RSS

[KnB Fic] Maple no Hikari (Kikuro) CH.00

21 ม.ค.

Title : Maple no Hikari
Fandom : Kuroko no Basket
Genre : BL , AU
Rating : PG
Pairing : Kise x Kuroko (Akashi)

***** คำเตือน ประวัติศาสตร์อาจไม่ตรงมากนัก ดัดแปลงช่วงเวลาเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสม

———————————————————————————————————————————————-

แสงสีแสดแดงอาบท่วมนครใหญ่ช่างละม้ายคล้ายภาพวาด

คือไฟสงคราม  แผดเผาคร่าชีวิตผู้คนนับร้อยนับพัน

 

สะเก็ดไฟและขี้เถ้าล่องลอยโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสีแดงฉาน

แม้แต่ดวงตาของเราก็ถูกโลหิตบดบังไม่ให้เห็นสีอื่นใด 

 

ยามนั้นกลับเห็นภาพของบางคนแจ่มชัดในความทรงจำ

 

แม้นบางสิ่งจะต้องสูญสลาย

แต่ความรักครั้งนั้นจะจรดลึกไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

“พานพบ”

 

สีเหลือง สีแดง สีของใบไม้แห่งฤดูกาลที่พฤกษชาติเปลี่ยนสี

 

                ยุคเอโดะ คศ. 1853 เรือดำจากประเทศที่อยู่ในอีกฝั่งหนึ่งของทะเลมุ่งหน้าสู่ดินแดนอาทิตย์อุทัย การมาเยือนของชาวต่างชาติตาสีฟ้านำพาให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ณ ประเทศแห่งดวงอาทิตย์ ไฟแห่งความขัดแย้งถูกจุดขึ้นในใจประชาชนคนแล้วคนเล่า สะสมทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเกิดเป็นไฟลุกโหมสร้างความวุ่นวายแก่รัฐบาลโชกุนโทคุกาวะยาวนานต่อเนื่องหลายสิบปี

 

สงครามกลางเมืองของเหล่าขุนนางและโรนินกับรัฐบาลดำเนินต่อเนื่อง ทวีความรุนแรงขึ้น  ตราบจนช่วงฤดูร้อนในปี 1866 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากการเสด็จสวรรคตของจักรพรรดิ และการเสียชีวิตของโชกุน  ไฟที่ลุกโหมจึงดับลงด้วยคลื่นที่ซัดสาดเข้ามาอย่างกระทันหัน…  เกิดเป็นความสงบสุขชั่วขณะหนึ่ง

 

รอให้ฤดูกาลแห่งสงครามผลิใบอย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่ง

นำทุกสิ่งไปสู่จุดจบที่ควรจะเป็น….

                คลื่นทะเลกระทบขอบฝั่ง   คศ. 1867 แคว้นซะสึมะ เมืองท่าเรียบทะเลสีฟ้าครามอันแสนอบอ้าว ห่างออกไปแลเห็นภูเขาไฟตระหง่านเป็นใจกลางของแว่นแคว้น หญิงและชายในชุดยูกาตะหลายสีเดินย่างเรียบถนนการค้าที่คึกคัก เป็นภาพวาดอันแสนสงบสุขควรค่าแก่การจดจำ

 

ใบไม้สีเหลืองหลุดจากกิ่งไม้ร่วงหล่นและปลิวตามสายลมที่โบกพัด   เรือนขนาดกลางซึ่งตั้งอยู่ริมเขาโอบล้อมด้วยต้นเมเปิ้ล  ป้ายไม้ซึ่งประดับริมทางเข้าบ่งบอกสถานะความเป็นสำนักดาบ  แม้นประดับไว้เยี่ยงนั้น ภายในก็เหมือนดั่งบ้านหลังหนึ่ง  สำนักดาบนั้นคืออดีต….

 

ถ้วยน้ำชาวางลงบนถาดไม้สีน้ำตาลเข้ม  กลิ่นหอมจากใบชาอบอวลขึ้นเมื่อสัมผัสความร้อนจากน้ำที่รินรดลงมา  เด็กหนุ่มในชุดยูกาตะขาวและฮากามะสีน้ำเงินเทน้ำลงในกากระเบื้องอย่างระมัดระวัง    เส้นผมสีเดียวกับท้องฟ้าครามจับแสงแดดดูสดใสผิดกับใบหน้าที่ดูเรียบเฉย  ผมอันยาวมัดรวบไว้ด้วยผ้าสีขาวด้านหลัง

ดวงตาที่จับจ้องอยู่กับงานครู่หนึ่งมีประกายขึ้นมา   “ก้านชาตั้งด้วยล่ะครับ”  พึมพำกับตัวเองเมื่อเห็นสัญญาณที่ดีบางอย่าง   เชื่อกันว่าก้านชาตั้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆนี้มันหมายถึงโชคลาภ…

 

ในยุคบ้านเมืองเปรียบดั่งมีคลื่นใต้น้ำ เรื่องดีๆช่างคล้ายสิ่งมีค่า

 

ปลายของฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาวขับให้แคว้นซะสึมะที่มีต้นเมเปิ้ลย้อมระบายบรรยากาศของเมืองให้เป็นสีเหลืองอ่อน  ร่างโปร่งผมสีฟ้าย่างเท้าออกจากครัวเพื่อไปยังห้องโถง  เส้นทางเดินนั้นช่างสงบและเงียบเหงา  พาให้ตัวตนของเด็กหนุ่มกลืนหาย…

 

จนกระทั่ง…  “เท็ตสึคุง!”  หญิงในกิโมโนสีชมพูกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา  ใบหน้ายิ้มแย้มเข้ากับสีของเรือนผมยาวยวง

 

“มีอะไรเหรอครับโมโมอิซัง?”  นัยน์ตาสีฟ้าใสจดจ้องชวนให้อีกฝ่ายประหม่าอย่างกระทันหัน  หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะทั้งที่ไม่มีอะไรพิเศษ

 

“ออกไปซื้อของด้วยกันมั้ย  เท็ตสึคุงว่างรึเปล่า?”   ดวงตากลมโตเหลือบเห็นถาดน้ำชา  พลันสังเกตเห็นก็เริ่มเดาได้ว่าอาจจะโดนปฏิเสธ….

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะมีสีหน้านิ่งยากไม่แสดงออกว่ายินดียินร้าย  อาจด้วยนิสัยส่วนตัวหรือเหตุการณ์บางอย่างในอดีตที่ทำให้เป็นอย่างนั้น    และเป็นไปตามที่คาดเดา   “ตอนนี้ยังไม่ว่างหรอกครับ  ผมต้องเอาชาไปให้อาคาชิคุง”   เด็กหนุ่มปฏิเสธอย่างเรียบง่าย   แม้นเป็นเพียงงานเล็กๆ แต่นามที่เพรียกถึงนั้นพาให้อีกฝ่ายไม่กล้าต่อความ

 

“จ้า ไปกับไดจังก็ได้…..”  สีหน้าระบายยิ้ม น้ำเสียงกลับเหี่ยวลงปานใบไม้แห้ง  กระนั้นคู่สนทนาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

 

“ขอโทษด้วยนะครับโมโมอิซัง  ไว้คราวหน้านะครับ”  เห็นสีหน้าฝืนยิ้มของอีกฝ่ายแล้วใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิด  แม้จะไม่แสดงออกทางสีหน้านัก

 

ตัวเขานั้นมิใช่เด็กรับใช้  กระนั้นก็ไม่สามารถขัดคำสั่งได้

 

                “ไม่เป็นไรจ้ะ  คราวหน้านะ มีร้านดังโงะอร่อยๆอยู่”   เด็กสาวผู้ร่าเริงยิ้มแย้มเพียงแค่ได้ยินคำว่า [คราวหน้า] จากอีกฝ่าย

                คุโรโกะโค้งศีรษะเบาๆเป็นการขอโทษที่ปฏิเสธคำชวนของหญิงสาว   ร่างโปร่งก้าวเท้าเดินย่ำพื้นไม้ของบ้านทรงญี่ปุ่น  เรียบระเบียงทางเดินติดสวนปูด้วยหินกรวดและหินรูปทรงสวย  ประดับตกแต่งด้วยต้นไม้เพื่อแต่งแต้มสีเขียวซึ่งยามนี้เริ่มผลัดเป็นสีเหลืองให้กับสวนสีทึม

 

ที่อยู่อาศัยบ่งบอกถึงความมีศักดินาในระดับหนึ่งของเจ้าบ้าน    แคว้นซะสึมะนั้นยังคงมีโรนินอยู่จำนวนมาก ชนชั้นซามุไรที่เป็นชนชั้นสูง ซึ่งโดนลดหย่อนความสำคัญลงเมื่อเรือดำจากแดนไกลได้มาเยือน….  อันเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่สร้างบาดแผลให้กับทุกคน…

 

เกิดเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลโชกุนและกลุ่มพันธมิตรเพื่อจักรพรรดิ

                โรนินไร้นายบางส่วนกลายเป็นกลุ่มชินเซ็นกุมิ  บ้างถูกว่าจ้าง บ้างเข้าร่วมโดยความสมัครใจ  บางส่วนยึดมั่นศรัทธาและเรียกอำนาจคือกลับให้กับจักรพรรดิ   ผู้คนที่พกดาบนั้นมีทั้งศัตรูและมิตร   แคว้นซะสึมะซึ่งปกครองโดยตระกูลชิมะสึมาตั้งแต่สงครามเซงโงคุ  ยามนี้ก็ยังคงรักษากองกำลังเพื่อต่อต้านโชกุนอย่างนั้น

 

คุโรโกะเลื่อนเปิดบานประตูกระดาษ  ก้าวเข้าห้องที่ปูด้วยเสื่อทาทามิสีเขียวอ่อน  ห้องเงียบซึ่งตกแต่งด้วยภาพวาดและแท่นวางดาบ  “เข้าไปนะครับ อาคาชิคุง”

 

ใจกลางของห้องมีหนังสือเล่มบางวางเรียงราย   หากแต่โดดเด่นด้วยร่างของชายซึ่งมีเกศาสีชาดในชุดยูกาตะลำลองสีดำคลุมด้วยเสื้อคลุมสีขาว    นัยน์ตาที่ลึกลับจ้องตัวหนังสือที่เขียนด้วยหมึกสีดำบนกระดาษสีน้ำตาลอ่อน   ชายผมตัดสั้นเหลือบสายตาขึ้นเมื่อมีผู้มาเยือน

 

….ใบเมเปิลสีแดง….ราวกับเปลวเพลิง….

 

“ขอบใจเท็ตสึยะ”  เด็กหนุ่มผมเกศาฟ้าครามวางถาดน้ำชาลงบนพื้นเสื่อ   แม้เสร็จงานก็นั่งคุกเข่าตรงนั้นมิได้ออกไปไหน

 

“ฝึกกับไดกิเป็นยังไงบ้างล่ะ  เริ่มใช้ดาบถนัดขึ้นรึยัง”  คุโรโกะเหลือบมองพื้น   ดาบที่ซามุไรใช้ฟาดฟันศัตรู  มองภายนอกดูเหมือนเบาหวิว แท้จริงหนักหน่วงราวกับการแบกรับวิญญาณคนตายไปด้วย

 

“มิโดริมะคุงบอกว่าอาคาชิคุงมีเรื่องจะคุยกับผม”    อ้างถึงสมาชิกคนหนึ่งของที่พำนัก   มือส่งถ้วยชาให้กับคนที่เรียกหา

 

การเปลี่ยนเรื่องอย่างเนียนๆ ใช่ว่าคนถามจะไม่รู้   “ใช่ แต่ไม่ใช่เรื่องคุย เป็นเรื่องขอให้ไปทำ”  คิ้วสีอ่อนเลิกขึ้นตามคำพูดของชายผมสีแดงชาด  รอยยิ้มจางๆคล้ายกับมีความคิดที่คาดเดาไม่ถูก

 

หากแต่ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไร  ก็ต้องฟังไว้    “ถ้าไม่ใช่เรื่องฆ่าคน  ก็รับฟังได้ครับ”  คำตอบชวนให้คู่สนทนาหัวเราะเบาๆ

 

ผู้ที่ครอบครองดาบในยุคสมัยนี้  คงไม่มีใครไร้เลือดเปรอะเปื้อนมือ  จะมีก็แต่เหตุผลของการฆ่าฟันที่แตกต่างกันไปเท่านั้น   “ไม่ใช่วันนี้ก็เป็นวันหน้าเท็ตสึยะ  ในยุคสมัยแบบนี้”  ยุคที่สงครามกลางเมืองก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ…

 

วันที่สารจากเบื้องบนมาถึง

นั่นคือเวลาที่บุปผชาติสีแดงสดจะเบ่งบานขึ้นในสนามรบ

เบ่งบานบนซากศพนับร้อยนับพัน…

                คุโรโกะมีสีหน้าที่เรียบเฉย  ป้ายไม้และภาพตัวอักษรซึ่งประดับอยู่ในห้อง เขียนร่างคำว่า [ปาฏิหาริย์]  สิ่งที่ผู้คนเรียกขานกลุ่มโรนินกลุ่มหนึ่งแห่งซะสึมะ    “ให้ไปฆ่าคนสินะอาคาชิคุง….”  เรื่องนั้นไม่ใช่เขาก็มีคนที่สามารถทำได้…  ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็สามารถทำได้…ในหลายๆรูปแบบ….

 

“ไม่ใช่หรอก  จะให้นายไปหาใครบางคนสัก”   สิ่งที่คาดว่าจะได้ยินกลับไม่ใช่สิ่งที่คิดเอาไว้   ไม่ใช่คำขอให้คร่าชีวิตใคร

 

ดวงตาไร้อารมณ์แลดูมีประกายแปลกใจขึ้นมา  เรียกรอยยิ้มจางๆจากคนที่ได้เห็นสีหน้าหม่นๆจากการคิดไปเองก่อนหน้า  “ได้ยินมาว่าตอนนี้มีโรนินแปลกหน้าฝีมือดีคนหนึ่งในเมือง    ฉันอยากให้นายไปดูว่าเป็นยังไง”   สังเกตการณ์ผสมทำความรู้จัก

 

คำขอแกมคำสั่งจากชายผมแดงชวนให้แปลกใจนัก  เหล่าโรนินที่อาศัยอยู่ในที่พำนักแห่งนี้ ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ของสำนักดาบ และด้วยเหตุการณ์บางอย่างจึงเหลือผู้สืบทอดเพียงเท่าที่เห็น  ภายใต้การนำของอาคาชิ เซย์จูโร่ ทุกคนคือซามุไรที่รอเวลาเข้าร่วมศึกเมื่อถึงเวลา

 

“ถ้าไม่มีรายละเอียดรูปร่างหน้าตา  ผมคงหาไม่เจอ”   อาคาชิหัวเราะเบาๆให้กับชายสีหน้านิ่ง   โรนินในแคว้นซะสึมะมีนับร้อย  จะตามสืบทีละคนก็เสียเวลาเกินไป

 

“ฉันก็ยังไม่เคยเจอ   แต่ได้ยินคำเล่าลือว่าชายคนนั้นมักจะอยู่ที่ร้านน้ำชาคิอิโระ   นายลองไปดูแถวนั้นก็แล้วกัน”   รายละเอียดที่กว้างเสียจนต้องใช้สัญชาตญานมากกว่าหาตัวได้เลย

 

“ชื่อล่ะครับอาคาชิคุง?”  ไม่รู้จักหน้าตา  ก็ขอเพียงรู้จักชื่อเสียงเรียงนามก็เพียงพอที่จะถามไถ่จากคนในระแวกนั้นได้  หากไปที่นั่นบ่อยๆ

 

“คิเสะ เรียวตะ”  สีเหลือง…  สีของใบไม้ที่เปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล…   นามของชายผู้นั้น  อักษรสีซึ่งราวกับเป็นความบังเอิญที่คล้องจองกับทุกคนที่นี่….

 

….สีแดง สีฟ้า สีเขียว สีม่วง สีชมพู สีดำ….

 

ราวกับมีบางอย่างชักนำมา….    “ว่าแต่ทำไมต้องเป็นผมล่ะครับ?”  การพบปะของนักดาบแบบนั้น  ทุกคนในเรือนแห่งนี้มีฝีมือและชักนำให้คนอยากลองประมือด้วย  ง่ายต่อการดึงคนอย่างกลุ่มชินเซ็นกุมิ

 

“มีแค่นายที่ไปแล้วไม่เป็นจุดสนใจ  เป็นการใช้ความสามารถพิเศษของนาย”  ใช้สิ่งที่คนอื่นไม่มีให้เป็นประโยชน์  บางสิ่งที่นักดาบหลายคนไม่มี….

 

คุโรโกะไตร่ตรองคำพูดนั่น  ชายซึ่งเปรียบเหมือนนายใหญ่ของอดีตสำนักดาบอาจเพียงต้องการสานมิตร   นักดาบฝีมือดีหากไม่เข้าฝั่งจักรพรรดิ สุดท้ายก็จะโดนชักชวนไปเป็นชินเซ็นกุมิ  หากไม่เป็นมิตรก็คงกลายเป็นศัตรูกันไปในอนาคตอันใกล้

 

แม้นไม่เข้าใจจุดประสงค์อย่างถ่องแท้…

แต่ชายผู้มีพระคุณเป็นคนออกปาก ไม่ว่าอะไรก็ต้องทำได้….

 

                “เข้าใจแล้วครับอาคาชิคุง  ผมจะออกไปตอนนี้เลย  ขอโดดฝึกนะครับ”  ดวงตาอันเรียบเฉยมองไป   ชายผมสีชาดพยักหน้าอนุญาตอย่างง่ายๆ

 

“ขอบใจมากเท็ตสึยะ”    อาคาชิยื่นมือวางลงบนบ่าของเด็กหนุ่มคนสนิท  ฝากความหวังและย้ำให้ความวางใจในงานครั้งนี้

 

“แต่ไม่รับปากว่าจะเจอภายในวันนี้นะครับ”  โชคดีที่เกิดขึ้นจากก้านชาที่ตั้งขึ้น คงมิใช่เกิดกับเรื่องแบบนี้  เกิดแบบนั้นก็น่าเสียดาย…

 

ดวงตาสีฟ้ามองไปยังนัยน์ตาที่แสนลึกล้ำนั้น  สีที่แตกต่างดูผิดแผก  ดั่งสีของต้นเมเปิ้ลซึ่งแปรเปลี่ยน   อาคาชิ เซย์จูโร่มีสายเลือดของขุนนาง  เป็นศูนย์กลางของเขาและสมาชิกทั้งหมดของสำนักดาบ…   เป็นผู้มีพระคุณที่ยอมให้เขาเข้ามาอยู่ในโลกฝั่งนี้….

 

….โลกของโรนิน….

….โลกของดาบ…ซึ่งใช้เพื่อจักรพรรดิ….

 

จักรพรรดิเมจิยังคงเยาว์วัยไม่ต่างจากพวกเขา   ผู้คนในประเทศนี้ต้องการแสงสว่าง  แสงที่สาดส่องลงมายังดินแดนที่อาบกลิ่นไอของสงครามนี้…   ที่นี่ยังไม่มีความสงบ…

 

เมืองท่ามีสายลมที่พัดผ่านเข้ามารุนแรงกว่าเมืองริมเขาและที่ราบ   ภูเขาไฟซึ่งตั้งตระหง่านเป็นใจกลางของแคว้นแผ่สัญลักษณ์แห่งอำนาจ   บ้านเรือนเรียงรายก่อสร้างด้วยไม้เป็นเอกลักษณ์ของดินแดนตะวันออก   ชุดแต่งกายโบราณเข้ากับสถานที่อย่างภาพวาดโบราณ

 

ในอีกร้อยปีข้างหน้าคือเมืองคาโงชิม่า…

ดินแดนเมเปิลตะวันออก….

 

ร้านน้ำชาเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งชาวบ้านผู้ใหญ่และเด็ก ทั้งนักดาบที่ดูน่าเกรงขาม  แม้นร้านจะดูมีชีวิตชีวาและเอะอะ  กลับไม่มีใครสังเกตเห็นบางคนที่เข้ามายืนอยู่ภายใน  เด็กหนุ่มผมสีฟ้าครามยืนมองไปรอบๆร้านโดยไม่มีใครเข้ามาข้องแวะอย่างน่าประหลาดใจ

 

เขาควรจะเอ่ยปากถามหญิงที่ทำงานอยู่ในร้าน  หรือไม่ก็ชวนโมโมอิออกมานั่งดื่มชาเพื่อเป็นข้ออ้างในการสังเกต  ต่อให้เขาอยู่ในแคว้นนี้มานาน  ผู้คนมากหลายก็ยังเหมือนคนแปลกหน้าในสายตาของเขา ยากจะแยกแยะว่าคนใดเพิ่งเข้ามา คนใดเป็นคนในพื้นที่

 

ตัวตนที่เลือนลางยากจะสังเกตเห็น…

เป็นความสามารถที่เหมาะแก่การเป็นสายลับในแดนศัตรู…

                ดวงตาสีฟ้าเฝ้าสังเกตชายถือดาบทีละคน  ทั้งชายกำยำ  รูปงามดูอ่อนแอ  ชายฉกรรจ์ที่ดูป่าเถื่อน  แม้แต่นักสู้ที่เมามายเสียจนต้องให้คนประคอง  เด็กหนุ่มซึ่งเหมือนเงามองทุกอย่างด้วยสีหน้านิ่ง  จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นใครที่ดูมีฝีมืออย่างที่เล่าขาน

 

“บางทีอาจจะไม่มา”  ไม่ใช่วันนี้ก็เป็นวันอื่น  จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้รับการไหว้วานมา

 

คุโรโกะเดินไปหาเจ้าของร้าน หมายจะสั่งดังโงะกลับไปยังที่พำนัก  ยามนั้นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สวนผ่านฉุดดึงให้เบือนสายตามองตามไป  บางสิ่งที่โดดเด่นออกมา  สิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นๆ…   สีสว่างที่สะท้อนขึ้นท่ามกลางความหม่นหมอง

 

เกศาสีเหลืองส่องประกายเหมือนใบเมเปิ้ลที่เปลี่ยนสี

 

                หนุ่มรูปงามในชุดฮากามะสีขาวน้ำเงินรายล้อมด้วยหญิงสาวในชุดกิโมโนสวย     มองเผินๆช่างเหมือนชายนักรักเสเพลไม่ควรใส่ใจสนใจ   แต่ทันทีที่ชายคนนั้นก้าวเข้ามาก็เป็นจุดเด่นในทันที   จุดเด่นในหลายๆความหมายตามแต่สายตาคนในร้านจ้องมอง

 

“ไม่มีที่ว่างเลยนะ…..”   แม้นใบหน้าเปื้อนยิ้ม  น้ำเสียงของชายคนนั้นกลับดูลำบากใจ  การโดนผู้หญิงรุมล้อมแบบนั้นคงน่าอึดอัดไม่น้อย…

 

คุโรโกะยืนมองในระยะประชิด กระนั้นคนกลุ่มนั้นก็ไม่สังเกตเห็นเขาอยู่ดี  เพียงเพราะเขาคอยหลบไม่โดนตัว  ชายคนนี้ไม่พกดาบ… คงมิใช่โรนิน  ไม่ใช่นักรบ…  ควรจะเป็นนักรักเสียมากกว่า   ที่ๆเหมาะกว่าควรจะเป็นหอโคมแดงหรือไม่….

 

คงมิใช่คนที่ได้คำสั่งให้ตามหา   “ขอโทษนะครับ  ผมขอดังโงะ 10 ไม้”  ชายผมยาวสีฟ้าใบหน้านิ่งตรงไปหาเจ้าของร้าน   หญิงมีอายุสวมผ้ากันเปื้อนสะดุ้งตัวตกใจเมื่อจู่ๆมีคนเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว

 

ครู่หนึ่งนั้นท่ามกลางผู้คน  คล้ายกับดวงตาสีฟ้าหันไปเห็นดวงตาสีเหลืองเข้มจดจ้องมา…   สบประสานในความเอะอะของชายและหญิงภายในร้าน   ชายซึ่งมีเกศาและนัยน์ตาสีเหลือง  เส้นผมยาวนั้นรวบไว้ด้านหลังคล้ายกับนักดาบ.. แต่กลับไม่พกอาวุธ…

….ใบเมเปิลสีเหลือง…ราวกับแสงสว่าง…

 

                “ขอดังโงะ 5 ไม้ครับ!”   คล้ายจะสบตากัน แต่แท้จริงกลับไม่ใช่   เสียงนั้นเรียกผ่านไปยังเจ้าของร้านที่กำลังห่อขนมดังโงะให้กับเด็กหนุ่มผู้เหมือนเงาสะท้อนอยู่ในร้าน

 

คุโรโกะถอนหายใจ  วันนี้เขาอาจไม่ได้พบชายซึ่งเป็นเป้าหมาย  โรนินที่ชื่อคิเสะ เรียวตะ   ร่างโปร่งหันไปหาเจ้าของร้านอีกครั้ง  “ขอถามอะไรหน่อยนะครับ”

 

เพล้ง!!!

                เสียงถ้วยกระเบื้องแตกกระจัดกระจายแทรกบรรยากาศ   พร้อมกับเสียงกรีดร้องเสียงแหลมของหญิงสาว   ทุกสายตาต่างมองไปยังที่มาของเสียงพร้อมเพรียงเป็นจุดเดียว   เศษจานกระเบื้องที่แหลกละเอียดบ่งบอกถึงความตั้งใจไม่ใช่อุบัติเหตุ

 

“เฮ้ย พวกแกน่ะหนวกหูจริง!”   ชายฉกรรจ์ตะคอกเสียงใส่กลุ่มชายนักรักในสายตาของคุโรโกะ    มันคงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการประมือ

 

“ขอโทษนะพี่ชาย ไม่ได้ตั้งใจทำเสียงเอะอะหรอก”  ร่างสูงผมสีเหลืองเริ่มต้นด้วยการประนีประนอมแทนหญิงสาวในชุดสีหวาน

 

หากแต่บรรยากาศร้อนระอุเกินกว่าจะยั้งด้วยคำว่าขอโทษ  “ไม่ใช่ครั้งแรกเว้ย!  หลายครั้ง!”  สีหน้าของคนฟังนั้นเริ่มลำบากใจพร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อน

 

คำว่าหลายครั้งบ่งบอกถึงความเป็นแขกร้านประจำ   ดวงตาสีฟ้าอ่อนจับจ้องดูสถานการณ์    “ผู้ชายคนนั้นเป็นแขกประจำของร้านเหรอครับ มาที่นี่บ่อยๆ?”   น้ำเสียงเรียบเฉยไม่ร้อนรนไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

“เอ๊ะ ค่ะ ใช่”  ฝั่งหนึ่งเริ่มมีปากเสียงรุนแรง  ฝั่งหนึ่งถามข้อมูลอย่างราบเรียบ   เจ้าของร้านเมื่อละจากคำถามได้ก็รีบเข้าไปไกล่เกลี่ยก่อนที่ร้านของตัวเองจะวุ่นวายไปกว่านี้

 

คุโรโกะมองตามไปอย่างเรียบเฉย  สถานการณ์ช่างไม่อำนวยให้ถามต่อ  ถามไม่ทันจบคำถามก็มีอันโดนแทรกอยู่ร่ำไป   ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง  มือเอื้อมไปคว้าหยิบห่อขนมแป้งจากมือเด็กในร้านที่กำลังมีสีหน้าแตกตื่น  วางถุงเงินลงข้างๆก่อนที่คนในร้านจะลืมรับชำระเงิน

 

ขณะที่กลุ่มวิวาทยังมีปากเสียง  เพราะคนหนึ่งอยากให้ใจเย็น อีกคนก็ใจร้อนจากความฉุนเฉียว  “เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว ไอ้หน้าหล่อ!”   คนในร้านได้ยินนึกฉงนในใจว่าใช่คำด่าหรือไม่

 

“ขอบคุณที่ชมนะพี่ชาย แหะๆ”  เรียวปากคมของชายผมสีเหลืองขยับยิ้ม  ราวกับจุดไฟลงในกองฟางในลุกลามในร้านน้ำชา   พร้อมกับชายฉกรรจ์ที่ไม่ใช่แค่มีปากเสียง  มือขยับจับอาวุธเข้าขู่ชายรูปงามพูดจาเล่นลิ้น

 

“กริ๊ด เรียวตะระวัง!”   เสียงเพรียกชื่อของหญิงสาวนั้นสะดุดหู  ดวงตสีฟ้าจับจ้องไปยังใบหน้าที่คมคายนั่น  รอยยิ้มกว้าง… ฉีกออกเป็นรอยยิ้มเหยียด

 

….เขี้ยวเล็บบางครั้งนั้นเก็บกักไว้ใต้รอยยิ้ม…

 

แววตาเชื่องๆดูไม่มีพิษภัยที่แปรเปลี่ยน…ดึงดูดให้ชายผู้เหมือนเงาถูกตรึงไว้ตรงนั้น   ดาบในฝักที่ชายฉกรรจ์สูงใหญ่ใช้ข่มขู่คนที่ดูอ่อนแอกว่า  กลายเป็นอาวุธที่อยู่ในมือฝ่ายตรงข้ามเพื่อใช้ข่มขู่กลับ…   ปลายฝักขนานข้างลำคออันเป็นจุดตาย  เพียงชั่วพริบตา…

 

หากเป็นการประมือกันจริงๆแล้วล่ะก็….   “ถ้าจะสู้กันจริงๆ  ไปนอกร้านดีกว่านะ” คงมีเลือดหลั่งรินชโลมร้านในฝั่งหนึ่ง…

 

นามนั้นคือ คิเสะ เรียวตะ  ชายซึ่งมีสีเหลืองเยี่ยงใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง…

โรนินหนุ่มที่สีแดงต้องการข่าวสาร…..

                ผู้คนในร้านอยู่ในสภาพแตกตื่น   นักสู้ผู้มีเรื่องเก็บอาการสั่งผวาตกใจเอาไว้   ขณะที่คุโรโกะ เท็ตสึยะยืนมองด้วยความรู้สึกหลากหลาย…  เขาซึ่งพำนักอยู่กับโรนินยอดฝีมือหลากหลายคน  ไม่เคยคาดฝันว่าจะเจอคนที่มีฝีมือในระดับเทียบเคียงกันปรากฏขึ้นอีก…

 

“มิน่าล่ะครับ… อาคาชิคุงถึงได้….”   ต้องการรู้ข่าวสารของข่าวเล่าลือนั่น  ผู้ใช้ดาบไม่เข้าฝั่งชินเซ็นกุมิผู้อยู่ข้างโชกุน  ก็อยู่ฝ่ายสนับสนุนจักรพรรดิ….

 

….หรือไม่ก็ยังมิอาจค้นพบสถานที่ที่ควรจะใช้ดาบ….

 

                แต่เมื่อมองดีแล้วนั้น ชายรูปงามผู้นั้นหาใช่ซามุไรไม่  มือที่ใช้จับดาบนับว่าจับส่งๆไม่ได้จับอย่างถูกต้อง…  แท้จริงอาจเป็นเพียงคนเก่งแต่มิใช่นักดาบ…   อาจเป็นแค่การเลียนแบบซามุไรที่เคยเห็นมา…  เด็กหนุ่มครุ่นคิดในใจพร้อมกับกระชับห่อดังโงะในมือ

 

ชายคนนี้ไม่ใช่นักดาบจริงๆหรอกครับอาคาชิคุง……

 

                แต่การวิวาทยังดำเนินต่อไป   ศักดิ์ศรีของบุรุษ และทิฐิของนักรบผู้ใช้ดาบขับให้ชายฉกรรรจ์ผู้ถูกหยามด้วยฝีมือที่เหนือกว่าคิดเล่นสกปรก   มือตวัดเรียกพรรคพวกในร้านให้เข้ามาช่วยไม่สมกับเป็นซามุไร   ลูกค้าในร้านทยอยกันวิ่งหนีออกไปก่อนจะเกิดการวิวาทที่ใหญ่โตขึ้น

 

“พี่ชาย แบบนี้มันหมาหมู่นี่ ไม่อายเหรอ”  มือแกร่งกวักให้หญิงสาวในชุดกิโมโนที่ติดตามตนออกห่างไป   ดวงตาที่คมกริบกลับเป็นสายตาที่ดูเชื่องๆเหมือนเดิมอย่างน่าประหลาด

 

“อย่ามาหยามกันเว้ย!”  ชายร่างใหญ่ 4 คนเข้ารุมหนุ่มในชุดฮากามะสีขาวน้ำเงิน   โต๊ะเก้าอี้ที่ขวางหน้าถูกเตะทิ้งสร้างความเสียหาย

 

คิเสะกระชับดาบสวมใส่ฝักในมือ   ดวงตาจับจ้องดูคู่ต่อสู้   ทว่ายังมิทันจะได้ดึงดาบออกจากฝัก  ท่อนแขนกลับถูกดึงกระชากจากบางคนที่มองไม่เห็นตัวอย่างรวดเร็ว..  “ฮ่ะ!?”

 

….เพียงครู่หนึ่งคล้ายกับได้ยินเสียงกระซิบ….

 

                ชายผมสีเหลืองถูกดึงออกมานอกร้าน  ยามสะบัดแขนเพื่อมองหาตัวคนที่ฉุดดึงตนออกมานั้น  รอบกายกลับมีเพียงแค่ความว่างเปล่า… ไม่มีใครนอกจากลูกค้าคนอื่น เจ้าของร้าน และเหล่าหญิงสาวที่ติดตามตัวเองมา..  ดวงตาสีเหลืองเบิกกว้างอย่างตกใจ

 

“ใครน่ะเมื่อกี้….”  เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับลมที่พัดหวนมาแค่วูบหนึ่ง   สัมผัสที่ดึงออกมาแม้นจะมองไม่เห็นใคร…

 

“อย่าใช้ดาบวิวาทส่วนตัวนะครับ”

แผ่วเบาคล้ายกับเพียงหูฝาดไปเอง… แต่มันแจ่มชัด…..

                “ซาชิกิวาราชิ?”   ใจนึกถึงผีบ้านผีเรือนที่มองไม่เห็นตัว แต่มีหน้าที่ปกป้องบ้านเรือนให้กับเจ้าบ้าน…  เป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ  เป็นวิญญาณจริงๆน่ะเหรอ…

 

เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของผู้ชาย แต่วิญญาณดีที่คอยปกป้องเจ้าบ้านจากภยันตรายมักมีรูปร่างเป็นเด็กหญิง…   ใบหน้าคมหันไปหาเจ้าของร้านน้ำชาด้วยสีหน้าฉงนและสะพรึงกลัว   “ร้านของพี่สาวมีซาชิกิวาราชิดุๆรึเปล่าน่ะ”  การที่ไม่พบใคร หรือจะเป็นผีจริงๆ…..

 

….ผีบ้านผีเรือนซึ่งมีกลิ่นของดังโงะ….

                ชายหนุ่มผู้เลียนแบบนักดาบคงอยู่ในความงุนงงและสงสัย ผสมผสานไปกับความกลัวในสิ่งเหนือธรรมชาติ   อีกฝั่งหนึ่งของถนนทางเดินที่ทอดยาว ร่างโปร่งผมสีฟ้าเดินถือห่อดังโงะย่างกลับเรือน  คือการพบพานเพียงชั่วครู่ที่ต่างคนต่างไม่รู้ตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่ง

 

ชายคนนั้นซึ่งไม่ใช่ซามุไร  แต่มีฝีมือเหมาะแก่การขัดเกลา….   และพวกเราซึ่งยังต้องการบางสิ่งมาเติมเต็มความแข็งแกร่ง….  หากนี่คือโชคลาภที่ได้จากก้านชาตั้งแล้วล่ะก็…..

 

“คิเสะ เรียวตะคุง”   นามนั้นคือคิเสะ เรียวตะ…. สีเหลืองที่ปรากฏตัวขึ้น… ใบเมเปิลสีเหลือง….

 

ใบเมเปิลโรยตัวตามสายลมแฝงความหนาว

สีแดงและสีเหลือง ผลัดเปลี่ยนสีเพื่อรอเวลาโรยรา ณ เมืองท่าแคว้นซะสึมะ

                ปีโชวะ ค.ศ. 1987 เดือนตุลาคมย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน  ภายใต้การปกครองของรัฐบาลโชกุนโทคุกาวะ  ชนวนสงครามยังไม่ถูกจุดขึ้นอีกครั้งเพื่อการปฏิวัติ      สายลมสงบยังคงพัดผ่านร่างของเหล่านักดาบ   ผ่านเมืองโบราณเพื่อรอแสงสว่างแห่งการเปลี่ยนแปลง…

 

ใบแฉกของพฤษชาติตระกูลหนึ่งเป็นรูปแฉกแหลมคม

ความงดงามที่ธรรมชาติสรรสร้าง

 

เมเปิ้ล ณ ดินแดนตะวันออก

 

คือเงาร่างของสีสันและคมดาบในยุคสงคราม

….ที่ๆเรามีชีวิตอยู่แห่งนี้…

 

————————

Free Talk : ใช้เวลาในการอ่านประวัติศาสตร์นานมากกกก และมึนมากอยู่พักหนึ่ง 555 เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มีคาบเกี่ยวกันเยอะ เลยยกช่วงนี้มาใช้ เพื่อให้ต่อกับช่วงการปฏิวัติได้พอดี ในตอนแรกสุดเลย อยากเขียนชินเซ็นกุมิ แต่พออ่านประวัติศาสตร์แล้ว เป็นฝ่ายตรงข้ามดีกว่า จากนิสัยตัวละครหลายๆตัว

พล็อตอันนี้คิดไว้ระหว่างรถติดนรกเวลากลับบ้าน ต้นกำเนิดจากแฟนอาร์ตเหลืองดำชินเซ็นกุมิที่ทำเพ้ออยู่พักใหญ่ๆ จนอยากเขียนฟิคคุโรบาสให้ได้ซักนิด เพราะก็หลืบๆคู่นี้มาตลอดๆนะ ตั้งแต่อนิเมซีซั่น 1 แต่ไม่ได้สานต่อ….

ที่ผ่านๆมาไม่เคยเขียนคุโรบาสแบบจริงจังเลย มีแต่ฟิคสั้น TvT ถ้าไฟมันโหมแบบสงครามล่ะก็…..
ปล. คงไม่จอดที่ตอนเดียวจนเป็นฟิคสั้นเวิ่นเว้อระบายพล็อตรถติด 55555

ปล2. นั่นก็อยากเขียน นี่ก็อยากเขียน พล็อตไททันในสมุดที่อยากจะใช้ก็มีอีก ทำไมมือและเวลางอกไม่ได้ 555

ปล3. ทำเพื่อจะได้ไม่เสียดายที่ไม่ได้ทำภายหลัง!

Advertisements
 
2 ความเห็น

Posted by บน 01/21/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[KnB Fic] Maple no Hikari (Kikuro) CH.00

  1. ตป. | S.Luce

    01/21/2014 at 10:01 PM

    ชอบตอนคุโรโกะถึงคิเสะออกมา ไวมาก ไม่แปลกใจที่คิเสะจะคิดว่าเป็นซาซิกิวาราชิ 5555555555555

    เรื่องคุโรโกะนี่ยังไม่ได้ปักธงคู่ไหนเลย เป็นเหลืองดำก็โอเค (ฮาเร็มคุโรโกะไปเลยก็โอเค กร๊ากกก)

    ทำไมไหงอก แต่มือพี่อายะไม่งอกบ้างอ่ะ //โดนตบ

     
  2. fukaze33

    01/22/2014 at 2:51 AM

    แดงดำ ฟ้าเหลือง แจ่มที่สุดคะ >_^ b

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: