RSS

[TitanFic] Memory of Snowflakes (Levi x Eren) Epilogue

28 ธ.ค.

Title : Memory of Snowflakes
Pairing : Levi x Eren (+Jean , Mikasa)
Gerne : BL , Drama , Romance , NL
Rating : PG

—————————————————————————————————————–

 

ความทรงจำที่ตกผลึกจากอดีตกาลคือภาพอันแสนสุขและเศร้า

หิมะร่วงโรยจากอดีตกาลพัดพาสู่อนาคตนำไปสู่ฤดูกาลใหม่

 

ความทรงจำและเรื่องราวนับร้อยนับพันปีตกผลึกเป็นประกาย

นำทางไปสู่เส้นทางใหม่ที่พวกเราต้องก้าวไป

 

จะเป็นความรักอันเป็นนิรันดร์หรือมิตรภาพที่ยั่งยืน

ฤดูใบไม้ผลิที่มาถึงนี้คือการเริ่มต้นใหม่

Epilogue : Brand new Spring

                อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นสามสิ่งที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกันไม่สามารถตัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปได้  ปัจจุบันเป็นผลพวงของอดีต และปัจจุบันคือต้นน้ำที่พาไปสู่อนาคตที่ยังไม่ได้กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน  ทุกคนต่างไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ ทุกคนต่างไม่สามารถมองเห็นอนาคตได้ ปัจจุบันที่เลือกเดินนี้ต่างไม่แน่นอน

 

น้อยคนนักที่สามารถมองกลับไปในอดีตที่ไกลแสนไกลกว่าแรกเกิดของตัวเอง  เรื่องราวแบบนั้นน่ะช่างฟังดูแสนโรแมนติก  การรำลึกถึงอดีตชาติแบบนั้นน่ะ   ความตายของมนุษย์ที่อยู่ในอดีต ครั้งที่ทุกคนมีชีวิตอยู่ในกรอบของกำแพงอันสูงใหญ่ ต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดต่อไป…

 

กรอบของอดีตนั้นค่อยๆพุพังไป… เป็นความทรงจำให้นึกถึง

                สายลมที่เริ่มอุ่นขึ้นหลายองศาเซลเซียสพัดผ่านเมืองใหญ่  ต้นไม้ที่แห้งเฉาไปจากการพักผ่อนในช่วงฤดูหนาวเริ่มแตกหน่อใบสีเขียวขึ้นมาใหม่  แสงแดดที่ห่างหายไปนานบนฟากฟ้าได้หวนกลับคืนมาทีละน้อย  อากาศที่อบอุ่นขึ้นนี้เป็นสัญญาณบอกการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ

 

มหาวิทยาลัยกว้างเต็มไปด้วยนักศึกษาในชุดลำลองทั้งเก่าและใหม่   หลายคนมาเพื่อรายงานตัวกับที่เรียนใหม่  หลายคนได้เลื่อนชั้นปีสูงขึ้น   ทุกคนต่างใช้ชีวิตโดยไม่หยุดนิ่งไปกับอดีตที่ผ่านมา..   โลกที่หมุนไปนี้ไม่เคยหมุนย้อนกลับไป

 

คือฤดูใบไม้ผลิครั้งที่ 1 นับจากฤดูหนาวครั้งที่ 2000

                หญิงสาวในชุดเดรสกระโปรงสั้นทะมัดทะแมงคลุมทับด้วยคาดิแกนสีน้ำตาลอ่อนนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด  สายลมที่พัดมาเบาๆจากหน้าต่างพัดให้เส้นผมสีน้ำตาลเข้มนั้นปลิวไหวเบาๆ   ผมที่เคยยาวเหยียดตรงนั้นตัดสั้นลงเหลือเพียงแค่ประบ่า  ปลายผมจึงกระดกไปหน่อยพาให้ต้องรวบผมส่วนหนึ่งไว้ครึ่งศีรษะ

 

ดวงตาสีมรกตจดจ้องยังตัวหนังสือเต็มหน้ากระดาษ  มืออีกข้างก็คอยจดเนื้อหาบางส่วนออกมาเพื่อนำไปใช้ทำรายงานส่งอาจารย์   นักศึกษาโบราณคดีในชั้นปีที่สูงขึ้นเริ่มมีงานที่มากขึ้น  และอาจต้องเดินทางอีกครั้ง..  การเดินทางตามหาเพื่อการเรียน… ไม่ใช่เพื่อตามหาความทรงจำ

 

“ลมดีนะ”  วันนี้อากาศสดใสสมกับเป็นฤดูใบไม้ผลิ  อากาศที่เคยเห็นก็ค่อยๆมีอุณหภูมิสูงขึ้น  อีกไม่นานสีสันก็จะกลับมาสู่เมืองอย่างสมบูรณ์

 

เอเลนก้มหน้ากลับมาอ่านหนังสือ   “เอเลน  เธอกินข้าวรึยังน่ะ?”    แต่แล้วเสียงของชายหนุ่มดึงให้เธอเงยหน้าขึ้นจากหนังสือตรงหน้า  ร่างสูงสวมคาดิแกนสีน้ำเงิน เชิ๊ตสีขาว กางเกงยีนส์ยืนจ้องหน้าเธออยู่ตรงนั้น

 

“กะว่าจะไปกินหลังจากนี้แหละ  ไม่ได้รีบ”   เธอตอบกลับไป  ชายวัยเดียวกันผมสีน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามและนั่งลงจ้องหน้าทันที

 

“ทำอย่างกับลดความอ้วน ถ้าไม่ตามเดี๋ยวก็ลืมกิน”   เอเลนหรี่ตามองคนตรงหน้าคล้ายกับต่อต้านคำพูดนั้น  ฟังคำนั้นจบจึงหยิบปากกามาคั่นหน้ากระดาษเอาไว้

 

“นายมาคอยเตือนเรื่องกินข้าวอย่างกับแม่เลยน่ะแจน”   นักศึกษาสาวถอนหายใจ   คู่สนทนาหัวเราะในทันทีพร้อมก้าวท้าวคางมอง

 

ประโยคแบบนี้น่ะ…ชวนให้นึกถึงเรื่องราวบางอย่าง   “สลับกันรึเปล่านะ  เมื่อก่อนฉันจะเป็นคนพูดคล้ายๆแบบนี้”  เรียวปากคมยิ้มจางๆ…

 

นานแสนนานมาแล้วในที่ๆไม่มีอยู่บนโลกนี้แล้ว…

อาจจะเป็นช่วงฤดูร้อน…หรือฤดูใบไม้ร่วง…

                เอเลน เยเกอร์ลดสายตาลงมองพื้นโต๊ะไม้   [เมื่อก่อน] [อดีต] [เรื่องที่ผ่านไปแล้ว] สิ่งที่อยู่ห่างไกลเกินกว่า 20 ปีที่ลืมตาดูโลกนั้น…   เรื่องพวกนั้นคือดีตที่ตัดสินใจทิ้งไปแล้ว    “เพื่อนผู้ชายเขาไม่จุกจิกใส่เพื่อนผู้หญิงหรอกนะ”

 

คำว่า [เพื่อนผู้ชาย] กับ [เพื่อนผู้หญิง]  เป็นคำเรียกพาให้คนฟังหัวเราะ  “ไปกินข้าวเถอะ  ไหนๆฉันก็มาตามเธอถึงในห้องสมุด”  แจนถือวิสาสะเก็บของให้กับหญิงสาว

 

เอเลนที่โดนมัดมือชกได้แต่ถอนหายใจ   “จ้าๆ…..”   ยอมจำนนให้กับคำชวนนั้น  ถ้าอีกฝ่ายไม่พาออกไปกินข้าวตอนนี้  เธอก็อาจจะอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ติดพันจนลืมกินข้าวไปจริงๆก็ได้

 

“ถ้าไม่ลุกไปกินซะที ฉันจะคิดว่าเธอกำลังไดเอตนะยายลูกเจี๊ยบ”  ร่างสูงยิ้มกวนมาให้  คนฟังจึงจับหนังสือมาตบที่แขนนั่นก่อนจะลุกขึ้นตามคำบอก

 

“ลุกแล้วแฮมสเตอร์”   สองร่างลุกจากที่นั่งในห้องสมุดไปยังทางออก   ภาพที่เดินเคียงข้างกันไปเป็นภาพที่หลายคนชินตา

 

นับตั้งแต่วันคริสมาสต์เมื่อปลายปีก่อน…  เวลาเดินต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว  หันมองปฏิทินอีกครั้งก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิและเดือนพฤษภาคม   เกือบครึ่งปีแล้วที่ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตปกติธรรมดาของตัวเอง อยู่กับเพื่อนฝูง ครอบครัว กลับบ้าน ไปมหาวิทยาลัย เที่ยวเล่น …

 

….5 เดือนที่แล้วเป็นเรื่องราวที่เหมือนความฝัน…

เหมือนเกล็ดหิมะที่หล่นลงมาสู่มือ…สวยงาม..และละลายหายไป

                หนึ่งหญิงหนึ่งชายเดินออกไปยังโรงอาหารของมหาวิทยาลัยซึ่งเต็มไปด้วยนักศึกษาหลากหลายชั้นเรียน  ที่แห่งนี้เริ่มแน่นขนัดเกินไปสำหรับจำนวนคนที่มากขึ้นทุกปี  หลายๆคนจึงเลือกออกไปกินอาหารข้างนอกแทน  กิจการร้านอาหารรอบสถานศึกษาจึงได้เฟื่องฟูขึ้นมา

 

“มีที่นั่งมั้ยล่ะนั่น”  แจนมองไปรอบๆเพื่อหาที่ว่างก่อนที่จะไปหาของกิน  เอเลนมองดูโรงอาหารที่มีเหล่านักเรียน..  เธอเผลอยิ้มออกมาจางๆ…

 

บางครั้งภาพแบบนี้ก็ทำให้เธอนึกถึงความทรงจำบางอย่าง  แม้จะไม่ได้ตั้งใจนึก  แต่ก็เผลอมองเห็นซ้อนทับกันในบางครั้ง ภาพของทหารฝึกหัดเต็มห้องโถงร่วมกินข้าวเช้า เที่ยงและเย็นด้วยกัน    “ถ้าไม่มีก็ไปกินข้างนอกก็ได้  คนแน่นขนาดนี้”

 

“นั่งด้วยกันก็ได้นะเอเลน แจน”   น้ำเสียงทุ้มเย็นดังมาจากเบื้องหลัง   เผยให้เห็นเจ้าของเสียงซึ่งมีเส้นผมสีดำสวมใส่เสื้อผ้าสีขาว  จะแปลกตาไปก็ตรงที่ไม่สวมใส่ผ้าพันคอสีน้ำตาลแดง

 

“มิคาสะ  นายมากินข้าวคนเดียวเหรอ?”   ดวงตาสีเขียวมองอาหารในมือของชายหนุ่มร่างสูงกว่า  เขาพยักใบหน้าตอบแทนคำพูด

 

ที่นั่งซึ่งว่างเพียงโต๊ะเดียวพอจะนั่งได้ถึงสี่คนนั้นมีกระเป๋าและหนังสือวางจองเอาไว้   หากเป็นปกติคงมีคนแย่งที่นั่งไปแล้ว แต่ที่ไม่เป็นแบบนั้นคงเพราะเจ้าของที่จองเอาไว้คือชายหนุ่มคนนี้ก็เป็นได้  ชายหญิงทั้งสองจึงได้อานิสงก์ที่นั่งไปด้วยไม่ต้องไปหาใหม่

 

“งั้นเธอนั่งนี่ล่ะเอเลน ฉันจะไปซื้อให้”  ชายหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ   เอเลนไม่ทันจะบอกอะไรอีกฝ่ายก็เดินไปอย่างว่องไวแล้ว

 

“ยังไม่ทันจะตอบเลย…. ประจำๆ”  คงเพราะรู้อยู่แล้วว่ากินอะไรไม่กินอะไร  การถามก่อนจึงไม่จำเป็นนักสำหรับบางคน

 

ภาพแบบนั้นชวนให้ชายผมดำร่วมโต๊ะยิ้มจางๆ    “ไม่แปลกใจที่คนในมหาลัยส่วนมากจะเข้าใจว่าทั้งสองคนกลับมาคบกันใหม่”  หรืออีกนัยหนึ่งคือไม่เคยเลิกกันก็ได้

 

นักศึกษาโบราณคดีสาวถอนหายใจออกมาเมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้น  “มิคาสะก็ได้ยินมาแบบนั้นเหรอ?   ฉันไม่อยากไปตามแก้อะไรหรอก”   ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องหมางเมินใส่กันสักนิด…

 

            อดีตคนรักซึ่งมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากกว่านั้น…

มากเกินกว่าจะตัดขาดไปเพียงเพราะเลิกลาต่อกันไป….

                ชายหนุ่มหยิบช้อนและส้อมขึ้นมาจัดการกับพาสต้าที่วางตรงหน้า    “ถ้าผมไม่รู้จักพวกเธอทั้งสองคนก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน”   หากพูดให้ถูกคือถ้าไม่รู้จักอดีต….

 

เอเลนหัวเราะเบาๆที่ได้ยินแบบนั้น  มันอาจจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนอื่น… จริงๆมันก็เป็นเรื่องที่แปลกและน่าเหลือเชื่อที่ยากจะเกิดขึ้นกับใครหลายคน  การรำลึกถึงอดีตชาตินั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์  เป็นเรื่องที่เพ้อฝัน แต่มันเกิดขึ้นได้จริง….

 

“…มันก็มีผลนะ.. การที่จำเรื่องราวอะไรต่างๆได้น่ะ…”    ถ้าบอกว่าไม่มีก็คงเป็นเรื่องโกหก  ถึงแม้จะตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเองไปแล้วก็ตามที…

 

“เอเลน  ถ้าเกิดในอดีตพวกเราคนใดคนหนึ่งไม่เคยมีความปรารถนาบางอย่าง  ในเวลานี้ตอนนี้พวกเราอาจจะไม่ได้เจอกันก็ได้”  หรืออาจจะเจอ… แต่เป็นเพียงแค่คนที่เดินสวนกันไปตามท้องถนน…

 

ริมฝีปากสีชมพูอ่อนหยักยิ้มตอบ  “ฉันเคยคิดเรื่องนี้บ่อยๆนะตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา”  การที่ได้มาเจอกันนั้นไม่ใช่เรื่องน่าเสียใจ..

 

บนโลกใบนี้มีผู้คนมากมายที่เฝ้าตามหาคนที่เป็นเนื้อคู่ของตัวเอง คนที่ตัวเองรัก  คนที่จะมามอบเรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์ให้กับชีวิต ไม่ว่ามันจะจบลงในรูปแบบใดก็ตามที อย่างน้อยมันก็คือประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต  ที่บางคนไม่มีโอกาสจะได้เจอ

 

“ฉันกับแจน เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ”  เป็นเพื่อนที่เชื่อใจ และรู้จักกันและกันมากในช่วงเวลานี้   นี่อาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องราวในอดีต…

 

มิคาสะจ้องมองใบหน้าของหญิงสาว  สีหน้าที่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป   “เอเลนมีความสุขกับทางเลือกแบบไหน สำหรับผมแล้ว ผมก็ยินดีไปกับเส้นทางนั้นด้วย”

 

พันธนาการในฐานะผู้สังเกตการณ์นั้นจบลงไปแล้ว  นับจากวันนั้นที่เริ่มนับ 1 ใหม่อีกครั้งกับโลกใบนี้  เลือกที่จะเดินไปกับมิตรภาพในปัจจุบันนี้   ถึงกระนั้นความสุขของเอเลน เยเกอร์ ก็คือความสุขของชายหนุ่มอยู่ดี  ทั้งในฐานะเพื่อนในอดีต และเพื่อนในปัจจุบัน

 

อดีตอาจจะเลวร้ายและต้องการแก้ไข…

แต่มันก็ได้สร้างปัจจุบันที่ดีกว่าเดิมในหลังจากนั้น….

 

                ยามที่เพื่อนซึ่งยิ้มไม่บ่อยยิ้ม  มันทำให้เพื่อนที่เห็นยินดี    “มิคาสะยิ้มบ้างก็ดีแล้ว  หน้าตานิ่งเย็นชาเกินไปเดี๋ยวจะไม่มีสาวๆกล้าเข้าใกล้นะ”   เอเลนยิ้มแย้มตอบและแนะนำ

 

แจนกลับมาพร้อมกับอาหารส่วนของสองคน  หากแต่นักศึกษาหนุ่มไม่ได้นั่งลงข้างๆหญิงสาวอย่างที่ควรจะเป็น  มันเป็นการสร้างระยะที่เหมาะสมอย่างหนึ่งที่คนโดนทำให้แอบขำอยู่ในใจมากกว่าจะชื่นชม  จะนั่งตรงไหนก็ไม่ได้เปลี่ยนข่าวลือไปได้

 

“ขอบใจนะ  ตอนบ่ายมีเรียนสินะทั้งสองคนเลย”  เธอถามพลางมองหน้าชายทั้งสองซึ่งมีสีผมแตกต่างกัน  ทั้งคู่ต่างพยักหน้า

 

“ถามแบบนี้คิดจะไปไหนน่ะ?”   แจนถามกลับไป   เพียงแค่มองหน้าก็ราวกับเห็นความคิดในใจอีกฝ่ายเขียนอยู่บนหน้าผาก

 

การที่รู้จักกันดีบางครั้งก็ทำให้ปิดบังยาก   “ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก  จะชวนไปดูพิพิธภัณฑ์น่ะ  วันนี้เปิดวันแรก  แล้วก็ค่าตั๋วเป็นกลุ่มถูกลงด้วยนะ”

 

คำชวนซึ่งมีจุดประสงค์พาให้อดีตแฟนหนุ่มยื่นมือไปดีดหน้าผาก   “ได้ยินแบบนี้แล้วต่อให้ว่างก็ไม่ไปล่ะ”  เอ่ยจบก็หัวเราะขำขัน

 

แม้แต่มิคาสะ แอคเกอร์แมนก็แอบหัวเราะเบาๆที่เห็นทั้งคู่เถียงกัน  ภาพแบบนี้ก็เห็นได้ไม่บ่อยนักสำหรับคนที่เลี่ยงการถกเถียงกันมาตลอด  การถกเถียงกัดกันเล็กน้อยจึงดูมีชีวิตชีวามากกว่าหลายเดือนก่อนหน้านี้  ซึ่งทั้งคู่ก็รู้ตัวเองดีไม่ต่างกัน

 

“ไปเถอะเอเลน  ขอโทษด้วยนะที่ไม่ว่าง”   ร่างสูงใบหน้าขรึมตอบกลับ   การชวนอ้อมๆจึงไม่ได้ผลและต้องไปตามลำพังคนเดียว

 

“ไม่เป็นไรหรอกฉันไปคนเดียวได้อยู่แล้ว”  หญิงสาวเพียงคนเดียวบนโต๊ะอาหารหยิบช้อนและส้อมขึ้นมาเตรียมลงมือกินมื้อเที่ยงของตัวเอง

 

แต่สิ่งหนึ่งก็พาให้เธอเงยหน้าขึ้นเสียก่อน   “มิคาสะ  ไม่ต้องเอาพริกหยวกของฉันไปก็ได้นะ  ฉันกินได้”  เธอจ้องเขม็งไปยังชายที่อยู่ตรงหน้า

 

ชายเจ้าของผมสีดำจ้องมองพริกหยวกที่ตักมาก่อนจะคลี่ยิ้มจางๆ  “ลืมไปน่ะ  มันเคยชิน”  จากอดีตเมื่อนานแสนนานมาแล้ว.. และเผลอตัวไปในบางครั้ง

 

เอเลน เยเกอร์หัวเราะสดใสไปกับความเคยชินกับอดีตของชายหนุ่มซึ่งเคยใส่ผ้าพันคอสีน้ำตาลแดงอยู่ตลอดเวลา  นักศึกษาสามคนสนทนากันไปพลางทานข้าวกันไปพลาง  พูดคุยกันในเรื่องราวความเป็นไปในมหาวิทยาลัยและโลกกว้าง…

 

ถึงแม้เวลาผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้ว  ความทรงจำที่ได้เก็บเกี่ยวกลับมาเหมือนจิ๊กซอร์นั้น  ก็มิได้หายไปเพียงเพราะการตัดสินใจเดินไปในเส้นทางอื่น  มันยังคงอยู่ในห้วงลึกของจิตใจไม่ได้ลบเลือน   ฤดูหนาวครั้งที่ 2000 ของพวกเราได้จบสิ้นลงไปแล้ว   หิมะสุดท้ายจากอดีต..ได้ละลายหายไป

 

…เหลือไว้เพียงความสัมพันธ์ในปัจจุบันที่เกิดจากร่องรอยของหิมะ…

….สายสัมพันธ์ที่สว่างไสว….

                ผู้คนในเมืองใหญ่มากกว่า 99% ต่างมีความทรงจำที่เริ่มต้นจากแรกเกิดจนถึงช่วงอายุในปัจจุบันของตัวเอง   พวกเราซึ่งเป็น 1% นั้นอาจจะเป็นกลุ่มคนที่นักวิทยาศาสตร์หรือนักโบราณคดีอยากพบและรู้จัก  หรืออาจจะเป็นคนที่นักเขียนอยากจะรู้ว่าการรำลึกถึงอดีตได้มันเป็นอย่างไร

 

หญิงสาวในชุดโทนสีน้ำตาลอ่อนเดินไปตามท้องถนนใหญ่  สวนผ่านผู้คนเดินถนนมากมาย  แม้จะมีหลายคนที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน  ยืนรอสัญญาณไฟจราจรเพื่อข้ามถนนด้วยกัน  ผู้คนรอบกายกลับมีบางอย่างที่แตกต่าง.. หรือแท้จริงความรู้สึกแตกต่างนั้นเกิดขึ้นเพราะความทรงจำในอดีตกันแน่

 

ที่ยืนเหยียบอยู่นี้….  ในอดีตกาลมีผู้คนที่ต้องหลั่งเลือด…

เพื่อรักษาดินแดนนี้เอาไว้….

                เหล่าทหารในชุดเครื่องแบบสีขาวน้ำตาล  ผ้าคลุมสีเขียวเข้มที่โบกสะบัดไปเมื่อต้องสายลม  ตราเครื่องหมายที่โดดเด่นอยู่ที่กลางแผ่นหลัง…  ผู้คนเหล่านั้นหลั่งเลือดเพื่อรักษา และเวลานี้คงกระจัดกระจายไปเกิดใหม่เป็นใครสักคนบนดาวดวงนี้…

 

สักวันหนึ่งจะนึกเรื่องพวกนั้นออกหรือเปล่า

จะเดินพบกันบนถนนหนทางในเมืองที่กว้างใหญ่หรือเปล่า

                การที่มีชีวิตอยู่โดยที่หลับตาลงแล้วมองไม่เห็นภาพอดีตที่แสนโหดร้ายนั้น… อาจจะเป็นความสุขที่แท้จริงแล้ว   มีชีวิตประจำวันที่ปกติสุข มีชีวิตที่เป็นตัวเองในเวลานี้  ไม่จำเป็นต้องหวนกลับไปมองข้างหลัง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

 

พิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ตั้งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไม่กี่ช่วงถนน  ตั้งอยู่ในพิกัดที่คนทั่วไปมาได้สะดวก และเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาได้  ตึกสีขาวขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยศิลปะร่วมสมัย  ให้ความรู้สึกไม่เก่าและไม่โบราณมากจนเกินไปเข้ากับตึกรามโดยรอบ

 

“ยินดีต้อนรับค่ะ”  พนักงานต้อนรับและจำหน่ายบัตรเข้าชมยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสในวันเปิดแรกๆ  ถัดไปอีกไม่นานพวกเธอเหล่านั้นอาจจะเริ่มเบื่อหน่ายที่ผู้คนมาน้อย

 

เอเลนซื้อตั๋วและเมื่อก้าวเดินไปได้ไม่กี่ก้าวโทรศัพท์ก็ดังขึ้น  “ค่ะแม่ มีอะไรคะ?”   เสียงเรียกเข้าที่ตั้งเองไว้สำคัญคนในครอบครัว ทำให้เธอรับได้ทันทีโดยไม่ต้องมองหน้าจอให้ดีๆก่อน

 

[ตอนเย็นนี้ไม่ต้องไปรับอาร์มินนะเอเลน  อาร์มินบอกว่าจะกลับบ้านเอง]  น้องชายวัยประถมเริ่มทำตัวเป็นเด็กผู้ชายที่ไม่ต้องพึ่งพาพี่สาว

 

“อาร์มินจะกลับบ้านเองเหรอคะ ?”  เสียงใสหลุดหัวเราะเบาๆ  เธอไม่ห่วงหรอกว่าอีกฝ่ายจะกลับไม่ได้  เพียงแค่นึกขำที่เห็นพัฒนาการเสียมากกว่า

 

[แล้ววันนี้ลูกไปไหนรึเปล่า จะกลับมากินข้าวเย็นมั้ย?]  มารดาถามก่อนจะถึงเวลาเตรียมอาหาร  ลูกสาวคนเดียวของบ้านเป็นคนไม่ติดที่นัก

 

“กลับไปกินสิคะ  จะไปไหนได้ แฟนก็ไม่มีซักหน่อย”   หญิงสาวพูดติดตลกเรียกเสียงหัวเราะให้กับคนเป็นแม่ที่สนทนากันอยู่

 

[งั้นกลับมากินข้าวที่บ้านนะ  วันนี้พ่อเค้าก็กลับมากินข้าวที่บ้าน]  แล้วปลายสายก็วางสายไป  ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบและมีความสุข

 

บ้านที่พร้อมให้กลับไปเจอคนในครอบครัวอยู่เสมอ  บ้านที่ทุกคนในบ้านมีรอยยิ้มที่มีความสุข  เพียงแค่สิ่งนี้ก็เตือนให้รู้ว่าแตกต่างจากอดีตมากแล้ว   เอเลนเก็บโทรศัพท์ใส่ในกระเป๋าถือก่อนจะก้าวเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ที่เงียบจากเสียงผู้คน

 

ดนตรีคลาสสิคคลอบรรเลงในห้องโถงไม่ให้เงียบจนเกินไป   สิ่งของที่วางแสดงในแต่ละส่วนของพิพิธภัณฑ์บอกเรื่องราวของประวัติศาสตร์ในที่ต่างๆ  ของเก่าที่มีอายุร้อยปีบ้างพันปีบ้าง  ของจริงบ้าง เป็นของจำลองขึ้นมาบ้าง  แต่สิ่งของทุกอย่างก็รอยเรียงเรื่องราวในอดีตให้เป็นภาพขึ้นมาอย่างชัดเจน

 

                เครื่องจานชามบอกวิถีชีวิต อาวุธบอกการต่อสู้

ชิ้นส่วนอาคาร ภาพวาด สิ่งถักทอ… ทุกอย่างต่างมีเรื่องราวของมันเอง

                สำหรับนักศึกษาโบราณคดีแล้ว สถานที่แบบนี้เป็นสถานที่ที่ทำให้รู้สึกสนุกยิ่งกว่าการไปเที่ยวในสวนสนุกหรือที่ๆคู่รักชอบไปเสียอีก   นอกจากจะทำให้สงบยังทำให้คิดรายงานที่จะต้องทำส่งอาจารย์ออกอีกด้วย  ดวงตาสีเขียวแลดูเปล่งประกายยิ่งกว่าการอยู่ในมหาวิทยาลัย

 

ร่างบางสูงโปร่งเดินจากส่วนหนึ่งไปยังอีกส่วนหนึ่ง  ก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง  ดูเหมือนจะเปิดเครื่องปรับอากาศแรงไปหน่อยถ้าเทียบกับจำนวนคนที่อยู่.. อากาศจึงเย็นไปนิดหน่อย   “เย็นไปนะ…”

 

ดวงตาสีมรกตมองไปยังของที่จัดแสดง   ของเหล่านั้นพาให้เธอนิ่งไป… เพราะมันคือของที่เคยจัดแสดงในนิทรรศการที่เธอเคยไปดู   “มิคาสะก็ไม่บอกกันซักนิด….”    ไม่บอกเลยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย…

 

ประวัติศาสตร์กำแพงที่หลายๆคนไม่เชื่อว่ามีอยู่  หากได้จัดแสดงในที่แบบนี้ตลอดไป  คนที่มาเห็นและรับรู้ก็คงรู้ได้ว่ามันมีอยู่จริง…  ได้มาเห็นแบบนี้อีกครั้งก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวเมื่อ 5 เดือนก่อน… และย้อนกลับไปไกลกว่านั้น  ในอกนั้นยังคงรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้นึกถึง…

 

“สักวันหนึ่ง…. อาจจะได้เจอใครอีกหลายคนตามท้องถนนก็ได้….”   เพื่อนร่วมรบ เพื่อนร่วมรุ่น เจ้านาย ใครอีกหลายคนที่คงมีโอกาสได้พบกัน…

 

“ขอโทษนะครับ  จะขอถ่ายรูปตรงนั้นซักหน่อย”   เสียงของชายแปลกหน้าถือกล้องเอ่ยขออนุญาตนักศึกษาสาวทื่ยืนบังอยู่

 

“ได้ค่ะ”  เอเลนเดินหลบออกมา  พร้อมกับเดินผ่านชายแปลกหน้าคนนั้นไป… หากแต่ครู่หนึ่งที่เดินสวนกันนั้น  เส้นผม ใบหน้า สีตา…  เค้าโครงที่คุ้นเคยในความทรงจำชวนให้เธอเหลียวมองกลับไป…

 

…ต่อให้ใครหลายคนจะจำไม่ได้… แต่พวกเรานั้นจำได้…

                หญิงสาวยืนมองชายสูงใหญ่ซึ่งน่าจะมาจากเมืองอื่นนิ่งๆ  เส้นผมสีบรอนด์  นัยน์ตาสีฟ้า  มองจนกระทั่งอีกฝั่งหนึ่งหันมองกลับมา   “มีอะไรรึเปล่าครับ?”

 

“เปล่าค่ะ  แค่รู้สึกคุ้น แต่ว่าไม่ใช่คนรู้จัก”   เธอยิ้มตอบก่อนจะเดินไปยังห้องต่อไปเพื่อไปยังบันไดทางลงชั้นหนึ่งที่อยู่ถัดไป

 

มีความเชื่อกันว่าหากเจอใครบางคนที่รู้สึกคุ้นเคยเสียจนต้องมองเหลียวหลัง  คนๆนั้นอาจจะเป็นคนที่เราเคยได้รู้จักกันมาก่อนในชาติภพที่ผ่านมา  แต่อีกนัยหนึ่งก็อาจจะเป็นเพียงความประทับใจแรกหรือคล้ายคนรู้จักก็ได้..  เพราะทุกคนไม่สามารถระลึกชาติได้

 

ไม่ใช่ทุกคนที่จะติดอยู่ในฤดูกาลอันหนาวเหน็บเมื่อสองพันปีก่อน

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความปรารถนาที่จะเกิดใหม่มาพบกัน…

                หญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้มรู้สึกถึงสายลมพัด   เส้นผมพริ้วไหวตามแรงลมเบาๆที่ยากจะเดาว่ามาจากหน้าต่างหรือเครื่องปรับอากาศ   แต่เมื่อเท้าก้าวลงไปไปตามบันไดที่ทอดยาวเพื่อลงกลับไปชั้นล่างนั้น  ดวงตาสีมรกตก็ต้องนิ่งงันกับบางสิ่งบางอย่าง…

 

แต่ถ้าเคยได้หวังจะเจอกันแล้วล่ะก็…..

                ภาพตรงหน้านั้นคือชายหนุ่มร่างสูงผมสีดำขลับ  นัยน์ตาสีเดียวกับเส้นผมนั้นก็จ้องตรงมาที่หญิงสาวไม่ละสายตาไปไหนด้วยท่าทีประหลาดใจเช่นกัน  เสื้อชุดลำลองสีดำขลับนั้นยิ่งขับให้ตัวตนของชายคนนั้นเด่นจากผนังสีขาวบริสุทธิ์ของพิพิธภัณฑ์

….เกล็ดหิมะที่สวยงามแต่เปราะบางนั้น…ก็อาจจะแข็งแกร่ง…

                ราวกับทุกอย่างพัดผ่านไปยังวันนั้นในปราสาทเก่าๆ…    “รีไวล์ซัง?”   วันนั้นที่เราทั้งคู่ได้พบกันในปัจจุบันกาลแห่งนี้

 

ศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลของบิดาจ้องมองคล้ายกับไม่เชื่อสายตาของตัวเอง  “สวัสดี”  แต่ก็ทักทายกลับไปด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย

 

ต่างคนต่างก็มองหน้ากันและกัน  ไม่มีใครกล้าขยับตัวก่อนหรือทำอะไร..   สุดท้ายเอเลนก็เป็นฝ่ายชวนคุยก่อน  “มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์เหรอคะ”   อีกฝ่ายพยักใบหน้าตอบ

 

นับตั้งแต่ 5 เดือนที่แล้วในวันคริสมาสต์ในความทรงจำ   คนทั้งสองต่างแยกกันไปใช้ชีวิตของตัวเองในหลังจากนั้นและไม่ได้พบกันอีก…  การที่จู่ๆมาพบกันโดยบังเอิญจากที่ทำตัวคล้ายกับหลบหน้าและต่างคนต่างไปแบบนั้น… มันช่างน่าอึดอัดกว่าที่ทั้งคู่จินตนาการเอาไว้

 

“สบายดีรึเปล่า?”   รีไวล์เป็นฝ่ายถามก่อน   นักศึกษาหญิงที่โดนถามถึงกับสะดุ้งและรีบเดินมาหยุดในขั้นบันไดเดียวกันเพื่อไม่ให้เสียมารยาท

 

“สบายดีค่ะ  รีไวล์ซังก็สบายดีนะคะ?”   ได้ยินเรื่องราวผ่านทางบิดาของตัวเองบ้าง.. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวสำคัญอะไร

 

“สบายดี  ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเอเลน”  เสียงทุ้มเรียกชื่อนั้นที่ไม่เคยเพรียกมานาน   น้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ขับให้หัวใจสั่นไหววูบไปในครู่หนึ่ง…

 

เอเลนคลี่ยิ้มตอบกลับ  ความบังเอิญที่ได้มาพบกันในวันนี้ช่างเป็นความบังเอิญจริงๆ…   ราวกับเหตุการณ์พัดพาไปในวันนั้นที่ได้เจอกันในปราสาท  คนหนึ่งยืนตรงนั้น อีกคนยืนตรงนั้น  นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ในปัจจุบันที่ไม่ใช่อดีตที่ผ่านไปแล้ว…

 

การพบกันครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิของการนับหนึ่งใหม่นั้น…

มีความรู้สึกที่แปลกใหม่

                ชายหนุ่มเพ่งมองใบหน้าของหญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้ม  เส้นผมที่เคยยาวยวงกว่าตอนนี้สะดุดสายตา   “เธอตัดผมสินะ  ก็เข้ากับเธอดี”   เหมาะกับบุคลิกที่ไม่ใช่คนอ่อนหวาน…

 

มือเรียวจับปลายผมที่สั้นลงของตัวเองพลางหัวเราะ   “ก็มีคนแซวว่าตัดเพราะอกหักเหมือนกันค่ะ”  แต่ก็เล่าลือกันในอีกทางว่าคืนดีกับแฟนเก่า…   ข่าวสารของคนเรามันช่างหลากหลายนัก

 

เรียวปากคมคลี่ยิ้มตามคำพูดของหญิงสาว   ท่าทางของอีกฝ่ายดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อเทียบกับการพบกันครั้งสุดท้ายนั้น    “ถ้าเธอตัดสั้นจนเหมือนผู้ชายคงน่าคิดมากกว่า”   ตัดสั้นเหมือนในอดีต

 

“แม่บ่นแน่ๆค่ะถ้าตัดสั้นเหมือนผู้ชายแบบนั้น”   เอเลนยิ้มและหัวเราะตอบ  ความอึกอักที่เกิดขึ้นในตอนแรกค่อยๆจางหายไปทีละน้อย….

 

บางทีอาจจะหายไปตั้งแต่ตอนที่บอกลากันในวันคริสมาสต์

 

ตอนที่เราทั้งคู่ต่างยึดติดกับอดีตที่เคยมี.. บทสนทนาทั้งหลายล้วนไม่เป็นธรรมชาติอย่างในตอนนี้หรือเปล่า?  ตอนนี้กลับพูดทุกอย่างออกไปได้ดั่งใจคิด  ไม่ได้พบกัน 5 เดือน  ศัลยแพทย์หนุ่มก็ยังมีใบหน้าที่เย็นชาและนิ่งเฉยเหมือนเดิม คงเป็นบุคลิกที่ไม่เปลี่ยนไปแล้ว

 

“ไม่รบกวนเวลาแล้วล่ะค่ะ  เที่ยวให้สนุกนะคะ”   เอเลนโค้งศีรษะเพื่อบอกลาชายตรงหน้า  จากนี้ก็ยากจะบอกว่าจะได้เจอกันอีกไหม…

 

กระนั้นคำพูดหนึ่งได้สะกดให้เธอไม่กลายขยับตัวจากไป    “ฉันดีใจที่ได้เจอเธอที่นี่”   คำพูดของนายแพทย์ผมสีดำขับให้คนฟังเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย  สายตาที่สบประสานมองหาเจตนาในคำพูดนั้น….

 

“รีไวล์ซัง?”  ในคำพูดนั้นคล้ายกับมีความหมายที่มากกว่านั้น…  มากกว่าการทักทายถามทุกข์สุขของคนผ่านมารู้จักกัน  … ตอนนั้นเราทั้งคู่ได้บอกลากัน… บอกลาเรื่องราวในอดีต….

 

“ทั้งๆที่อาจจะมีโอกาสแค่ 1%  แต่คิดว่าจะได้เจอเธอที่นี่เอเลน”   สายตาที่มองจ้องตรงไปตรงมาไม่มีการหลบเลี่ยง… คำพูดที่แฝงความรู้สึกบางอย่างสะกดให้หัวใจไหววูบ…

 

….ในอดีตนั้นพวกเรามีความปรารถนาที่ทำไม่สำเร็จ….

                5 เดือนนับจากวันคริสมาสต์ คนทั้งสองได้แยกทางเดินไปตามเส้นทางในปัจจุบันของตัวเอง  กลับไปมีชีวิตแบบที่ไม่เคยมีอดีตเข้ามาเกี่ยวข้อง…  แต่การได้มาพบกันนั้นได้หล่อหลวมกลายมาเป็นชีวิตในปัจจุบัน  กลายเป็นเรื่องราวการพบกันในปัจจุบัน….

 

….ในปัจจุบันสายสัมพันธ์ที่สานต่อมานั้น….ก่อให้เกิดความปรารถนา….

 

                นับตั้งแต่วันคริสมาสต์ที่พวกเราได้เอ่ยคำว่า [ลาก่อน]  ความสัมพันธ์ที่เคยมีคล้ายกับถูกตัดขาดจบลงไป แต่….  รีไวล์ใช้คำพูดสื่อผ่านอย่างตรงไปตรงมา   “ตอนนั้นฉันได้บอกคำพูดที่ตัวฉันในอดีตอยากจะบอกกับตัวเธอในอดีตแล้ว”  เพื่อจบความฝันที่ค้างคาใจมาเกือบตลอดชีวิต…

 

“แต่ดูเหมือน 5 เดือนที่บอกลากับเธอในอดีต  ตัวฉันในปัจจุบันจะยังอยากรู้จักเธอในปัจจุบัน”   ถ้อยคำที่วาดระบายสีแดงฝาดลงบนใบหน้าใสของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว…

 

“….. ดะ..เดี๋ยวก่อนนะคะรีไวล์ซัง….”   เอเลนเริ่มพูดไม่ออกทำอะไรไม่ถูก

 

มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิครั้งใหม่….

                มือแกร่งยื่นออกไปสัมผัสมือเรียวของนักศึกษาโบราณคดีสาว  “มาทำความรู้จักกันใหม่  เอเลน เยเกอร์”   เธอและฉันในปัจจุบันแห่งนี้…..

 

ด้วยความรู้สึกของคุณหมอหนุ่มถึงนักศึกษาหญิง…..

 

                สายลมของฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่สายลมหนาวอย่างฤดูหนาว  เป็นลมที่อบอุ่นแฝงกลิ่นไอของมวลไม้ที่ผลิดอกและใบใหม่…  ก้าวผ่านกาลเวลาที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ในฤดูหนาวนับร้อยนับพันปี…   ไม่ใช่ทหารสองคนในวันนั้น   ไม่ใช่โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเพราะความตายของพวกเราทั้ง 4 คน….

 

คำว่า [ลาก่อน] ในวันนั้น….มีความหมายถึง [การเริ่มต้นใหม่]

 

                ดวงตาสีมรกตจ้องมองใบหน้าคมที่ไม่ยอมละสายตาไป   สัมผัสจากมือแกร่งนั้นช่างให้ความรู้สึกแตกต่างจากเมื่อครึ่งปีก่อน….ริมฝีปากเรียวค่อยๆหยักยิ้มตอบกลับไป   “งั้นก็…ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะคะรีไวล์ซัง”

 

ศัลยแพทย์ผู้มีเส้นผมและนัยน์ตาสีรัตติกาล

                สัมผัสจากมือทั้งสองคือการจับมือเพื่อแทนการเริ่มต้น   ใบไม้เริ่มผลิสีเขียวอ่อนจากกิ่งก้านที่แห้งเหี่ยวเป็นสีหม่นหมองของฤดูหนาว  เมฆที่เคยบดบังพระอาทิตย์เคลื่อนตัวออกไป เผยให้เห็นแสงที่สดใสส่องผ่านลงมายังเมืองใหญ่  เมืองสีเทาเริ่มสว่างไสว….

 

เหมันต์นั้นยาวนานและเต็มไปด้วยสีขาวบริสุทธิ์ของหิมะ….

                ชายหนุ่มในชุดสีขาวมองผ้าพันคอสีน้ำตาลแดงในกระเป๋าและเก็บมันเอาไว้อย่างนั้น  ดวงตาคมมองมันด้วยรอยยิ้มจางๆก่อนจะรูปซิปปิดกระเป๋าถือเพื่อเดินออกจากห้องฟังบรรยายเพื่อไปยังที่ต่อไป   ภายนอกหน้าต่างมองเห็นนักศึกษาวัยรุ่นที่ได้ใช้ชีวิตปกติธรรมดา

 

มหาวิทยาลัยที่เปี่ยมล้นด้วยพลังงานอันแสนสดใส   “อากาศดีนะ ฤดูใบไม้ผลิ”   ฤดูใบไม้ผลิที่แท้จริงของพวกเราทั้ง 4 คน….

 

ปุยนุ่นสีขาวนั้นทับถมกลบเอาทุกอย่างเอาไว้รอให้ถึงวันที่มันจะละลายหาย…..

 

ในห้องบรรยายอีกห้องหนึ่ง อาจารย์เดินบรรยายหน้าห้องพร้อมกับเหลือบมาเห็นกลุ่มนักศึกษาชายหลังห้องที่ไม่ตั้งใจเรียนนัก  ปากกาไวท์บอร์ดสีน้ำเงินปาออกไปกระแทกหน้าผากของชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบหงายหลัง  มือแกร่งยกขึ้นมาแตกหน้าผากด้วยความงุนงง

 

“ขอโทษทีนะแจน อาจารย์ปาพลาดไปหน่อย”    เสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมห้องดังขึ้นทันทีที่ได้ยิน   คนโดนลูกหลงก็ได้แต่โวยวายกลับ

 

….ฤดูกาลอันหนาวเหน็บที่ขังเอาความรวดร้าวเอาไว้….

 

ทำไมคนเราจึงเกิดมาเพื่อพบกัน?  ทำไมคนเราจึงสานสัมพันธ์กับคนที่เพิ่งเคยพบกัน?   กลายมาเป็นเพื่อน  เป็นครอบครัว เป็นคนรัก  เป็นศัตรู  ความสัมพันธ์นั้นมาจากไหนและจะดำเนินไปในทิศทางไหน…  ตราบเท่าที่ไม่อาจรำลึกถึงอดีตได้  มนุษย์ก็มีทางเลือกคือการก้าวเดินไปกับปัจจุบัน….

 

…แม้เป็นวัฏจักรของสีขาว แต่สักวันหนึ่งมันก็จะผ่านพ้นไป…

                พิพิธภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของอดีตกาล  มีเพียงคนสองคนที่ยืนอยู่กลางสิ่งที่เรียกว่าอดีตและปัจจุบัน  มือทั้งสองค่อยๆละออกห่างจากกัน  ใบหน้าของหญิงสาวยังคงประหม่าจากการเริ่มต้นใหม่  จากวันนี้ไปเราทั้งคู่จะเป็นอย่างไรต่อไปก็ยากจะรู้

 

ชายหนุ่มร่างสูงกว่าในอดีตจ้องมองใบหน้าใส  เอ่ยคำชวนกลับไป  “ไม่มีเรียนสินะ  ไปดื่มชาด้วยกันไหมเอเลน?”  การเริ่มต้นทีละก้าว….

 

ก้าวไปอย่างเชื่องช้าแต่อาจจะมั่นคง….  “ค่ะ”   เอเลนคลี่ยิ้มตอบพร้อมกับก้าวเดินลงบันไดเคียงข้างนายแพทย์หนุ่มไป…

 

นานแสนนานมาแล้วเมื่อ 2 พันปีก่อน..

โลกที่ควรจะกว้างใหญ่ กลับมีมนุษย์ที่ถูกขังเอาไว้ในกำแพงเพื่อเผชิญกับโลกที่โหดร้าย

พวกเราคือทหารที่ออกไปเผชิญกับโลกภายนอกกำแพง

 

คำบอกลาเมื่อสองพันปีที่แล้วคือความตาย   คำบอกลาเมื่อเหมันต์ที่ผ่านพ้นคือการจบเรื่องราวในอดีต   คำทักทายในฤดูใบไม้ผลิคือตัวเราที่เป็นตัวเรา….  ความปรารถนาในอดีตคือการพบกันใหม่  ความปรารถนาในปัจจุบันคือการสานต่อไปยังอนาคต… จะความรักหรือมิตรภาพ…

 

ความสัมพันธ์ของพวกเราก็ถูกทับถมไว้ใต้หิมะนานแสนนาน….

สองร่างเดินเคียงข้างกันบนถนนที่ทอดยาวของเมืองใหญ่   เค้าร่างที่คล้ายคลึงแต่กลับแตกต่างไปจากอดีตที่ก้าวผ่านหิมะที่โปรยปราย… ใบหน้าที่มีรอยยิ้ม  บทสนทนาที่มีชีวิตชีวา  วันนี้ไม่มีหิมะอีกต่อไปแล้ว  จะมีก็เพียงกลิ่นของดอกไม้และใบไม้ที่ลอยผ่านมากับสายลม..  และความอบอุ่นที่เข้ามาสานต่อเรื่องราวในฤดูกาลใหม่นี้….

 

 

 

ความทรงจำที่ถูกรำลึกคือความรักและความปรารถนา

 

เส้นทางที่เลือกเดินคือการสานต่อและการเริ่มต้น

 

 

ความสัมพันธ์รูปสี่เหลี่ยมของเกล็ดหิมะช่างแสนเปราะบาง…

แต่กลับสวยงามและสุกสกาวเมื่อต้องแสงแดด… 

ต่อให้มันละลายหายไป ความสวยงามนั้นก็ยังคงจารึกอยู่ในภาพความทรงจำ 

และสานต่อความสวยงามนั้นต่อไปในฤดูใบไม้ที่เต็มไปด้วยมวลดอกไม้หลากสีสัน

 

 

 

Farewell winter

 

Memory of Snowflakes

-END-

 

—————————————————————————————–

Free Talk : จบลงแล้วค่ะ เรื่องรักดราม่า 4 เส้าเรื่องนี้ ความรักที่ก้าวผ่านกาลเวลาสีเทาปิดฉากลงจนได้ จากที่กั๊กๆไม่ยอมลงตอนจบมานาน แก้แล้วแก้อีก กับไม่อยากให้จบแบบชนๆกันกับปิ๊งรัก ไม่งั้นจะจบเร็วเกิน… (แต่ไหก็สร้างเพิ่มเร็วเหมือนกัน)

เป็นตอนจบแบบที่คิดไว้ตอนแรกเลยว่าจะให้จบแบบนี้ ตอนแรกคิดว่าหลายๆคนคงปักธงแล้วว่าจบกับแจนแน่เลยจากตอนที่แล้ว แต่ในตอนจบก็เป็นรีเอนะ แต่เป็นรีเอแบบที่ให้ไปคิดต่อกันเองว่าหลังจากนั้นเอเลนกับเฮย์โจวในปัจจุบันที่ไม่อิงอดีตแล้วจะเป็นยังไงต่อไปกัน

จริงๆควรจะเอาแพริ่งออก แต่มันก็เป็นรีเออยู่ดี ถ้าจบในรูปแบบอื่นอาจจะเขียนแพริ่งใหม่เป็น ?? x Eren อะไรแบบนั้น แฮ่….

ได้เขียนดราม่ารักหม่นๆยาวขนาดนี้ก็ไม่ค้างคาใจแล้วค่ะ!! อาจจะจบไม่ดีมาก แต่ก็เหมาะกับโทนสีเทาแล้ว =w=….

Advertisements
 
6 ความเห็น

Posted by บน 12/28/2013 in Uncategorized

 

6 responses to “[TitanFic] Memory of Snowflakes (Levi x Eren) Epilogue

  1. firodendon

    12/28/2013 at 9:48 PM

    อา ชอบเรื่องนี้มากๆ เลย ดีใจที่จบแบบนี้ แฮปปี้มากๆ กรี๊ด
    ส่วนตัวหลังจากอ่านตอนที่แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าจะจบกับแจนนะ
    คิดว่าถ้าไม่จบกับรีไวล์ก็คงไม่จบกับใครทั้งนั้นด้วยซ้ำ ก๊ากกก โถ แจน
    แต่เราชอบแจนในฟิคนี้มากๆ เลย นะ โอ้ย อยากได้อย่างงี้สักคน โอ้ยๆ XD

     
  2. AYjin NoirLogic

    12/28/2013 at 10:31 PM

    ; w ; จบสวยมากๆเลยค่ะ รู้สึกว่ามันลงตัวมากเลยที่จบแบบนี้ ไม่เหลืออะไรค้างคาแล้ว
    ขอบคุณพี่อายะที่เขียนฟิคดีๆเรื่องนี้ขึ้นมานะคะ

     
  3. fukaze33

    12/29/2013 at 12:29 AM

    แจนแบะมิคาสะก็ยังร้างไร้คู่เหมือนเดิม /พิงกำแพงร้องไห้ให้พระร๊องงงงรองของเราต่อไป/

     
  4. fray666

    12/29/2013 at 9:02 AM

    เย้ๆๆ กรีดร้องรับปีใหม่ไปสามบ้านแปดบ้าน \^O^/

    เรื่องนี้อ่านแล้วลุ้นมากๆ แล้วก็ชอบไม่แพ้ปิ๊งรักฯ เลย

    ถึงแม้ว่าจะโทนเรื่องคนละสไตล์กันเลยแต่ก็อ่านแล้วชอบมากๆ ค่ะ สนุกจริงๆ

    ขอบคุณอายะซังมากค่ะที่เสียสละเวลามาเขียนต่อให้จนจบ / โค้งๆๆ

     
  5. Chotychoty

    05/14/2014 at 12:08 AM

    กินใจสุด ๆ อ่ะค่ะ

     
  6. milkmilkck

    10/28/2014 at 5:48 PM

    จบสวยมากๆ เลยค่ะ ชอบสุดๆ ตอนแรกก็แอบคิดว่าจะกลับไปคบกับแจนต่อมั้ย แต่ไม่ ก็ดีแล้ว 5555 อยากได้ตอนพิเศษอีกสักตอนนึงจังเลยค่ะ อ่านแล้วยิ้มทั้งตอนเลยตอนนี้ (หลังจากที่ดราม่ามายาวนาน) เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่สวยมากๆ เลยล่ะค่ะ

    ขอบคุณสำหรับแฟนฟิคดีๆ ที่มีให้กันนะคะ

    ป.ล. ไล่อ่านฟิคไททันของอายะซังมาหมดทุกเรื่องทุกตอนแล้วแต่แค่ไม่แสดงตัว ?

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: