RSS

[KHRFic] LOVE Like Noodle!? Zwei (6927) Intro

17 ธ.ค.

Title : LOVE Like Noodle!?  Zwei
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre : Romance , Comedy(?) , Action(?) , Drama
Rate : NC-17
Pairing : 6927 (100)
Summary :   ในบะหมี่หนึ่งถ้วย.. ไม่ได้มีแค่บะหมี่ แต่มีลูกชิ้นเป็นอุปสรรคล่อตา..

————————————————————————

 

 

วงล้อแห่งโชคชะตาของพวกเรานั้น…

เริ่มหมุนตั้งแต่เมื่อใด…

 

ไร้ซึ่งสัญญาณบอก ไร้ซึ่งสิ่งใด

ไม่ได้ล่วงรู้หนทางเบื้องหน้า…

ตั้งแต่เมื่อใดที่พวกเรา

ต่างเดินไปในเส้นทางที่มองไม่เห็นจุดจบ

 

ดั่งหยิบไพ่ขึ้นจากกองไพ่ซึ่งมองไม่เห็น

มือซึ่งมองไม่เห็นขีดเส้นให้เราเดินไป

 

แม้นภายังคงแผ่กว้างอยู่เบื้องบน

แม้สายหมอกยังคงเลือนรางเฝ้ามอง

สิ่งที่เรียกว่าโชคชะตานั้นดำเนินไป

มิอาจฝืนแรงนำพา….

 

 

Prologue

Wheel of Fortune

 

เสียงผู้คนสนทนาซ่อกแซ่กในร้านอาหารกลางแจ้ง ณ เมืองปิซ่า   จัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม   สองร่างนั่งรับประทานอาหารเช้าในเวลาเดทสุขสันต์… วันว่างซึ่งนานๆจะมีซักครั้ง   ร่างบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ในชุดลำลองเสื้อไหมพรมและกางเกงยีนส์ขายาวอ่อนวัยหยิบจับพิซซ่าเอ็กตรีมเนื้อเข้าปากด้วยสีหน้าแป้นแล้นน่ารักผิดวัย โดยมีร่างสูงเรือนผมสีไพลินยาวยวงในชุดลำลองโค้ทสีดำยาวกางเกงสีเดียวกันนั่งมองเจ้าหัวฟูรับประทานอาหารพร้อมรอยยิ้มบางๆบนใบหน้า    หากไม่บอกว่าเป็นมาเฟียก็คงไม่มีใครล่วงรู้สถานะของสองคนนี้…

 

 

“ไม่กินเหรอมุคุโร่?   ไม่งั้นฉันกินนะ?”   มือเล็กชี้ไปยังจานลาซานย่าตรงหน้าของชายหนุ่ม  ซาวาดะ สึนะโยชิวัย 23 ปี ยังคงเป็นจอมเขมือบเหมือนเดิม  … เฉพาะนอกเวลางาน และนอกสายตาลูกน้องในแก๊งค์นะ..

 

“ทานครับ  แต่ผมอยากดูคนตะกละทานก่อน”    เนตรสองสีของโรคุโด มุคุโร่จ้องไปยังของกินในมือเล็กนั่น  และเหลือบมองถาดพิซซ่าตรงหน้าเจ้าของ..  ถาดก็ไม่ได้เล็ก.. ไม่อยากจะเชื่อว่านี่มื้อเช้า

 

“เอ็นจอยหน่อยสิ  อุตส่าห์ยืมร่างโคลมออกมาเที่ยวกันแท้ๆน่ะ!”   พูดจบก็เคี้ยวพิซซ่าหงึบหงับอย่างมีความสุขต่อไป    นภานั้นมีหลากหลายสี..  ยามอยู่ในเวลางานเป็นสีทอง.. ยามอยู่กับที่ผ่อนคลายเป็นสีครามสดใส   เวลาว่างไม่ได้มีมาก..จึงต้องตักตวงให้มากที่สุด..

 

“ครับๆ   ซอสเลอะแล้วครับ”   มือใหญ่หยิบกระดาษยื่นตรงไปเช็ดรอบปากเปื้อนซอสของเจ้าบอสใหญ่มาเฟีย   เคยบอกว่าไม่ชอบอ้อน?  แต่อยู่กับเขาก็ทำตัวเป็นเด็กโดยไม่ตั้งใจทุกที…

 

“นายสร้างร่างนานๆไม่เป็นไรนะ?”   นัยน์ตากลมโตนั้นสบมองอย่างเป็นห่วง   สร้างภาพมายาเป็นระยะเวลานานๆต้องใช้ทั้งสมาธิทั้งพลังงาน…   ร่างจริงในกรงขังนั่น และร่างของสาวน้อยคนนั้นจะไหวรึเปล่านะ?

 

“มีแหวนสายหมอกนี่ไงครับ”   ร่างสูงยิ้มแย้มตอบและยกมือข้างที่สวมใส่แหวนแห่งสายหมอกให้ยล   คนสดับฟังยิ้มยิ้มตอบอย่างโล่งใจ   พวกเขานานๆทีจะมีเวลาอยู่ด้วยกัน…

 

“เกรงใจโคลมนะเนี่ย…”   นึกเกรงใจและสงสาร..   สาวน้อยคนนั้นกว่าจะได้มีแฟน(?)  กว่าจะได้มีเวลาเป็นของตัวเอง  ก็คงอีกนาน..

 

“โคลมไม่ว่าอะไรหรอกครับ”  ร่างสูงหันมาสนใจอาหารตรงหน้าตนแทน    สึนะเมียงมองพลางถอนหายใจน้อยๆ..  ก็จริงอย่างที่ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกว่า…  สาวน้อยคนนั้นมักจะทำอะไรเพื่อชายหนุ่มเสมอ

 

“ก็อีกไม่นานล่ะเนอะ”    จะได้อยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง.. แม้ตอนนี้จะอยู่ด้วยกันแบบมายา..

 

“รีบทานเถอะครับ  คุณจะไปดูหอเอนไม่ใช่หรือครับ?”  เจ้าหัวฟูรับคำด้วยรอยยิ้มและจับพิซซ่าเข้าปาก    อยู่อิตาลีตั้งนาน.. ก็เพิ่งจะได้มานี่แหละ

 

 

 

ตลอดสามปีที่ผ่านมา

สองเดือนมีเวลาว่างให้ตัวเองเพียงหนึ่งถึงสองครั้ง

 

และในวันว่างเหล่านั้นสายหมอกจะมาหา

แม้บางครั้งจะหายตัวไปไม่ยอมบอกก็เถอะ

ช่วงเวลานานๆครั้ง…

ที่เขาจะได้รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ “มาเฟีย”

                สองร่างเคลื่อนกายจากร้านอาหารตรงไปตามทางเดิน  วันนี้นักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่านมาก.. คงเป็นเพราะไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวกระมัง   จากทางเข้าแลเห็นร้านขายของที่ระลึกข้างทางมากมาย  พื้นที่ส่วนสิ่งก่อสร้างรายล้อมด้วยสนามหญ้าสีเขียวขจี   ไกลๆแลเห็นสิ่งก่อสร้างอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของจตุรัสดูโอโม  มองเห็นมหาวิหารและหอเอนไกลๆ

 

 

“เห็นแบบนี้แล้ว อยากไปวาติกันด้วยแฮะ”   สึนะนึกเสียดายที่ตัวเองไม่ยอมถือกล้องมาด้วย  จริงๆแล้วลืม…  แล้วคนอย่างมุคุโร่ก็คงไม่ชอบถ่ายรูปด้วยมั้ง?  ไม่งั้นพวกเขาคงมีอัลบั้มรูปเต็มไปหมด..

 

“เอาซักที่เถอะครับ คนพาไปเหนื่อย..”   ใบหน้าคมส่ายไปมา   เป็นมาเฟียอิตาลีแท้ๆ  กลับรู้ทางแค่รอบๆคฤหาสน์ของตัวเอง…

 

“ฉันก็แค่อยากศึกษาบ้านเกิดของนายล่ะน่า…”    นัยน์ตากลมโตเหล่มองคนข้างกายด้วยหางตา  คำพูดที่ทำให้ชายหนุ่มหัวใจพองโตโดยไม่รู้ตัว

 

“แต่ผมไม่ได้เกิดที่ปิซ่านะครับ”  ปึด!!  ยังจะหาเรื่องกันอีกเร้อ!!!???

 

“ก็นายเคยบอกเรอะว่านายเกิดที่ไหนน่ะ!?”  เสียงหวานโวยวายใส่    สายตาคมนั้นเมียงมองอย่างสงบยามนึกถึงความหลังนั้น…  ไม่ใช่เรื่องน่าจดจำนัก…

 

“ผมเลือกที่จะจดจำครับ”   ได้ฟังเช่นนั้น สึนะพลันนึกได้ว่าตัวเองพูดเรื่องไม่ควรพูดอีกแล้ว ….

 

 

สายหมอกจะเคยอยู่ที่ไหนก็ช่าง…

ปัจจุบัน “บ้าน” ของชายหนุ่ม คือที่ๆเขาอยู่…

                “ไปหาซื้อของกันเถอะ!   ร้านตรงหัวมุมนั่นของเยอะดีนะ!”   มือเรียวจับแขนของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก  ไม่อยากให้ร่างสูงต้องใช้พลังงานหมดไปเปล่าๆไม่ได้อะไรเลย..

 

“ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เลยนะครับ”   เจอคำถากถางเข้าไปใบหน้าหวานตวัดหันมามองขวับ  นอกเวลาจะเก็กมากทำไมเล่า!?

 

“นายอยากให้ฉันขรึมตลอดเวลาที่อยู่กับนายเหรอ?”    คำถามย้อนกลับเรียกรอยยิ้มคลี่บางๆที่มุมปาก

 

“ผมชอบคุยกับคุณที่ตามผมไม่ทันมากกว่าครับ”   ร่างสูงเดินนำไป… ทิ้งให้เจ้าบอสปลาหัวฟูขึ้นโวยกระฟัดกระเฟียดอย่างโมโหเบื้องหลัง    รู้สึกตัวอีกที่ตัวเองก็ยืนอยู่คนเดียวซะแล้ว…

 

“มุคุโร่!! ไม่รอกันเลย!!”   ร่างบางเร่งวิ่งตามเข้าไปในร้านขายของที่ระลึกหัวมุมถนน   อยู่กับสายหมอกเมื่อใด.. เป็นต้องโดนปั่นหัวทุกที…

 

 

หากแต่เขาเข้าใจว่านั่นคือการเสแสร้ง

แกล้งทำ หลอกลวงเพื่อให้เขาได้ผ่อนคลายจากความเครียด

 

พื้นข้างกายสายหมอกผู้เข้าใจเขามากที่สุด

พื้นที่ข้างกายที่เขาจะได้ระบายเรื่องในใจ

            บอสใหญ่แห่งวองโกเล่ตามเข้ามาในร้านก็ไม่แลเห็นตัวเจ้าคนที่ทิ้งเขาเข้ามาก่อน   สายตากลมโตกวาดมองไปตามชั้นวางของที่ระลึกมากมาย  ทั้งของชิ้นเล็กชิ้นใหญ่  ของจำลองสถานที่  และเหล่าคริสตัลเครื่องประดับ   หาสายหมอกไม่เจอเจ้าตัวจึงเดินดูของไปพลางๆแทน    ข้าวของมากมายให้เลือกสรรล่อตาล่อใจเต็มไปหมด…

 

 

“ซื้ออะไรดีล่ะนี่…”   อีกไม่นานก็ต้องกลับนามิโมริ.. แล้วจะไม่มีโอกาสได้มา มือเล็กหยิบจับแก้วนำและเรซิ่นปั้นขึ้นมาเมียงมอง  ไม่มีรูปถ่าย..ก็ต้องหาอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ล่ะนะ

 

“อันนั้นสวยแฮะ”   ร่างบางก้าวตรงไปหาเจ้าแบบจำลองหอเอนใกล้ๆนั่น… แต่ดันไม่ระวัง….

 

 

 

ปึก!!! หมับ!!!

 

 

                เผลอเดินชนเข้ากับชายอีกคนซึ่งเดินมาพร้อมกัน.. หมายคว้าของอันเดียวกัน.. และมันก็ร่วงลงทันทีที่จะจับต้อง..   โชคดีที่มือเล็กและมือใหญ่นั้นรองรับเจ้าเรซิ่นปั้นอันนั้นไว้ได้ทัน.. ไม่งั้นคงจะต้องจ่ายค่าเสียหายเสียแล้ว…    ร่างบางเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนเหลือบมองผู้ร่วมชะตากรรมเกือบซวย…

 

 

“เกือบไปแล้ว..ฮะๆ…”   ยิ้มแย้มส่งให้อีกฝ่าย…

 

“นั่นสินะ”   ร่างสูงกว่านั้นเมียงมองเจ้าปลาหัวฟู.. สายตานั่นสะกดให้เขานิ่งงันไป…    มือที่ยังคงจับเจ้าแบบจำลองนั่นไว้.. ยังคงแตะกันไม่ยอมปล่อย..

 

ได้ยินเสียง… เสียงของวงล้อบางอย่าง…

เคลื่อนตัวไป…

ชายหนุ่มร่างสูงกว่าเขานั้นมีเรือนผมสีงาช้างแปลกตา   นัยน์ตานั้นมีสีแบบเดียวกับอัญมณีสีม่วงอย่างอเมทิสต์   ใต้ตามีรอยสักสีดำเป็นจุดเด่นให้มองไปเป็นอย่างแรกบนใบหน้าคมหล่อเหล่านั่น  สวมชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ทับเสื้อเชิ้ตสีดำขลับ…   เขาคิดไปเองรึเปล่านะ.. มองแว่บแรกนึกว่าโฮสน่ะ!?

 

 

“อะ…เอ่อ.. มือ..”  นัยน์ตากลมโตมองดูมือของตัวเองและมือของอีกฝ่ายยังคงจับของสิ่งเดียวกันเอาไว้.. ถ้าอีกฝ่ายไม่ปล่อยเขาก็ปล่อยไม่ด้ายย!!?

 

“มือนุ่มดีนะ”  นั่นมันไม่ใช่ปัญหา!?  เจ้าปลาป๊อดแอบโวยในใจ    พลันแลเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าคมนั้น.. ใบหน้าของตนเองวับสีเป็นสีชมพูอ่อน..

 

“ผมจะเอาของวางเก็บที่เดิมครับ”    เสียงหวานเอ่ยบอกให้ผู้แอบแต๊ะอั๋งปล่อยมือเสียที   ชายหนุ่มรับคำด้วยการพยักหน้าน้อยๆและปล่อยมือออกเสียที.. โล่งอก..

 

“แต่ฉันก็เล็งของอันนั้นไว้เหมือนกันนะ”   เนตรสีม่วงนั้นจ้องมองตรงมา…   สึนะลอบมองใบหน้าคมระดับรอยยิ้มตลอดเวลานั่น..   คงจะเป็นคนหัวดื้อ?   มีอันเดียวซะด้วย…

 

“ถ้าคุณจะซื้อก็เชิญครับ  เดี๋ยวผมไปหาอันอื่นก็ได้ครับ”   เป็นฝ่ายเลี่ยงเสียสละเสียแทน    ริมฝีปากคมหยักยิ้มราวกับถูกใจในคำตอบนั่น… ทำไมกันนะ.. เขารู้สึกแปลกๆ…

 

“เธอคงเป็นคนชอบเสียสละ   ถ้ามีคนขอของสำคัญจะให้รึเปล่านะ”   เสียงทุ้มนั้นเอ่ยแว่วมา   ใบหน้าหวานผินมองอย่างงงๆ…

 

“พูดอะไรรึเปล่าครับ?”    เขาได้ยินเพียงท่อนแรกเท่านั้น.. หลังจากนั้นอีกฝ่ายเอ่ยอะไร..?

 

“เปล่าหรอก  ไม่มีอะไร”   รอยยิ้มส่งมาให้นั้นจริงใจ…  แต่ใยห้วงลึกภายในร่างกายเขา.. ลางสังหรณ์บางอย่างมันร้องเตือน.. เตือนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน…

 

 

คิดมากไป…  หรือว่าคิดไปเอง…

ก็แค่คนทีเพิ่งเจอกันเท่านั้น…

 

เป็นแค่คนๆหนึ่งที่บังเอิญเจอ…

ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป….

                “สึนะโยชิคุง  ทำอะไรอยู่น่ะครับ?”    ใบหน้าหวานเร่งหันมองตามเสียงเรียกนามตนนั้น   ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกเมียงมองร่างสูงแปลกหน้าเรือนผมสีงาช้าง…  ไม่คุ้นตา..   รู้สึกแปลกๆ…

 

“หานายไม่เจอ ก็เลยเดินดูของน่ะ”     สึนะเร่งก้าวไปหยุดยืนเบื้องหน้าของร่างสูงเรือนผมสีไพลิน   ใบหน้าหวานนั้นประดับรอยยิ้มสดใส.. ไม่ได้ล่วงรู้ว่าอยู่ในสายตาของชายแปลกหน้า

 

“งั้นเหรอครับ?    แน่ใจนะครับว่าได้เดินหาผม?”    เจ้าปลาหัวฟูแอบสะอึกไปน้อยๆ…  ไม่ได้เดินหาเลย..  เข้ามาในร้านแล้วไม่เจอก็หมดกัน..

 

“ก็นายไม่รอนี่  ร้านมันกว้างไม่อยากเดิน…”   นัยน์ตากลมโตเบี่ยงหลบความผิดของตัวเองและสายตาจ้องหาความจริงจากชายหนุ่ม.. อย่าจ้องเซ่!!!

 

“สรุปว่าเธอไม่เอาสินะ งั้นฉันขอล่ะนะ”    เจ้าของเรือนผมสีงาช้างหยิบรูปจำลองนั่นเตรียมซื้อ    สึนะมองจ้องอย่างนึกเสียดาย…   แต่คงจะช่วยไม่ได้..

 

“ครับ  เชิญตามสบายเลยครับ”    หากให้เดา.. ต่อให้เขาบอกว่าจะซื้อ.. อีกฝ่ายก็คงไม่ยอม..    เขานี่ก็แปลก.. จะไปอ่านนิสัยของคนเพิ่งจะเคยพบกันทำไมนะ…

 

 

บางอย่างมันบ่งบอกว่าคนๆนั้นมีนิสัย….

ชอบเอาชนะ.. และอยากได้ก็ต้องได้…

.

.

.

โหงวเฮ้งมันบอก?

 

เนตรสองสีแปลกประหลาดนั่นจ้องมองเจ้าบอสหัวฟูของเขาและคู่กรณี(?)อย่างนึกแปลกใจ    ยามเมื่อชายหนุ่มผู้นั้นเดินห่างออกไปแล้ว  เสียงทุ้มจึงเริ่มกัดผืนฟ้าของเขา  “ผมนึกว่าคุณจะหวงของเล่นซะอีก”

 

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ!?   ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องไปแย่งกะเค้านี่!!”   เสียงหวานโวยวายใส่คนช่างกัด  คนก็เด็กสองคำก็เด็ก ฟ่อ!!!!

 

“โตแล้วจริงๆด้วยนะครับ เสียดายยังเห็นแก่กินเหมือนเดิม”  มือใหญ่ลูบหัวฟูสีน้ำตาลไหม้หยอกล้อปานลูบหัวเด็กๆ   เจ้าแมว(?)เร่งพองขนขู่ไม่หยุดปาก…

 

“ก็ไม่รู้จะแย่งไปทำไมนี่  ซื้ออย่างอื่นก็ได้”   ทัศนคติของร่างบางเรียกรอยยิ้มบางๆบนริมฝีปากของผู้เคียงกาย

 

 

เป็น “มาเฟีย” สีขาวที่ดี

ไม่ทะเยอทะยาน ไม่เบียดเบียนคนอื่น รักสงบ

 

 

นิสัยดีอันเป็นดาบสองคม

ให้คนอื่นเข้ามาทำร้ายได้

                “ยื่นมือมาหน่อยสิครับ”   ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆนึกสงสัย  หากแต่ยื่นมือบางอย่างว่างาย

 

“ตอนอยู่ฮ่องกงคุณซื้อของให้ผม  คราวนี้ผมจะซื้อให้คุณบ้าง”    มือใหญ่ส่งของสิ่งหนึ่งใส่ในมือเล็กเรียวบาง .. ต่างหูคริสตัลวงกลมชิ้นเล็กสีน้ำเงิน

 

“เอ๋? เห???   มันแพงนี่!?”    สึนะมองดูของในมือตน…   ราคามันมากกว่าที่รัดผมสีเงินที่เขาให้ไปอีกนะ!?

 

“ถูกกว่าแหวนเยอะครับ  ผมคิดว่าให้แหวนคงจะไม่ดีซักเท่าไหร”   ใบหน้าคมประดับยิ้มเจ้าเล่ห์   คนมองกระพริบตาปริบๆอย่างงงๆก่อนจะเข้าใจ…   ก็มีวองโกเล่ริงแล้วนี่?  ใช่มั้ย?

 

“ขอบใจนะ…”   มือเล็กกุมต่างหูในมือเอาไว้พลางแย้มยิ้มสดใส  ของขวัญชิ้นแรก…   รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก..

 

 

เป็นชิ้นแรก.. และสำคัญที่สุด…

 

“ของผมเป็นสีน้ำตาล  ของคุณเป็นสีน้ำเงินนะครับ”   มือใหญ่ชี้ให้นัยน์ตากลมโตนั้นมองไปยังต่างหูแบบเดียวกันซึ่งอีกฝ่ายสวมไว้… สีของดวงตา..?

 

“ร่างนายเป็นภาพมายานี่… แล้วจะสวมได้ไง..”   สมองน้อยๆเริ่มมึนงงในความสามารถของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก… ก็.. ร่างของมุคุโร่อยู่ในคุก!?    ปกติจะกินจะพกของมาจากไหน??  งงเฟ้ย!?

 

“ความลับครับ”   หา….?    ไม่คิดจะอธิบายให้คนโง่อย่างเขาเข้าใจรึไงน่ะ???

 

“ไม่บอกก็ไม่บอก  ไปเดินเที่ยวใกล้ๆหอเอนกันเถอะ”   มือเล็กจับจูงมือใหญ่นั้นพาเดินออกไปนอกร้าน  วันหยุดที่พวกเราได้อยู่ด้วยดำเนินไป…

 

 

โดยที่เราทั้งสอง…

ต่างก็ไม่ได้ยินเสียงของบางอย่างเคลื่อนตัว…

                สองร่างหยุดยืนมองหอเอนจากนอกรั้วกั้น    ดวงตากลมโตสีน้ำตาลไหม้นั้นมองดูอย่างตื่นตาตื่นใจ มันเอนจริงๆอย่างที่หนังสือนำเที่ยวบอก   ข้างๆมีป้ายเขียนบอกห้ามนักท่องเที่ยวขึ้นไป.. ก็เข้าใจอ่ะนะ เป็นเขาก็ไม่กล้าขึ้นไปแล้วล่ะ..กลัวมันจะล้ม!

 

 

“ถ้าสึนะโยชิคุงขึ้นไปมีโอกาสจะล้มสูงนะครับ   คึหึหึ”   สึนะหันมองตาขวาง.. นี่มาอ่านใจเขาได้เรอะ!!  ไม่ได้อ้วนนะเฟ้ยเฮ้ย!

 

“กัดไม่หยุดเลย..กัดไม่หยุดเลย…”   ปากเล็กบ่นมุบมิบไม่ยอมหยุด   ยิ่งบ่นอีกฝ่ายก็ยิ่งหัวเราะตอบ  ปัดโธ่!!

 

 

แกล้งมากไปแล้ว.. จึงเปลี่ยนเรื่อง..

 

“ทำไมอยากไปวาติกันล่ะครับ?”   เสียงทุ้มเอ่ยถามพลางเมียงมองใบหน้าหวาน     คนยืนบ่นหยุดบ่นและมองตรงไปยังมหาวิหารใกล้ๆนั้น…

 

“หืม?  ก็………….”    สึนะลากเสียงยาวเรียบเรียงความคิดในหัวสมองของตัวเอง…

 

“ก็ที่นั่นน่ะ ไปขอพรกับรูปปั้นทองเหลืองของนักบุญเซนต์ปีเตอร์ได้นี่”   เสียงหวานตอบเสียงอ่อยๆ…    อยากจะขอพร…   ขอพรย้ำในความพยายามของเขาให้เป็นจริง…

 

 

อาจจะแปลกที่เขายิ่งเติบโต…

เขายิ่งรู้สึกกังวลใจในอนาคตข้างหน้า…

 

อยากจะขอพรให้เพื่อนพ้องทุกคน…

ลำพังแค่สองมือของเขาจะไปได้ไกลแค่ไหนกันนะ…

อยากขอพรให้คนข้างกาย…

ได้มีความสุขมากๆด้วย…

                “กลัวอนาคตรึไงครับ?”   เสียงทุ้มถามย้ำ..   ทุกครั้งยามสนทนากัน..   ทุกคราแฝงความไม่สบายใจไว้ภายใน   อนาคตนั้นมองไม่เห็น.. และไม่อาจรู้ว่าฟ้าจะกำหนดสิ่งใดมา..

 

“อืม.. ก็ตั้งแต่วันที่เจอรีบอร์นในวันนั้น.. ฉันก็ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าชีวิตของฉันจะไปทางไหน”    สายตาเมียงมองตรงขึ้นไปยังฟากฟ้าไกล..  ไม่อาจล่วงรู้ว่าจะเริ่ม.. และจบที่ใด..

 

“ไม่มีใครอ่านอนาคตได้หรอกครับ”   ต่อให้เป็นผืนฟ้า.. ก็มิอาจล่วงรู้…  ว่าจะจีรังตลอดไปหรือไม่..

 

“แหะๆ  อย่าพูดเรื่องหดหู่กันเลย  เสียบรรยากาศแฮะ”    มือเล็กปัดไปมาเปลี่ยนเรื่องเสียที   ริมฝีปากเรียวนั้นฝืนแย้มยิ้มปิดบังความกังวลของตนเองไว้..  แปลกจังนะ.. เขาเป็นอะไรนี่..

 

“คุณชอบกังวลอยู่เรื่อยนะครับ”   มุคุโร่วางมือของตนบนศีรษะเล็กปกคลุมด้วยไหมสีน้ำตาลไหม้นั่น   มีเพียงร่างสูงเท่านั้น… ที่รับรู้ว่าเขากังวลสิ่งใด…

 

เพราะเขาไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็น

ไม่อยากให้คนรอบข้างต้องกังวลไปด้วย…..

                อนาคตเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น… อนาคตไม่รู้จะเริ่มต้นจากจุดใด.. จะเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้? มะรืนนี้ หรือต่อไป?  ไม่มีใครล่วงรู้… ไม่มีใครจะทราบ…   คนเดินดินธรรมดา… จึงต้องเดินไปตามเส้นทางที่ถูกขีดเอาไว้.. ให้ก้าวเดิน…

                “เจอกันอีกแล้ว”    เสียงของบุคคลที่สามเรียกให้ทั้งสองร่างหันไปเมียงมอง     ชายหนุ่มเรือนผมสีงาช้างซึ่งได้พบกันในร้านขายของยืนอยู่ไม่ห่างจากพวกเขานัก…

 

สึนะแลมองท่าทางของอีกฝ่าย… ยิ่งรู้สึกว่าไม่ใช่นักท่องเที่ยว..  “มาเที่ยวเหรอครับ?”   ยืนพาดสูทกับไหล่ตนเองแบบนั้น..  จะบอกว่ามาเที่ยวก็คงไม่ได้.. แต่งตัวเป็นทางการอย่างบอกไม่ถูก..

 

“มีธุระแถวนี้นิดหน่อยน่ะ”   เนตรสองสีจ้องมองใบหน้าคมของคนแปลกหน้าผู้นั้นอย่างไม่ไว้ใจ..   รู้สึกถึงบางอย่าง.. ที่หลอกลวง…

 

“ไปเดินดูตรงอื่นกันเถอะครับ สึนะโยชิคุง”   มือใหญ่เร่งจับมือเล็กของบอสใหญ่แห่งวองโกเล่กระตุกดึงน้อยๆให้เดินตามไปทางอื่น    รู้สึกถึงบางอย่าง… ที่ไม่น่าไว้ใจ…

 

“อ่ะ….เอ๋?   งั้นขอตัวนะครับ”  ศีรษะน้อยผงกลาเจ้าของเรือนผมสีงาช้าง   ก่อนจะไปนั้น  ร่างสูงยื่นดอกไม้ดอกหนึ่งส่งให้.. เนตรกลมโตนั้นมองเจ้าดอกไม้สีขาวในมือใหญ่นั่นอย่างแปลกใจ..

 

“มีแม่ค้าแถวนี้ให้มา  คิดว่าคงจะเหมาะกับเธอมากกว่า  ถือว่าทดแทนเรื่องในร้านขายของนั่น”    ดอกกล้วยไม้สีขาว…  ชวนให้นึกถึงบางคน.. บางคนที่เขาไม่เคยเห็นหน้า…

 

 

ใครบางคนที่เขาอยากจะพบ…

บอสใหญ่แห่งไวท์สเปล.. ของมิลฟิโอเร่แฟมิลี่…

                “ขอบคุณนะครับ”  มือเล็กรับดอกกล้วยไม้สีขาวดอกใหญ่ไว้ในมือ    ร่างสูงเรือนผมสีงาช้างนั้นตวัดกายหันหลังเดินไปอีกด้าน..   ดังเช่นคนสองคนแห่งวองโกเล่เดินไปอีกทาง….

 

 

กล้วยไม้สีขาว…

นภาสีทอง….

สายหมอกเลือนราง….

 

 

โดยไม่รู้ตัวบางอย่างกำลังดำเนินไป…

วงล้อที่มองไม่เห็นนั้นเคลื่อนตัว…

 

ต่างฝ่ายต่างเดินไปบนเส้นทางของตัวเอง.. คนละทาง.. หากแต่ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าอนาคตกำลังเชื่อมถึงกัน… คนแปลกหน้าที่ได้พบในเวลาอันสั้น…   กับบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงไปชั่วชีวิต..    พวกเราต่างก้าวเดินไปในเส้นทางที่มองไม่เห็น  …

 

 

อนาคตของพวกเรานั้น….

ถูกขีดไปทางไหนกันนะ……

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 12/17/2013 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: