RSS

[KHRFic] LOVE Like Noodle!? Zwei (6927) CH15

17 ธ.ค.

Title : LOVE Like Noodle!?  Zwei
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre : Romance , Comedy(?) , Action  , Drama
Rate : NC-17
Pairing : 6927
Summary :   ในบะหมี่หนึ่งถ้วย.. ไม่ได้มีแค่บะหมี่ แต่มีลูกชิ้นเป็นอุปสรรคล่อตา..

————————————————————————

 

 

ความสงบช่วงขณะหนึ่ง

สำหรับเขามันคือช่วงเวลาที่แสนสำคัญ

 

วันที่พวกเราได้ท่องเที่ยวตามใจของตัวเอง

ความทรงจำที่มีเพียงไม่กี่ครั้ง

ท้องฟ้าอันแสนสดใสในวันนี้นั้น

คงมาจากสายสัมพันธ์ของเรา

ยืนอยู่เคียงข้างกันอย่างที่เคยผ่านมา

แม้ช่วงเวลาลาจะใกล้เข้ามาก็ตาม

 

ความรู้สึกนั้นต่างไปจากครั้งแรกที่ต้องจากกัน

ทั้งสงบ ทั้งราบเรียบ ไร้ความโศกเศร้า

คงเพราะพวกเรานั้นได้เติบโตขึ้น

จากช่วงเวลาเลวร้ายทั้งมวล

 

Chapter 15

The Hermit

                เพราะเป็นวันธรรมดาคนจึงน้อยกว่าที่เป็นแต่ยังคงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวอยู่ดี   แม้พื้นที่จะไม่กว้างใหญ่เท่าโตเกียวดิสนีย์แลนด์ที่เขาได้ไปกับเพื่อนๆแต่มันก็ดูต่างออกไปในอีกบรรยากาศหนึ่ง  หลักๆก็คือตัวละครและธีมของโลกแฟนตาซีและการ์ตูนของดิสนีย์อยู่ดี   เนตรกลมโตมองไปรอบๆแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองได้ย้อนเวลากลับไปอีกครั้ง ก่อนที่จะมองไปยังแผ่นหลังของผู้พิทักษ์สายหมอกซึ่งกำลังเดินไปซื้อตั๋ว ณ ที่ขายตั๋วมีกระจกรูปมิกกี้เม้าส์  ริมฝีปากเรียวพลันแย้มยิ้ม.. นั่นคงเป็นพี่เลี้ยงล่ะนะ… คิดได้แต่ในใจพูดออกไปจะจบไม่สวย…

 

ยกแขนของตนเองขึ้นสูงบิดไปบิดมาท่ามกลางอากาศสดใส   ปลดปล่อยเอาความรู้สึกหนักหน่วงในใจให้ล่องลอยหายไปกับสายลมที่พัดโบก..   และหยิบเอาโทรศัพท์มือถืออกจากกระเป๋ากางเกง เปิดดูในโฟลเดอร์รูปภาพเห็นภาพของเขากับมุคุโร่ซึ่งมีเพียงแค่รูปเดียวพลางแย้มยิ้มอย่างเป็นสุข  ความทรงจำของรูปถ่ายนี้…  ช่างสดใส….

 

 

“ได้ตั๋วแล้วครับ  แล้วนั่นดูอะไรอยู่ล่ะครับ ยิ้มคนเดียว”  ร่างสูงเกศาไพลินก้าวเดินกลับมาพร้อมกับตั๋วในมือสองใบ สึนะเก็บเอาโทรศัพท์มือถือใส่ในกระเป๋าส่งรอยยิ้มให้อย่างสดใส

 

“เรียกอารมณ์น่ะ~!”  ชายหนุ่มมองใบหน้านั้นอย่างสงสัย  อารมณ์อะไรกันล่ะ  มาถึงที่นี่แล้วต้องคิดแบบนั้นอีกเหรอ

 

“พูดจาแปลกๆนะครับ  คิดอะไรแผลงๆอยู่รึเปล่า?”  ไม่น่าไว้วางใจเจ้าปลาทูน่าตัวโตแล้วที่พยายามจะทำตัวกลับเป็นเด็กเพื่อนดิสนีย์แลนด์

 

“ไปกันเถอะ ก็พวกเรามาเดทกันนี่นา”  วงแขนบางหากแต่แข็งแกร่งตวัดควงแขนของผู้พิทักษ์เอาไว้ฉุดดึงให้ไปยังทางเข้าดินแดนแฟนตาซี   มุคุโร่ตามท่าทีนั่นไม่ทันได้แต่สงสัย.. ถอนหายใจและหยักยิ้มออกมาจางๆยอมตามใจ…

 

“ครับๆ…”   แม้จะเหนื่อยหน่ายไม่ชอบสถานที่แบบนี้ก็ตามที….

 

 

ผ่านประตูทางเข้ามาพบเจอกับส่วนร้านค้าและสถานีรถไฟสำหรับการนั่งชมไปรอบๆสวนสนุก ทั้งรถย้อนยุคพาชมสถานที่ต่างได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว แต่บอสวองโกเล่เลือกจะเดินไปดูด้วยตัวเอง  ทันทีที่เจอร้านขายของสองข้างทางดั่งถนนการค้าของอเมริกาในยุคศตวรรษที่ 20 แผนการร้ายอย่างแรกของเจ้าปลาทูน่าอยากเห็นของแปลก(?)ก็เริ่มบังเกิดขึ้น   ตามใจเขาแล้วก็ต้องสุดๆล่ะ!!

 

 

“ซื้อนี่ใส่ไปด้วยกันเถอะมุคุโร่~!”   หยิบเอาที่คาดผมหูมิกกี้เม้าส์สีดำขลับสองชิ้นมาจากร้านขายของ   สายหมอกมองอย่างอึ้ง…  นี่มันยิ่งกว่าตอนซื้อชุดที่เขาสวมอยู่นี่ซะอีก…

 

มือแกร่งยกขึ้นแตะขมับพลางถอนหายใจ  “คุณใส่คนเดียวเถอะครับ”  สีหน้าของทูน่าที่แปลงกายกลับเป็นเดทเพื่อการเดทให้สนุกสนานเริ่มบูดบึ้ง  คนเดินผ่านไปมาอย่างเด็กเล็กๆเริ่มชี้ๆมาที่พวกเขาเอ่ยเป็นภาษาจีนที่สึนะไม่เข้าใจแต่สายหมอกกลับเข้าใจอย่างดี…  โดนเด็กว่าแฟนทะเลาะกัน…

 

“…. นายบอกว่าจะทำตามที่ฉันบอกทุกอย่างไง….”  คำพูดที่มาหักล้างคำปฏิเสธของเขาเปล่งจากปากเรียวนั่น…

 

“ผมเองก็บอกว่าคุณต้องทำทุกอย่างที่ผมต้องการนี่ครับ”  นี่ก็เหตุผลเถียงกันด้วยแล้วหักล้างคำพูดของคนทั้งสองให้กลายเป็น 0

 

นภายืนคอตกหูลู่ทำสีหน้าหดหู่… เสียกำลังใจทั้งๆที่เพิ่งเข้ามาถึงในสวนสนุกแท้ๆ  คนอื่นๆก็ใส่กันทั้งนั้นแต่คนหัวรั้นวางท่ามากตรงหน้าเขากลับไม่ยอมใส่…  “ฉันใส่คนเดียวก็ได้…”   เดินดุ่ยๆไปจ่ายเงินที่พนักงาน  ยอมจ่ายเองด้วยทั้งที่บอกให้คนอื่นเลี้ยง…

 

มุคุโร่เริ่มอยู่ไม่เป็นสุขกับท่าทางซึมเศร้าของหนุ่ม 20 กว่าทำตัวเป็นเด็กสิบขวบ.. สุดท้ายก็ต้องตามใจ..  “ก็ได้ครับๆ ใส่ก็ได้..”  ยังไงที่นี่ก็ไม่มีคนรู้จักเขา….  แต่งตัวโดดเด่น ทรงผมก็แปลกกว่าใครแล้วต้องมาทำแบบนี้อีก… ปลง…

 

ชัยชนะของคนตีหน้าเศร้าชวนให้สึนะโยชิอยากหัวเราะออกมาเสียงดังๆ แต่ปิดบังสีหน้าตนเอาไว้และลอบยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่ออีกฝ่ายไม่สังเกต  “ฮ่ะๆๆ  แบบนี้ดูเหมือนพวกเรามาเที่ยวกับเต็มรูปแบบเลยนะ~~”  นภาเริงร่ารีบเอาที่คาดผมหูมิกกี้อันแสนน่ารักสวมศีรษะของชายหนุ่ม

 

 

ชาตินี้นอนตายตาหลับแล้วเห็นสายหมอกเป็นแบบนี้

อุวะฮ่าๆๆๆ!!!!

                จัดแจงใส่ให้ผู้พิทักษ์พ่วงพี่เลี้ยงเรียบร้อยก็สวมของตัวเองบ้าง  แทนที่จะเลือกมินนี่เม้าส์ก็เลือกเป็นมิกกี้เหมือนกัน  เริ่มทำตัวดื่มด่ำไปกับสวนสนุกอันเป็นแฟนตาซี   “อย่าทำหน้าเซ็งสิ~  สวนสนุกก็ต้องสนุก~”   ท่าทางเกิดร้อยของนภาก็มากไป…

 

“ครับๆ  ผมเข้าใจแล้ว”  แต่คนที่หน้าเป็นแบบนี้ตั้งแต่เกิดจะให้ทำเหมือนคนบ้านซาวาดะได้อย่างไร..

 

มือเรียวคว้าเอามือใหญ่พาเดินไปตามเส้นทาง Main Street U.S.A ไปเรื่อยๆ มองเห็นปราสาทของเจ้าหญิงนิทราอยู่ไกลๆ  ไฮไลท์ของสถานที่แห่งนี้ในทุกๆที่ก็คือพลุยามเมื่อพาเหรดจบลง.. วันนี้เขาก็จะรอดูเช่นกัน…  “ไปส่วน Tomorrowland กันเถอะ “ มิกกี้หมายเลข 27 เริ่มชวน

 

“อยากเล่นอะไรก็ตามใจเถอะครับ  แค่ไม่เล่นอะไรที่มันหวานแหววหรือว่าเด็กเกินไปก็พอ”  แค่คิดก็มีอาการปวดศีรษะ…  ถ้าเจ้ามิกกี้ 27 คิดจะเล่นม้าหมุนหรือถ้วยหมุนแหววๆอะไรแบบนั้น..

 

“พวกเรามาถึงบ่ายมากแล้วแบบนี้ ก็คงเล่นได้ไม่เยอะหรอก”  ร่างบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ประดับหูมิกกี้เม้าส์แย้มยิ้มให้กับเจ้าของเนตรสองสีพลางเดินไปตามทางด้วยกัน

 

“แค่มากับนายก็สนุกแล้วล่ะ”  ต่อให้เดินเฉยๆหรืออะไรก็ตามที… เพราะความทรงจำแบนี้มันหายากนัก…

 

มิกกี้ 69 ที่ถูกยัดเยียดให้เป็นมิกกี้ทอดเนตรสองสีไปยังใบหน้าละอ่อนประดับรอยยิ้มจริงใจ  คำพูดที่ทำให้เขาใจอ่อนอยู่เรื่อยๆ  แม้จะดูสวยหรูเกินไปก็ตามทีเถอะ..   “ไม่อยากได้ยินคำนี้ซักเท่าไหรครับ”

 

“เห? แล้วนายอยากให้ฉันพูดอะไรน่ะ”  ก้าวเดินไปตามทางท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมา  เสียงดนตรีและเสียงเครื่องเล่นแว่วมาท่ามกลางความเงียบของคนทั้งสอง

 

“บอกว่ารักน่ะครับ”  สิ้นคำใบหน้าของทูน่าบอสเปลี่ยนเป็นสีแดงราดซอสมะเขือเทศไปเรียบร้อยโรงเรียนมาเฟีย  คำง่ายๆที่เขาไม่เอ่ยบอกมานานนักแล้ว….

 

“หะ…หา!!   คนเยอะแยะนะมุคุโร่!!”    สึนะโยชิออกอาการต่อต้านไม่ยอมบอก   มือแกร่งของสายหมอกจึงคลายมือเรียวที่กอบกุมมือของเขาเอาไว้ออก   ก้าวเดินตรงไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วสร้างระยะห่าง

 

“งั้นผมกลับล่ะครับ  ผมเองก็ไม่ได้ชอบสวนสนุกอยู่แล้ว”  ดวงเนตรสีน้ำตาลไหม้เบิกกว้าง เขากำลังโดนแกล้ง!! โดนแกล้งเต็มๆเลย!!

 

“เดี๋ยวสิ!!  จะกลับได้ไง~!”   รีบออกวิ่งตามไป  แต่ชายหนุ่มก็วิ่งหายไปในฝูงชนราวกับแกล้งกันแบบนั้น   ริมฝีปาเรียวแม้มแน่น  นี่มันการกดดันกันชัดๆเลย!!

 

“มุคุโร่~~!!”  ตะโกนเรียกเสียงลั่นกลางฝูงชนนักท่องเที่ยว ครอบครัวและเด็กๆ…    ต้องทำตามที่อยากให้ทำทุกอย่าง… หนี้ขั้นร้ายแรงเลยนะ

 

 

มันไม่ได้ยากหรอกนะคำพูดนั้นเจ้าสายหมอก

 

คำพูดที่ยากนั้นหากใช้ความกล้าก็จะมีความหมาย

ที่ยากเพราะมีคนมากมายตะหาก….

 

ให้ผมเห็นความกล้าของคุณสิครับ เจ้านภาซื่อบื้อ

 

“ถึงไม่บอกก็แน่อยู่แล้วว่าฉันชอบน่ะ!!”   เสียงใสตะโกนออกไปไม่สนใจคนหลากหลายภาษาโดยรอบ… แค่สื่งสิ่งที่เขาต้องการบอกสายหมอกก็เพียงพอ….   เนตรตวัดมองหาร่างของชายหนุ่มเกศาสีน้ำเงิน ทั้งที่ร่างสูงโปร่งขนาดนั้นไปซ่อนที่ไหนกัน…

 

“ชอบมากๆเลยด้วย!!  จนเกินคำว่าชอบน่ะ!”  หลีกเลี่ยงคำน่าอายต่อหน้าฝูงชน…  แต่ก็รู้กันอยู่แล้วนี่… การทดสอบความกล้านี้น่ะ…

 

 

หมับ!!

                มือแกร่งคว้าจับมือเล็กกว่าดึงมายังฝั่งถนนที่ไร้ผู้คน พร้อมกับด้ายผูกของลูกโป่งรูปมิกกี้เม้าส์ สีฟ้าครามจับใส่ในมือนั้น..  มีปากกาเมจิกเขียนตัวอักษรเอาไว้..  きらい  เกลียดงั้นเหรอ…  แต่ร่างบางกลับแย้มยิ้มออกมากับคำนั้น…  สำหรับเขาแล้ว… คำว่าเกลียดของชายหมอกก็คือคำบอกความในใจที่ตรงข้ามนั่นล่ะ…

 

 

“นายน่ะเกลียดมิกกี้เม้าส์สินะ”   มิกกี้27 มองลูกโป่งในมือของตัวเองพลางหัวเราะร่า  มิกกี้เม้าส์ที่น่าสงสาร คนเดินผ่านไปมาที่เข้าใจและไม่เข้าใจความหมายต่างเมียงมอง

 

เดินไปเอาลูกโป่งในสภาพแบบนี้ช่างน่าอาย  เด็กๆก็ยังมองแต่สายหมอกก็ทำลงไป  “มากๆเลยล่ะครับ”   อาจจะน้อยกว่ามาเฟียล่ะมั้ง….

 

“ฮ่ะๆ  ขอบคุณนะมุคุโร่”   จัดการผูกด้ายของลูกโป่งเข้ากับข้อมือของตนเองเหมือนเด็กๆทำไม่ให้ลูกโป่งลอยหายไป   ลูกโป่งแห่งความกล้าของมิกกี้69

 

“จะไป tomorrowland สินะครับ”  เริ่มไม่อยากเดินจะใช้พาหนะบริการภายในสวนสนุกแทน  ชายหนุ่มจึงเดินนำไปยังสถานีรถไฟของดิสนีย์แลนด์   รถรางราวกับอยู่ในโลกยุคก่อน

 

“ที่นี่มีดิสนีย์ติ่มซำด้วยนะ ไปกินกันเถอะ” ไม่ทันไรเจ้ามิกกี้ทูน่าก็เปลี่ยนแผนการเล่นเป็นการบินเสียแบบนั้น ตามอารมณ์ไม่ทัน…

 

“คุณเพิ่งทานไปก่อนหน้านี้เองไม่ใช่เหรอครับ มื้อเที่ยงน่ะ”  โลมาทูน่าจอมตะกละแย้มยิ้มเอาแต่ใจ  เรื่องเล่นคงแข่งกับเด็กๆไม่ได้ แต่เรื่องกินขอให้บอก….

 

“สร้างพลังงานกันเถอะ~”  ไม่ได้ดูพลุและดอกไม้ไฟเขาไม่ยอมกลับแน่….

 

 

มือแกร่งยกขึ้นนวดขมับเหนื่อยหน่าย ตกกระไดพลอยโจรมาด้วยกันขนาดนี้แล้วก็ต้องตามใจ..  อย่างน้อยนภามิกกี้27นี่ก็ทำตามที่เขาให้ทำแล้วหนึ่งอย่างล่ะ   คิดจะเอาคืนก็เหมือนตัวเองโดนเอาคืนเสียมากกว่า เขานี่ใจอ่อนลงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหรกันนะ….

 

 

หากบนประเทศนี้มีเวทมนต์แฝงอยู่ในอาหาร

เขาคงได้รับมนต์นั่นเข้าไปเต็มๆ

 

เปลี่ยนบางสิ่ง คงไว้ในบางสิ่ง…

                รถไฟบนรางเคลื่อนตัวออกไปเพื่อเดินทางไปยังพื้นที่ส่วนต่างๆภายในฮ่องกงดิสนีย์แลนด์   ผ่านไปตามพื้นที่สวนสวยตกแต่งเป็นดินแดนแห่งความฝัน  มองเห็นตุ๊กตามาสคอตเดินให้ความสุขกับพวกเด็กๆ   เนตรกลมโตมองออกไปภายนอกราวกับตัวเองได้ย้อนเวลากลับไปสมัยประถม  นี่เป็นการเดทที่สนุกที่สุดของเขาเลยกระมัง… ไม่สิต้องเรียกว่าเดทครั้งแรกเลยมากกว่า….

 

 

“ดีจังเลยนะมาเที่ยวแบบนี้…”   หยุดเวลาอันแสนเศร้าเอาไว้ชั่วคราวเพื่อเตรียมตัวก้าวเดินต่อไปอีกครั้งหนึ่ง โดยที่เข้มแข็งกว่าเดิม

 

“ก็พรุ่งนี้จะกลับแล้วนี่ครับ”  มุคุโร่ไม่คิดจะเอ่ยถึงเรื่องนี้  แต่กลับเอ่ยขึ้นเมื่อคาดว่านภาคงรับเรื่องการจากลาได้แล้ว  ใบหน้าอ่อนวัยผินหันมองริมฝีปากระบายรอยยิ้ม

 

“ไว้เราค่อยลากันก็ได้  เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีก”  แม้ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะนานแค่ไหน..   พ้นโทษแล้วทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม…

 

ชายหนุ่มเกศาน้ำเงินยาวมองและยิ้มอ่อนโยน  สีหน้าและแววตาที่ไม่เคยแสดงออกกับใครกัลบแสดงให้นภาได้เห็นเพียงคำเดียว..  “ถึงสถานีที่ต้องลงแล้วครับ  ติ่มซำที่คุณอยากทาน”   โซนโรงแรมที่พักซึ่งมีภัตตาคารอาหาร

 

“อืม ไปกินกันเถอะ!”  กล่าวตอบอย่างสดใส และพากันเดินลงจากรถไฟไป…

 

 

ในฮ่องกงดิสนีย์แลนด์มีที่พักในฝันของนักท่องเที่ยวให้บริการ   น่าเสียดายที่มาทำภารกิจจึงไม่ได้จองที่พักในสถานนี้… แต่ถ้าได้มาอีกเขาตั้งใจว่าจะต้องมาพักในโรงแรมดิสนีย์ให้จนได้   สองร่างก้าวเดินมาจนกระทั่งถึงภัตตาคารที่กำลังมีโปรโมชั่นติ่มซำที่ทำเป็นรูปตัวละครของดิสนีย์  มีนักท่องเที่ยวมาชิมและชื่นชอบกันมาก แค่เห็นของตัวอย่างเจ้าทูน่าตะกละเริ่มน้ำลายสอ…

 

 

คนทั้งสองมาประจำโต๊ะนั่งเตรียมพร้อมทานมื้อบ่าย  ติ่มซำอันแสนน่ารักวางลงบนโต๊ะ  ทั้งซาลาเปาที่แลดูสดใส ของทอด ของของหวานอย่างพุดดิ้งมะม่วงรูปมิกกี้เม้าส์    “สงสัยจะไม่ได้เล่นอะไรแล้วล่ะ  รอดูพาเหรดกันเถอะกับดูสวนนะ”   มือเล็กๆรีบจับซาลาเปาจับแบ่งครึ่งกับสายหมอก

 

“ถ้าจะเล่นก็เล่นได้นะครับ”  มิกกี้69ในชุดบอยแบนด์สีเขียวอ่อนบูทสีดำยาวรับเอาซาลาเปาจากคนตะกละมา  เนตรนั้นบ่งบอกว่าอยากเล่นแต่ข่มอารมณ์เอาไว้…

 

“ไม่ล่ะ นายคงจะรออยู่เฉยๆแล้วฉันเล่นคนเดียว  เดินคุยกันดีกว่า”  ไอ้เรื่องสวีทหวานแหววอะไรนั่นเขาไม่คิดว่ามีหรอกและไม่มีก็ดีแล้ว…

 

“รู้ตัวนี่ครับสึนะโยชิคุง”  หัวฟูฟ่องของทูน่าชี้ฟูยิ่งกว่าเดิม  แต่การพูดคุยแบบนี้ล่ะที่ทำให้มันสนุก…..

 

 

พวกเราต้องเป็นแบบนี้ล่ะ…

คือนภาและสายหมอก….

                แบ่งปันทานอาหารพูดคุยสนทนาโต้เถียงกัน  ยกเหตุผลร้อยแปดยามเมื่อเถียงกัน และจบลงด้วยเสียงหัวเราะเริงร่าของคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งท้าวคางมองด้วยรอยยิ้มจางๆที่มุมปาก  มองบอสวองโกเล่รับประทานอาหารอย่างมีความสุข  บรรยากาศในร้านอาจจะมีเสียงวุ่นวายของโต๊ะอื่น… แต่คนทั้งสองก็ได้ยินเพียงเสียงของคนทั้งสองเองเท่านั้น…

 

 

“ทานมูมมามเลอะปากแล้วครับ”   เจ้าของเนตรสองสียื่นมือไปเช็ดรอยเปื้อนซอสและน้ำมันที่มุมปากของร่างเล็กกว่า…. เหมือนเด็กๆซะจริงๆ

 

“นายกินน้อยเหมือนเดิมนะ  เดี๋ยวกลับไปวินดีเช่ก็ผอมอีกหรอก!”  บังคับยัดเยียดเลื่อนจานไปตรงหน้า ยอมสละของตัวเองเพื่อขุนผู้พิทักษ์ให้อ้วนพี…

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่อยากแย่ง”  กลับมาท้าวคางมองหน้าใสนั่นอีกครา… แค่มองก็รู้สึกอิ่มแทน  ไม่ใช่ในความหมายน้ำเน่าหรอกนะ… มันอิ่มแทนจริงๆ…

 

มิกกี้27มองและเอียงคอมองซ้ำอีกครั้ง  ไม่ยอมแตะของที่เขาอุตส่าห์(?)สละให้แบบนี้ ก็เลื่อนจานของตัวเองกลับมาทานต่อเอง   “นี่.. นายคิดว่าคุณหยุนน่ะ…”  ไม่กล้าถามออกมา…ว่าชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่นะ….

 

“คุณอยากฟังคำตอบของผมจริงๆเหรอครับ?”   สายหมอกเมียงมองคนถาม  เจ้าของเนตรสีทรายสะบัดใบหน้าไปมารีบหยุดคำถามของตัวเองเอาไว้…. ไม่ควรถามออกไป…

 

“ลึกๆฉันหวังไว้ว่า… จะได้เจอกันอีก…”  ไม่ได้จากไปอย่างที่คิดเอาไว้… ครุ่นคิดครั้งแล้วครั้งเล่า ภาวนาให้เป็นแบบนั้นจากใจจริง…..

 

“ถ้ามีชีวิตอยู่คงได้พบกันที่ไหนซักแห่งบนนี้ล่ะครับ  เพราะโลกนี้ทั้งกลม ทั้งเต็มไปด้วยเรื่องบังเอิญ”  ความบังเอิญเป็นพันหมื่นล้าน…

 

 

อย่างเช่นเราสองคนบังเอิญมาทำภารกิจกันที่ฮ่องกง

อย่างเช่นรูปถ่ายที่บังเอิญถ่ายไว้ได้

อย่างเช่นโดนวางยาทำให้สนิทสนมกันโดยไม่ตั้งใจ

อย่างเช่นหลงรักมาเฟียที่เกลียดแสนเกลียด

 

ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ…

สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปได้…

                “นั่นสินะ….  ที่ไหนซักแห่ง….”   หัวใจดวงนี้ค่อยๆอบอุ่นขึ้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง…  สลัดเอาความสิ้นหวังที่เคยมีให้จางหายไปกับอากาศ….

 

เนตรสองสีเหลือบมองไปยังนาฬิกาประดับตกแต่งรูปมิกกี้เม้าส์ เข็มนาฬิกาบอกเวลาใกล้ 16.00 น.   “ไปเดินเล่นอีกซักพัก แล้วไปรอดูพาเหรดที่หน้าปราสาทกันเถอะครับ”

 

“อืม นายก็จ่ายค่าอาหารนี่ด้วยล่ะ~”  ยังคงไม่รู้ว่าเงินที่จ่ายก็หักจากเงินของวองโกเล่นั่นล่ะ…

 

ดินแดนนี้ก็ดั่งที่สร้างความฝัน…

แล้วความฝันของพวกเขาจะเป็นเรื่องจริงบ้างหรือไม่…

                สองร่างเดินชมสวนสีเขียวและมวลดอกไม้ที่ตกแต่งเป็นรูปตัวละครต่างๆช่างเหมือนสวนในฝัน   มือเรียวซึ่งข้อมือผูกติดด้วยลูกโป่งมิกกี้เม้าส์เขียนคำแปลกๆเป็นจุดสนใจของคนเดินผ่านไปมาว่านั่นมันอะไรกัน…  เข็มนาฬิกาค่อยๆเดินไปเรื่อยๆ  อย่างเช่นที่คนทั่วไปกล่าวว่ายามมีความสุขนั้นเวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ…   ร่างบางหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้นั่งสีม่วงเข้มแสนน่ารัก มิกกี้ทั้งสองถึงเวลานั่งพักหลังเดินมานาน…

 

 

“เมื่อยจังเลยแฮะ… กรอบไปทั้งตัวเลย…”    เดินมากเกินไปไม่ยอมใช้รถไฟหรือรถชมวิว คนแก่อย่างทูน่าเริ่มมีอาการไม่ดี….

 

“ทั้งๆที่ไม่ได้เล่นอะไรเลยก็ยังเหนื่อยได้นะครับ แย่จริงๆ”  แม้จะพยายามทำตัวเป็นเด็ก  แต่ร่างกายมันไม่ยอมเป็นเด็กตามไปด้วย น่าเศร้า…

 

มิกกี้หมายเลข 27 นั่งมองหน้าของมิกกี้หมายเลข 69  เห็นชายหนุ่มเกศาน้ำเงินผมทรงสับปะรดรากไทรใส่หูมิกกี้.. เผลอยิ้มออกมาซะทุกที… จะมีโอกาสได้เห็นอีกงั้นเหรอ.. ไม่มีทางหรอก   “น่าถ่ายรูปเก็บไว้นะ”

 

แต่คิดก็เจอสายตาขวาง แค่ลองพูดดูเอง!!  “รู้หรอกว่าไม่ให้ถ่ายน่ะ~~!  พูดเฉยๆเอง”   แต่เสียดายจากใจจริง…  เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะ…

 

“รูปเดียวก็เกินพอแล้วครับ”  รูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือ… อันเป็นสีหน้าเป็นธรรมชาติของคนทั้งคู่ รูปแรกและรูปเดียว และคงให้เป็นรูปสุดท้าย….

 

กวาดสายตามองคนรอบกาย.. ทั้งครอบครัวและคู่รักมีรอยยิ้มอันแสนสดใส..  เหตุการณ์อัคคีภัยครั้งใหญ่ในวันวานนั้นชวนให้เขากลัวภาพบางอย่าง…   ในวันหนึ่งมาเฟียที่เข้าคุกคามเพื่อสร้างอำนาจ  ใบหน้าที่แสนสดใสเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปเป็นสีหน้าเช่นไรกันนะ….  ไม่ใช่เพียงแค่คนอื่น… หากเขาเห็นคนสำคัญจากไปอีก… เขาจะมีสีหน้าแบบใด….

 

 

คงอยากย้อนเวลา… ให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป…..

 

 

มือเรียวเลื่อนไปกอบกุมมือใหญ่ของคนข้างกายที่นั่งเคียงข้างกัน   “นี่มุคุโร่…  นายคิดว่าฉันจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยดีรึเปล่า…”

 

“ทำไมถามแบบนั้นล่ะครับ  คุณน่าจะมั่นใจในตัวเองซักหน่อย”  มือสวมถุงมือสีดำขลับกุมมือนั้นตอบ  ทุกคนในวองโกเล่แฟมิลี่นั้นพยายามกันอย่างถึงที่สุด….

 

“ถ้าฉันพลาดบางอย่างไป…. ฉันคงจะแก้ไขได้สินะ….”    สายตาของดวงเนตรกลมโตทอประกายหดหู่.. กระนั้นแล้วก็ยังแลเห็นความหวัง….

 

“แน่นอนสิครับ  อนาคตเปลี่ยนแปลงได้ไม่ใช่เหรอครับ  แล้วคุณจะมีผู้พิทักษ์ไว้เพื่ออะไร ถ้าคุณคิดจะจัดการทุกเรื่องคนเดียว”

 

 

วายุ อรุณ พิรุณ อัสนี เมฆา สายหมอก

ล้วนรายล้อมนภาอย่างมั่นคง…

 

สนับสนุน คุ้มครอง ก้าวไปพร้อมกัน….

                ทั้งที่แรกเริ่มคือความแตกแยกเข้ากันไม่ได้… แต่เขาได้เห็นผู้พิทักษ์ทำงานร่วมกันแม้ไม่ชัดเจนเขานั้นดีใจนัก…  “แฟมิลี่” คือครอบครัวเดียวกัน..  ครอบครัวเดียวกันตลอดไป…  สมาชิกครอบครัวที่จากไปก็จะกลับมาอย่างแน่นอน..

 

 

“ถ้าไม่อยู่ด้วยกันทุกคน ก็ไม่ใช่วองโกเล่แฟมิลี่….”   ใบหน้าอ่อนวัยแย้มยิ้มเหลือบมองใบหน้าคม  จะขาดไปคนใดคนหนึ่งไม่ได้….

 

“คุณน่ะเป็นคนแปลกเสมอนะครับสึนะโยชิคุง”   ในหมู่มวลมาเฟียที่แสนชั่วร้าย  มีเพียงนภาแสนอ่อนโยนคนนี้เท่านั้น.. เพียงคนเดียว….

 

“เป็นเจ้าห่วยที่คิดอะไรง่ายๆตะหากล่ะ ฉันจะทำทุกอย่างให้ทุกคนได้อยู่ด้วยกัน ฮ่ะๆๆ”   ราวกับเป็นเรื่องเพ้อฝัน… แต่ความฝันนี่ล่ะจะเป็นจริง….

 

“ถ้าคุณไม่รีบให้ผมออกมาเร็วๆ  ผมจะออกมาเองนะครับ คึหึหึ”   เนตรสองสีสบมองเนตรสีต่างจากตน   สึนะสีหน้าเหวอไปทันที  แบบนั้นน่ะมันแปลว่าแหกคุกไม่ใช่เหรอ!!

 

“ห้ามคิดจะแหกคุกเลยนะ!!  อย่าทำอะไรแผลงๆเด็ดขาด!”   แม้นภาจะเอ่ยห้าม แต่เขาก็มีแผนอยู่ในใจบางอย่างนั่นล่ะ… ไม่ใช่ร่างตัวเองก็คงทำอะไรได้สะดวกไม่ห่วงอันตราย…

 

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมดูแลตัวเองได้ดี”  ยกมือขึ้นแตะพวงแก้มนุ่มนิ่มเต็มไปด้วยไขมัน(?)

 

“นึกไว้บ้างว่าฉันห่วงนายก็แล้วกัน….”   เอ่ยไปใบหน้าเริ่มซับสีเลือดฝาดเป็นสีผิวมะเขือเทศ.. มันน่าอายทุกครั้งที่ต้องเอ่ยถ้อยคำแบบนี้… แต่มันบ่งบอกถึงความเป็นห่วง….

 

“ผมเข้าใจดีครับ…”   สองเนตรสบมองกันอย่างจริงจัง… บรรยากาศรอบกายที่คลอด้วยเสียงเพลงของสวนสนุกค่อยๆขับกล่อมคนทั้งสองให้เข้าสู่ภวังค์…    ใบหน้าทั้งสองเคลื่อนเข้าหากันทีละน้อยอย่างเชื่องช้า…  ราวกับมีแรงดึงดุดของแม่เหล็กคนละขั้วของคนทั้งสอง….

 

 

ตุ๊ง ตุ๊ง ตุ๊ง…

 

เสียงเอฟเฟ็คประหลาดๆดังขึ้นพร้อมกับการชะงักใบหน้าของบอสวองโกเล่และผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก   เสียงประกาศตามสายบอกเวลาเริ่มพาเหรดในถนนสายหลักช่างเข้ามาขัดอารมณ์  สึนะรีบถอยใบหน้าออกมาก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อนความเขินของตัวเอง..

 

 

“ปะ… ไปดูพาเหรดกันเถอะนะ”  ยกมือเกาแก้มแก้เก้ออาการเขินอาย  เมื่อกี้เกือบไปแล้วสินะ ในที่สาธารณะนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด…

 

“ไม่นึกเวลาจะเดินเร็วนะครับ”   ร่างสูงหยัดกายขึ้นส่งมือให้อีกฝ่ายจับ   เพียงพริบตาเดียวพระอาทิตย์ยามเย็นก็เริ่มปรากฏให้เห็น

 

สึนะโยชิยื่นมือไปจับและหยัดขึ้นตาม  “ไปดูพาเหรดกันเถอะ” ส่งรอยยิ้มให้.. ก่อนที่จะจะเดินจับจูงมือไปพร้อมกันในจังหวะก้าวเดินเดียวกัน…..

 

 

พระอาทิตย์ยามเย็นนั้น

บ่งบอกถึงเข็มนาฬิกาบนฮ่องกงของพวกเรา

 

กำลังจะจบลง…ทิ้งไว้เพียงความทรงจำเบื้องหลัง

                ขบวนพาเหรดตัวละครดิสนีย์ แสงสีและเสียงช่างสวยงาม   ผู้คนต่างสนุกร่วมไปกับพาเหรดที่ราวกับหลุดออกมาจากโลกแห่งความฝัน   ท้องฟ้าค่อยๆมืดลงปราสาทเจ้าหญิงนิทราที่เป็นฉากหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีสวยงาม…  เสียงร้องเพลงเสียงปรบมือ  ครอบครัวและคู่รักล้วนมีความสุข… โชว์สุดท้ายของสวนสนุกที่บอกเวลาการจากลาที่ใกล้เข้ามา…  แม้จะเต็มไปด้วยสีสันของการลา.. แต่มันคือความทรงจำดีๆที่ทุกคนจะเก็บกลับไปเมื่อก้าวออกจากโลกของดิสนีย์แลนด์…

 

 

“สวยจังเลยแฮะ….”   ราวกับเห็นภาพความทรงจำในครั้งเก่าก่อน.. เที่ยวเล่นกับพวกเพื่อนๆและเด็กๆในบ้าน ตอนนี้มายืนอยู่เคียงข้างคนที่ไม่น่าเชื่อ….

 

“วันนี้สนุกมั้ยล่ะครับ ทัศนศึกษา”  ครูพี่เลี้ยงมิกกี้69 ถอดเอาที่คาดผมมิกกี้เม้าส์ออกเมื่อคิดว่าได้เวลาถอดเสียที  สึนะหันมามองพลางยิ้มให้…

 

“มากๆเลยล่ะ  ได้มาสวนสนุกกับนายแบบนี้ ไม่อยากเชื่อเลย”  มิกกี้27ถอดที่คาดผมออกเช่นกัน  ลูกโป่งสีฟ้าครามก็ใกล้หมดแก๊ส.. คงถึงเวลาปล่อยให้มันลอยไปไกลแสนไกล….

 

“คุณเป็นคนแรกที่ผมมาที่แบบนี้ด้วยเลยนะครับ”  เนตรสองสีสบมองอย่างจริงจัง…  ความทรงจำอันเลวร้ายตั้งแต่วัยเด็ก ไม่มีคำว่าเที่ยวเล่น….

 

“ทุกๆครั้ง ก็มากับคุณนี่ล่ะครับ”  สีของท้องฟ้าที่ระบายลงมาในความหมองหม่น…

 

“มุคุโร่…..”  หัวใจเต้นระรัว.. รู้สึกเหมือนได้สดับฟังความจริงที่มาจากคำลวงของสายหมอก…   ยากนักที่จะได้ยินความจริงจากใจของอีกฝ่าย….

 

 

สองมือของคนทั้งสองกอบกุมกัน…   แสงของพาเหรดอันสวยงามเป็นฉากหลังอันแสนสดใสตรึงตา…  ผู้คนมากมายสนใจในขบวนความฝัน… คงมีเวลาของเราสองคนที่หยุดอยู่ตรงนั้น…   การลาของคนอื่นไม่เหมือนสิ่งที่พวกเราจะต้องเจอต่อไป…..

 

 

“คราวหน้าก็มาด้วยกันอีกนะครับ”   สีหน้ายิ้มอ่อนโยนนั้นสร้างความตื้นตัน… แน่นในอก.. แน่นในดวงตา.. คล้ายน้ำตาจะเอ่อล้น…

 

พวกเรากำลังจากลา…   ด้วยคำที่ไม่ใช่คำว่า “ลาก่อน”

                “อืม.. ทุกๆครั้ง  หลายๆครั้ง ก็มาด้วยกันอีก”   มือทั้งสองกอบกุมแน่นขึ้น…   ขบวนพาเหรดค่อยๆผ่านไปทีละน้อย… ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีน้ำเงิน…

 

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะครับ”  มือแกร่งคล้ายมือออกและถอดเอาแหวนแห่งสายหมอกวางลงในมือเล็ก…  แหวนอันเป็นสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์…

 

ดวงเนตรสีน้ำตาลไหม้เมียงมองแหวนอย่างเข้าใจ…   แหวนทั้ง 7  ที่เคยผูกคนทั้ง 7 คนเอาไว้ด้วยกัน.. ถึงเวลาที่จะต้องทำลายมันเสียแล้ว…   “ไม่มีแหวนนี่ นายก็จะเป็นผู้พิทักษ์ของฉันต่อไปใช่รึเปล่า?”

 

“แต่เดิมผมก็ไม่ได้รับแหวนนี่มาอย่างเต็มใจอยู่แล้วครับ”  แหวนไม่สำคัญเท่าจิตใจหรอก….  ยามนี้เขาได้เข้าใจมันอย่างดีแล้ว….

 

“ซักวันหนึ่ง…แหวนนี่ก็จะกลับเป็นของนายอีกครั้งนะ…”   มือเรียวกอบกุมแหวนแห่งสายหมอกเอาไว้… เขาเองก็ถึงเวลาสละแหวนนภาเฉกเช่นกัน…   แหวนของทุกคนก็เช่นกัน…   สิ่งที่ผูกเส้นใยบางๆเอาไว้ตั้งแต่สมัยมัธยมต้น.. ตราบจนบัดนี้….

 

“ผมจะรอนะครับ  ถ้าผมไม่เบื่อเสียก่อน”    ทั้งสองหัวเราะเริงร่า…  แม้มีความหมองหม่นอยู่ภายใน… ทั้งที่น่าจะมีมากมายในการลาเพื่อกลับสู่การต่อสู้ที่แท้จริงนั้น….  พวกเรายังคงหัวเราะได้… สงบได้….

 

 

คำลาของพวกเรานั้น มีแต่คำว่า “พบกันใหม่”

                แสงไฟของพาเหรดค่อยๆสงบลง…  เสียงการนับถอยหลังดังขึ้น   มองเห็นพลุไฟดอกแรกจุดขึ้นไปบนอากาศ… ส่องแสงสวยงามอยู่เบื้องหลังปราสาทของเจ้าหญิงนิทรา…   ถึงเวลาตื่นจากความฝันอันแสนสั้นนี้แล้ว… พบเจอความจริงที่พวกเราต้องสู้ต่อไป…

 

 

“รักษาตัวดีๆนะมุคุโร่  อยู่ในวินดีเช่ก็ทำตัวดีล่ะ”  สึนะโยชิผินใบหน้าหาระบายรอยยิ้มสดใส…  จะลากันไปด้วยน้ำตาทำไมมันไม่จำเป็น…

 

“คุณก็ต้องเชื่อฟังอัลโกบาเรโน่ แล้วทำตัวเป็นผู้นำที่ดีล่ะครับ”  รอยยิ้มของคนทั้งสองดังเช่นพลุมากมายบนท้องฟ้านั่น….

 

ได้พบกันอีกครั้งอย่างแน่นอน….

                คนทั้งสองอยู่ในภวังค์ของห้วงฝัน…   ต่างมองสบเนตรกันไร้ซึ่งคำพูดใดๆเอ่ยเปล่งออกมา   คำพูดมากมายนั้นส่งผ่านทางดวงตาไม่จำเป็นต้องพูดออกมา  พูดออกไปมากมายเท่าใดก็ยิ่งเหมือนต้องลากันไปนานแสนนานแบบนั้น…  เพียงแค่ไมได้พบกันในร่างจริง และอาจไม่ได้พบกันในช่วงเวลาหนึ่ง….

 

 

“ฉันจะไม่แพ้นะ  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น….”   จะต่อสู้กับนภาสีขาวอย่างไม่ประมาทและระวังตัวที่สุด….  จะปกป้องทุกคนให้คงรอยยิ้มเอาไว้ได้…

 

“นายก็รีบกลับมาล่ะ”  กลับมาในที่ๆเขารออยู่……

 

“ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกของวองโกเล่”   สายหมอกคนสำคัญ.. คนเดียวและคงตำแหน่งนี้ไว้ตลอดไป…

 

“จะให้ผมตอบว่า Yes, my lord เหรอครับ?  คงจะไม่ใช่แล้ว”  โรคุโด มุคุโร่จับมือเรียวนั้นยกขึ้นสัมผัสที่ริมฝีปากตน…   พลุเสียงดังครั้งแล้วครั้งเล่า….   ได้ยินเสียงยินเสียงนาฬิกาไหม…..

 

มันไม่ได้หยุด…. แต่มันจะเดินต่อไป….

                “รักษาตัวดีๆนะครับ  ทำในสิ่งที่คุณตั้งใจแบบไม่ประมาท”   หัวใจของสายหมอกอยู่ที่นี่เสมอ…  แม้นภาจะต้องอยู่ที่ใดเพียงลำพังก็ตาม…..

 

“อืม  เข้าใจแล้วล่ะ…..”   หักห้ามเสียงของตัวเองไม่ให้สั่นไหว… ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น….   จากกันด้วยรอยยิ้ม… ไม่ซ้ำรอยเดิม…

 

“ฉันจะรอ”    ฝืนฟ้านี้… อยู่ที่เดิมเป็นสีเดิม  เป็นคนๆเดิม….. ในคำสัญญาตลอดไป….

 

“Ti amo mio cielo”  วงแขนแกร่งโอบรอบเอวบางรั้งให้ร่างเล็กกว่าเข้ามาใกล้   นิ้วเรียวลูบสัมผัสริมฝีปากเรียวสีชมพูอ่อน…  คำบอกรักดั่งเช่นในวันนั้น…..

 

 

ผมรักคุณ ท้องนภาของผม

 

“Anche Io Il mia Nebbia”  ปรือหลับตาลงรับสัมผัสอ่อนโยนและเต็มเปี่ยมด้วยความรู้สึก..ตอบรับคำสารภาพรักนั้นด้วยหัวใจ…  พวงแก้มสีชมพูกลืนหายไปกับแสงสีของพลุไฟยามค่ำคืน….

 

 

ฉันก็เช่นกัน สายหมอกของฉัน….

 

เสียงพลุไฟดังขึ้นเป็นระลอกยามจบพาเหรดและถึงเวลาลาสวนสนุกแห่งความฝัน…. ลูกโป่งสีฟ้าครามลอยขึ้นไปบนฟากฟ้า…  ไปพร้อมกับถ้อยคำ “เกลียด” บนลูกโป่งหายลับไปกับท้องฟ้ายามค่ำคืน ตัดด้วยแสงสีของพลุไฟเบื้องหลังปราสาทของเจ้าหญิงนิทรา  คำว่าเกลียดนั้นลอยไปจากไป… เต็มเปี่ยมด้วยความรู้สึกอื่นที่เข้ามาแทนที่…  ไม่จำเป็นต้องเสียใจหรอกแม้เราต้องจากกันไป….

 

 

ไม่มีความเศร้า… เพราะเต็มไปด้วยความคะนึงหา…

 

แม้นอยู่ไกลเพียงใดก็สื่อถึงกันได้เสมอ….

โลกใบนี้เหมือนกว้างใหญ่นัก…

แต่แท้จริงแล้วมันช่างใกล้….

                เช้าวันใหม่ภายในสนามบินนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้คนเตรียมพร้อมเดินทาง   นกน้อยสีเหลืองโบยบินและหยุดร่อนลงบนไหล่แกร่งของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำขลับ   เนตรคมสีเดียวกับเสื้อสูทและเกศาเมียงมองหาคนมาสายทั้งสอง และมองตั๋วเครื่องบินในมือของลูกน้องคนสนิท  ที่หมายนั้นไม่ใช่อิตาลี หากแต่เป็นประเทศอังกฤษ.. คุซาคาเบะมองเจ้านายที่ร้อยวัยพันปีไม่เคยรอใครกลับรอสองคนนั้น.. เขาจะยิ้มก็ต้องเก็บกักอารมณ์ขำเอาไว้…   มนต์ของวองโกเล่.. คือมนต์ที่เปลี่ยนแปลงคนรอบข้าง….

 

“มากันแล้วครับคุณเคียว”  คุซาคาเบะรายงานเมื่อเห็นบอสวองโกเล่และผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกก้าวเดินมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง และมีสัมภาระของกินเพิ่มมาอีก… คิ้วขมวดของเพื่อนนางเอกแทบผูกเป็นปม…

 

“มาซะที…”   ฮิบาริ เคียวยะมองไปยังคนทั้งสองอย่างตาขวางๆ    นภาเดินมาพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ..

 

“ขอโทษครับ.. ผมคิดว่าคุณฮิบาริจะไปเที่ยวหลังพวกเราก็เลย….”  ไม่กล้าพูดต่อเมื่อเจอสายตาขวางๆมองมาเสียน่ากลัว….

 

“แค่ตื่นสายไปหน่อยน่ะครับ”   เพื่อนนางเอกมองพระเอกและนายเอกแบบพินิจพิจารณา  จะบกว่ามันทำเรื่องอะไรซักอย่างที่ทำให้ตื่นสายรึไง…. เฮ้อ…..

 

“เอาไป”   แหวนเมฆาโยนขึ้นไปกลางอากาศตกลงในมือเรียวของสึนะโยชิที่รีบรับมันเอาไว้  …

 

“วองโกเล่ริง….”   บอสวองโกเล่เงยหน้าขึ้นมองผู้พิทักษ์ผู้แสนดื้อดึง… ไม่อยากเชื่อว่าหนุ่มรุ่นพี่ของเขาคนนี้จะให้แหวนวงนี้มา….

 

“แกอยากทำลายมันหรือทำอะไรก็เชิญ  ฉันไม่ต้องใช้มันก็ได้”   แม้เป็นคำอันแสนเย็นชา.. แต่เขาล่วงรู้ได้ถึงความห่วงใยภายในคำพูดนั้น…  เมฆาน่ะแข็งแกร่งเสมอ….

 

 

แม้ไม่มีแหวนความแข็งแกร่งก็มิได้ลดลง

 

ร่างโปร่งบางเร่งโค้งลงให้กับกรรมการรักษาระเบียบหนุ่มและผู้ติดตาม  “เดินทางปลอดภัยนะครับคุณฮิบาริ… แล้วพบกันที่ญี่ปุ่นนะครับ”  ริมฝีปากคมหยักยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนเมียงมองไปยังสายหมอกคู่อริ…

 

“แล้วฉันจะคิดบัญชีกับแกให้ได้”   หนี้แค้นในการสงบศึกชั่วคราว…

 

“มาได้เสมอเลยครับ”  แม้ไม่ถูกกัน…. แต่ในสายตาของซาวาดะ สึนะโยชิ  สองคนนี้ช่างเหมือนกันเสียจริงๆ….  พึ่งพาได้… และห่วงใยผู้อื่นๆห่างๆ….

 

“ไปกันได้แล้วคุซะ”   เมฆาเคลื่อนคล้อยจากไปยังทางเข้าเพื่อไปยังเที่ยวบินเดินทางไปยังประเทศอังกฤษ…   นกน้อยสีเหลืองและผู้ติดตามคนสนิทตามไปพร้อมกัน…  ไม่นานก็จะกลับมารวมกันอีกครั้ง.. เพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่…

 

ดวงเนตรกลมโตมองจนกระทั่งร่างนั้นเดินลับไปจึงหันมามองผู้พิทักษ์ข้างกายของตน    “พวกเราก็ได้เวลาเดินทางแล้วสินะ?”

 

“ครับ อีก 30 นาทีเครื่องจะออก”  มือแกร่งส่งตั๋วเครื่องบินให้กับบอสวองโกเล่   ทั้งที่จะต้องจากกันทันทีเมื่อถึงแผ่นดินอิตาลี.. .ความเศร้าหมองนั้นกลับไม่มีเลย….

 

“ไปกันเถอะมุคุโร่”   สองร่างเดินก้าวเข้าไปยังเกททางขึ้นเครื่องบิน…  กลับไปยังแผ่นดินที่จากมา และเริ่มต้นช่วงเวลาแห่งความเหินห่างอีกครั้งหนึ่ง…. แต่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะอยู่ห่างกัน…

 

 

เพราะสัญญาอันแสนสำคัญยิ่ง….

 

บนเครื่องบินโดยสาร   ร่างโปร่งบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้นิทราพิงไหล่แกร่งของคนข้างกายอย่างสงบ… มือแกร่งและมือเรียวซึ่งมักจับอาวุธต่อสู้นั้นกอบกุมเอาไว้ด้วยกัน…   เนตรสองสีเมียงมองใบหน้ายามหลับของบอสวองโกเล่พลางยิ้ม.. ก่อนที่ปรือหลับตาลงเข้าสู่นิทราไปพร้อมกัน…  ห้วงฝันของเรา.. จะยังคงเชื่อมถึงกัน…..

 

 

ความสงบเงียบยังคงอยู่เพื่อให้สงบสุข

พวกเราก้าวเดินไปเพื่อสร้างความฝันให้เป็นจริง

.

.

.

TBC…………………..

 

 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 12/17/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: