RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 16

17 ม.ค.

เปิดจอง Re-Print Fiction  รายละเอียดตามนี้ค่า

>>https://www.facebook.com/photo.php?fbid=659478627428206&set=a.182708441771896.36463.157374394305301&type=1&relevant_count=1<<

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

รักครั้งแรกเป็นความทรงจำที่ยากจะลบเลือน

                ครั้งแรกที่คนๆหนึ่งได้รู้จักกับความรัก  ตอนจบของเรื่องราวนั้นจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี  คนเราก็พอจะจำความรักครั้งนั้นได้ถ้าไม่เด็กจนเกินไปเสียจนไม่อาจจำความ   คนที่เป็นรักครั้งแรกมักส่งผลมาถึงรักครั้งต่อๆมาอยู่เสมอ  อย่างน้อยๆก็เป็นคนในอุดมคติที่ทำให้แพ้ทาง  และถ้ารักครั้งแรกเป็นคนเพศเดียวกันแล้วล่ะก็  เรื่องราวนั้นก็จะกลายเป็น Boy Love ไปในทันที

 

คำว่ารักครั้งแรกก็ทำให้ลำบากใจได้ระดับหนึ่ง

ถ้าพ่วงตำแหน่งเพื่อนที่ตัวติดกันไปด้วยแล้วล่ะก็….

 

ตอนที่ 16 :  จิตใจของคนเราไม่ใช่หินผาบนเทือกเขาที่อยู่ห่างไกลผู้คน  

 

จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ในหนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน  แต่วันที่การจราจรน่าเบื่อหน่ายจะมีอย่างน้อย (ไม่น้อย) คือ 5 วัน นั่นคือวันธรรมที่คนทำงานและคนวัยเรียนออกจากบ้านพร้อมกัน  การสัญจรด้วยรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินแน่นขนัด

 

เหล่ามนุษย์เงินเดือนมากหน้าหลายตาเดินเข้าตึกอาคารย่านสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงและสีลม รถยนต์คันแล้วคันเล่าวิ่งเข้าอาคารจอดรถ  ทุกอย่างเป็นวงจรของบริษัทที่ทุกคนชินตา  แต่เรื่องที่ไม่ชินตานั้นบังเกิดในห้องทำงานของผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง…

 

หญิงสาวสวมแว่นตาและสูทกระโปรงยาวสีดำยืนมองชายคนหนึ่ง  ภาพที่อยู่ตรงหน้าเธอคือประธานบริษัทซึ่งกำลังเขียนข้อความบางอย่างให้กับ Messenger ของบริษัทด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  มองอย่างไรก็ไม่ใช่อารมณ์ดีเพราะเรื่องงาน  แม้อีกฝ่ายจะเป็นคนอารมณ์ดีระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่นั่งยิ้มเขียนข้อความให้กับลูกน้องแบบนี้แน่

 

ไม่นานนักร่างบางของหญิงสาวอีกคนก็เดินก้าวผ่านประตูเข้ามาพร้อมกับแฟ้มสีดำ   สายตาเธอสะดุดเข้ากับร่างของพนักงานในชุดแจ็คเก็ตสีดำจากการป้องกันแสงแดด   “อีกแล้วเหรอคะเนี่ย…..”

 

หาญจิตถอนหายใจพลางผงกศีรษะตอบ  “ขยันทำตัวเหมือนวัยรุ่นนักศึกษา คอยส่งข้าวส่งน้ำให้คนที่ตัวเองชอบ  ทำไปได้…”

 

กระดาษสีขาวที่ประธานหนุ่มใหญ่บรรจงเขียนให้กับผู้ส่งสาร  ตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่บนนั้นคือรายการอาหารและเครื่องดื่ม โดยเขียนกำกับเอาไว้อย่างละเอียดว่าร้านไหน มื้อไหน  ช่างเป็นการใช้งานพนักงานเพื่อการทำงานส่วนตัวอย่างแท้จริง…

 

เพชรามองผู้ชายในบริษัทที่ตกหลุมเด็กหนุ่มกรุบกริบไปอีกคนแล้วยิ่งถอนหายใจ  สาวๆในบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านช่างน่าสงสาร…   “ก็สมเป็นคุณอัศวินดีนะคะ  อย่างน้อยก็ไม่เอาไปส่งเองจนโดดงานเหมือนหัวหน้า”

 

“ป่านนี้รีวัลย์คงนั่งจามไปแล้วล่ะน๊า~”   เพื่อนร่วมงานหัวเราะขำขัน  คนหนึ่งเอาเวลางานไปใช้ส่วนตัว ส่วนอีกคนเอาพนักงานไปใช้เรื่องส่วนตัว แบบไหนดีกว่ากันนะ…

 

….โจทย์ข้อนี้ให้ตอบข้อ ง. ผิดทุกข้อ….

                Messenger หนุ่มนักบิดมอเตอร์ไซด์เดินออกจากห้องผู้บริหาร  เพื่อไปปฏิบัติการภารกิจส่งของเพื่อชาติและผู้บริหาร  อัศวิน สมิงห์เมื่อเสร็จงานส่วนตัวของตัวเองจึงเริ่มลงมือเปิดงานหลักในเครื่องคอมพิวเตอร์  ดวงตาคมเหลือบมองไปยังสองสาว

 

“เอางานมาสิเพชรา  ส่วนหาญจิตมีอะไรก็พูดมาเถอะ  มายืนรอนานแล้ว”   เรียกสองสาวโสด ที่คนหนึ่งโสดแบบไม่สนิท ส่วนอีกคนโสดชนิดไม่คิดจะตามหาใคร

 

“วันนี้สั่งให้เด็กไปส่งอะไรให้เด็กอีกล่ะ  ขยันหาของนะนายน่ะ”   รองประธานบริษัทเอ่ยแซว  ยามนี้ชายตรงหน้าคงรู้จักร้านอาหารเด็ดๆทั่วกำแพงกุหลาบแล้ว

 

ชายหนุ่มคนเดียวในห้องหัวเราะขำขัน   “ไม่ขนาดนั้นหรอก  อาหารง่ายๆ จะได้ไม่เบื่อข้าวแถวมหาลัยจนกินมาม่า”  เพชรากับหาญจิตได้ฟังถึงกับกรอกตาไปมาอย่างมีเลศนัย

 

“ใส่ใจดีนะคะ  แต่ได้ยินหัวหน้าบอกว่าความสัมพันธ์ของคุณอัศวินกับน้องจันไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร”  ช่างสวนทางกับพฤติกรรมการเอาใจใส่….

 

กำแพงที่กั้นขวางระหว่างคนทั้งสองคนไม่ใช่เรื่องของอายุ  ไม่ใช่เรื่องเพศ และก็ไม่ใช่เรื่องระยะห่างของสถานที่ทำงานและสถานที่  ปัญหาคือการที่อีกฝ่ายไม่ยอมเปิดใจง่ายๆ เป็นคนใจแข็งและยึดมั่นในทางของตัวเองจึงไม่ใจอ่อน  หลังจากที่ส่งข้าวส่งน้ำให้สองสามวันก็ยังไม่เคยได้ข้อความขอบคุณด้วยซ้ำไป

 

“ซักวันมันก็จะดีขึ้นเอง มันต้องใช้เวลา ฉันเข้าใจทางนั้นนะ”  ชายหนุ่มผมบลอนด์มองโลกในแง่ดี  ฟังดูเหมือนจะไม่รีบร้อน แต่พฤติกรรมก็สวนทางกันไม่เล็กน้อย…

 

เพชราและหาญจิตเหลือบมองหน้ากันและกัน  “เอาเหอะ  ถ้ายังทำงานก็โอเค~  เอเมอรัลกับพรรคพวกเฉาแย่แล้ว ฉันต้องเสียเวลาไปประชุมมากขึ้น”

 

คำพูดเหมือนจะดูดีของรองประธานผู้รักในแมลงทำให้เลขาของที่ปรึกษาเหงื่อตก  อนาคตของบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านซึ่งอยู่ในกำมือของผู้บริหารงานชุดนี้ช่างน่าหวาดหวั่น   จนกระทั่งคำพูดหนึ่งทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป

 

“ไม่ลองมีความรักกับคนธรรมดาดูล่ะหาญจิต”   สิ้นประโยคนั้นของอัศวิน  สาวผู้มีใจรักแมลงเหนือมนุษย์พลันนิ่งไป

 

สาวผมส้มอ่อนข้างกายยกมือขึ้นป้องปาก  ไม่คาดคิดว่าคำพูดนี้จะหลุดจากปากชายผู้นั้น   “ยังไม่เห็นว่าน่าสนใจพอน่ะสิ”  แมลงนับล้านมีความหลากหลายและน่าค้นหามากกว่า…

 

การใช้เวลาในการค้นหาความลับของแมลง 1 ตัว

มันกลืนกินเวลาในการศึกษามนุษย์ธรรมดาคนอื่นไปหมดแล้ว

                ปัจจัยนอกเหนือจากเรื่องความสนใจส่วนตัว ก็คือ คนรอบตัวที่ตกอยู่ในห้วงรักแล้วเสียงานเสียการต้องทำแทนเป็นบางครั้งนั่นล่ะ  ชะตากรรมของ Working Women ก็เป็นแบบนี้…   แต่หาญจิตก็หาได้น้อยใจโชคชะตาไม่ เพราะเธอไม่ได้สนใจ…

 

“ฉันว่าคุณหาญจิตยังไม่เจอใครที่น่าสนใจมากกว่าค่ะ”   เพชราเอ่ยขึ้น  พร้อมกับเรียวปากคมของเจ้านายใหญ่สุดที่หยักยิ้ม

 

“ไม่เหมือนเธอที่ใจอ่อนกับอ้นสินะเพชรา”  สิ้นคำของอัศวิน  เจ้าของชื่อหันมองอย่างไวว่องคอแทบหลุดจากบ่า ถลึงตาใส่

 

“เปล่านะคะ!!”  หญิงสาวผมสั้นเถียงกลับด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ   ช่างเป็นสาวน้อยซึนเดเระเหมือนกับเด็กหนุ่มบางคน…

 

“วันก่อนเพิ่งได้ PSP มาจากพวกในแผนกวิจัย  จะลองหาอะไรมาเล่นดูก็แล้วกัน~~”  ความหมายคือหาเกมจีบหนุ่มมาเล่น

 

เกมจีบหนุ่มคืออะไร?  เกมจีบหนุ่มหรือ Otome Game คือเกมที่จับกลุ่มเป้าหมายคือสาวๆช่างฝัน  และมีตัวละครหนุ่มให้ค้นหาเพื่อสร้างอีเวนท์ในฝันขึ้น  ซึ่งแน่นอนว่าผู้ชายเหล่านั้นเป็นผู้ชาย 2D หลากหลายรูปแบบ หาใช่ผู้ชาย 3D และ 4D ในชีวิตประจำวัน…

 

“เอ่อ…..  แบบนั้นมันก็……”  เพื่อนร่วมงานเริ่มหวาดหวั่น  คำแนะนำให้สมาชิกคนสุดท้ายของสมาพันธ์ระวังเพื่อนจากคุกรู้จักความรัก  แลดูจะได้ผลในทางตรงข้าม…

 

รองประธานสาวหาได้สนใจสายตาของเพื่อนร่วมงานใหม่  ซ้ำยังขยับแว่นตาถามประธานกลับ  “ว่าแต่น้องปลวกน่ะ  ไม่มีแฟนจริงๆน่ะ?    เด็กๆสมัยนี้ชอบทำตัวโสดแต่จริงๆไม่โสด”    ผู้ใหญ่หลายคนในวัยทำงานก็เป็นกันมากมาย

 

“ไม่มีหรอก  ยังเป็นเชอรี่บอยอยู่เลย”  เสียงทุ้มแฉความรับของเด็กหนุ่มโดยตั้งใจ   เป็นความจริงที่เหล่าพี่สาวถึงกับตะลึงงัน

 

เด็กหนุ่มสุขภาพดี หน้าตาดี อะไรก็ดีไปหมด อายุก็ 21 ปีแล้ว

ยังเป็นเชอรี่บอยผู้ไม่ประสีประสา!!!

ผู้หญิงกว่าค่อนโลกคงเสียใจที่หาสมบัติลับนี้ไม่เจอ 

                รีวัลย์เปิดประตูเข้ามาในห้องประชุมลับของสมาพันธ์ระวังคุกให้เพื่อน แต่ในปัจจุบันมีสมาชิกเหยียบเข้าคุกเอง  บทสนทนาเมื่อครู่ชายหนุ่มจึงได้ยินเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ   เชอรี่บอยที่พยายามรุกใส่เพื่อนสนิทแต่ไม่สำเร็จ…  ภายใต้ใบหน้านิ่งๆเก็บความลับไม่ยอมบอก

 

“พวกนายไม่ทำงานรึไง  จับกลุ่มคุยไม่เกรงใจลูกน้อง”   ลูกน้องที่ใช้เวลาไปกับการแอบเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือและ Facebook

 

“เพชรา  เธอยังไม่เอาแฟ้มให้อัศวินเซ็นอีกเหรอ  งานด่วนที่สุด”   ดวงตาคมสีเข้มเหล่มองไปทางเลขาสาว  เธอสะดุ้งเฮือกรีบเดินตรงไปให้ประธานทันที

 

“ยังไม่ซื้อแหวนใหม่อีกเหรอรีวัลย์?”  อัศวินทักขึ้นเมื่อเห็นมือนั้นยังคงว่างเปล่าไร้เครื่องประดับใดๆ    คนโดนถามมองมือโล่งๆของตัวเอง

 

“เสาร์อาทิตย์นี้จะไปเลือกใหม่กับอลิน  แล้วนายจะไปงานแต่งงานแฟนเก่านายรึเปล่า?”  ที่ปรึกษาถามกลับ เรียกรอยยิ้มจางๆที่ริมฝีปากนั่น

 

“ก็ต้องไปสิ”  ถึงแม้จะเป็นแฟนเก่า  กระนั้นงานแต่งงานก็ถือเป็นงานมงคลที่ควรจะไปแสดงความยินดี  อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรถึงขั้นมีเหตุผลให้ไม่ไป

 

ไปเพื่อจบเรื่องราวในครั้งเก่าเพื่อเริ่มเรื่องราวครั้งใหม่

                ห่างไกลออกไปอีกหลายสถานีรถไฟฟ้า BTS  จากศาลาแดงไปยังย่านสะพานตากสินอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  คนบางคนที่กลายมาเป็นทางเลือกใหม่ของใครบางคนจามเสียงดังกลางโต๊ะม้าหินอ่อน  เหล่ารุ่นน้องร่วมโต๊ะพาหันเงยหน้ามอง

 

“พี่จันมีคนคิดถึงรึเปล่านั่น”  หนุ่มวิศวะปีหนึ่งพากันหัวเราะกรุมกริ่มไม่กลัวโดนรุ่นพี่เตะตกเก้าอี้  อีกฝ่ายก็ไม่ได้โต้ตอบเพราะดูเหมือนจะใช่…

 

“ไม่ตอบแสดงว่าใช่ โฮ่!!”  ปีหนึ่งวิศวะหลายชีวิตร่วมใจกันส่งเสียงโห่ร้องล้อเลียนรุ่นพี่ให้อายเล่น   ชีทกระดาษฟาดลงเป็นสัญญาณให้เงียบ…

 

“…. ช่างฉัน!!  พวกนายมาให้ฉันติว ก็ตั้งใจทำไป!”   รุ่นพี่ที่ดีต้องเคี่ยวเข็ญรุ่นน้อง   ช่วงเวลาแบบนี้เขาควรจะไปก่อกวนเพื่อนๆ แต่ปลีกมาดูแลรุ่นน้องถือว่าเสียสละมาก…

 

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนในเสื้อช้อปจ้องมองพวกรุ่นน้องที่ก้มหน้าก้มตาลงทันทีที่สั่งแล้วถอนใจ   ถ้าจะมีคนนึกถึงเขาก็ไม่แปลกใจ  เพราะช่วงสองสามวันที่ผ่านมา คนบางคนแม้จะไม่เห็นตัว แต่มักจะมีของโผล่มาอยู่เสมอๆทั้งที่ไม่ได้ต้องการ

 

แต่ครั้นจะส่งคืนมันก็ลำบากเพราะเป็นของสด…   การโดนตามจีบมันเป็นแบบนี้เองสินะ  ตอนที่ไปตามจีบคนอื่นไม่เคยรู้สึกเลยว่าเหมือนโดนไล่ต้อนแบบนี้   ไม่โดนกับตัวเองไม่มีทางรู้   “เหนื่อยใจชะมัด….”

 

“พี่จันบ่นอะไรน่ะ?”  เด็กปีหนึ่งเงยหน้ามอง  แล้วก็ต้องก้มหน้ากลับทันที   จัน สะกิดใจเป็นพี่ว๊ากของน้องๆ  แต่ไม่สามารถหือกับเพื่อนฝูงได้…

 

ตั้งแต่ประธานมาเฟียคนนั้นโผล่มา

เขาถอนหายใจรวมกันมากกว่าที่ใช้มาครึ่งค่อนชีวิตเสียอีก

                จัน สะกิดใจนิยามความเหนื่อยใจของตัวเองได้อย่างเว่อร์เกินความจริง  หากเทียบกับที่ต้องถอนใจเพราะเรื่องอลิน แย้มเก้อมันยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเรื่องนั้นด้วยซ้ำ….   เด็กหนุ่มนั่งเท้าคางมองรุ่นน้องทำแบบฝึกหัด  ไม่นานนักโทรศัพท์ก็มีเสียงเตือนข้อความดังขึ้น

 

สีหน้าที่เบื่อโลกอยู่แล้วยิ่งเบื่อโลกเข้าไปอีกเมื่อได้อ่านข้อความ  [เธอได้ของจาก Messenger บริษัทรึยัง?]  ข้อความจากคนที่ได้เบอร์โทรศัพท์ไปด้วยกรรมวิธีบางอย่าง….

 

จันรีบพิมพ์ข้อความกลับไปในทันที [ยังไม่ได้ครับ แล้วไม่ต้องส่งมาแล้วนะครับ!!!!!]  ใส่อัศเจรีย์เต็มอัตราเพื่อเน้นย้ำฟีลลิ่ง!

 

แต่แล้วเมื่อเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอของโทรศัพท์   ดวงตาก็มองเห็นร่างของพนักงานสวมแจ็คเกตสีดำขลับอยู่ไกลๆ ณ ที่จอดรถมอเตอร์ไซด์..   มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใหม่…   [ตอนนี้ได้แล้ว แต่ไม่ต้องส่งมาแล้วนะครับ!!!!]  ใส่อัศเจรีย์น้อยลงจากเดิมเล็กน้อย

 

สองสามวันที่ผ่านมาเขารู้สึกปวดหัวกับวิธีการจีบรูปแบบใหม่ของประธานผู้นั้น   จากสูงสุด(?) คือสู่ความเป็นสามัญด้วยการส่งข้าวส่งน้ำและส่งข้อความมาเล็กๆน้อยๆให้รู้สึกตื่นเต้นเล่น(?)  หากแต่มันไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนั้น… มันทำให้เขาหงุดหงิดอย่างน้อยวันละครั้ง…

 

การติดต่อทางโทรศัพท์  ถ้าเจ้าของเบอร์เป็นคนให้เองคงไม่รู้สึกหงุดหงิดและอึดอัดเท่าการที่ได้มาด้วยกรรมวิธีอื่นๆที่ไม่ได้ถามจากเจ้าตัว   เหล่ารุ่นน้องที่เห็น Messenger พากันส่งเสียงตื่นเต้นเมื่อได้เห็นถุงกับข้าวจากบุคคลลึกลับถึงเดือนมหาวิทยาลัย

 

“มีคนส่งข้าวให้พี่จัน!  สาวออฟฟิศที่ไหนเนี่ย!”    ไม่ใช่สาวออฟฟิศ แต่เป็นประธานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งเลยตะหากล่ะ…..

 

เด็กหนุ่มมองหน้าชายใส่หมวกกันน็อค   “…………ลำบากหน่อยนะครับ  โดนใช้งานที่ไม่ใช่งานบ่อยขนาดนี้….”  รู้สึกเห็นใจที่มีเจ้านายแบบนี้…

 

“ไม่หรอกครับ เพราะได้ค่าแรงนอกเวลา ก็วินวินทั้งสองฝ่าย ทั้งประธานทั้งผม”   ได้คำตอบก็สบถในลำคอทันที  อุตส่าห์เห็นใจแต่เป็นลิ่วล้อสายตรงไม่หือไม่อือไปเสียนี่…..

 

Messenger ปฏิบัติหน้าที่เรียบร้อยก็จากไป   มาไวไปไวยิ่งกว่าประกันที่เข้ามาเคลมเรื่องอุบัติเหตุ   เหลือไว้เพียงกลุ่มของรุ่นน้องที่ถือวิสาสะจัดการเปิดถุงกับข้าวของรุ่นพี่ด้วยความหิวโหย  โดยที่เจ้าของหาได้มีอาการหวงแหนของตัวเองไม่

 

“คนบริษัทนี้นี่มัน…..”    กระบวนการจีบเด็กนี่หลุดมาจากสำนักเดียวกันเลยหรือเปล่า .. แตกต่างกันเพียงแค่รายละเอียดปลีกย่อย…

 

อลิน แย้มเก้อพ่ายแพ้ตำราจีบหนุ่ม(?)แบบนั้น….

ส่วนเขาก็เป็นคนแพ้คนในสำนักสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านเสียราบคาบ…

                ถ้าเขาพ่ายแพ้ในสนามหนึ่งมาแล้ว  หากเขามาแพ้ในสนามที่ตัวเองเป็นเหยื่อ(?)  ชะตากรรมของพระร๊องรองก็โหดร้ายและอนาถเกินไป…   “พวกนายทำแบบฝึกหัดกันเองไปก่อน  เดี๋ยวฉันมา!”

 

“เดี๋ยวพี่!  แล้วข้าวนี่ล่ะ!!”   แก๊งเด็กวิศวะส่งเสียงเรียกไล่หลัง   ร่างสูงโปร่งรีบตวัดกายเดินกลับมาในทันใด  มือคว้าเอาถุงกับข้าวไปเพราะความเสียดายและเกรงใจน้ำใจของคนให้

 

ท่าทางเหมือนคนตั้งใจจะทิ้งแต่ทิ้งไม่ลงของรุ่นพี่ซึ่งเป็นพี่ว๊ากพาให้รุ่นน้องยิ่งขำเหมือนแก้แค้นที่เคยโดนรับน้องมาหนักๆ   สาวออฟฟิศที่ทุ่มทุนฝาก Messenger ส่งของมาให้นักศึกษาธรรมดาๆเป็นสาวใหญ่ไฮโซที่ไหนกันนะ  อีกไม่นานคงเป็นข่าวลือไปทั่วคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ…

 

แต่มันใช่สาวใหญ่ไฮโซซะที่ไหนกันเล่า!?

                เด็กสาวผมยาวสีดำขลับเดินเคียงข้างกับนักศึกษาแพทย์เป็นภาพที่ควรจะเป็นคู่รัก  แต่หาใช่แบบนั้นไม่ เพราะออร่าความเป็นพี่น้องแผ่กระจายออกมาอย่างชัดเจน สร้างความหวังให้กับหนุ่มโสดหลายคนในมหาวิทยาลัยว่ายังมีโอกาสจีบดาวมหาวิทยาลัยสาวสวยคนนี้ได้อยู่

 

สองร่างเดินจากห้องสมุดมาตามทางเดินปูอิฐสีแดง   “อลิน นายกินข้าวเที่ยงกับใครน่ะ?”  มะขามถามน้องชายร่วมบ้าน

 

“ยังไม่รู้แฮะ  แต่ละคนเงียบหาย  วันนี้มะขามกินข้าวกับพวกยุพินขนิษฐารึเปล่าน่ะ”   หญิงสาวส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ

 

“งั้นวันนี้พวกเราไปกินข้าวกันเหอะ  ไม่ได้กินด้วยกันหลายวันแล้ว”  รอยยิ้มและคำชวนของอลินทำให้ใบหน้าที่เรียบเฉยของสาวสวยมีรอยยิ้มจางๆอันมีเสน่ห์

 

เสน่ห์ที่พวกนักศึกษาชายที่แอบมองต้องกัดผ้าเช็ดหน้า(?)  รอยยิ้มแบบนั้นนอกจากน้องชายคงยากที่จะยิ้มให้ใครอีก  ความเป็นบราค่อน(?)ของเธอคนนี้เริ่มเป็นที่เลื่องลือ    “นายกับคุณรีวัลย์ช่วงนี้ปกติดี?”

 

คิ้วสีน้ำตาลเข้มเลิกขึ้น  คำถามนี้มักได้ยินอยู่เสมอๆ   “ปกติดีน่า  ยังไม่เลิกกันง่ายๆ”   คำตอบที่คนฟังรู้สึกเฉยๆมากกว่าจะยินดี…

 

“ก็ดีแล้วล่ะ  ถ้าผู้ชายตัวกระเปี๊ยกนั่นมีปัญหากับนาย ฉันจะจัดการ”   คำพูดเรียกเสียงถอนหายใจและขำในลำคอไปพร้อมๆกัน

 

“มะขามพูดเป็นครั้งที่เท่าไหรแล้วน่ะประโยคนี้  แต่ตั้งแต่ 6 ปีก่อนก็ยังไม่ได้จัดการซะที  พี่รีวัลย์ก็ใช้ได้แฮะ”  ที่รอดพ้นสาวแกร่งอย่างมะขาม เอกมันต์มาได้ทุกคดีไม่มีพลาดพลั้ง นอกจากครั้งนั้นที่เปิดโปงเรื่องโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

ครอบครัวแย้มเก้อคุ้นชินกับการมีอยู่ของนายรีวัลย์ แม้ไม่ทราบนามสกุล แฟนอายุมากกว่าของลูกชายเพียงคนเดียวของบ้าน  ตั้งแต่คบกันก็มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย อย่างน้อยๆเด็กหนุ่มก็ตามล่าฝันมาได้ถึงขนาดนี้เพราะมีแรงผลักดันที่ดีคอยสนับสนุน

 

เป็นผู้ชายตัวกระเปี๊ยกไม่ได้สูงใหญ่…

แต่กลับทำอะไรที่ใหญ่เกินตัว… อย่างเรื่องต้อยเด็กด้วยวิชาขั้นเทพ…

                ดวงตาสีเขียวเหลือบมองหน้าหญิงสาวซึ่งกำลังใช้ความคิด   “เธอไม่คิดจะคบกับจันเลยซักนิดเลยเรอะมะขาม?”   คำถามทำร้ายเพื่อนสนิทที่ไม่ได้อยู่ในฉาก

 

ดาวมหาวิทยาลัยส่ายหน้าไปมา  “ไม่เลยซักนิด และคงไม่มีทางเป็นไปได้ล่ะ”  ตัดบัวไม่ให้เหลือใย  แต่นี่คงไม่ใช่แค่ใย  ถอนรากถอนโคนไม่มีเหลือ

 

อลินถอนหายใจให้กับชะตากรรมของเพื่อน จับคู่ก็ไม่สำเร็จ ทั้งที่พี่สาวไม่ได้ร่วมสายเลือดเป็นสาวโสด สวย เก่ง เพียบพร้อมทุกอย่างขาดแค่นิ่งไปหน่อย  “งั้นก็ช่างเถอะ”  ช่างจริงๆแล้ว… ลาก่อนเรือธงมะขาม x จันของเขา… ลาก่อนอย่างถาวร  จมลงทะเลเมื่อออฟฟิเชี่ยลไม่เหลือช่องให้จิ้น(?)

 

“ไม่ต้องไปหาคนมาจับคู่ให้หมอนั่นแล้วด้วยล่ะ”  พูดจบประโยคก็เห็นว่าคู่สนทนาหันไปสนใจโทรศัพท์ที่มีข้อความส่งเข้ามาเสียแล้ว

 

[เย็นนี้อาจจะกลับช้าหน่อย พนักงานกับพวกหาญจิตทำโอทีคงจะไม่กลับก่อน]   ความหมายคือกลับก่อนแล้วอาจจะโดนประนามได้ว่าติดแฟน….

 

อลินยิ้มจางๆเมื่อตีความออกมา มันเป็นภาระหน้าที่ซึ่งที่ปรึกษาควรจะทำ  ถ้าพนักงานหมดศรัทธาไปคงจะแย่ เพราะนี่ก็คือการกู้คืนภาพลักษณ์ที่ดีที่ต้องเสียไปเมื่อหลายปีก่อน …   [ตั้งใจทำงานนะครับ  งั้นผมจะได้ไม่รีบกลับ จะอยู่หางานในห้องสมุด]

 

“ฉันเริ่มสงสารแล้วสิ”  เด็กสาวแอบมองคนบางคนที่ความรู้สึกช้าในอดีต ซ้ำยังหักอกคนอื่นซ้ำๆซาก  และจบด้วยการจับคู่ให้คนที่เคยแอบชอบตัวเองอีก    เธอเพิ่งจะรู้สึกว่าชายที่ชื่อจัน สะกิดใจเกิดมาเหมือนมีกรรมจริงๆ  เกิดเป็นพระร๊องรองมันลำบาก  แต่อย่างเธอเคยเป็นพระรอง(?)ยังดีกว่า

 

เด็กหนุ่มที่ความรู้สึกช้าเหมือนหอยทากไม่ได้ตั้งใจฟังนัก  ยิ่งตอกย้ำความน่าสงสารของคนบางคนเข้าไปอีก  แล้วสองพี่น้องร่วมบ้านแย้มเก้อก็ตรงไปยังโรงอาหารที่แน่นขนัดไปด้วยนักศึกษาหลายชั้นปีและคณะ   เริ่มต้นมื้อเที่ยงของสองพี่น้องซึ่งนานๆจะมีที

 

พร้อมกับธรรมชาติของตัวเอกใน Season ก่อนที่มักจะหดลง

ก็โดนหดลงจริงๆทีละเล็กทีละน้อย….เพื่อเพิ่มบทให้ตัวเอกใหม่แทน(?)

                คาบเรียนที่ 1 2 3 4 และหลายๆคาบเรียนของแต่ละคณะผ่านพ้นไปจนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มหลบฉากไปด้านหลังของตึกเรียนสูง  และในที่สุดท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนเป็นสีส้ม ย้อมบรรยากาศของมหาวิทยาลัยให้สู่ช่วงหงอยเหงาจากการที่บางส่วนแยกย้ายกลับบ้านกันไป

 

กลุ่มทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์ซึ่งขาดสมาชิกหลักไปหนึ่งคน  แต่ละคนเดินถือไอศครีมมาคนละแท่งจากร้านแฟมิลี่มาร์ทเพราะหนึ่งคนในกลุ่มมีอคติกับร้าน 7 – 11  เป็นภาพที่แปลกตาไม่ใช่น้อยสำหรับบางคนที่ชินกับหนุ่มๆถือกระป๋องเบียร์

 

“เย็นนี้กินอะไรดีวะ เบื่อ..จะหกโมงแล้ว”  ไร่นาเปิดประเด็นขึ้นมาเป็นคนแรก  ปัญหาระดับชาติที่มารังควานทั้งเที่ยงและเย็น [วันนี้กินอะไรดี]

 

ร้านอาหารแถวมหาวิทยาลัยกินทุกวันมาตลอด 3 ปีและต่อไปยันจบ  ร้านใหม่ๆก็แทบจะไม่มี  “ร้านป้าเหมือนเดิมก็ได้  คิดไม่ออก”  โขนช่วยเลือก  อย่างน้อยอาหารตามสั่งก็ยังมีตัวเลือกอยู่บ้าง  แม้บางคนอาจจะจบที่สั่งผัดกระเพราไก่ไข่ดาวอันแสนสิ้นคิด…

 

5 หนุ่มย่างเท้าไปตามถนน จนกระทั่งโทรศัพท์ของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มดังขึ้น   เมื่อเขาหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ ใบหน้าก็เริ่มออกอาการในทันที   “ใครโทรมาน่ะจัน?”   อานัติเอ่ยถามขึ้น…

 

และบนหน้าจอนั่นก็คือชื่อของประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน   เพื่อนพ้องพร้อมใจกันหัวเราะในทันที   “หัวเราะอะไรกันเล่า!!!  ใครมันเอาเบอร์ให้คุณอัศวินวะ!!!”   ม้าไม้เมืองทรอยอยู่ส่วนใดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้กัน….

 

“ก็รับเหอะวะ  เกรงผู้ใหญ่เค้า”  ด้วยวัยและอื่นๆที่แตกต่างกัน  เด็กจึงทำได้แค่เกรงใจแม้ไม่เต็มใจจะติดต่อด้วยก็ตามที…

 

“แล้วทำไมฉันต้องรับด้วยวะเนี่ย”  จัน สะกิดใจบ่นไปอย่างนั้น แต่มือกลับกดรับสายที่เข้ามาแทนที่จะกดตัดอย่างที่เจ้าตัวอยากจะทำ  ช่างเป็นคนที่ทำอะไรตรงข้ามกับใจตัวเอง…

 

[ฉันคิดว่าเธอจะไม่ยอมรับซะอีก  เย็นนี้เธอว่างรึเปล่า?]  คิ้วสีอ่อนเริ่มขมวดเข้าหากัน  เพื่อนพ้องก็พากันขยับแอบฟังใกล้ๆแต่ไม่ได้ยิน…

 

“ไม่ว่างครับ  จะไปกินข้าวกับเพื่อน!”  ตะคอกเสียงตอบกลับไป  ขณะที่ฉากหลังแต่ละคนปัดมือไม่มาปฏิเสธไม่ให้เดือนมหาวิทยาลัยเข้ากลุ่มมื้อเย็น

 

[กำลังจะไปสินะ แสดงว่ายังไม่ไป  งั้นฉันไปกินข้าวเย็นด้วยนะ]  เสียงทุ้มช่างเผด็จการอย่างใจดี   ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างขึ้น

 

แผดเสียงอันดังที่สามารถได้ยินกันทั้งซอย   “หา!??   ท่านประธานจะมาทำไม!!”  แค่นี้คนข้างๆก็รู้กันหมดแล้วว่าจะมีคนมาหาเพื่อน….

 

[คิดซะว่าตอบแทนเรื่องที่ฉันส่งข้าวส่งน้ำให้เธอผ่าน Messenger ก็ได้  บางทีกินมื้อเย็นด้วยกัน ฉันอาจจะเลิกส่งของมากวนเธอก็ได้]  คำพูดหว่านล้อมที่พาให้คนฟังกระทืบเท้า  จะปฏิเสธก็เข้าวงจรเดิม  จะไม่ปฏิเสธก็ยังมีทางรอดอื่นๆอยู่บ้าง….

 

ก่อนมาทำงานบริษัททำความสะอาด

เคยขายประกันชีวิตมาก่อนใช่มั้ย!?

 

                จัน สะกิดใจกัดเล็บตัวเองระบายความเครียดและใช้ความคิด   ได้ยินเสียงฮัมเพลงรอของฝ่ายตรงข้ามที่ดูอารมณ์ดีเกิดลิมิตยิ่งอยากขว้างโทรศัพท์ออกไปไกลๆ  แต่ทำแบบนั้นไม่ได้ นี่มันโทรศัพท์ของเขา!   [เงียบถือว่ารับปากนะ]  ประโยคเดียวก็ทำปรอทจะแตก

 

“อยากกินข้าวเย็นด้วยก็มาครับ!  เชิญมาตามสบาย!”   หมดเรี่ยวแรงจะเถียงด้วยอย่างสิ้นเชิง….   กะอีแค่ข้าวเย็นมื้อเดียวยอม…

 

อัศวินหัวเราะจากอีกฝั่งหนึ่งของโทรศัพท์   [ตกลงแล้วนะ  งั้นฉันจะไปรับเธอที่หอนะจัน]  แล้วสายตรงจากบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านก็วางไป….

 

พร้อมกับเพื่อนๆที่เข้ามารุมล้อมคนโดนตามจีบอย่างหนักหน่วงที่สุดในรอบ 21 ปี  “วันนี้มีดินเนอร์เหรอวะเนี่ย  ขอให้คืบหน้า ฮ่าๆๆๆ”   เหล่าคนมีคู่อย่างไร่นาและโขนหัวเราะร่วน  จะมีก็แต่อานัติและเบญจรูญที่ยิ้มให้กำลังใจ แต่แฝงไปด้วยความขำ

 

“คืบหน้าอะไร! ไม่มีอะไรให้คืบหน้า!”   ใบหน้าคนโดนล้อเริ่มเปลี่ยนเป็นสีมะเขือเทศ   ทำไมทุกคนถึงเห็นดีเห็นงามกันไปหมด….

 

ราวกับฟ้าต้องการกลั่นแกล้งซ้ำสอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง  เพื่อนๆผู้สนุกสนานก็ล้อไม่เลิก  จันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายทันที  “จะโทรมาทำไมอีกครับ!  ถ้าเปลี่ยนใจไม่มา  จะขอบคุณมาก!”

 

[……  ฉันเอง  อลินอยู่กับพวกนายรึเปล่า….?]   น้ำเสียงทุ้มในโทนที่แตกต่างพาให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจะหลุดออกมาจากเบ้าตา

 

“คะ..คะ….คะ…คุณรีวัลย์!!  ขอโทษครับ!  ผมนึกว่าคุณอัศวินโทรมา  ผมไม่ได้ตั้งใจขึ้นเสียง!!”   ลิ้นรัวติดสปีดแก้ตัวพลัวัน  การปรากฏตัวของคนบริษัทเดียวกันแต่ว่าคนละตำแหน่ง….

 

[ช่างเถอะ   อลินอยู่กับพวกนายรึเปล่า หมอนั่นบอกฉันจะไปหางานที่ห้องสมุด   แต่ฉันโทรเข้ามือถือก็ปิดเครื่อง  โทรเข้าคอนโดก็ไม่มีคนรับสาย]   เรื่องที่ได้ยินขับบรรยากาศให้เปลี่ยนไปไวราวกับซิทคอม

 

“อลินยังไม่กลับบ้านเหรอครับ?  วันนี้ผมไม่เจออลินเลย”  วันนี้ทั้งวันเป็นวันที่แทบไม่ได้เจอเพื่อนนักศึกษาแพทย์คนนั้นทั้งเช้าเที่ยงเย็น

 

[งั้นเหรอ  อาจจะติดพัน  ไว้ฉันเสร็จโอทีจะโทรหาอลินอีกที]   มาไวไปไวเพราะคู่สนทนาไม่ใช่แฟน  ชายหนุ่มผู้เป็นแฟนคนอื่นวางสายไป

 

ทิ้งความสงสัยและเริ่มเป็นห่วงให้ก่อขึ้นในใจของคนได้รับสาร   “อลินหายเหรอ?”    เด็กหนุ่มผมบลอนด์ถามขึ้น   ทุกคนเปลี่ยนบรรยากาศจากคอมเมดี้เป็นจริงจังได้อย่างว่องไว  ประหนึ่งการ์ตูนผู้ชายที่จู่ๆศัตรูก็มาบุกตอนปล่อยมุขค้างเอาไว้

 

“หมอนั่นแค่ขาดการติดต่อ   ฉันจะไปห้องสมุด  พวกนายไปกินข้าวได้เลย!”   ร่างสูงโปร่งในเสื้อช้อปวิ่งกลับไปในมหาวิทยาลัย  4 คนที่เหลือมองหน้ากันและกัน

 

“เรื่องตัวเองจะไม่จัดการก่อนรึนั่น  คุณอัศวินจะมาไม่ใช่รึไง”  โขนมองตามไป    น้ำหนักการให้ความสำคัญช่างแตกต่างกันจริงๆ….

 

แม้เพื่อนทุกคนจะมีความสำคัญ

แต่เพื่อนบางคนได้รับความสำคัญมากกว่าคนอื่นๆ

                หนุ่มวิศวะวิ่งไปตามทางเดินอิฐสีแดงเพื่อไปยังห้องสมุด  รีบร้อนเพียงแค่ได้รับโทรศัพท์ปัญหาครอบครัว(?)ของคนอื่น  ลำดับความสำคัญที่ควรจะเปลี่ยนตั้งแต่ตัดสินใจลดระดับในใจลงให้เหลือแค่เพื่อน เด็กหนุ่มกลับไม่ได้เปลี่ยนเพราะความเคยชิน

 

6 โมงเย็นเกือบ 6 โมงครึ่ง ณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  แม้ยังอยู่ในเวลาทำการ แต่คนก็เริ่มบางตาลงกว่าช่วงกลางวัน   เหล่าบรรณารักษ์ก็เริ่มเก็บของเตรียมกลับหอพักหรือบ้านของตัวเอง  เดือนมหาวิทยาลัยที่เพิ่งเข้ามาจึงไม่ตกเป็นเป้าสายตาสักเท่าไร

 

“แล้วหมอนั่นไปนั่งอ่านอยู่ตรงไหนวะเนี่ย….”   ถ้าไม่ได้กลับไปแล้วก็คงจะดี  เพราะแบบนั้นยิ่งน่าสงสัยว่าหายไปไหน…

 

รู้ทั้งรู้ว่าคนใกล้ชิดของอลิน แย้มเก้อบางคนเป็นโรคอลินลิซึ่ม….   เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องแค่แบตโทรศัพท์หมดก็ได้  แต่ร่างสูงโปร่งก็ยังเลือกที่จะเดินตามหาเพื่อนที่โดนแฟนตามหาตัวอยู่ดี  ต่อให้มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่ต้องกระทำก็เถอะ

 

แต่มันก็กระวนกระวายใจถ้าไม่สนใจ

                จันเดินขึ้นมายังชั้นสองของห้องสมุดซึ่งมีหนังสือเรื่องการแพทย์    เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆก็เห็นร่างในเสื้อกาวน์สีขาวนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออย่างที่คาดเอาไว้…   แค่เห็นก็ถอนหายใจออกมาทันทีด้วยความโล่งอกและปลงในเวลาเดียวกัน

 

“เฮ้ยอลิน มาอยู่นี่เหรอวะ คุณรีวัลย์โทรหาฉันบอกว่านายหาย!”    เผลอส่งเสียงดังออกมาในสถานที่ที่ต้องการความเงียบ…

 

“ฮ่ะ?   พี่รีวัลย์โทรหานายเหรอ”  มือคว้าหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งวางไว้ข้างมือขึ้นมากดเปิดหน้าจอดู…  แบตเตอรี่หมด…

 

“อ่าว  แบตหมดตั้งแต่เมื่อไหร  เพลินไปหน่อยไม่ได้มอง”  และมันก็เป็นไปตามคาด…  มันเป็นแค่ซิทคอมหลอกให้พระร๊องรองกระวนกระวายใจเล่น

 

จัน สะกิดใจเลื่อนเก้าอี้และนั่งลงฟุบหน้าด้วยความปลง….  เขาจะรีบร้อนร้อนใจไปเพื่ออะไรกันเนี่ย…  “ว่าแล้วเชียว…. เดาไม่ผิดเลยว่ะ…”  ว่าสุดท้ายจะต้องหงายหลัง…

 

อลินจ้องมองเพื่อนที่ร้อนรนเพราะเรื่องของเขา   “งั้นยืมโทรศัพท์นายหน่อย ฉันจะส่งข้อความหาพี่รีวัลย์  พวกนายก็ตกใจกันเกิน  ฉันมากับมะขามด้วยนะนั่น”    เหล่าคนที่เป็นอลินลิซึ่ม(?)

 

เพื่อนรักยื่นโทรศัพท์ให้ยืมอย่างว่าง่าย  “ทีหลังก็พกแบตสำรองไม่ก็สายชาร์ตเหอะ!  นายหายตัวทีคุณรีวัลย์ทำเหมือนนายโดนลักพาตัว….”   ไม่ใช่เอเลน เยเกอร์นะ(?)

 

“รู้แล้วน่า รู้แล้วเว้ย   ขอบใจที่ให้ยืม ส่งให้แล้ว  มีที่ชาร์ตรึเปล่า ยืมด้วย”  ได้ทียืมทุกอย่างที่อีกฝ่ายน่าจะมี…  พฤติกรรมชวนให้ส่ายหน้า..

 

แต่คนฟังก็ให้ยืมอยู่ดี   “ฉันเคยชอบนายได้ไงเนี่ย…   เฮ้อ…..”  นึกสงสัยในความหลังของตัวเอง  รู้อยู่แล้วว่าทำไมถึงชอบ แต่บางเวลาก็ไม่เข้าใจตัวเองพอๆกัน..

 

“อะไรวะ  จะบ่นเพื่อ!?   ฉันให้นายมาชอบฉันเรอะ นายมาชอบเอง”   เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มเดินไปเสียบปลั๊กไฟที่อยู่ไม่ห่างจากโต๊ะนัก

 

“เออ ก็ฉันชอบของฉันเอง ไม่ได้โทษใคร!”  เกลียดอะไรได้อย่างนั้น เป็นคำพูดที่น่ากลัวมากจริงๆ…   เป็นจริงแบบไม่ต้องรอให้เกิดแค่ในนิยายเท่านั้น

 

จนมันกลายเป็นรักครั้งแรกที่มีทุกรสชาติ

                อลิน แย้มเก้อกลับมานั่งอ่านหนังสอไม่โต้เถียงด้วยอีก  จันนั่งมองดูนักศึกษาหนุ่มที่ตั้งใจอ่านหนังสือ  จนกระทั่งสายตาเหลือเห็นใบชีทเฉลยของ Quiz ซึ่งน่าจะเป็นทดสอบย่อย  เห็นคะแนนที่เขียนเอาไว้  แม้จะผ่านแต่ก็ไม่สูง  บางทีนั่นอาจจะเป็นสาเหตุของความตั้งใจเกิดพิกัดก็เป็นได้… แต่ไม่ยอมพูดออกมาว่าทำไมจึงขยันเสียจนลืมมองโทรศัพท์ของตัวเอง….

 

“นายนี่มัน…..”   บางเวลาเป็นเกรียน  เป็นคนชอบเอาชนะ  ชอบฝืนพยายามทำให้ได้มากกว่าขีดจำกัดของตัวเอง…  การเรียนในตอนนี้มันพึ่งใครไม่ได้ซะด้วย

 

….คงไม่อยากให้คนบางคนเป็นห่วง…

                มะขาม เอกมันต์เดินถือหนังสือกองใหญ่มาจากชั้นหนังสือ    ดวงตาสีดำขลับแสนสวยเหลือบเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะอีกคนของน้องชาย  บางสิ่งดึงให้เธอหยุดยืนมองอยู่ห่างๆเพื่อเก็บรายละเอียด  ในสายตาของคนนอกแม้จะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน  ยังไงก็มองออกมากว่า…

 

“ฝืนตัวเองจังเลยนะ”    จนบางครั้งกลายเป็นน่าสงสาร   ภาพของเพื่อนสองคนที่สนิทสนมกันมานาน 9 ปี  ใช้ชีวิตวัยรุ่นร่วมกันมาโดยตลอด….

 

ความรักครั้งแรกที่เป็นรักครั้งเดียวเสมอมา…

ถ้าไม่เปลี่ยนลำดับความสำคัญให้ชัดเจนแล้วล่ะก็….

                1 ทุ่ม เข็มนาฬิกาแบบดิจิตัล เลขวินาทีเคลื่อนไปเรื่อยๆ  รถยนต์ยุโรปสีดำเป็นมันเงาจอดตรงหน้าหอพักนักศึกษา  ร่างสูงใหญ่ผมสีบลอนด์นั่งมองประตูหน้าหอพักจากด้านในรถ   พลางเหลือบมองไปทางนาฬิกาข้อมือของตัวเองเพื่อดูเวลาซ้ำๆ

 

“ช้ากว่าที่คิดนะ”   เวลาที่ล่วงเลยผ่านไปพร้อมกับคนที่มารอซึ่งยังไม่เห็นตัว  พร้อมกับข้อสันนิษฐานบางอย่างในใจที่ปรากฏขึ้น… จากการที่เพื่อนร่วมงานกระวนกระวาย….

 

กำแพงที่สูงตระหง่านยิ่งกว่า Wall Maria Rose และ Sina

                ลำดับความสำคัญมีไว้เพื่อสร้างลำดับความสัมพันธ์ของแต่ละคน  ตำแหน่งไหนคือเพื่อน คือคนรู้จัก คือครอบครัว คือคนรัก แต่ละตำแหน่งมีการให้ลำดับความสำคัญที่ไม่เท่ากัน  เหมือนดั่งการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่ไล่เรียงตามลำดับเขตที่สำคัญเสียก่อน..   กว่าจะมาถึงบางทีมันก็ช่างใช้เวลา… หรือโครงการจะโดนยกยอดไปก่อนให้รอไป…

 

ว่ากันว่าจีบคนโสดนั้นมีศัตรูเป็นแสน

จีบคนมีแฟนนั้นมีศัตรูแค่คนเดียว

 

แต่การจีบคนที่โสดที่มีทั้งศัตรูเป็นแสน และป้อมปราการขนาดใหญ่

มันต้องใช้ความพยายามไม่น้อย

 

——————————————

Free Talk : เขียนเต็มสปีดในที่ทำงาน เพราะว่าอยู่บ้านเขียนไม่ได้ช่วงนี้ OTL”

ตอนนี้คุณอัศวินรุกเบาๆ ก่อนหน้านี้ก็รุกเบาๆ แต่เดี๋ยวจะเริ่มรุกหนักตามที่วางเอาไว้ว่าควรจะรุกแบบหนักๆได้แล้ว(?) เอาเข้าจริงคุณพี่รีวัลย์ตอนจีบอลินใน SS1 ก็แทบไม่รุกมาก เหมือนเนียนๆมาอยู่ในชีวิตประจำวันเค้าทีละนิดๆ 555

Advertisements
 
4 ความเห็น

Posted by บน 01/17/2014 in Uncategorized

 

4 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 16

  1. fray666

    01/17/2014 at 4:46 PM

    คู่นี้เมื่อไหร่จะลงเอยกันได้น้อออ

    ลุ้นๆๆๆ

     
  2. Sunaree Amnuaykitcharoen

    01/19/2014 at 7:35 PM

    คู่นี้เหมือนสิงโตกับกระต่ายจริงๆ จะลงเอยกันได้เหรอนั้น เหอะๆๆ ลุ้นๆๆ

    ปล. จากประโยค”นั่นคือวันธรรมที่คนทำงานและคนวัยเรียนออกจากบ้านพร้อมกัน” ตกคำว่า วันธรรมดา นะคะ

     
  3. taraikari

    02/06/2014 at 9:33 PM

    เป็นผู้ชายตัวกระเปี๊ยกไม่ได้สูงใหญ่…

    แต่กลับทำอะไรที่ใหญ่เกินตัว… อย่างเรื่องต้อยเด็กด้วยวิชาขั้นเทพ… <<< เป็นคำวิจารณ์ที่เจ็บมากอ่ะ
    แต่คิดว่าพี่รีวัลย์คงการ์ดดีไม่สะเทือนเท่าไหร่
    อยู่ๆก็อิจฉาจันขึ้นมา
    มีคนอายุมากกว่ามาตามขายขนมจีบ
    คอยส่งข้าวส่งน้ำให้ทุกวัน
    ข้าวฟรีน้ำฟรีอ่ะ
    อยากมีบ้าง

     
  4. หมีฟูว์ (。・ω・。) (@PooFuGirl)

    02/17/2014 at 2:17 AM

    ปรับเปลี่ยนวิธีการจีบแบบเบสิกไม่โลดโผน
    ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้ใจพ่อหนุ่มกระต่ายสักที – -”
    ความผิดที่สร้างบาดแผลในใจมันลึกนะคะ
    สู้ต่อไป !!

    น้องอลินขยันเว่อร์ !! แต่เพราะมีกำลังใจดี
    ยังไงก็ต้องเป็นคุณหมอแย้มเก้อได้สักวันหนึ่งล่ะ

    มะขามตัดบทจมเรือ… หมดหนทางแล้วน้องอลิน
    มาเชียร์คู่รักแบบพรหมลิขินชักจูงดีกว่านะ 😀

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: