RSS

[KHRFic] LOVE Like Noodle!? Zwei (6927) CH13

17 ธ.ค.

 

 

เปลวไฟในวันนั้นช่างร้อนแสบผิว

หากแต่ในใจกลับร้อนยิ่งกว่า

 

สิ่งที่เราได้พาลพบประสบอยู่นั้น

คงใกล้ถึงจุดสิ้นสุด…

ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าแม้ยากเย็น

ก็ต้องก้าวต่อไป….

เพื่อนพ้อง ครอบครัว คนที่ฉันรัก

อยากให้พวกเขามีความสุขมากที่สุด

 

ชอบที่จะเห็นคนเหล่านั้นแย้มยิ้ม

ทะเลาะกันด้วยเรื่องเล้กๆน้อยๆ

แล้ววันหนึ่งพวกเราก็คงจะ….

ได้พบกับความสุขที่กลับคืนมา

 

 

Chapter 13 The Fool

                ร่างโปร่งบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ลบเลี่ยงห่างจากผนังอิฐปูนร้อนราวกับเตาอบ  หลบหลีกเพดานที่พังทลายลงมาเป็นระยะๆ   ช่างน่ากลัวเสียจริงๆ…   เนตรสีน้ำตาลไหม้ตวัดมองเส้นทางครั้งแล้วครั้งเล่า  เส้นทางที่เขาจดจำได้อย่างดีกลับดำเนินไปตามเดิมไม่ได้เมื่อมีอุปสรรคกีดขวาง ทั้งเปลวไฟที่ลุกโชนเกินจะก้าวเข้าไปในเส้นทางบางเส้น..   ตะโกนเพรียกหาชื่อของพวกพ้องครั้งแล้วครั้งเล่ากลับไร้เสียงตอบกลับ.. กังวลเหลือเกิน..

 

 

“มุคุโร่!!!!”   ตะโกนเสียงลั่นก่อนเปลี่ยนมาวิ่งหลบไฟที่พวยโชนออกมาจากประตูที่เปิดอ้าไว้..  เพียงสัมผัสอากาศไฟจะปะทุได้ทุกเมื่อ…

 

 

นึกแค้นที่ไม่มีคนตอบกลับ สองขาก้าวพาตัวเองเข้าไปภายในเรื่อยๆ  น้ำที่ใช้เป็นเกราะสร้างความชื้นให้ตนเองเริ่มเหือดแห้งไป   สึนะตัดสินใจถอดเอาเสื้อสูทตัวนอกออกปัดเอาเปลวไฟให้ออกห่างตัวไป  แม้จะทำให้ร่างกายปะทะความร้อนโดยตรงมากขึ้นก็ตามที…

 

 

“จิ๊บๆ~~!”   เสียงนกน้อยตัวหนึ่งดังขึ้นในความเงียบงัน  เรียกให้ใบหน้าอ่อนวัยตวัดมองหาเจ้าของเสียงนั่น  ต้องใช่แน่ๆ..

 

“ฮิเบิร์ด!!  คุณฮิบาริ!!!”  ทั้งที่ควรห่วงคนแต่ดันเรียกชื่อของสัตว์เลี้ยงของผู้พิทักษ์เมฆาก่อน..    สึนะโยชิวิ่งตรงฝ่าความร้อนเข้าไปยังห้องโถงกว้างซึ่งเคยเป็นที่รับแขก  ห้องที่เขาเคยพบกับชายหนุ่มเจ้าของสถานที่นี้เป็นครั้งแรก…  สภาพต่างไปจากตอนนั้นเลย…

 

“คุณฮิบาริครับ!!”   เสียงใสตะโกนเรียกชายหนุ่มในชุดสูทซึ่งยืนอยู่เพียงคนเดียวในห้องนั้น  ดูเหมือนจะพยายามทำอะไรซักอย่างอยู่..  เห็นเมฆาผู้มีสภาพเหมือนเตาอบหรือเตาเอนกประสงค์เคลือบสีดำเพิ่มความร้อนแล้วเขาร้อนแทน..

 

ฮิบาริ เคียวยะผินมองมาตามเสียงเรียก  สองมือของผู้พิทักษ์ถือทอนฟาทั้งสองใช้พังสิ่งของ   “แกหายหัวไปไหนมา?”   จะทักทายดีๆก็ไม่ บอสปลาเคือง!

 

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะครับ!  แล้วคนอื่นๆล่ะครับ!?”  เร่งวิ่งตรงไปหาเพื่อนนางเอก(?)   ยืนพังอะไรอยู่เนี่ย ทำไมไม่ออกไป!!

 

“พวกมันยังไม่ออกมา ยังอยู่ในห้องนั่น”  มือแกร่งชี้ไปยังทางเข้าห้องส่วนตัวของบอสหนุ่มชาวฮ่องกง    เนตรสีน้ำตาลไหม้เบิกกว้าง..

 

“อะไรนะครับ!  ทั้งที่ไฟลุกขนาดนี้แล้ว!!”  รู้สึกเหมือนโดนแกล้ง…   ใบหน้าละอ่อนทอประกายกังวล คนมองอย่างเมฆาเริ่มเบื่อหน่าย..

 

“เลิกทำหน้าโง่ๆได้แล้ว  จะไปไหนก็ไป”  ทอนฟาในมือทั้งสองกระชับแน่นเดินตรงเข้าหาผนังที่ไม่น่าจะมีอะไรเลย…ก่อนที่จะวาดวงแขนฟาดมันลงไป

 

เปรี้ยง!!!!

                ทอนฟาสีเงินอัดเข้าใส่พนังแตกเป็นเศษปูนชิ้นเล็กชิ้นน้อย    สึนะโยชิมองการกระทำนั่นแล้วพลันเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังทำอยู่.. กำลังคิดจะพังท่อน้ำประปาสินะ..   ใครบอกกันว่าเมฆานั้นดื้อรั้นและไร้น้ำใจ..  แท้จริงแล้วจะลอยเอื่อยคอยช่วยอยู่ห่างๆ…

 

 

“ผมจะไปหามุคุโร่กับคุณหยุนก่อนนะครับ  แล้วเรารีบออกไปกันเลยนะครับ!”    ไม่รู้เขาคิดเข้าข้างตัวเองมากไปหรือเปล่าว่าเมฆานั้นกำลังช่วยถ่วงเวลาให้การลุกไหม้ช้าลงไปกว่าเดิมด้วยการทำให้น้ำไหลออกมา   …

 

“พูดมากจริง ไสหัวไป”  เปล่งเสียงอันเยนชาไล่บอสวองโกเล่  หากแต่ริมฝีปากเรียวระบายรอยยิ้มกว้างเป็นการขอบคุณและรีบวิ่งตรงไปยังที่ๆตนควรจะไป…

 

“ครับ!!   คุณฮิบาริก็ระวังฮิเบิร์ดโดนไฟนะครับ!”  บอกเตือนอย่างหวังดีแล้วรีบวิ่งไป …  เขาน่ะรู้สึกดีใจทุกครั้งที่มีสรรพสิ่งอยู่ด้วยในยามที่เดือดร้อน…

 

อย่างน้อยก็คงช่วยให้เขามีเวลาคุยกับคนๆนั้น…

เพราะเขาเชื่อว่าจะไม่มีโอกาสได้สนทนากันอีกแล้ว…

                บอสวองโกเล่รุ่นที่สิบหยุดยืนตรงหน้าประตูห้องที่อาบด้วยเปลวเพลิง  คงจับลูกบิดเปิดออกไปด้วยมือเปล่าไม่ได้แล้ว.. ทั้งที่น่าจะเปิดประตูออกมาแต่กลับไม่ทำ  นี่เขาคงโดนผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกแกล้งอยู่เป็นแน่..   มือเรียวหยิบเอาถุงมือไหมพรมสวมเข้าที่มือทั้งสองข้าง  ยื่นไปจับลูกบิดประตูเปิดเข้าไปภายใน….

 

 

“กว่าจะมานะครับ…  ไปเดินเล่นที่ไหนอยู่”   ในห้องนั้นเขามองเห็นชายหนุ่มเกศาสีน้ำเงินยืนกอดอกมองมาทางเขา  และอีกคนในชุดเครื่องแบบมิลฟิโอเร่ค่อยๆหันมายิ้มให้…  ทั้งที่ห้องมันอาบไปด้วยเปลวเพลิงแล้วแท้ๆ…

 

“ดีกว่าคนที่มัวเล่นซาวน่ากันอยู่ได้ล่ะ.. ทำไมไม่ออกไป…”   ซาวาดะ สึนะโยชิคุงก้าวเข้าไปในห้องอย่างเชื่องช้า  ทั้งที่ควรจะรีบบอกให้ออกไปจากที่นี่ คำพูดเหล่านั้นมันกลืนหายไปทั้งหมด…

 

“ทั้งที่ฉันอุตส่าห์วางยานายแล้วแท้ๆ…”  อย่างน้อยๆก็วางใจที่ไม่เห็นคนทั้งสองบาดเจ็บไปมากกว่าที่ตาเห็น.. ไม่เข้ามาเจอบางอย่างที่น่าเศร้า…

 

“วิธีการแบบนั้นใช้กับผมไม่ได้หรอกครับ”  ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกใช้เนตรสองสีมองมาทอประกายเคืองโกรธที่เขารับรู้ได้…

 

“ฉันไม่อยากให้นายมานี่…”   แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิด… โรคุโด มุคุโร่ไม่ได้ใจร้อนเกินไปอย่างที่เขาคิดนัก….

 

“เรื่องนั้นไว้คุยกันทีหลังแล้วกันครับ  ผมอุตส่าห์รอคุณในกองเพลิงเชียว”   คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความเคือง ยังมีเวลาเล่นตลกอีกนะนี่….  แต่…

 

 

รักษาสัญญาได้สินะ.. สายหมอกของฉัน….

“เธอคงปฏิเสธความร่วมมือกับเบียคุรันสินะ?”   หยุนเหว่ยเปล่งถามขึ้นเมื่อสายตาอันมาดมั่นของบอสวองโกเล่มองตรงมาหาตน…

 

“ครับ.. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น.. ผมจะสู้กับหมอนั่น”   ประกายตาอันแสนมั่นใจนั้นคือความแน่วแน่ที่มิอาจสั่นคลอนได้ของนภา…

 

มุคุโร่มองท่าทีของนภาผู้อ่อนโยนมาตลอดพลางยิ้ม  ในที่สุดก็คิดได้ด้วยตัวเองแล้วสินะ…   “ผมไม่มีทางอภัยให้การกระทำเลวร้ายแบบนั้นได้อีก…”

 

 

แหวนทั้ง 7 วงนี้ จะไม่ยอมให้ตกอยู่ในมือนั่น….

ไม่มีวัน….

                ชายหนุ่มชาวฮ่องกงมองอย่างนิ่งงัน เป็นคำพูดที่สะกดคนได้ราวกับเวทมนต์ เวลาเพียงช่วงสั้นๆเท่านั้นที่ชายตรงหน้าเขาเติบโตขึ้นถึงเพียงนี้… จนกระทั่งทำให้เขากลายเป็นคนโง่และแสนอ่อนแอไปในทันใด.. การหักหลังคนสำคัญนั้นช่างไม่น่าให้อภัยตัวเองแม้แต่น้อย….

 

 

“ส่วนนึงก็มาจากฉันนะสึนะโยชิ  ที่เธอตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้”  เจ้าของเนตรสีดำขลับและเกศาสีเดียวกันเอ่ยราวกับยุแยงให้เกิดความขุ่นเคือง…

 

เจ้าของเนตรสีทรายก้าวมาหยุดยืนข้างกายของสายหมอก   “ผมฟังเรื่องทุกอย่างจากหมอนั่นแล้ว…   ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้นะครับ… ผมทำให้คุณเดือดร้อน”   สีหน้าทอประกายกังวลอย่างจริงจัง..

 

บอสหนุ่มชาวจีนเพียงแค่ยิ้มให้เท่านั้น ไร้คำอธิบายถึงการกระทำของตน  “ฉันเองก็ไม่ใช่คนดีนักหรอกสึนะโยชิ”  คนเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอ….

 

“เรื่องที่คุณทำหลายอย่าง… ผมอาจจะให้อภัยไม่ได้ก็จริง…”  หลายสิ่งหลายอย่างนั้นทำให้คนสำคัญของเขาต้องเจ็บปวด….

 

“แต่ไม่ว่ายังไงคุณหยุนก็ยังเป็นเพื่อนของผมอยู่ดีครับ…”    เนตรสีน้ำตาลไหม้มองสบตาของอีกฝ่าย  คำพูดมากมายที่เคยคิดเอาไว้.. เขาลืมเลือนมันไปหมดเมื่อถึงเวลานี้.. แย่จริงๆเลยตัวเขา…

 

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยล่ะ วองโกเล่รุ่นที่สิบ”  ริมฝีปากคมแย้มยิ้มอ่อนโยน  แม้จะอยู่ในเครื่องแบบของฝ่ายศัตรู แต่ตัวเขานั้นก็รู้ว่าอีกฝ่ายยังคงเหมือนเดิม….

                “เพราะฉะนั้น…  ผมเข้าใจนะครับ….”   ฝืนยิ้มออกมาแม้ในใจนั้นจะโศกเศร้ามากเพียงใด..  ทุกอย่างมันดำเนินมาไกลถึงเพียงนี้แล้ว…

 

 

เขาไม่ต้องการคำขอโทษใดๆจากคนตรงหน้า

เพราะตัวเขานั้นควรจะเป็นคนเอ่ยคำขอโทษ…

 

ตัวตนของเขานั้นได้สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น..

ถ้าไม่ใช่เพราะเขา.. คนๆนี้ก็จะไม่ทำแบบนี้อย่างแน่นอน…

 

หยุนเหว่ยมองนภาอย่างไม่เชื่อสายตา…  สิ่งที่เขาต้องการคือคำต่อว่ามากกว่าคำพูดเช่นนั้น…  เปลวไฟโดยรอบนั้นไม่ได้ทำให้เขาร้อนเลย  มันแผดเผาไม่เท่าคำพูดของบอสวองโกเล่   คำเอ่ยเหล่านั้นช่างเป็นดั่งเปลวเพลิงแผดเผาใจเขาด้วยความรู้สึกผิด… แต่เขาแสดงมันออกมาไม่ได้…

 

 

“แต่ฉันก็มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับเบียคุรันนะ   เธอมาควรจะพูดแบบนี้ด้วยซ้ำ”   หว่านล้อมให้อีกฝ่ายเลิกพูดอย่างสวยหรูเสียที.. ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ…

 

“ที่ผมกลับมาที่นี่ไม่ใช่เพราะจะมาต่อว่าหรือล้างแค้น…”  สายตาของสึนะโยชิอ่อนลงไป.. รู้สึกเสียใจนัก….

 

“ผมต้องการแสดงให้เห็นว่าผมไม่ได้โกรธเคือง….   คุณหยุนไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง…”   จดจำได้ทุกเหตุการณ์ก่อนที่ตนจะล้มลงไปและหมดสติ…  ความอ่อนโยนนั้นเขายังสัมผัสได้อย่างดี…

 

เมฆาผู้ยิ่งใหญ่มองอย่างไม่เชื่อสายตา…   มองเขาเสียทะลุปรุโปร่ง…แต่…   “ฉันไม่ได้โทษตัวเอง  ถ้าฉันหวังดีกับเธอ ฉันจะไม่หักหลัง”  ความนัยที่สายหมอกฟังแล้วเข้าใจในความหมายนั่น….

 

“นั่นสินะครับ… เพราะนั่นไม่ใช่ความหวังดี…”   ราวกับราดน้ำมันลงในกองเพลิงของการสนทนาให้ลุกโหมยิ่งกว่าไฟโดยรอบ…

 

สองมือเรียวกำเข้าหากันแน่น…  ไม่อยากได้ยินคำพูดแบบนั้น…  “อย่าพูดแบบนั้นมุคุโร่… ขอร้องล่ะ….”

 

“เธอควรจะฟังผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกแล้วออกไปได้แล้ว”  ชายหนุ่มเกศาสีดำขลับบอกไล่คนทั้งสองออกไป…  นี่คือบทลงโทษที่เขาควรจะได้รับ…

 

 

การหักหลังคนสำคัญ….

                “ไม่ครับ…. จนกว่าคุณหยุนจะเข้าใจ…  ไปด้วยกันเถอะครับ…”   ดูเหมือนนภาจะเข้าใจในสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการจะทำ…   คำพูดของเขาราวกับมีกำแพงกั้นขวางเอาไว้…

 

สายโซ่ฟาดเฉียดใบหน้าละอ่อนไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง  แม้มีเพียงแขนเดียวเท่านั้นที่ยังใช้การได้บอสของมาเฟียอี้เหอก็ยังคงมีแรงจะจู่โจมได้   “ถ้างั้นเธอก็ต้องสู้กับฉัน”   คำพูดในงานเลี้ยงวันนั้นกลับมาอีกครั้ง… การท้าดวลของคนสองคนที่เขาปฏิเสธไป..

 

“ไม่ครับ!”  เสียงหวานแผดลั่นบ่งบอกความตั้งใจของเขา..

 

สายหมอกยืนมองอย่างเงียบงันมาเป็นเลานานจึงยื่นมือเข้ามาแทรก    มือแกร่งตวัดปิดเนตรสีน้ำตาไหม้อย่างแผ่วเบา “มุคุโร่ จะทำอะไร……”   ไอเย็นเลือนรางจากสายหมอกเข้าปกคลุมชวนให้รู้สึกง่วงเหลือเกิน….

 

“หลับไปก่อนเถอะครับ….”   เอ่ยบอกแผ่วให้นภาสงบลง…

 

“เดี๋ยวสิ..! หยุด………”  จะโวยวายร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงและค่อยๆทรุดลงไปให้วงแขนแกร่งตวัดรับร่างนั้นเอาไว้  …  เขาไม่อยากจะหลับไปแบบนี้….

 

ไม่อย่างนั้น…

จะไม่มีโอกาสได้เอ่ยกับคนตรงหน้าอีก…

                หยุนเหว่ยมองการกระทำของสายหมอกพร้อมแย้มยิ้มให้   “ต้องขอบใจรึเปล่านะ”   ไม่อย่างนั้นเขาโดนไล่ต้อนจนกระทั่ง.. บอกความรู้สึกของตัวเองออกมา…

 

“ทำตัวเป็นคนร้ายจนถึงที่สุด  มันไม่เท่หรอกนะครับ”   ร่างสูงเกศาไพลินอุ้มร่างโปร่งของบอสวองโกเล่ขึ้นไว้ในวงแขน  คงไม่ได้ฝันดีหรอก….

 

“แบบนี้ดีแล้วล่ะ   สึนะโยชิต้องเดินต่อไป”  ซึบซับเอาความรู้สึกบางอย่างเอาไว้… เพื่อก้าวเดินต่อไปเพื่อเผชิญกับศึกที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน….

 

 

พวกเราได้เจอกันที่นี่……

 

เพดานอิฐปูนเริ่มพังทลายลงมาอาคารสั่นไหวร้อนระอุ…    เกินที่จะอยู่ในนี้ต่อไป  หากแต่ชายหนุ่มทั้งสองในห้องยังคงไม่ขยับออกไป…  คำพูดใดๆล้วนหายไปจากสมอง…   “จะฝากคำพูดอะไรไว้รึเปล่าล่ะครับ ผมจะบอกเขาให้”   ครั้งสุดท้าย….

 

 

และจบลง ณ ที่แห่งนี้…..

                “ไม่ต้องหรอก ถ้าจะบอกก็บอกว่าขอบใจ”  ริมฝีปากคมแย้มยิ้มยามเมื่อมองใบหน้าของนภาผู้แสนอ่อนโยนยามหลับใหล…

 

 

ความทรงจำถูกฝังแปรเปลี่ยนในควันไฟ…

 

“แค่นั้นสินะครับ….”     เพดานร่วงกล่นมาพร้อมกับกองเพลิงและสะเก็ดไฟ…   เวลาไม่มีอีกแล้ว….

 

“แค่นั้นแหละ   ขอบใจนายด้วย โรคุโด มุคุโร่”   ครั้งแรกที่เอ่ยนามของคู่แข่งออกมา… ช่างเหมือนคำลาซะเหลือเกิน…

 

“แต่ผมไม่ขอบคุณคุณหรอกครับ…”  ไม่ลดทิฐิลงแม้จะไม่ได้พบกันอีกก็ตามที….

 

“มีแต่จะต่อว่า ที่คุณทำให้ผมต้องมาคอยดูแลบอสซื่อบื้อคนนี้”  คำพูดเรียกเสียงขบขัน.. ราวกับเหตุการณ์ในภัตตาคารที่ชายหนุ่มทานยาพิษจนกระทั่งพูดไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง…

 

“นั่นน่ะ นายต้องขอบคุณฉันตะหาก”  ที่ทำให้ได้สิ่งที่สำคัญมากมายมา….

 

โรคุโด มุคุโร่เพียงแค่หยักยิ้มที่มุมปาก วันวานในสถานที่แห่งนี้…  “ขอบคุณก็ได้หรอกครับ ตามมารยาท”  ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกอุ้มพาร่างของซาวาดะ สึนะโยชิออกไปจากห้องที่ใกล้พังทลายเพราะเพลิงไหม้..  ใบหน้าที่ได้แลเห็นเป็นครั้งสุดท้าย…

 

 

วันนั้นในสวนสาธารณะ คนสองคนทะเลาะกัน

และเขาได้ถ่ายภาพนั้นเอาไว้…

 

ภาพใบหน้าอันเป็นธรรมชาติของสองคนนั้น

คือจุดเริ่มต้น….

 

เศษอิฐและปูนร่วงลงมาราวกับเป็นเพียงแห่หิมะในยามเหมันต์…  “ขอให้เธอมีความสุขกับคนที่เธอรักนะสึนะโยชิ”  มองเห็นเพียงแค่เปลวเพลิงเท่านั้น….

 

 

จงก้าวผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายไป

แล้วพบเจอกับความสุขที่เธอใฝ่หา..

 

อย่างในวันนั้นที่นภากับสายหมอก

โต้เถียงกันในสวนสาธารณะนั่น

                ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกในชุดโค้ทสีดำวางร่างเล็กกว่าลงกลางทางถอดเอาเสื้อคลุมหนังสีดำขลับของตนเองคลุมร่างนั้นเอาไว้และอุ้มขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  อย่างน้อยๆก็ป้องกันไอร้อนแผดเผากายได้บ้าง..    ห้องโถงที่ก้าวออกมาพบว่ามีร่องรอยของน้ำพวยพุ่งออกจากท่อประปาที่แตก แต่ไม่มากพอจะดับไฟที่กลายเป็นทะเลเพลิงได้…

 

 

“ฝีมือฮิบาริ เคียวยะคุงสินะครับ”  ร่องรอยบนกำแพงบ่งบอกได้อย่างดี.. แต่เจ้าตัวกลับหายไปอยู่ที่ไหน..

 

 

ชายหนุ่มพาร่างของผู้หลับใหลก้าวไปตามทางออก   เปลวเพลิงยังคงมากมายนัก..  แม้มีร่องรอยของการพังท่อน้ำ  แต่การพังหมดทุกจุดไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก.. น้ำจะไม่กระจายไปทั่วตึก…   มุคุโร่ก้าวไปตามทางเรื่อยๆแข่งกับเวลาที่ภัตตาคารจะถล่มลงมาเพราะไฟที่เข้าไปทำลายโครงสร้าง

 

 

“ก็หวังว่าจะมีแก๊สหลงเหลืออยู่ในนี้อีกนะครับ” คอยระวังไม่ให้ร่างในวงแขนสัมผัสสะเก็ดไฟ   หากแต่ความคิดในแง่ลบในสถานการณ์แย่ๆมักเป็นจริงเสมอ…

 

 

ตูม!!!!

 

แก๊สอันเป็นส่วนประกอบสำคัญในร้านอาหารเกิดการระเบิดขึ้นจากห้องเก็บอย่างรุนแรง  อาคารภัตตาคารสั่นไหวพร้อมกับไฟที่ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง..  เพดานถล่มลงมาอีกครั้งอย่างรุนแรงพร้อมกับเศษไม้  สายหมอกใช้ร่างของตัวเองป้องกันเศษเหล่านั้นไม่ใช้โดนตัวของเจ้าบอสที่หลับไหล..

 

 

“ช่างเป็นภาระจริงๆนะครับเนี่ย…”  แม้ไม่ได้รับอันตรายอะไรแต่แผลถลอกเพราะไร้สิ่งป้องกันนั้นก็ปรากฏขึ้น ทั้งอากาศที่ร้อนระอุกัดผิวหนัง…  ได้หนี้เพิ่มขึ้นมาอีกหลายขั้น..

 

สึนะโยชิยังคงหลับไม่รู้เรื่องให้มุคุโร่มองอย่างหน่ายๆ  แต่เขาก็เป็นคนทำให้หลับไปเองมันก็ช่วยไม่ได้..  หากแต่ยามนั้นกลับมีเศษอิฐใหญ่ของเพดานทลายลงมาโดยไม่มีทางหลบ….

 

 

เปรี้ยง!!!

 

เมฆาพุ่งเข้ามาฟาดอิฐเพดานแตกพังเป็นชิ้นเล็กๆก่อนปะทะเข้าใส่ร่างของสายหมอกและนภาผู้หลับใหล  สีหน้าของกรรมการรักษาระเบียบหนุ่มนั่นยังคงนิ่งเฉยและเย็นชา  มองเห็นร่างนั้นเปื้อนเขม่าควัน  นกน้อยกลับยังมีสีเหลืองสดช่างน่าขำขันกับสภาพนี้..

 

 

“ดูไม่ได้กันทั้งคู่นะครับ”  อยู่ในกองเพลิงนานเกินไปเสียแล้ว…

 

ฮิบาริ เคียวยะมองคนทั้งสองแล้วพอจะเดาได้ว่าอีกคนหนึ่งคงจะไม่ออกมาด้วย… ก็คิดอยู่แล้ว  ทิฐิของคนที่ต้องการการลงโทษ…  “เพราะแกไม่สร้างน้ำขึ้นมานั่นล่ะ”

 

“ก็บอกแล้วนี่ครับ  ผมไม่ใช่ท่อน้ำ สร้างภาพมายาได้ แต่ไม่มีของจริง”   ชายหนุ่มเกศาสีไพลินกระชับร่างในวงแขนเพื่อออกวิ่งอีกครั้ง…

 

เมฆาและนกน้อยมองอย่างหน่ายๆ  “น่ารำคาญจริงๆ”   เก็บเอาทอนฟาใส่ในเสื้อและวิ่งนำออกไปก่อน   แม้จะดื้อรั้นแต่ยามลำบากมักยื่นมือเข้ามา  น่าขำจริงๆ…

 

“ไว้ค่อยบ่นเถอะครับ เหม็นควันจะแย่แล้ว”    ผู้พิทักษ์ทั้งสองนำพาบอสวองโกเล่รุ่นที่สิบออกไปจากทะเลเพลิงแค่นี้…    เปลวไฟที่ฝังเอาความทรงจำมากหลายหลากหลายเอาไว้…

 

 

เมื่อตื่นขึ้นมาคงพบกับสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม…

                เสียงกรีดร้อง เสียงสะเก็ดไฟ เสียงของไม้ถล่ม โครงสร้างของอาคารเริ่มปริร้าว พนักงานดับเพลิงภายนอกอาคารแยกย้ายกันไปจัดการดับเพลิงในย่านภัตตาคารอาหาร   ห่างไกลออกไปจากพื้นที่นั้นชายหนุ่มเกศาสีขาวนวลหยุดยืนจดจ้องมองภาพเหตุการณ์วินาศกรรมที่ผู้คนแตกตื่น คงมีเพียงชายในขุดสูทขาวคนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยืนนิ่งมองพร้อมรอยยิ้มแปลกไปจากคนอื่นได้  เนตรสีอเมทิสต์นั้นยังคงมองไปตรงหน้าตรงไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง อาคารภัตตาคารของมาเฟียอี้เหอ นึกขำที่บอสวองโกเล่เลือกกลับมายังที่แห่งนี้

 

 

“เธอโง่จริงๆเลยนะนี่”  รนเข้าหาที่ให้ตัวเองต้องลำบาก…

 

สายตาคมทอดมองผู้คนทั้งหลาย สายตาของผู้ที่ตื่นกลัวการล่มสลาย การหนีตาย ไม่ว่าช่วงเวลาใดก็เหมือนๆกันทั้งนั้น กี่ครั้งต่อกี่ครา..  “ทุกอย่างจะดำเนินไปเหมือนเดิม”  และจบลงแบบเดิม…

 

ลูกน้องในสังกัดขับรถมาจอดเปิดประตูรอรับบอสไวท์สเปลกลับไปดำเนินภารกิจต่อไป  “ใกล้ได้เวลาเครื่องออกแล้วครับคุณเบียคุรัน”

 

“มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะโชจัง  ฉันกำลังดูละครสนุกเลยล่ะ”  ลูกน้องในสังกัดสวมแว่นตามองอย่างประหลาดใจ นี่คือละครฉากใหญ่…  โรงละครดิ้นรนเอาชีวิตรอด..

 

“ออกจะรุนแรงไปหน่อยนะครับ… ละครรอบนี้ของคุณน่ะ”  วินาศกรรมในต่างแดน..  ละครที่ไร้ซึ่งตอนจบ..

 

“ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของเธอแล้วล่ะนะโชจัง  เดินเรื่องให้ถึงจุดๆนั้น”   บอสมิลฟิโอเร่จับสูทขึ้นพาดบ่าและก้าวขึ้นไปบนรถยนต์…  เกมส์หมากกระดานนี้ยังคงไม่จบ.. ยังไม่รุกฆาตหรอกนะ…

 

“ครับ…”  เนตรของชายหนุ่มสวมแว่นตามองไปยังกลุ่มกองเพลิงนั้น… ด้วยสายตาแฝงความนัยบางอย่างไว้…

 

เกมส์ที่เราสองคนนั่งประจันหน้ากันอยู่

เพิ่งดำเนินมาได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

 

คงง่ายหากทำเป็นตุ๊กตาเชื่อฟังภักดี

แต่คงน่าเบื่อเกินไปด้วยวิธีการแบบเดิมๆ

มาเดินหมากตัวต่อๆไปกันเถอะ

ซาวาดะ สึนะโยชิคุง

                ลมเย็นๆของเครื่องปรับอากาศกระทบผิวหน้าให้รู้สึกถึงความสบาย..    เปลือกตาบางปรือเปิดขึ้น…  มองเห็นภาพเลือนราง.. ห้องพักที่โรงแรมของเขา…   ใบหน้าหวานผินมอง.. เห็นชายหนุ่มเกศาสีไพลินเช็ดผมอยู่ใกล้ๆนั่น  คงเพิ่งอาบน้ำล้างควันกระมัง….  มือเรียวค่อยๆยันร่างกายของตัวเองขึ้นจากเตียงนุ่ม… เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว แล้วใครล่ะเป็นคนเปลี่ยนให้… ช่างมันเถอะ….

 

 

“ฉันกลับมาที่นี่ได้ยังไงน่ะมุคุโร่…?”  สติยังคงกลับมาไม่สมบูรณ์จากความง่วงมึนงง   เสียงใสนั้นเรียกอีกคนในชุดนอนเสื้อยืดสีน้ำเงินแขนยาวหันมามอง

 

“ก็ผมแบกกลับมาสิครับ  คุณจะกลับมาเองได้ยังไง”    ร่างโปร่งบางลุกขึ้นจากเตียงเดินไปยังโซฟาตัวยาวในห้อง  ในโทรทัศน์ออกข่าวเรื่องไฟไหม้ย่านภัตตาคาร…

 

มันไม่ใช่ความฝัน…   “คุณหยุนล่ะ…?”   คำตอบมิได้เอ่ยมาทันทีที่เขาถาม กลับเงียบไปเป็นเวลาหลายวินาที…

 

“หลังพาคุณออกมา  เขาก็ไปที่อื่นแล้วล่ะครับ”  พยายามบอกอย่างกำกวมให้คิดว่าไปไหนเพราะไม่กล้าพบหน้าอีก…

 

“ไปไหนล่ะ..?”    สึนะโยชิยังคงไล่ต้อนเจ้าสายหมอกให้บอกความจริงออกมา..

 

“อเมริกามั้งครับ  แล้วก็ฮิบาริ เคียวยะคุงตอนนี้กลับห้องไปแช่น้ำแล้วมั้งครับ  เผื่อคุณจะถามถึงอีกคน”  รีบตอบดักทางเจ้าบอสปลาจอมสงสัยในความเป็นอยู่คนอื่น

 

“งั้นเหรอ…. อืม… ดีแล้วล่ะ…”   สึนะนั่งลงบนโซฟานุ่มแม้จะรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ..  แต่คนอย่างสายหมอกคงไม่โกหกเรื่องดีๆแบบนี้ได้หรอกกับคนบางคน  คงบอกความจริงมาแล้ว  เนตรกลมโตพลันเห็นถุงสีน้ำตาลห่อหนึ่ง..

 

“ตื่นมาก็ไม่คิดจะถามเรื่องอื่นเหรอครับเนี่ย  คุณน่ะทำผมเป็นแผลไปทั้งตัว”  ชายหนุ่มเลิกแขนเสื้อให้เห็นผิวกายของตนเอง เป็นรอยแผลเพราะความร้อนที่กัดผิวหนังเต็มไปหมด

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้เบิกกว้างรีบวิ่งไปหาน้ำแข็งในตู้เย็นด้วยความตกใจ  “นายเอาเสื้อโค้ทมาให้ฉัน แล้วใส่แต่เสื้อกล้ามในกองไฟเนี่ยนะ!!”   พอจะเดาได้….

 

“ช่างเถอะครับ คุณติดหนี้ผมเยอะแล้ว”   ชายหนุ่มเกศาสีน้ำเงินหยิบเอาที่รัดผมรัดผมของตัวเองให้เรียบร้อย   สึนะโยชิมองไปพลางยิ้ม.. ของที่เขาให้ไว้เมื่อนานมาแล้ว…

 

 

สายหมอกปกป้องเขามากเกินไป…

เขาเริ่มกังวลว่าความคิดนั้นจะนำพาไปหาอันตราย…

 

 

                ร่างบางกลับไปนั่งที่โซฟาซึ่งหันหลังให้ส่วนเตียง  มือเรียวหยิบเอารีโมทโทรทัศน์เปลี่ยนช่องไป.. ไม่อยากเห็นภาพข่าวที่น่าเศร้านั้นอีก..   และกลับไปสนใจเจ้าห่อสีน้ำตาลนั่นอีกครั้ง  เมื่อหยิบมาเปิดออกดูก็พบกับหมั่นโถวกองโตสีขาวนวลและมีไออุ่นๆโชยออกมาพร้อมกับกลิ่นหอม  มื้อดึก!!!

 

 

“นี่นายไปซื้อมาเหรอมุคุโร่!!? ว้าว~~!”  หยิบเอาอาหารนุ่มๆนี่เข้าปาก  รสชาติแบบนี้คุ้นเคยราวกับเคยทานที่ไหนมาก่อน อร่อยจริงๆ…

 

คนถูกถามหันมองบอสวองโกเล่ที่นั่งหันหลังดูโทรทัศน์อยู่  เจอจนได้สินะ…. “ซื้ออะไรครับ?  ผมไม่ได้ซื้ออะไรมาเลย มีแต่แบกคุณกลับมา”   ของชิ้นนั้น…..

 

“เห?  แล้วนี่ของคุณฮิบาริรึไงน่ะ?”  ยิ่งเป็นไปไม่ได้  คงเป็นรูมเซอวิสล่ะมั้ง.. คิดแบบนั้นแล้วเริ่มภารกิจสวาปามหมั่นโถวในทันที อร่อย~

 

 

ทูน่าเห็นแก่กินหม่ำไปแล้ว 3 ลูกไม่แบ่งใครอย่างมีความสุข  ก่อนที่จะพบกระดาษสีขาวใบหนึ่งในบรรดาหมั่นโถวนั่น..   ลายมือนี้มัน…..   ภาพความทรงจำในครั้งเก่าย้อนกลับคืนมา..   ภาพความทรงจำที่ได้ไปเยือนภัตตาคารแห่งนั้นเป็นครั้งแรก  และในตอนกลับได้ห่อสีน้ำตาลแบบนี้กลับมาพร้อมกับหมั่นโถวจำนวนมากและกระดาษจดหมายแบบนี้….

 

 

“หรือว่า………”   มือเรียวรีบเปิดกระดาษนั้นอ่านข้อความภายใน  มีเพียงข้อความสั้นเท่านั้นเอง….

 

คำโกหกที่แสนอ่อนโยนของทุกคนนั้น….

                [เหมือนวันแรกที่เราเจอกันเลยนะ  หมั่นโถวแบบนี้]   ลายมือที่เขาคุ้นเคย… ลายมือของหนุ่มชาวฮ่องกงคนนั้นที่เขาจำได้… คนที่สายหมอกบอกว่าไปที่อื่นแล้ว….

                “ของคุณหยุน…..”  ตั้งแต่เมื่อใดกัน….   เจ้าห่อกระดาษนี่…..

 

 

เขารับรู้ได้แล้ว…..

                [เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว  นี่แทนคำลา]   หยาดน้ำใสเริ่มเอ่อในดวงเนตรกลมโต.. มือที่จับแผ่นกระดาษนั้นเริ่มสั่นไหว…. ประโยคสุดท้ายที่อยู่ในกระดาษนี้….  เขาไม่อยากจะอ่านมัน…

 

 

ก็แค่ตัวหนังสือที่ไม่อาจบอกอะไรได้มากมาย

ทั้งที่สายหมอกบอกเขาแล้วถึงเรื่องนั้น…

 

แต่… ความจริงมันอยู่ที่นี่……

 

 

[ขอโทษนะ] หยาดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่เป็นเวลานานไหลอาบแก้ม…  ทั้งที่พยายามอดกลั้นเอาไว้…  ไม่อยากจะเสียน้ำตา ไม่อยากจะโศกเศร้า ไม่อยากจะคิดในแง่ร้าย.. แต่เขารู้… เขารู้ดีว่าคำโกหกของทุกคนนั้นไม่ใช่เรื่องจริง…

 

“เป็นอะไรไปรึเปล่าครับ สึนะโยชิคุง”   โรคุโด มุคุโร่เหลือบหันมามองแผ่นหลังของร่างเล็กกว่าบนโซฟา  ไหล่เล็กๆที่สั่นเทานั้น.. บ่งบอกอย่างดีว่ากำลังร้องไห้…

 

“เปล่า…  หมั่นโถวมันเค็มๆไปนิดน่ะ…”    สะกดกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองไม่ให้ใครได้ยิน…

 

 

รู้ดีว่าคนๆนี้คงไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว….

                เนตรสองสีหลบหันไปจากภาพนั้น  “งั้นเหรอครับ แต่ทานไปเถอะครับ เขาให้มาแล้ว”   เขาเข้าใจดีว่านภาผู้อ่อนโยนไม่ต้องการให้เขาเห็นว่ากำลังร้องไห้….  นั่นไม่ใช่ความเข้มแข็งหรอกนะ…

 

“อืม……”  ตอบรับเสียงแผ่วจับเอาก้อนขาวนุ่มนิ่มเข้าปาก… รสชาติอันขมขื่น…  เขาไม่ใช่เหรอที่ต้องขอโทษ… ที่ทำให้เป็นแบบนี้….

 

เมฆาผู้ยิ่งใหญ่.. มองหาบนท้องฟ้านี้คงไม่มีทางพบเจออีก…

 

ภาพความทรงจำตั้งแต่วันแรกที่ได้เหยียบแผ่นดินฮ่องกงและได้พบกันไหลย้อนกลับมาราวกับนาฬิกาย้อนเวลา.. แผ่นฟิล์มสีจางๆหมุนเวียนถอยกลับ…  ความทรงจำมากมาย ความช่วยเหลือมากมายนั้น…  เขายังไม่ได้ตอบแทนเลยแม้แต่ครั้งเดียวนะ…

 

 

“ฮึก……..”   ยากจะเก็บเสียงอันแสนเศร้าของตัวเองไว้ได้…   อ่อนแอ… ตัวเขานั้นช่างอ่อนหัดเสียเหลือเกิน….

 

ฉับพลันวงแขนแกร่งตวัดโอบล้อมรอบลำคอบางจากเบื้องหลังเอาไว้เรียกนัยน์เนตรสีน้ำตาลไหม้เบิกกว้าง   “มุ…คุโร่….”   สัมผัสอันแสนอบอุ่นที่ทำให้เขื่อนเก็บกักน้ำตาค่อยๆพังทลายลง…

 

ไม่ใช่ใต้ผืนฟ้าเดียวกันอีกต่อไปแล้ว….

 

“ผมไม่เห็นอะไรหรอกนะครับ”   เสียงทุ้มเปล่งบอก… ก็แค่คำโกหก….  จะไม่เห็นได้อย่างไรว่าตนกำลังร้องไห้..

“…….อึก……  ก็ฉันหันหลังนายจะเห็นได้ยังไง….”  หยดน้ำใสหยาดหยดกระทบลงบนแขนเสื้อสีดำขลับนั้นเสียจนเปียกชุ่ม…  แม้ไม่เห็นก็สัมผัสได้…  คำหลอกลวงที่แสนเศร้า…

 

 

เพื่อนที่แสนอบอุ่น.. พันธมิตรผู้แสนดี

คำขอโทษไม่ได้จำเป็นกับเขาเลยแม้แต่น้อย….

 

[ขอโทษนะ]

เขาไม่ใช่เหรอที่ควรจะเอ่ยคำนั้น…..

                “ฉันควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตั้งแต่โดนนายว่าเป็นร้อยเป็นพันครั้ง……”  ชีวิตของคนมากมายผูกติดกับเขา…

                ทำนบน้ำตามิอาจเก็บกัก  ปล่อยหยาดน้ำใสจากดวงตาพลั่งพรูออกมาจนกว่าเวลาจะร่วงเลยไป…  สิ่งที่ร่วงหล่นจากนภาในยามนี้คือสายฝน… จงชะล้างเอาควันไฟ เขม่าควันให้จางหายไป…  ลบเลือนให้สีดำหมองนั่นหายไป กลับเป็นสถานที่แห่งเดิมที่เคยต้อนรับเขาอย่างสดใสเถอะนะ….

 

 

对不起 云薇

ขอโทษนะครับ…..

                ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างเงียบงัน…  ท้องฟ้ายามเช้าจะกลับมาสดใส… สำหรับฉันแล้วมันจะกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมเมื่อใดกัน….  วันเวลานั้น…   อย่างเช่นในรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือ… รูปที่คนๆนั้นเป็นคนถ่ายเอาไว้…

 

 

เพื่อนบนแผ่นดินใหญ่นี้

ให้อภัยให้กับคนโง่เขลาอย่างเขาด้วยเถอะนะ

.

.

.

TBC…………………………

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 12/17/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: