RSS

[KnB Fic] Maple no Hikari (Kikuro) CH.01

30 ม.ค.

Title : Maple no Hikari
Fandom : Kuroko no Basket
Genre : BL , AU
Rating : PG
Pairing : Kise x Kuroko (Akashi)

***** คำเตือน ประวัติศาสตร์อาจไม่ตรงมากนัก ดัดแปลงช่วงเวลาเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสม

———————————————————————————————————————————————-

 

ใบเมเปิลซึ่งแปรเปลี่ยนสีเหลืองและแดง

ราวกับย้อมสีภาพวาดของนครให้อยู่ในเปลวเพลิง

 

ท้องฟ้าครามนั้นกลับสดใสตัดกับสีที่ร้อนแรง

บ่งบอกว่ายังมิถึงเวลาที่สีสันของการต่อสู้จะย้อมทุกอย่างไป

 

พวกเราคือกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อปลดแอกอำนาจโชกุน

 

นำพายุคใหม่อำนาจกลับคืนสู่จักรพรรดิ

เหล่านักดาบผู้แข็งแกร่งยากจะหาใครเทียมในช่วงเวลานั้น

“ผู้หญิง”

เสียงของสายลม จักได้ยินชัดที่สุดยามรอบตัวเงียบสงัด

                ยามรู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านร่างกาย ยามนั้นคือช่วงเวลาที่รู้สึกถึงความว่างเปล่าและน่าเบื่อหน่าย  ไม่มีแรงกระตุ้น ไม่มีสิ่งใดที่น่าขวนขวาย ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้รู้สึกสนใจ  แดนอาทิตอุทัยแม้นอยู่ในคลื่นใต้น้ำที่สงบเพียงเปลือกนอก  กระนั้นความขุ่นมัวรอเวลาปะทุนั้นก็มิได้ทำให้เสียงของสายลมหายไปจากโสตประสาทของโรนินหนุ่ม

 

รอบกายของชายหนุ่มผู้มีเกศาสีเหลืองอร่าม คือ เหล่าหญิงสาวมากหน้าหลายตาที่หลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก  รอยยิ้มและคำพูดทั้งหลายที่ตอบกลับล้วนเป็นคำพูดตามมารยาทและอัธยาสัยดี   ร้านน้ำชาและภาพแบบนี้เป็นที่คุ้นเคยของคนระแวกนั้น

 

กิโมโนหลากสีสัน  พฤกษชาติที่แปรเปลี่ยนสีตามฤดูกาลของแคว้นซะสึมะ  สิ่งเหล่านี้บอกให้รู้ถึงความสงบสุขของปีค.ศ. 1867  ซึ่งมีเพียงนักโบราณคดีและผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในอนาคตข้างหน้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าต่อไปจะเกิดเหตุการณ์แบบใดขึ้น

 

บุรุษผู้หนึ่งยังคงตามหาสิ่งที่จะกลบเสียงของสายลมไปได้

                “เรียวตะ?  นิ่งไปมีอะไรเหรอ?”  เสียงหวานของเหล่าหญิงสาวทักขึ้นเมื่อเห็นชายในชุดฮากามะสีขาวน้ำเงินเงียบไปในครู่หนึ่ง

 

เขาผู้มีนัยน์ตาสีเหลืองวาดรอยยิ้มกว้าง   “ไม่มีอะไรหรอก~  แค่คิดว่าดังโงะอร่อยจังเลยนะ”  รสของแป้งหวานอันเป็นที่ชื่นชอบของชาวเมือง…

 

“ได้ยินว่าเรียวตะเดินทางมาจากที่อื่น  มาทำอะไรที่แคว้นซะสึมะเหรอ  ในยามสงครามแบบนี้ด้วย”  หากไม่ร่วมรบก็หลบหนี ไม่ก็ออกห่างจากการต่อสู้  หรืออาจจะเป็นคนจร

 

“วาดรูปน่ะ  เขียนภาพพู่กัน  แต่ทุกคนก็เข้าใจผิดว่าฉันเป็นนักดาบกันทั้งนั้นเลยนะ”  การพกดาบในดินแดนดวงอาทิตย์ยามนี้… สร้างศัตรูได้ง่าย….

 

“เอ๋?  จริงเหรอ  งั้นวาดรูปพวกเราบ้างสิ”  ชายหนุ่มรูปงามกับการวาดภาพ….  พาให้หญิงสาวหลงใหลได้ไม่ยาก  ไม่ต่างกับนักดนตรี….  ครั้งหนึ่งเคยเป็นศิลปิน  จากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง นครแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง ก็ยังไม่พบสิ่งที่ขจัดเสียงของสายลมให้หายไปได้…

 

…ดาบก็มีไว้เพียงช่วยตัวเองในยามมีเรื่องวิวาท….

 

“จะว่าไปพวกเธอเชื่อเรื่องซาชิกิวาราชิไหมน่ะ?”  เสียงทุ้มอันสดใสถามความเห็นของคนรอบข้าง  หญิงในชุดกิโมโนหลายสีพากันมองหน้ากันและกัน   เรื่องของผีสางแบบนั้น….

 

เหตุการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นในวันวานพาให้โรนินปลอมๆกลับมายังร้านน้ำชาที่ตัวเองเคยก่อเรื่องเอาไว้อีก  เสียงกระซิบนั้นแม้จะแผ่วเบาแต่เขายังคงจำได้  มันช่างเหมือนคำเตือนของภูติผีบ้านผีเรือนที่ยากจะเดาว่าประสงค์ดีหรือประสงค์ร้าย….

 

สิ่งที่รู้คือในตอนนั้นเขามองไม่เห็นใครสักคนเดียว  คนที่ฉุดรั้งเขาออกมาจากร้านน้ำชา   มีเพียงความว่างเปล่า  “พี่สาว ร้านพี่สาวน่ะมีซาชิกิวาราชิแน่ๆเลย”   ใบหน้าคมเงยขึ้นมองหญิงสาวที่เอาดังโงะมาวางเพิ่มให้พอดีจำนวนคน  สร้างความฉงนให้คนฟังนัก

 

“ซาชิกิวาราชิ??  ถ้ามีจริงๆก็ดีสิคุณ  เพราะมันจะนำพาโชคลาภเข้ามา”   ปกป้องเจ้าบ้าน นำพาเรื่องดีงาม ทำให้กิจการการค้ารุ่งเรือง  บางทีผีบ้านผีเรือนตนนั้นอาจจะไม่อยากให้เขาก่อเรื่องก็เป็นได้….

 

“สงสัยจะมาเพราะติดใจรสชาติดังโงะล่ะมั้งครับ ฮ่ะๆ”  มือแกร่งหยิบไม้ดังโงะกลมราดด้วยน้ำตาลขึ้นมาถือ  ถ้าทักว่าร้านนี้เคยมีคนตายหรือเปล่าคงโดนไล่ออกไปแทน

 

…..ซาชิกิวาราชิซึ่งมีกลิ่นของดังโงะ….

                กลิ่นของดังโงะ…   ชายผมสีเหลืองยาวรวบผมจ้องมองของหวานในมือเขม็ง   ยามครุ่นคิดและพยายามนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตานั้น  นอกเหนือจากคำกระซิบแผ่ว  สิ่งที่เขาจำได้แม่นยำก็คือกลิ่นของขนมหวานชนิดนี้ที่ลอยมาแตะจมูก

 

“อย่าพูดเรื่องผีสิ  มันน่ากลัวนะ…..”  กลุ่มหญิงผู้ติดสอยห้อยตามเริ่มขนลุก   กลางวันแสกๆพูดเรื่องวิญญาณอาจจะไม่น่ากลัวเท่ากลางคืน แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวอยู่ดี

 

โรนินหนุ่มยิ้มและหัวเราะ  จนกระทั่งมีชายฉกรรจ์ในชุดยูกาตะสีเข้มเดินมาหยุดข้างโต๊ะไม้   ดวงตาคมเหลือบขึ้นมอง   “คิเสะ เรียวตะสินะ  พวกเรามีเรื่องจะมาเสนอ”  คิ้วสีอ่อนเลิกขึ้นตามคำชักชวนนั่น

 

“เสนอ?”  ชายตรงหน้านั้นพกดาบยาวอันเป็นสัญลักษณ์ของโรนิน   อาจจะเป็นคนจากสำนักดาบ.. หรือเป็นใคร..?

 

กลิ่นของดังโงะและน้ำชาคลุ้งในร้านซึ่งเป็นเรือนไม้…

ไม่ต่างจากห้องหนึ่งในที่พำนักซึ่งก่อด้วยไม้เฉกเช่นเดียวกัน..

                ขนมดังโงะจัดเรียงในจานสีขาวบนถาดไม้   ชาเขียวอุ่นร้อนเทจากกาสีเข้มลงในถ้วยทั้งสาม   เสียงของน้ำสลับไปกับเสียงของหมากรุกไม้บนกระดาน   ชายผมสีฟ้าอ่อนวางถ้วยน้ำชาลงใกล้ๆตัวคนสองคนที่ใช้สมาธิอยู่กับการชิงชัยในเกมกระดาน  คนหนึ่งซึ่งมีเส้นผมสีเปลวเพลิง และอีกคนซึ่งมีเส้นผมสีเย็นเหมือนกับใบไม้แก่

 

ชายสามคนในชุดยูกาตะราวกับภาพวาดโบราณ    คุโรโกะนั่งมองพลางหยิบดังโงะมาเข้าปาก    ดวงตาจับจ้องดูหมากแต่ละตาที่ชายสองคนเดิน   จนกระทั่ง…  “ได้ยินว่ามีพวกโรนินตีกันในร้านน้ำชา”   มือซึ่งพันด้วยผ้าพันแผลขยับแว่นตา

 

“ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยครับ มิโดริมะคุง อาคาชิคุงให้ผมไปหาคน”  เสียงราบเรียบเล่าเหตุการณ์อย่างไร้อารมณ์

 

อาคาชิหยักยิ้ม  “นายบอกว่าคิเสะ เรียวตะไม่ใช่นักดาบสินะเท็ตสึยะ”  จากภารกิจง่ายๆเพียงแค่ไปดูต้นตอของคำเล่าลือจากคนอื่น

 

“ครับ  ถึงจะเก่ง แต่ดูยังไงก็ไม่เคยฝึกดาบมาเลย”   เป็นเพียงการจับดาบเลียนแบบคนที่เคยประมือมาด้วย… อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้

 

“พวกเลียนแบบ  ไม่เคยฝึกดาบก็เรียกว่านักดาบที่แท้จริงไม่ได้”   ชายสวมแว่นตาเดินหมากตาต่อไปของตัวเอง  ช่างเป็นคำพูดเย็นชา

 

“ผมว่าเขาคงทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่โรนิน  อาจจะเป็นพวกคนวาดรูป หรือว่านักดนตรี คงไม่ใช่คนจรทั่วๆไปครับ”  ภาพที่เห็นบ่งบอกแนวโน้มความน่าจะเป็น

 

“ถึงอย่างนั้นก็เป็นคนเก่ง  ถ้าสู้ได้ก็นับว่ามีฝีมือแล้ว  จะขับให้กลุ่มของเราแข็งแกร่งขึ้นไปอีก”  คำพูดของโรนินผมแดงซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มพาให้คนฟังทั้งสองเงียบไปวูบใหญ่ๆ

 

มิโดริมะถอนหายใจพร้อมๆกับขยับแว่นเป็นสัญลักษณ์บอกถึงความหัวเสีย  “ต่อจากคุโรโกะ  ก็จะมีพวกแปลกๆอีก”

 

“ผมไม่ใช่พวกแปลกๆนะครับ ถ้านับพวกแปลกๆ มิโดริมะคุงก็เป็น”   ชายหน้านิ่งตอบโต้ด้วยปากคอเราะร้ายและใบหน้าที่นิ่งงัน  คนในอดีตสำนักดาบแห่งนี้นับเป็นพวกแปลกๆกันทั้งนั้น….

 

ข้างตัวของโรนินหนุ่มผมสีเขียวซึ่งมีต้นหอมต้นใหญ่วางอยู่…

มองอย่างไรก็ดูแปลกประหลาดสิ้นดี….

                ชายสวมแว่นตาจ้องหน้าเพื่อนที่ไม่นับว่าเป็นเพื่อนซึ่งกำลังจ้องดูต้นหอมของตน    “ของนำโชคของฉันวันนี้คือต้นหอม  ตามที่ทำนายดวงชะตาเมื่อเช้า”

 

‘แต่เดี๋ยวก็คงแพ้หมากรุกล่ะครับมิโดริมะคุง’  …  บนหน้าผากของชายผมสีฟ้าเขียนไว้แบบนั้น   มิโดริมะ ชินทาโร่สืบสายเลือดมาจากตระกูลองเมียวในศาลเจ้า หากบอกว่าคนอื่นแปลก ชายคนนี้ก็แปลกพอๆกัน….

 

เจ้าของผมสีแดงชาดวางหมากตัวต่อมาซึ่งทำให้อีกคนเล่นตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก   ของนำโชคคงไม่ได้นำโชคในเรื่องนี้…   “ตอนนี้พวกโชกุนให้พวกชินเซ็นกุมิซื้อตัวโรนินฝีมือดีๆไปหลายคน  ถ้าพวกเราเจอเพชรก็ต้องคว้าไว้ก่อน”   ก่อนจะกลายเป็นศัตรูฝ่ายตรงข้าม….

 

“อาโอมิเนะคุงกับมุราซากิบาระคุง  จะว่ายังไงล่ะครับ?”   คุโรโกะ เท็ตสึยะนึกถึงอีกสองคนซึ่งไม่ได้อยู่ที่นี่ตอนนี้

 

“ถ้าฉันตัดสินใจ  ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้ว”   ทั้งชายผมฟ้าและผมสีใบไม้แก่ต่างจำนนในคำพูดของผู้นำ   การตัดสินใจของอาคาชิ เซย์จูโร่ ไม่ว่าเมื่อใดก็ไม่มีใครขัด…   สิ่งที่ชายซึ่งมีสายเลือดของขุนนางคิดนั้นผ่านการวางแผนและไตร่ตรองผลลัพธ์มาแล้ว..

 

ผ่านพ้นและอยู่รอดจากสงครามกลางเมืองหลากหลายครั้ง

ด้วยความแข็งแกร่งของตัวเองและกลยุทธของผู้นำ

                ผู้นำที่อ่อนแอไม่อาจนำบริวารได้ และนำผู้ตามไปสู่ความตาย  ผู้นำที่แข็งแกร่งยิ่งขับนำให้บริวารที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ยิ่งแข็งแกร่งและได้ชัยชนะเหนือศัตรูมากขึ้นไปอีก  นี่คือกฏของสงครามแย่งชิงอำนาจ  ไฟที่สงบไม่นานจะยิ่งลุกโชนเมื่อถึงเวลา

 

คนเพียงคนเดียวที่เคยเจอเป้าหมายมองใบหน้าผู้นำนิ่ง ชายผมเหลืองคนนั้นเหมาะแก่การเป็นนักรักมากกว่านักดาบเสียอีก    “อาคาชิคุงจะลองไปคุยกับคิเสะ เรียวตะคุงด้วยตัวเองไหมล่ะครับ แต่อาจจะเข้าถึงตัวยากสักหน่อย เพราะมีผู้หญิงตามเต็มไปหมด”

 

มิโดริมะเหล่มองคุโรโกะซึ่งมีใบหน้าไร้อารมณ์ ราวกับต้องการเหน็บว่าคนที่พูดถึงน่ะเหรอจะไปเอง   “ฉันมอบหมายให้นายเป็นคนพามาก็แล้วกัน” และมันก็เป็นไปตามที่เขาคิด

 

ดวงตาสีฟ้าเบิกค้างตกตะลึงไปชั่วขณะ  “ผมโผล่หน้าไปให้เห็นแล้ว แต่เขาไม่เห็นผมล่ะครับ”  จืดจางแม้อยู่กลางผู้คน…. เป็นความสามารถพิเศษ

 

“นายก็แค่เข้าไปคุยกับหมอนั่นตรงๆแล้วพามา  มันจะยากเย็นอะไร”  เจ้าของผมสีใบไม้หงุดหงิด  ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก…

 

เรียวปากของอาคาชิ เซย์จูโร่หยักยิ้มคล้ายกับมีความนัย   ดวงตาซึ่งมีสีแตกต่างราวกับใบเมเปิลสีเหลืองและแดงสบมองเข้าไปยังดวงตาที่นิ่งไร้อารมณ์ของคุโรโกะ เท็ตสึยะ  “เท็ตสึยะ นายบอกว่ารอบตัวของชายคนนั้นมีแต่หญิงสาวงั้นสินะ”

 

คนถูกถามผงกศีรษะตอบ พร้อมกับอาคาชิซึ่งหันไปทางบานประตูกระดาษ   “โมโมอิ อยู่ตรงนั้นสินะ”  สิ้นเสียงถาม  หญิงในยูกาตะสีชมพูเข้ากับเส้นผมจำต้องเลื่อนเปิดบานประตูเพื่อเผยตัวตนที่มาแอบดูคนที่ตัวเองชอบ….

 

เมื่อดวงตาสีฟ้านั้นจ้องมาที่หญิงสาว  เธอรู้สึกอายใจเต้นไม่เป็นจังหวะ  ยิ่งโดนจับได้ว่ามาแอบมองแบบนี้แล้วด้วย  จำต้องหัวเราะกลบเกลื่อนแก้อายไป    “อาคาชิคุงจะให้ฉันเข้าไปในเมืองเหรอ”   ถามคล้ายกับรู้งานว่าต้องทำอะไรต่อไป…

 

คุโรโกะงุนงงเล็กน้อยเมื่อก่อนหน้านี้บอกว่าจะให้เขาจัดการเรื่องนี้   แต่ไม่ทันไรกลับเรียกโมโมอิ ซัทสึกิซึ่งเป็นหญิงเพียงคนเดียวในที่พำนักเข้ามา   “พาเท็ตสึยะไปแต่งตัว”  ประโยคที่ออกจากปากผู้นำขับให้งงยิ่งกว่าเดิมทั้งห้อง

“เอ๋????”   โมโมอิมองหน้าชายที่หลงรักสลับไปมากับเจ้าของคำสั่ง    ความสงสัยอบอวนไปทั้งห้องไม่มีใครเข้าใจนอกจากเจ้าของความคิด….

 

ว่ากันว่าการเข้าหาบุรุษที่ง่ายดายที่สุดคือการใช้สตรีเข้าหา

เพราะบุรุษนั้นย่อมใจอ่อนกับสตรีผู้อ่อนแอกว่า…

                กลยุทธการศึกที่ใช้กันมาหลายยุคหลายสมัย มีการใช้หญิงงามหรือนินจาในกลศึกมาแล้วนับไม่ถ้วน  ไม่เว้นแต่การลอบสืบข้อมูลหรือการลอบสังหาร  ภาพในห้องโถงปูด้วยเสื่อทาทามิในยามนี้ทำให้มิโดริมะ ชินทาโร่พูดอะไรไม่ออก นอกจากทำหน้าตานิ่งปนเหวอ  แว่นตาใสแทบจะร้าวเพราะเพราะที่ได้เห็น

 

ผิดกับหญิงผมยาวยวงสีชมพูดอกซากุระที่กุมหัวใจที่พร้อมจะหลุดจากอกได้ทุกเมื่อของตัวเอง  ‘เท็ตสึคุง!!  ฉันจะตายแล้ว!!’

 

และชายผมแดงผู้เป็นคนออกปากซึ่งแย้มยิ้มบางๆที่มุมปาก    “น่ารักดีนะเท็ตสึยะ”   อากัปกิริยาที่แตกต่างกันของคนในห้องสามคนช่าง……

 

“ทำไมผมต้องแต่งตัวแบบนี้ด้วยล่ะครับ….”  ใบหน้าที่ไร้อารมณ์นั้นมีสีชมพูฝาดระบายให้รับรู้ว่าเจ้าตัวกำลังอับอายไม่น้อย…

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะสวมใส่ยูกาตะสีฟ้าอ่อนเข้ากับสีผมแบบเดียวกับพวกหญิงสาวแรกรุ่น   ผมที่ยาวและมักจะมัดรวบเอาไว้อย่างโรนินทั่วไปปล่อยสยายและหวีเรียบด้วยฝีมือของผู้เชี่ยวชาญ   ประดับด้วยที่ติดผมรูปดอกไม้ขับเสน่ห์   นับเป็นผลงานชั้นยอดของโมโมอิ ซัทสึกิ…. แต่….

 

มองยังไงก็ผู้ชายชัดๆ…!!!

                หนุ่มผมสีใบไม้กุมขมับตัวเองพร้อมกับสั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก  แต่ที่รู้คือใครตกหลุมพลางคงโง่เต็มทีแล้ว….  นักดาบร่างน้อยเหมือนหนุ่มรูปงามละอ่อนไม่มีกล้ามเนื้อนั้นไซร้  มีแต่ในเรื่องแต่งซึ่งหญิงในนครชอบอ่านกัน….

 

“อาคาชิคุง…..  สภาพแบบนี้มันน่าอายจนไม่น่าเดินออกจากบ้านเลยนะครับ”   เรื่องจะออกไปคุยกับกับคนอื่นยิ่งยากกว่าเดิมเป็นพันเท่า

 

“คิเสะ เรียวตะน่าจะอยู่ที่ร้านน้ำชาเหมือนเดิม  ฝากด้วยเท็ตสึยะ”   ผู้นำผมแดงเกลี่ยกระดานหมากรุกเสียใหม่   ไม่รอฟังคำโต้แย้ง

 

“ผมไปคุยแบบปกติจะดีกว่า”   คุโรโกะรู้สึกอึดอัดจากโอบิที่รัดแน่นของพวกหญิงสาว  การเดินเหินก็ลำบากลำบน   โดนจับมาแต่งตัวแบบนี้ไม่เข้าท่าสักเท่าไหร

 

หากแต่ดวงตาสองสีที่เหลือบมองมาของผู้มีพระคุณก็ทำให้เขาปฏิเสธลำบากเหมือนอย่างวันวาน  “งั้นผมไปล่ะครับ”   ไม่พูดอะไรต่อนอกจากหันหลังเดินไปทางประตู

 

“เท็ตสึคุง  ก้าวสั้นๆหน่อย เดี๋ยวจะล้มคะมำนะ!”   โมโมอิผู้เชี่ยวชาญกว่าเร่งลุกขึ้นเดินตามหลังไปอย่างเป็นห่วง  ยูกาตะของชายและหญิงคล้ายกันแต่ก็มีความแตกต่าง….

 

มิโดริมะซึ่งพูดไม่ออกบอกไม่ถูกขยับแว่นตาอย่างปลงๆ  จะว่าน่าสงสารก็คงไม่ใช่   “ถ้าไม่ใช่นายอยากเห็นเอง ก็คงอยากแกล้งคุโรโกะ  แต่ฉันว่าคงเป็นอย่างแรก”   หากคิเสะ เรียวตะเชื่อว่านั่นเป็นผู้หญิง ก็คงเป็นปาฏิหาริย์เหมือนตัวหนังสือที่ประดับไว้บนผนังห้องนี้

 

เรียวปากหยักยิ้มบางๆคล้ายกับมีความนัย     “นั่นสินะ  อาจจะทั้งสองอย่าง หรืออย่างเดียว”  มือหยิบหมากตัวแรกเดินออกไป…

 

“คุโรโกะก็ออกไปทั้งสภาพแบบนั้น… ช่างบ้าจริงๆ…”   เชื่อฟังคำสั่งไม่มีโต้แย้ง… อาจเพียงโต้แย้งเล็กๆน้อยๆที่ไม่มีทางชนะ….

 

นามคือคุโรโกะ เท็ตสึยะ   เจ้าเด็กหนุ่มซึ่งอยากเป็นโรนิน..  อยากก้าวเข้ามาอยู่ในโลกทางนี้…  และเขาก็เป็นคนอนุญาตให้เข้ามาได้   อาจไม่ได้แข็งแกร่งเท่านักดาบทั้ง 4 คนในสำนักดาบ  กระนั้นก็มีบางอย่างที่พวกตนทั้ง 4 คนไม่มี…สิ่งที่เป็นอาวุธเฉพาะตัว…

 

กลมกลืนกับทุกสิ่งเหมือนดั่งสีของท้องฟ้า…

ขณะเดียวกันก็เหมือนเงาซึ่งยากจะจับตัว…. เงาซึ่งอยู่เบื้องหลังของแสงสว่าง…

 

                ร้านน้ำชาคิอิโระเริ่มมีลูกค้าบางตาลงในยามบ่ายคล้อย  อากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเย็นกว่าฤดูร้อน กระนั้นช่วงบ่ายก็มีแสงแดดจ้า   จะเหลือก็เพียงผู้คนที่ทำงานรับจ้างไม่เป็นเวลาและโรนินที่ว่างงานนั่งดื่มชา  ซึ่งรวมไปถึงชายผู้มีสีเส้นผมเยี่ยงใบเมเปิลสีเหลืองด้วย

 

รอบกายของซามุไรหนุ่มยังคงมีหญิงสาวคอยติดตาม แม้จำนวนจะน้อยลงไปบ้าง  บางเวลาพวกเธอก็ทำให้เขาเหนื่อยหน่ายไม่น้อย แต่เขาก็เอ่ยปากไล่ออกไปไม่ได้  หากเขาใส่หน้ากากหลบซ่อน มันก็ไม่ช่วยให้ลดความโดดเด่นลงได้สักเท่าใด

 

“ฉันว่าจะกลับล่ะ”  คิเสะหยิบเอาถุงเงินในเสื้อออกมาจ่ายค่าน้ำชาและขนม    สีหน้าของเขาแลดูจริงจังและมีบรรยากาศตึงเครียดกว่ายามเช้า

 

ชายฉกรรจ์ลึกลับผู้พกดาบนำข้อเสนอบางอย่างที่อาจขับพาเสียงของสายลมนั้นหายไปได้…  หากแต่นั่นคือการเหยียบย่ำเข้าไปยังสงครามระหว่างโชกุนโทคุกาวะและฝั่งจักรพรรดิ  การเข้าร่วมสงครามที่แท้จริงซึ่งไม่เคยปรากฏอยู่ในหัว  ยังมิอาจตัดสินใจได้…

 

ชินเซ็นกุมิ เหล่าซามุไรซึ่งใส่อาโฮริสีฟ้าอ่อนแถบภูเขาสีขาว….

องครักษ์ผู้ต่อสู้พิทักษ์โชกุน….

                การมาเยือนของเรือดำและชาวต่างชาติจากแดนตะวันตก คือ จุดเริ่มต้นของชนวนสงคราม และกำเนิดเหล่าหมาป่าแห่งมิบุขึ้นมา  กลุ่มโรนินซึ่งมีชื่อเสียงทั้งบวกและลบตามฝั่งที่เลือก…  และเป็นศัตรูของแคว้นซะสึมะซึ่งเป็นพันธมิตรของฝั่งจักรพรรดิ

 

ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยาก  แม้ค่าตอบแทนจะสูง… แต่เขาก็ไม่ใช่นักดาบโดยแท้    “ทำหน้าเครียดเชียว  เอาน้ำชาอีกไหม  แก้วนี้ให้เปล่าๆ ไม่ต้องจ่าย”  หญิงเจ้าของร้านถือกาน้ำชาเทให้ 1 แก้วถ้วนตามที่เอ่ยบอก  รอยยิ้มของเธอช่างเป็นมิตรกับลูกค้าประจำ

 

“แก้วเดียวเองเหรอครับ!?”  ความใจดีที่ดูเหมือนใจร้ายช่างเป็นสีเทาโดยแท้….

 

หากเลือกที่จะเป็นนักดาบในสงคราม  สิ่งที่จะได้พบก็คือการฆ่าเพื่อนำไปสู่ชัยชนะ   ซึ่งนั่นก็คงไม่เลวร้าย  เพราะนั่นคือสงคราม….   ชายหนุ่มผมสีเหลืองดื่มชาที่ได้รับน้ำใจเล็กๆจากเจ้าของร้านจนหมด  ร้อนมากเสียจนจะลวกปากเอาเมื่อคิดช้าไป….

 

“งั้นไปล่ะ กลับไปนอนล่ะนะ” หยัดกายขึ้นจากโต๊ะไม้   ก้าวขาออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้หญิงสาวทั้งหลายตามออกมาไม่ทัน

 

คิเสะ เรียวตะจ้ำอ้าวออกจากร้านน้ำชาไวว่องหมายจะกลับไปยังบ้านเช่าอันเป็นที่พำนักชั่วคราว  ชายร่างสูงใหญ่เดินผ่านบ้านเรือนและร้านค้าสองข้างทางล้วนแต่มีคนจ้องมอง   จนกระทั่งเดินหลบมาถึงบริเวณทางเดินซึ่งมากด้วยต้นเมเปิลจึงสบายใจขึ้นบ้าง

 

ยามสายลมพัด…  จึงได้ยินเสียงของสายลมอีกครั้ง…   “เสียงของสายลม…อีกแล้วสินะ…”   บางทีสิ่งที่โดนหยิบยื่นให้ในครานี้ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี  แคว้นซะสึมะไม่มีสิ่งใดจรรโลงใจ…

 

ดวงตาคมสีน้ำตาลมองใบเมเปิลที่ร่วงโรย สีแดงและสีเหลือง…  ค่อยๆร่วงหล่นลงมา  ช่างเหมือนภาพวาดของเปลวไฟอาบบ้านเรือนในยามสงคราม…  ซึ่งสุดท้ายก็เหลือเพียงเถ้าถ่าน  … มองอยู่แบบนั้นจนกระทั่งกลิ่นของบางอย่างแตะจมูก… กลิ่นหอมหวาน…

 

กลิ่นของขนมดังโงะ…..

                ภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งที่รู้สึกตัวมาตลอดว่าอยู่เพียงลำพังคนเดียว คลับคล้ายกับวิญญาณปรากฏตัว…   ความรู้สึกเดียวกับการพบพานซาชิกิวาราชิกลิ่นดังโงะ  ผีบ้านผีเรือนในวันนั้น…   ตรงหน้าของชายหนุ่มคือหญิงสาว(?)ตัวเล็กกว่า  ผมยาวสีฟ้าอ่อนของเธอไหวตามแรงของลม  ยูกาตะสีเข้ากับเส้นผมสะกดสายตา  รวมไปถึงดังโงะในมือและสีหน้าไร้อารมณ์นั่น….  ทุกอย่างตรึงสะกด…..  แต่นั่น…..

 

ผู้ชายชัดๆ!!!!

 

                ลูกกระเดือก กล้ามเนื้อไหล่ที่ดูหนากว่าหญิงสาวเห็นชัดได้แม้จะมีอาภรณ์ห่มทับ  ร้อยทั้งร้อยคงมีแต่คนตาฝ้าฟางและคนตาบอดเท่านั้นที่มองไม่ออกว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่ผู้หญิง  ราวกับพวกงานเขียนที่หญิงในนครหลงใหลได้ปลื้ม  เรื่องราวของชายแต่งเป็นหญิง….

 

คิเสะถึงกับพูดไม่ออกกับชายตรงหน้าตัวเอง… ใยแต่งเป็นผู้หญิง?  งานอดิเรก?  ความชอบส่วนตัว?   จ้องหน้าเขามีจุดประสงค์อะไร?   หากนี่คือการดึงดูดความสนใจ นับว่าได้ผลอย่างยิ่งยวดเพราะมันตรึงสายตาอย่างแท้จริงจากความสงสัยและตกใจ….

 

“เอ่อ….ผม…เอ๊ย   ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”  ความพยายามที่ไม่เนียนด้วยสีหน้าตายด้าน  และการเปลี่ยนคำกระทันหันขับให้คนได้ยินพยายามกลั้นขำ

 

“คุยกับฉัน?  เรื่องอะไรล่ะนั่น?”   เมื่ออีกฝ่ายพยายามมาก่อน   นักวาดหนุ่มก็เล่นตามไป   ไม่แสดงออกว่ารู้ความจริง

 

คุโรโกะมองหน้าชายซึ่งเคยคิดว่าเป็นโรนินครู่หนึ่ง คล้ายกับเรียบเรียงคำพูด   “นายอยากเป็นนักดาบจริงๆไหม?”   ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้าง

 

“หา?????”   ครั้งที่สองของวันซึ่งได้ยินคำถามราวๆนี้พาให้คนโดนถามตกตะลึง   คนหนึ่งคือการทาบทามเพื่อเป็นชินเซ็นกุมิ  ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น…..

 

“มีคนอยากจะพบนาย”  ชายคนนั้นซึ่งมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวคนจร….

 

ดวงตาสีฟ้าอ่อนและภาพลักษณ์ซึ่งดูจืดจางเสียจนชายหนุ่มไม่แน่ใจเป็นพักๆว่าคือคนหรือวิญญาณ  พาให้เขาต้องก้มมองดูว่าอีกฝ่ายมีขาหรือไม่   ทั้งคำถามนั้นช่างน่าสับสน  ใบหน้าของคนถามก็ช่างไร้อารมณ์  เรียบเฉยเหมือนพูดตามบทออกมา…

 

“เธอน่ะ  เป็นลูกสาวสำนักดาบหรืออะไรน่ะ??”   ชายผู้ปลอมเป็นหญิงจ้องมอง  คำว่า [ลูกสาว] ชวนให้คุโรโกะคิดว่าคนตรงหน้าซื่อบื้อที่มองไม่ออกว่าตนเป็นผู้ชายขึ้นมา….

 

อาคาชิคุง…ดูเหมือนการดึงความสนใจจะได้ผลนะครับ…  คิเสะ เรียวตะไม่รู้ว่าผมเป็นผู้ชาย  ช่างแปลกคนจริงๆ…  ความคิดในหัวเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความฉงนแม้ไม่แสดงสีหน้าออกมา  หารู้ไม่ว่าอีกฝั่งรู้ความจริงตั้งแต่วินาทีแรกที่พบกันแล้ว….

 

“คล้ายๆแบบนั้นล่ะครับ เอ๊ย..ค่ะ”   ช่างไม่แนบเนียนเอาเสียเลย….

 

…..การจำแลงกายนั้นหมายถึงแผนการ….

                คิเสะ เรียวตะคลี่ยิ้มออกมา  คงไม่มีใครปลอมตัวเข้ามาหาใครอย่างไร้จุดประสงค์   ในเมื่ออีกฝ่ายแสดงตัวอยากให้เล่นละครเหมือนคนโง่….  ชายหนุ่มก็ลองเล่นตามไป   “ชวนอย่างเดียว แต่ไม่รู้ว่าเป็นสำนักดาบที่ไหน มันตัดสินใจยากไปหน่อย”

 

ใครบางคนซึ่งจืดจางและมีกลิ่นของดังโงะ… ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ในวันวาน   “เธอชื่ออะไรน่ะ?”  มีจุดประสงค์อะไร…..

 

“คุโร…………..”  เอ่ยนามของตัวเองไม่จบกลับโดนพูดแทรกเสียก่อน

 

“คุโรจังสินะ   พาไปพบสิ คนที่เธอบอกว่าอยากเจอฉันน่ะ”  ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ…  ในเมื่อวันนี้ได้ยินข้อเสนอเกี่ยวกับดาบถึงสองครั้ง….

 

                คุโรโกะ เท็ตสึยะกระพริบตามองดูชายหนุ่มซึ่งว่าง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ  คล้ายกับมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวอีกคน…  เค้าร่างของความเบื่อหน่ายและการตามหา  คนเก่งที่ไม่เคยจับดาบอย่างจริงจังมาก่อน… ชายผู้มีสีเหลือง และพวกเราซึ่งมีจุดร่วมเดียวกัน….

 

….สีแดง สีฟ้า สีเขียว สีม่วง สีชมพู และสีดำ…

 

                เขาคือผู้นำสารจากสีแดงมาส่ง    “ขอกินดังโงะให้หมดก่อนนะครับ เอ๊ย… ค่ะ”   มือยกห่อดังโงะที่ซื้อติดมือมาให้อีกฝ่ายเห็น….   ดังโงะ 3 ไม้กับการกินอย่างเชื่องช้า….

 

คิเสะมองอย่างอึ้งๆพร้อมกับหัวเราะ  ยื่นมือออกไปคล้ายกับจะช่วยกิน แต่….   “ใจร้าย….!”   ไม่ได้อะไรกลับมาเลยประหนึ่งชาแห่งน้ำใจถ้วยเดียวของเจ้าของร้านชานั่น……

 

ชายหนุ่มยืนมองคนเคี้ยวขนมแป้ง    ไม่ทันไรก็..  “ไม่หมดแล้วล่ะครับ”  คำปฏิเสธเมื่อครู่หนึ่งก่อนหน้านั้นกลายเป็นยื่นดังโงะมาให้แทน…

 

“เพิ่งจะไม้เดียวเอง!”   นอกจากดังโงะเหลือที่ยื่นมาให้  ยังมีคำลงท้ายประโยคที่ไม่แนบเนียนอีก   น่าสงสัยก็น่าสงสัย… แต่กระนั้นก็รู้สึกอึ้งอย่างบอกไม่ถูก…

 

เสียงของสายลม…. เงียบลงไปในครู่หนึ่ง…..

                ต้นเมเปิลสีเหลืองและแดงคือสีฤดูใบไม้ร่วงแห่งแคว้นซะสึมะ  ดินแดนซึ่งอีกร้อยปีข้างหน้าคือแดนเมเปิลตะวันออก…  เมืองท่าอันมีสายลมพัดผ่าน ….  ขับกล่อมการพานพบและขับนำสายสัมพันธ์เส้นหนึ่งของกลุ่มคนให้เรียงร้อยเรื่องราว… ในอดีตกาลอันแสนไกล

 

 

คมดาบในยุคสงครามคือการฆ่าฟัน…

ระหว่างสองฝั่งผู้มีเป้าหมายในดินแดน       

 

กลิ่นดังโงะคือกลิ่นความสงบสุข

 

สายลมที่พัดผ่านค่อยๆเงียบงันลงเมื่อมีสิ่งน่าสนใจ

เสียงที่เข้ามาแทนที่ ฤ จะเป็นเสียงคมดาบ

 

 

 

—————————-

Free Talk : ตอนนี้วนๆเวียนๆอยู่กับขนมดังโงะ จนตอนเขียนอยากจะออกไปซื้อมากินเพื่อบิ๊วอารมณ์ซะเหลือเกิน 5555

เรื่องแต่งหญิง เรื่องนี้ไม่ใช่แนวปลอมตัว เพราะงั้นตอนหน้าความอาจจะแตกไปแล้วก็ได้ 5555 (จริงๆก็รู้กันหมดตั้งแต่ประโยคแรกที่เริ่มแต่งหญิง….)

ปล. พออู้ฟรีทอร์คนานๆ ก็เริ่มไม่รู้จะเขียนอะไรดี OTL” ลงทวิตไปหมด

Advertisements
 
3 ความเห็น

Posted by บน 01/30/2014 in Uncategorized

 

3 responses to “[KnB Fic] Maple no Hikari (Kikuro) CH.01

  1. fukaze33

    01/31/2014 at 4:50 PM

    กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ทั้งคุโรโกะ ทั้งคิเสะน่ารักเว่อร์~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    55555555555555555555555555555
    คุโระจินก็เป็นคุโระจินจริงๆ 555555 กวนหน้าตายได้อีก เวลาคิเสะง้องแง้งอ้อนใส่น่ารักได้อีก เง้อออออออ
    สนุกจัง จะรอตอนต่อไปนะคะ คิจังเป็นจิตรกร 55555555 เหมือนจะเข้าหรือเหมือนจะไม่เข้าดีนะ ฮุๆๆๆๆๆ

     
  2. «K¡n$ak¡_M¡ru$€» (@Kinsaki_Miruse)

    02/19/2014 at 10:17 PM

    โอย ~ เป็นอะไรที่แบบ.. คิเสะคุงงง ~ ถถถถถถ+
    เขาอาคาชิง่ะ เเหมมม ครก. แต่งหญิงไม่รุ่งซะงั้น ถถถถถ+

    เเนวเรื่องหน้าสนใจมากครับ แพริ่งก็น่าสนใจ ผมชอบเหลืองดำมากเลย ~ *_*
    (ความจริงชอบ allดำ และหนักไปทางแดงดำเยอะหน่อย~)

     
  3. cloverbie13

    05/09/2014 at 10:03 PM

    อาคาชิ เซย์จูโร่ช่างแผนสูง..
    อยากจะเห็น อยากจะแกล้งกันแบบนี้นี่มัน 555555555555
    โอย นี่เจอประโยค ผู้ชายชัดๆ แล่วได้แต่นอนขำ
    ครกนี่ก็ไม่เอะใจเลยสินะ… น่ารักตรงที่เชื่อว่าคิเสะเชื่อนี่แหละอ๋อย
    ขอไปิาบตอนต่อไปก่อนล่ะค่ะ > <

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: