำนึกและปฏิกิริยาต่อต้านดูเหมือนจะยังทำงานได้ดี เขายังไม่เมามาก!  ใช่ยังไม่เมามากแน่ๆที่ยังทำงานดีอยู่!

“เปลี่ยนจากเบียร์เป็นอย่างอื่นเถอะ  จะลองอะไรอีกล่ะ ไวน์ก็แล้ว แชมเปญแล้ว?”   ประธานหนุ่มใหญ่จ้องหน้าคู่ดื่มของตน  ใบหน้าที่มีสีเลือดฝาดนั้นไม่ได้มาจากความเขินอายและประหม่า แต่มันมาจากความเมา…

“คุณยังจะดื่มอีกเหรอครับ…..”   ว่ากันว่าน้ำเมานั้นมันสกิลเรียกพวกเข้าไปในท้อง  มันหยุดยาก  กว่าจะหยุดได้ก็ตอนที่ร้านจะปิดไม่ก็เห็นบิลค่าเหล้า… สติมาและปัญญาเกิดทันที

แต่งานนี้ไม่มีเวลาร้านปิด ไม่มีบริกรเอาบิลมาให้….

มันคงหาที่ลงลำบาก…. ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่คอพับไป

                ศึกแห่งศักดิ์ศรีของประธานบริษทและเด็กวิศวะ ม.กก.ยังคงไม่รู้ผล    “เธอจะยอมแพ้แล้วเหรอ ศักดิ์ศรีของวิศวะม.กก.?”   ประโยคหลอกล่อที่ได้ผลดีออกจากปากมาอีกครั้ง…

เพียงเท่านั้นเหล้าฉลากสีแดงก็ถูกยกขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ พร้อมกับโซดาแค่ขวดเดียว…  ผสมให้มันน้อยๆจะได้รู้ผลกันไปในทันที!   “ไม่มีทางยอมครับ…. ฆ่าไม่ได้ หยามก็ไม่ได้ ไม่ยอม…..”    ก่อนหน้านี้ยังฆ่าได้ ตอนนี้ฆ่าก็ไม่ได้เสียแล้ว…

อัศวิน สมิงห์มองดูคนมึนจากน้ำเมาแต่พยายามชงเหล้าอย่างตั้งอกตั้งใจพลางยิ้ม   “จัน  จนถึงตอนนี้เธอเคยคบกับใครรึยังน่ะ?”   บทสนทนาที่มีเฉพาะคนเคยรู้จักกันเมื่อ 6 ปีก่อนเท่านั้นที่จะเข้าใจ….

มือที่จับแก้วเหล้าและพยายามคนผสมนิ่งไปทันที    “ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณนี่ครับ  ผมจะคบกับใครหรือเคยคบกับใคร หรือว่าชอบใคร”   ไม่เกี่ยวกับคนที่เพิ่งกลับมารู้จักกันใหม่…

ดวงตาสีฟ้าของชายซึ่งเลิกลากับคนรักมาแล้วช่วงระยะหนึ่งจ้องมอง   “เธอยังชอบอลินงั้นเหรอ?”   สิ้นประโยคนั้น เหล้าในแก้วถึงกับกระฉอกใส่มือตัวเอง

“ไม่ได้ชอบแล้วครับ!   ผมตัดใจจากอลินไปแล้ว!”   ตวัดมองหน้าและพูดใส่อย่างจริงจัง  คนฟังถึงกับหลุดขำออกมา  ท่าทางที่คอยมองแล้วก็หัวเราะเดือนมหาวิทยาลัยเป็นพักๆ ชวนให้คนโดนขำหงุดหงิดหลายๆครั้ง  มันจะขำอะไรนักหนานะ….

“งั้นฉันก็มีหวังน่ะสิ  เธอไม่มีใคร ฉันก็ไม่มีใคร  ต้องทำยังไงดีนะเธอถึงจะเปิดพื้นที่หัวใจให้ฉัน”  เสี่ยว…. เสี่ยวด้วยรอยยิ้มจริงใจ   คนฟังไม่รู้จะขนลุก จะอึ้ง หรือจะเอาเหล้าสาดหน้าดี….

สิ่งสุดท้ายที่ทำได้ก็คือกินจุดและถอนใจไปเอง   “มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ  พวกเรามันคือคนเพิ่งรู้จักกัน!”  อารมณ์เดียวกับสาวๆที่เดินผ่านวินมอเตอร์ไซด์แล้วโดนแซวนั่นล่ะ….

จันยื่นแก้วเหล้าที่ผสมเสร็จสรรพให้กับประธานหนุ่มใหญ่   กะมอมเมาให้เจ้าเสือเมามายแล้วหาทางหนีไปให้พ้นๆ   “ดื่มได้แล้วครับ ท้าผมเอง ผมผสมให้อย่างดีแล้ว!”  ชงด้วยใจบริสุทธิ์…ซะที่ไหน…..

อัศวินรับเอาแก้วเหล้าที่อีกคนบรรจงชงให้ด้วยใจไม่บริสุทธิ์มาถือไว้    “พวกเราไม่ใช่คนเพิ่งรู้จักกันนะจัน  ถ้าวาดเป็นแผนผัง พวกเราไม่ใช่คนรู้จักกันเลย”  แผนผังความสัมพันธ์ที่แสนซับซ้อนยิ่งนัก

            คนรู้จักกันคงจะไม่เที่ยวค้างคืนต่างจังหวัดด้วยกันสองรอบแล้วอย่างนี้…

และไม่มีสายใยพันผูกหลายๆทางขนาดนี้….

                นักศึกษาหนุ่มจ้องมองหน้าด้วยความรู้สึกหวาดๆ   ระดับความเสี่ยวและรุกรานทางคำพูดที่หลุดออกมาจากปากนั้น ยิ่งน้ำเมาเข้าไปผสมในสติสัมปชัญญะมากเท่าใด ก็ยิ่งทวีความเสี่ยวมากขึ้นเท่านั้นเหมือนเอาเมนทอลโยนลงไปในโค้ก… แน่ใจจริงๆเหรอว่าไม่ได้จีบ…

“ดื่มๆไปเถอะครับ ผมก็จะดื่มแล้ว!”   รีบคว้าเอาแก้วของตัวเองมาผสมบ้าง    หากแต่ไม่ทันจะชงเสร็จเมื่อหันไปมองข้างกายก็เห็นประธานหนุ่มปิดตานิ่งไปเสียแล้ว…

อย่าบอกนะว่าเมาหลับไปแล้ว…  แค่เหล้าผสมโซดาฝาเดียว…  มันคงไม่ใช่แค่   “…..คุณอัศวิน?”   ส่งเสียงเรียกไปพร้อมกับยื่นมือไปลองแตะแขน… ไร้ปฏิกิริยา…

“คุณอัศวิน?”   ลองเรียกเป็นรอบที่สองเพื่อให้มั่นใจ  ร่างสูงใหญ่นั้นปิดตาหลับสนิทไม่ไหวติง    ไม่มีวี่แววว่าจะตื่นง่ายๆ…

จัน สะกิดใจกำหมัดแน่นด้วยความพึงพอใจ    คราวนี้เขาก็หนีได้เสียที   มือรีบวางแก้วเหล้าลงกับโต๊ะทันที   “…ผมก็ไม่ได้อยากใจร้ายใจดำหรอกนะครับ แต่ผมต้องกลับกำแพงกุหลาบ…”

ขายาวพาตัวเองเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ชาร์ตแบตเอาไว้   มองดูจากหน้าจอมีแบตเต็มพอที่จะใช้ตลอดการเดินทางกลับกำแพงกุหลาบได้  ปัญหาคือเขาจะออกไปจากรีสอร์ทลึกลับเยี่ยงจำเลยรักแบบนี้ได้อย่างไร  และเขาจะไปตามหาคิวรถตู้ด้วยวิธีไหนกันล่ะ…

มือที่ยังสั่นเป๋จากความเมาที่ยังไม่สร่างดีนักพยายามเลื่อนสไลด์หน้าจออย่างลำบากเพื่อหารายชื่อคนที่พึ่งพาได้  คนที่เขานึกออกก็มีเพียงเพื่อนๆ หรือไม่ก็แฟนเพื่อนเท่านั้นเอง  และตัวเลือกที่ได้เป็นแพ็คคู่ก็มีเพียงแค่คู่รักที่เคยเป็นหนามทิ่มแทงหัวใจมาหลายปีนั่นเอง…

ตั้งท่าจะกดโทรออกไปมือกลับชะงัก… เมื่อคำพูดของประธานบริษัทสำรวจฯย้อนเข้ามาในสมอง  [ยังชอบอยู่]  รึเปล่า?  การที่เขานึกถึงเพื่อนรักเพื่อนสนิทที่ตัวเองแอบชอบมาตลอดเป็นคนแรก  มันไม่ใช่เรื่องผิด  แต่มันดูแปลกสินะ…  ตัวเขาไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครที่เข้ามาหา ไม่คิดจะเปิดรับใครเข้ามา แม้แต่ในเวลานี้…..

…เวลานี้ยังคิดจะหนีกลับไปพึ่งเพื่อน (พ่วงแฟนเพื่อน)…

                ลูกผู้ชายจัน สะกิดใจหันกลับไปมองดูชายหนุ่มที่หลับไหลไป    ถ้าเขาหนีไปแบบละครไทย เขาก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย  บ้านหลังใหญ่ที่ไม่มีแม่บ้าน ไม่มีใครนอกจากคนเมาอยู่คนเดียว  ทะเลหาดส่วนตัวห่างไกลผู้คนมืดๆ….  ต่อมคนดีกับคนเลวมันเริ่มตีกันในใจ แทนที่เหตุผลที่ว่าโดนคุกคามอยู่นะ….

“เราจะลังเลทำไมวะเนี่ย…”  ลังเลทุกครั้งที่เกิดเรื่องคล้ายๆแบบนี้เกิดขึ้น…  การละสายตาไปจากสถานการณ์ที่ตัวเองไม่ควรจะหนี ทั้งที่ๆไม่ต้องสนใจมันก็ได้แท้ๆ….

เหตุการณ์แบบนี้มันเคยเกิดมาแล้วครั้งหนึ่ง.. เมื่อ 9 ปีที่แล้ว  ตอนที่แข่งบาสเก็ตบอลแพ้ เจ้าทีมที่ไม่คิดจะจริงจัง สุดท้ายก็เข้าไปจริงจังกับมันอย่างเต็มที่ เพียงเพราะหลงชอบเจ้าบ้าที่คิดจะเล่นบาสเก็ตบอลคนนั้นไปแล้ว..   เทวดาจันยิงแสงใส่มารจันในทันที….

เป็นลูกผู้ชายที่แม่ภาคภูมิใจคงจะดีกว่า….

                เดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบเดินไปจับแขนของผู้ใหญ่กว่าพาดบ่าตัวเอง ประคองให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล  “คุณอัศวิน!  นี่เมาหนัก หรือแพ้เหล้ากันแน่ครับ!”   สันนิษฐานไปตามเรื่อง…   กินเบียร์กินไวน์ไม่หลับ  กินเหล้าฉลากสีแดงดันหลับไปเสียอย่างนั้น…

ชายหนุ่มอีกฝั่งไม่ยอมตอบอะไร  ยากจะบอกว่าเล่นหรือจริง…   เด็กหนุ่มจำยอมถอนหายใจ   ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้เทวดาในใจด้วยการประคองคนที่ควรจะหนีที่สุดไปยังห้องนอน….  ห้องต้องห้ามในเหตุการณ์โดนลักพาตัวมาต่างจังหวัด แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลามาคิด!

ถึงแม้ว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อน..

.เขาเคยรุกใส่เพื่อนที่ประคองตัวเองไปนอนเพราะเมา….

                สถานการณ์ตอนนั้นกับตอนนี้มันเอามาเทียบกันไม่ได้  จันรีบสะบัดใบหน้ารัวๆให้ตัวเองสร่างเมามากกว่าเดิม.. จะมามึนป่านนี้ไม่ได้….  ด้วยร่างกายที่พอจะสูงใหญ่อยู่บ้าง  นักศึกษาแข็งแรงจึงพาร่างของประธานบริษัทมาถึงห้องนอนชั้นบนแม้จะลำบาก…

ได้ออกแรงหลังจากเมาแบบนี้ พาลให้นึกถึงตอนที่แบกไร่นากลับ…   นั่นอาจจะหนักหนากว่านี้ก็ได้ เพราะหนักกล้าม!    ส่วนเบญจรูญกับอานัติไม่เคยเมาให้เพื่อนหามกลับหรอก… อลินยิ่งไม่มีทางเพราะจะมีคนมาพากลับไปเองเสมอๆ   พูดไปงั้น… เขาแทบไม่อยู่ในสถานะคนแบกเพื่อนกลับหอหรือกลับบ้าน

ห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดของบ้านพักตากอากาศตกแต่งสไตล์ยุโรปผิดกับห้องนอนแขกส่วนมากที่เป็นแบบโมเดิร์นทันสมัย  จันประคองร่างคนที่เมาหลับไปมาถึงเตียงแล้วจึงออกแรงโยนร่างนั้นไปนอนให้เป็นที่เป็นทาง  “เหนื่อยชะมัด….” หายเมาในทันที….

อัศวินเมื่อหัวถึงหมอนพลันเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า   “เธอพาฉันกลับมาที่ห้องเหรอจัน..?  ขอโทษนะให้เห็นสภาพไม่ดีจนได้….”  ร่างสูงใหญ่หยัดกายขึ้นมานั่งนวดขมับ

ดวงตาสีอ่อนมองแบบปลงๆ  ทีแบบนี้ล่ะตื่นขึ้นมา ปล่อยให้เขาพาขึ้นบันไดมาโคตรเหนื่อย…   “ถ้ากินเหล้าแล้วจะหลับน่าจะบอกกันล่วงหน้านะครับ!  ยังจะท้าผม!”

“เฉพาะยี่ห้อนี้เท่านั้นน่ะ  นอกนั้นไม่เป็นไรหรอก  เธอก็หยิบมาตรงเกินไป”  ท่านประธานหัวเราะขำขัน  ใบหน้านั้นยังคงมีสีระเรื่อประดับจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

จันมองดูครู่หนึ่ง  อีกฝ่ายพูดจาตอบโต้ได้แบบนี้แสดงว่าคงไม่เป็นอะไร   “งั้นผมขอตัวกลับไปอาบน้ำนอนล่ะครับ  ห้องข้างๆคงจะนอนได้”  แม้ใจอยากจะหนีไปหาคิวรถตู้ใจจะขาด…

“ห้องข้างๆนี้เคยเป็นห้องที่มิคกี้..เอ่อ…ไมค์นอนนะ”   ประโยคนั้นขับให้คนฟังเงียบกริบไปทันที   การไปนอนห้องแฟนเก่ามีโอกาสสูงที่จะโดนผีผ้าห่มอีก…(?)

“งั้นผมจะไปนอนอีกห้องนึงครับ  มีห้องเยอะแยะ!”   ไม่ทันจะได้ก้าวขาไปทางประตูห้อง  ผู้ชายซึ่งเมื่อครู่เมามายจนหลับกลับลุกขึ้นมาประจันหน้าดักทางไม่ให้ไป

ยามนี้จัน สะกิดใจพึงสำนึกได้ว่าตัวเองพลาดไปแล้ว!   เล่ห์เหลี่ยมไม่เท่ากัน   “ฉันตั้งใจพาเธอมาคุยกันเรื่องเมื่อ 6 ปีก่อน  ถ้าไม่ได้คุยก็ยังไงอยู่…”  มันมาแล้วเรื่องเมื่อ 6 ปีก่อน…..

ยิ่งพยายามถอยหนีก็ยิ่งทำให้ตัวเองเข้ามุมติดผนังเท่านั้น  “คุยกันดีๆก็ได้ครับ! ไม่ต้องเล่นบทเหมือนการ์ตูนวายแบบนี้!”    คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟัง

“เธอจะทำให้ฉันขำอีกกี่รอบกันนะจัน  เธอเป็นคนตลกจริงๆ”  การ์ตูนวายอะไรกัน?  อ่านอะไรแบบนั้นด้วยงั้นเหรอคนที่ชอบผู้ชายแค่คนเดียว จนเหมือนเป็นเกย์ครึ่งๆ….

เขาไม่ใช่คนตลก!!   บทพระร๊องรองไม่ใช่บทตลก!

ยืนยันได้จากที่ผ่านๆมาเมื่อ Season1!! 

                แผ่นหลังชนฝาผนังของห้องนอน  สถานการณ์ล่อแหลมชวนให้ด่าตัวเองว่าโง่มากที่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพแบบนี้    ในความเป็นจริงเขาจะต่อยจะเตะออกไปก็ได้เพื่อหนี  แต่ที่ไม่ทำเพราะความเป็นผู้ใหญ่กับเด็กมันค้ำคอ… รวมไปถึงความเป็นประธานบริษัทของแฟนเพื่อน!?

“ผมต่อยจริงๆนะครับ ถ้ายังไม่เลิกเล่น!”   สิ้นประโยคนั้นพลันเรียกรอยยิ้มบนเรียวปากคมของคู่สนทนา   ใบหน้าที่เริ่มเป็นสีแดงจากการทำอะไรไม่ถูก เป็นภาพลักษณ์ของเด็กๆ  อายุ 21 ปีเข้าไปแล้ว… คงไม่เคยโดนผู้หญิงหรือคนตามจีบรุกใส่ขนาดนี้?

“เมื่อ 6 ปีก่อนที่อยุธยา  ฉันทำให้เธอตกใจ ขอโทษนะ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ จู่ๆเธอก็หนีหน้าไม่มีโอกาสจะได้อธิบาย”  คำขอโทษที่ช้าไปกว่า 6 ปี… มาแบบจู่ๆนึกจะมาก็มา…

“บางทีที่ฉันเผลอไปเพราะมีปัญหากับมิคกี้ตอนนั้นคงทำให้เธอมีแผลใจ  ขอโทษจริงๆนะ  แต่ฉันอยากให้พวกเรากลับมาคุยกันแบบตอนนั้นได้”   วันคืนที่อยุธยา วันคืนที่ทำงานพิเศษในบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านโดยที่ไม่มีอคติหรือกำแพงขวางกั้น…  เจ้ากำแพงที่เรียกว่าการหลบหน้า…

อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กมัธยมอายุ 15 ย่าง 16 ปี  ผู้ใหญ่อย่างเขาก็ทำให้เกิดความหวาดกลัวเสียอย่างนั้น   “มันอาจจะช้าไป 6 ปีที่ฉันเพิ่งกลับมาสนใจเรื่องนี้  แต่ฉันคิดจะแก้ไขมันจริงๆ”  ดวงตาสีฟ้าครามนั้นมีแต่ความจริงจัง   ให้ความสัมพันธ์หมุนวนกลับไปใหม่อีกครั้งหนึ่ง….

อดีตไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว….

แต่ปัจจุบันนั่นล่ะ…ถ้ามีโอกาสได้ทำใหม่…. มันควรจะเริ่มต้น….

นักศึกษาหนุ่มตั้งใจฟังนิ่งๆ   คำขอโทษพวกนั้นมันก็ใช่หรอก  แต่ทิฐิในใจและความซึนเดเระทำให้พูดไม่ออกว่าจะยอบรับมันไว้   อีกทั้งปัจจุบันมัน…..    “มันผ่านไปตั้งนานแล้วครับ  ประเด็นคือปัจจุบันคุณกำลังคุกคามผมตะหาก…”  ด้วยวิธีการที่ถ้าไม่ใช่บทพระเอก(?) ได้มีเรียกตำรวจมาจับกันแน่ๆ

ดวงตาสีฟ้าครามมองใบหน้าอันมีเสน่ห์ของเดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  คนปากกล้าที่คอยเบือนมองไปทางอื่นไม่ยอมเผชิญหน้าตรงๆ   “คุกคามให้เปลี่ยนที่ฝึกงานสินะ  ฉันอยากให้เธอมาฝึกงานจริงๆ”

“ด้วยเหตุผลอะไรล่ะครับ?  คุณต้องการอะไรกันแน่ ถ้าแค่ขอโทษเรื่องเมื่อ 6 ปีก่อน ผมได้รับแล้วครับ”  ในที่สุดดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็ตวัดกลับมาจ้องเขม็งกลับไป.. ไม่มีการถอยหนี…

เหตุผลที่คนๆหนึ่งรู้สึกติดใจอีกคนหนึ่ง

                เรื่องราวที่ผ่านพ้นมานานแสนนานกว่า 6 ปี  เรื่องที่ปล่อยผ่านไปก็ไม่มีปัญหา ไม่ได้ทำอะไรให้ชีวิตติดขัด…  แต่ยามเมื่อเลิกลากับคนรักที่คบหากันมานานด้วยเหตุผลบางอย่าง  ช่วงเวลาหนึ่งกลับนึกถึงใครบางคนเสียอย่างหนึ่ง  สิ่งที่ค้างคาใจมากนานจนเดินเข้ามาในชีวิตเด็กคนหนึ่งซักครั้ง

มันเป็นคำถามที่ไว้ถามตัวเองเช่นกัน ว่าทำไมจึงเข้าหาเด็กนักศึกษาคนนี้กันแน่?   สิ่งที่ยากเป็นสิ่งที่มีค่า สนุก? ปราบม้าพยศให้เชื่อง?  “มันติดใจน่ะจัน  เรื่องของเธอมันค้างคาใจมาก”

ดวงตาที่จ้องมองมานั้นจริงจังทำให้คนมองเริ่มหวาดผวา    ตอนแรกได้หยอกกระต่ายตื่นๆมันก็สนุกดีหรอกนะ แต่…..   “สิ่งที่ได้มายาก  เป็นสิ่งที่มีค่าและมีความหมาย”   คนที่เป็นเหมือนม้าพยศ…  มีแรงดึงดูดให้ยิ่งเข้าใกล้เข้าหามากขึ้นเรื่อยๆ…

จะว่าเหมือนเป็น M ก็คงจะใช่  ที่ยิ่งเห็นการต่อต้านยิ่งอยากดูว่าจะเป็นไปได้ขนาดไหน   “ลองเปิดใจดูมั้ยจัน?  เธอกับฉัน  เรามีแผลใจอยู่เหมือนๆกัน ฉันมองออก”  คำพูดนั้นขับให้นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้าง….

แผลใจที่ได้มาจากความรัก….

                จัน สะกิดใจกำหมัดของตัวเองแน่น  “เปิดใจในฐานะเพื่อน…ยังจะง่ายกว่าเลยครับ   การที่มีแผลใจเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าจะมาเลียแผลกันเองนะครับ!”    เขาไม่ต้องการเลยซักนิด และเขาก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยดีแม้มันจะลึกเพียงใดก็ตาม

“เรื่องเมื่อ 6 ปีก่อนถือว่าจบลงแล้วที่นี่ ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว  แต่เรื่องใหม่ที่คุณเริ่มมา  มันเป็นปัญหาแล้วล่ะครับ!”   ช่างเป็นปัญหาชีวิตที่ทำให้พระร๊องรองแทนที่จะได้เล่นบทพระรอง….ต้องกลายเป็นบทนายเอก(?)  เอ๊ะ……

อัศวินจ้องมองหน้าคู่สนทนาที่แข็งกร้าว   พูดจาตรงไปตรงมาเสียจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นซึนเดเระอย่างที่ข้อมูลเคยมีอยู่     “ปฏิเสธได้ตรงไปตรงมาดีนะจัน  แต่มันยิ่งทำให้ฉันไม่อยากถอย”  เป็น M เหรอ!!!

หากแต่ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้   “ตั้งแต่คุยกันมา  เธอพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเรียกชื่อฉันรึเปล่าน่ะ?”   คำถามที่ทำให้คนฟังสะอึก…

นอกเหนือจากตอนที่ไม่มีสติ หรือพูดกับคนอื่น เขาแทบไม่เรียกชื่อของอีกคน….  ดวงตาคนมีขนักเริ่มเลิกลั่กอยู่ไม่สุข   เสือ(?)ที่จ้องตะครุบกระต่ายหยักยิ้มมีเลศนัย   “ไม่อยากเรียกชื่อของฉันงั้นเหรอ?  เหมือนเมื่อก่อนที่เธอเคยเรียก”  เรียกโดยไม่มีกำแพงใดๆเลย….

กระต่ายแฟมิลี่(?)สะดุ้งเฮือกเหมือนคนที่โดนแทงใจดำ   “ผมจะเรียกอะไรก็เรื่องของผมสิครับ!  ไม่มีกฏหมายเขียนบอกเอาไว้ว่าคนเราต้องเรียกชื่อ!”  เรียกนาย A B C D ตั้งชื่อใหม่แบบที่อลิน แย้มเก้อชอบตั้งใน Follower ในทวิตเตอร์ก็ยังได้เลย…

“เรียกคุณอัศวินสิ  หรือจะเรียกว่าพี่ดี?  แบบที่อลินเรียกรีวัลย์?”   คนฟังแทบจะพ่นไฟออกมาทันทีที่ได้ยินคำว่าพี่จากปากประธานหนุ่มใหญ่

พี่!! อายุห่างกันขนาดนี้กล้าให้เรียกพี่!!

เพลงลูกกรุงที่แม่เคยฟังมันลอยมาเลยทีเดียว!

                นี่ไม่ใช่ฉากรีไซเคิลจาก Season แรกแต่อย่างใด… แต่เป็นฉากใหม่…   “พี่เหรอครับ!   จะให้เรียกคนอายุมากกว่าแม่ตัวเองว่าพี่เหรอครับ! ไม่มีทาง!”    ชี้หน้าไม่ได้ก็ตะคอกเสียงใส่กลับไปแทน  เรื่องแบบนี้มันบ้าไปแล้ว เขาไม่ใช่เด็กเสี่ยนะ

“งั้นก็เรียกคุณอัศวิน เธอจะเรียกมั้ยล่ะจัน?”   เด็กหนุ่มโดนไล่ต้อนจนสมองเริ่มสับสน  จันสบถในลำคออย่างรำคาญ  คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ…

ไม่มีทางเรียกตามคำสั่ง….   “ท่านประธานไม่มีสิทธิ์สั่งให้ผมทำเหมือนลูกน้องนะครับ”   สรรพนามที่แลดูห่างเหินกว่าเดิมหลุดออกจากปากชายผู้เป็นซึนเดเระ….

“แต่เธอเรียกฉันเหมือนตัวเองเป็นลูกน้องนะ  ท่านประธานน่ะมันเป็นคำที่ลูกน้องใช้เรียกเจ้านาย”   อัศวินหลุดขำออกมาอีกครั้ง  ยิ่งโดนขำมากเท่าไหรคนโดนขำก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นทุกทีๆ

“เลิกขำได้แล้วครับท่านประธาน!”   ยิ่งตอกย้ำให้รู้สถานะที่แตกต่างกันระหว่างคนทั้งสอง  เด็กกับผู้ใหญ่ คนรู้จักที่เพิ่งกลับมารู้จักกัน  อดีตเด็กทำงานพิเศษกับหัวหน้างาน….

ในที่สุดมือแกร่งก็เลื่อนไปจับคางของคนปากแข็งและส่งเสียงโวยวาย   จันถึงกับเงียบในทันทีและเริ่มผวาว่าจะเจออะไรอีก   “ถ้าไม่เรียกพี่จะจูบ  จะเรียกประธานหรือว่าจะเรียกพี่หรือว่าจะเรียกคุณอัศวินล่ะ?”   ในใจนักศึกษาเริ่มร้องเรียกหาแม่

            ศักดิ์ศรีเด็กวิศวะมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  VS การรักษาริมฝีปากตัวเอง

                ชายสองคนที่มีชื่อคล้องกันอย่างน่าอัศจรรย์  ความสัมพันธ์ที่เหมือนสวรรค์สั่งให้กลับมาเจอกันใหม่  ส่วนสูงที่ห่างกัน 10 เซนติเมตรตามช่วงเวลาที่ผ่านมา 6 ปี  คล้ายกับผลไม้ที่สุกงอมถึงเวลาเด็ดมากิน   การมาระยองในครั้งนี้อาจจะทำให้อะไรบางอย่างเปลี่ยนไปอีก….

“ไม่เรียกครับท่านประธาน  อยากจูบก็จูบ!”   จันประกาศใส่อย่างแข็งกร้าว  จ้องหน้าได้ไม่นานก็ต้องหลับตาปี๋ไม่ขอมองอะไรอีกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

จูบมันไม่สำคัญเท่าศักดิ์ศรีความเป็นลูกวิศวะแห่งกำแพงกุหลาบ  ทิฐิที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดของเด็กหนุ่มทำให้ชายหนุ่มขำขันยิ่งนัก  จัน สะกิดใจช่างเป็นคนตลก ใจแข็ง เป็นคนดี รักเพื่อน หลอกเกือบง่าย(?) หน้าตาดีแต่ดันไม่เจ้าชู้ เป็นคนตั้งใจในเส้นทางฝันของตัวเอง….  ยิ่งค้นพบข้อดีมากขึ้นทุกทีๆ….

หากเกิดหลงเสียจนถอยห่างออกมาไม่ได้…   ตอนนั้น….    “เธอพูดเองแล้วนะจัน  ว่าเลือกจูบ”   ไม่ทันตั้งตัวและเตรียมใจ  เรียวปากคมแนบลงบนเรียวปากของอีกคน…  เพียงแผ่วเบาและเริ่มเน้นย้ำให้คนโดนจูบต้องเม้มปากแน่น  ใบหน้าแปรเปลี่ยนสี

ระหว่างคนสองคนนี่อาจจะกลายเป็นเกมส์วิ่งไล่จับ

                จุมพิตที่ดื้อรั้นแม้พยายามป้องกันตัวเอง…  หากแต่เมื่อรับรู้ได้ถึงเรียวลิ้นร้อนที่พยายามแทรกผ่านเข้ามา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนก็เบิกกว้างและรวบแรงถีบคนตรงหน้าในทันใด ไม่สนใจแล้วว่าเป็นผู้ใหญ่หรือว่าเป็นประธานบริษัทแฟนเพื่อน ไม่สนแล้ว!!!

“มันจะมากไปแล้วนะครับ!!!”   แผดเสียงดังลั่นพร้อมกับวิ่งผ่านออกมาที่ประตูห้องอย่างไวว่องสมกับเป็นกระต่าย(?)…..

อัศวินที่โดนทำร้ายกระทันหันยังคงจุก  ก็ยังดีที่ไม่กัดลิ้น…   “อย่าบอกนะว่าเธอไม่เคย French kiss?”   ใบหน้าคนโดนถามกลายเป็นสีแดงก่ำเหมือนภูเขาไฟระเบิดทันที

“กะ…กะ….เกี่ยวอะไรกับท่านประธานล่ะครับ!??”  เสียงทุ้มนั้นเริ่มสั่นไหวไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่เปลี่ยนสี   มือพยายามตบหน้าตัวเองที่รู้อยู่แล้วว่ามันต้องแดง แดงทำไมเจ้าหน้าบ้า!

ชายอายุมากกว่าคลี่ยิ้มเมื่อได้ฟัง  ปฏิกิริยาแบบนั้นมัน…   ปลายนิ้วโป้งลูบผ่านเรียวปากที่ยังหลงเหลือสัมผัสของเด็กหนุ่ม    “Are you a cherry boy?”  คำถามที่เรียกให้ระเบิดและสายฟ้าฟาดลงมากลางบ้านพักตากอากาศ

“ว๊าก!!!”  ไม่รู้จะพูดโต้ตอบยังไงก็ได้แต่แผดเสียงอันดังออกไปกลบเกลื่อน   สองมือรีบยกขึ้นปิดหูตัวเอง ไม่อยากได้ยินคำพูดนั้น!    หยาบคายและทำร้ายจิตใจเสียเหลือเกิน!!

เดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  ผู้ชายที่หน้าตาดี มีดีและได้รับเลือกให้ชนะในการประกวด  นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ที่สาวๆมากหลายหมายปอง  ผู้ชายคนนั้นที่หลงรักและอกหักรักคุดมาตลอด 9 ปีไม่เคยจะมีใคร  ผู้ชายคนนั้นเป็นเชอรี่บอย…..

แม้แต่ French Kiss ก็ยังไม่เคยทั้งที่อายุ 21!?

                ถ้ามีท่อจันก็อยากจะมุดลงไปในท่อ  แต่เพราะมันไม่มีท่อ เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจวิ่งหนีออกไปจากห้องนอนของประธานบริษัทแทน  เหลือเพียงเสียงหัวเราะเบาๆที่ยังคงดังอยู่ในห้องนอนของคนที่พามา   อัศวิน สมิงห์ไม่อยากเสียมารยาทแต่ก็เผลอตลกกับเรื่องที่เกิดขึ้น…   ทำใจกล้าแต่ที่จริงก็…..

“เป็นคนที่ตลกมากจริงๆ”   ไม่มีทางได้เจอห่างคบหากับคนในวัยเดียวกันหรือคนทำงาน  นักศึกษาที่ยังคงมีพลังงานชีวิตสดใส

เจ้ากระต่ายที่พยายามวิ่งหนีเสืออย่างเอาเป็นเอาตาย

                จันหลบเข้ามาในห้องนอนที่อยู่ห่างออกไปเพื่อสงบสติอารมณ์    สิ่งแรกที่ทำคือพุ่งเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเอาน้ำล้างๆปากตัวเองซ้ำไปซ้ำมา  จุมพิตนี้ที่ไม่เคยเสียให้ใครนอกจากอลิน แย้มเก้อที่เป็นรักครั้งแรก  ความลับนั้นเปิดเผยเสียแล้วว่าตัวเองเป็นเชอรี่บอย  คำพูดนี้มันเสียดแทงจริงๆ

“บ้าชะมัด!!”   หากนี่เป็นเกมส์ธุรกิจของประธานบริษัท  เขาคงเป็นบริษัทเล็กๆที่ไร้ประสบการณ์แล้วโดนต้อนให้รวมกิจการโดยไร้ทางสู้….   แต่ใครมันจะยอมกันล่ะ…

เจ้าเสือที่ไม่รู้ว่ามาหยอกกระต่ายที่เป็นเหยื่อเพื่ออะไร…

                หากระยะที่ทำให้คนตกหลุมรักนั้นคือ 10 เซนติเมตร  10 เซนติเมตรที่ใช้เวลาเพาะบ่มมานานถึง 6 ปีก็ถึงเวลาที่มันจะผลิบานเกิดเป็นความรัก…  แต่ความรักครั้งนี้ช่างยากเย็นและเต็มไปด้วยความขรุขระ… หัวใจยังคงห่างไกล แม้ร่างกายจะอยู่ใกล้กันเหมือนทางเชื่อมต่อของ MRT และ BTS…  บัตรแรบบิทก็ยังใช้ทั้งสองทางไม่ได้อยู่ดี….

            บัตร Rabbit ยังคงใช้ได้กับ BTS  เพียงเท่านั้น

แต่กระต่ายเป็นเหยื่อธรรมชาติของเสือที่แข็งแกร่งกว่า

 

            แม้แต่ปีนักษัตรเสือและกระต่ายยังอยู่ติดกัน…

แล้วกระต่ายกับเสือที่เป็นห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติจะหนีไปไหนพ้น

——————————————————————————-

Free Talk : ตอนนี้น้องอลินกับพี่รีวัลย์หายไปเลย เริ่มจะโดนเฟดเป็นคู่รองอย่างแท้จริง  ปาเข้าไป 9 ตอนแล้ว ความสัมพันธ์ของอัศจันเพิ่งจะเริ่มต้นอย่างจริงๆจังๆ   ยังมีเหตุการณ์อีกหลายอย่างอยู่ในหัว 555  ต้องเข็นให้จบสิน่า!

Advertisements
 
6 ความเห็น

Posted by บน 11/10/2013 in Uncategorized

 

6 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 9

  1. กล้ามของรินจัง (ΦωΦ) (@PooFuGirl)

    11/10/2013 at 10:59 PM

    กลายเป็นคู่รองอย่างแท้จริงแล้วสินะน้องอลินกับขุ่นพี่
    ชายจันนี่แบบเป็นชายครึ่ง ๆ กลาง ๆ จริง ๆ นะ
    คือเลวได้ไม่สุด ตั้งใจจะหนีแต่ก็ใจอ่อน
    คุณอัศวินจับทางได้ตลอด พวกรักศักดิ์ศรีมหาลัย
    โดนยุเท่าไหร่ ก็หน้ามืดไปหมด !

    ตอนนี้หัวเรือ มะขาม x จัน ยังไม่รู้เรื่องล่ะสินะ
    ว่าแฟนตัวเองได้ส่งกระต่ายเข้าปากสมิงห์ไปแล้ว
    ถึงสมิงห์จะล้มพับเมาแอ๋ตกม้าตายทั้งที่เป็นฝ่าย
    ท้าดื่มก็เหอะ เพราะเป็นซิดคอมก็เลยออกมาแบบไม่สุด
    จะป๋าก็ป๋าเทพได้ไม่สุด กร๊ากๆๆๆๆ คิดสภาพไปเลี้ยงรับรอง
    กับลูกค้าโดนมอมลากไปไหนต่อไหนแน่ ๆ
    โชคดีที่ด้ายแดงของป๋าแกตัวใหญ่พอ ๆ กัน
    ลองคิดสภาพน้องอลินลากป๋าอัศวิน อาจจะไม่รอด -w-”

    French Kiss กับ Cherry Boy เป็นของคู่กัน
    อ่านแบบนี้แล้วรู้สึกว่าชายจัน innocent กว่าที่คิดนะ
    ส่วนน้องอลินนั่นเขาคงเป็นโปรไปแล้ว มีครู? ที่ดีสอน…

    เวลาอ่านที่จันเรียกท่านประธานแล้วให้ฟีลล์เหมือน
    ใส่ชุดคอสเพลย์แล้วเล่นบทท่านประธานกับคุณเลขา
    ยังไงก็ไม่รู้ฟังแล้วแอบอีโรติกเล็ก ๆ จันคงไม่รู้ตัว 😛

     
  2. taraikari

    11/12/2013 at 12:44 AM

    “รักจะเกิดมันต้องมองตา ไม่ใช่มองปู”
    ท่านประธานคิดได้ไงคะ
    ขอบอกเลยว่าเสี่ยวจริงๆ
    สารภาพว่าอ่านเว้นวรรค “ถ้าไม่เรียกพี่จะจูบ” ผิด
    อ่านเป็น “ถ้าไม่เรียก พี่จะจูบ”
    จนแทบจะไปเพิ่มระดับความเสี่ยวให้คุณอัศวินซะแล้ว
    โธ่
    ท่านประธานก็ไม่น่าไปทักเรื่องนั้น
    จันแตกตื่นตกใจวิ่งหนีเลย

     
  3. ตป. | S.Luce

    11/12/2013 at 3:06 PM

    “Are you a cherry boy?” ว๊ากกกกกกก หนูชอบ
    ตอนนี้ในบอทว่าชอบแล้ว ยิ่งอ่านบทบรรยายของพี่อายะยิ่งชอบอ่ะ
    เห็นภาพกระต่ายวิ่งหนีเสือในหัวชัดขึ้นทุก ๆ ที มันน่าร๊ากกกกกกก

     
  4. fukaze33

    11/14/2013 at 12:40 AM

    ตอนนี้อ่านแล้วดาเมจตาย
    พี่เชอร์รี่บอย มันน่าจับปล้ำจริงๆซักที

    ทำไมดันโจวไม่ปล้ำให้สำเร็จรู็แล้วรู้รอดไปตั้งแต่หกปีก่อนเลยละค๊าาาาาา /ล้มโต๊ะ

     
  5. fray666

    11/16/2013 at 10:24 AM

    5555+ ขำตายแปบ

    คู่นี้เน้นฮารั่วสินะ อ่านแล้วนั่งขำจนตัวสั่นอยู่หน้าคอมถ้าขาดใจตายจะไปหลอกอายะซังคนแรกเลย

    อุตส่าห์มีโอกาศทั้งทีไหงพี่อัศวินไม่งาบต่ายน้อยซะเลยล่ะค้าาาาา

     
  6. !! Isis~Neptra !!

    11/26/2013 at 6:34 PM

    กร๊ากกกกก ตอน เชอร์รี่บอยที่รอคอยนี่เอง 5555555555

    โอย ขำไม่ไหวแล้ว ไม่ได้ติดตามมานานมาก เพราะงานสุมกองขริงๆ

    โถวน้องกระต่ายน้อยเดี๋ยวสุดท้ายก็โดนเสือโฉบไปหม่ำจนได้

    ฉะโจว…คุกคามได้เนียนกว่าในทวิตหลายค่า 555

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: