RSS

[Snk Feat KnB Fic] Something in Cafe (Riren + KiKuro)

11 ธ.ค.

Title : Something in Cafe
Fandom : Shingeki no Kyojin + Kuroko no Basket
Genre : Romance
Rating : PG
Pairing : Levi x Eren , Kise x Kuroko
—————————————————————————————————-

กลิ่นหอมหวานของขนม และกลิ่นละมุนของเครื่องดื่ม

เป็นสัญลักษณ์ของร้านอาหารประเภทนั่งเล่น

อันมีชื่อเรียกว่า “Café”

                บนถนนทอดยาวของเมืองใหญ่เต็มไปด้วยร้านรวงมากมายหลายประเภท  ตลอดช่วงสองฝั่งของถนนมีทั้งร้านอาหารและร้านขายของเรียงรายเป็นสีสันของย่านการค้าประจำเมืองอันกว้างใหญ่   ตลอดช่วงกลางวันจรดช่วงเวลาพลบค่ำจึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลายวัยเดินกันขวักไขวและคึกคักไม่เงียบเหงา

 

ยามบ่ายคล้อยอาจจะเป็นช่วงเวลาของอาหารว่างและการนั่งจิบชากาแฟสร้างบรรยากาศสุนทรีย์  แต่ในปัจจุบันร้านคาเฟ่เป็นที่นิยมทุกช่วงเวลา เพราะเหมาะแก่การนัดหมาย ทำงาน และอ่านหนังสือ ไปในบรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นหอม (และไวไฟฟรี)

 

“ยินดีต้อนรับครับ!”

 

กลิ่นของกาแฟและชาหอมหวน  เสียงบริกรหนุ่มกล่าวทักทายลูกค้าชายหญิงที่เดินผ่านประตูกระจกของร้าน ผสานไปกับเสียงกระดิ่งที่แขวนไว้เพื่อเป็นสัญญาณเตือนยามมีผู้มาเยือน    เมื่อบานประตูปิดลงจึงแลเห็นตัวหนังสือชื่อร้านเขียนประดับอยู่บนกระจกด้วยตัวหนังสือสีแดง

 

[Shingeki no Cafe]

ร้านกาแฟ Shingeki no Café เป็นคาเฟ่สไตล์ยุโรป ตกแต่งคล้ายกับฉากกำแพงและคฤหาสน์  ตั้งอยู่บนถนนย่านการค้ามาแล้วกว่า 10 ปี ด้วยประสบการณ์และความสามารถของพนักงานที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น  ร้านแห่งนี้จึงเป็นที่นั่งทานอาหารและเครื่องดื่มแบบผ่อนคลายในหมู่นักเรียนและพนักงานบริษัทที่ต้องการความสงบเงียบได้ไม่ยาก

                วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เหล่าพนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ยามเช้า แต่ละคนประจำหน้าที่ของตัวเองในตำแหน่งต่างๆ แคชเชียร์ บาริสต้า เชฟ พาทิซิเย่ พนักงานเสิร์ฟ และผู้จัดการร้าน  หากแต่ดูวุ่นวายไปบ้างเมื่อมีพนักงานเสิร์ฟประจำการเพียงแค่คนเดียว…

 

ภายในร้านที่ตกแต่งคล้ายห้องน้ำชาภายในปราสาท  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มในเครื่องแบบบริกรสีขาวผ้ากันเปื้อนสีดำเดินถือถาดเครื่องดื่มตระเวนไปตามโต๊ะต่างๆ   “เอสเปรสโซ่กับชาเขียวได้แล้วครับ  ขนมที่สั่งไว้เดี๋ยวจะนำมาเสิร์ฟนะครับ”  ริมฝีปากฉีกยิ้มบริการช่างดูฝืนทน…

 

เสร็จจากโต๊ะหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่งด้วยคำพูดเดิมๆเปลี่ยนแค่ชื่อเมนู  ‘เมื่อไหรจะพักวะเนี่ย!’ พร้อมกับใจที่ใกล้จะปะทุวิญญาณมารออกมาแทนวิญญาณเทวดาบริการ

 

ภาพพฤติกรรมแบบนั้นมิอาจหนีพ้นไปจากสายตาของชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่มุมร้าน   “เอเลน ยิ้มให้ดีกว่านี้หน่อย”   น้ำเสียงทุ้มดังมาจากเบื้องหลัง พร้อมกับชายผู้นั้นที่เข้ามาประชิดอย่างไวว่อง

 

เขาสะดุ้งเฮือก   “คะ ครับ!  ยิ้มครับหัวหน้า!”   คนโดนตักเตือนตวัดดวงตาสีเขียวไปมองในระยะที่ต่ำกว่าระดับสายตา 10 เซนติเมตร  มองไปยังชายในชุดสูทสีดำขลับซึ่งมีป้ายตำแหน่งผู้จัดการร้านประดับที่อกซ้าย

 

เหงื่อตกพลันโดนจ้องหน้ามากกว่าเดิม  “ตั้งใจยิ้มหน่อย”   ชายหนุ่มสูงวัยกว่ามีใบหน้าเรียบเฉยค่อนไปทางบูดบึ้ง  ด้วยใบหน้าแบบนั้นยิ่งทำให้คนฟังนึกอยากแอบด่าอยู่ในใจ….

 

….แล้วรอยยิ้มของหัวหน้าล่ะครับ…อยู่ไหน…

                เอเลน เยเกอร์ฉีกยิ้มสุดองศาเท่าที่ตัวเองจะทำได้   สวมวิญญาณบริกรผู้รักในการบริการให้ผู้จัดการร้านรู้สึกพึงพอใจ   ดวงตาคมสีดำขลับจ้องมองหน้านั้นแล้วถอนหายใจแผ่วเบาอย่างหน่ายๆ   พลางเบี่ยงสายตามองไปรอบๆร้านซึ่งมีลูกค้าจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนพนักงานที่มีอยู่ตอนนี้

 

“เอเลน พวกเพื่อนๆนายหายไปไหนกันหมด?”  ร่างโปร่งเอ่ยถามถึงคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่   เจ้าคำถามนั้นพาให้คนฟังรู้สึกหดหู่

 

“มิคาสะกับอาร์มินป่วยน่ะครับ…  ผมก็ลืมบอกหัวหน้าก่อน ขอโทษครับ…”  คนที่เหลืออยู่จึงต้องทำหน้าที่แทนเพื่อนร่วมงานที่หายไปเสียแบบนั้น

 

ชายผมดำผู้จัดการร้านถอนหายใจหนักหน่วงกว่าคราวก่อน   “ทีหลังบอกล่วงหน้า จะได้จัดการเรื่องเวรพนักงานได้”  มือแกร่งหยิบสมุดโน้ตในกระเป๋าออกมาจด

 

“ครับ หัวหน้ารีไว!”  ชายหนุ่มสูงเพียง 160 เซนติเมตรแต่กลับมีออร่าผู้นำเกินกว่าส่วนสูงของตัวเองเดินตรงไปยังหลังเคาน์เตอร์ชงเครื่องดื่ม    มือแกร่งเริ่มปาดเช็ดตามผืนไม้ของเคาน์เตอร์เพื่อตรวจดูว่าสะอาดดีหรือเปล่า

 

เด็กหนุ่มอ่อนวัยกว่ามากจ้องมองตาม พลันมองเห็นสายตาของเหล่ารุ่นพี่ในร้านมองมาด้วยรอยยิ้มเอ็นดูและปลอบใจรวมๆกัน   ความเข้มงวดของผู้จัดการรีไว  ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของระเบียบในร้านเท่านั้น ยังรวมไปถึงเรื่องของความสะอาดอีกด้วย

 

“เอเลนจ๊ะ  ชีสเค้กกับสตอเบอรี่ชีสเค้กของโต๊ะ 3 จ๊ะ”  พนักงานรุ่นพี่ผมสีน้ำตาลส้มส่งเสียงเรียก  คนรับงานเร่งหันไปมองทันที

 

“ครับ!  ไปเดี๋ยวนี้ครับ!”  จากงานหนึ่งตามมาอีกหลายๆงานเมื่อมีตนเองเป็นพนักงานเสิร์ฟเพียงคนเดียวของวัน…   เดินเทียวไปเทียวมาจนหัวหมุน…

 

หากหวนย้อนกลับไป เขาก็เพิ่งทำงานที่นี่ได้เพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้นเอง

งานพิเศษที่ตอนแรกไม่เคยสนใจ

                ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่มาหยุดลง ณ จุดสูงสุดของท้องฟ้า  แสงแดดเจิดจ้าเริ่มร้อนระอุขึ้นมาตามช่วงเวลา 12.00 น.  พนักงานร่างสูงโปร่ง 170 เซนติเมตรถือถุงดำออกมาทางประตูหลังร้าน  ใบหน้าที่ควรสดใสของวัยหนุ่มเริ่มห่อเหี่ยวจากการทำงานหนักเพียงลำพัง

 

เอเลนเดินไปทิ้งขยะที่ที่ทิ้งขยะซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจากร้าน   ระหว่างเดินกลับแวะซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อ และย่างก้าวกลับมานั่งสงบๆบริเวณที่นั่งด้านหลังร้าน  เจ้าเก้าอี้สีดำตัวยาวที่อยู่ระหว่างอาคารสองหลังอันเป็นที่นั่งพักผ่อนประจำตัว

 

“เหนื่อยสุดๆ….    กะบ่ายจะมากันมั้ยนะ…”  แกะเอาแซนวิสออกจากห่อ  แม้ในร้านจะมีแซนวิสขายอยู่แล้ว แต่การกินของในร้านตัวเองทุกวันนั่นคือความซ้ำซาก…

 

เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวถอนหายใจเป็นคนแก่ทั้งที่ยังไม่แก่  จนกระทั่ง…   “งานยุ่งเหรอครับเอเลนคุง?”  เสียงเรียบๆเสียงหนึ่งกลับดังขึ้น

 

“หือ?”   เอเลนมองซ้ายมองขวาตามหาที่มาของเสียง   ทุกอย่างรอบตัวของเขามีแต่ความว่างเปล่า…  จะว่าผีหลอกตอนกลางวันก็คงไม่ใช่

 

“ผมนั่งอยู่นี่ครับ”  สิ้นประโยคนั้นเด็กหนุ่มที่มองหาแทบจะกลิ้งตกลงไปจากเก้าอี้ของตัวเอง    บนเก้าอี้ตัวยาวสีดำเผยร่างของใครอีกคน จู่ๆก็โผล่มาปานหลายฉากก่อนหน้านี้ลืมวาด….

 

ดวงตาสีเขียวกระพริบปริบๆตกใจ   “มาเงียบๆอีกแล้วเหรอคุโรโกะ….”   เด็กหนุ่มผมสีฟ้าและดวงตาสีเดียวกันระบายรอยยิ้มบางๆบนใบหน้า

 

“ผมไม่ได้มาเงียบๆนะครับ  แต่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ตอนที่เอเลนคุงเอาขยะไปทิ้งแล้ว”   ชายผู้ออร่าเลือนลางประหนึ่งเงาสะท้อนกัดข้าวปั้นสามเหลี่ยมในมือของตัวเอง

 

เอเลนผงกศีรษะตามช้าๆ  ไม่ว่าเมื่อใดก็ไม่ชินกับการปรากฏตัวของเพื่อนคนนี้อยู่ดี…     “ได้พักเร็วสินะคุโรโกะ….”  เป็นคำพูดที่แฝงความริษยาไว้เล็กน้อย…

 

ชายผมฟ้าผงกศีรษะตอบ   หากมองจากด้านหน้าของร้านคาเฟ่สไตล์ยุโรป จะแลเห็นร้านใกล้เคียงทางด้านซ้ายมือที่มีการตกแต่งในแบบญี่ปุ่น  ร้านอาหารนั่งเล่นที่ตกแต่งคล้ายคลึงกับร้านน้ำชาในละครญี่ปุ่นโบราณของเหล่าซามุไร  บรรยากาศที่ได้กลิ่นไอตะวันออกอย่างชัดเจนแตกต่างจากร้านข้างๆซึ่งเป็นแนวตะวันตก  ป้ายร้านนั้นเขียนด้วยตัวหนังสือภาษาญี่ปุ่นบนแผ่นไม้

 

[Kiseki no Café]

                คุโรโกะ เท็ตสึยะเป็นพนักงานคนหนึ่งของร้านคาเฟ่แห่งนั้น  ร้านทั้งสองตั้งอยู่ข้างกันโดยบังเอิญมากว่า 10 ปีแล้ว  แต่มีกลุ่มเป้าหมายคนละแบบ สถานะจึงเป็นทั้งคู่แข่งและเพื่อนร่วมวงการคาเฟ่  ฟังดูน่าอึดอัด กระนั้นพนักงานร้านบางคน(?)ก็ยังเข้ากันได้…

 

“วันนี้เพื่อนๆไม่มาทำงานเหรอครับ?”   คุโรโกะเบี่ยงสายตามองคนข้างๆ  อาหารในมือแม้จะแตกต่างกัน แต่มันก็มีรูปทรงสามเหลี่ยมเหมือนกัน…

 

เอเลนพยักหน้า   “ป่วยน่ะ…   วันนี้ฉันก็เลยต้องรับเต็มๆคนเดียว  ร้านนายเป็นยังไงบ้าง?”  กัดแซนวิสเข้าปากไปคำหนึ่ง และแอบเขี่ยผักออกไป…

 

“ก็เรื่อยๆครับ  ลูกค้าผู้หญิงเยอะเหมือนเดิม”   คำพูดแลดูไม่มีนัยยะอะไรแอบแฝง  แต่บ่งบอกถึงกลุ่มเป้าหมายของร้านข้างๆ….

 

“แต่วันนี้เชฟไม่อยู่ อาจจะปิดร้านเร็วถ้าของหมดน่ะครับ”   เด็กหนุ่มผมฟ้าแกะกัดข้าวปั้นเข้าปากพลางเคี้ยวอย่างเชื่องช้า

 

สีหน้าเรียบเฉยแบบนั้นพาให้คนมองรู้สึกว่ารอบตัวมีคนหน้านิ่งเยอะจริงๆ    “ก็แย่ไปอีกแบบ”  แม้จะมีปัญหาต่างกัน แต่ก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกัน

 

สองร่างเครื่องแบบใกล้เคียงกันแต่มาจากคนละร้านกัน  นั่งกินมื้อเที่ยงบนเก้าอี้นั่งตัวยาวเดียวกัน  สนทนากันด้วยเรื่องราวเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับร้านคาเฟ่ของตัวเอง  ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกัน บทบาทในต่างมิติ(?)ที่เป็นพระเอกเหมือนกัน(?)  ทั้งสองคนจึงสนทนากันได้อย่างถูกคอแม้จะคนละเชื้อชาติ

 

พระเอกมักจะมีความลำบากใจเหมือนๆกันอยู่บ้างล่ะ

โดยเฉพาะเมื่อตกอยู่ในมือสาววาย(?)

 

บทสนทนาของสองหนุ่มใบหน้าต่างอารมณ์ดำเนินไปเรื่อยๆ   ไม่นานนักบานประตูหลังร้านฝั่งขวามือเปิดออกแทรกบรรยากาศ    “เอเลน  นายกิน…..หือ….”   ผู้จัดการร้านร่างโปร่งเดินออกมาพร้อมกับทาร์ตเลม่อน

 

ดวงตาคมเพ่งมองดูที่นั่งตัวยาวนั่น  ครู่แรกที่มองเห็นเพียงพนักงานของตัวเองนั่งอยู่ตรงนั้น  แต่เมื่อกระพริบตาก็มองเห็นใครอีกคนนั่งอยู่ข้างๆเด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้ม   ช่างเป็นคนที่มีความจืดจางเหลือเกิน… ไม่สิ  ตัวตนเลือนลางอย่างเป็นความสามารถพิเศษ

 

“สวัสดีครับ”  คุโรโกะโค้งศีรษะน้อยๆเพื่อทักทายชายซึ่งอายุมากกว่าหลายปี    ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเรียบเฉยเพียงแค่มองนิ่ง

 

“สวัสดี”  ยามเพ่งมองดีๆจึงมองเห็นเป็นรูปเป็นร่างเต็มๆตา   หากไม่ตั้งใจจะมองอาจจะมองผ่านไปได้ง่ายๆ  ช่างมีความสามารถพิเศษจริงๆ

 

เอเลนรีบจับแซนวิสจุกปากจนหมด   “มีอะไรเหรอครับหัวหน้า?”    พร้อมกับเดินไปยืนตรงหน้าของชายหนุ่มและขนมทาร์ตอันเป็นปริศนา…

 

ความเงียบเข้าครอบงำ 1  2 3 4 5 วินาที….

และยาวนานต่อไปเรื่อยๆอย่างไร้สาเหตุ

 

รีไวยืนนิ่งไม่มีคำพูดใดๆ   บุคคลที่สามก็นั่งกัดข้าวปั้นในมือตัวเองไปคล้ายกับไม่มีตัวตนในฉากนี้ด้วย   ส่วนคนโดนเรียกนั้นยืนงงกับความเงียบเหมือนตกหลุมอากาศที่เกิดขึ้น    ไม่มีใครคิดจะเอ่ยปากขึ้นมาก่อนเพื่อเริ่มบทสนทนา ความเงียบจึงแผ่ออกไปอีกหลายวินาที

 

จนกระทั่ง….    “คุโรโกจจิ!   กินข้าวอยู่แถวนี้มั้ย!?”   ประตูของร้านฝั่งทางซ้ายเปิดออกอย่างสดใสเริงร่า   เผยร่างของผู้มาเยือนคนที่สี่

 

ร่างสูง 189 เซนติเมตรในชุดบริกรหนุ่มปรากฏตัวขึ้น   ใบหน้าและรอยยิ้มสดใสทำให้บรรยากาศโดยรอบสดใสขึ้นทันตาผิดกับบรรยากาศมึนงงก่อนหน้านี้   “คิเสะคุง”   คนโดนเรียกตอบสั้นๆและไร้โทนเสียงเหลือเกิน…

 

“อยู่ที่นี่จริงๆด้วย  ฉันตามหานายไปทั้งร้าน  กินข้าวไม่รอกันเลย!”   คิเสะเร่งเดินมาหาเพื่อนพนักงาน  แต่อีกคนหาได้แยแสไม่….

 

ไม่นานหนุ่มหน้าตาดีจึงสังเกตเห็นคนอื่น   “อ่าว  เอเลนัจจิ  สวัสดี”   เจ้าของดวงตาสีเหลืองเหมือนกับสีผมเบี่ยงมองไปยิ้มให้กับพนักงานร้านข้างเคียง

 

เด็กหนุ่มที่มนุษยสัมพันธ์งั้นๆเพียงแค่ผงกศีรษะตอบรับคำนั้น   ไม่ว่าเมื่อใดก็ไม่ชินที่ชื่อตัวเองโดนเปลี่ยนไปในแนวมุ้งมิ้งเกินใบหน้าขนาดนั้น    ก่อนจะหันไปหาคนที่ตามหาตัวเองก่อนหน้านี้   “หัวหน้าเรียกผม มีอะไรเหรอครับ?”   ดวงตาสีเขียวจ้องมองทาร์ตในมือนั่น

 

รีไวมองหน้าเจ้าเด็กที่สูงกว่าตัวเอง   “….เข้าร้านค่อยว่ากัน”   ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความไม่สงบเมื่อมีคนจากอีกร้านอยู่บริเวณนี้

 

ชายหนุ่มผมสีดำขลับเดินไปทางประตูหลังร้านตัวเอง  หากแต่ยามนั้นเองคนที่เพิ่งเข้ามาร่วมฉากคนสุดท้ายหันไปมอง   “รีไวนิจจิอยู่ด้วยเหรอเนี่ย  ไม่ทันสังเกตเลย”  เจ้าของชื่อแสนแบ๊วนั้นสะอึก….  พร้อมๆกับเอเลนที่แอบผวา

 

“รีไวซังอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรกแล้วครับคิเสะคุง”   คุโรโกะหันมองพร้อมกับจัดการข้าวปั้นคำสุดท้ายในมือของตัวเองอย่างเงียบๆ

 

….นี่คือระยะห่างของ 160 เซนติเมตร และ 189 เซนติเมตร…

                ผู้จัดการร้านวัย 3X ผู้เป็นผู้ใหญ่ไม่ปริปากพูดอะไรออกมา  เพียงเงียบ เงียบ แล้วก็เงียบไม่โต้ตอบ โดยมีเอเลน เยเกอร์เดินตอบประกบหลังคล้ายกับคอยระวังภัยที่จะเกิดขึ้น  “จะได้เวลาทำงานแล้ว  ขอตัวก่อนล่ะ”   เด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกันรีบตัดบท

 

“ไปทำงานได้แล้วเอเลน”  ดวงตาคมเหล่มองไปยังลูกน้องตัวเอง    เอเลนรีบเปิดประตูให้หัวหน้าที่มือไม่ว่างในตอนนี้

 

“แล้วเจอกันใหม่นะครับเอเลนคุง”   เจ้าของผมสีฟ้าบอกลาเพื่อน   ข้าวปั้นสามเหลี่ยมถูกกินหมดก่อนจะถึงเวลาเข้างานไม่กี่นาที

 

เหตุการณ์คล้ายกับจะจบ แต่มันกลับไม่จบง่ายๆ    “รีไวนิจจิ ตัวเล็กจริงๆนะ”   ใบหน้าอันหล่อเหลาระบายรอยยิ้มกว้าง   ผิดกับใบหน้าคู่สนทนาที่มีเงาดำเข้ามาครอบงำอย่างกระทันหัน… พร้อมกับเสียงบางอย่างขาดผึ่งในใจ…

 

“หะ..หัวหน้า.. ใจเย็นๆ……..”   แต่เหมือนเสียงของลูกน้องในร้านจะไม่ได้เข้าโสตประสาทของชายหนุ่มสูงวัยกว่าอีกต่อไป….

 

ผัวะ!!!

 

                ทาร์ตเลม่อนกลายเป็นอาวุธสังหาร  จากที่ไม่กี่บรรทัดก่อนมันยังอยู่ในมือของชายหนุ่ม ยามนี้มันไปปรากฏอยู่บนหน้าของเด็กหนุ่มผมสีเหลืองสดผู้มีหน้าตาเป็นอาวุธ   เอเลนอ้าปากค้างอย่างตะลึง  ส่วนคุโรโกะนั้นไซร้หยิบขวดน้ำขึ้นมาดูดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น…

 

“ฉันไม่อยากมีปัญหาข้ามร้านหรอกนะ  แต่มีมารยาทกับผู้ใหญ่หน่อย”     ส่วนสูงเป็นเรื่องต้องห้ามยิ่งกว่าการถามอายุของผู้หญิง….

 

เอเลนตกใจรีบหาทางแก้สถานการณ์  “หัวหน้าครับ! ได้เวลางานแล้วครับ!”   รีบดันหลังของผู้จัดการร้านเข้าประตูหลังร้านไป

 

ขณะที่คิเสะ เรียวตะยังคงอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วก่อนหน้านี้   “นี่ฉันพูดอะไรผิดไปรึเปล่านะคุโรโกจจิ?”   มือแกร่งปาดคราบทาร์ตเลม่อนที่เปรอะบนหน้า

 

คุโรโกะทิ้งขยะมื้อเที่ยงพลางเดินมาหา   “พูดผิดไปเยอะเลยครับคิเสะคุง  เจ็บแล้วไม่จำนะครับ”  เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก…..

 

….ความสูง…บางครั้งไม่ใช่เรื่องที่จะแตะต้อง….

 

บรรยากาศภายในครัวของร้าน Shingeki no Café ร้อนระอุยิ่งกว่าเตาอบที่กำลังทำงานอบขนม   เจ้าความร้อนและความมืดมนของคนที่เพิ่งโดนปีนเกลียวมามาดๆแผ่ซ่านออกมาจากตัวร่างโปร่ง 160 เซนติเมตร  ชวนให้เอเลน เยเกอร์พูดไม่ออก   รวมไปถึงพ่อครัวประกอบฉากผู้โชคร้ายอีกคนด้วย

 

“หัวหน้าครับ   อย่าเพิ่งออกไปหน้าร้านเลยครับ ถ้าหัวหน้าไม่ยิ้ม ลูกค้าคงจะกลัว…”  ปกติก็ไม่ได้ยิ้มอยู่แล้วด้วย…

 

พูดออกไปแบบนั้นกลับเจอสายตาคมเหล่มองมาด้วยหางตา   “….มันเป็นจิตวิญญาณของการบริการไม่ใช่เหรอครับ… หัวหน้าชอบเตือนผม…”

 

รีไวถอนหายใจในทันทีเมื่อโดนย้อนคำสั่งสอนของตัวเอง   “ฉันใจร้อนเกินไป  พาของกินไปเสียของ”   ทาร์ตเลม่อนที่ยังไม่ทันจะได้เกิด ก็ต้องตายไปเปล่าๆ

 

“หัวหน้าไปตามผมที่หลังร้านเมื่อกี้  มีอะไรเหรอครับ?  หรือว่าพนักงานกะบ่ายยังไม่มา?”  เอเลนรีบถามถึงธุระก่อนหน้านั้น

 

คนถูกถามเงียบไปครู่หนึ่ง  ร่างโปร่งหันไปตรวจสอบขนมที่อบมาใหม่แทน   “ช่างมันก็แล้วกัน”   คำตอบชวนงุนงง

 

เจ้าของผมสีน้ำตาลเข้มยิ่งไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย   แต่เมื่อมองไปในครัวก็ไม่เห็นวี่แววของทาร์ตเลม่อนอันอื่น  ซึ่งมันแปลกมาก…   ถ้าจะทำเพื่อวางหน้าร้านจำเป็นจำต้องมีมากกว่า 1 ชิ้นใหญ่     “ทาร์ตเลม่อนก่อนหน้านี้  หัวหน้าตั้งใจจะให้ผมชิมเหรอครับ?”   มันคงจะเป็นสินค้าใหม่….

 

ทาร์ตเลม่อนที่ยังไม่มีใครในร้านและลูกค้าได้ลิ้มรสมัน

                ดวงตาคมจ้องมองดูขนมเค้กและของหวานบนเคาน์เตอร์   ไม่หันมองคล้ายกับไม่สนใจ   “ถ้ารสชาติไม่ดี ก็ให้ลูกค้ากินไม่ได้ เสียชื่อร้าน”

 

“ให้ผมชิมให้ก็ยังได้นะครับหัวหน้า”   พ่อครัวในชุดขาวผมสีทองรวบผมหยักยิ้มที่มุมปาก   รีไวเบี่ยงมองหน้าชายที่แทรกบทสนทนาจึงรีบไปทำอาหารต่อ

 

จะมีก็เพียงเอเลนที่ไม่เข้าใจ   “ผมไปทำงานต่อนะครับ”  เด็กหนุ่มร่างสูงกว่าเดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนปักชื่อร้าน  หัวหน้าหนุ่มพยักใบหน้าตอบรับ

 

พร้อมกับเอ่ยบอกคำสอนที่ย้ำอยู่ทุกวี่วัน   “อย่าทำหน้าบึ้ง เอเลน”    เพียงเท่านั้นลูกน้องหนุ่มก็ฉีกยิ้มบริกรผู้รักในการบริการให้ผู้จัดการได้ชมทันที…

 

….ทั้งๆที่คนสั่งที่ไม่เคยยิ้มให้ลูกค้าแท้ๆ…

 

                “ผมยิ้มแล้ว หัวหน้าก็ยิ้มบ้างสิครับ”   เอเลนก้าวเดินออกไปจากด้านหลังร้าน  ออกไปยังหน้าร้านที่ต้องต้อนรับแขกที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามา

 

เอิร์ดผู้เป็นเชฟเดินมาข้างกายหัวหน้าที่ทำงานด้วยกันมานาน   “ทาร์ตเลม่อนอันนั้น  จะเพิ่มลงในเมนูของร้านรึเปล่าครับหัวหน้า?”

 

กาแฟมีรสชาติที่ขม… คล้ายกับความเป็นผู้ใหญ่….

                ดวงตาสีดำขลับจ้องมองดูร่องรอยพิมพ์ขนมที่เคยใส่ทาร์ตมาก่อน    “หน้าที่เชฟเป็นของนาย  ฉันไม่ลงมือทำเอง”   ประโยคคำพูดธรรมดาๆ แต่กลับทำให้ลูกน้องต้องกลั้นยิ้ม

 

“ผู้จัดการร้าน ไม่มีหน้าที่ทำขนมเองนี่นะครับหัวหน้า”   ทาร์ตเลม่อนเพียงหนึ่งชิ้นที่ไม่มีใครได้ลิ้มรส…  รสชาตินั้นจะเป็นความลับยาวนาน….

 

…รสชาติที่ขมละมุนนั้น…ขับให้ทานคู่กับขนมหวาน…

….ไม่ก็เติมน้ำตาลหรือนมลงไปเพื่อกลบความขมนั่น…

 

                ภายในร้านคาเฟ่แบบญี่ปุ่นขับบรรเลงด้วยเสียงเพลง J-pop  ลูกค้าส่วนใหญ่ในร้านเป็นนักเรียน นักศึกษาหญิง รวมไปถึงพนักงาน OL   ที่นั่งในร้านมีทั้งแบบโต๊ะนั่งพื้นและโต๊ะนั่งเก้าอี้แบบธรรมดา  อาหารในเมนูล้วนแต่เป็นอาหารคาวหวานญี่ปุ่นแท้ๆ

 

ลึกไปในร้านบริเวณห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าพนักงาน   คิเสะ เรียวตะยืนล้างหน้าและผมที่เปื้อนขนมหวานหน้ากระจก  คล้อยหลังมาชายผมสีฟ้านั้นเดินมาพร้อมกับผ้าขนหนูสีขาว     “ผ้าขนหนูครับ คิเสะคุง”

 

“ขอบใจนะคุโรโกจจิ  เหนียวไปหมดเลย”    มือแกร่งรับเอาผ้ามาเช็ดหน้าตัวเอง  ผมก็เปียกปอนต้องรอเวลาแห้งสักหน่อย  ร่างสูงเดินมานั่งพลางปลดเสื้อบริกรเพื่อเตรียมเอาไปซักเพราะเลอะเทอะ

 

ดวงตาสีฟ้ามองอย่างไร้อารมณ์สงสารและเห็นใจ   “เพราะคิเสะคุงพูดไม่ดูตาม้าตาเรือน่ะสิครับ”     คนโดนว่าสะอึกทันที

 

“ฉันไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย…   แต่ว่าทาร์ตเลม่อนก็อร่อยดีนะ”   ได้กินโดยไม่ตั้งใจเพราะปะทะหน้าเข้าอย่างจัง…   ขนมที่ไม่มีทางได้โผล่ในร้านฝั่งนี้….

 

คุโรโกะมองดูอย่างเรียบเฉยที่เห็นอีกฝ่ายไม่สำนึกผิดนัก   เรื่องของส่วนสูงเป็นปัญหาของบางคน แต่อีกหลายคนคงไม่เป็น.. โดยเฉพาะคนในร้านแห่งนี้    “วันนี้ทำงานที่ร้านได้เต็มวันเหรอครับ?”

 

ดวงตาสีเหลืองเบี่ยงมองพลางยิ้ม   “ไม่มีถ่ายแบบน่ะสิ วันนี้อยู่กับคุโรโกจจิได้ทั้งวัน~”   คำพูดคล้ายจะซึ้ง แต่คนฟังทำหน้าตาเหมือนมันไม่มีความซึ้งอยู่ในนั้นเลย….

 

“ว่างในวันที่ร้านอาจจะต้องปิดเร็ว  ว่างผิดวันนะครับ”   คิเสะรู้สึกเหมือนตัวเองโดนลูกตุ้มยักษ์ฟาดใส่  ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในคำพูดที่ตั้งใจพูดออกไป คล้ายกับโดนดีดทิ้ง….

 

ชายหน้าตาดีรู้สึกน้ำตาตกในอย่างบอกไม่ถูก   “รู้สึกช้ำใจจัง…..”    น้ำตาจะไหลออกมาอย่างหมาน้อยที่โดนเจ้าของแกล้ง….

 

แต่ตอนนั้นเองผ้าขนหนูในมือแกร่งกลับโดนดึงออกไป  พร้อมกับสัมผัสนั้นที่ทาบทับลงมาบนศีรษะ จากคนผมสีฟ้าที่ยืนตรงหน้าเขา   “คุโรโกจจิ?”

 

“เช็ดลวกๆมันจะไม่แห้งนะครับคิเสะคุง”   สองมือที่จับผ้าขนหนูมาเช็ดเส้นผมสีเหลืองอ่อนอย่างตั้งใจในแบบของอีกฝ่ายนั้น…  ชวนให้เด็กหนุ่มมองอย่างนิ่งงัน

 

น้ำชาอาจจะมีรสสำเร็จในตัวของมันเองโดยไม่ต้องปรุงแต่ง..

 

                คิเสะ เรียวตะนั่งนิ่งๆอย่างว่าง่าย ปล่อยให้ร่างโปร่งผมสีฟ้าเช็ดผมให้ตัวเองอย่างเบามือ  ร่างกายของอีกฝ่ายนั้นมีกลิ่นของของหวานในร้านติดตัวอยู่… กลิ่นแบบเดียวกัน   ระยะห่างที่ขับให้เด็กหนุ่มร่างสูงกว่าใบหน้าเปลี่ยนสีระเรื่อโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

“คิเสะคุง?”  คุโรโกะเปล่งเสียงเรียกเมื่อจู่ๆอีกฝ่ายเงียบไปเฉยๆ    คนโดนเรียกหลุดจากภวังค์ไปชั่วครู่   เริ่มหัวเราะกลบเกลื่อน

 

“คุโรโกจจิเป็นฝ่ายเข้ามาหาเอง  ดีใจนะ”  ตอบอย่างจริงจังและตรงไปตรงมา…  พาให้มือนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง..  แต่มิได้ละห่างออกมาอย่างที่ควรจะเป็น….

 

บางอย่างไหลผ่านไประหว่างคนสองคนอย่างเชื่องช้า  มีเสียงดนตรีด้านหน้าร้านเข้ามาแทนที่  สองมือของชายผมสีเหลืองค่อยๆยกขึ้นยื่นเข้าหาเอวคนตรงหน้า… หมายจะทำบางสิ่ง… หากแต่เสียงประตูห้องกลับเปิดขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเพื่อนร่วมงานอย่างไม่ลับเสียก่อน

 

“พวกนายจะอู้งานอยู่หลังร้านงั้นเหรอ?”   ชายผมสีเขียวสวมใส่แว่นตาเดินมาพร้อมกับกระเป๋าสตางค์รูปกบในมือ

 

คิเสะรีบชักมือกลับในทันใด  “มิโดริจมัจจิ จะเข้าจะออกห้องน่าจะเคาะประตูหน่อย ถ้าเปลือยอยู่จะทำไง”   อีกคนหาได้ใส่ใจไม่.. เพียงแค่ยกมือขึ้นดันแว่นตาตัวเอง

 

ดวงตาสีฟ้านั้นมองไปยังจุดสนใจสีเขียวอ่อนในมือเพื่อนร่วมร้าน   “ลักกี้ไอเท็มของวันนี้เหรอครับมิโดริมะคุง?”  กบ..กบที่จ้องตามา…

 

ชายร่างสูงใหญ่เกินกว่าจะเชื่อว่าอายุยังน้อยมีประกายขึ้นบนแว่นตาอย่างลึกลับ..   กบเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องเงินๆทองๆในดินแดนฝั่งอาทิตอุทัย  แต่ความหวานของบางคนกลับโดนช่วงชิงไปเสียอย่างนั้น….นี่คือหลังร้านของ Kiseki no Café

 

….น้ำชาที่มีรสสมบูรณ์แล้ว…บางครั้งก็ต้องใส่น้ำตาลหรือรสอื่น…

….ให้ความสมบูรณ์นั้นมีรสที่กลมกล่อมยิ่งกว่า…

 

                ถนนทอดยาวเบื้องหน้าสถานีรถไฟ  ผู้คนมากมายพากันเดินเข้าออกเพื่อเดินทางสัญจรไปยังสถานที่ต่างๆ  ณ จุดๆหนึ่งท่ามกลางฝูงชน  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มหันไปทางซ้ายทีขวาที  ในมือหนึ่งนั้นมีแผนที่ที่แทบไม่ช่วยเหลืออะไรในเรื่องการบอกทางเลย

 

“แผนที่ร้านนี่มันอะไร…. บอกลวกๆมารึเปล่าวะเนี่ย!”    บนกระดาษสีขาวที่ควรจะเรียกว่าแผนที่เขียนเอาไว้ว่า Shingeki no Café Map  และภาพบนนั้นช่างเหมือนเด็กวาดเล่นเสียเหลือเกิน…

 

จากสถานีรถไฟจะไปยังสี่แยกที่อยู่ในรูปนั้นได้อย่างไร… เด็กหนุ่มผู้ประสบกับปัญหาหลงทางเริ่มกุมขมับ  ครั้นจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครสักคนก็ช่างโชคร้าย… หยิบออกมาเจอหน้าจอที่ดับไปแล้วเพราะแบตหมด  “ซวยอะไรอย่างนี้!”

 

ทางสุดท้ายคือเดินไปถามทางจากใครสักคน   “ขอโทษนะครับ  ร้าน Shingeki no Café นี่ไปทางไหน?”   ร่างสูงโปร่งเดินตรงดิ่งไปหาชายคนหนึ่ง…

 

ชายผมสีแดงเพลิงซึ่งมีส่วนสูงไล่เลี่ยกันหันมองไปยังคนถาม  ดวงตาซึ่งมีสีแตกต่างกันพาลให้คนมองสะอึกไปในคราแรก    “ขึ้นรถเมล์ตรงนั้น”  ใช้เพียงสายตาเบี่ยงไปเพื่อบอกทิศทาง

 

ชายผู้หลงทางมองตามไป  ป้ายรถเมล์หน้าสถานีรถไฟสังเกตเห็นไม่ยาก   มีป้ายบอกเส้นทางอยู่ใกล้ๆ    “ขอบคุณมาก”  แม้จะเป็นคำแนะนำที่ไม่ช่วยอะไรเลยก็ตาม….

 

คนหลงทางเดินผ่านหน้าคนบอกทางไป  หากแต่ครู่หนึ่งนั้นทีสวนผ่าน  เสียงของฝ่ายตรงข้ามกลับเอ่ยบางอย่างที่ชวนน่าสงสัยยิ่ง   “หึ…  Shingeki no Café …..”

 

….เสียงซึ่งแฝงไว้ด้วยจุดประสงค์อันไม่เป็นมิตร…

                ดึงให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองตามหลัง    “ฟังดูไม่เป็นมิตรเลยแฮะ”   มองเห็นเพียงด้านหลังของเด็กหนุ่มซึ่งน่าจะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน… เส้นผมสีแดงดูร้ายกาจ…

 

เด็กหนุ่มผู้หลงทางเดินไปยังป้ายรถเมล์  ส่วนเด็กหนุ่มผู้บอกทางนั้นเดินสวนกันไปในอีกทางหนึ่ง  แยกย้ายกันไปคนละทาง หารู้ไม่ว่ามีบางอย่างที่เชื่อมโยงอยู่…    ร้านคาเฟ่สองร้านบนถนนย่านการค้าเส้นเดียวกัน…  เหล่าพนักงานร้านเด็กและผู้ใหญ่…

 

….แฝงกลิ่นไอความรักหลบซ่อนอยู่หลังกลิ่นหอมหวาน…

 

ร้านคาเฟ่คือร้านอาหารนั่งเล่นอันมีบรรยากาศเหมาะแก่การผ่อนคลาย   เป็นสถานที่ที่ผู้คนหลากหลายวัยชอบแวะเวียนเข้ามาใช้บริการในหลากหลายโอกาส… เปรียบดั่งโอเอซิสซึ่งมีกลิ่นหอมหวานประจำเมือง   ความสัมพันธ์ของคนในนั้นก็เหมือนส่วนผสมอันหลากหลาย…

 

ทั้งรสขมของเครื่องดื่ม ทั้งรสหวานของขนมหวาน

ทั้งรอยยิ้มของบริกรและพนักงานหลังร้าน

 

หล่อหลอมรวมกันเป็น

“Café”

———————————–

Free Talk : ฟิคสั้น(?) เวิ่นเว้อจากความฝันที่โผล่มาเมื่อคืนนี้ เก็บจากในฝันแล้วคิดต่อระหว่างไปทำงานได้ยาวจนต้องระบายออก 5555 เมื่อคืนนี้ฝันเห็นคิเสะคุยกับเฮย์โจว ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ ถ้าเกิดสองจักรวาลมาเจอกันจะเป็นยังไงนะ ก็เลยออกมาในรูปแบบนี้แหละ….

ในไททันเราเป็นเมนรีเอ (และแจนเอ รวมสามพีรีเอแจน 555) ในคุโรบาส เราเป็นเมนเหลืองดำ (แบบหลืบๆไม่แสดงออกมาตั้งนานแล้ว กริ๊ดคนเดียว) พอลองเอามารวมกัน เฮย์โจวดูลำบากเลย ก๊ากกก

ช่วงท้ายนั่นเหมือนของแถม 55555

ปล. เหมือนจะไปต่อยาวได้ แต่เป็นเรื่องของอนาคต…..

 

Advertisements
 
4 ความเห็น

Posted by บน 12/11/2013 in Uncategorized

 

4 responses to “[Snk Feat KnB Fic] Something in Cafe (Riren + KiKuro)

  1. ตป. | S.Luce

    12/11/2013 at 8:43 PM

    อาคาจัน เอ๊ยยย อาคาแจนสิ 5555555555555555

    มันเป็นฟิคสั้นเหรอ ฟิคสั้นเองเหรอ มันจะมีต่อมั้ย 55555555555555555555

     
  2. fukaze33

    12/11/2013 at 9:20 PM

    เหลืองดำ!!!!!!
    โอ๊ยยย คีจังชาลาล่าโมเอะมว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก >_<
    ถึงในสายเรานายจะเมะไม่ขึ้น(?)แต่แพร์ริ่งมุ้งมิ้งของคนจริงจังเย็นชา กับเวิ่นเว้อชาลาล่าบอยน่ารักที่สุกในโลกหล้าอะ แอร๊ยยยยยยยยยยย
    ปล. เฮย์โจวคะ….เราต้องยอมรับความจริงนะคะ อิอิ ^_^
    ปลล. แจนโผลมาจึ๋งนึง … แถมเจ๊อะอาคาชิซามะท่านด้วย 5555 จะว่าดวงตกหรือดวงดีกันนะ(ปกติท่านออกจะค่าตัวแพง 5555)

     
  3. กรรไกรของอาคาชิ(●◡○) (@PooFuGirl)

    12/12/2013 at 12:32 AM

    คีจังน่ารักไปม๊ายยยยย =////=
    โผล่มาทีบรรยากาศเปลี่ยนเลย 555+
    เสียดายทาร์ตเลมอน !! รสชาติอันเป็นปริศนา
    แต่คีจังได้สวาปามคนเดียว เฮย์โจวแอบทำอะไรที่ดู
    โรแมนติกไม่หยอกนะ อิอิ

    อาคาแจน !!! อาคาแจน !!!
    ต่อยอดเถอะเพนกวิน รอชั้นรอเธออยู่
    แจนดูซวยมากเลย มาเจอใครไม่เจอ – -”
    เจือกเจอกัปตันกลั่นแกล้ง

     
  4. -Shizuku-

    12/13/2013 at 11:43 PM

    ก๊ากกกกก ตอนเห็นหัวฟิคนี่แอบเอ๋อไปพักนึงเหมือนกันค่ะ นึกว่าอ่านผิด 555
    เอาสองจักรวาลนี้มาเจอกันก็ฮาไปอีกแบบนะคะ เหมือนเฮย์โจวโดนรังแกเลย ก๊ากกก
    จริงๆ แล้วแอบเอ็นดูเอเลนแต่ทำซึนนะ 555

    เหลืองดำ! รู้สึกว่ามันหาอ่านยากเหลือเกิน เหมือนจะแอบแรร์ในไทยรึเปล่าไม่แน่ใจ
    (แบบไปไหนก็มักจะเจอฟ้าเหลือง ฟ้าดำ ไฟดำ ซะส่วนใหญ่ ;-p)
    ถ้าเป็นเรื่องนี้เราเมนแดงดำ แต่ก็ชอบเหลืองดำพอๆ กันค่ะ 55555
    อ่านๆ ไป คีจังน่ารักวุ้ย ไปเติม “จิ” ใส่ชื่อเอเลนกับเฮย์โจว ขำกลิ้งค่ะ กร๊ากกกก หมาน้อยเอ๊ย
    สงสารแจน ไปเจอใครไม่เจอ ดันเจอกัปตัน 55555 รังสียันอำมหิตมาก

    น่าจะมีเป็นฟิคยาวนะคะเนี่ย 5555555 (ป่าวหรอก จริงๆ แอบอยากเห็นฟิคคุโรบาสของพี่อายะ ;-p)

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: