RSS

[TitanFic] ヒマワリ -Himawari- (Jean x Eren) CH.03

28 พ.ย.

*** มีการเขียนแก้ไขในตอนที่ 1 กับตอนที่ 2 เรื่องสถานที่อยู่ของทีมรีไวล์ใหม่ตามสปอยที่ออกมาล่าสุดนะคะ   จากที่ตอนแรกเป็นปราสาท  แต่ออฟฟิเชี่ยลออกมาแล้วว่าเป็นบ้านแทน ไม่ใช่ที่หลบซ่อนที่เดิม

 

Title : ヒマワリ -Himawari-
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL
Rating : PG
Pairing : Jean x Eren
—————————————————————————————————-

ฤดูที่แสงเจิดจ้าที่สุดในรอบปีนั้นคือฤดูร้อน

แม้นั่นจะเป็นฤดูร้อนของโลกที่แสนหมองหม่น

 

การก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเพื่อไปสู่โลกที่กว้างใหญ่มากขึ้นนั้น ตลอดทุกเส้นทางเดินเต็มไปด้วยขวากหนาม การบาดเจ็บล้มตาย ความสิ้นหวัง ความหวัง ความจริง ความลับ หลายสิ่งหลายอย่างนำพามาซึ่งความเจ็บปวดให้กับคนที่ยังคงอยู่เพื่อก้าวเดินต่อไป

 

พวกเราเสียเพื่อน เสียสหายร่วมรบ เสียกำลังทหาร สูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไปบนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ ไม่มีใครผิด ไม่มีใครล่วงรู้ อาจจะต้องเสียใจภายหลัง แต่เพราะไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีกจึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“ถ้าหมอนั่นต้องกลายเป็นปีศาจร้าย  นั่นคือชัยชนะที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติจริงๆน่ะเหรอ?”  คำพูดของตัวเองในวันนั้นค่อยๆเปลี่ยนมุมมองของตัวเองทีละเล็กทีละน้อย..   สิ่งที่มองเห็นจากตัวของเอเลน เยเกอร์  เจ้าเพื่อนร่วมรุ่นทหารฝึกหัด…ซึ่งยามนี้คือคนที่ต้องสู้รบและปกป้องไปด้วยกัน…

 

ระหว่างนายกับฉันบางอย่างคงค่อยๆเปลี่ยน

 

[ไม่อยากให้นายต้องตาย]

 

ทั้งนายทั้งฉัน ทั้งพวกเราทุกคนในยามนี้

Chapter 3 :  Simple

 

ตะวันคล้อยตัวต่ำลงจากท้องฟ้าเบื้องบน หลบซ่อนตัวลงกับมุมเขา เปลี่ยนสีของฟ้าครามให้สลับสู่สีแสดสลับกับสีขาวของก้อนเมฆ   ทิวทัศน์ของบ้านไม้บนเขาก็ถูกย้อมให้กลายเป็นสีเดียวกับท้องฟ้าไปด้วย  บรรยากาศเงียบสงบเกินกว่าจะจินตนาการถึงว่าก่อนหน้านี้คนในบ้านล้วนผ่านศึกหนักที่บั่นทอนจิตใจมา

 

กลิ่นอาหารในห้องอาหารหอมกรุ่นด้วยฝีมือทำอาหารของเด็กหนุ่ม 4 คน ขณะที่กลุ่มเด็กสาวทั้ง 3 คนเป็นคนไปเก็บฟืนและทำงานที่ต้องใช้กำลังกาย…  สมาชิกแต่ละคนล้วนทำหน้าที่ของตัวเอง ในขณะที่ผู้ใหญ่สองคนที่เป็นเหมือนผู้ปกครองนั่งดื่มชารอเวลาอาหาร

 

มีบางอย่างที่แปลกตาชวนให้มีใครบางคนสังเกตขึ้นมา   “รีไวล์ นายไม่ใส่ผ้าพันคอเหรอ?”   หญิงสาวสวมแว่นตาขยับแว่นพลางมองไปยังคอปกเสื้อที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรที่มันควรจะมี

 

คำพูดนั้นขับให้คนมีชนักติดหลังสองคนถึงกับสะดุ้งตัวตอนที่ถือจามชามมาวางบนโต๊ะ   มือแกร่งของหัวหน้าทหารสัมผัสหาสิ่งที่ควรจะมีแต่มันหายไป  “ผ้าพันคอของฉันหายไป  อาจจะโดนลมพัด บนเขาลมค่อนข้างแรง”  มันก็มีความเป็นไปได้

 

สิ้นคำพูดนั้นคนถามแอบยิ้มกรุ่มกริ่ม  ส่วนเด็กแสบสองคนที่เป็นต้นเหตุใบหน้าเริ่มซีดเซียวทำตัวมีพิรุธ   ส่วนคนที่รู้ความจริงอย่างคริสต้าก็ไม่กล้าเปิดปากพูดเรื่องที่ตัวเองเห็นคนหยิบออกไป   “วันนี้มีแต่เรื่องแย่ๆ”  หัวหน้าทหารพ่วงตำแหน่งพี่เลี้ยงเด็กเหลือบมองไปทางเด็กหนุ่มผมสีต่าง

 

แจนและเอเลนสะดุ้งเฮือก  โจรขโมยผ้าพันคอเริ่มเหงื่อไหลตามอากาศที่อบอ้าว   “บนเขาลมมันแรง  ผ้าเล็กๆอาจจะปลิวหายไปก็ได้ครับหัวหน้า เหมือนที่หัวหน้าสันนิษฐาน”   ชายผมน้ำตาลแกมปลายสีเข้มไม่กล้าสบตาผู้บังคับบัญชา

 

“คงจะเป็นแบบนั้นล่ะครับ”  ชายดวงตาสีเขียวเร่งสนับสนุนในคำพูดนั้น  จู่ๆก็เข้ากันได้ดีทั้งที่เป็นคู่อริชวนให้คนอื่นมองอย่างสงสัยตามๆกัน

 

“ทะเลาะกันจนโดนลงโทษ  พอเรื่องนี้ดันพูดจาเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เออ แปลกดี….” โคนี่เดินถือหม้อใส่ซุปมาวางลงที่มุมโต๊ะเพื่อให้ตักได้ง่ายๆ

 

อาหารเย็นในฤดูที่อาหารหายากและเริ่มมีราคาสูงขึ้นจากหลายๆปัจจัยเน้นไปด้วยมันฝรั่งและขนมปัง   อาหารแต่ละอย่างล้วนเป็นของโปรดของเด็กสาวผมม้าซึ่งเริ่มลงมือกินไม่รอผู้ใหญ่เริ่มลงมือก่อน    หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายช่างขัดแย้งกันจริงๆระหว่างชายหญิง

 

“ซาช่า  เธอควรจะให้พวกหัวหน้าเริ่มกินก่อนนะ”  มิคาสะผู้มีใบหน้าเรียบเฉยเหล่มองเพื่อนซึ่งนั่งข้างๆ  หญิงผู้ตะกละที่สุดในกลุ่มชะงักจากการสวามปามอาหารในทันที

 

เธอเพียงแค่หัวเราะกลบเกลื่อนไป  แล้วจึงรีบเบี่ยงความสนใจจากตัวเอง   “ว่าแต่เอเลนกับแจนน่ะยังโดนลงโทษอยู่ไม่ใช่เหรอ  ตอนนอนก็ให้แจนไม่ก็เอเลนเปลี่ยนที่กับอาร์มินไม่ก็โคนี่ซะสิ”  การเปลี่ยนประเด็นที่เกือบทำให้จานในมือทหารหนุ่มทั้งสองหลุดร่วงจากมือ

 

“ตอนนอนยังต้องเห็นหน้ากันอีกเหรอ!!”   สองเสียงผสานกันโดยมิได้นัดหมาย   สมาชิกในห้องอาหารพร้อมใจกันมองหน้าทั้งสอง  ยกเว้นเพียงชายผู้อายุมากที่สุดในกลุ่มเด็ก  พิกัดในห้องนอนซึ่งเป็นเตียงสองชั้น   ต่างคนต่างนอนในตำแหน่งที่ไม่ต้องเห็นหน้ากัน….

 

การที่ต้องตัวติดกันเป็นตังเมตลอด 24 ชั่วโมง

ทำให้เรื่องธรรมดากลายเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจ

                โดยธรรมชาติของคนเราต่อให้สนิทกันมากขนาดไหน การที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาก็ต้องมีบางเวลาที่ต้องเบื่อ  และหากเป็นคนที่ไม่ค่อยถูกโรคกันอยู่แล้วในระดับหนึ่งนั้น การที่ต้องมาตัวติดกันซักระยะนั้น มันยิ่งชวนเอียนมากกว่าปกติ  ยิ่งกว่าการกินกับข้าวซ้ำๆซากๆทุกวัน

 

แค่ครึ่งวันหรือตลอดการทำภารกิจก็ว่าแย่แล้ว  เวลานอนยังต้องมองเห็นหน้ากันอีกงั้นเหรอ ทั้งที่อุตส่าห์เลี่ยง  “เอเลนเปลี่ยนที่กับผมก็แล้วกัน  ผมจะไปนอนเตียงชั้นบนแทน”  อาร์มินเสนอ  สลับที่ให้เพื่อนที่กำลังโดนลงโทษอย่างเต็มใจ  ทุกคนช่างสนับสนุนและให้ความร่วมมือในการละลายพฤติกรรม…

 

“ทำไมฉันต้องนอนเห็นหน้าเจ้านี่ด้วย ฝันร้ายกันพอดี!”   แจนไม่เห็นด้วยกับการลงโทษที่ริดรอนกระทั่งเวลานอนหลับของเขา

 

“แล้วทำไมจะนอนด้วยกันไม่ได้  ตอนเป็นทหารฝึกหัดก็นอนด้วยกันห้องละหลายคน  หรือนายกลัวอะไร?”   เด็กหนุ่มร่างผอมไร้เส้นผมจ้องมองใบหน้าคมของเพื่อนผู้พยายามหนี

 

ฝ่ายเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีเขียวนิ่งกว่ามากเพราะมีผู้ใหญ่อยู่ตรงหน้า  ต่างกับชายผมสีน้ำตาลอ่อน ที่พยายามเลี่ยงทุกทาง   “มันก็ใช่ แต่……….”

 

“กลัวอะไร  ไม่อยากเห็นหน้าก็ตะแคงเข้าผนังเอาสิแจน”  ซาช่าเคี้ยวขนมปัง  ยิ่งพยายามเบี่ยงปฏิเสธ เบี่ยงหนียิ่งทำให้ตัวเองดูแปลก….

 

“ใครกลัว!  จะกลัวอะไร แค่ไม่อยากเห็นหน้าเจ้านี่ทั้งนอนตื่นทั้งตอนหลับ!”   ยกนิ้วโป้งชี้ไปยังคู่อริที่ทำตัวเหมือนทานตะวันที่หันกันไปคนละทาง

 

คนโดนชี้คิ้วกระตุก   “แล้วคิดว่าฉันอยากเห็นหน้านายงั้นเรอะ!?”  เอเลนตวัดสายตาไปจ้องเขม็งอย่างขุ่นเคือง  ต่างคนต่างจ้องหน้ากันเองไม่มีใครยอมใคร

 

“ก็หันหน้าเข้าผนังไปแล้วกัน!”   ท้ายที่สุดก็หลุดพูดออกมาแบบเดียวกับหญิงที่ตัวองเรียกว่ายัยหัวมัน  ทุกคนพร้อมใจกันส่ายหน้าแบบปลงๆ  มันเป็นอาการเถียงเพื่อเอาชนะของคนปากแข็ง….

 

อาการบาดหมางที่เกิดขึ้นจากเรื่องผู้หญิง

…..ทั้งที่ไม่เคยแย่งผู้หญิงกันด้วยซ้ำไป….

 

และผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้รับรู้เลย นอกจากช่วยเลื่อนชามใส่ซุปให้คนร่วมโต๊ะ   การโต้เถียงไร้สาระของเด็กๆที่ทำให้มื้ออาหารชะงักไปขับให้คนมีอำนาจตัดสินใจทุกอย่างเงยหน้าขึ้นมองวัยรุ่นเลือดร้อนทั้งสองคน   “พวกนายอยากไปนอนข้างนอกบ้าสินะ?”  เสียงทุ้มนั้นทำให้ทุกคนเงียบไป

 

“ระหว่างนอนดีๆในบ้าน กับออกไปนอนตากน้ำค้างนอกบ้าน  พวกนายคงตัดสินใจเองได้ว่าจะเลือกอะไร”  หัวหน้ารีไวล์พูดให้คิด  น้ำเสียงที่ราบเรียบมันชวนให้คนฟังรู้สึกขนหัวลุก

 

“อย่าออกไปนอนตากน้ำค้างเลยเอเลน  นายจะไม่สบาย”  เพื่อนสมัยเด็กผมสั้นสีขนกาเอ่ยบอก   คำพูดห่วงใยสุขภาพของคนหนึ่งที่คล้ายกับเมินอีกคนหนึ่งไป…

 

มิคาสะ แอคเกอร์แมนเป็นทหารหญิงที่เหมือนทานตะวัน

คือคอยเฝ้ามองแต่เพียงคนที่ตัวเองให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง

                บรรยากาศในห้องอาหารเกิดความตึงเครียดขึ้นจากคนเพียงสองคนที่โดนกดดันจากทั้งเพื่อนฝูงและผู้เป็นหัวหน้า  การนอนหลับในค่ำคืนวันนี้กลายเป็นเรื่องยากเพราะมันเป็นการฝืนใจ  ถึงแม้ความบาดหมางของเด็กทั้งสองจะลดลงแล้ว กระนั้นทั้งคู่ก็ยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่พร้อมจะเห็นหน้ากันตลอด 24 ชั่วโมงแบบนี้หรอกนะ

 

“ถ้าตอนนอนเห็นหน้ากันไม่ได้  มันก็ชอบกลๆนะ ฮิๆ”   ฮันจิหัวเราะเบาๆอย่างมีเลศนัย  นัยนะแอบแฝงที่แจนเป็นฝ่ายรู้สึกตัวก่อน

 

“ไม่มีอะไรชอบกลหรอกครับ!  ทำไมจะนอนด้วยกันไม่ได้   ไม่ต้องล่ามผมไว้กับหมอนี่ก็พอแล้ว”  ถ้าถึงขั้นนั้นให้ไปนอนนอกบ้านคงจะดีกว่า

 

เอเลนเหลือบมองหน้าเพื่อนร่างสูงกว่า    “อย่างนายพับผ้าปูที่นอนให้เรียบร้อยให้ได้ก่อนเหอะว่ะ”   คำพูดเสียดสีที่ชวนให้คิ้วกระตุก

 

“ผ้าปูที่นอนเนี่ยนะ!  นายเป็นแม่ฉันรึไง!?”  โดนลงโทษเรื่องทะเลาะกันไม่ทันจะพ้นวัน   ลูกเจี๊ยบกับแฮมสเตอร์ก็เริ่มกัดกันต่อหน้าประชาชีประหนึ่งลืมตัวไปแล้วว่าโดนลงโทษเรื่องอะไรอยู่

 

“อย่าทะเลาะกันสิ  ทั้งสองคนกำลังโดนคุมความประพฤติอยู่นะ”  นางฟ้าของกลุ่มห้ามปรามเพื่อนทั้งสองคน  ก่อนที่ความอดทนของพี่เลี้ยงเด็ก(?)ปลายโต๊ะจะถึงขีดสุด….

 

“นั่งลงกินข้าวเหอะ!”   โคนี่รีบบอก  และแน่นอนว่าจะต้องนั่งกินข้าวข้างๆกันนั่นล่ะ    อย่างน้อยก็ไม่ต้องกินข้าวในจานเดียวกันเพื่อเสริมสร้างความสามัคคี….

 

ยิ่งโดนห้ามยิ่งกลายเป็นยิ่งยุให้ทะเลาะกันมากขึ้น  คล้ายกับความอดทนทั้งวันมันขาดสะบั้น  สองมือเริ่มยื่นไปดึงหน้ากันเอง….   การกระทำของพวกเด็กเลือดร้อนไม่รู้จักโตชวนให้ผู้ใหญ่ส่ายหน้า…   ความสำรวมเริ่มหายไปมากขึ้นทุกทีที่อยู่ด้วยกัน…

 

“พวกนาย  ไปนอนนอกบ้านซักคืนน่าจะดี  จะได้คิดอะไรได้มากขึ้น”   ประกาศิตครั้งที่สามของวันฟาดลงมากลางกระหม่อมของเด็กแสบสองหน่อ

 

“หัวหน้าครับ!”   ผสานเสียงกันอย่างไวว่องเมื่อโดนลงโทษ  โคนี่ซาช่าหัวเราะออกมาทันที  แม้แต่นางฟ้าของรุ่นยังคงแอบหัวเราะเบาๆไม่ให้ทั้งสองสังเกต

 

“ผมเห็นด้วยเลยครับ!”  ร่างเล็กผอมยกนิ้วโป้งให้กับการตัดสินใจของหัวหน้าทหาร  แต่เมื่อโดนเหล่ด้วยปลายตาก็ต้องรีบเก็บมือกลับ

 

“แต่ฉันไม่เห็นด้วย”  มิคาสะแย้งทันที  แต่เมื่อจ้องหน้ารีไวล์  อีกฝ่ายก็ทำเหมือยไม่ได้ยินคำโต้แย้งนั้น  ไม่รับฟังคำค้านใดๆ

 

“กินข้าวได้แล้ว  เสียเวลาเพราะพวกนายเถียงกัน อาหารจะเย็นหมด”   ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มหยิบช้อน  การตัดสินครั้งสุดท้ายถือเป็นคำขาด   ไม่มีใครเถียงอะไรได้อีก….

 

….ช่วงเวลาที่ตักตวงความสงบได้ก็ตักตวงไป…

 

เพื่อนทุกคนล้วนรู้เห็นเป็นใจราวกับนี่เป็นปัญหาใหญ่ๆพอๆกับการที่มนุษยชาติต้องรับมือกับไททัน  แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของคนเรานั้นมีหลายรูปแบบได้  การเป็นเพื่อนและเป็นคู่แข่งกันนั้นใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี  เพราะการเป็นคู่แข่งจะยิ่งทำให้เกิดการผลักดันตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น….

 

ซึ่งในตอนนี้สถานการณ์ภายในของทีมสำรวจ…

ต้องการให้พวกตนต้องผลักดันตัวเอง…

 

อาร์มินแอบขำเมื่อมองดูคนทั้งสองที่ต้องพยายามฝืนทำอะไรด้วยกัน  มันคงเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับกลุ่มเพื่อนที่ค่อยๆหายไปทีละคนแบบตอนนี้.. อย่างน้อยๆร่างเล็กผมสีน้ำตาลบลอนด์ก็รู้ดีว่าแจน กิลชูไตน์ไม่ได้เกลียดเอเลน เยเกอร์ขนาดนั้น ซ้ำยังเคยพูดถึงคล้ายกับเป็นห่วง และเตือนสติพวกตนในหลายๆครั้ง…

                สุดท้ายแล้วการโดนลงโทษของสองคนนั้นคงไม่เสียเปล่า ถ้ามันช่วยให้เอเลนมองเห็นอะไรบางอย่าง  ในเมื่อบ้านหลังนี้เป็นทั้งที่หลบซ่อน  ที่เตรียมตัว ที่กดดันสำหรับเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม  ชายเพียงคนเดียวของฝั่งมนุษย์ที่สามารถแปลงร่างเป็นไททันได้…

 

…..ซึ่งต่อไปจะต้องต่อสู้และเข้มแข็งขึ้น..โดยมีเป้าหมายคือไม่ให้เพื่อนๆต้องตาย…

 

                และความกดดันนั้นเอเลนล่วงคงรู้ดีอยู่แล้ว…  มีเรื่องให้ลืมคิดถึงเรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้นบ้างก็เป็นเรื่องดี    เรื่องนี้คนที่สั่งลงโทษตั้งใจหรือเปล่าก็ยากจะเดาใจของคนที่ต้องรับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเด็กจำเป็น….  ที่แน่ๆเจ้าตัวก็เสียผ้าพันคอไปแล้วผืนหนึ่งเพราะการลงโทษครั้งนี้…

 

อาร์มินถอนหายใจเบาๆ  แต่มันคือการถอนใจเพราะความยินดี   ‘เป็นแบบตอนนี้ดีแล้วล่ะ….’  ดีแล้วสำหรับทุกคนในเวลานี้

 

“อาร์มิน  ถ้าไม่รีบกินขนมปังของนาย ซาช่าจะเอาไปนะ”   เสียงอันราบเรียบของเพื่อนหญิงตั้งแต่สมัยเด็กดึงให้มันสมองของกลุ่มหลุดออกจากภวังค์  เมื่อมองขนมปังในจานของตัวเอง ก็เห็นสายตากระหายของผู้หญิงผู้มีกระเพาะสี่มิติจ้องตรงมาหาแล้ว…..

 

ทานตะวันเป็นดอกไม้ที่ตรงไปตรงมาต่อความรู้สึกของตัวเอง

เหมือนกับวัยรุ่นที่เลือดร้อนพุ่งไปยังเป้าหมาย…

                พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปอย่างเชื่องช้า  อาหารเย็นจบลงและเก็บกวาดด้วยฝั่งผู้หญิง ส่วนฝั่งผู้ชายก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน…  ผู้ใหญ่ทั้งสองแยกย้ายกันไปห้องนอนของตัวเอง แต่มีเพียงสองคนที่ต้องมานั่งพิงพนังด้านนอกบ้านหลังใหญ่ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง….

 

อากาศในยามค่ำคืนที่มีน้ำค้างลง แม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนก็ยังคงเย็นช่ำจากพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้กับป่า   สิ่งที่ติดตัวคนโดนลงโทษให้นอนนอกบ้านก็มีเพียงแค่ผ้าห่มหนึ่งผืนไว้ให้ประทั่งความอบอุ่นให้ตัวเอง  เอเลน เยเกอร์ และ แจน กิลชูไตน์ต่างคนต่างนั่งมองไปข้างหน้าไม่มองหน้ากันและกัน

 

“เพราะนาย….”  เสียงแรกที่หลุดออกจากปากมาจากปากของชายผู้มีผมสีน้ำตาลเข้ม   ชวนให้คิ้วคมของคนฟังกระตุก

 

“เพราะนายตะหากเว้ย”   โยนความผิดกันไปมาทั้งที่การทะเลาะกันมีต้นเหตุมาจากทั้งคู่คนละครึ่งหนึ่ง  บ้านหลังใหญ่มีปัญหากันแค่สองคน….

 

“ฉันขี้เกียจเถียงแล้ว”   ต่างคนต่างก็เลิกสานต่อ   อากาศที่เย็นจากน้ำค้างคงทำให้หัวเย็นลงเร็วกว่าอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนตอนกลางวัน

 

เอเลนถอนหายใจพลางมองไปยังท้องฟ้าซึ่งมีดวงดาวส่องแสงให้เห็นอย่างชัดเจน   ค่ำคืนนี้ท้องฟ้ามืดกว่าปกติจึงสามารถมองเห็นทะเลดวงดาวได้  ส่องประกายสุกสกาวราวกับมันคือวิญญาณของคนนับร้อยนับพัน…หรืออาจจะนับหมื่นที่ต้องตายไปจากการสู้รบมาตลอดหลายร้อยปี…

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองข้างใบหน้าของเพื่อนข้างกาย พลางมองตามสายตานั่นขึ้นไปยังเบื้องบนของผืนนภากาศ   “ดาวเยอะนะ มองเห็นชัด  คงเพราะอยู่บนเขา”

 

“คล้ายๆภูเขาที่พวกเราเคยปีนตอนที่เป็นทหารฝึกหัด”   คำพูดดึงดูดให้หวนย้อนกลับไปยังความทรงจำในตอนนั้น  ที่ๆแต่ละคนได้มาพบกัน

 

เพื่อนๆหลายคนจากไปแล้ว  จากไปในหลายรูปแบบ  เหลือเพียงคนที่อยู่ที่นี่   “นายตอนนั้นไม่สงบเสงี่ยมขนาดนี้”  แจนนึกถึงภาพที่ตีกันในห้องอาหารประจำๆ

 

“ที่แน่ๆนายไม่บ้าความสะอาดขนาดนี้   ติดมาจากหัวหน้ารีไวล์แน่ๆ”   เด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมาพลางเบ้ปาก  ชอบมายุ่งวุ่นวายทุกเช้าจนน่ารำคาญ   นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ห้ามสกปรก

 

เอเลนถลึงตาในทันที   “นายก็กล้าพูดเล่นสิวะ  ถ้านายลองได้อยู่หัวหน้านานๆ  นายจะรู้เองว่าเป็นยังไง!”  ไม่อยากทำก็ต้องทำ  และมันจะเริ่มติดเป็นเรื่องธรรมดาไปทันที….

 

….ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับหัวหน้าและทีมรีไวล์เก่า…

ซ้อนทับอยู่กับช่วงเวลานี้

                ทุกคนที่ไม่มีทางหวนกลับคืนมา กับทุกคนที่ต้องรักษาชีวิตเอาไว้ให้ได้ในตอนนี้  ความสงบนี้แท้จริงแล้วเขาไม่ควรจะได้รับมันมาด้วยซ้ำไป  กระทั่งหัวหน้าเอลวิน สมิธเองก็…..    “เย็นจริง….”    สองมือกระชับผ้าห่มเข้ากับตัวพลางนั่งกอดเข่า

 

“ธรรมชาติกลั่นแกล้งชัดๆ  ปกติไม่น่าจะอากาศเย็น”   แจนดึงผ้าห่มของตัวเองคลุมตัวให้ถึงไหล่   สองคนแทบจะเป็นดักแด้นั่งติดพนังบ้าน

 

“พวกเราควรจะจุดไฟรึเปล่าน่ะ”  ดวงตาสีเขียวมองหาฟืน   อย่างน้อยความอบอุ่นจากกองไฟก็คงช่วยให้นอนหลับผ่านคืนนี้ไปได้

 

“อย่าดีกว่า  ยัยหัวมันบอกว่ามันจะเรียกสัตว์ป่าได้”   แจนรีบเตือนก่อนที่คนข้างๆจะลุกเดินไปตามหาของ  นอกจากเรียกสัตว์ป่าแล้วจะทำให้บ้านดูเด่นเกินไป

 

คนคิดจะเริ่มถอนหายใจทันที   ทั้งคู่คงต้องทนกับความเย็นจนกว่าพระอาทิตย์จะกลับมาเยือนท้องฟ้า   “คิดซะว่าสะสมความเย็นก่อนจะเจออากาศร้อนตอนเช้าก็แล้วกัน……”   ได้แต่ถอนใจกันไปเพราะทำตัวเอง

 

“ตอนที่นายเคยอยู่กับหัวหน้า  หัวหน้ารีไวล์เข้มงวดขนาดนี้รึเปล่าวะ”  แจนเริ่มถามถึงเรื่องในตอนนั้น  ช่วงเวลาที่เด็กหนุ่มโดนแยกออกไปเพียงลำพังคนเดียว

 

“ไม่ค่อย….  ตอนนั้นมีพวกรุ่นพี่ที่อยู่กับหัวหน้ามานาน”  ภาพของหญิงสาวและชายหนุ่มทั้ง 3 คนปรากฏขึ้นมาในใจ  วันคืนที่อยู่ท่ามกลางคนที่อายุมากกว่า.. สีสันที่ต่างออกไปจากตอนนี้…

 

เรื่องที่ทำให้ชายผู้เป็นหัวหน้าต้องวุ่นวาย…

คงมีเพียงแค่เรื่องร่างไททันของเขาเท่านั้นเอง….

 

                คำพูดเรียบง่ายไม่มีอะไร… วูบหนึ่งที่ได้ฟัง แจน กิลชูไตน์กลับรู้สึกโหว่งๆข้างในอก   เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่พวกตนไม่เคยมีส่วนร่วมในนั้น  ยามนั้นเหล่าทหารฝึกหัดยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมสังกัดทหารใดเป็นพิเศษ  เจ้าช่วงเวลานั้นล่ะทำให้เอเลน เยเกอร์รู้จักชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่สุดในฝั่งมนุษย์มากกว่าใคร

 

และฝ่ายนั้นก็คงรู้จักเด็กหนุ่มดีในระดับหนึ่งเช่นเดียวกับพวกเพื่อนสมัยเด็ก  ซึ่งสิ่งนั้นทำให้สมเพชตัวเองที่ต้องรู้เรื่องของเพื่อนคนนี้ช้าไปหลายก้าว    “ฉันจะพับผ้าปูที่นอนให้ดีๆก็ได้  หลังจากนี้นายก็เลิกบ่นซะที  มันทำให้นึกถึงแม่ที่บ้าน”

 

เอเลนถึงกับหันไปมองหน้าเจ้าของคำพูด   ช่างเป็นคำพูดที่ชวนตะลึง  “แจน  นายเพิ่งคิดได้เหรอนั่น?”  สิ้นคำพูดคิ้วคมกระตุกทันใด

 

“อะไรเล่า!  ฉันเบื่อจะฟังนายบ่นตอนเช้าก็แค่นั้น!”  ใบหน้าเกิดสีระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวที่โดนทัก   ช่างทำตัวเหมือนเป็นแม่บ้านเสียจริง

 

“ได้  พรุ่งนี้จะคอยดู  ยังไงคืนนี้ก็ไม่ได้นอนในห้องอยู่แล้ว”  เอเลนยิ้มราวกับได้รับชัยชนะที่เหนือกว่า  แม้มันจะเป็นเรื่องแค่เล็กๆน้อยๆก็ตามที….

 

ดวงตาสีน้ำตาลจ้องหน้าเจ้าคนที่เอาแต่มองตรงไปข้างหน้า   “นายนี่มันทำตัวเหมือนแม่จริงๆ….บอกกี่รอบแล้วว่านายไม่ใช่แม่ฉันนะเว้ย…”

 

“ฉันก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแม่นายนี่หว่า เป็นเพื่อนเว้ย”  เพื่อนที่คอยบ่นเรื่องความสะอาดและการจัดระเบียบห้องนอนปานแม่บ้าน…..

 

“นายนี่มัน… ติดมาจากหัวหน้าเยอะเกินไปแล้ว…….”   หากแต่คำพูดนี้คงไม่ได้เข้าโสตประสาทของคนฟัง  เมื่อความสนใจของคนฟังไปอยู่ที่อื่นเสียก่อน

 

“…. ดาวตก ….”    คำพูดของคนข้างกายกลับดึงความสนใจไปเสียก่อน   ภาพที่สะท้อนในดวงตาสีมรกตคือเส้นแสงสว่างที่วาดผ่านท้องฟ้าไป….

 

ประกายสว่างที่ทอดยาวเป็นเส้นสายจนกระทั่งลับไปจากท้องฟ้าอีกฝั่งหนึ่ง   คือปรากฏการณ์ดาวตก   เจ้าดาวตกที่ใครหลายคนเชื่อว่าหากได้ขอพรแล้วจะสมหวัง  แต่ด้วยความเร็วแบบนั้นหากไม่ใช่ฝนดาวตก ใครกันจะขอทัน…  ปรากฏเพียงชั่วครู่หนึ่งแล้วก็จากไป….

 

“มาอีกดวงแล้ว  ท้องฟ้าโปร่ง เห็นชัด”   แจนชี้นิ้วขึ้นไป   เพียงวูบหนึ่งแล้วก็ทอดผ่านหายไปอีกครั้ง..  ดวงตาสองคู่ต่างพากันจับจ้องมองว่าดวงดาวจะตกลงมาอีกเมื่อใดโดยมิได้นัดหมาย

 

เวลาเดินผ่านไปเรื่อยๆ  ไร้วี่แววว่าจะมีมากอีก    “นิ่งแล้ว”    ท้องฟ้าสงบลงเหลือเพียงแสงจากแสงดาว และแสงจ้าๆจางพระจันทร์ที่มองเห็นเพียงเล็กน้อย

 

เสียงรอบกายก็มีเพียงเสียงของใบไม้ไหวในยามค่ำ

                ทุกอย่างนั้นเงียบสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหากคนทั้งสองต้องมาอยู่ด้วยกัน   สองร่างนั่งซุกกายอยู่ในผ้าห่มผืนบางที่ใช้ป้องกันความเหน็บหนาว  เมื่อไม่ทะเลาะกันแล้ว บรรยากาศช่างดูเรียบง่าย…  เรียบง่ายเสียจนรู้สึกสงบ  รับรู้เพียงมีคนนั่งอยู่ข้างๆเท่านั้น

 

เจ้าคนที่นั่งอยู่ข้างกายที่มักจะมีปากเสียงกันอยู่เสมอๆ    “เฮ้ย เอเลน”   ในที่สุดแจนก็เป็นฝ่ายหันหน้าไปชวนคุยเพื่อหลบเลี่ยงความเย็นจากน้ำค้าง

 

แต่เมื่อมองไปกลับเห็นเจ้าคนนั้นชิงหลับไปก่อนเสียเฉยๆ   “นายหลับก่อนได้ไง ฉันยังไม่ทันง่วง!”   พูดไปก็ดูเหมือนจะไม่เข้าหูคนที่เข้าสู่นิทรา….

 

พฤติกรรมแบบนั้นช่างบ่งบอกว่าไม่ได้สนใจว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนและอยู่กับใคร….  หรือมองอีกมุมก็คงรู้สึกสงบเสียจนข่มตาหลับไปได้..กระนั้นแล้วก็เร็วเกินไปหรือเปล่า…  “บ้าจริง….”    ทิ้งให้เพื่อนซึ่งยังไม่ง่วงต้องนั่งมองท้องฟ้ามืดๆเพียงลำพัง…

 

ร่างสูงโปร่งผมน้ำตาลเข้มค่อยๆเอียงตัวเซมายังไหล่กว้าง  แจนสะดุ้งในทันที  “เฮ้ย…..”  ดวงตาสีน้ำตาลเบี่ยงมองไปยังคนข้างกาย

 

ลมหายใจแผ่วเบาเป็นจังหวะเป็นสัญญาณของการหลับไหล   แม้มองไม่เห็นหน้าก็รับรู้ได้   เอนตัวมาซบไหล่อย่างนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะผลักออกไป…  ตอนนี้กลับรู้สึกลังเลใจและไม่กล้าทำเสียแบบนั้น  ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวให้อีกคนตื่น….

 

“จู่ๆก็หลับไปซะเฉยๆ  เจ้าบ้าเอเลน”  กระนั้นแล้ว… เขาก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่มาถึงได้ท่ามกลางบรรยากาศค่ำคืนที่มีน้ำค้างเย็น

 

ความสัมพันธ์ของคนสองคนในตอนนี้…

ช่างเหมือนดอกทานตะวันที่ยังไม่แย้มบาน….

……แม้จะเติบโตแต่ก็ยังไม่ใช่การเติบโตที่สมบูรณ์…

                นั่งอิงพิงซบกันในความมืดสลัวตากน้ำค้าง เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ในอดีตที่เป็นทหารฝึกหัด   ช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันตลอดทั้งวันที่โดนลงโทษในวันที่ 1 นั้น…  ไม่เคยอยู่ในจินตนาการของเด็กหนุ่ม และคงไม่ใช่เพียงเขา เอเลน เยเกอร์ก็คงไม่เคยนึกภาพถึงมัน…..

 

หากทั้งคู่คือทานตะวัน… ก็คือทานตะวันที่มองไปยังเป้าหมายของตัวเองตลอดเวลา ไม่เคยมองต้นข้างๆว่าเป็นอย่างไรบ้าง…    เจ้าบ้าที่รีบไปตาย… เจ้าเอเลน… เจ้าคนที่มีพลังที่ไม่เหมือนกับคนอื่น  มีความเข้มแข็งที่มาพร้อมกับภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะแบกรับคนเดียวได้ไหว….

 

“ตั้งแต่เมื่อก่อน ตอนนายหลับแล้วเงียบ… ค่อยรู้สึกดีหน่อย”   ไม่ต้องเถียงกันเมื่อต้องเผชิญหน้ากันในทางใดทางหนึ่ง….

 

น้ำค้างและไอเย็นจากป่าเขาเมื่อครู่เลือนหายไปจากไออุ่นของคนที่พิงซบมา  ดวงตาสีน้ำตาลเผลอมองคนข้างๆ.. มองนิ่งอยู่แบบนั้น   ชวนให้นึกถึงสิ่งที่พูดค้างเอาไว้เมื่อตอนกลางวัน…    “ฉันอยากจะบอกนายว่า…  ฉันขอถอนคำพูดที่เคยพูดกับนายเอาไว้..  ที่ฉันบอกให้นายรับฝากชีวิตของทุกคนเอาไว้”

 

ไม่อยากรู้สึกสมเพชตัวเองที่ทำเหมือนหลบอยู่เบื้องหลัง

                “ขอโทษด้วยที่พูดแบบนั้น….”   จากนี้ไปด้วยกันเถอะ เพื่อนพ้องที่เหลือกันเพียงเท่านี้  ไปให้ถึงฉากสุดท้ายของการต่อสู้ที่ไม่รู้ว่าคือเมื่อไหร…  และไปให้ถึงที่ๆเพื่อนเหล่านั้นทรยศจากไป….

 

…..ดูเหมือนฉันจะติดเชื้อจากนายขึ้นทุกทีแล้ว….

 

ดวงตาสีน้ำตาลกรอกตาไปมาทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคนฟังหลับไหล  แต่มันก็เป็นคำพูดที่ไม่อยากจะพูดเสียเหลือเกิน    “ที่พูดเพราะว่านายหลับไปแล้วหรอกนะ… ไม่ต้องมาได้ยินหรอกเว้ย”     ไม่ต้องได้ยินอะไรทั้งนั้น…  ไม่ต้องรับรู้….

 

ทหารหนุ่มซึ่งมีความสามารถในการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่แบบสามมิติยกมือข้างที่ขยับได้ขึ้นมาตบแก้มตัวเอง  เขารู้สึกว่าหน้าร้อนขึ้นมากระทันหัน   “นอนๆ!”   นอนเสียก่อนจะเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดไปมากกว่านี้…  จะมาทำซึ้งอะไรกันกับเจ้าเอเลน!

 

หากแต่เมื่อเบือนมองไปยังคนที่หลับพิงอยู่ข้างๆอีกครั้ง  แจนก็ถอนหายใจออกมา  พร้อมกับปรือหลับตาลง…หลับตาลงโดยไม่ได้ล่วงรู้ว่านัยน์ตาสีเขียวมรกตนั้นเปิดขึ้นมาแทน…  และอาจจะไม่ได้หลับอยู่ตั้งแต่แรกที่เพื่อนคู่ปรับพูดคนเดียวนานสองนาน….

 

“…..เจ้าบ้า……”  น้ำเสียงแผ่วเบาที่หลุดลอดริมฝีปากคล้ายกับจงใจให้ร่างสูงกว่าเพียงไม่กี่เซนติเมตรได้ยิน  และคำพูดนั้นก็เข้าถึงหูคนที่ยังไม่นอนเข้าจริงๆ….

 

“……..แกล้งหลับเหรอวะ….”  แจนเริ่มหัวเสียและหงุดหงิดที่โดนได้ยินคำพูดที่ไม่คิดจะให้ได้ยิน… อุตส่าห์บอกปัดไม่บอกไปรอบหนึ่งแล้ว

 

“แค่ตื่นพอดี แล้วดันได้ยินเข้าซะก่อน… “   ได้ยินเสียงคนพูดไม่ห่างขนาดนั้น.. ใครกันที่จะหลับไปได้ เป็นใครก็ต้องตื่น….

 

คนปากแข็งและไม่คิดจะขอโทษยิ่งหงุดหงิด  แต่ครั้นจะมีปากเสียงกันตอนนี้ สุดท้ายก็คงไม่ได้นอน   “….คิดซะว่านายฝัน  เมื่อกี้มันเสียงลม”   ชายซึ่งเป็นเหมือนคู่อริและโดนตั้งแง่ใส่อย่างไร้สาเหตุข่มตาหลับ  บนใบหน้าที่มีความมืดสลัวบดบัง ยากจะมองเห็นว่ามันมีสีที่เปลี่ยนแปลงไปจากสีผิวปกติ…. สีแดงระเรื่อที่เข้ามาแต่งแต้ม….

 

[ขอโทษนะ] เพื่อ [เปลี่ยนแปลง]

                อาจจะเป็นเพราะความเย็นของน้ำค้าง  อาจจะเป็นเพราะความงัวเงียและง่วงงันที่เกิดจากความเงียบและความมืด…  มือสองข้างซึ่งวางอยู่ใกล้กันบนพื้นใต้ผ้าห่มผืนบางค่อยๆเคลื่อนขยับแตะสัมผัสอย่างแผ่วเบา…   ราวกับแม่เหล็กที่ดึงดูด…  เพียงแค่สัมผัสวางลงเบาๆอย่างนั้นบนมือของอีกคน

 

“เออ…. มันเป็นแค่เสียงลม…”  พัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านหายไปในค่ำคืนนี้….

 

หลับไหลไปกับค่ำคืนของการลงโทษ… 

การลงโทษที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายยิ่งกว่าครั้งเป็นทหารฝึกหัด….

 

                ยามลืมตาตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นทุกอย่างอาจหมุนวนกลับไปที่เดิม…เพียงเพราะวันนี้เกิดจากความง่วงงันและบรรยากาศ…  อย่างน้อยบางอย่างก็คงตกค้างอยู่ข้างในจิตใจ… เหมือนดั่งที่ในอดีตเคยเผ้ามองอีกคน แต่เผลอเห็นอีกคนอยู่ตรงนั้นเช่นกันเสมอๆ….

 

….คำว่าคู่อริ… คือการจับตามองการเคลื่อนไหวของอีกคน…

 

และหลายครั้งก็เผลอมองจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา   ในอนาคตข้างหน้านับจากวันที่เข้าร่วมหน่วยรีไวล์… พวกเราคือสหายร่วมรบที่ต้องแบกรับตราปีกแห่งเสรีภาพบนแผ่นหลัง…   แบกรับภารกิจที่หนักยิ่งกว่าที่เคยผ่านพ้น  …  ไม่มีเวลาให้ทะเลาะกันอีกแล้วนอกจากเวลานี้….

 

ลำดับที่ 5 และ 6 เป็นตัวเลขที่อยู่เคียงกันมาในลำดับเลข

ทหารหนุ่มสองคนก็อยู่ในลำดับแบบนั้น…

 

ทานตะวันที่ได้รับสารอาหารจากพื้นดินไม่นานก็จะแย้มบาน…

รอวันที่หัวใจแข็งกร้าวอ่อนลงออย่างเรียบง่าย…..

——————————-

Free Talk : ไม่ได้แต่งฟิคนานเกินสัปดาห์เลย แล้วฟิคที่งัดมาพิมพ์ก่อนก็คือทานตะวัน เพราะมันต้องแก้ไขรายละเอียดนิดหน่อยตามออฟฟิเชี่ยลเรื่องที่อยู่ แต่สมาชิกอื่นๆตรงกับที่ตั้งไว้ตอนแรกหมดเลยไม่ต้องแก้ไข

กว่าเรื่องนี้จะไปถึงจุดที่เราวางเอาไว้คงอีกพักใหญ่ๆ แต่ไม่อยากให้ยาวเป็นมหากาพย์นะ 555 อาจจะน้อยกว่า Wing นิดหน่อย

 

Advertisements
 
2 ความเห็น

Posted by บน 11/28/2013 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] ヒマワリ -Himawari- (Jean x Eren) CH.03

  1. cloRen

    12/04/2013 at 10:18 PM

    มาแล้วววว รอคอยคู่นี้อยู่เลยค่าา ~
    มีนอนซบกันด้วยยย นอนด้วยกันใต้แสงดาว แสนจะโรแมนติก ( ? ) อั๊ยยย
    มาต่อไว ๆ นะ ค้าา ~ > <

     
  2. Always be blue (@zsljane_ID)

    04/29/2014 at 4:52 PM

    ว้ากก อบอุ่นมากเลยค่ะ !
    เป็นการลงโทษที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงความลึกซึ้ง…
    อยากให้คุณอายะมาเขียนต่อจังเลยค่า >< คู่นี้ฟินแต่มีน้อย ฮ่าา

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: