RSS

[KHRFic] LOVE Like Noodle!? Zwei (6927) Final

17 ธ.ค.

Title : LOVE Like Noodle!?  Zwei
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre : Romance , Comedy(?) , Action  , Drama
Rate : NC-17
Pairing : 6927
Summary :   ในบะหมี่หนึ่งถ้วย.. ไม่ได้มีแค่บะหมี่ แต่มีลูกชิ้นเป็นอุปสรรคล่อตา..

————————————————————————

 

 

ในป่าสีน้ำตาลอ่อนห่างไกลนั้น

มีร่างของมาเฟียหลับใหลอยู่

 

หลับใหลอยู่พร้อมกับนาฬิกาที่ผนึกไว้

รอใครบางคนอยู่แบบนั้น

จากวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้

นภายังคงอยู่ ณ สถานที่แห่งเดิม

คืนวันผ่านพ้นไปเรื่อยๆ

โดยที่เราทั้งสองคนต่างล่วงรู้ตัว

 

เพราะคอยนับรอวันที่ได้พบกัน

วันที่รอคอยมานานแสนนาน

หลอมรวมความทรงจำเข้าด้วยกันอีกครั้ง

เกิดเป็นโลกของนภาและสายหมอก

Epilogue

The World

                นานแสนนานมาแล้วมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง  มีนภาและสายหมอกอยู่ใต้ผืนฟ้าเดียวกัน  คนทั้งสองเดินทางไปยังเกาะแห่งหนึ่งกลางทะเล.. แล้วคิดว่าเกิดเรื่องอะไรต่อไป?  คำตอบนั้นคือ…  จากคนสองคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเข้ากันได้ จังหวะก้าวเดินก็ต่างกัน  ทั้งทัศนคติที่มองในแง่ลบ ทั้งความรู้สึกเกลียดแสนเกลียด….  กลับเข้าหากันและมีความสัมพันธ์อันแสนอบอุ่น…

 

แล้วเรื่องราวนั้นจบลงเช่นไรกันล่ะ?

Happy Ending?

 

สิ่งที่เรียกว่านภา และสิ่งที่เรียกว่าสายหมอกนั้นมีชีวิตอยู่ในโลกของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามาเฟีย.. แล้วเกิดอะไรขึ้นต่องั้นเหรอ?   เรื่องราวหลังจากนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค  ทั้งคนที่เข้ามาแทรก ทั้งการสูญเสีย.. ร้องไห้ หัวเราะ..โกรธเคือง… จากลา.. และในท้ายที่สุด… เรื่องเล่าเรื่องนั้นก็มาถึงตอนจบ….

 

 

                หลังการต่อสู้จบลงแล้ว.. สิ่งที่รอคอยอยู่หลังจากนั้นคือสิ่งใด?

รอยยิ้ม?  เสียงร้องไห้? มิตรภาพ? ความแค้น?

ความรู้สึกในใจของแต่ละคนล้วนต่างกันไป

ทั้งเด็กหนุ่มจากอดีต และผู้ใหญ่ในอนาคต

กระนั้นแล้วสิ่งที่เชื่อมต่อกันคือความยินดี…

ที่เกิดขึ้นจากการปกป้องคนที่รักเอาไว้ได้…..

โลกที่เคยบิดเบี้ยว… กำลังหมุนในแบบเดิม..

 

 

กองใบไม้บ้างย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย  บ้างยังคงแห้งกรอบอยู่บนพื้นนั้น… สายลมยังคงโบกพัดให้ส่วนประกอบของต้นไม้ตกหล่นจากกิ่งก้านของมันเป็นม่านหย่อมๆ…  เสียงใบไม้แห้งกระทบเสียดสีกันยามเมื่อมีบางสิ่งกดทับลงมา.. บ่งบอกถึงฝีเท้าของใครบางคนก้าวล้ำเข้ามาภายในอาณาเขตของป่าใหญ่…  แลเห็นแผ่นหลังและเกศาสีน้ำเงินของผู้เดินทางอยู่ไกลๆ..   เครื่องแต่งกาย ส่วนสูง ลักษณะท่าทาง..  แสดงออกเป็นอย่างดีว่าใครกันคือผู้ที่มาเยือนสถานที่นี้อีกครั้ง…

 

 

ราวกับเทพนิยาย… เรื่องหนึ่ง.. ของคนสองคน….

 

วันที่ x เดือนกันยายน อนาคต 9 ปี 10 เดือน… ช่วงเวลาที่หยุดเดินไปนั้น.. นาฬิกาค่อยๆหวนกลับมาเดินอีกครั้ง.. เข็มนาฬิกากำลังพยายามขยับเดินอย่างที่เคยเป็นมา..  เฉกเช่นฝีเท้าของชายหนุ่มที่ก้าวตรงไปข้างหน้า.. สถานที่ที่ได้สัญญาเอาไว้… สงครามมาเฟียนั้นได้จบลงแล้ว….  จบลงด้วยอนาคตที่เด็กหนุ่มเหล่านั้นได้คว้ามันเอาไว้ให้อนาคตแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม…..

 

 

“ยังเหมือนเดิมเลยนะครับที่นี่น่ะ…”  ไม่ต่างไปจากวันที่เคยมาในคราแรก….  ต่างหูสีน้ำตาลประดับบนติ่งหู…  สายรัดผมอันเป็นของสำคัญ….  คือคนสำคัญของนภา….

 

                ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า…  ไม่กี่วันก่อนหน้าเด็กหนุ่มจากอดีตรับฝากความหวังของคนในอนาคตสานต่อความตั้งใจ…  ยามนี้คือผลของความพยายาม… ความอดทน.. การภาวนา.. มากมายหลายสิ่งหลายสิ่ง…  โลกนี้มิได้เลือนหายไป แต่โลกนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลง..

 

“เจอหน้ากัน.. จะถามถึงของกินเลยรึเปล่าครับ”  แผ่นหลังของชายหนุ่มร่างสูง.. เกศาไพลินสวยแกว่งไกวตามแรงลมและการเคลื่อนไหว…   ก้าวห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ…  ไปยังจุดหมาย

 

เข็มนาฬิกาที่หยุดไว้…เริ่มขยับแล้วนะครับ…..

เวลาของคุณกับผม….

                ควันของบาซูก้าทศวรรษโอบล้อมพื้นที่กว้าง….. ร่างของเหล่าคนในอดีตสลับตัวกลับเป็นคนในอนาคต… ร่างโปร่งในชุดขาวนวลหยัดยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนอันแสนคุ้น…. เปิดเปลือกตามองแลเห็นเหล่าเพื่อนพ้องที่แสนสนิท…  ทุกคนยังคงเหมือนดิม… ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้งหนึ่ง…. ทันทีที่ทุกคนแลมองใบหน้าของกันและกัน…เสียงหัวเราะและน้ำตาแห่งความยินดีอาบบรรยากาศของศาลเจ้านามิโมริ…  คนอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ก็คงจะ… กลับคืนมาเช่นกันสินะ…..

 

 

“รุ่นที่สิบครับ!!!”  ผู้พิทักษ์แห่งวายุเห็นใบหน้าอ่อนวัยของบอสผู้เป็นที่รักยืนอยู่ตรงนั้น… น้ำตาท่วมท้นด้วยความปิติยินดีโผเข้าหากอดร่างเล็กๆนั่นเช่นเดียวกับสายพิรุณ..

 

“โอ๊ยๆ!!  อย่ากอดแน่น อึดอัดนะ~~ โกคุเดระคุง ยามาโมโตะ~~!”   แม้โดนรัดเสียจนอึดอัดรอยยิ้มบนหน้าของซาวาดะ สึนะโยชิมิได้จางหายไป…

 

“รุ่นที่สิบครับ….  ดีใจจังเลย…”  โกคุเดระ ฮายาโตะหลั่งน้ำตามิอาจห้ามท่าทางอันแสนอ่อนแอของตัวเองไว้ได้…  ความรู้สึกผิด สับสน ดีใจ ปนเปเสียจนมิอาจนึกคำพูดทักทายกับบอสแสนรัก…

 

“นายยังไม่ตายจริงๆด้วยสึนะ….”  ยามาโมโตะ ทาเคชิเอ่ยอย่างดีใจ…  เขาทำให้เพื่อนๆต้องห่วงมากเลยสินะ…  พลาดจริงๆเลยตัวเขา….

 

“ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกพวกนาย… ว่าฉันยังมีชีวิตอยู่…”  สองมือตบแผ่นหลังของเพื่อนสนิททั้งสองอย่างอ่อนโยน…  สายสัมพันธ์ของพวกเรานั้นตัดไม่ขาด…..

 

กวาดดวงเนตรมองพรรคพวกที่รายล้อมกาย…  ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแม้มีคราบน้ำตา.. เขาอดยิ้มตามไม่ได้… ไม่รู้จะเอ่ยคำใดก่อนดีระหว่าง… “กลับมาแล้วนะ”…. หรือคำว่า   “ขอโทษ”  ….

 

“พวกนายน่ะ.. อย่าร้องไห้สิ….”  เดี๋ยวเขาจะอดร้องไห้ตามไม่ได้….

 

“ใช่แล้ว!!   เวลาแบบนี้มันต้องยิ้มและหัวเราะไม่ใช่เรอะ~~~!  ยิ้มให้สุดหูรูด!”   เสียงอันทรงพลังของหนุ่มรุ่นพี่ผู้เป็นตัวแทนของดวงตะวันบอกเตือนพวกพ้อง..   แม้แลดูนิ่งเฉยกับรุ่นน้องที่หลอกลวงว่าจากไปครั้งหนึ่ง แต่ในประกายตา.. ใครกันนะที่น้ำตาเอ่อคลอ…

 

“ทาเคชิ~~!”  เสียงเรียกอันแสนคุ้นเคย…   ผู้พิทักษ์สายพิรุณหันไปตามเสียงนั่น…  บิดาคนสำคัญของเพื่อนคนสำคัญของเขา…  เขาเองก็ยิ้มไปพร้อมกัน…  เฉกเช่นเดียวกันข้อความที่เข้ามาในโทรศัพท์ในช่วงวินาทีนั้น.. จากพ่อกับแม่ที่หายตัวไป…..

 

“พ่อแม่… ปลอดภัยแล้วสินะ….”  จับโทรศัพท์แนบลงกับอกตื้นตันใจนัก….  ความหวังที่ฝากเอาไว้กับเด็กหนุ่มทั้งหลายนั้น….  ทำได้ดีอย่างที่สุด…

 

มือเรียวยกขึ้นแลมองมือของตนเอง..ธำมรงค์สีฟ้าประดับอยู่อีกครั้ง…  สิ่งนี้คือคำตอบของอนาคตที่เปลี่ยนไปแล้วสินะ…   “ขอบใจนะ ตัวฉันในอดีต….”

 

 

วองโกเล่แฟมิลี่น่ะ… ต้องอยู่กันพร้อมหน้าสิ…

จึงจะเป็น “แฟมิลี่” ที่แท้จริง

                ดวงเนตรสีน้ำตาลไหม้หยุดลง ณ เมฆาในชุดสีดำขลับ ร่างกายนั้นยังคงปาดป้ายบาดแผล  เสื้อผ้ามีร่องรอยฉีกขาดและรอยเลือด…   เช่นเดียวกับร่างสูงสวมแว่นตาที่ส่งรอยยิ้มมาให้  แม้ไม่ได้เห็นกับตาก็พอจะล่วงรู้ได้ว่าต้องผ่านช่วงเวลาใดมากันบ้าง….

 

 

“โชอิจิคุง  คุณฮิบาริ ขอบคุณมากนะครับ”   ไม่อาจเอ่ยคำใดได้มากไปกว่าคำว่าขอบคุณ…  ไม่ได้คำเตือนคำแนะนำ การสนับสนุน.. เขาเดิมพันมันจนจบไม่ได้….

 

“หึ…  ไม่จำเป็น”  เมฆาเคลื่อนคล้อยหันหลังก้าวเดินลงบันไดศาลเจ้าไป…   เจ้านกน้อยสีเหลืองร่อนลงเกาะบนบ่านั่น… มองตามไปด้วยรอยยิ้ม….

 

เพื่อนนางเอกที่คอยสนับสนุนเขามาเนิ่นนาน…  “ไปฮ่องกงด้วยกันมั้ยล่ะครับคุณฮิบาริ?”   ไร้คำตอบ… คงจะไม่ไปสินะ…  ที่ๆขัดใจแบบนั้น…

 

“งั้นผมจะดวลกับคุณฮิบาริเป็นการตอบแทน!!”  เสียงใสตะโกนบอกอย่างสดใส  ขายาวหยุดก้าวเดินและผินใบหน้ามองมาด้วยปลายตา

 

“อย่าลืมที่นายพูดล่ะ  ฉันจะมารับสารท้าของนายทันทีที่เสร็จธุระ”   และเมฆาจึงจากไปเหลือเพียงรอยยิ้มบนใบหน้าของนภาสีทอง…   ตอบแทนอย่างแน่นอน….

 

 

นี่สิ.. เมฆาผู้แสนดื้อรั้น….

ภาพความสุขช่างดีเหลือเกินนะ….

 

ร่างสูงของนักฆ่าหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้เรียกดวงเนตรกลมโตเบิกกว้าง แต่ก่อนที่จะได้ยิ้มก็เจออาจารย์ตบหัวเข้าเต็มเหนี่ยวแทนคำทักทาย โหดร้าย!!!   “ทักกันดีๆไม่ได้รึไงรีบอร์น!!!”   ความซึ้งตอนเราจากกันมันหายไปไหนหมด!!

 

“ทำไมต้องทักแกดีๆ เหอะๆ  แกมีเรื่องต้องไปทำไม่ใช่รึไง”  เสียงทุ้มเอ่ยเตือนสิ่งที่เจ้าตัวควรจะไปทำได้แล้ว…  ดวงตากลมมองพลางกระพริบปริบๆ.. เขาต้องไปทำอะไร…?

 

“อืม…..”  สึนะโยชิยกแขนขึ้นกอดอกรวบรวมความทรงจำหลังหลับไปเสียนาน…   ต่างหูอันเป็นตัวแทนสีของดวงตายังคงประดับอยู่ที่เดิมเมื่อสัมผัส….

 

“อะ….อ๊า!!  ใช่แล้วๆๆ นึกออกแล้ว!!!”   เจ้าปลาทูน่าที่คิดเรื่องกินเป็นกิจวัตรประจำวันอยากต่อยตัวเองขึ้นมากะทันหัน   ลืมได้ไงเนี่ยดีใจมากไปหน่อย!!

 

หากแต่ในช่วงเวลานั้นเพื่อนพ้องคนอื่นล้วนอยากไปฉลองให้กับการพบกัน และชัยชนะเลยเต็มประดา “ไปฉลองกันเถอะ ซาวาดะ~~!”   เสียงสุดหูรูดตะโกนเรียกรวมพลเตรียมตัวไปถล่มร้านอาหารบ้านผู้พิทักษ์  หากแต่คนถูกเรียกส่ายใบหน้าปฏิเสธ

 

“ไว้คราวหน้านะครับ!   ผมเพิ่งนึกอะไรออก!”  สึนะโยชิร้อนรนหวาดหวั่นว่าทางนั้นจะรู้รึเปล่าว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นตอนนี้…  เขาก็ลืมไปซะสนิทเลย….

 

“จะไปไหนเหรอครับรุ่นที่สิบ?”   โกคุเกระก้าวมาหยุดตรงหน้าของบอสสุดที่รักเยี่ยงหมาน้อยเชื่องๆ    เจ้านายส่งยิ้มให้และค่อยปลดเสื้อ…  วายุกำลังจะสติแตก!!!

 

“ฉันมีธุระต้องไปทำ  ไปก่อนนะ~!”    ร่างโปร่งถอดเอาผ้าคลุมสีขาวนวลให้กับมือขวาคนสนิท  ทั้งปลดเนคไทด์เตรียมตัววิ่งทางไกล.. ต้องไปแล้ว….

 

“บอสคะ  เอานี่ไปด้วยค่ะ”  หญิงสาวเรือนผมยาวประบ่าสวมผ้าปิดตาส่งแหวนวงหนึ่งให้แก่นภาของวองโกเล่… ดวงเนตรมองพลางเงยขึ้นยิ้มให้ผู้หวังดี….  แหวนแห่งสายหมอก…

 

“ขอบใจนะโคลม  ฉันไปล่ะ!”  โบกมือลาพวกพ้องไว้เบื้องหลัง.. ออกวิ่งไปยังสถานที่แห่งคำสัญญา…   อยากพบ..อยากจะพบ… หัวใจเต้นระรัวไปพร้อมกับความปรารถนาซ้ำไปซ้ำมา…

 

“โชคดีนะคะบอส!”   โคลมโบกมือลาบอสแสนอ่อนโยนของเธอไปพร้อมกับรอยยิ้มแสนสดใส…   ความหวังและความฝันของคนสองคนที่สำคัญที่สุดของเธอ.. จะได้เป็นจริงเสียที…

 

“เจ้าบ้าเอ๊ย…”   รีบอร์นเมียงมองร่างของนภาที่เขาคิดไว้ว่าเติบโตขึ้นแล้วกลับร่างเป็นเด็กหนุ่ม..  น่าขันเสียจริงๆ..  สบายใจเกินไป…

 

 

ฉันกลับมาแล้วนะ…. กลับมาแล้ว…

กลับมาหาตัวนายผืนฟ้านี้แล้ว….

 

นายเองก็กลับมาแล้วใช่ไหม…

สายหมอกของฉัน….

 

เบื้องล่างของบันไดเยื้องไปทางสวนสาธารณะกว้างใหญ่.. ทางเดินทั้งสองเรียงรายด้วยต้นไม้และใบหญ้าที่เปลี่ยนสีของฤดูใบไม้ร่วง…  ชายหนุ่มเรือนผมสีดำขลับในชุดสูทค่อยๆก้าวเดินอย่างเชื่องช้า และในช่วงวินาทีนั้นกลับมีปลาทูน่าผิดถิ่นทะเลว่ายติดสปีดเฉียดร่างของเขาไปชวนให้ตาขวาง…   กว่ามือทั้งสองจะหยิบทอนฟาออกมาเอาเรื่อง  เจ้าสัตว์กินพืชพ่วงสัตว์ทะเลตัวนั้นก็ว่ายหายไปเสียแล้ว…

 

 

“อะไรของมัน”  และในช่วงขณะนั้นเอง..  เนตรคมทั้งสองพลันเหลือบเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังเดินสวนมาจากอีกฝั่งหนึ่ง… ใบหน้านั่น…..

 

“แก……”   แทนที่จะได้คำตอบจากคนที่เดินสวนมา   ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามยกเรียวนิ้วยาวยกขึ้นแตะริมฝีปากคมคล้ายบอกให้เงียบไว้แบบนั้น….

 

“เหอะ….”    เมฆาจึงทำเป็นไม่เห็นอะไรและเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก.. บัญชีที่ไม่ได้สะสางคงมีสักวันได้จัดการมันสินะ….

 

 

ร่างสูงในฝั่งตรงข้ามเมียงมองจนกระทั่งผู้พิทักษ์แห่งเมฆาเดินลับไป… จึงออกก้าวเดินไปตามทางของตนเองอีกครั้ง…. ชายหนุ่มคนนั้น…..เรือนผมสีดำ.. ดวงเนตรคมมีสีขนกาเฉกเช่นเกศา… ใบหน้าเค้าร่างอย่างชาวแดนมังกรผิวสีหิมะ….   ชุดโค้ทตัวยาวสีดำหวนให้นึกถึงภาพของคนๆหนึ่ง..

 

 

“คงต้องไปทักทายจริงจังซักที”   มิตรที่สูญหาย… กลับคืนมาราวกับปาฏิหาริย์.. หรือเป็นเพราะความปรารถนาอันแรงกล้าของนภา.. คงไม่มีใครรู้ได้….

 

 

บนเกาะที่มีชื่อว่า “ฮ่องกง”

ส่วนหนึ่งของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่

 

พวกเรานั้นได้พบกัน และเริ่มเรื่องราวทั้งมวล…

 

 

ป่ากว้างอันประกอบไปด้วยต้นไม้เหี่ยวแห้งจากอากาศของฤดูใบไม้ร่วง… มันยังคงรอคอยกันผลัดใบไม้เพื่อกลับเป็นสีเขียวขจี….  โรคุโด มุคุโร่ก้าวเดินไปตามเส้นทางที่เขาจดจำได้เป็นอย่างดี   ดวงเนตรขวาปิดทับด้วยผ้าพันแผลยังคงมีเลือดซึมจากอาการบาดเจ็บ… กระนั้นแล้วสำหรับเขานั้นความยินดีหลังหมากกระดานจบลงไม่ใช่การฉลองชัยชนะ….  แต่เป็นคำสัญญาที่มอบให้กันไว้แด่คนสำคัญ….

 

 

“ผมกลับมาแล้วนะครับ สึนะโยชิคุง…..”    มือแกร่งจับลำต้นไม้สีน้ำตาล… เปลือกแห้งกรอบของมันส่งเสียงแผ่วเบายามเมื่อสัมผัส….  จากตรงนั้นแลเห็นโลงศพสีดำขลับอยู่ท่ามกลางใบไม้แห้งและแมกไม้….  ยังคงนอนหลับสบายอยู่อีกเหรอ…

 

ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งสายหมอกก้าวเข้ามาเคียงใกล้โลงศพนั่น….  ยังคงมีเพียงความเงียบงัน หรือเขาจะมาเร็วเกินไป…   มือแกร่งแตะลงบนฝาโลงศพเงามันนั่น… รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า…  “นั่นสินะครับ…. ผมลืมไปว่า การสลับตัวกับคนในอดีตคงไม่เกิดที่นี่..”  เพราะร่างของนภาในอดีตไม่ได้อยู่ ณ ที่นี่…..

 

กระนั้นแล้วชายหนุ่มนั่งลงบนโลงศพเยี่ยงที่นั่งทั่วไป…  เมียงมองขึ้นไปยังท้องฟ้าไกล…  มองเห็นนกบินอยู่ไกลลับสายตา…  “ถ้ามาสาย.. ผมจะโกรธจริงๆนะครับเนี่ย..”   นั่งรอในสถานที่แห่งความทรงจำของเรา….

 

 

ร่างสูงเกศาไพลินคว้าหยิบเอาเศษดอกไม้สีขาวที่แห้งกรอบ.. ดอกไม้ประดับซึ่งวางเอาไว้ตั้งแต่วันทำพิธี… กระทั่งงานศพก็ต้องจัดขึ้นแบบปลอมๆ…   ในยามนี้น่ะ.. คนอื่นๆที่ไม่ล่วงรู้จะกำลังยินดีกับคุณมากแค่ไหน….  เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นช่างดูเหมือน… ตอนจบของเทพนิยายเรื่องหนึ่ง….

 

 

“มันลำบากนะครับ.. ออกจากวินดีเช่น่ะ”    คงต้องขอบคุณอาจารย์นักฆ่าคนนั้นหรือไม่….   ยังไม่ถึงเวลาหรอก….

 

“รีบมาล่ะครับ”   ปล่อยดอกไม้แห้งร่วงหล่นจากมือไป…  เงยใบหน้าขึ้นมองฟากฟ้า…  ท้องฟ้าสีครามอย่างเช่นในวันนั้น…   ขนนกสีขาวนวลร่วงหล่นลงมา….  เจ้านกฮูกโบกบินอยู่อย่างอิสระ…

 

 

เทพนิยายจบลง…

 

ความทรงจำคงจะเลือนไป

หากไม่คว้ามันเอาไว้ในเวลาที่มันจะลับไป

เราสองคนมีสัญญาเพื่อการพบกันอีกครั้ง….

วันนี้ผมรอคุณด้วยร่างที่แท้จริง….

                เสียงหอบหายใจเล็ดรอดผ่านริมฝีปากปากตลอดเส้นทางการออกวิ่ง…  ร่างกายที่ใช้นอนนิ่งเฉยๆเป็นเวลานานไม่ได้เตรียมตัวก่อนมันแลดูกรอบไปหมด…   สองขาหยุดพักเหนื่อยครู่หนึ่ง..  มองเห็นป่าใกล้ทางเข้าฐานลับอยู่ตรงนั้น.. ใกล้แล้ว.. อีกเพียงแค่นิดเดียว…   ภาพร่างของคนที่อยู่ในห้วงคะนึงหา…  อัดแน่นอยู่ในอกนี้.. จะได้พบเห็นใบหน้านั้นด้วยร่างที่แท้จริง…

 

 

“เหนื่อยชะมัด.. เหมือนคนแก่เลย….”   ทั้งที่ตัวเองเคยวิ่งหนีคนทั่วโรงเรียนได้มาตั้งแต่เด็กๆ… พอแก่ตัวไปแรงงานที่น่าจะมีมากขึ้นเพราะการฝึกฝนกลับหายไป…  นอนมากไปทำให้หมดแรงมันเป็นเรื่องจริงสินะ…

 

“สู้ๆสึนะ!! อีกนิดเดียว!”   มือเรียวปาดเหงื่อออกจากผิวหน้าและออกวิ่งไปอีกครั้ง   สิ่งเดียวที่ผลักดันร่างกายมากกว่าความเหนื่อยล้า.. คือความปรารถนา…

 

 

ฉันอยากเจอนาย……..

                ก้าวผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า..   เสียงใบไม้ถูกเหยียบย่ำดังก้องในความเงียบงันของป่าใหญ่..   สถานที่อันแสนเงียบเหงา แต่เป็นสถานที่ที่เขาจำทิศทางของมันได้ดีที่สุดแม้ตัวเองจะชอบหลงทาง…   ราวกับได้ยินเสียงเรียกแผ่วที่ข้างหู.. เสียงอันแสนอ่อนโยนบอกทิศทางและคอยบอกให้เขารีบวิ่งไปอย่างได้หมดแรง….

 

 

“ฝันดีของผม… จะดำเนินต่อไปครับ…”   สึนะแย้มยิ้มกับตัวเอง.. ถ้อยคำส่งผ่านไปยังที่ไหนซักแห่ง  ฝันดีน่ะจะไม่จบลงหรอก…

 

เรี่ยวแรงที่หายไปกลับเพิ่มพูนขึ้นเมื่อยิ่งคิดถึงเป้าหมาย   แหวกผ่านอุปสรรค.. ข้ามผ่านสิ่งกีดขวาง..  ลืมตาขึ้นเพื่อมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า…  ความฝันที่กลายเป็นความจริง….

 

ทุ่งโล่งนั่นเต็มไปด้วยใบไม้แห้ง… แต่มีสิ่งเดียวที่ตัดกับสีสันของสิ่งเหล่านั้น…. มองเห็นแสงสว่าง… มองเห็นที่กว้างโล่ง…  และมองเห็น….  “มุคุโร่!!!!”

 

 

เสียงเรียกขานนามดังกึกก้อง…   สายหมอกผู้อยู่ในห้วงความคิดนั่งนิ่งบนโลงศพพลันเมียงมองไปตามทิศทางของเสียงใส  อัญมณีสองสีเพียงข้างเดียวพิศมองสบตาดวงเนตรสีอ่อนแตกต่างจากตัวชายหนุ่ม  ภาพร่างของเจ้านภาสีฟ้าคราม  เรือนผมสีน้ำตาลยังคงฟูฟ่อง ใบหน้าเปื้อนเหงื่อกาฬบ่งบอกถึงความรีบ..  ใบหน้าใสราวกับจะร่ำไห้ออกมาแบบนั้น…

 

ฉันอยากเธอนาย

 

“มาช้านะครับ”  หยัดกายขึ้นส่งรอยยิ้มให้…. ใบหน้าคมหล่อเหลาที่แสนคุ้นเคยแม้ไม่แลเห็นดวงเนตรสีชาด…   ผ้าพันแผลที่ประดับปิดเนตรทางขวาเรียกน้ำตาให้เอ่อล้น…

 

“มุคุโร่!!!”  ชักนำพาขาที่เหนื่อยล้าทั้งสองตรงเข้าไปหาผู้รอคอย… การรอคอยแสนเหงาว้าเหว่จบลงแล้วใช่ไหม…..

 

 

ฉันอยากเจอ… อยากเจอเหลือเกิน….

                อ้อมกอดอบอุ่นโอบรัดร่างเล็กในวงแขน..  ใบหน้าคมซุกซบลงกับไหม้สีน้ำตาลไหม้อ่อนนุ่ม.. สัมผัสชื้นที่หยาดหยดลงบนเสื้อยืดขาวของเขา… คือหยาดน้ำตางั้นสินะ…   มือทั้งสองที่โอบกอดร่างเขานั้นกำลังสั่นไหว…  ไม่ใช่เพราะความเสียใจหรอก ไม่มีอะไรต้องเสียใจอีกแล้ว….

 

 

“ผมทำตามสัญญาได้แล้วใช่มั้ยครับ?” เนตรปรือหลับลงสัมผัสความอบอุ่นที่ห่างหาย.. คนที่รอคอยจะได้โอบกอดด้วยร่างนี้อีกครั้ง…..

 

“ฮึก……”    วงแขนทั้งสองโอบรอบกอดร่างสูงไว้สุดแรงที่มี….  ปล่อยหยาดน้ำตาหยดไหลผ่านไป…  คือน้ำตาแห่งความปิติยินดี….

 

 

แม้เราสองคนอาจจะไม่ได้หัวเราะ

มากเท่าที่เคยเป็นอยู่ในคราแรก

 

แม้เราสองคนอาจจะเหินห่าง

เพราะระยะทางที่มิอาจสัมผัสได้

 

โอบกอดแลกเปลี่ยนความอบอุ่นที่ห่างหาย.. ไร้คำพูดใดเอื้อนเอ่ยถามไถ่ถึงช่วงเวลาที่ขาดหายไป..  มีเพียงความรู้สึกตื้นตันดีใจที่ท่วมท้นออกมาเกินปกปิด…  ครานี้นั้นคือการกลับมาพบกันอย่างแท้จริง…..

 

 

ยามนี้… มันคือใต้ผืนฟ้าเดียวกัน…

อย่างที่เคยหวังไว้….

 

“ช่วงที่หลับอยู่ ฝันดีมากมั้ยครับ?”  ถ้อยคำหวานเปล่งถามจากใจ…  ทั้งที่น่าจะรู้อยู่แล้วแท้ๆ  เจ้าสายหมอกจองหลอกลวง…

 

สองมือเอื้อมจับกรอบใบหน้าคมอย่างอ่อนโยน…  ระบายรอยยิ้ม  “อืม…. มากๆเลยล่ะ…. แล้วตอนนี้ก็ยังฝันดีอยู่…”  ความฝันที่สัมผัสได้… ความเป็นจริง…

 

“แต่ผมค่อนข้างฝันร้ายนิดหน่อยครับ  มีแต่ปลาทูน่าตัวหนักๆ”  คิ้วเล็กขวมดเข้าหากันอย่างเคือง  นั่นว่าเขารึเปล่าน่ะหา!!  ทำซึ้งเป็นมั้ยเนี่ย….

 

 

ลาก่อนความซึ้ง…..

 

“หมดกันเลย…. ฉันอุตส่าห์คิดว่าพวกเราจะเจอกันดีๆกว่านี้…”  มันดีได้แค่ครู่เดียวจริงๆ… มันเป็นลิขิตสวรรค์รึไงนะ…

 

“นี่ก็ดีมากแล้วล่ะครับ  มีโลงศพ มีใบไม้แห้ง มีลำต้นไม้เหี่ยวๆ”  ตรงไหนของนายน่ะหา!!!

 

สองมือยกกุมขมับ.. เขามันบ้าแท้ๆที่อยากมาเจอกันในที่แบบนี้.. เจ้าคฤหาสน์ที่อิตาลียังสวยงามกว่าที่นี่น่าจดจำเป็นสถานที่ให้เจอกันมากว่า…. และตอนนั้นเอง. .. มือแกร่งว่างเปล่าได้ยื่นมาหาให้เขามึนงงมากกว่าเดิม…    “อะไรน่ะ?”

 

“คิดว่ามีอะไรอยู่ในมือผมครับ?”   ศีรษะปกคลุมด้วยไหมสีน้ำตาลเอียงคอมองสงสัย  อากาศ?

 

เมื่อเห็นบอสวองโกเล่ไม่อาจตอบได้   มือแกร่งนั้นกอบกุมและคลายออก… ปรากฏให้เห็นกุหลาบสีน้ำเงินราวกับเล่นกล…. เจ้าดอกไม้ที่อยู่ในสวนฐานวองโกเล่ที่อิตาลี…. ดอกไม้ที่เขาและสายหมอกได้ตั้งใจปลูก….  “นี่มัน…..”

 

 

สัญญาที่เราเคยคิดว่าเป็นจริงได้น้อยข้อ

ค่อยๆเป็นจริงขึ้นมาราวกับเวทมนต์…

                “น่าเสียดายนะครับ ที่ผมไม่ได้เอามาฝากไว้ที่โลงศพของคุณ”   ความซึ้งสลายไปอีกครั้งพร้อมกับสายลมเย็น…  เจ้าทูน่าบอสรับเอาดอกไม้มาถือไว้… ปลงเถิด….

 

“งานอดิเรกของนายคงเป็นด่าฉันแน่ๆเลย….เฮ้อ…” ซึนเดเระรึเปล่า?  แบบนี้เรียกว่าซึนเดเระรึเปล่านะ…???

 

Chu….

                ดวงเนตรกลมกระพริบปริบอย่างตกใจ.. ริมฝีปากคมเข้าทาบทับปากเล็กพูดพร่ำได้ตลอดเวลาให้เงียบลง..  สึนะโยชิเมียงมองชายหนุ่มในระยะประชิดสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่กระทบผิวใบหน้า….  ปรือหลับตาลงและตั้งใจรับสัมผัสอันแสนหอมหวาน…   จุมพิตอันเปี่ยมไปด้วยความเสน่หา อาวรณ์ คิดถึงและความรัก…

 

 

“มุ..คุโร่….”   สบมองเนตรได้เพียงครู่เดียว..   เรียวปากพลันถูกจาบจ้วงอีกครั้งหนึ่ง… แต่มิได้รังเกียจเลย… ไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่อัดแน่นในอกได้อย่างไร…. อธิบายออกมาเป็นคำพูดคงมากมายอธิบายไม่หมด..

 

“ดีแล้วล่ะครับ.. ที่คุณกลับมา”   อ้อมกอดอันแสนอบอุ่น…   ถ้อยคำที่เขาอยากได้ยิน….

 

“นายเองก็เหมือนกัน… ดีแล้วล่ะที่นายปลอดภัย…”   แม้บาดเจ็บหนักที่ดวงตา… แต่ก็ดีกว่าบาดเจ็บไปมากกว่านี้แล้ว….

 

 

เนิ่นนานมาแล้ว… บนเกาะแห่งหนึ่ง…  นภาและสายหมอกได้ร่วมมือกันทั้งที่มิตรสัมพันธ์เท่ากับศูนย์…   ความปรารถนาที่จะเป็นเพื่อนอันแรงกล้าค่อยๆสานสัมพันธ์ของคนทั้งสอง….   จากเพื่อนร่วมงาน สู่เพื่อน สู่คนรัก…  เรื่องเล่านี้ช่างยาวนานและสดใส…..

 

 

ฉันเคยคิดว่าตัวฉันอยากเป็นเพื่อนกับนาย

ทั้งที่นายทั้งน่ากลัว ทั้งเป็นอาชญากร

 

ผมเคยคิดว่าตัวผมเกลียดคุณนัก

ทั้งฐานะมาเฟียและซาวาดะ สึนะโยชิ

แต่พวกเราเริ่มต้นกันได้แบบนี้….

ช่างน่ามหัศจรรย์เสียจริงนะ…

 

 

สองร่างคลายวงแขนออกเมื่ออากาศในป่าเริ่มหนาวเย็นขึ้นจากอุณหภูมิที่ลดลงต่ำ… ไม่นานคงเริ่มต้นฤดูหนาว…  เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเวลาที่คนสองคนต้องรอ…   “จริงๆแล้วตอนนั้นน่ะ นายตั้งใจจะเขียนว่าชอบฉันใช่มั้ย?”

 

คิ้วคมเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจ   เหตุการณ์นั่น… ตอนที่เขาต้องใช้กระดาษแทนคำพูด…  “ทำไมคุณคิดแบบนั้นล่ะครับ”

 

“ฉันรู้จากเบียคุรันที่คอฟฟี่ช้อปน่ะ เพิ่งจะรู้นี่ล่ะ ว่าสลับตัวอักษรก็เปลี่ยนความหมาย”  บ่นงึมงำๆนึกถึงคำในกระดาษ.. ตอนนั้นเขาโดนเอาเปรียบชัดๆเลย….

 

“นายจะเขียนว่าชอบฉัน แต่เขียนคำว่าจูบแทนใช่มั้ย?”   เนตรกลมโตเมียงมองขอคำตอบจากสายหมอกจอมหลอกลวง… นั่นน่ะคือความทรงจำของเขาเลยนะ….

 

 

スキ (ชอบ) = キス (จูบ)

 

ปริศนาที่เก็บงำมานานเปิดเผย.. แต่ไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับโรคุโด มุคุโร่นัก  มันดันมีชื่อต้องห้ามติดมาด้วย นี่แสดงว่าคงจะไม่ฉลาดขึ้นถ้าไม่มีคนบอก เขาควรจะลงโทษรึเปล่านะ….    “มีชื่อต้องห้ามนะครับ”  ทูน่าสะดุ้งเฮือก  เง้ย!! เขาผิดไปแล้ว!!!

 

“ง่ะ..  แต่ยังไงนายก็ตั้งใจจะบอกแบบนั้นใช่มั้ยล่ะ? ฉันเดาถูกใช่มั้ย??”   ทูน่านักสืบชี้หน้าคนร้ายอย่างมีชัย ฉันชนะแล้ว!!!

 

คนร้ายนามแทน 69 จับมือที่ชี้หน้าตนอยู่ให้แบออก  บรรจงเขียนคำที่เจ้าตัวอยากรู้เสียเหลือเกินลงไป…  スキ (ชอบ)….   แต่ทว่า….  “….มากกว่ามด แต่น้อยกว่าช็อกโกแลต…”  เสียงของคนทั้งสองเปล่งขึ้นมาพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย….  รู้ทันกัน..

 

“นึกแล้วเชียว ฮ่ะๆๆ”  สึนะแย้มยิ้มสดใส… นี่คือการย้อนความทรงจำอย่างแท้จริง….

 

 

ความทรงจำมากมายของพวกเรานั้น… มีมากมายเกินกว่าจะสนทนากันในวันเดียวจบ… มันตราตรึงอยู่ในหัวใจ…  และดำเนินไปแบบนั้นต่อไป… สรรสร้างความทรงจำใหม่ๆร่วมกัน…  จากสัญญาอีกหลายข้อที่ยังคงไม่เป็นจริง…  บัดนี้คงได้เริ่มทำตาม….

 

 

“อากาศเริ่มหนาวแล้วสิ   ออกไปกันเถอะ”  สึนะโยชินึกเสียใจที่ไม่ได้หยิบผ้าคลุมมาด้วย…   ฉับพลันเมื่อมองขึ้นไปยังท้องฟ้าไกล.. บางอย่างปรากฏขึ้นในสมอง…..

 

“แล้วทำไมไม่เดินล่ะครับ”  ดวงเนตรสีน้ำเงินเพียงข้างเดียวพิศมองใบหน้าของคนกำลังใช้ความคิด… จะมีแผนการร้ายอะไรที่เขาไม่รู้อีกรึเปล่านะ….

 

“ถ้าฉันขออะไรซักอย่างตอนนี้ได้รึเปล่าน่ะ?”   สบมองกันด้วยรอยยิ้ม…  ความปรารถนาของฉันน่ะ…..

 

 

สัญญาที่ยังคงไม่เป็นจริง… คำสัญญาสองครั้งในสถานที่ทั้งสองแห่ง…   ทิวทัศน์ของเกาะฮ่องกงที่เราได้เคยเมียงมองด้วยกันนั้น….  อยากกลับไปกลบทับความหมองเศร้าของการจากลาด้วยความทรงจำใหม่แทนที่….. แบบนี้จะเหมือนการเติมอาหารลงในถ้วยเปล่าที่ทานไปแล้วรึเปล่านะ….

 

 

“ห้ามปฏิเสธอย่างเด็ดขาด”  มัดมือชกไม่ยอมให้ตอบอื่น….   รู้สึกว่าความรักของเรามันเหมือนอะไรซักอย่างนะ….

 

 

ทำไมความรักถึงเหมือนบะหมี่เหรอ?

                “พูดมาสิครับ ผมจะฟัง”  เนตรสองสีเหลือบมองคนสำคัญซึ่งยืนอยู่ตรงหน้า  ความหมองหม่นคลายตัวไป.. กลับเป็นบรรยากาศสบายๆเข้ามาแทนที่…

 

 

เพราะเราเพียงแค่นั่งมองมัน.. จนกระทั่งลงมือทานมัน.. และ…

                “ไปฮ่องกงกันเถอะ  ไปซื้อตั๋วกันเดี๋ยวนี้เลย~~~!”    วงแขนเรียวคว้าเอาควงแขนเจ้าสายหมอกฉุดลากดึงให้วิ่งตามออกไปจากป่ากว้าง…   มาเริ่มความทรงจำอันแสนสวยงามของเราอีกครั้งเถอะ….

 

“ฮ่องกง??”   ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง.. การตัดสินใจทันด่วนแบบนี้มันอะไรกัน….

 

 

ลิ้มรสชาติ…  พบอุปสรรค … แต่งเติมเพิ่มผสม….

                “ใช่ฮ่องกง ไปเที่ยวคืนนี้กันเลย”   เอาแต่ใจกันสุดๆ….    แต่คนฟังก็ต้องยอมเพราะดันไปรับปาก…

 

“….เด็กจริงๆเลยนะครับคุณเนี่ย….”  บาดแผลยังไม่ทันหาย  ก็ลากไปมาเสียแล้ว… นี่มีความห่วงใยคนอื่นก่อนเรื่องของกินบ้างรึเปล่า….

 

 

บ้างร้อนไป บ้างเย็นไป  ทะเลาะกันแย่งเนื้อ…

                “แต่นายก็ชอบไม่ใช่เหรอ?”   คำพูดเรียกรอยยิ้มที่มุมปากของสายหมอกของนภา…    นั่นสินะ.. ก็เพราะแบบนั้นล่ะ.. ทั้งรักทั้งเกลียด….

 

 

และจบลงอย่างมีความสุข

                “เกลียดตะหากครับ”   เปลี่ยนจากควงแขนเป็นสองมือผสานกัน….    บะหมี่ที่เรียกว่ารักน่ะ… รสชาตินี้คงจดจำไปอีกนานแสนนาน…..

 

 

ความรักของพวกเราคงเป็นแบบนั้นล่ะนะ

 

                สองร่างก้าวเดินออกไปจากป่าแมกไม้และใบไม้แห้งกรอบ….  ทิ้งไว้เพียงแค่โลงศพสีดำขลับไว้เบื้องหลัง.. ความทรงจำอันโศกเศร้าขอจงหายไปกับสายลมที่พัดผ่าน….ในความเงียบงันสดับฟังเสียงหัวเราะ เสียงทะเลาะ เสียงโวยวายได้อย่างชัดเจน… และเจ้านกฮูกขาวบินขึ้นไปบนท้องฟ้าหลังเมียงมองคนทั้งสองเป็นเวลานานราวกับต้องการไปอยู่บนฟ้าสีครามอย่างนั้น…     นาฬิกาของโรคุโด มุคุโร่และซาวาดะ สึนะโยชิเริ่มเดินอีกครั้งหนึ่ง..  แต่ครั้งนี้คงไม่มีวันหยุดเดินอีกต่อไปแล้ว….

 

 

ดินแดนแห่งความทรงจำ

ถ้อยคำแห่งคำสัญญา

สายสัมพันธ์ที่สานขึ้นอย่างแน่นแฟ้น….

 

คือรสชาติของบะหมี่ชามนี้ล่ะ

Original Story : Akira Amano

Cast : Rokudo Mukuro   Sawada Tsunayoshi

FanFiction  : Ayafee

จากความเกลียดสู่ความรักที่ไม่ห่างไกล

From now and Forever

Mist and Sky

Never Ending Love

.

.

.

“Love Like Noodle!? Zwei”

Fin

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 12/17/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: