RSS

[KHRFic] LOVE Like Noodle!? Zwei (6927) CH4

17 ธ.ค.

Title : LOVE Like Noodle!?  Zwei
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre : Romance , Comedy(?) , Action(?) , Drama
Rate : NC-17
Pairing : 6927 (100)
Summary :   ในบะหมี่หนึ่งถ้วย.. ไม่ได้มีแค่บะหมี่ แต่มีลูกชิ้นเป็นอุปสรรคล่อตา..

————————————————————————

 

 

มนุษย์นั้นมิได้มีเพียงด้านเดียว

เฉกเช่นเหรียญที่มีสองด้าน

 

 

เราคงมิอาจล่วงรู้ตัวตนของใครซักคน

ได้หมดทุกอย่างเช่นตัวเขาเอง

 

 

ยิ่งกับนภาที่แลดูอันตรายนั้น

ยากที่จะทำใจเชื่อถือลงได้

 

 

นภาที่แสนซื่อและบริสุทธิ์นั้นมีสีทองอร่าม

หากแต่นภาที่ยากจะคาดเดานั้นมีสีขาว

 

ความลับที่สร้างขึ้นเพื่อหน้าที่

จำต้องปิดบังสายหมอก

 

โดยไม่ล่วงรู้ว่าการรุกคืบคลาน

เข้ามาใกล้ตนมากเพียงใด

 

 

 

Chapter 4

The Chariot

 

 

                เนตรกลมโตตวัดมองซ้ายขวาระแวดระวังตัวและทำตัวเยี่ยงนักโทษที่กำลังจะหนีออกจากเรือนจำอย่างนั้น   ซาวาดะ สึนะโยชิคุง บอสวองโกเล่รุ่นที่สิบกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องนอนของตนและเริ่มทำการหลบหนีออกไปข้างนอกแบบเนียนๆ   นัดที่ไม่ควรไปหากเชื่อในคำพูดของสายหมอก นัดที่ควรจะไปในฐานะบอส  เขาเลือกข้อหลักเพราะว่ามันมีผลในระยะยาวมากกว่า อีกอย่างแค่ไปดื่มชาแล้วชิ่งกลับมันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนักหรอก

 

 

                “จะไปไหนน่ะเจ้าสึนะ”  เสียงทุ้มเปล่งเรียกเจ้าปลาทูน่าบอสหัวฟูให้สะดุ้งตัวหันกายกลับไปมองอย่างไวว่อง   ภาพของนักฆ่าโหดสะท้อนในแววตา

 

                “มีงานน่ะ  นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าถ้าเป็นไปได้อย่าสร้างปัญหา”   ปากเรียวบ่นมุบมิบ  แต่การลอบออกไปของเขานี่สิ มันน่าจะเป็นปัญหา

 

                อาจารย์พิเศษหนุ่มมองใบหน้าซื่อๆที่ปิดพิรุดไม่มิดอย่างนั้น  “สำนึกได้ก็ดี อย่าสร้างปัญหามาสะสมในกองปัญหาก็แล้วกัน”  เอ่ยอย่างเหนื่อยหน่ายและถอนทัพกลับห้องไปโดยดี

 

                แต่ในยามนั้นบอสวองโกเล่นรุ่นที่สิบพลันสังหรณ์และสังเกตอะไรบางอย่างแปลกๆในพฤติกรรมของอาจารย์ได้  “นายเป็นอะไรรึเปล่ารีบอร์น นายดูแปลกๆไปนะ”

 

                อัลโกบาเรโน่ในร่างโตผินใบหน้าเหลือบมองด้วยหางตา  รอยยิ้มคมระบายจางๆ  “ยังปกติพอจะเอาปืนไล่ยิงแกได้ เจ้าห่วยสึนะ”  ปลาทูน่าบอสหน้าเสียวิ่งไปหลบมุมหาที่หลบกระสุนในทันใด

 

                “รู้แล้วๆ!  แค่เป็นห่วง งั้นฉันไปล่ะ!”  ติดสปีดวิ่งหนีหายไปตามทางเดินของคฤหาสน์  เนตรคมของผู้เป็นครูยังคงจดจ้องมองแผ่นหลังนั่น

 

                “เริ่มดีขึ้นแบบนั้น ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง”   ในวันที่มันต้องยืนรับปัญหาเพียงลำพัง…. 

 

 

นภาจักต้องเข้มแข็งขึ้นไร้ที่สิ้นสุด

ให้เทียบเท่ากับความพยายามที่สรรพสิ่งคุ้มครองดูแล

 

ในสายตาของอาจารย์

อย่างไรมันก็เป็นเจ้าห่วยคนเดิมอยู่ดี

 

ในบางเรื่อง

 

 

                สึนะโยชิคว้าเอาหมวกกันน็อคในตู้มาสวมและเดินไปสตาร์ทเครื่องหนึ่งในคอลแล็กชั่นมอเตอร์ไซด์ที่เป็นของสะสมไม่เข้ากับใบหน้าอ่อนๆปวกเปียก…  แต่เดิมไม่เคยสนใจเรื่องพาหนะซักเท่าใด  ถ้าไม่ใช่งานเป็นทางการการใช้มอเตอร์ไซด์ย่อมสะดวกกว่าในการทำตัวให้ไม่เด่น  รถยนต์ไว้ใช้ในยามออกงานก็เพียงพอแล้ว พ่วงมีคนขับอีกตะหาก  หยิบเอาใบขับขี่ออกมามองแล้วแอบขำ สอบผ่านมาได้ยังไงนะเรา….

 

 

                “ขอโทษจริงๆนะมุคุโร่นะ.. ฉันไม่ได้ตั้งใจจะโกหกนาย มันเป็นงานๆ”  ท่องเอาไว้ปานท่องสวดมนต์สามจบเช่นนั้น  ขาเรียวก้าวไปข้างตัวพาหนะ ติดเครื่องแล้วรีบบึ่งออกไปจากที่เก็บรถหลังคฤหาสน์ทันที 

 

 

                สายลมโบกพัดผ่านหมวกกันน็อก  สายตากวาดมองหาร้านกาแฟนเป้าหมายซึ่งเขียนบอกเอาไว้ในการ์ดสีขาวนวล   เขาไม่ใช่คนอิตาลีมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้นานรู้จักพื้นที่แบบละเอียดไม่มากซักเท่าไหร  ยามเมื่อติดไฟแดงมีเวลาคิด สมองที่อายุน้อยกว่าปกติ(?)  นึกบางอย่างขึ้นมาได้…

 

 

                ไม่พาใครมาด้วยจะดีเหรอเนี่ย…’  ความประมาทที่ไม่น่าจะเกิดกับบอสมาเฟียอันดับต้นๆของอิตาลีปรากฏขึ้น  จะกันรถกลับก็ช้าเกินไป 

 

                สายฝนเดินทางกลับไปญี่ปุ่น  วายุทำงานเอกสาร อรุณไปทำงานที่ปราสาทวาเรีย  เมฆาก็หายตัวไปที่ฮ่องกง สายหมอกก็เพิ่งจะโกหกกันไปหยกๆเมื่อกี้นี้เอง  ส่วนอัสนีแรมโบ้น่ะรึ ตอนนี้ยังพึ่งพาอะไรมากมายไม่ได้เก็บเข้ากรุไว้ในคฤหาสน์ให้โตกว่านี้ก่อนก็แล้วกัน…

 

 

                ช่างเถอะ ไปเจอหน้าแล้วรีบกลับ’  ไฟสัญญาณบอกว่าถึงเวลาไฟเขียว  ร่างบางเคลื่อนขับพาหนะประจำตัวออกไปอีกครั้ง  เขามิได้อยากเจอหน้าคนๆนั้นนานนักหรอก….

 

 

เจตนาที่บ่งบอกออกมาอย่างชัดเจน

ว่าต้องการสิ่งใดนั้น

 

ตรงไปตรงมาแต่อันตรายสำหรับตัวเขา

 

 

                พาหนะสองล้อหยุดจอด ณ ที่จอดรถข้างๆร้านกาแฟบรรยากาศน่ารักอบอุ่น  เป็นสถานที่นัดซึ่งดูไม่โดดเด่นและไม่อันตราย รอบร้านเป็นกระจกและตกแต่งด้วยต้นไม้ดอกไม้ มีที่นั่งทั้งในสวนสวยและในตัวร้านที่ออกแบบเป็นอย่างดี กลิ่นหอมของกาแฟโชยมาชวนให้กระเพาะส่งเสียงร้องออกมาว่าอยากสวาปามเค้ก(?)   เจ้าของเนตรสีทรายถอดหมวกกันน็อคออก  เผยให้เห็นความมหัศจรรย์ของโลก ว่าใยผมไม่เสียทรงยังคงชี้ฟูแบบนั้น…

 

 

                “ได้กลิ่นแบบนี้แล้วหิวจัง….”   บ่นพึมพำมองเค้กในตู้กระจกผ่านกระจกร้านเข้าไปอีกอย่างเพ้อฝัน   ก่อนสติจะกลับเข้าร่างว่าตนมาทำอะไร และไม่ควรจะตะกละแบบเดิมแล้ว!!

 

 

                เดินมาหยุดหน้าประตูร้าน มือเรียวผลักประตูเข้าไปภายใน เสียงกระดิ่งต้อนรับดังขึ้น สายตากวาดมองแลเห็นเพียงผู้คนประปรายในร้าน คงเพราะเป็นเวลางานของคนทั่วไปกระมัง และเวลาเรียนของพวกนักเรียน  ว่าแล้วจึงเดินตามหากวาดสายตามองคนที่นัดตนออกมา

 

 

                “ทางนี้~”  เสียงทุ้มเปล่งเรียกดึงโสตประสาท  สึนะหันมองไปตามเสียงก่อนที่นัยน์ตาจะเบิกกว้าง ชายเรือนผมสีงาช้าง รอยยิ้ม ชุดสูทสีขาวและ…. เค้กก้อนโตเท่าบ้าน!!!!! 

 

                “……เอ่อ….”   อึ้งทึ่งไปกับภาพที่เห็นตรงหน้า  นั่นน่ะบอสมาเฟียที่น่าสะพรึงกลัวใช่รึเปล่า   เค้กนั่นขนาด 5 ปอนด์ทานได้ทั้งงานวันเกิด  กินเข้าไปได้ยังไงน่ะ!!

 

                “มานั่งนี่สิ  สั่งได้เลยนะ  ฉันนัดออกมาจ่ายให้อยู่แล้ว”  ส้อมเล็กๆจัดเอาเนื้อเค้กอันประดับตกแต่งไปด้วยมัชเมลโล่เข้าปาก   เห็นแล้วกลัวเป็นเบาหวานแทน…

 

 

ดีน่ะสิ.. ศัตรู(?)เป็นเบาหวานตายเอง

เขาคิดอะไรเนี่ย!!!

 

 

                เผลอสาปแช่งในใจด้วยความคิดอคติแล้วรีบว่ายมานั่งที่นั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามของชายหนุ่มบอสมิลฟิโอเร่นามกล้วยไม้ขาว   สีหน้าพยายามแย้มยิ้มเหือดแห้งส่งให้ไม่กล้าบอกความในใจว่าเขาเผลอตัวแช่งคนเพิ่งรู้จักไปซะแล้ว สรุปความเอาเองว่าเป็นศัตรูกันเฉยเลย…   ทำไมเขานิสัยเสียแบบนี้เนี่ย…

 

 

                “รับอะไรดีคะ?”  บริกรสาวในชุดผ้ากันเปื้อนเดินมารับรายการจากแขกคนใหม่   ทำไมใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบปิดไม่มิดแบบนั้น..  ทำไมนึกถึงตอนที่เคยไปฮ่องกงกับมุคุโร่นะ ที่แอร์โฮสเตสแย่งกันมาบริการน่ะ…

 

                “เอาพายแอปเปิ้ลกับกาแฟคาปูชิโน่ครับ”  ได้ข่าวว่าเขากำลังสั่งของ แล้วไหงคุณเธอหันมองแต่ร่างสูงในสูทขาวกับเค้กก่อนเท่าบ้านนั่นน่ะ… 

 

                สึนะโยชิคุงผู้โดนหยามในศักดิ์ศรีเป็นครั้งที่สองในรอบหลายปี   ทำไมเขามักไม่ถูกกับบริกรสาวๆ ไปไหนกับผู้พิทักษ์หรือคนหน้าตาดีเขาจะโดนเมิน..   “คือว่าผมสั่ง…….”

 

                “เอาพายแอปเปิ้ลกับกาแฟคาปูชิโน่ ให้แขกคนนี้ด้วยนะ”  ใบหน้าคมหันมองหน้าของสาวที่กำลังเคลิ้ม  ทันทีที่เปลี่ยนคนสั่งสาวเจ้าก็จดบันทึกแล้วรีบไปจัดการให้ทันที  โลกนี้มันไม่ยุติธรรม….

 

                “เป็นเวรเป็นกรรมกับสาวๆที่ทำงานบริการรึไงนะเรา………”    บ่นมุบมิบเสียงเบาไม่ให้คนร่วมโต๊ะได้ยินเข้า  ชายหนุ่มผู้มีรอยสักใต้ดวงตามองท่าทางน่ารักๆนั่นแล้วนั่งท้าวค้างทานเค้กพลางยิ้ม

 

                “เธอนี่น่ารักจริงๆเลยนะ  มากกว่าในรูปถ่าย”  แทนที่สึนะจะมีอาการเคอะเขินกลับตกใจ  คำพูดแลดูไม่มีอะไรแต่ความนัยนั้นแฝงมาในคำว่ารูปถ่าย

 

                เขา..มองเห็นอันตรายอยู่ในบรรยากาศ  แม้คนตรงหน้าจะมีรอยยิ้มไร้เจตนาแอบแฝง แต่เขาเชื่อว่าในรอยยิ้มนั้นมีอะไรบางอย่างที่เขามิอาจล่วงรู้ได้  นั่นเป็นการกลบเกลื่อน…  คนๆนี้ช่างคล้ายกับคนรู้จักสองคนของเขารวมกันเป็นคนเดียว  หากเป็นแบบนั้นแล้วช่างรับมือยากเหลือเกิน….

 

 

                “คุณมีธุระอะไรกับผมกันครับ”  ตั้งแต่ยามนั้นที่เจอกันในร้านอาหาร  สิ่งที่เอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการสิ่งใด เขาไม่ไว้ใจ…  และหวั่นกลัว..  

 

                “เรื่องเครียดๆเพิ่งคุยกันไปวันก่อน วันนี้คงไม่ทำให้เธอกดดันเล่นอีกหรอก”  เบียคุรันทานเค้กตรงหน้าไปอีกคำ  ปากบอกแบบนั้น แต่ทำไมบรรยากาศมันไม่ใช่แบบนั้นเลยนะ… 

 

                “อย่าทำหน้าคิ้วขมวดสิ”  ส้อมเล็กเค้กชิ้นโตเกินกว่าจะทานในครั้งเดียวออกมา   เนตรสีน้ำตาลไหม้มองทุกการเคลื่อนไหว..  

 

                “อุ!!!”  ทันทีที่จะอ้าปากพูด  ส้อมและเค้กชิ้นใหญ่นั้นจุกเข้ามาในโพลงปากอย่างไม่ทันตั้งตัว  ทำอะไรเนี่ย!!!  อุ… แต่มันอร่อย….. 

 

                “อร่อยใช่มั้ยล่ะ~”  รอยยิ้มนั้นสดใสเสียจนเขาประหลาดใจ  บอสมาเฟียผู้มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าตลอดเวลาชวนให้เขารู้สึกแปลก

 

มีคนที่อารมณ์ดีตลอดเวลาแบบนี้ด้วยเหรอ

 

                ปากเล็กเคี้ยวเจ้าเค้กในปากหงุบหงับ  ของหวานอ่อนนุ่มมันเต็มปากเสียจนพูดอะไรออกมาไม่ได้  สภาพในเวลานี้เขาได้แต่พร่ำขอโทษผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกอยู่ในใจ  ขอโทษนะมุคุโร่ ฉันไม่ได้ออกมาเล่นนะ  ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ออกมาเล่นจริงๆนะ!!

 

 

                “เธอเป็นคนญี่ปุ่นนี่นะ  จะว่าไปโตเกียวบานาน่าเองก็อร่อยน่าดู”   จู่ๆคู่สนทนาก็พูดถึงของกินขึ้นมาอีก  พร้อมกับบริกรชายหนุ่มในร้านนำพายแอปเปิ้ลและกาแฟคาปูชิโน่มาให้แทนพนักงานสาวๆ 

 

                ซาวาดะคุงที่เค้กกำลังเต็มปากทำหน้าเอ๋อเหรอหรา พูดแต่เรื่องของกินจนเขาน้ำลายสอ  “พายแอปเปิ้ลกับกาแฟคาปูชิโน่ได้แล้วครับ”  มือแกร่งของพนักงานวางของที่นภาสั่งลงบนโต๊ะ  เฮือก!!! จู่ๆทำไมเขารู้สึกเสียวสันหลัง!

 

                ร่างบางเลิกลั่กหันซ้ายหันขวา ก็ไม่มีอะไรซักหน่อย….   “ขอบคุณครับ”  กลืนเค้กลงคอไปหมดแล้วจึงหันไปขอบคุณบริกรหนุ่ม

 

                ชั่วครู่หนึ่งเหมือนเขามองเห็นรังสีฆ่าฟันจากในดวงเนตรของอีกฝ่าย  พนักงานของร้านยิ้มให้และจากไป  ความรู้สึกมันไม่ใช่แบบศัตรู แต่เสียวสันหลังพิกล…   “เธอชอบพายแอปเปิ้ลงั้นเหรอ?” 

 

                “เปล่าหรอกครับ ผมทานได้ทุกอย่าง”  วิญญาณตะกละทูน่าไม่เลือกปฏิบัติกับของกิน… 

 

                “นึกว่าชอบซะอีก”  เบียคุรันยิ้มอย่างมีเลศนัย  ทูน่าบอสนั่งทำหน้ามึนต่อไป   ทำไมต้องพยายามเค้นคอให้เขาบอกมาว่าชอบกันล่ะนั่น

 

                “ก็ชอบครับ”  ตอบเพื่อตัดความรำคาญไป   รีบๆกินแล้วจะได้รีบๆกลับ..   มือเล็กจับส้อมตัดจิ้มเอาพายแอปเปิ้ลเข้าปาก

 

                “งั้นฉันก็จูบเธอได้สินะ”   ฉับพลันชายหนุ่มเรือนผมสีงาช้างหยัดกายขึ้นและใบหน้าคมนั้นน้อมเข้ามาใกล้   ริมฝีปากคมแนบสัมผัสแผ่วเบาที่พวงแก้มนิ่มใส  ปรอทความตกใจของสึนะโยชิแตก!!!

 

                “จู่ๆคุณมาจูบผมทำไมเนี่ย!!!”  ถีบตัวออกห่างจากมารร้ายในชุดขาว   มือเรียวยกขึ้นถูกแก้มตัวเองลบสัมผัสออกไป 

 

                “ทักทายมั้ง”   เมื่อกี้มีซักคำมั้ยที่พูดว่าทักทาย!!!

 

นี่มันไม่ใช่แล้ว!!!   นี่มันเนียน!!!

 

                “ฟังไม่ขึ้นเลยครับ!”   เสียงใสโวยวายลั่น  เหล่าประชากรในร้านพากันมองคิดว่าคู่รักทะเลาะกัน แต่จริงๆแล้วพวกเขาใช่คู่รักกันซะที่ไหนล่ะ….

 

                “ในภาษาญี่ปุ่น  คำว่าชอบกับคำว่าจูบน่ะ ใกล้เคียงกันไม่ใช่เหรอ~”  มุขตลกที่ไม่ฮา   บอสวองโกเล่ผู้โง่ในเรื่องแบบนี้นั่งมองตาเบิกกว้าง  มันเป็นวิธีแถแบบใหม่เหรอ!!!??

 

 

スキ (ชอบ) = キス (จูบ)

ความฉลาดของทูน่ายังตามไม่ทัน

 

 

                ใบหน้าละอ่อนเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม พ่วงด้วยเครื่องหมายคำถามบินวนรอบศีรษะด้วยความมึนงง  นี่เขากำลังเผชิญหน้ากับคนประเภทไหนกันเนี่ย…  ยิ้มแย้มแจ่มใสแล้วยุ่งกับคนมีเจ้าของ(?)ได้อย่างเป็นธรรมชาติปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติบังเกิด จู่ๆแก้วกาแฟของเขาเกิดแตกขึ้นมากะทันหัน   ปลาทูน่าที่กำลังโวยวายหันมามองอย่างตกใจ  ความร้อนทำให้แตก?   หรือว่าแรงอาฆาตใครทำให้แตก…..

 

 

                “เฮือก!!!”   เจ้าซีเล็คทูน่า(?)  เสียวสันหลังขึ้นมาอีกครั้ง  ความเย็นเยียบนั่นมันเข้ามาถึงขั้วหัวใจ  ใบหน้าอ่อนวัยตวัดมองไปตามความรู้สึก มีคนกำลังจ้องเขาอยู่…

 

                ตามทิศทางที่มองไปแลห็นบริกรหนุ่มคนเมื่อครู่  ลางสังหรณ์บางอย่างมันบอกว่า เขาได้ตายแน่….  แย่แน่ๆแล้ว….’  นั่นต้องเป็นร่างที่ยืมมาของใครซักคนแน่ๆ!!

 

                “มาคุยกันเรื่องวองโกเล่ริงเสียทีดีมั้ย”   เบียคุรันเอ่ยขึ้น แต่บอสวองโกเล่กลับห่วงเรื่องอื่นเสียมากกว่า…. 

 

                คนกำลังคิดเรื่องอื่นไม่ได้สนใจคำพูดนั่น  “ผมขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะครับ!”  สึนะคุงรีบติดสปีดวิ่งพุ่งไปห้องน้ำหลังร้านกาแฟในทันใด   เบียคุรันสังเกตพฤติกรรมนั่นแล้วลอบยิ้มกับตัวเองอย่างขำขัน

 

                “มันอาจจะง่ายกว่าที่คิด… การกวาดล้างวองโกเล่”  เหลือเพียงแค่แหวนและจุกนม  จะยอมยกมาแต่โดยดีหรือไม่…

 

 

สามสิ่งซึ่งนำมาสู่อำนาจสู่สุด

จุดมุ่งหมายที่บ่งบอกถึงความเป็นศัตรู

 

เล่นกันอีกซักนิด ก่อนที่การล่มสลายจะตามมา

 

 

                บอสวองโกเล่เข้ามาในห้องน้ำด้วยความตื่นกลัว  ไม่ได้ล่วงรู้แม้เพียงนิดว่าชายหนุ่มซึ่งนั่งร่วมโต๊ะกันก่อนหน้านี้นั้นมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงกันแน่   แต่เรื่องสำคัญกว่าในตอนนี้คือ  เรื่องโกหกของเขามันแตกกระเจิงไปแล้วน่ะสิ ไม่นะ!!!  ตายแน่!!!

 

                “คิดถูกจริงๆที่แอบตามคุณมา  คุณนี่โกหกได้หน้าตาเฉยเลยนะครับ”  ประตูห้องน้ำชายปิดโครมลงไปทันที  พร้อมกับบริกรหนุ่มก้าวเข้ามาในตัวห้องน้ำ  แม้ใบหน้าจะยังคงเดิมแต่เสียงกลับเปลี่ยนไปแล้ว….

 

                “……..ขอโทษนะ…มุคุโร่….”   บอสมาเฟียวองโกเล่นึกอยากลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้นขอขมา

 

 

                สายหมอกเข้าปกคลุมร่างของบริกรหนุ่ม เปลี่ยนสลับกับร่างสูงเรือนผมสีไพลิน   ผู้พิทักษ์แห่สายหมอกในชุดบริกรร้านกาแฟสูทขาวเสื้อกั๊กสีน้ำตาลเข้มและผ้ากันเปื้อนสีกรมท่ายืนจ้องมองใบหน้าสลดซึมของบอสวองโกเล่ด้วยสายตาจิกกัดและเย็นชา

 

 

                “แต่ว่ามันเป็นงานน่ะนะ…. จริงๆนะ…”  ไม่ได้ตั้งใจจะออกมานะเออ!!   เนตรสีน้ำตาลไหม้สบตามองเนตรสองสีจริงใจ

 

                มุคุโร่แลมองตาปลา(?)ใสปิ๊งและพยายามให้เขาหายโกรธแล้วถอนหายใจ   “คุณกลัวอัลโกบาเรโน่จะต่อว่าเอาเรื่องนั้นผมรู้หรอกครับ  แต่คุณไม่ควรมาที่นี่คนเดียว”   ไม่ตายอย่างที่คิด.. สึนะคุงโล่งอก

 

                “ไม่มีคนอยู่น่ะ.. แล้วคนอื่นก็งานยุ่งกันด้วย”  เหตุผลที่หังแล้วไม่ขึ้นเลยซักนิด…

 

                “ถ้าผมไม่แอบตามมา  เกิดมีอันตรายเกิดขึ้นจะทำยังไงล่ะครับ  คุณนี่ประมาทอยู่เรื่อยๆ”   หวนนึกถึงเรื่องราวที่เกาะฮ่องกงในตอนนั้น  ก็เพราะความประมาทของร่างบางบื้อนี่ ก็เลยโดนจับตัวไป คงจำไม่ได้น่ะสิ…

 

                “ฉันเอาถุงมือมาด้วยล่ะน่า!!….. เอ๊ะ…” มือเรียวล้วงหาถุงมือไหมพรมของประจำกายในกระเป๋าเสื้อและกางเกง ไหงไม่มีล่ะเนี่ย…

 

เขาลืมไว้ในเสื้อผ้าชุดเก่า!!!

 

                โรคุโด มุคุโร่จ้องมองใบหน้าเหวอที่กำลังส่งรอยยิ้มแห้งๆให้เขา   คิดถูกจริงๆที่ตามนภาปวกเปียกนี่มา  การมองโกลในแง่ดีเป็นข้อดีของนภาที่ทำให้แตกต่างจากมาเฟียคนอื่น  แต่มันทำให้เขาหนักใจมิใช่น้อย ถ้าเขามีร่างกายที่แท้จริงล่ะก็… ก็คงคอยจับตามองได้ตลอดเวลา…

 

 

                “ผมไม่ได้อยู่กับคุณตลอดนะครับ ผู้พิทักษ์คนอื่นก็เช่นกัน”   ร่างแท้จริงนั้นพันธนาการอยู่ในคุกน้ำวินดีเช่… ห่างไกลยากจะสัมผัส…

 

                นภาแลมองใบหน้าคมนั่นอย่างล่วงรู้   รู้ดีว่าสายหมอกนั้นห่วงใยตน   “ฉันไม่เป็นไรหรอก จริงๆนะ  นายไม่ต้องกังวลมากขนาดนั้นหรอก”   เพราะยิ่งเขาเป็นตัวถ่วงมากเท่าใด.. เขาคิดว่าสายหมอกจะลำบาก…

 

ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นอีกครั้ง

 

                “อีกอย่างบอสมิลฟิโอเร่ดูท่าทางจะเป็นคนมือไวกว่าที่คิดนะครับ  คุณนี่บื้อจริงๆ”   ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติแก้วกาแฟ  หรือความจริงจะเป็นฝีมือของสายหมอก…

 

                “นายมานี่เพราะจงใจมาด่าฉันใช่มั้ยเนี่ย…” ศีรษะปกคลุมด้วยไหมสีน้ำตาลไหม้ผงกลงต่ำปานมีก้อนหินมาทับเอาไว้บนไหล่

 

                “ใช่ครับ”  มุคุโร่เองก็ตอบมาตอบตรงไม่เฉไฉ   นภาเสียกำลังใจ….

 

                “ขอโทษ… แต่รับปากเลยว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย”  ยกมือขึ้นสัญญาต่อหน้าผู้พิทักษ์สายหมอก  ครั้งสุดท้ายแหงล่ะ ไม่นานก็จะเก็บข้าวของกลับญี่ปุ่นกันแล้ว…

 

                “สัญญาของคุณนี่ เยอะพอที่ผมจะเขียนบันทึกเป็นหนังสือได้แล้วนะครับ คึหึหึ”  วาจาจิกกัดและรอยยิ้มบ่งบอกว่าชายหนุ่มอารมณ์ดีขึ้นไม่มากก็น้อย..

 

                นัยน์ตากลมโตเบี่ยงขึ้นมองใบหน้าของคนจ้องเรือนผมสีไพลิน  “จะว่าไป…  นายใส่ชุดแบบนี้แล้วดูดีเหมือนกันนะ..”   มองสำรวจร่างกายที่เป็นเพียงภาพมายาตรงหน้า

 

                “ก็ดีกว่าชุดที่คุณเลือกให้ตอนที่อยู่ฮ่องกงล่ะครับ”   ยามนึกถึงเรื่องนั้นอีกครั้ง  สึนะโยชิหัวเราะร่าคลายกังวลที่ถูกด่าไปก่อนหน้า 

 

                “ฉันยังเก็บรูปนั้นไว้ในโทรศัพท์เลยนะ”   รวมทั้งรูปที่บอสมาเฟียฮ่องกงคนนั้นถ่ายไว้ให้ด้วย…  เป็นสมบัติล้ำค่าของเขา…

 

 

ไม่มีอะไรเปรียบได้…

แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กๆเท่านั้นเอง….

 

 

                ชายหนุ่มร่างสูงกว่าไม่ตอบอะไร เพียงแค่ยิ้มตอบเท่านั้น  “ผมต้องกลับออกไปก่อนล่ะครับ   เจ้าของร่างนี่ลำบากเสียจริง  คุณก็รีบๆกลับคฤหาสน์ไปซะนะครับ ผมจะได้ไม่ต้องลำบากทำงานนาน”   สดับฟังแล้วร่างเล็กกว่าหัวเราะร่า

 

                “รู้แล้วๆ  เดี๋ยวจะรีบกลับเลย ขอกินพายให้หมดก่อนนะ~”   บอสวองโกเล่เดินไปล้างมือ  ยังคงห่วงเรื่องของกินอยู่ดีนั่นล่ะ…

 

                “ระวังจะกลมอืดล่ะครับ”   มือแกร่งกวักเอาน้ำจากก๊อกที่อีกฝ่ายเปิดสาดใส่หน้าละอ่อนซื่อบื้อนั่น ก่อนที่จะเดินออกจากห้องน้ำไป

 

                หยดน้ำไหลหยดลงจากใบหน้าอ่อนวัย   โต้ตอบกลับไม่ทันได้แต่ยืนค้าง..  “ก็แอบโกรธอยู่นี่นา….”  รีบกลับล่ะน่า รีบกลับ  ต้องกลับไปตามข่าวของเมฆาด้วย….

 

 

เมฆานั้นล่องลอยไปตามใจ

และแข็งแกร่งมากมายนัก

 

คงไม่เป็นอะไร… ไม่เป็นไรแน่นอน…

 

 

                ร่างของสายหมอกกลับคืนเป็นร่างของบริกรหนุ่มในร้านตามเดิม   ก้าวกลับมายังเคาน์เตอร์พบกับใบรายการของโต๊ะเดิมที่เป็นการพูดคุยย่อยๆของบอสมาเฟียอิตาลี   เนตรคมเหลือบหันมองไปทิศทางของโต๊ะนั้น  เจ้าของเรือนผมสีงาช้างเนตรสีม่วงยังคงทานเค้กก้อนเท่าบ้านนั่น.. ตอนนี้เหลือแค่ชิ้นเล็กๆแล้ว ทำได้อย่างไร…

 

 

                “ออเดอร์โต๊ะของผู้ชายหล่อๆคนนั้นนะ  ฮิๆๆๆ”   กระทั่งเชฟในร้านก็ยังอยากออกไปบริการด้วยตัวเอง  เสียอย่างที่เจ้าหล่อนต้องไปทำอย่างอื่นต่อน่ะสิ

 

                ปลอมแปลงเป็นพนักงานจนกว่าบอสวองโกเล่จะกลับ  สายหมอกจำต้องทำงานต่อไป  มือใหญ่หยิบเอามัฟฟินอบร้อนนั้นไปส่งให้ที่โต๊ะ   “มัฟฟินที่สั่งได้แล้วครับ”  กินของหวานมากขนาดนี้เข้าไปได้ยังไง…

 

เนตรสีม่วงเหล่มองมาพลางยิ้ม วางเงินจำนานหนึ่งลงบนโต๊ะเป็นค่าอาหาร  “เดี๋ยวไว้ให้คนที่มากับฉันทานก็แล้วกันนะ”  

 

“ครับ ขอบคุณที่มาใช้บริการครับ”  ตอบไปตามมารยาท แม้ร่างข้างในจะอยากหาเรื่องคนตรงหน้านี้เต็มทีด้วยความขุ่นเคือง

 

ชายหนุ่มนามกล้วยไม้ขาวหยัดกายขึ้นและตวัดกายเดินผ่านร่างซึ่งสายหมอกทำสัญญาไว้   รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ระบายขึ้นบนเรียวปากคม  “เธอน่ะ”    ดั่งสารท้าเตือน…..

 

                “ระวังของสำคัญจะหายไปนะ”   เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนที่จะลุกเดินออกไปจากร้าน โดยที่ไม่รอลาบอสวองโกเล่ซึ่งตนเป็นคนนัดออกมาเอง… คำพูดนั่น….

 

                โรคุโด มุคุโร่ในร่างของบริกรหนุ่มในร้านตวัดใบหน้าหันมอง   แผ่นหลังนั้นเดินห่างออกไปไกลและลับสายตา  “หมอนั่น….”   รู้สึกได้ถึงจุดประสงค์ร้าย  จากคนในประเภทเดียวกัน…

 

 

มองออกถึงแก่นแท้

มองเห้นว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร

 

จงใจส่งสารท้ามาหรือเป็นการเตือน

 

 

                บอสวองโกเล่เรือนผมสีน้ำตาลไหม้เดินกลับมาที่โต๊ะพลางจับกระดาษทิชชูเช็ดใบหน้าและมือของตนไปด้วย  ดีที่ไม่เปียกมาก ไม่กล้าล้างแค้นกลับ…    เนตรกลมมองเห็นโต๊ะที่ว่างเปล่าและบริกรหนุ่มร่างของมุคุโร่กำลังเก็บกวาดของที่ทานหมดแล้วอย่างประหลาดใจ

 

 

                “อ่าว คุณเบียคุรันไปไหนแล้วล่ะ”  ชื่อต้องห้ามรายชื่อที่สองหลุดมาจากปากของคนซื่อบื้อ   แบล็คลิสที่สองต่อจากหยุนเหว่ย ณ ประเทศจีน…

 

                “กลับไปแล้วล่ะครับ  ฝากนี่ไว้ให้คุณด้วย”  เลื่อนจานมัฟฟินสีสวยให้กับคนตะกละ   ดวงตานั่นเป็นประกายขึ้นมาในทันที

 

                “มัฟฟินนี่ สีน่ากินชะมัดเลย~”  รีบว่ายไปประจำที่ทานมัฟฟินอย่างมีความสุข   สายหมอกในร่างบริกรมองพลางถอนหายใจ   ประมาท… แต่นภาเป็นแบบนี้ก็คงจะดีแล้ว…

 

                “รีบๆกลับล่ะครับ ผมจะได้ไม่ต้องทำงาน”  ร่างสูงหันกลับไปทำงานของตนเองต่อไป    มองอดีตอาชญากรทำงานแบบนั้นแล้ว  เขารู้สึกชอบจัง…

 

                “เอ๊ะ…?”   มือเรียวเจอกระดาษแผ่นหนึ่งใต้จานมัฟฟิน    ทันทีที่หยิบออกมาเปิดดู  ดวงเนตรพลันเบิกกว้าง และ…

 

 

ตูม!!!!!  เพล้ง!!!

 

 

                กระถางดอกไม้และต้นไม้เล็กๆสำหรับตกแต่งด้านหลังที่นั่งของร่างบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้เกิดระเบิดแตกขึ้นมา  เสียงกรีดร้องของคนในร้านดังขึ้น   มุคุโร่ซึ่งกำลังเตรียมของที่เคาน์เตอร์เพื่อทำหน้าที่ของเจ้าของร่างตวัดกายมองตามเสียงนั่นอย่างรวดเร็ว แลเห็นนภาสีทองก้มใบหน้าลงกับโต๊ะ  เศษกระถางและต้นไม้ดอกไม้ เศษดินกระจัดกระจายไปทั่วโต๊ะตัวนั้น

 

 

                “สึนะโยชิคุง!!”   ร่างสูงเร่งก้าวไปหานภา   มือแกร่งแตะลงบนร่างที่เปรอะฝุ่นเศษดิน   ศีรษะเล็กค่อยๆเงยขึ้นไปค่อกแค่กเพราะฝุ่นที่กลบตัว

 

                เนตรกลมโตเหลือบมองข้างกาย  “มุคุโร่?….  ตกใจหมดเลยแฮะ…”   พยายามหัวเราะแต่มันหัวเราะไม่ออก…  

 

                “ไม่เป็นไรนะครับ?”  โรคุโด มุคุโร่สำรวจร่างกายของบอสวองโกเล่ว่ามีบาดแผลตรงไหนหรือไม่  โชคดีที่ปราศจากบาดแผลรุนแรง มีเพียงรอยบาดที่มือเรียวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

                “ไม่เป็นไรหรอก…..”   มือยังคงสั่นไหวที่ตนประมาทเกินไป หัวใจยังคงเต้นระทึกในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น….   สิ่งที่เดียวที่คิดได้ถึงต้นเรื่องของเหตุการณ์นี้ มีเพียงหนึ่งเดียว…

 

 

                มือแกร่งบีบไหล่เล็กแลดูบอบบางนั้นให้สงบสติอารมณ์ลง  คำพูดเมื่อครู่นั้นหวนกลับคืนมาในสมอง  ระวังจะสูญเสียสิ่งสำคัญงั้นเหรอ…   ชายผู้มีภาพลักษณ์ของสีขาว  สีขาวที่ไม่ใช่ความบริสุทธิ์   ภายใต้รอยยิ้มอย่างหน้ากากนั้น คือความชั่วร้ายและโหดร้ายนัก….

 

 

                “ฉันไม่เป็นไรไม่ต้องเป็นห่วง แค่ตกใจ”    เอยพลางยิ้มให้ผู้เป็นห่วงสบายใจ  ก็แค่กระถางต้นไม้ระเบิด ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงเสียหน่อย….

 

 

                แขกในร้านพากันแตกตื่น เจ้าของร้านเร่งโทรหาตำรวจมาดูแลพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุ   โรคุโด มุคุโร่ในร่างบริกรหนุ่มเห็นท่าไม่ดีจึงพาร่างบางออกไปทางหลังร้านเสียก่อน  อ้างว่าจะพาไปล้างฝุ่นและเศษดินที่เปรอะตัว…   มาเฟียและตำรวจไม่ควรข้องเกี่ยวกัน….

 

 

                “คุณติดต่อให้คนที่คฤหาสน์มารับคุณเถอะครับ  ขับรถกลับไปเองคงไม่ไหว”  ในสภาพที่เสียขวัญแบบนี้..  แต่แท้จริงแล้วที่ร่างบางตกใจนั้น….

 

                “โกคุเดระคุงก็คงทำงานเสร็จแล้วน่ะนะ แหะๆ…”    ขยี้กระดาษเล็กในมือไม่ให้สายหมอกแลเห็น  รีบหยิบเอาโทรศัพท์กดต่อสายไปยังปลายทาง…  สงบสติอารมณ์….

 

 

“หวังว่า… ฉันคงไม่ต้องฆ่าเธอหรอกนะ….”

 

คำเตือน… แสนอันตรายจากนภาสีขาว…..

 

 

                “สึนะโยชิคุง คิดอะไรอยู่น่ะครับ  ที่คุณกำลังโทรนั่นมันเบอร์ของยามาโมโตะ ทาเคชิคุง”   มุคุโร่เดินมาข้างกายและเอ่ยทัก    ปลายสายปิดเครื่องเพราะกำลังอยู่บนเครื่องบินเดินทางพอดีเชียว

 

                “อ่ะ..เห!!!   นี่ฉันกดผิด!!”   รีบเปลี่ยนสายโทรไปหาผู้พิทักษ์แห่งวายุ…

 

 

อย่าสร้างปัญหามาสะสมในกองปัญหาก็แล้วกัน”

 

ดูเหมือนฉัน… จะสร้างแล้วล่ะรีบอร์น….

 

 

                ความสงบสุขนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน… ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็ล่วงรู้….  กับศัตรูที่ล่วงรู้เรื่องของตนและความสัมพันธ์ในวองโกเล่เป็นอย่างดีนั้น…  เมื่อครู่เรื่องที่เอ่ยถึงวองโกเร่ริงที่เขาไม่ได้ใส่ใจ….อดย้อนนึกถึงคำพูดแรกที่เคยคุยกันในร้านอาหารนั้น.. คนใกล้ตัวที่บอกข่าวให้กับมิลฟิโอเร่…  วองโกเร่ริงกำลังทำให้คนสำคัญของเขาลำบาก…..

 

 

รถศึกและข้าศึกกำลังคืบคลานเข้าใกล้

 

การริเริ่มของการจู่โจม

 

.

 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 12/17/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: