RSS

[KHRFic] LOVE Like Noodle!? Zwei (6927) CH7

17 ธ.ค.

Title : LOVE Like Noodle!?  Zwei
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre : Romance , Comedy(?) , Action(?) , Drama
Rate : NC-17
Pairing : 6927 (100)
Summary :   ในบะหมี่หนึ่งถ้วย.. ไม่ได้มีแค่บะหมี่ แต่มีลูกชิ้นเป็นอุปสรรคล่อตา..

————————————————————————

 

 

นภานั้นง่ายต่อการแปดเปื้อน

จากฝุ่นควันและการกระทำของผู้อื่น

 

 

สรรพสิ่งรายล้อมนั้นจักมีหน้าที่

ชำระล้างสิ่งเหล่านั้นออกไป

และคอยเกื้อหนุนสนับสนุนอยู่เสมอ

ไม่ให้ใครแตะต้องสิ่งสำคัญ

 

หัวใจของนภานั้นมีเพียงหนึ่งเดียว

สิ่งที่อยู่เหนือจากพวกพ้อง

 

สิ่งที่เฝ้ามองและรอคอยเวลาปรากฏขึ้น

คือสายหมอกอันเลือนราง

 

แม้ไม่อาจอยู่เคียงข้างได้ตลอดเวลา

แม้ไม่จีรังยั่งยืนตลอดไป

 

 

Chapter 7

The Lover

ห้องนอนที่เคยมีบรรยากาศสบายๆกลับเริ่มมีความอึดอัด…    ร่างโปร่งบางในชุดนอนสีฟ้ากางเกงขายาวนั่งอยู่บนขอบเตียงให้ชายหนุ่มร่างสูงกว่าในชุดนอนสีน้ำเงินนั่งพันแผลบนเรียวขาให้จากข้างเตียง   จู่ๆได้มาพบกับสายหมอกอีกครั้งในร่างจริงอย่างกะทันหัน ยังคงปรับตัวและปรับอารมณ์ได้ยากเสียเหลือเกิน   เนตรกลมโตทอดมองอากัปกิริยาทุกอย่างของคนสำคัญอย่างตั้งใจ เพียงแค่แผลถลอกไม่จำเป็นต้องดูแลขนาดนี้ก็ได้….

 

 

“รีบอร์นไปพูดอีท่าไหนกับวินดีเช่กันนะ นายถึงได้ออกมาแบบนี้”  เสียงใสเปล่งถามอย่างสงสัย  ถ้าวินดีเช่เป็นผู้คุมกฎ ใยไม่จัดการมิลฟิโอเร่แฟมิลี่บ้าง…

 

“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ  คงมีเรื่องจำเป็นบางอย่าง”  เรื่องจำเป็นที่อาจารย์ของนภามิยอมปริปากบอกให้ล่วงรู้

 

“นายไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนนะ?”   กวาดสายตามองหาสิ่งผิดปกติของร่างสูง แต่คำตอบที่ได้รับคือการส่ายใบหน้าอย่างช้าๆ

 

 

ความเงียบงำเข้าปกคลุมบรรยากาศภายในห้อง  ทั้งที่มีเรื่องที่พูดคุยกันได้มากมายยามนี้กลับนึกไม่ออก  คงเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวกันทั้งคู่กระมัง และยิ่งไปทำเรื่องร้ายแรงเอาไว้ในวันนี้ ก็ยิ่งปริปากพูดกันได้ลำบากนัก…  ที่สำคัญไปกว่านั้น…  ควรจะนอนแยกห้องกันไม่ใช่เรอะ!!

 

 

“นายไม่กลับไปห้องของนายเหรอ  ก็มีห้องเตรียมไว้ให้นะ”  ถามอย่างกับจะไล่ให้ไปเร็วๆ…..

 

“ที่พูดแบบนั้นจงใจไล่กันรึเปล่าน่ะครับ  เดี๋ยวผมก็ไปเองไม่ต้องรอให้คุณไล่”   แค่ถามเฉยๆกลับโดนจิกด่ากลับมาเป็นชุด เจ้าทูน่าเริ่มซีด…  ต้องโมโหอยู่แหงๆ…..

 

“เอ่อ…มุคุโร่….. เรื่องวันนี้ขอโทษนะ”    ใบหน้าอ่อนวัยหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด  ท่าทางที่เหมือนเด็กนั้น.. จะแสดงออกให้คนตรงหน้านี้ได้เห็นเท่านั้น…

 

ร่างสูงเรือนผมสีไพลินจับเอาผ้าพันแผลพันเรียวขาที่เป็นรอยถลอกก่อนจะหยัดกายขึ้นยืนสบมองเนตรสีน้ำตาลไหม้ที่เอ่อล้นด้วยความรู้สึกผิด   “ไม่จำเป็นหรอกครับ  เพราะคุณมักเป็นแบบนี้เสมอ”

 

“แต่ว่านะ….   เป็นช่วงเวลาสั้นๆ  แต่ว่าได้สัมผัสตัวจริงของนาย…ฉันก็ดีใจ…”   มือเรียวยื่นไปสัมผัสกอบกุมมือใหญ่.. สัมผัสที่อบอุ่นของร่างจริง… ไม่ใช่มายา….

 

 

เพียงแค่ 5 วันเท่านั้น….

ของขวัญที่ได้รับจากอาจารย์….

                “เพราะผมจะมาคอยดูไม่ให้คุณหาเรื่องใส่ตัวในช่วงนี้น่ะสิครับ”   แม้จะแปลกใจที่จู่ๆอัลโกบาเรโน่รีบอร์นไปต่อรองกับพวกวินดีเช่เพื่อเวลาสั้นๆนี้…  มีบางอย่างน่าสงสัย.. ที่นภาแสนสำคัญของเขาไม่รู้…..

 

“ช่วงเวลาอื่น… ฉันก็จะทำให้นายออกมาให้ได้ล่ะ…”   ก่อนที่จะกลับไปญี่ปุ่น… กลับไปที่บ้านแห่งนั้น…

 

“ขอให้ทำได้อย่างที่พูดไว้นะครับ  ผมก็จะรออย่างคาดหวัง”  มือแกร่งจับเอาปอยผมอ่อนนุ่มซึ่งระเรี่ยแผ่นหลังนั้นยกขึ้นสัมผัสริมฝีปากแผ่วเบา

 

 

เจ้าเศษเสี้ยวสีฟ้าครามที่เข้ามาเติมเต็มในความมืดมนของเขา

เขาจะปกป้องเอาไว้…..

 

แม้หลังจากนี้…

ต้องแยกจากกันอีก….

 

 

ใบหน้าอ่อนวัยระบายสีแดงระเรื่อจางๆด้วยความเขินอาย  ความคาดหวังของสายหมอกก็คือความตั้งใจของเขา อาจจะใช้เวลาปีหรือสองปี..  คงไม่นานเกินไปถ้าจะพิสูจน์ตัวเองให้เหล่าวินดีเช่เห็น  และคงไม่นานเกินไปที่สายหมอกจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่ก่อเรื่องให้ต้องโทษนานกว่าเดิม…

 

 

“ชักง่วงแล้วสิ… ค่อยคุยกันต่อพรุ่งนี้นะ”  มือเรียวยกขึ้นป้องปากหาวปากกว้าง    เวลามีแค่ 5 วันก็ยังไม่คิดจะรักษา…..

                “คิดว่าเราเคลียร์เรื่องวันนี้กันแล้วเหรอครับ?  คึหึหึ”  เนตรสองสีพิศมองใบหน้าของบอสมาเฟียแสนซื่อ   เจ้าปลาทูน่าสะอึกไปในพริบตา  วันนี้เขาสร้างไว้กี่เรื่องนะ…

 

“ค่อย… ไม่สิ… ลืมมันไปซะเถอะนะ ฮ่ะๆๆ”   ทูน่าบอสเร่งถีบตัวไปหาผ้าห่มเตรียมล้มตัวลงนอนอย่างรวดเร็ว  ทว่ากลับโดนดึงคอเสื้อชุดนอนเอาไว้รวดเร็วกว่าตัวเขาเคลื่อนไหวซะอีก

 

“รวมกับเรื่องในร้านกาแฟ ก็สองเรื่องใหญ่แล้วนะครับ  คุณติดหนี้ผมแต่ไม่ยอมจ่าย”   ริมฝีปากคมขยับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์  สึนะโยชิคุงเริ่มซีดเซียว

 

“ไม่จ่ายซะที่ไหน… ก็ขอโทษแล้วไง…”   บอสวองโกเล่ผู้ทรงอำนาจเริ่มตัวลีบกลายเป็นหนูแฮมสเตอร์เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าหนี้

 

“ผมถือว่านั่นไม่ถึงครึ่งของคำขอโทษเลยนะครับ”  ไม่ยอมขาดทุนแม้แต่เสี้ยวเดียวสมแล้วที่เป็นนิสัยเจ้าเล่ห์ของสายหมอก…

 

นภาถอนหายใจยาวอย่างล่วงรู้   เนตรกลมโตปรือหลับลงรอการลงโทษ(?)    “รู้แล้วล่ะน่า……”   เพราะรู้จักสายหมอกเป็นอย่างดี…..

 

 

รู้จักทั้งความอ้างว้างที่อยู่ในใจนั่น

ทั้งความมืดดำของจิตใจ

ทั้งความอ่อนโยนที่แฝงอยู่ในวาจา

 

ทั้งความเสียสละที่มักทำโดยไม่ให้ใครเห็น

 

ริมฝีปากคมเข้าทาบทับแนบสนิทมอบจุมพิตอ่อนโยนหากแต่เรียกร้องหอมหวาน ร่างโปร่งบางตอบรับสัมผัสนั่นอย่างเต็มใจ  แผ่นหลังค่อยๆโน้มลงสัมผัสเตียงนุ่มสีขาวบริสุทธิ์ตามแรงดันเบาๆของผู้มอบจุมพิต รสสัมผัสรอยจุมพิตแฝงความรู้สึกโหยหาและความคำนึงถึงมากมายเหนือคณานับของคนทั้งสอง

 

 

“….มะ..มุคุโร่…พอแล้ว..หายใจไม่ทัน…”   สึนะเปล่งบอกก่อนที่ตัวเองจะขาดลมหายใจไปซะก่อน   หากแต่ยามเมื่อสบมองเนตรสองสีที่จ้องมองตรงมา  เวลาก็เหมือนหยุดลง ณ เดี๋ยวนั้น…

 

“69ครั้ง  ที่ผมต้องเอาคืนให้ครบนี่ครับ”   เอาเลขนั่นมาจากไหน…  เจ้าบอสหัวฟูก็ได้แต่สงสัย  แต่แล้วความสงสัยก็หายลับไป  เมื่อใบหน้าคมโน้มลงมาขบเม้มที่ซอกคอขาวนั่น

 

“อ๊ะ!!….  ดะ..เดี๋ยวก่อน.. 69 ครั้งนั่นมันอะไรมาจากไหน!!”  ร่างโปร่งบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ร่างของเจ้าของเกศาสีไพลินในชุดนอนดิ้นพล่าน

 

“1  คือเรื่องที่คุณไม่ยอมฟังที่ผมเตือนเมื่อวันก่อน… 2 เรื่องที่คุณเจอหมอนั่นที่ร้านกาแฟ”   เอ่ยพลางขบกัดที่ติ่งหูและลากไล้ริมฝีปากมาถึงข้างแก้ม

 

หัวใจของนภาเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ   “3 เรื่องที่คุณโดนหมอนั่นหอมแก้ม  4 เรื่องที่คุณเอ๋อมัวแต่ทานมัฟฟินจนโดนระเบิด”  จุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผาก… และสัมผัสอีกครั้งที่ปลายจมูก…..

 

“……. มันเยอะถึง 69 เรื่องเลยเหรอ……?”   เสียงใสเปล่งถามเสียงเบา.. มิอาจห้ามใบหน้าซึ่งแดงเรื่อเป็นมะเขือเทศไว้ได้

 

“รวมดอกเบี้ยแล้วก็ถึงล่ะครับ”   ใบหน้าคมหล่อเหล่าโน้มลงเข้าใกล้ในระยะประชิด  และแนบสัมผัสลงบนริมฝีปากเรียวนั้นอีกครั้ง….

 

บางเรื่องอาจจะเป็นช่วงเวลา….

ที่อยู่ห่างกันก็ได้……

                เสื้อนอนตัวบางปลดเปลื้องออกจากร่างโปร่งบางผิวกายขาวอย่างเชื่องช้า    ลมหายใจหอบอุ่นร้อนหอบแผ่วเบารินรดรอดจากริมฝีปาก  มือเรียวยกขึ้นโอบกอดร่างสูงเกศาสีไพลินซึ่งลูบไล้จุมพิตร่างตนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  อาจจะเกิน 69 ครั้งที่ว่าไว้แต่มิได้คำนึงถึงมัน…  เสียงหัวใจมันดังก้องอยู่ในโสตประสาทเสียจนมิอาจได้ยินเสียงอื่นอีก…

 

 

“……ฉัน….ดีใจนะ… ที่ได้สัมผัสร่างจริงของนาย…..”    แม้จะแลดูผอมลงกว่าครั้งที่ไปเที่ยวด้วยกัน.. ครานั้นที่ได้แยกจากกันที่ฮ่องกง…

 

“ผมก็เหมือนกันครับ ที่ได้โอบกอดคุณด้วยร่างของผมเอง”    สองเนตรสบมองกันอย่างมีความหมาย  ช่วงเวลาเพียง 5 วัน.. ที่จะมีความหมายมากเกินกว่าที่คนสองคนคาดไว้….

 

“…อ….ฮะ……..”  มือแกร่งเลื่อนลงต่ำ  สัมผัสจากมืออุ่นร้อนเรียกให้อุณหภูมิภายในร่างกายลุกโหมขึ้นมาเกินห้าม .. แลอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่พลันถูกปลดเปลื้องออกไป….

 

 

ก๊อกๆ!!

                ฉับพลันเสียงเคาะประตูของตัวมารพลันดังขึ้น..   “รุ่นที่สิบครับ หลับรึยังครับ ผมเอามื้อดึกมาให้ครับ!!”   กขค.นามว่าโกคุเดระ ฮายาโตะมาได้เวลาชวนขัดใจ…

 

สองคนในห้องและบนเตียงนิ่งค้างไปหลายวินาที ก่อนที่สติจะกลับเข้ามาในร่างของบอสวองโกเล่เป็นคนแรกเมื่อจับรังสีสังหารจางๆได้    “เอ่อ……หิวเหมือนกันแฮะ…..”   ยังจะกินในเวลาแบบนี้….

 

“สึนะโยชิคุง….”   เนตรคมจ้องมองใบหน้าเอ๋อตาขวาง   บรรยากาศดีๆหายไปหมด…   กระเพาะมันทำงานตอนที่ได้ยินว่าของกินนี่!!

 

“ขอกินก่อนได้มั้ยมุคุโร่…  โกคุเดระคุงอุตส่าห์เอามาให้”   บอสวองโกเล่ร่างเล็กเด้งตัวขึ้นมานั่งหยิบเอาเสื้อนอนกลับมาสวมใส่อย่างว่องไวปานความอยากของกระเพาะอาหาร   สายหมอกได้แต่มองด้วยสายตาขวางทั้งโกรธทั้งปลง….

 

มือเรียวเปิดประตูห้องออกไปพบกับเจ้าวายุผู้ซื่อสัตย์   ชายหนุ่มเนตรสีมรกตสวมผ้ากันเปื้อนยืนยิ้มแป้นถือถาดข้าวห่อไข่ส่งกลิ่นหอมโชยมา    “รุ่นที่สิบกลับมาก็ไม่ทานอะไรทานซักหนอ่ยนะครับ… เฮ้ย!!!!!”     ยามเมื่อจ้องเข้าไปในห้องเห็นผู้พิทักษ์คนอื่นอยู่บนเตียงนั่น โกคุเดระคุงช็อก!!

 

“ขอบคุณนะโกคุเดระคุง น่ากินนะเนี่ย”   สึนะคุงไม่ได้สนใจเสียงอุทานของเพื่อนสนิทเลยแม้แต่น้อย  รีบเอาข้าวห่อไข่ในถาดไปวางบนโต๊ะเล็กๆในห้องทันที

 

“สวัสดีครับ โกคุเดระ ฮายาโตะคุง”  มุคุโร่แย้มยิ้มที่มุมปากและทักทายผู้มาเยือน  สายตาแฝงความด่าเอาไว้ว่าจะมาทำไม…

 

“ทำไมแกมาอยู่ในห้องรุ่นที่สิบฟะ!!!”   หมอน้อยผู้ซื่อสัตย์ภักดีต่อนภาถามไปซื่อๆ  และเมื่อย้อนกลับมาคิดถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ วายุก็จะเป็นลมขึ้นมาอย่างกะทันหัน

 

สึนะโยชิคุงในชุดนอนผู้เอาแต่สนใจข้าวห่อไข่หันไปมองมือขวาคนสนิท ความคิดฉลาดๆเริ่มทำงานเมื่อนึกถึงสถานการณ์ในตอนนี้ขึ้นมาได้  “เดี๋ยวฉันกินเสร็จแล้วจะเอาไปวางหน้าห้องเองนะ  แล้วเจอกันตอนเช้าโกคุเดระคุง ฮ่าๆๆๆ”  ปลาทูน่ารีบดันเอาร่างของเพื่อนออกนอกห้องแล้วล็อกประตู….

 

 

เขาน่าจะลากเจ้าสายหมอกออกไปนอกห้องด้วยนี่!!!

                “เห็นแก่กินอีกแล้วนะครับ… ยังนิสัยตะกละจนเดือดร้อนไม่เลิก”    ร่างสูงเรือนผมสีไพลินเดินมาหยิบเอาจานข้าวห่อไข่ไป  ทูน่าบอสจ้องมองแล้วอยากกรีดร้อง

 

“ก็ตอนนี้มันหิวแล้วนี่  เอาคืนมาก่อน…”    สายตาจดจ้องมองแต่จานข้าวห่อไข่สีเหลือสวยราดด้วยซอสมะเขือเทศเขียนว่ารุ่นที่สิบ  เห็นแล้วน่ากระซวกทิ้ง…

 

“คึหึหึ   ห่วงข้าวห่อไข่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”   มือแกร่งจัดการทิ้งจานลงจากระดับมือของตน  สึนะโยชิช็อก!!!

 

“มุคุโร่~~~!!!”  มื้อดึกของฉัน!!!!

 

 

หมับ!!!!

                มือแกร่งรับเอาจานข้าวห่อไข่กลับไว้ในมือดังเดิมและวางกลับไว้บนโต๊ะเล็กๆนั้น พร้อมทั้งอีกมือจัดการรวบผลักเจ้าปลาทูน่าเห็นแก่กินลงไปนอนแหมะอยู่บนพื้น  ลีลาอย่างกับพ่อบ้านจากการ์ตูนอะไรซักเรื่องที่มีข่าวลือว่าเจ้าตัวเคยไปรับจ๊อบเพราะค่าตัวดีกว่า….

 

 

“ข้าวห่อไข่!!!”  ใบหน้าละอ่อนตวัดมองดูความปลอดภัยของมื้อดึก  มันยังปลอดภัยไร้กังวล… โล่งอกไปที.. แต่ลืมไปซะสนิทว่าควรจะคิดเรื่องกิจกรรมที่ล่มไปก่อนหน้านี้…

 

“นิสัยเด็กๆซะจริงนะครับ” มุคุโร่จดจ้องมองเจ้าตัวเล็กที่เร่งวิ่งตรงไปหาของกิน   ข้าวห่อไข่ทำให้ผู้ใหญ่คนเมื่อกี้กลายเป็นเด็กอนุบาลไปซะได้…

 

สึนะโยชิตวัดหันมองเจ้าสายหมอก ช้อนในมือตักข้าวห่อไข่ส่งให้ร่างสูงคำหนึ่ง “กินสิ นายก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ?”  ไม่ได้งกของกินซะหน่อย…

 

ร่างสูงเกศาไพลินเมียงมองและลอบยิ้มจางๆ   “เอาไว้อีก 30 เรื่องค่อยว่ากันหลังจากนี้แล้วกันครับ”  จับมือเรียวยกขึ้นให้ช้อนเข้าใกล้ระยะที่จะทานได้และทานข้าวห่อไข่นั่นไป

 

“เหลืออีก 30 เชียว… ฉันว่ามันน่าจะเกินแล้วนี่…”   เมื่อกี้โดนจูบไปกี่ครั้งก็จำไม่ได้ แต่คิดว่าน่าจะเกินนี่หว่า…..

 

“คุณไม่ได้นับจะรู้ได้ยังไงล่ะครับ”   แย่งเอาช้อนในมือของปลาบอสไปและตักเอาข้าวห่อไข่ไปทานเองอีกคำ  เจ้าทูน่าเริ่มหน้าเสีย มื้อดึกของเขา!!

 

“เดี๋ยวสิ มันอร่อยก็จริง แต่อย่ากินหมด!!”   มือเล็กกว่ารีบแย่งช้อนกลับมา   และโดนแกล้งอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมคืนช้อนให้   ผลัดกันแย่งไปมาและเสียงหัวเราะในห้องนอนกว้างจึงกลับมาอีกครั้ง.. บรรยากาศอึดอัดค่อยๆจางหายไปในช่วงเวลาสั้นๆ…

 

 

ช่วงเวลา 5 วันที่มีค่าที่สุดในช่วงเวลานี้

แม้ไม่รู้ว่าเพื่อสิ่งใดกัน

 

พวกเราจะสามารถยิ้มได้แบบนี้

ไปจนถึงเมื่อใดกันนะ….

                ยามเช้าหวนมาถึงอีกครั้งในวันใหม่   แสงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างห้องบอกเวลาที่ควรจะตื่น คฤหาสน์วองโกเล่อาบด้วยแสงอาทิตย์และเสียงนกร้อง   เนตรกลมโตสีน้ำตาลไหม้ค่อยปรือเปิดเปลือกตาขึ้นเมื่อต้องแสงที่รอดผ่านเข้ามา    ค่อยๆหันใบหน้าอ่อนวัยหันมองไปข้างๆ  แลเห็นผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกนอนหลับสนิทยังไม่ตื่นอดลอบยิ้มกับตัวเองไม่ได้  ภาพนี้ไม่ได้เห็นตั้งแต่ครั้งที่ไปฮ่องกงแล้วกระมัง…

 

 

“เช้าแล้ว ตื่นได้แล้วมุคุโร่”   เลื่อนมือไปเขย่าร่างนั้นให้ตื่น   วันนี้มีธุระที่อาจารย์พิเศษสั่งความเอาไว้ให้ไปคุยกัน  น่าแปลกที่ไม่โดนเรียกคุยตั้งแต่เมื่อคืน

 

เรียกแล้วรอบที่หนึ่งก็ยังไม่ตื่น  บอสวองโกเล่ได้แต่จ้องหน้าคนหลับสนิท  “สงสัยต้องปล่อยให้นอนต่อไปแฮะ…”  ในเมื่อไม่ได้สัมผัสอากาศจริงมาเนิ่นนานแล้ว

 

 

ร่างโปร่งบางค่อยๆเคลื่อนตัวลงจากเตียงอย่างช้าๆและไม่ให้มีเสียง   หันมองอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าสายหมอกยังไม่ตื่นแล้วจึงไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปหาอาจารย์   ถ้าเป็นแบบนี้ได้ตลอดไปก็ดีหรอก…   แต่ในความเป็นจริงตอนนี้ใช่ว่าเขาจะอยู่ในสถานการณ์สงบสุข….

 

 

เขาควรจะคิดตัดสินใจในเรื่องบางอย่าง…

เรื่องที่เขายังคิดไม่ตก….

เรื่องของแหวนวองโกเล่ที่สืบทอดกันมานาน….

                ขาทั้งสองพาตัวเองก้าวไปยังห้องทำงานของอาจารย์พิเศษจอมโหด  ยามเมื่อเปิดประตูเข้ามาภายในห้อง เจอแต่ห้องและโต๊ะทำงานว่างเปล่า คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจ คงไม่ใช่เพราะยังไม่ตื่นแต่คงไปเดินธุระที่ไหนซักแห่ง  เจ้าของเนตรสีทรายเดินสำรวจไปทั่วๆห้องมองหาเอกสารหรืออะไรมาอ่าน แต่สิ่งที่สะดุดตาคือของในถังขยะนั่นล่ะ   กระดาษทิชชูและรอยอะไรสีแดง..

 

 

“อะไรน่ะ?”    มือเรียวหมายจะก้มลงไปหยิบ  แต่จู่ๆกลับมาปืนมาจ่อที่ขมับเสียก่อนให้ตกใจเล่นและรีบสะดุ้งตัวหนีออกห่าง

 

“ทำอะไรของแกน่ะเจ้าห่วย  ริทำตัวเป็นขโมยค้นห้องคนอื่นเรอะ”   ร่างสูงของนักฆ่าหนุ่มเหล่มองอย่างเย็นชา    ทั้งมือทั้งใบหน้ารีบสะบัดปฏิเสธ

 

“แค่เห็นอะไรแปลกๆเฉยๆ!!  แล้วนายก็ไม่อยู่ก็เลยสงสัย!!”   รีบอร์นมองหน้าเจ้าคนริเป็นขโมยก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน  ก็หวังว่าจะไม่สังเกต….

 

“เจ้าโกคุเดระคงยังไม่กล้ารายงานแกเรื่องที่แกฝากให้มันไปทำ”   เปิดเอาซองเอกสารออกมาจากลิ้นชักและหยิบเอาของภายในวางเรียงลงบนโต๊ะ

 

เนื้อหาในเอกสารบอกถึงสถิติของการรั่วไหลของข้อมูล และที่สำคัญที่สุดตัวเลขของสถานที่ที่มากที่สุดนั้น…  “ไม่จริงน่า….”

 

“แปลกล่ะสิ  ทั้งที่แกกับพันธมิตรที่นั่นก็มีความสัมพันธ์อันดี”   เนตรคมเหลือบมองใบหน้าซีดเซียวของนภาแห่งวองโกเล่   สถานที่ที่มีการรั่วไหลของข้อมูลมากที่สุด คือฐานวองโกเล่ที่ฮ่องกง…เพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้นไปได้

 

 

ทั้งที่เป็นสถานที่ที่น่าไว้ใจได้มากที่สุด

รองจากญี่ปุ่น และอิตาลีแท้ๆ…..

                “มีความเป็นไปได้สูงว่ามิลฟิโอเร่เข้าแทรกแซงฐานนั่นอย่างแนบเนียนเกินกว่าแหล่งข้อมูลของเราจะจัดการได้”   รีบอร์นพยายามเอ่ยความเป็นไปได้ให้ลูกศิษย์สงบลง…

 

“พวกนั้นต้องการจะเล่นงานเราแบบไหนกันแน่….”   เพียงแค่แหวนทั้งเจ็ดวง  จำเป็นต้องกดดันกันถึงเพียงนี้เลยเหรอ….

 

“พวกมันคงทำได้ทุกวิธีการ….”   กระทั่งอากาศที่แปลกปลอมในยามนี้  เจ้ารังสีที่ให้หน่วยวิทยาศาสตร์นำไปวิเคราะห์… มันมีอันตราย…

 

 

ปลายทางก่อนที่เรื่องนี้จะจบ….

ตนจะอยู่ช่วยเหลือเจ้าห่วยนี่ได้นานแค่ไหน….

รวมทั้งคนอีกบางส่วนด้วย….

 

“แกไปฮ่องกงกับมุคุโร่ซะ  ยังไงฮิบาริก็อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว  ฉันติดต่อทางฮ่องกงไว้แล้วด้วย”  มือใหญ่ส่งซองตั๋วเครื่องบินสีขาวให้กับบอสวองโกเล่

 

“เอ๊ะ? ไปฮ่องกงเหรอ”   สึนะโยชิรับเอาตั๋วเครื่องบินมาถือไว้ในมือ   อ่านมองกำหนดการเวลา เป็นเครื่องบินเที่ยวบินเย็นนี้…

 

“ที่ให้ผมออกมา คงเพราะเรื่องนี้สินะครับ”  เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงในชุดสูทสีดำขลับซึ่งเดินเข้ามาในห้อง  เป็นของขวัญที่ไม่ใช่ของขวัญเสมอไป…

 

“โกคุเดระต้องอยู่จัดการงานที่นี่   ยามาโมโตะไปประจำการอยู่ที่ญี่ปุ่น   เจ้าเรียวเฮอยู่ที่วาเรีย  เจ้าแรมโบ้พึ่งพาไม่ได้   เจ้าฮิบาริก็ไปบาดเจ็บอยู่ที่ฮ่องกง จะให้ใครจัดการเรื่องนี้แทน โคลมงั้นเหรอ?”

 

“ผมไม่ขัดความหวังดีของคุณหรอกครับ ที่ให้ผมออกมาแบบนี้”  ยิ่งเป็นเรื่องของนภาแล้วด้วย…  เขายิ่งไม่ขัด

 

“ให้ไปเย็นนี้ คงต้องเตรียมตัวแล้วสิ  แล้วที่อยู่ของคุณฮิบาริล่ะ?”   สึนะโยชิเก็บเอาตั๋วเครื่องบินใส่ในซองสีขาวอีกครั้ง  อย่างน้อยๆได้เห็นสภาพของเมฆาในตอนนี้เขาจะได้เบาใจ…

 

“ที่เดิมที่แกเคยไป ติดต่อให้หยุนเหว่ยมารับแกไว้แล้ว”  สิ้นการเอ่ยถึงนามนั้น  คิ้วของสายหมอกมันเริ่มขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ  ในขณะที่รอยยิ้มของนภาเจิดจรัสไปทั้งใบหน้า

 

“คุณหยุนก็สบายดีสินะ!!”  ความกังวลทั้งมวลหายลับไปเมื่อจะได้พบกับเพื่อนเก่า  ไม่ได้มีการแคลงใจเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นหนอนบ่อนไส้หรือไม่…

 

“ตอนนี้คุณควรจะสงสัยทุกคนสิครับ…”  เนตรสองสีเหล่มองด้วยหางตา  เฉพาะรายนี้เท่านั้นที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ถูกชะตา

 

“นายพูดแบบนั้นเพราะนายไม่ชอบหน้าคุณหยุนน่ะสิ”  วาจาชวนหาเรื่องมันกำลังโยนน้ำมันลงในกองไฟ…  อยู่ด้วยกันยังไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็เริ่มทะเลาะกันซะแล้ว

                “จะทะเลาะกันก็ไปที่อื่น  ออกไปได้แล้วเจ้าพวกบ้า…”    นักฆ่าโหดปัดมือไล่คู่รักที่ไม่ค่อยจะถูกกันออกไปจากห้องของตน ไม่ใช่เพราะความเอียนบรรยากาศกุ๊กกิ๊กของคนทั้งคู่ แต่มันมีอาการผิดปกติในร่างกายตนเองแล้วน่ะสิ

 

สองคนที่โดนจับไล่ออกมายืนอยู่นอกห้อง ต่างฝ่ายต่างก็เงียบเพราะว่าเรื่องที่เถียงกันเมื่อก่อนหน้านี้   “ฉันไปเตรียมของก่อนนะ  นายก็อย่าลืมเตรียมล่ะ”  นภารีบวิ่งตรงกลับไปเก็บของที่ห้องตัวเอง  อยากจะไปที่นั่นเร็วๆ…..

 

 

เกาะฮ่องกงที่เคยไปเยือนในครั้งนั้น

เรียกเอาความทรงจำเดิมๆกลับคืนมา…

 

และเพื่อให้ตัวเองสบายใจกว่านี้….

 

 

โรคุโด มุคุโร่มองตามแผ่นหลังนั่นไปจนกระทั่งสุดสายตา   มองเห็นบางสิ่งบางอย่างกำลังเลือนรางไป..  และบางอย่างที่อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาแทน… 5 วันเพียงแค่นั้นมันไม่เพียงพอหรอก….  ยิ่งย้ายฐานกลับไปญี่ปุ่นก็จะยิ่งห่างไกลไปกว่านี้นัก….

 

 

“ท่านมุคุโร่….”    หญิงสาวเดินมาตามที่ได้ยินเสียงเรียกผ่านกระแสจิตของเหล่าสายหมอก   เนตรคมสองสีเหลือบมองใบหน้าใสนั่นอย่างเคร่งเครียด

 

“ยังไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไร ถ้าผมยังไม่สั่งนะครับ”    โคลม โดคุโรผงกใบหน้าตอบ  แม้มีสีหน้ากังวลก็ตามที

 

“ทำแบบนั้นแล้ว บอสจะดีใจเหรอคะ… ฉันว่าบอสจะต้องกังวลแน่ๆ….”  หญิงสาวแห่งสายหมอกเปล่งถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งหนึ่ง.. เรื่องบางเรื่องที่เป็นความลับกระทั่งกับคนสำคัญ

 

“ผมก็เลยอยากตัดสินใจอีกนิดน่ะสิครับ…”  หากบางสิ่งบางอย่าง.. จะไม่จมดิ่งลงในความเลวร้าย…..

 

 

เพราะความรัก

ไม่ใช่เพียงการทุ่มเทเพื่อใครบางคนเพียงอย่างเดียว

เป็นการกระทำที่ไม่เลือกวิธีการ

                ท่าอากาศยานกรุงโรมแน่นขนัดไปด้วยฝูงชนที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศและในประเทศ  บอสวองโกเล่พร้อมผู้ติดตามอย่างผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกเดินทางมายังสนามบินเพียงสองคน  บรรยากาศการเดินทางผิดไปจากครั้งแรกที่เดินทางด้วยกัน คงเพราะการกลั่นแกล้งมีน้อยกว่าปกติและร่วมมือกันเป็นอย่างดีเสียมากกว่า  ชายทั้งสองเข้าไปใน Gate เพื่อเตรียมตัวรอขึ้นเครื่อง  ระหว่างรอตรงหน้าของบอสวองโกเล่มีแต่ของกินที่กะกินตุนไว้ก่อนเต็มไปหมด….

 

 

“เดินทางไม่นานเองนะครับ ยังจะ….”  มุคุโร่มองอย่างปลงๆ   บนเครื่องบินก็มีอาการเสิร์ฟให้ทานก็คงไม่พอกับกระเพาะของนภา

 

“ตุนไว้ก่อนล่ะน่า  เอาไว้สู้กับแอร์โฮสเตสไง”   มือเรียวกำหมัดแน่น  ความทรงจำในครั้งก่อนกับเหล่านางฟ้าของสายการบิน มันคือความโหดร้าย!!

 

“ถ้าเขาถามก็บอกว่าเป็นแฟนสิครับ ไม่ใช่น้องชาย”   สายหมอกตอบอย่างง่ายๆ  มันง่ายเหรอที่จะบอกแบบนั้นน่ะ….

 

“นายเคยได้ยินคำว่ามีเจ้าของแล้วก็เลิกกันได้รึเปล่า?”   เขาจำได้ว่าได้ยินตัวร้ายในโทรทัศน์บอกบ่อยมากเลยนะ….

 

“คุณหึงผมเหรอครับ?”    ร่างสูงท้าวคางมองหน้าเจ้าปลาจอมตะกละที่ยังคงทานแฮมเบอร์เกอร์ไม่เลิก

 

ใบหน้าละอ่อนแปรสภาพเป็นมะเขือเทศสุกในทันใด  “ใครหึงกันเล่า!!  ฉันไม่ใช่นายซะหน่อย!”   ที่ออกอาการไปทั่วกับทุกคนน่ะ…

 

“เหมือนเด็กที่ชอบโวยวายเวลาโดนจับได้เลยนะครับ”  สายหมอกเอ่ยอย่างขำขัน  ไม่ว่าเมื่อไหรก็มองว่าเขาเหมือนเด็กๆเสียทุกครั้งไป….

 

 

ในสายตาของสายหมอกนั้น

นภาประหนึ่งแก้วใสในโลกมาเฟีย

 

ที่จะแสดงท่าทีในด้านหนึ่ง

เฉพาะตรงหน้าเขาเพียงอย่างเดียว

                เจ้าปลาที่โดนจับพฤติกรรมได้นั่งทานของตรงหน้าทุกอย่างเพื่อหนีความจริง   ตราบจนกระทั่งเสียงประกาศบอกเวลาขึ้นเครื่องดังขึ้น  ก็ได้เวลาเดินทางกันเสียที   โรคุโด มุคุโร่เอื้อมหยิบเอาของกินตรงหน้าเจ้าบอสปลาลงในถังขยะแล้วคว้าเอาร่างของคนตะกละไปขึ้นเครื่องกันเสียที  เจ้าทูน่าได้แต่มองด้วยสายตาเสียได้ อยากโวยวายก็อายคนรอบข้างที่ทำตัวไม่เป็นผู้ใหญ่…..

 

 

“นี่มุคุโร่…. พวกเราได้ไปฮ่องกงอย่างที่เคยพูดกันไว้เลยนะ”   ไม่ทะเลาะจึงเปลี่ยนเรื่องมาคุยกันดีๆระหว่างเดินไปตามทางขึ้นเครื่องนั้น

 

สายหมอกเมียงมองใบหน้าระบายรอยยิ้มนั้นและส่องรอยยิ้มตอบ   “นั่นสินะครับ  ตามที่เคยพูดกันไว้”    สัญญาในครั้งนั้นได้กลับมาเป็นจริง…

ช่วงเวลาที่ได้กลับมาอยู่ใต้ผืนฟ้าเดียวกัน

อย่างสัญญาอันเป็นเครื่องเชื่อมสัมพันธ์

 

ความสุขแม้ไม่ใช่นิรันดร์

แต่เพียงช่วงสั้นๆ ก็คือความสุขอยู่ดี….

ใต้ผืนฟ้านี้…

 

 

ฮิบาริ เคียวยะนอนอยู่บนเตียงด้วยความเบื่อหน่าย  ในมือมีแครกเกอร์ป่นเป็นเศษเล็กๆให้เจ้านกน้อยห้อมสีเหลืองทานเล่น   คนสนิทอย่างคุซาคาเบะมองใบหน้านั้นแล้วรับรู้ได้ว่ากำลังหงุดหงิด  ไม่งั้นคงไม่ป่นแครกเกอร์ซะเป็นผงแบบนั้น…   คงมีอยู่เรื่องเดียวที่ทำให้หงุดหงิดขนาดนี้

 

 

“คืนนี้สองคนนั้นก็จะมาถึงแล้วล่ะครับ”   สดับฟังเช่นนั้นแล้ว มือแกร่งบิดหักแครกเกอร์เสียงดัง  ต้องหงุดหงิดมากอยู่แล้วเพื่อนนางเอกน่ะ…

 

“บอกว่าอย่ารนหาที่ ยังจะมา”   เตือนไปก็ไร้ประโยชน์  ยิ่งได้ฟังว่าคนที่มาด้วยคือร่างจริงของเจ้านั่น ยิ่งน่าหงุดหงิด….  หาเรื่องกันจริงๆ…

 

“คุณเคียวกำลังสงสัยอะไรงั้นเหรอครับ?”   ร่างหนาเรือนผมรีเจนท์เอ่ยถาม  แต่คำตอบคือความเงียบงันไปครู่หนึ่ง

 

“เปล่า  ก็แค่มาสุมหัว มันน่ารำคาญ”   เนตรคมเมียงมองเจ้านกน้อยสีเหลือง   บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในใจคือความห่วงใยเล็กๆที่นานๆทีจะมีซักครั้งของเมฆาต่อนภา…   เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้น… คงร้ายแรงพอจะเปลี่ยนคนบางคนไปได้…

 

 

คนรักที่ห่างไกลได้กลับมาเคียงใกล้เพียงชั่วเวลาสั้นๆ

แต่คงเป็นความทรงจำไปชั่วชีวิต

.

.

.

TBC………….

 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 12/17/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: