RSS

[KHRFic] LOVE Like Noodle!? Zwei (6927) CH12

17 ธ.ค.

Title : LOVE Like Noodle!?  Zwei
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre : Romance , Comedy(?) , Action  , Drama
Rate : NC-17
Pairing : 6927 (100)
Summary :   ในบะหมี่หนึ่งถ้วย.. ไม่ได้มีแค่บะหมี่ แต่มีลูกชิ้นเป็นอุปสรรคล่อตา..

————————————————————————

 

 

แม้นในความมืดมิดนั้นจะมองไม่เห็นสิ่งใด

ต่างรวมไปด้วยเรื่องราวเลวร้าย

 

 

กลับมีบางอย่างที่เด่นชัดขึ้นมา

เขาเชื่ออย่างนั้นมาตลอดและตลอดไป

ยิ่งมืดมากเพียงใดจะยิ่งเห็นแสงชัดขึ้น

เขาเชื่ออย่างนั้น..เชื่อ…..

การตัดสินใจ การตัดสินอะไรบางอย่าง

ยิ่งใช้ความรู้สึกยิ่งลำบาก

 

 

อยากให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม

อยากให้เวลาย้อนกลับไป

แต่อย่างไรบะหมี่ในชามน่ะ…

หมดไปแล้วก็หมดไปเลยนี่นะ…

Chapter 12

The Judgment

                ยามที่บรรยากาศของภัตตาคารฐานของมาเฟียอี้เหอนั้นตึงเครียด  บอสของวองโกเล่กลับวิ่งเตาะแตะตามถนนหาทางกลับไม่เจอ..  ความเครียดและดราม่าพลันสูญสลายหายไปเป็นระยะๆ  ใบหน้าอ่อนวัยตวัดมองสองทางครั้งแล้วครั้งเล่า  จะเข้าไปถามทางจากคนแถวนั้น.. สกิลภาษาจีนนั้นตกต่ำถึงขั้นไม่มีเลยนอกจากคำว่าสวัสดีและขอบคุณ  นึกสมเพชตัวเองที่มาหลงทางในเวลาอันมิควรแล้วหาทางไปต่อไม่ได้ ใครก็ได้ช่วยด้วย!!!!

 

 

“ถ้าเป็นทางจากโรงแรมก็จำได้แล้วแท้ๆ!!”   สองขาพาวิ่งวนไปวนมา  ทั้งที่เขาควรจะรีบกลับไปที่นั่นให้เร็วที่สุด กลับมาวนเวียนอยู่ตรงนี้…

 

เนตรกลมมองไปตามป้าย ถนนเส้นนี้เขาเริ่มคุ้นๆ  “นั่นมันทางกลับโรงแรม งั้นก็ต้องไปทางนี้สินะ”  วิ่งไปในทางที่ควรไป…

 

 

ห้วงคิดของบอสวองโกเล่ชั่งใจว่าเขาควรจะกลับไปดูที่ทางที่โรงแรมหรือไม่  สายหมอกจะยังคงนิทราจากฤทธิ์ของยานอนหลับรึเปล่า แล้วเมฆาจะกลับไปยังโรงแรมหรือยังหลังจากที่แยกกันที่หน้าภัตตาคาร  ใจหนึ่งสังหรณ์ใจว่าที่ภัตตาคารจะต้องเกิดเรื่อง ไม่เพราะหัวหน้าแก๊งค์ ก็ต้องเพราะคนที่บุกเข้าไป…  ตัดสินใจได้แล้วจึงมุ่งหน้าตรงกลับไปที่ภัตตาคารอีกครั้ง….

 

 

“ยังไงก็ต้องคุยกับคุณหยุนให้ได้….”   เพื่อปรับความเข้าใจ…  และให้ชายหนุ่มเลิกทำเช่นนี้เสียที

 

 

มิอาจรู้ได้หรอกว่ารายละเอียดที่บอสมิลฟิโอเร่เอ่ยกับชายหนุ่มที่เขาไว้ใจคนนั้นมีอะไรบ้าง แต่เขาพอจะเดาได้ เรื่องการใช้คน.. ชายคนนั้นมีวิธีการมากมายนัก… อายุแลดูไม่ห่างจากเขามากมาย แต่ทำไมความรู้หรือวิธีการถึงได้ต่างกันเช่นนี้…

 

 

“ทำไมถึงได้รู้จุดอ่อนหรือข้อมูลของคนอื่นมากมายขนาดนั้น…”  ยิ่งคิดยิ่งสงสัย…  เกิดเป็นจิ๊กซอร์มากหลายในสมองค่อยๆประติดประต่อกัน…

 

จากจุดนั้นแล้ว… เรื่องปั่นหัวคนก็จะง่ายขึ้น…

                “คงต้องคิดเรื่องบางเรื่องอย่างจริงจังซะแล้ว…..”   จากที่เคยเลี่ยงการปะทะ…   อาจจะต้องหันมาเผชิญหน้าไม่ถอยหนีแทน…

 

 

ซาวาดะ สึนะโยชิวิ่งไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยสุดแรงที่มีให้รวดเร็วที่สุด..  เขาได้แต่เชื่อในลางสังหรณ์และการตัดสินใจของตัวเอง.. แม้ไม่รู้ว่าเขาจะได้คำตอบที่ดี หรือพบเจอกับเหตุการณ์ที่ดีต่อไปหรือไม่…. ตอนนี้สิ่งที่เขาคิดได้เพียงอย่างเดียวคือ…  หยุดคนพวกนั้นซะ….

 

โครม!!!!

                สายโซ่ฟาดเข้าพนังปูนแตกร่วงหล่นเป็นเศษอิฐยามเมื่อผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกย่อตัวลงหลบจากการโจมตีนั่น  ภาพมายาและของจริงปรากฏผสมปนเปในห้องยากจะมองว่าสิ่งใดกันแน่เป็นของจริง.. จึงทำได้เพียงทำลายสิ่งที่เห็นเพื่อยืนยันในตัวตนของสิ่งนั้นเท่านั้น…  ในขณะที่เนตรสองสีจดจ้องมองหาช่องว่างของคู่ต่อสู้   ระยะของอาวุธที่ต่างกันเกินไปลดผ่อนลงด้วยการใช้มนต์มายาของตนสร้างตัวล่อ.. กระนั้นการะปะทะกันแต่ละครั้งก็ยากจะทำความเสียหายได้…

 

 

“ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก  นายไม่เคยคิดจะใช้ชีวิตธรรมดาๆกับคนสำคัญของนายที่ไม่ใช่มาเฟียเหรอ”   มุคุโร่ตวัดมองใบหน้าของผู้เอ่ยอย่างสงสัย  เป็นแค่คำพูดลอยๆให้เขาเสียสมาธิหรือว่าอะไรกัน…

 

“คึหึหึ  ผมเลิกคิดเรื่องชีวิตธรรมดาๆมาตั้งแต่ผมจำความได้แล้วล่ะครับ”  ตรีศูรขว้างออกไปอย่างรวกเร็วตรงเข้าหาบอสหนุ่มชาวจีน

 

มือแกร่งของคู่ต่อสู้ตวัดวาดสายโซ่ขึ้นปัดตรีศูร  หากแต่นัยน์เนตรต้องเบิกกว้าเมื่อมันสลายเป็นเพียงสายหมอกลวงตา  “ตัวล่องั้นเหรอ….”

 

เคร้ง!!!

 

สายหมอกจอมเจ้าเล่ห์ปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังฟาดตรีศูรของจริงเข้าใส่ไม่ทันตั้งตัว  หยุนเหว่ยพลันปัดเอาการโจมตีนั่นออกไปหลีกเลี่ยงการสัมผัสอาวุธชิ้นนั้น…  สัมผัสไอสังหารและความหมองหม่นที่มิควรแตะต้องหรือโดนโจมตีจากของสิ่งนั้น… หากโดนเขาเขาอาจเป็นฝ่ายแพ้ในทันที….

 

 

สายโซ่จากมืออีกเส้นตวัดรัดพันมือและแขนข้างที่จับอาวุธโลหะยาวของผู้พิทักษ์เกศาสีน้ำเงินเอาไว้ยื้อไม่ให้ขยับ…    “เลิกคิดตั้งแต่มีดวงตานั่นงั้นสินะ”   ชายหนุ่มก้าวออกห่างเพื่อสร้างระยะป้องกันตัว

 

“ถึงผมจะคิด  ผมก็ไม่คิดจะช่วยคนหนึ่งด้วยการหักหลังคนๆนั้นหรอกนะครับ ต่อให้ผมจะทำบ่อยก็เถอะ” มุคุโร่แย้มยิ้มอย่างเย็นชา  ชีวิตของเขาคือการหลอกลวง….

 

ชายหนุ่มเกศาสีดำยังคงไม่ปลดโซ่ออกง่ายๆจึงได้เพียงยื้อด้วยแรงกายเท่านั้น   “สิ่งที่คุณทำอยู่ มีแต่ทำให้สึนะโยชิคุงลำบากขึ้นก็เท่านั้น  น่าผิดหวังจริงๆนะครับ”  มองอย่างเหยียดหยามและโกรธเคือง….

 

“ถ้าสึนะโยชิถอนตัวจากการเป็นมาเฟียเร็วเท่าไร  เขาก็ยิ่งปลอดภัย.. จากการต่อสู้กับกล้วยไม้ขาว”  เนตรสีดำขลับของหนุ่มชาวมังกรจดจ้องมองให้ผู้ครอบครองแหวนวองโกเล่ยอมรับความจริงบางอย่าง…

 

“จริงอยู่ที่สึนะโยชิคุงไม่เหมาะจะเป็นมาเฟียซักเท่าไหร….”  ริมฝีปากคมของหนุ่มตาสองสีหยักยิ้ม  พลังมายาเรียกเอาสัตว์ร้ายและมีพิษออกมาล้อมร่างของบอสหนุ่มธาตุเมฆาเอาไว้ไม่ให้ขยับเช่นเดียวกับพันธนาการเขา..

 

 

นภาอันแสนอบอุ่นของเขา..ไม่เหมาะกับโลกมืดก็จริงอยู่….

                “แต่เพราะมีคนแบบนั้น  บางสิ่งบางอย่างก็จะจบลงได้ล่ะนะครับ”   ความอ่อนโยน ใจอ่อน หากแต่เข้มแข็งกว่าใครทั้งหมด….

 

 

แต่ท้องฟ้าที่อ่อนโยน…  จะเปลี่ยนความหมองหม่นไปได้…

                หยุนเหว่ยเมียงมองสีหน้าของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกยามเมื่อเอ่ยถึงนภาแล้วสัมผัสได้ถึงบางอย่าง…  จิตใจที่แข็งกร้าวไม่ยอมรับใคร อย่างไรก็คงยอมรับคนเพียงคนเดียว   “นายจะปกป้องเขาได้ถึงจุดสุดท้ายรึเปล่า”

 

เนตรสองสีหรี่มองอย่างสงสัย  คำพูดที่แฝงความนัยเอาไว้มากหลาย  “ในตอนที่เบียคุรันจะเลิกเล่น”   หมากกระดานนี้ที่แสนสนุกสนานในสายตาของนภาสีขาว….

 

สายโซ่ค่อยๆปลดออกเพื่อเตรียมตัวจู่โจมกันอย่างจริงจังเสียที  “ก็คงทำไม่ได้  เพราะอย่างไรร่างที่แท้จริงก็อยู่ในคุกน้ำนั่น”  ถ้อยคำเหยียดหยามเรียกให้ชายหนุ่มเกศาน้ำเงินเดือดดาษ

 

 

ตรีศูรและมือที่ได้รับอิสระวาดตรงเข้าหาผู้ยั่วต่อมโทสะ พร้อมๆกับเหล่าสัตว์ร้ายมีพิษที่เรียกว่าพุ่งเข้าจู่โจมเข้าใส่บอสหนุ่มชาวจีน   หยุนเหว่ยใช้โซ่อาวุธคู่กายทั้งสองสร้างเกาะป้องกันตัวปัดเอาสัตว์พวกนั้นออกไป  แลกปะทะการโจมตีเข้าที่กลางลำตัวของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกอย่างหนักหน่วง  ขณะที่ตนเองโดนอีกฝ่ายฟาดด้ามตรีศูรเข้าที่ต้นแขนได้ยินเสียงปริร้าวของกระดูกตน…

 

 

มือแกร่งสวมถุงมือสีดำขลับแตะที่บริเวณซี่โครง เหมือนจะเดาะไปเล็กๆ….  “ถึงทางที่ดีที่สุดจะให้เขาเลิกเป็นมาเฟีย…”   ที่ตัวเขาแสนรังเกียจ….

 

“แต่ผมก็ไม่คิดจะให้เขาหนีไปแบบนั้นหรอกนะครับ… มันขี้ขลาดจนน่ารังเกียจ…”   พวกเรามีสัญญากันอีกมากมายนักที่จะทำ….

 

 

สายหมอกนั้นรังเกียจมาเฟียนัก

แต่นภาคือคนเพียงคนเดียวที่เขาไม่รังเกียจ

เป็นแบบนั้นเสมอและตลอดไป…

                ชายหนุ่มทองสองหยุดการจู่โจมและจดจ้องมองหน้าราวกับต้องการประเมินสถานการณ์บางอย่าง  โรคุโด มุคุโร่ผู้รังเกียจมาเฟียคนอื่นๆไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะเกลี่ยกล่อมถามไถ่สาเหตุของการหักหลังมากไปกว่านั้น  ในความคิดของเขามีเพียงแค่.. ใครที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม เขาจะจัดการเสียก็เท่านั้น…

 

 

“ในห้องเอกสารมีซองกระดาษสีน้ำตาลอยู่”   เสียงทุ้มของหยุนเหว่ยเปล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบ  สายหมอกมองอย่างประเมินการและสงสัย

 

“ต้องการอะไรครับ….”   ไม่เข้าใจเจตนา….

 

“ถ้านายคิดจะให้สึนะโยชิสู้ต่อไปล่ะก็  เอาเอกสารอันนั้นไปซะ”   ข้อมูลที่มิอาจรู้ได้ว่าเชื่อถือได้หรือไม่ จากคนที่หักหลังกันไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว….

 

“ผมไม่เชื่อใจคุณหรอกนะครับ ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้”   มุคุโร่ปฏิเสธความหวังดีอย่างสิ้นเชิง  เขาไม่ใช่คนที่จะเชื่อใจใครง่ายๆ….

 

“นึกอยู่แล้วว่าต้องไม่เชื่อ คนที่มาที่นี่น่าจะเป็นคนอื่น”  คำพูดเรียกเลือดเดือดๆของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกมากองกันอยู่ที่ขมับ  จะเป็นมิตรเป็นศัตรูก็ญาติดีกันไม่ได้อยู่ดี

 

“จะคนไหนถ้าเป็นฝ่ายตรงข้าม ก็คงไม่มีผู้พิทักษ์คนไหนเชื่อคุณหรอกครับ”  หยุนเหว่ยฟังแล้วส่ายหน้าไปมา…

 

“มีแต่ผู้พิทักษ์ที่ตามติดบอสรุ่นที่สิบที่ยืนอยู่ตรงนี้มากกว่า”   คำพูดยกที่สอง.. สายตาของโรคุโด มุคุโร่เริ่มขวางขึ้นทุกทีๆ

 

 

โครม!!!!

 

“ซองนี่รึไง”   เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างของลูกน้องในสังกัดบอสชาวจีนกระเด็นเข้ามาพร้อมกับประตูห้องที่ถูกแรงกระแทกอย่างแรง

 

“ฮิบาริ เคียวยะคุง?”   สายหมอกหันไปมองอย่างนิ่งๆ   ผู้พิทักษ์แห่งเมฆาเข้ามาอย่างเงียบๆ แต่ได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจากร่างชัดเจน…

 

หยาดโลหิตของผู้อื่นเปรอะเปื้อนสูทสีดำเป็นหย่อมๆหยดลงบนพื้นมองแล้วช่างคล้ายกับยมทูตที่มาจากสนามรบ   เมฆาชโลมเลือดยกซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นอย่างนิ่งเงียบ   “แต่ฉันไม่คิดจะให้เจ้าสัตว์กินพืชนั่น  มันเป็นของฉัน”  ชายหนุ่มผู้หัวแข็งเหยียดยิ้มเย็นชา

 

ฝ่ายเดียวกันอย่างโรคุโด มุคุโร่มองแล้วได้แต่สบถในลำคอแผ่วเบา  นิสัยของเด็กที่เก็บของหายได้แล้วไม่ยอมคืนเจ้าของชัดๆ   “ไม่รู้หรอกนะครับว่าคืออะไร แต่คุณหวงซะขนาดนั้นก็น่าสงสัย”

 

“หึ….  ถ้าฉันพอใจเมื่อไหร ฉันจะบอกมัน”   ต้องพิสูจน์ว่าข้อมูลที่น่าเหลือเชื่อนั่นเป็นเรื่องจริงหรือไม่…

 

 

แปลนแบบเพื่อการสร้างกล่อง

และการทำลายแหวนธาตุบริสุทธิ์….

 

บอสหนุ่มฮ่องกงมองพลางยิ้มออกมา   “ผู้พิทักษ์เมฆาเก็บไว้ก็ไม่มีปัญหา  ข้อมูลนอกเหนือจากนั้นคงมีอีกคนบอกกับสึนะโยชิก็ได้”

 

“คนอื่น?”  เนตรสองสีมองอย่างไม่ไว้วางใจ…   หรือเขาควรจะเข้าไปสืบด้วยตัวเองกันแน่…

 

“ดูท่าทางมิลฟิโอเร่ก็มีหนอนไม่น้อย  ฉากแรกของเกมส์ คือการเปลี่ยนถ่ายข้อมูลรึไง หึ”  เมฆาเก็บเอกสารไว้ในสูทของตน  อย่างไรก็ทำให้มันดูน่าสนใจขึ้น…

 

“คุณคิดจะเชื่อใจหมอนี่รึไงครับ ฮิบาริ เคียวยะคุง”  มุคุโร่มองอย่างเคืองๆ   ทั้งที่น่าจะวางใจว่าเมฆาจะหัวแข็งมากแท้ๆ

 

“ฉันไม่เชื่อใครทั้งนั้น”  ตอบมาสั้นๆและได้ใจความ  แต่ข้อมูลอะไรที่ได้มาเขาก็ริบเอาไปหมดนั่นล่ะ….

 

บอสหนุ่มชาวจีนมองคนทั้งสองแล้วนึกขำ  ผู้พิทักษ์สองคนที่อยู่อย่างเป็นอิสระที่สุดของวองโกเล่..   “ได้ยินว่าเข้ากันไม่ได้ แต่เข้ากันได้กว่าที่คิดเอาไว้เยอะ”  ในหลายๆความหมาย….

 

“เตือนไว้ก่อนว่าพวกนายน่ะ เสียเปรียบเขาในเรื่องของเวลา”   หยุนเหว่ยปลดเอาโซ่อาวุธคู่กายออกข้างหนึ่ง  ดูเหมือนเพราะกระดูกร้าวจะใช้งานแขนไม่ได้ดีเสียแล้ว….

 

 

จากตัวต่อตัว ก็คงกลายเป็น 2 ต่อ 1…

เสียเปรียบซะจริงๆ….

                มองเห็นอีกฝ่ายคล้ายจะสู้ต่อ เมฆาผู้ยังมีบัญชีเก่าหยิบเอาอาวุธของตนมาอีกครั้ง    แต่สายหมอกกลับยกมือแกร่งขึ้นห้ามเพื่อนนางเอกสุดดื้อของนภาเอาไว้   “จริงๆผมอยากฆ่าคุณมากเลยนะครับ ถ้าไม่ติดกับว่ามีคนบางคนห้ามไว้”   มองอย่างเย็นชา…

 

“นั่นสินะ   แต่ฉันว่าสึนะโยชิคงกำลังกลับมาที่นี่มากกว่า”   ไม่ว่าจะด้วยคำตอบแบบใดจากการคุยกับเบียคุรัน….

 

“ผมก็คิดจะคิดบัญชีกับเขาทีหลังอยู่แล้วล่ะครับ”  นึกถึงเรื่องยานอนหลับแล้ว เจ้าสายหมอกผู้แอบเคืองเริ่มหงุดหงิด   ริมาวางยาเขาได้…

 

“รักกันดีจนน่าอิจฉา   ทั้งที่อยากให้เลิกกันเร็วๆ”   คำพูดมาเป็นดอกที่สามชวนให้สายหมอกหงุดหงิดคนตรงหน้ามากขึ้นไปอีก

 

เพื่อนนางเอกผู้อยู่ประกอบฉากด้วยยืนนิ่งเงียบเมื่อถูกห้ามเอาไว้  แต่เมื่อสายหมอกเผลอ ทอนฟาทั้งสองถูกหยิบออกมาและตรงพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ทันที  “จะขย้ำให้ตาย สุมหัวกันอยู่ได้…”  ความอดทนมันหายสิ้นไปหมด….

 

ตูม!!!!!

                ทว่าอาคารร้านภัตตาคารกลับสั่นสะเทือนเพราะแรงระเบิดบางอย่าง… กลิ่นควันไฟและบรรยากาศของการรมควันเริ่มบังเกิด…    สายหมอกตวัดมองออกไปภายนอกห้อง มองเห็นแสงสีส้มจางๆของเปลวเพลิง..  สถานการณ์นี้ช่างคุ้นเคยดังเคยเกิดขึ้นมาก่อนที่โรงแรมนั่น…

 

 

“ดูเหมือนว่า… คุณจะหมดประโยชน์กับมิลฟิโอเร่แล้วนะครับ  คึหึหึ”  ไม่นึกว่าตนเองจะต้องมาอยู่ในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งที่สอง  ชีวิตของเขาช่างผูกพันกับเปลวเพลิงซะจริงๆ

 

“ก็คิดว่างั้น  คงรู้อยู่แล้วว่ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูล”  หยุนเหว่ยเอ่ยอย่างราบเรียบ  ..  แต่มันก็ผิดไปจากที่คาดคิดเอาไว้นิดหน่อย….  คิดว่าจะสั่งเก็บตนเพียงคนเดียว กลับทำทั้งแฟมิลี่..

 

“ใช้แต่วิธีเดิมๆ   ชอบทำเรื่องเฉียดตำรวจรึยังไงกัน”  ผู้พิทักษ์สายหมอกนึกเบื่อวิธีการอึกทึกของบอสมิลฟิโอเร่  ไร้ประโยชน์จริงๆ….

 

“จิ๊บ จิ๊บ~”  ฮิเบิร์ดนกน้อยที่หลงผิดตามเจ้านายมาด้วยสัมผัสถึงความร้อนได้เร็วเริ่มกระพือปีกบรรเทาความร้อน  ฮิบาริ เคียวยะจึงเริ่มทำอะไรรั่วๆด้วยการเอานกใส่ในกระเป๋าเสื้อเสียแบบนั้น

 

“ควรจะออกไปได้แล้ว”  เมฆาผู้บ้าคลั่งเริ่มหงุดหงิดเพราะกลิ่นควันไฟ และนกตัวเองจะโดนย่างสด   ค่อยๆย่างก้าวไปยังประตูมองเห็นไฟทั้งสองทาง… จะบ้าตาย…

 

“จะโทษก็โทษคนที่เป็นต้นเหตุของไฟไหม้เถอะครับ ที่ทำให้พวกเราเป็นแบบนี้”   พระเอกของเรื่องผู้น่าจะเป็นคนดีกลับต่อว่าคนในห้องอีกคนได้อย่างง่ายๆ…   เคืองซะจริงๆ…

 

ริมฝีปากคมค่อยๆขยับยิ้มจางๆอยู่ในห้วงคิดของตนเอง  บทลงโทษที่เหมาะสมแล้วล่ะ’   กับการหักหลังคนที่ไว้วางใจ เพียงแค่ความคิดโง่ๆชั่ววูบเท่านั้น….

 

 

นภาคนนั้นไม่ได้อ่อนแอ…

เขาก็ล่วงรู้อยู่ว่าเป็นอย่างไร

 

แต่กลับเชื่อในสิ่งที่สีขาวเอ่ยบอกเสียได้….

                ฮิบาริ เคียวยะผู้ใกล้หมดความอดทนและร้อนขึ้นตามอุณหภูมิห้องอยากจะถล่มออกไปเร็วๆ แต่ชายอีกสองคนไม่ยอมขยับตัวจนเข้าเริ่มเบื่อหน่าย   “พวกแกจะรอโดนย่างรึไง”

 

“เปล่าครับ  แค่คิดหาทางออกดีๆ”  ร้านนี้ไม่มีทางออกหนีไฟซะด้วย ช่างเป็นการเตรียมการที่หละหลวมซะจริงๆ…

 

“งั้นแกก็สร้างน้ำขึ้นมาซะ”   เพื่อนนางเอกผู้ปรอทใกล้แตกตวัดใบหน้าหันไปมองผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก   พูดเหมือนง่ายเลยนะนั่น..

 

“ผมไม่ใช่ท่อน้ำนะครับ”   พระเอกตอบโต้กลับไปให้คนฟังหงุดหงิดเล่น…  แล้วชายหนุ่มจึงเดินออกนอกประตูไปอย่างหน้าตาเฉย   สายหมอกได้แต่ถอนใจจะใช้ทอนฟาดับไฟรึยังไง…

 

“ทำไมนายไม่ออกไปล่ะ”  หยุนเหว่ยเอ่ยขึ้นหลังมองผู้พิทักษ์ทั้งสองคนทะเลาะเถียงกันไม่กี่ประโยค   เวลาแบบนี้ยังคงใจเย็นกันได้อย่างประหลาด

 

“ผมแค่อยากแกล้งคนบางคนที่น่าจะมาน่ะครับ”  ชายหนุ่มเกศาน้ำเงินตวัดกายหันมามองอีกคนที่ไม่ขยับไปไหน กลับอยู่ในห้องที่เริ่มร้อนขึ้นทุกขณะ

 

บอสหนุ่มมองแล้วแอบขำ  มันคือตลกร้ายเกินไปแล้วกระมัง  หากแขนเขาสภาพดีก็คงพังกำแพงไปแล้วล่ะ..  “ระหว่างที่รอนี่  เมฆาอาจจะออกไปได้แล้วก็ได้”  ด้วยอารมณ์ร้อนๆแบบนั้น…

 

“ไม่หรอกครับ  เพราะเขาอาจจะออกไปได้ด้วยวิธีของเขา แต่นกที่มาด้วยคงจะตายก่อน”   สายหมอกผู้เย็นชากับสัตว์โลกนึกขำ   ตกที่นั่งลำบากเพราะสัตว์ตัวน้อยซะแล้ว…

 

 

ในสถานการณ์เดียวกับวันนั้น…

คุณจะทำอย่างไรนะ… นภาผู้อ่อนหัด….

แค่แกล้งที่คุณทิ้งผมไว้…..

                สึนะโยชิวิ่งมาอย่างเหนื่อยหอบก่อนจะมองเห็นชาวจีนมุงอะไรบางอย่าง  ถนนถูกปิดเพราะเหตุการณ์บางอย่าง มองเห็นควันไฟที่สะท้อนในแสงไฟของยามค่ำคืน..  หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว   ผู้คนหลากหลายในละแวกนั้นบ้างก็มามุมดู บ้างก็กำลังหนีออกห่าง   เจ้าตัวจึงรีบใช้ร่างเล็กๆมุดเข้าไปให้ใกล้ที่สุด… สิ่งที่เห็นคือทะเลเพลิง…   อีกแล้วงั้นเหรอ….

 

 

“ฝีมือเบียคุรัน…..”    สายตากวาดมองหาหน่วยดับเพลิง…    มองเห็นกำลังช่วยเหลือแต่เพียงบางส่วนเพราะคนไม่พอ    พยายามจับใจความจากการสนทนาของคนรอบข้าง ต่างสันนิษฐานว่าเพราะย่านนี้เป็นย่านร้านอาหาร คงมีแก๊สระเบิด…

 

“มันไหม้มาจากตรงไหนเหรอครับ?”   รีบเข้าไปถามคนที่ดูจะเป็นคนต่างชาติที่สื่อภาษากันเข้าใจได้มากที่สุด

 

“น่าจะมาจากร้านอาหารด้านใน…  ต้นเพลิงน่าจะรุนแรงมากแน่ๆ…”   ผู้คนต่างหวาดกลัวและพยายามหลบหนีออกห่างไป

 

“หมอนั่น…..  ทำถึงขั้นนี้กับคนที่หมดประโยชน์งั้นเหรอ….”   สองมือกำแน่น.. เขาน่าจะเฉลียวใจตั้งแต่แรก…. และยามนั้นกลับได้ยินชื่อร้านอาหารหนึ่งที่คุ้นเคย…

 

 

คงเพราะเขาไม่คิดไตร่ตรองอีกฝ่ายให้ดี…

 

สึนะโยชิเบิกเนตรกว้าง.. แบบนั้นน่ะต้องมีเหตุการณ์รุนแรงแน่ๆ   “มุคุโร่ คุณฮิบาริ คุณหยุน…”    ร่างโปร่งบางรีบออกวิ่งไปแม้จะมีคนตะโกนเรียกห้ามไม่ให้เข้าไปลึกกว่านั้นกลับทำเป็นไม่ได้ยิน….

 

 

เพราะเขาไม่ระวังเอง…..

                สองขาพาตัวเองวิ่งไปยังสถานที่แห่งนั้น…     ไม่สนใจการห้ามของพนักงานดับเพลิงจนกระทั่งมาถึงหน้าร้านภัตตาคารแห่งนั้น… เต็มไปด้วยเปลวไฟ แต่ภายในน่าจะยังคงเข้าไปได้…   พนักงานดับเพลิงเข้ามาล็อกตัวของบอสวองโกเล่ห้ามไม่ให้เข้าไป  ร่างโปร่งบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ยื้อสู้เต็มที่จนกระทั่งถูกรุม  อย่ามายุ่งได้มั้ยเนี่ย!!!

 

 

“มุคุโร่ คุณฮิบาริ!!!!”   ตะโกนเรียกคนทั้งสองที่เขาคาดว่าน่าจะอยู่ภายในแต่กลับไร้เสียงตอบกลับมา    ร่างของลูกน้องมาเฟียที่ทำหน้าที่อย่างพนักงานร้านอาหาร… ก็อยู่ในกองเพลิงนั่น…

 

“อีกแล้ว….. “  ภาพนี้อีกแล้ว…  ที่เขาเคยเผชิญมันมาด้วยตัวเอง….

 

พนักงานและเจ้าหน้าที่ยังคงพยายามลากตัวชายหนุ่มร่างเล็กออกไปให้ได้  จนกระทั่งเจ้าตัวตัดสินใจฟาดร่างของพวกเขาเหล่านั้นออกไป…  “ขอโทษนะครับ ผมกำลังรีบ!”   โค้งตามมารยาทแล้ววิ่งเข้าไปโดยไร้เครื่องป้องกันตัวแม้แต่ชิ้นเดียว

 

 

ร้อน!!!

                เข้าไปได้ก้าวเดียวก็ถอยกลับออกมาเมื่อรู้ว่าตัวเองสิ้นคิด   หันกลับไปมองพวกพนักงานดับเพลิงที่โดนฟาดปากอีกครั้ง  “ขอโทษนะครับ  ขอยืมน้ำหน่อย”   รีบเอาน้ำมาราดตัวเองให้ชุ่มไปทั้งตัว  การพยายามทำเท่ของเขามันต้องล่มไปอีกกี่รอบกัน…

 

“อย่าทำเป็นฮีโร่เลยเจ้าหนู ในนั้นคงไม่มีคนแล้ว”  พนักงานดับเพลิงเอ่ยเตือนคนบ้าหัวฟูคนหนึ่ง..  ใบหน้าใสผินหันมองพลางยิ้มให้

 

“ผมไม่ใช่ฮีโร่หรอกครับ  เป็นตัวเรียกหายนะตะหาก”   บอกความเสร็จจึงวิ่งก้าวกลับเข้าไปภายในอีกครั้งหนึ่ง.. ใช่แล้วล่ะ… เขาน่ะ….

 

 

ไม่ใช่ผู้พิทักษ์โลกเหมือนเด็กๆอยากจะเป็นเสียหน่อย

เป็นมาเฟียที่อยู่ในโลกมืดคนหนึ่ง…

 

เป็นคนที่ทำให้คนมากมายต้องตายมาแล้ว…

จะเรียกตัวเองว่าฮีโร่ได้ยังไงกัน…

                ภายในร้านอาหารซึ่งมักเต็มไปด้วยผู้คนกลับมีแต่เปลวเพลิง และเพดานที่พร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ  ไม่มีแม้แต่เงาของคน มองเห็นเพียงของที่กล้าเป็นเชื้อไฟ  และการปะทุระเบิดที่น่ากลัวจากวัตถุดิบที่เป็นเชื้อไฟภายในร้าน… คงจะไม่มีแก๊สระเบิดแล้ว  เพราะคงระเบิดไปตั้งแต่แรก….

 

 

“มุคุโร่~~!!  คุณฮิบาริ~~!!  คุณหยุนครับ!!”     ตะโกนเรียกหาคนทั้งสามคนแต่ไร้เสียงตอบกลับมาราวกับแกล้งกัน…  นี่เขาโง่เข้ามาตอนที่ไม่มีคนจริงๆรึเปล่า…

 

“ตอบกันมาบ้างเซ่!!!!”  ด่าไปตวาดไปแล้วก็วิ่งแบบระมัดระวังเข้าไปด้วย  น้ำที่นำมาชโลมกายนั้นเริ่มเหือดแห้งหายไปทุกที

 

“หรือว่าไม่มีคนอยู่!!!”  สถานการณ์ตึงเครียดแต่เจ้าตัวกลับทำเป็นเรื่องเล่นๆ แล้วกรรมก็ตามสนอง..

 

 

โป๊ก!!

                อิฐจากด้านบนศีรษะร่วงลงมาโดนศีรษะฟูฟ่องเข้าเต็มๆ.. โชคดีที่ไม่ใช่ของใหญ่อะไรแค่ทำให้ตกใจได้เท่านั้น…  เมื่อแลมองไปบนเพดานมันเริ่มจะถล่มลงมาทีละน้อยจึงรีบวิ่งจากตรงนั้น…    เขาอยู่ในนี้นานๆจะเป็นฝ่ายโดยขังอยู่ในนี้เองรึเปล่า.. คิดแล้วเครียดจริงๆ….

 

 

“ถ้ารู้ว่าอยู่ในนี้แล้วไม่ตอบ เดี๋ยวมีเรื่องกันจริงๆด้วย!!!!”   แผดเสียงลั่นอีกครั้งแล้วเดินต่อไปตามทาง… ไฟแค่นี้.. เขาไม่ร้อนหรอก… ไม่ร้อนที่ไหนเล่า!!!

 

 

ปลาทูน่ายังคงแหวกว่ายอยู่ในเตาอบโดยใจที่คาดหวังว่าคนสำคัญทั้งสามคนจะปลอดภัย…  สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ไป… และตั้งแต่วันนี้ไป… จะผลักดันให้เขากำหนดสิ่งที่เขาควรจะทำกับนภาสีขาวได้เสียที….

 

 

ท่ามกลางเปลวเพลิงราวกับอยู่ในเตาอบนั้น

คือการลงทัณฑ์เพื่อการเริ่มต้น

.

.

.

 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 12/17/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: