RSS

[KHRFic] LOVE Like Noodle!? Zwei (6927) CH16

17 ธ.ค.

Title : LOVE Like Noodle!?  Zwei
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre : Romance , Comedy(?) , Action  , Drama
Rate : NC-17
Pairing : 6927
Summary :   ในบะหมี่หนึ่งถ้วย.. ไม่ได้มีแค่บะหมี่ แต่มีลูกชิ้นเป็นอุปสรรคล่อตา..

————————————————————————

 

 

ความฝันยังคงไม่สิ้นสุดลง

ตราบเท่าที่หลับตาแล้วคะนึงถึง

 

ความจริงยังคงไม่สิ้นสุดลง

ตราบเท่าที่ลืมตาแล้วก้าวเดินต่อไป

ทั้งความฝันและความจริง

ดำเนินไปพร้อมๆกัน

มนุษย์ทุกคนต้องมีการเติบโต

จากเด็กเป็นผู้ใหญ่

 

จากเจ้าห่วยธรรมดาๆเติบโตขึ้น

เพื่อปกป้องเหล่าคนสำคัญ

ท้องฟ้าผืนนี้จะคงอยู่

เพื่อสรรพสิ่งแสนสำคัญตลอดไป

 

Chapter 16

The Empress

                มัชเมลโล่ขนมหวานสีขาวนวลวางเรียงรายบนโต๊ะแก้ว…  เขียนเป็นเลข 7 และ 3   เลขของเป้าหมายอันนำพามาซึ่งอำนาจในการปกครองโลกมาเฟียและผู้คนให้อยู่ใต้ความหวาดกลัว.. ทูว์นิเซ็ต…   ร่างสูงเกศาสีงาช้างหยิบเอาเอกสารมาเมียงมอง รุกฆาตไปอีกที่หนึ่ง….   รายนามสถานที่ฐานของวองโกเล่ถูกโยนลงในถังขยะ…  แสงสว่างส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกระจกแก้วใสรายล้อมห้อง… ศึกครั้งนี้ชัยชนะย่อมเป็นของมิลฟิโอเร่แฟมิลี่…

 

 

“เตรียมพร้อมแล้วรึยังโชจัง  เกมส์จะเริ่มอีกครั้งแล้วนะ”  กดสายเปิดจอคอมพิวเตอร์การสื่อสารขึ้น  ปรากฏภาพของชายหนุ่มสวมแว่นตาในเครื่องแบบสีขาว…

 

“ครับ… แค่รอให้พวกเขามาจากอดีตเท่านั้น”  คำรายงานเรียกรอยยิ้มพึงพอใจจากบอสหนุ่มไวท์สเปล  เดินหมากตาต่อไป…

 

“จะส่งพวกแบล็คสเปลไปซักกลุ่มก็แล้วกัน  งานเธอจะได้เบาขึ้น”  มือแกร่งเฟ้นหาเอกสารรายชื่อของหน่วยใดหน่วยหนึ่งของแบล็คสเปลเพื่อส่งไปเป็นแนวหน้า…  หมากขั้นต่ำ…

 

“ฐานทัพเมโลเน่จะเตรียมพร้อมรับและบุกฐานวองโกเล่ครับ  เพื่อนำแหวนมาให้คุณ”   เนตรสีอเมทิสต์มองพลางแย้มยิ้มที่มุมปาก…   ใช้ประโยชน์และทำลายคือสิ่งที่เขาทำอยู่.. อีกไม่นานเธอก็เช่นกัน…

 

“ฝากด้วยนะโชจัง  หวังว่าฉันคงไม่ต้องไปที่นั่นด้วยตัวเองนะ”  เนตรคมใต้แว่นมองผ่านจอคอมและปรือหลับตาลงตอบรับ…

 

“ครับ”  อิริเอะ โชอิจิปิดภาพการตัดต่อ…  ก่อนส่งข้อมูลลับส่งผ่านไปยังสถานที่สามแห่ง..  สัญญาณของการเริ่มต้นปฏิบัติการลับ…  จะเริ่มแล้วนะ…  การโต้ตอบที่พวกเราพยายามสานมันขึ้นมา…

 

 

ยามเมื่อ ”กระสุน” ถูกยิงออกไป

คือเสียงสัญญาณของการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง

 

เพื่อปิดฉากชะตากรรมของโลกนับล้าน….

 

ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีแดง เหลือง และน้ำตาล..   สีของใบเมเปิลอันสวยงามในฤดูใบไม้ร่วง   เหนือฐานลับใต้ดินของวองโกเล่สาขาญี่ปุ่นปกคลุมไปด้วยแมกไม้และกองใบไม้ร่วงหล่นลงมาทับถม    ประตูทางเข้าเปิดออกพร้อมกับร่างโปร่งเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ก้าวออกมารับอากาศบริสุทธิ์ของภายนอก….    ยืนบิดขี้เกียจไปมาก่อนทอดสายตาขึ้นไปมองฟากฟ้าไกลแม้ปกคลุมด้วยต้นไม้ที่ใบไม้นั้นซวนเซตามกระแสลมแผ่วเบา….  มือทั้งสองไร้ธำมรงค์อันเป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่งผู้นำ.. มีเพียงผ้าคลุมที่คลุมไหล่ทั้งสองสีขาวบริสุทธิ์และปอยผมสีน้ำตาลไหม้พลิ้วตามกระแสลม…

 

 

“จะออกมาส่งฉันงั้นเหรอ เจ้าห่วยสึนะ”   เสียงทุ้มเปล่งขึ้นจากเบื้องหลัง  ก่อนที่เจ้าตัวจะได้หันมองเจ้าของเสียงพลันเดินผ่านไปยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าใบไม้แห้ง..  อาจารย์นักฆ่าที่อยู่ด้วยกันมาตลอด

 

“จู่ๆคิดจะไป  ไม่คิดจะบอกเหตุผลที่นายปิดบังไว้หลายเดือนบ้างเหรอ”  ใบหน้าใสเมียงมอง… ใช่ว่าตนจะไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่องนี้เสียหน่อย….

 

 

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา…   เหตุการณ์มากมายประดังเข้ามาราวกับคลื่นที่ซัดสาดฝั่งทะเลอย่างรุนแรงทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ไม่ดี  เรื่องการทำลายวองโกเล่ริงและได้รับความเห็นที่ไม่ดีจากสมาชิกเก่าก่อนหรือองค์กรนอกระบบ  การทำลายฐานใหญ่ที่อิตาลีจากการรุกรานของมิลฟิโอเร่… การล้มตายของเหล่าอัลโกบาเรโน่เพราะรังสีนอนทูนืเซ็ตในอากาศ…. การหายตัวไปของพ่อแม่ตนเอง… การตายของบิดาของพิรุณ… โคลม เค็น จิคุสะที่หายไปพร้อมกับข่าวการแหกคุกวินดีเช่ของมุคุโร่ที่ไม่สำเร็จ…

 

 

“แกรู้ดีอยู่แล้ว แต่ไม่พูดออกมาไม่ใช่รึไง”  รีบอร์นยกมือแกร่งขยับหมวกดำขลับใบโปรดของตน   ไม่ใช่การลาเพื่อลาตลอดไป…  เป็นการไปเพื่อเห็นว่าลูกศิษย์เติบโตอย่างแท้จริง…

 

“นายคิดว่าฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำปรึกษาจากนายอีกแล้วสินะ….”   ดวงเนตรประกายหมองลงอย่างเห็นได้ชัด… แผนการดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้วคงมิอาจหยุดลงได้…

 

“แล้วแกปรึกษาฉันซะที่ไหน เรื่องที่แก เจ้าฮิบาริ แล้วก็เจ้าอิริเอะคิดจะทำน่ะ”  โดนย้อนกลับมาเช่นนั้นแล้ว เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดรอดจากริมฝีปากเรียวเมื่อโดนจับผิด

 

“เรื่องนั้นมันฉุกละหุกน่า…  อีกไม่นานกระสุนนั่นก็จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว”   การเสี่ยงครั้งใหญ่แม้ไม่รู้ว่าจะได้ผลดีหรือไม่.. เขาอาจจะตายจริงๆแทนการตายหลอกๆก็ได้…

 

“ลางสังหรณ์ของแกบอกไปในทิศทางไหนล่ะ” นักฆ่าหนุ่มต้องการคำตอบจากผู้สืบสายเลือดวองโกเล่…  ดวงเนตรสีน้ำตาลไหม้ปรือหลับลง…   ตั้งแต่การทดสอบการเป็นบอส….

 

 

โชคชะตาของฉัน… ขีดเส้นให้ทำลายวองโกเล่…

 

 

“เอาน่าๆ…  มันน่าจะไปได้ดี  แค่รอให้หมอนั่นมาซะทีก็พอแล้ว”   การรอคอยของเขา…  นภาสีขาวผู้ทะเยอทะยาน…  ได้เวลาตัดสินกันแล้ว.. แม้ไม่ใช่ตัวเขาในยามนี้ก็ตามที…

 

“ดูแกมั่นใจดีนะเจ้าห่วย”   อาจารย์นักฆ่าอัลโกบาเรโน่รีบอร์นมองนักเรียนในสังกัดอย่างภาคภูมิใจ  มุมปากหยักยิ้มบ่งบอกถึงความอารมณ์ดี  เติบโตขึ้นแล้วสินะ… ปกครองคนอื่นด้วยตัวเองได้แล้ว…

 

“ทุกคนร่วมมือกันอย่างดีเพื่อช่วยเด็กๆพวกนั้น   มันก็ต้องผ่านไปด้วยดีสิ”    ท้องนภาสีทองหยัดยืนและยิ้มได้..   รอยยิ้มที่ปราศจากความโศกเศร้า เหงาและกังวล…  คงมีเรื่องเดียวที่เขาต้องกังวลเกี่ยวกับเจ้าห่วยคนนี้….

 

“แล้วแกไม่คิดจะตามหาเจ้ามุคุโร่งั้นเรอะ  ข่าวคราวมันหายไปพักใหญ่แล้วนี่”  เสียงทุ้มเอ่ยถามถึงใครบางคนที่หายไปเนิ่นนาน… ก่อเรื่องไม่หยุดหย่อน….

 

“ไม่หรอก  ฉันก็มีเรื่องที่ตัวฉันเองรู้ดีอยู่เพียงคนเดียวเหมือนกัน”  ริมฝีปากเรียวระบายรอยยิ้มจริงจังและมั่นใจ  สายลมโบกพัดศิษย์อาจารย์ทั้งสอง…  เยียบเย็นราวกับพัดตัวตนในอดีตให้หายไป…

 

 

นี่คือนภาสีทอง… บอสวองโกเล่แฟมิลี่

                รีบอร์นพิศมองบอสวองโกเล่รุ่นที่สิบตั้งแต่ปลายผมจดปลายเท้า… เงาร่างของเจ้าห่วยร่างเล็กคนนั้นราวกับเป็นเงาเลือนรางซ้อนทับกัน..  เวลากว่า 10 ปีช่างผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว  เจ้าคนที่คอยปฏิเสธการฝึก ปฏิเสธทุกอย่างกลับโตขึ้นยืนอยู่ตรงนี้.. ใส่เครื่องแบบของบอสวองโกเล่.. กาลเวลาช่างผ่านไปราวกับกระแสธารา..

 

 

“คิดว่าแกตัดผมเพราะอกหัก แต่ดูเหมือนไม่ใช่ หึ”  เสียงทุ้มเปล่งมาเช่นนั้น มือเรียวพลันเผลอยกขึ้นจับท้ายทอยของตนเอง.. ปอยผมที่ยาวระเรี่ยได้ตัดทิ้งไปหมด…

 

“เพราะฉันเตรียมใจแล้วตะหากล่ะ”  สายตา.. ท่าทาง… หัวใจที่แข็งแกร่งและมั่นใจในตัวพวกพ้อง..  และมั่นใจในตัวเหล่าเด็กน้อยจากอดีต…

 

“ดี ขอให้โชคดีก็แล้วกันกับพวกเพื่อนๆของแก”  ขยับหมวกปิดรอยยิ้มที่มุมปากอันบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ  ลูกศิษย์ของเขาทุกคนช่างเติบโตได้ดีเหลือเกิน….

 

สึนะโยชิรับรู้ได้ดีว่าคือการลา..  ลาเพื่อการพบกันใหม่หลังทุกอย่างจบสิ้นลง…   “อย่าเที่ยวไกลล่ะรีบอร์น”   แค่ไปเที่ยว.. ไม่ได้ไปที่ไหนไกลแสนไกล…

 

ร่างสูงนักฆ่าขยับยิ้มสองมือล้วงกระเป๋ากางเกงดำขลับ  ร่างกายนี้ถึงขีดสุดแล้ว… จึงไม่จำเป็นต้องให้นักเรียนต้องมาเห็นความอ่อนแอของอาจารย์ “แล้วจะกลับมาดูชัยชนะของแก”

 

“ขอบใจนะ… สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง…”  โค้งลงด้วยความเคารพและขอบคุณ..เป็นครั้งแรก…   ที่ช่วยเขาให้เติบโตมาได้ถึงเพียงนี้….

 

 

กระแสลมพัดโบกเอาใบไม้แห้งบนพื้นพัดปลิว…  ใบไม้จากเบื้องบนร่วงหล่น…  ราวกับซากุระในฤดูใบไม้ผลิหากแต่เป็นสีน้ำตาล…  หนึ่งอาจารย์ในชุดสูทดำขลับมองลูกศิษย์ด้วยเนตรคมอย่างภาคภูมิ  หนึ่งบอสวองโกเล่ในชุดสูทขาวและผ้าคลุมโค้งขอบคุณด้วยความขอบคุณเอ่อล้นจากหัวใจ…

 

 

เพราะวันนี้เป็นวันที่นายจะไปฉันจึงใส่ชุดสีขาว….

เครื่องแบบและตราวองโกเล่….

 

เพื่อส่งอาจารย์ที่รักไปพักผ่อนในช่วงเวลาหนึ่ง…

ให้เห็นภาพของลูกศิษย์คนนี้…

                มือแกร่งเลื่อนหมวกดำขลับปกปิดแววตา..  ไร้คำพูดเอื้อนเอ่ยใดๆระหว่างคนทั้งสอง…  ร่างสูงตวัดกายเดินจากไปไร้การหันกลับมามอง…   นภาแห่งวองโกเล่โค้งค้างมิยอมเมียงมองภาพของอาจารย์ผู้แข็งแกร่งได้เดินจากไป…  เปลือกตาปรือหลับลงเก็บกักน้ำตาและแววตาสีน้ำตาลไหม้อันแสนเศร้าไว้แบบนั้น…

 

 

ภูมิใจที่เป็นศิษย์ของอัลโกบาเรโน่ รีบอร์น…..

                ใบไม้ร่วงหล่นลงตกลงสู่พื้นดิน…  เหยียดร่างกลับมายืนตรงไร้เงาของผู้คนในละแวกนั้นอีกครั้งหนึ่ง…  ไปแล้วสินะ…   เหลือเพียงฐานทัพอันเงียบงัน…  ผู้พิทักษ์จำนวนหนึ่ง.. และอีกไม่นานจะกลับมารวมตัวกันอีกครา…  ทั้งที่ควรเหงาและซึมเศร้า…  คนสำคัญมากมายค่อยๆหายไป….

 

 

“รออยู่นะเบียคุรัน…  เพื่อเรียกสิ่งที่หายไปกลับคืนมา…”   เสียงใสเปล่งพึมพำแผ่วเบา…  รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ภาพอันสดใส.. จะได้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง…

 

“รอวันนั้นอยู่นะ….”  วันที่คำสัญญาจะเป็นจริง…..

 

 

วายุ พิรุณ อรุณ อัสนี เมฆา และสายหมอก

อยู่กันอย่างพร้อมหน้า…

 

วันที่ความสุขจะกลับคืนมา….

 

 

ฉับพลันขนนกสีขาวนวลร่วงลงมา..  ใบหน้าอ่อนวัยเงยขึ้นมองส่งมืออกไปรับขนนกนั่นไว้ในมือ…    แสงอาทิตย์สะท้อนอยู่เบื้องหลังวิหคตัวหนึ่งมองเห็นเพียงแค่เงา…    สองมือยกขึ้นรอให้เจ้านกฮูกขาวบินร่อนลงมาหา… ริมฝีปากระบายรอยยิ้มอันอ่อนโยนปลอบโยนและอบอุ่น….

 

 

“มานี่สิ”  เปล่งเสียงเรียกวิหคขาวด้วยน้ำเสียงใสอ่อนโยน….  เงาซ้อนทับเริ่มเลือนหาย… แลเห็นดวงเนตรสีแปลกตาเป็นสองสีของเจ้านกนั่นอย่างชัดเจน…

 

“สบายดีเหรอ….”     เจ้านกขาวร่างโตบินร่อนเข้าหาร่างโปร่งในชุดขาว..   สองมือโอบกระชับร่างของเจ้านกฮูกตาสีแปลกไว้ในอ้อมแขน…

 

ซบแนบใบหน้าลงกับขนขาวอ่อนนุ่มในวงแขนนั้น… “……  มุคุโร่…..”

 

 

สายหมอกปกคลุมร่างนกฮูกสีขาวบริสุทธิ์…  คืนร่างแปรสภาพจากร่างเล็กๆของสัตวกลับเป็นมนุษย์ในชุดคลุมยาวสีดำคลับ…  เกศาสีไพลินยาวยวงพลิ้วไหวตามสายลมเย็นอ่อนนุ่ม…  สองมือโอบกระชับร่างโปร่งในชุดขาวอย่างอ่อนโยน….    ใบหน้าอ่อนวัยซบลงกับแผ่นอกแกร่งด้านที่อ่อนแอปรากฏให้เห็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น…

 

 

“อย่างที่เห็นน่ะครับ  คุณเองก็แลดูซูบผอมไปซะหน่อย”    ถ้อยคำเรียกรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าสึนะโยชิ.. ว่าคนอื่นตัวเองก็เหมือนกัน….

 

“คราวนี้คิดจะทำอะไรอีกล่ะ…  ร่างของนายเยอะซะเหลือเกิน…”   ชายลึกลับในรูปถ่ายที่สนามบินพูดคุยกับหญิงสาวที่เขามั่นใจว่าคือโคลม…  ทั้งร่างนกฮูกซึ่งน่าจะเป็นสัตว์กล่องของกุโระ คิชเนีย….

 

“ทำเรื่องเสี่ยงๆที่คุณไม่ชอบน่ะครับ”   วงแขนแกร่งคลายออกให้เพื่อพิศมองใบหน้าของคนสำคัญ..   ฝ่ามือลูบผ่านท้ายทอย.. ปอยผมที่เคยมีอยู่ตัดทิ้งไปเสียแล้วสินะ..

 

“ทำเรื่องแบบนั้น แล้วเมื่อไหรนายจะออกวินดีเช่ได้กัน”  สึนะโยชิผ่อนลมหายใจออกอย่างเหนื่อยหน่าย  การแหกคุกไม่ใช่เรื่องสนุก… แม้เขาจะเริ่มไม่ไว้วางใจวินดีเช่ก็ตามที…

 

“เมื่อคุณตื่นขึ้นมาครับ”  น้ำเสียงทุ้มเอ่ยพลางจับพวงแก้มทั้งสองของนภา… แนบหน้าผากลงบนหน้าผากของคนตรงหน้า…

 

“นายกำลังจะไปไหน.. มุคุโร่…”   ดวงเนตรสีน้ำตาลไหม้สบมองในระยะประชิด….   ในระยะนี้อย่างไรก็เบี่ยงมองหนีคำถามไปไม่ได้…

 

“ผมกำลังจะใช้ร่างของคนอื่นเข้าไปในมิลฟิโอเร่ครับ”    สึนะเบิกเนตรกว้างตื่นตกใจ  การกระทำแบบนั้นน่ะ…

 

“อย่าทำแบบนั้นนะ….”  ในช่วงเวลาที่มิอาจประเมินค่าความสามารถของบอสมิลฟิโอเร่ได้…  การทำแบบนั้นเสี่ยงเกินไป….

 

“ช้าไปแล้วล่ะครับ  เพราะตอนนี้ผมกำลังแทรกซึมส่งข้อมูลให้ใครบางคนอยู่”   สดับฟังแล้วพอจะเดาได้ว่าใครบางคนที่ว่าคือใคร….

 

ร่างโปร่งบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ดันร่างสูงออกห่างแผ่วเบา…  “คงห้ามไม่ได้น่ะสิ…  ว่าคนอื่นไว้เยอะ แต่นายก็ทำตามใจตัวเองเหมือนกัน…”  มิอาจหลอกลวงว่าไม่โกรธ… หลายๆเรื่องที่เขามารู้ทีหลังมันน่าเคืองนัก…

 

“คึหึหึ คุณเองตั้งใจจะแกล้งตายก็ยังไม่บอกผมนี่ครับ”  สึนะสะอึกขึ้นมาทันทีทันใด…  โดนย้อนกลับมาแบบนี้ต่างฝ่ายต่างเงียบ…

 

และจบลงด้วยเสียงหัวเราะ….

                สายลมของฤดูใบไม้ร่วงชวนให้ร่างกายเย็นสบาย..    เสียงหัวเราะแผ่วเบาลงพร้อมกับบรรยากาศสบายๆรายล้อมตัวของคนทั้งคู่   ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย.. .ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยและรอเฉยๆ…  แบบนี้น่ะ.. มันให้ความรู้สึกถึงความคาดหวัง  การภาวนา….

 

 

“ฉันคงต้องนอนเหงาอยู่คนเดียวในป่านี่…   ไม่รู้คนอื่นจะโกรธฉันมากมั้ยนะ ที่บอกไม่ครบทุกคนน่ะ”   สีหน้าของนภาทอประกายกังวลน้อยๆ… ห่วงใยในความรู้ของคนอื่น…

 

“แบบนั้นดีแล้วล่ะครับ บางคนก็เป็นคนที่เล่นละครไม่เป็นเอาซะเลย”    ชายหนุ่มเกศาน้ำเงินหยิบเอาใบไม้แห้งบนพื้นวางไว้บนมือและปล่อยให้สายลมพัดมันร่วงหล่นไป…

 

“นายคิดว่าตัวฉันในอดีตจะทำได้ดีมั้ย”   ร่างบางนั่งลงเข่นใบไม้บนพื้นเล่นราวกับเด็กๆ..   แสดงด้านนี้ออกมาในบางเวลา…

 

“คุณควรจะถามตัวเองนะครับ  ให้ผมตอบ.. ตอนนั้นคุณน่ะเล่นงานผมซะหนัก”   สายหมอกกล่าวถึงความหลังอันนานแสนนานในโกคุโยแลนด์.. สึนะพลันหัวเราะเริงร่า…  นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่ใช้โหมดไฮเปอร์   เป็นครั้งแรกที่ต่อสู้อย่างจริงจัง….

 

“กับแซนซัสก็เหมือนกัน…อืม… ถ้ามีสิ่งที่อยากทำ  ฉันอยากต่อยหน้าเจ้ากล้วยไม้ขาวนั่นซะทีจริงๆ”   ปลดปล่อยอารมณ์กดดันและแค้นเคืองอันยาวนานในการระบายอารมณ์….

 

“คึหึหึ  ตัวคุณในตอนนี้เหลือแค่รอการนอนหลับอุตุนี่ครับ”  สายหมอกวางมือแกร่งลงบนศีรษะปกคลุมด้วยไหมสีน้ำตาลของคนที่นั่งอยู่..   ขยับโยกหัวแบบนั้นเดี๋ยวน้ำตามันก็ไหลออกมาจริงๆหรอก….

 

“ก็แค่แผนการน่า…  ใครๆก็หายตัวไปกันหมด…”   ใบหน้านั้นเศร้าหมอง…   คนแล้วคนเล่าค่อยๆหายตัวไป…  อยากจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง….

 

 

และอยากสัมผัสร่างที่แท้จริงของสายหมอก….

                เนตรสองสีทอดมองร่างเล็กกว่าด้วยสายตามากด้วยความหมาย…   ต่อจากช่วงเวลานี้ไปเขาจะไม่ได้เจอกันอีกช่วงขณะหนึ่ง.. หรืออาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย….   “ตอนที่ทุกอย่างจบลงแล้ว ผมจะมาหาคุณที่นี่นะครับ”

 

ใบหน้าอ่อนไหวเงยขึ้นมองใบหน้าของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก  แม้ไร้วองโกเล่ริง… คนๆนี้ก็คือผู้พิทักษ์ของเขาเสมอ…   “ผมจะมาปลุกคุณที่นี่”

 

 

วันนั้นจะเป็นวันที่เราได้เจอกันอีกครั้ง

อย่างแท้จริง……

                “สัญญาแล้วนะ  สัญญาอีกข้อของเรา….”    และทุกข้อจะเป็นจริง….. รวมทั้งการได้ยืนอยู่ใต้ผืนฟ้าเดียวกันอีกครั้ง….

 

“อย่านอนหลับเพลินก็แล้วกันครับ”   สองมือจับไหล่บางทั้งสองให้หยัดยืนขึ้น  .. แม้เป็นสัญญาที่น่ากลัว.. แต่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงมัน….

 

“นายก็…  อย่าไปเดินเล่นไกลจนลืมก็แล้วกัน  รีบกลับมาอย่างที่บอกที่ดิสนีย์แลนด์”   วงแขนแกร่งโอบรอบกระชับรอบลำคอของนภาไว้หลวมๆ   มือเรียวยกขึ้นแตะสัมผัสพลางปรือตาหลับลง….

 

 

ฉันจะรอนายอยู่ที่นี่เมื่อทุกอย่างจบลง…

เมื่อมั่นใจว่าอนาคตได้เปลี่ยนไปแล้ว….

 

ผมจะมาหาคุณ ณ ที่แห่งนี้…

ด้วยร่างจริงของผม….

และนภากับสายหมอก

จะอยู่ใต้ผืนฟ้าเดียวกันอย่างแท้จริงอีกครั้ง

                ม่านของสงครามใกล้เปิดออก…  เปิดออกเพื่อรับศึกครั้งใหญ่ที่พวกตนได้วางเดิมพันไว้กับผู้คนจากอดีตกาล…  คงมีเพียงสายหมอกที่ได้ยลเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อบอกเล่าความเป็นไป…  ปล่อยนภานอนหลับใหล…  อยู่ในห้วงฝันเพื่อตื่นมาพบโลกที่สดใสอีกครั้งหนึ่ง…

 

 

“นายไปได้แล้ว  ไปขโมยร่างอาวุธกล่องคนอื่นเค้า เจ้าของจะสงสัยเอา”   จับวงแขนแกร่งให้คลายออก  พิศมองใบหน้ากันเพื่อเตรียมตัวรอคอยในช่วงเวลาสั้นๆ… แต่ยาวนาน…

 

“หวังว่าโลงศพจะพอดีตัวนะครับ คึหึหึ”  เอ่ยแซวแล้วขาเกือบยาวของทูน่าตวัดฟาดเข้าใส่ขายาวของคนตรงหน้าทันที  ยังจะขำ!!!

 

“ไปได้แล้ว~~!”   ปัดมือไล่อย่างไร้ความปราณี

 

“งั้นผมไปล่ะครับ  แล้วพบกันใหม่”   ก่อนที่ชายหนุ่มจะสลายร่างมนุษย์กลับเป็นร่างที่ยืมมานั้น..   มือแกร่งของบอสวองโกเล่ยื่นไปดึงแขนของมุคุโร่เข้าหาตน   เขย่งกายขึ้นมอบจุมพิตแผ่วเบาที่ริมฝีปากคมนั่น…

 

ราวกับเทพนิยาย… ที่เวลาได้หยุดลง…..

                “โชคดีนะ  ระวังตัวด้วย”  แย้มยิ้มอ่อนโยนแด่สายหมอกคนสำคัญ….

 

 

หยุดเวลา…..เพื่อซ่อมแซมนาฬิกานั้น…..

                “ครับ  คุณก็พักให้สบายในช่วงเวลาหนึ่ง”  หลับเพื่อลืมเลือนความโหดร้ายที่ผ่านมา…  และตื่นมาพบกับโลกที่กลับมาสดใสอีกครั้ง….

 

และปล่อยให้กลับมาเดินเหมือนเดิม….

                ชายหนุ่มแนบริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนใส…   ร่างสูงใหญ่ของมนุษย์ปกคลุมด้วยสายหมอกโอบคลุมกลับคืนสู่ร่างของนกฮูกสีขาวอีกครั้ง   วงแขนของเจ้าของเนตรสีตาลลึกล้ำคว้าออกไปกอดร่างของเจ้านกตัวนุ่มเอาไว้อีกครั้งหนึ่ง  ก่อนที่จะปล่อยให้มันบินออกจากวงแขนตนไกลขึ้นไปบนท้องฟ้าซึ่งมีแมกไม้ปิดบังแสงอาทิตย์…

 

 

ริมฝีปากเรียวแย้มยิ้มสดใส.. แม้อาลัย.. แต่จะรู้สึกแบบนั้นไปเพื่ออะไรกัน… ในเมื่อ…  “แล้วพบกันนะ…”

 

มองจนกระทั่งนกขาวตัวนั้นบินหายลับไปจากฟากฟ้า…  “ดูแลตัวเองด้วยนะมุคุโร่…..”   สายตาห่วงหาอาวรณ์มิอาจปิดบังได้มิด….  แล้วเมื่อทุกอย่างจบลง… เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ขอให้ได้พบนาย…..

 

 

vederti, la mia nebbia

 

กระสุนปลอมสร้างขึ้นเพื่อสร้างกายตายอย่างหลอกลวงเพื่อเริ่มศึกระหว่างวองโกเล่และกองทัพมวลดอกไม้…  ผู้คนมากมายที่กำลังเจ็บปวด… เฝ้ารอคอยวันที่ทุกอย่างจบลง ระหว่างฝ่ายที่ต้องการเรียกหลายสิ่งกลับคืน.. และฝ่ายที่ต้องการจะให้ทุกอย่างไปสู่การสูญสลายและยึดอำนาจ….

 

 

สิ่งสำคัญที่สุด.. สิ่งสำคัญ.. ของสำคัญ….

ของผู้คนนั้นแท้จริงคือสิ่งใดกันหรือ…..

 

อำนาจ?  กำลัง? ชื่อเสียง? เงินตรา?

หรือว่าความรัก หรือว่าครอบครัว

เพราะอุดมการณ์จึงเกิดการแตกแยก

                พวกเราเป็นเพียงแค่มนุษย์กลุ่มหนึ่งเท่านั้น… ต่อให้โลกใบหนึ่งจะสามารถแตกออกเป็นหลายๆโลก หลายเส้นทาง…  แต่สำหรับเขาแล้วโลกของเขามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น….  ที่ๆมีผู้คนแสนสำคัญรายล้อม  ที่ๆมีบ้านและครอบครัว…   ที่ๆเขาและคนๆนั้นได้พบกัน…..

 

รออีกเพียงแค่ไม่นานนะ… มุคุโร่….

 

พิธีศพของบอสวองโกเล่รุ่นที่สิบจัดขึ้นอย่างเล็กๆท่ามกลางผู้คนสำคัญ..   บ้างโศกเศร้า  บ้างล่วงรู้ถึงสิ่งที่นภาต้องการให้เป็นไป…  ในทางแยกทั้งสอง…  หากอดีตพ่ายลง คนในอนาคตจะหายไป และเป็นการตายอย่างแท้จริง.. คือการเดิมพัน….   ภายในป่าใหญ่เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง… โลงศพสีดำขลับและร่างในชุดขาวนอนหลับใหล… เฝ้ารอคนสำคัญกลับมา….

 

 

วันที่ X เดือนกันยายน อนาคต 9 ปี 10 เดือน

หยุดเวลาของพวกเราลง…. ให้หยุดเดินอยู่เพียงแค่นั้น

.

.

.

.

 

เสียงนกน้อยร้องเพลงท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียวขจีกว้างใหญ่  ..  ร่างโปร่งในชุดขาวนอนเหยียดร่างบนพื้นหญ้านุ่มราวกับผืนฟ้าปูที่นอนสีเขียว…   สายลมพัดพาเข้ามายังสถานที่อันไกลแสนไกล.. ซึ่งมิอาจรู้ได้ว่าคือที่ใดบนโลกใบนี้นั้น…   มีเพียงคนสองคนอยู่ที่นั่น…

 

 

ชายหนุ่มผู้เรียกขานนามของตนเองว่า Vongola Primo ยืนรับกระแสลมพัดก่อนเบี่ยงใบหน้ามองเจ้าร่างเล็กบนผืนหญ้านั่น.. หลับตาพริ้มหลับใหลอย่างเป็นสุข… เป็นเวลากี่วันกี่คืนกันแล้วนะ…  ในห้วงฝันนั้นกำลังมองดูภาพของคนสำคัญ.. หรือเชื่อมต่อฝันกับใครอยู่งั้นเหรอ…..

 

 

คงมีเพียงคนเดียว….

 

“ฝันดีอยู่สินะ เหลนที่น่ารัก”   เนตรสีฟ้าครามพิศมองอย่างอ่อนโยน…   เปลือกตาบางปรือเปิดขึ้นมอง..  แลเห็นร่างในชุดแบบเดียวกับเขาต่างกันเพียงแค่สีเท่านั้น… รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปาก….

 

“ครับ….”   ก่อนหลับตาลงเพื่อให้เวลาเดินผ่านไป…

 

 

นิทราเพื่อตื่นมาพบกับการเปลี่ยนแปลงและความหวัง

จงหลับพักผ่อนให้สบายเถิด… ผืนฟ้าแห่งวองโกเล่

และตื่นขึ้นมาพบกับสายหมอกแสนสำคัญ

ในช่วงเวลาที่นาฬิกาเดินอีกครั้ง

.

.

.

TBC….  Epilogue…..

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 12/17/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: