RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 18

01 ก.พ.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

 

คนที่เลือกควงกันไปงานเลี้ยงนั้นมักจะเป็นคนที่พิเศษระดับหนึ่ง

                ถ้าไม่ใช่การแห่กันไปเป็นหมู่คณะ หรือเป็นกลุ่มเพื่อนฝูง เพศตรงข้ามที่มักจะเลือกให้ไปงานพิเศษๆด้วยกันนั้น มักจะเป็นคนที่มีความสัมพันธ์เกินกว่าเพื่อนในระดับหนึ่ง ในกรณีความรักไม่ใช่เพศตรงข้าม(?)  การเลือกคนไปงานเลี้ยงด้วยกันหากไม่ใช่เพื่อนก็คงใช้การนับแบบเดียวกับเพศตรงข้ามได้เหมือนกัน  ถ้าไม่ใช่พาควงไปงานเป็นเพื่อนแก้เขินไม่อยากไปคนเดียว ก็คงจะเป็นพาไปเปิดตัวให้คนอื่นเขาสงสัยเล่นก็เป็นไปได้….

 

ผู้ใหญ่พาเด็กไปด้วย ถ้าไม่ใช่ญาติหรือน้อง

ไม่ใช่คนติดตาม   ก็คงเป็นเด็กในสังกัด…..

ตอนที่ 18  : เสื้อสูทนั้นเปลี่ยนให้คนดูดีขึ้นได้หลายระดับ

 

ท้องฟ้าสีครามมีเมฆลอยเอื่อย  ชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาของผู้คนในเมืองหลวงดำเนินไปอย่างเช่นที่เป็นไป  ออกจากบ้านไปเรียน ไปทำงาน หาอะไรกินในยามเที่ยง  และเริ่มผ่อนคลายกันได้บ้างในยามบ่าย  เช่นเดียวกับกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งนั่งล้อมวงกันอ่านการ์ตูน ณ โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้อันเป็นที่ประจำ

 

หนังสือการ์ตูนเรื่องบาสจืดจางวางเรียงกันเป็นตับแทนหนังสือเรียน  เหล่าอดีตสมาชิกของชมรมบาสเก็ตบอลโรงเรียนมัธยมไทยทันวิทยาลัยนั่งอ่านด้วยสีหน้านิ่ง…  จาก 5 คน มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่มีสีหน้าเบิกบานซึมลึกไปกับเรื่องราวในการ์ตูนที่กำลังเข้มข้น

 

“นายว่าใครจะชนะน่ะอลิน?”  เบญจรูญซึ่งไม่ค่อยมีบทพูดมากนักเมื่อเทียบกับทุกคน กลับเป็นคนแรกที่มีประโยคคำพูดในตอนนี้….

 

“ฉันเป็นฝ่ายเดียวกับพระเอกทุกเรื่อง  ฉันก็ต้องเชียร์คุโรโกะคุงอยู่แล้วน่า”   นักศึกษาแพทย์ตาเป็นประกายไม่ต่างจากเพื่อนนั่งฝั่งตรงข้าม

 

“ฉันมักจะชอบตัวละครฝั่งตัวร้าย ฉันก็เลยเชียร์อีกฝั่งล่ะนะ”  นักศึกษาซึ่งไม่มีบทพูดบ่อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด….

 

ใบหน้าอินกับเรื่องราวในการ์ตูนประหนึ่งเป็นเรื่องของตัวเองของสองคนนั้น ชวนให้อีก 3 คนถอนหายใจเบาๆโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้สึกตัว    คนหนึ่งก็เป็นฝั่งพระเอก  คนหนึ่งก็เป็นฝั่งตัวร้าย  แทบจะเป็นปาฏิหาริย์ที่ทั้งคู่ไม่เถียงกันว่าตัวละครที่ตัวเองชอบใครจะชนะ….

 

บรรยากาศที่เริ่มด้วยตัวละครที่ไม่ค่อยมีบทพูด  พาให้รู้ว่ามีตัวละครหายไปจากสมาคมคนไม่โสด   “จันมีเรียนบ่ายเหรอวะ?   รู้สึกมันจะไม่มีเรียนบ่ายนี่วันนี้”  โขนมองหาสมาชิกที่หายไปคนหนึ่ง   ตัวละครเพียงคนเดียวที่โสดในกลุ่มบาสเกือบปาฏิหาริย์

 

“นั่นสิ  ปกติพวกเราไม่มีเรียนตอนบ่ายวันนี้กันนี่หว่า”  ไร่นาเสริมอีกคน   เดือนมหาวิทยาลัยหายไปไหนไม่มีการบอกกล่าวกันก่อน

 

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มเงยหน้าขึ้นจากหนังสือการ์ตูนในมือ  “จันน่ะเหรอ  หมอนั่นวันนี้มีนัดน่ะ”   สิ้นประโยคของอลิน แย้มเก้อ  ทุกคนก็มองเป็นทางเดียวกัน

 

“มีนัด!?  นัดเดท!?”   ผสานเสียงกันเป็นเสียงเดียวกัน  โดนจ้องมาพร้อมกันทีเดียว 4 คน  อลินถึงกับสะดุ้งตกใจในความอยากรู้ของเพื่อนๆ

 

“ไม่เชิงเดทหรอกว่ะ  ไปหาสูทเพราะต้องไปงานแต่งงาน  โทรมาขอให้ช่วยเมื่อวาน”   พูดพลางนึกถึงเหตุการณ์ที่โทรศัพท์เข้ามากวนตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม(?)  เด็กหนุ่มก็เผลอถอนหายใจออกมา

 

“ถ้าผมเดาไม่ผิด  คงจะไปงานกับคุณอัศวินรึเปล่า?”   อานัติถามขึ้น แม้ไม่รู้ว่าเป็นงานแต่งงานของใคร  แต่จู่ๆเพื่อนจะเตรียมตัวไปแบบนั้น เหตุผลก็คงไม่พ้นประธานบริษัทที่เข้ามาพัวพันในชีวิตเชอรี่บอยในตอนนี้

 

อลินพยักหน้าตอบมันสมองของกลุ่ม  รู้ได้โดยไม่ต้องเล่าอะไรยาวมากประหนึ่งเป็นคนเขียนเรื่องเอง(?)    “น่าจะเป็นงานแต่งงานของแฟนเก่าคุณอัศวินล่ะนะ  พี่รีวัลย์บอกมางั้น  เมื่อคืนไอ้จันโทรมาขอให้พี่รีวัลย์ช่วยเรื่องสูทหน่อย แต่พี่รีวัลย์ไม่ว่าง วันนี้ก็เลยให้เลขาไปช่วยเลือกให้”   ครั้นจะให้ลืมของแฟนอายุมากกว่าของตน ก็คงใส่ไม่ได้หรอก…สูงห่างกันตั้ง 15 เซนติเมตร….

 

แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เสื้อสูทใส่กันไม่ได้     ทุกคนจ้องมองพร้อมกับเกิดคำถามเดียวกันขึ้นในใจหลังจากที่ฟังจบ   “แล้วทำไมมันไม่บอกคุณอัศวินว่ามันไม่มีสูท….”   โทรไปขอความช่วยเหลือจากแฟนเพื่อนนี่มัน…..

 

ถามคนเขียนบทสิว่าทำไมกลายเป็นแบบนี้

                ดวงตาสีเขียวจ้องมองกลับไป   “พวกนายน่าจะรู้ว่าไอ้จันมันเป็นคนยังไงนี่หว่า….”   ปากแข็งและไม่ยอมพูดอะไรตรงๆ… โดยเฉพาะกับคนที่มาตามจีบยิ่งเป็นไปไม่ได้

 

เพื่อนหุ่นนักกล้ามเกาศีรษะอย่างปลงๆ   “เอาเหอะ  อย่างน้อยมันก็ไปนี่”   อาจจะทำให้กำแพงกุหลาบมีฝนตกในหน้าร้อน  แต่ทุกคนก็ยอมที่จะพกร่มมาหากตกจริงๆ…

 

ทุกคนเห็นดีด้วยพร้อมกับพยักหน้าตาม  ยกเว้นเพียงนักศึกษาครุศาสตร์ผมเกรียนเกลี้ยงเกลาเพียงคนเดียวที่เห็นต่าง    “จันมันลืมไปรึเปล่าหว่า  ว่าไปออกงานกับคนที่สถานะคลุมเครือแบบนี้ มันน่าคิดนะเว้ยเฮ้ย งานแฟนเก่าซะด้วย”

 

5 หนุ่มอดีตชมรมบาสเก็ตบอลเงียบกริบไปพร้อมกัน   ราวกับมองเห็นภาพเพื่อนในกลุ่มเดินเข้าไปในเกมกระดานเรียบร้อยแล้ว   จนกระทั่งคนที่เงียบที่สุดอ้าปากพูด    “แบบนี้ เขาเรียกว่าพาไปเปิดตัวกับแฟนเก่าสินะ”   สายลมพัดผ่านเข้ามากลางโต๊ะม้าหินอ่อน….

 

ถ้านี่คือสมการแบบธุรกิจ…

คงเหมือนเซ็นทรัลที่พาแฟมิลี่มาร์ทไปเปิดตัวว่าเป็นเครือเดียวกันแล้ว….

                อลินมองดูหน้าปกหนังสือการ์ตูนบาสจืดจางพร้อมกับใช้ความคิด  เหตุผลที่จัน สะกิดใจตอบรับเรื่องไปงานแต่งงานแฟนเก่าของคนที่มาจีบ เหตุผลนั้นคงมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้…  แต่ตัดสินใจไปแบบนั้นแล้วก็คงคิดอย่างดีแล้วกระมัง…   แม้เป็นการพังเรือมะขาม x จันของเขาให้ล่มลงก้นทะเลไม่มีฟื้นก็ตาม…

 

“ก็อาจจะดี  ถ้าไอ้จันมันได้ลองเปิดใจดูใจกับใครสักคนดู”  รักครั้งแรกไม่ควรพูดแบบนี้… แต่ผู้ชายดีๆก็ควรจะเดินไปข้างหน้าไม่ให้แม่ว่าเอาว่าหล่อเสียของได้….

 

โทรศัพท์มือถือของเด็กหนุ่มดังขึ้นเมื่อมีข้อความเข้ามา  ใบหน้าที่จริงจังแปรเปลี่ยนเป็นเปื้อนรอยยิ้มบางๆในทันที   ลืมเรื่องของเพื่อนไปแล้วเมื่อข้อความจากแฟนอายุมากกว่าส่งมา…    คณะอดีตทีมบาสเก็ตบอลปาฏิหาริย์พากันจ้องหน้า…

 

“ให้จันมันไปหารักใหม่ก็ดีแล้วว่ะ…. สงสารมัน….”   รักครั้งแรกกว่า 9 ปี ที่สร้างตรารักคุดแปะติดหน้าผากเป็นยี่ห้อให้เดือนมหาวิทยาลัย…  ควรเริ่มใหม่ได้แล้ว…

 

ทำไร่แห้วต่อไปมันคงไม่เจริญก้าวหน้า

เปลี่ยนไปศึกษาคู่ค้าคนทำธุรกิจอาจจะก้าวหน้ากว่า….

                ห่างไกลไปจากย่าน BTS สะพานตากสิน  เสียงจามดังขึ้นกลางห้างสรรพสินค้าย่านสถานี BTS สยาม  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มในชุดเสื้อช้อปมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบขยี้จมูกตัวเอง สังหรณ์ใจว่าคงมีคนกำลังนินทาอยู่ที่ใดสักแห่ง….

 

หญิงสาวสองคนในชุดสาวออฟฟิศหันมองหน้านักศึกษาวัยละอ่อนที่มาด้วยกัน   “น้องจันไม่สบายเหรอ?”  ประโยคดาษๆหลังเหตุการณ์การจามออกจากปากเจ้าหล่อน…

 

“ไม่มีอะไรครับ ผมว่าคงมีคนนินทาผมอยู่”   คงไม่พ้นเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัย  หรือไม่ก็เป็นประธานบริษัทของคนแถวๆนี้นั่นล่ะ…

 

“อาจจะเป็นรีวัลย์ที่วานให้พวกเรามาช่วยน้องปลวกก็ได้น๊า~”  หญิงสวมแว่นตาขยับขาแว่น  นั่นคงไม่เรียกนินทา..แต่เรียกว่าบ่นถึงด้วยความรำคาญก็เป็นได้….

 

เดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบมาปรากฏตัวอยู่กับสองสาวจากบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน ณ ห้างสรรพสินค้าพาราก้อนอย่างมีความหมาย   ใยสามคนนี้มาอยู่ด้วยกันได้?  ต้องย้อนกลับไปหาข้อความประกอบจากบทสนทนาในกลุ่มบาสทีมเกือบปาฏิหาริย์…

 

“ขอโทษที่รบกวนเวลางานด้วยนะครับ  ผมก็ไม่คิดว่าคุณรีวัลย์จะให้พวกคุณมาช่วยผม”   จันยกมือไหว้สองสาวชวนให้รู้สึกถึงอายุที่ห่าง….

 

เพชรารีบปัดมือไปมาไม่ยอมรับการไหว้นั่น  “อย่าไหว้เลยน้องจัน  พวกเราไม่ได้แก่ขนาดนั้น ไว้ทำกับหัวหน้าหรือคุณอัศวินเถอะจ้ะ”  ดวงตาสีน้ำตาลมองกลับ…. นั่นคือการจิกเจ้านายตัวเองใช่หรือไม่

 

“ก็พอเข้าใจล่ะนะ  ถ้าจะหาเสื้อผ้า ให้ผู้หญิงอย่างพวกเราดูให้มันก็ดีล่ะ  รีวัลย์ถ้าไม่ได้เลือกของให้อลินก็คงออกมาสมวัยหมอนั่นล่ะนะ”   นี่ก็คือกัดเพื่อนร่วมงานใช่หรือไม่…..

 

คนในบริษัทนี้เขารักกันจริงๆใช่ไหม?

รักกันสินะ? สินะ? สินะ?

                ย้อนกลับไปเมื่อคืนที่ผ่านมา   เด็กหนุ่มนั้นจ้องมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองระหว่างอยู่ในหอพักนานสองนาน  ตอนนั้นเป็นเวลา 5 ทุ่ม  ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่เหมาะที่จะโทรไปหาเพื่อนสนิทอย่างประหลาด  เหตุผลแรกคืออาจจะนอนหลับกันไปแล้ว  โทรไปเจอคนงัวเงียอาจจะโดนด่า  เหตุผลที่สองคือ… อาจจะเจอะเข้ากับเหตุการณ์ในมุ้งที่ไม่ควรเข้าไปแทรกในตอนนั้น….

 

แล้วถ้าเป็น Case ของคอนโดมีเนี่ยมแห่งหนึ่งย่านพญาไทล่ะ?  การโทรไปหาอลิน แย้มเก้อและแฟนอายุมากกว่าตอน 5 ทุ่ม  โอกาสที่จะเจอเหตุที่สองมันมากกว่า 60%  ถึงกระนั้นจันก็หาที่พึ่งอื่นไม่ได้  เขาจึงตัดสินใจโทรออกไป… เหตุการณ์ที่เจอนั้นขอละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน(?)

 

ผลสรุปของเหตุการณ์ก็คือตัวเขาที่ยืนอยู่ที่นี่ตอนนี้

                การไปงานเลี้ยงของผู้ใหญ่ งานแต่งงานเป็นทางการในโรงแรมหรู  การแต่งตัวอย่างวัยรุ่นก็คงใช้ได้  แต่คนที่ชวนเขาไปนี่สิดันเป็นถึงประธานบริษัท!   เสื้อผ้าที่จะใส่ไปงานแต่งงานจึงกลายเป็นสูทเต็มรูปแบบไปในทันที  ตอนแรกก็คิดจะปฏิเสธอีกรอบ…แต่……

 

[ใครกันนะที่ปล่อยให้ฉันรอกินข้าวหลายชั่วโมง…

แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะสถานะของฉันมันไม่ได้มากมายเท่าไหร  ถ้าเธอจะไม่ไปงานด้วยก็ไม่เป็นไร]

ปากบอกว่าไม่เป็นไร แต่เหมือนเอามีดมาแทงกันเลย….

 

เหตุการณ์ที่หายไปในตอนที่ 17 กลายเป็นภาระในตอนนี้….  ไม่อยากไปก็ต้องไป  ไปแล้วก็ต้องบอกพ่อแม่อีกว่าไปทำอะไร   เดือนมหาวิทยาลัยถอนหายใจให้กับชะตากรรมของตัวเองอย่างปลงๆ  หลังจากนี้คงมีอีกหลายเรื่องให้ต้องจัดการ

 

หนุ่มวิศวะมองหน้าที่พึ่งทั้งสองคน  สองคนนี้คงจะช่วยเลือกให้เขาได้ดีกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน  “รบกวนด้วยนะครับ  งานเป็นทางการของผู้ใหญ่แบบนี้ผมไม่ถนัด”  อย่างกับซินเดอเรลล่ายุคใหม่(?)ที่โดนดึงไปงานเลี้ยงอย่างงงๆ….

 

“เชื่อมือพวกพี่สาวได้เลย!”  เพชราและหาญจิตชูนิ้วโป้งให้เพื่อนของแฟนเจ้านาย  ใบหน้ายิ้มร่าเริงแถมสนุกสนานของนางฟ้า(?)ที่จะได้จับหนุ่มละอ่อนมาแต่งตัวเล่นมันแผ่ออกมา….

 

ออร่าที่แผ่ออกมาจากเธอทั้งสองมันอย่างเด่นชัดจนรับรู้ได้   “ไม่ต้องแพงเกินไปล่ะครับ…..”  สูทแพงเกินไปออกจะเกินตัวนักศึกษา….

 

“เรื่องนั้นน้องจันไม่ต้องห่วง  มีคนฝากบัตรเครดิตมาให้แล้วล่ะ”  เลขานุการสาวของที่ปรึกษาบริษัทหยิบเอาบัตรใบหนึ่งออกมา  แน่นอนว่ามันไม่ใช่บัตรของหัวหน้าเธอ แต่เป็นของประธานอัศวิน สมิงห์ตะหาก!!

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองอย่างอึ้งก่อนจะหลุดอุทานออกมาเป็นคำหยาบที่ต้องเซ็นเซอร์เอาไว้   “นี่ท่านประธานรู้เหรอครับว่าผมไปขอความช่วยเหลือจากคุณรีวัลย์!?”

 

สองสาวมองหน้าหนุ่มน้อยทำหน้าตาตื่นตกใจ   “อย่างอัศวินน่ะเหรอจะไม่รู้  รีวัลย์ก็เป็นลูกน้องเค้าเหมือนกันนะ”   แปลเป็นภาษาเข้าใจง่ายคือต้องรายงานหมด…..

 

จันรู้สึกเหมือนโดนอะไรหล่นทับกลางห้าง  ทั้งๆที่เลือกคนช่วยเหลือซึ่งน่าจะเก็บความลับได้ดีแล้วแท้ๆ  กลายเป็นข่าวรั่วแบบไม่ต้องมีสปายกันเลยทีเดียว   “…หมดกัน…….”   ที่วางท่าเอาไว้จบเห่ในพริบตาเดียว

 

มือเรียวของสาวผมตัดสั้นสีน้ำตาลส้มตบลงที่บ่ามีกล้ามเนื้อด้วยความเห็นใจ    “ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ  ต่อให้บอกคุณอัศวินตรงๆ  พวกเราก็คงต้องมาช่วยน้องจันอยู่ดี”   งานของผู้บริหารบางครั้งก็ปลีกตัวออกมาไม่ได้  แม้ว่าจะอยากทำก็ตามที

 

“เอาเถอะครับ…   ยังไงก็ไม่ต้องแพงเกินไปล่ะครับ ผมไม่อยากใช้หนี้เยอะ!”   มีพันธะต่อกันมากเกินไปจะยิ่งสลัดไม่หลุด…

 

“งั้นเริ่มจากร้านนี้เลยก็แล้วกัน  ต้องเหมาะกับน้องปลวกแน่ๆ!”  หาญจิตชี้ไปทางร้านซึ่งตั้งอยู่เยื้องจากจุดที่ทั้งสามคนอยู่ไม่ไกล…  ร้าน Armani….

 

หนทางของการเป็นหนี้เงินและหนี้รักเริ่มเปิดออก….

ชะตากรรมของการเป็นหนี้คงหนีไม่พ้น

                คณะบุคคลในชุดสูทเดินออกจาห้องประชุมพร้อมกับกระเป๋าเอกสารเยี่ยงผู้ตรวจสอบ  ภายในห้องประชุมกว้างเหลือผู้บริหารเพียงสองคนซึ่งกำลังเก็บเอกสารกลับลงในแฟ้มด้วยตัวเองเมื่อไร้ซึ่งเงาของเลขานุการส่วนตัว   อุปกรณ์นำเสนอมากมายที่ติดตั้งและเปิดทิ้งไว้บ่งบอกถึงงานซึ่งผ่านพ้นไปเมื่อครู่

 

นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงเย็น  อาหารที่กินไปเมื่อเที่ยงเริ่มหดหายไปเพราะการสูบพลังงานของการประชุมยาวนานตั้งแต่เที่ยง     “นายจะกินอะไรรึเปล่า  จะบอกให้อ้นไปซื้อมา”   ชายผมดำขลับถอดแว่นตาเก็บลงในกล่อง

 

“ไม่เป็นไร ขอบใจมาก  พวกเพชราไม่อยู่ก็เหมือนอะไรขาดๆไปนะ”   ประธานหนุ่มใหญ่คลี่ยิ้ม   เลขานุการบางครั้งก็เหมือนมือและเท้าของเจ้านาย

 

ดวงตาคมสีเดียวกับเส้นผมเหล่มองหน้าเพื่อนร่วมงาน   “ฉันคิดว่านายจะออกโรงไปช่วยหมอนั่นซื้อสูทเองเสียอีก”

 

อัศวินหัวเราะเบาๆขำขันเมื่อโดนถามแบบนั้น  “ถ้าฉันโดดประชุมวันนี้ พวกนายคงเล่นงานฉันแน่ๆสิ   ฉันแยกแยะได้หรอก” ความสำคัญของงานกับเรื่องส่วนตัว

 

รีวัลย์ถอนหายใจเบาๆ   “น่าแปลกใจที่หมอนั่นยอมไปงานกับนาย  ไปพูดแบบไหนไว้ล่ะ?”  คนหัวแข็งและยึดติดแบบนั้นจึงเปลี่ยนใจเสียได้…

 

“ไม่มีอะไรหรอก  จันก็แค่เริ่มใจอ่อนนิดหน่อย  เป็นแนวโน้มทิศทางที่ดีนะ”  ถามครั้งแรกโดนปฏิเสธชัดเจน  ถามครั้งที่สองเริ่มใจอ่อนลงบ้าง

 

ดวงตาสีฟ้ามองกลับไปพร้อมรอยยิ้มจาง   “แต่ฉันไม่แปลกใจที่จันไปขอความช่วยเหลือจากนายล่ะนะ  รู้สึกอิจฉาอยู่เหมือนกัน  นี่คงเป็นข้อแตกต่างระหว่างแฟนเพื่อนที่เหมือนพี่ชาย กับคนที่พยายามตามจีบ”  ระดับความเชื่อใจแตกต่างกันมาก

 

คนโดนจ้องไม่มองกลับไป  กลับมองไปทางอื่นคล้ายกับนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างเมื่อคืนนี้  สีหน้าแลดูทะมึนขึ้นกว่าเดิม  “ฉันไม่ดีใจหรอกนะ……”

 

ภาพเหตุการณ์ในห้องนอนของคู่รักซึ่งจู่ๆมีโทรศัพท์ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน  ไม่รับก็ยังดังอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆจนต้องรับ…  สิ่งที่ควรจะเป็น(?)ก็กลายเป็นต้องล่มไปเสียก่อน…  อัศวินเห็นสีหน้าแบบนั้นของเพื่อนก็รู้ทันทีว่ามีอะไรเกิดขึ้น  ชวนให้หัวเราะนัก

 

“ถ้าหลังจากนี้จันหันมาพึ่งฉันมากกว่านายหรืออลิน ฉันจะดีใจมาก”  มือแกร่งเก็บเอกสารลงในแฟ้ม   ที่ปรึกษาบริษัทฟังแล้วคิดตามไป

 

“สองคนนั้นสนิทกันมาตั้งแต่มัธยมต้น  ไม่แปลก”  หากตนไม่ได้เป็นแฟนของเพื่อนรัก  เจ้าตัวปัญหาหมายเลข 2 ก็คงไม่ขอความช่วยเหลือ

 

อัศวินเงียบไปครู่หนึ่ง  รอยยิ้มซึ่งประดับอยู่ใบหน้านั้นแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง   “ที่แปลกน่ะคือ  นายก็ยอมช่วย ทั้งๆที่จันน่ะเป็นคนที่เคยตามจีบแฟนตัวเอง  แล้วยังยอมให้อยู่ใกล้ๆได้อีกตะหาก  เป็นคนอื่นคงสั่งแบนไปแล้ว”

 

คำพูดนั้นเปลี่ยนบรรยากาศของห้องประชุมซึ่งเหลือเพียงสองคนให้อึมครึมขึ้นอย่างน่าประหลาด   ดวงตาสีดำขลับจ้องมองพื้นโต๊ะประชุมไม้    “เพราะว่าจัน สะกิดใจกับอลินเป็นเพื่อนรักกัน  เจ้าเด็กนั่นตั้งใจแบบนั้น”   พยายามอย่างเต็มที่….

 

“ต่อให้ตอนนี้จันจะยังชอบอลินอยู่สินะ”  เด็กหนุ่มที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะตัดใจและเป็นเพื่อนอย่างบริสุทธิ์ใจให้จนได้…

 

ความรักที่เก็บไว้ในใจยาวนานกว่า 9 ปี….

มิได้เลือนหายไปง่ายๆเหมือนดั่งสายลมพัดผ่านหายไป….

                เหมือนการเขียนหนังสือยาวเล่มหนึ่ง  จะใช้ยางลบก็เหลือรอยทิ้งเอาไว้   จะเผาหนังสือทิ้งไปก็เหลือขี้เถ้าทิ้งเอาไว้  ไม่มีอะไรที่หายไปได้เลยโดยไม่ใช้เวลา   คนสองคนซึ่งเป็นเพื่อนกันมายาวนาน  มัธยมต้น มัธยมปลาย มหาวิทยาลัย อยู่ด้วยกันในกลุ่มเพื่อนเดียวกันตลอด….

 

….ต่อให้ไม่อยากเป็นคนรักคุดซ้ำๆซากๆ…ก็เป็นอยู่ดี….

                ชายหนุ่มพนักงานบริษัทซึ่งเข้ามาแทรกในความสัมพันธ์ของเด็กมัธยมต้น.. วันนั้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ณ สถานีรถไฟฟ้าคือจุดเริ่มต้น…    “ถ้าฉันไม่เจออลินในวันนั้น  คนที่อยู่กับอลินในตอนนี้อาจจะเป็นหมอนั่นก็ได้”    หากรถไฟฟ้าที่เคลื่อนอยู่..ช้ากันเพียงขบวนเดียวทุกอย่างกะเปลี่ยน…

 

ไม่ใช่ความรู้สึกผิด…. อาจจะเป็นความเห็นใจ….  โลกของเด็กที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งเข้าไปแทรก  “แต่ตอนนี้อลินเป็นแฟนของฉัน  ฉันไม่มีทางปล่อยไป”   ไม่มีทางปล่อยมือนั้น….

 

“นายคงไม่มีทางปล่อยล่ะ  ตั้งแต่ 6 ปีก่อนที่นายทิ้งงานไปตามจีบเด็กนั่นล่ะ”  อัศวินหัวเราะเบาๆ  และยิ่งหัวเราะเมื่อเห็นใบหูที่แปรเปลี่ยนสีของเพื่อนร่วมงานหน้านิ่ง…

 

“ตอนนี้จัน สะกิดใจกำลังพยายามในแบบของตัวเองอยู่  ให้อลินไม่รับรู้อะไรดีที่สุดแล้ว”   แม้จะเป็นการปิดหูปิดตาคนรักของตัวเองก็ตามที…  จะไม่แสดงออกอะไรให้เป็นที่สงสัย….

 

ประธานบริษัทสำรวจฯ มองที่ปรึกษาด้วยสายตาชื่นชม   “สมกับเป็นพระเอกนะ”  พระเอกซิทคอมเรื่องปิ๊งรักระยะสิบเซน….

 

รีวัลย์ถอนหายใจยาวเป็นการเปลี่ยนเรื่อง   “อัศวิน  นายกำลังคิดว่าตัวเองแข่งกับเงาอลินอยู่รึไง”   เงาของรักครั้งแรกที่ยากจะลบเลือน

 

คนโดนเปลี่ยนประเด็นเงียบไปในครู่หนึ่ง  เรียวปากนั้นคลี่ยิ้ม  รอยยิ้มไร้ซึ่งนัยเจ้าเล่ห์   “ฉันเคยคิดนะ  แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ”  สิ่งที่ต้องเอาชนะให้ได้ไม่ใช่ใครบางคนที่เด็กหนุ่มพยายามไล่ตาม….

 

“ที่ฉันต้องเอาชนะน่ะคือใจจัน สะกิดใจ”   ปราการที่ถูกตั้งเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเองจากคนอื่น  ห่างก้าวผ่านไปไม่ได้คงไม่มีวันที่อีกฝ่ายจะกล้าเดินเข้ามา…

 

กระต่ายตัวหนึ่งสร้างอาณาเขตรอบตัวเองไม่ให้เข้าไป…

ไม่รับแครอทที่ใครหยิบยื่นให้…. ไม่ยอมเปิดใจ….

                จัน สะกิดใจเป็นถึงเดือนมหาวิทยาลัย  หน้าตาดี การเรียนดี  ครอบครัวดี  เพื่อนรอบตัวก็ดี   มีข้อเสียเพียงอย่างเดียวคืออกหักซ้ำๆซากๆจากคนๆเดียว  ออกจะดื้อรั้นไปหน่อยที่ไม่ยอมเลิก   แต่….    “ตอนนี้ฉันคิดว่าจันก็เริ่มเดินออกจากกำแพงของตัวเองแล้วนะ”

 

“อย่างน้อยช่วงหลังที่ได้เจอกัน ดูอ่อนลงมากแล้ว”   จากครั้งหนึ่งที่ปฏิเสธทุกอย่าง  ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป

 

รีวัลย์นิ่งฟังคำพูดของเพื่อนที่รู้จักกันมานานนิ่งๆ   “ถ้าพวกนายไปได้ดี มันก็ดี….”   เป็นเรื่องดีสำหรับทั้งสองฝ่ายซึ่งเป็นคนที่มีแผลใจ…  แผลใจจากความรักซึ่งตนไม่เคยมีประสบการณ์แบบนั้น

 

“…….แต่อัศวิน  ประโยคแรกของนายมันเสี่ยวจนน่าขนลุก”    สิ้นคำวิจารณ์ของเพื่อนผมสีดำขลับ  หนุ่มใหญ่ผมสีทองหัวเราะร่วนออกมา

 

ถึงแม้จะเสี่ยวแต่ก็จริงใจ(?)   “ฉันจะจริงจังกับเรื่องนี้จนถึงที่สุด  ไม่ให้เหมือนที่ผ่านๆมา”   ความรักแต่ละครั้งที่ผ่านพ้นไป  ปล่อยให้มันผ่านพ้นไป…ด้วยการเลือกที่ทั้งถูกต้องและผิดพลาดหลายครั้ง….

 

“พยายามเข้าก็แล้วกัน  เจ้าเด็กนั่นเป็นตัวปัญหาดื้อด้านไม่ใช่น้อย”   ลูกพี่ที่คอยดูมานานตั้งแต่สมัยสมัธยมต้นเปิดไฟเขียว(?)

 

“I’ll try my best to make Jan love me”  สิ้นประโยคสุดหวานเลี่ยน   ขนแขนของคนฟังมันลุกขึ้นมาพร้อมเพรียงกัน

 

“เลี่ยนจริงๆ……….”   ชายหนุ่มไม่อยากนึกสภาพยามที่ประธานหนุ่มใหญ่พ่นคำหวานใส่เป้าหมาย ทั้งภาคเสียง Soundtrack ทั้งภาคภาษาไทยอย่างพันธมิตร(?)

 

“แล้วเมื่อคืนจันไปขัดอะไรพวกนายเข้าล่ะ?”  อัศวินเปลี่ยนประเด็นจากเรื่องเครียดๆไม่เข้ากับซิทคอม  ใบหน้าของพระเอกที่โดนลดบทบาทตึงขึ้นมาทันตาเห็น….

 

หากแต่….บทสนทนาโดนแทรกขึ้นจากแม่บ้านเปิดประตูเข้ามาทำความสะอาดสะดุ้งตกใจที่เห็นผู้บริหารทั้งสองยังไม่ออกจากห้องประชุม     ชายหนุ่มทั้งสองเห็นดังนั้นจึงเก็บเอาแฟ้มมาถือเดินออกไปด้วยตัวเอง  สภาพของคนไม่มีเลขาคอยช่วยเหลือดูแปลกในสายตาของแม่บ้าน…

 

เหตุการณ์ที่โดนตัดหายไปเพื่อให้เหมาะกับเยาวชนนั้น

จึงเป็นความลับต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น

                ณ ห้างสรรพสินค้าพาราก้อนย่านสยาม   นางฟ้าทั้งสองซึ่งเดินทางมาด้วยรถฟักทอง BTS  กำลังเพลิดเพลินกับการเลือกหาเสื้อผ้าให้กับซินเดอเรลล่าจำเป็นอย่างสนุกสนาน  เสื้อสูทหลายโทนสีวางเรียงบนโต๊ะของพนักงาน อีกทั้งยังมีแขวนเอาไว้เพื่อลองเทียบกับตัวนายแบบอีกหลายชุด

 

หนุ่มวิศวะมองดูสองสาว  ผู้หญิงเมื่อเข้าโหมดสไตลิสนี่ช่างจริงจัง  แต่ทุกครั้งที่มองเห็นป้ายราคาก็รู้สึกลมจะจับทุกขณะ…  ยามนี้เขาจึงใช้สกิลเบลอใส่ป้ายราคาไปก่อน… นี่คือร้านสูทร้านที่ 3   ทำไมสูทมันช่างแพงแบบนี้ฟะเนี่ย!?   ถ้าใช้เงินพ่อแม่คงโดนซักถามระยะยาวเป็นแน่….

 

“สีเทาแบบนี้ก็เหมือนอัศวินเกินไป  สีดำนี่ก็เหมือนรีวัลย์ ไม่เข้าๆ  ไม่เข้ากับน้องปลวก!” ชื่อเล่นที่หลุดจากปากของหาญจิตพาให้พนักงานสาวสะดุ้งทุกครั้ง  และทุกคราเธอก็จะมองหน้าเดือนมหาวิทยาลัยประหนึ่งเห็นใจที่มีชื่อแบบนั้น…  ปลวก….

 

“สีขาวนี่ก็ดูเป็นเจ้าบ่าวเกินไป”   หยิบสูทสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นมาถือ   สีของเจ้าบ่าวในงานแต่งงานซึ่งคนบางคนคงไม่ได้ใส่…  และบางคนอาจจะไม่ได้มีคนใส่มาร่วม(?)

 

“แต่ดูเหมาะกับอลินดีนะครับ ถ้าเป็นคุณรีวัลย์ต้องเลือกสูทขาวให้อลินแน่ๆ”  หากนึกถึงรสนิยมของหนุ่มที่มีภาพลักษณ์ของสีดำ สวมใส่แต่สีดำ… ก็คงเลือกสิ่งที่ตรงข้ามให้แฟนตัวเอง

 

“มีตัวที่รู้สึกชอบมั้ยจ๊ะน้องจัน?”   เพชราหันไปถามความเห็นจากคนใส่     ดวงตาสีน้ำตาลเริ่มกวาดมองไปทีละตัว

 

“ผมก็ไม่รู้ว่าแบบไหนจะเข้ากับผมน่ะสิครับ”    จันส่ายหน้าไปมา  มองชุดสูทที่เรียงรายก็รู้สึกว่าช่างเป็นผู้ใหญ่  ไม่เคยคิดจะใส่มาก่อน

 

“อืม…. นั่นสินะ  ถ้าไม่ลองใส่ดูก็ไม่รู้หรอก  ถ้าเลือกมาแล้วไม่ดูดี  คุณอัศวินต้องว่าพวกเราแน่ๆ”  โทษฐานทำงานที่มอบหมายไม่ดีพอ…

 

“น้องปลวกหน้าตาดีอยู่แล้ว รูปร่างก็โอเค  ถ้าออกมาไม่ดูดีพอนี่ หล่อเสียของเลยนะ”  ประโยคที่แสนเจ็บปวดหลุดออกมาจากปากรองประธานบริษัทสำรวจ    ราวกับมีดขนาดใหญ่เสียบทะลุร่างของเด็กหนุ่มผู้มักจะโดนแม่ตอกย้ำด้วยประโยคนี้อยู่เสมอ….

 

คำก็หล่อเสียของ สองคำก็หล่อเสียของ!!

เขาผิดมั้ยที่เกิดมาหน้าตาแบบนี้!

                ความภาคภูมิใจมากมายที่เขาคว้ามาให้พ่อกับแม่ มันมีมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งเรื่องเรียน เรื่องกีฬา เรื่องหน้าตา  จะเสียอยู่เรื่องเดียวก็คือเรื่องความรัก….  แม้จะประกวดเดือนมหาวิทยาลัยชนะให้แม่ไปโม้กับป้าข้างบ้านได้  แต่เมื่อถามเรื่องแฟนเป็นต้องเงียบกริบ….

 

คำว่าหล่อเสียของช่างหลอกหลอน….  จันคว้าหยิบเสื้อสูทขึ้นมาตัวหนึ่ง    “ลองเถอะครับ   ผมจะไม่หล่อเสียของแน่ๆ!!”    สองนางฟ้าของซินเดอเรลล่าถึงกับอึ้ง  จู่ๆเด็กหนุ่มที่สงบเสงี่ยมเริ่มจะเกรียนแตก…..

 

คอยดูเถอะแม่!!  ผมน่ะไม่หล่อเสียของ!!

 

“เยี่ยมค่ะ!  ต้องหล่อให้คนในงานตะลึงเลยนะคะ!”  พนักงานสาวในร้านรู้สึกมีอารมณ์ร่วมตามไปด้วย   ทุกคนคล้ายกับถูกปลุกด้วยคำว่าหล่อเสียของ

 

สองสาวจากบริษัทสำรวจและกำจัดภัยในบ้านมองหน้ากันและกัน   ในเมื่อคนที่ไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมมีแรงใจเสียขนาดนี้  ตัวแทนของผู้หญิงที่อยากจะเลือกเสื้อผ้าให้ผู้ชายดูดีก็มีไฟตามไปเช่นกัน    “งบไม่อั้นเลยค่ะ ตัดใหม่ก็เอา  ประธานเราจ่ายเอง!”   เฮ้ย! มันใช่เหรอ!?

 

คณะรถฟักทองซิลเดอเรลล่าปี 20XX กำลังหลงประเด็น

ด้วยคำว่าหล่อเสียของ….

                นางฟ้าทั้งสองและพนักงานในร้านร่วมด้วยช่วยกันเพื่อเด็กหนุ่มคณะวิศวะมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  การออกงานครั้งเดียวกับประธานหนุ่มดูเหมือนจะกลายเป็นภารกิจเอาชนะโชคชะตาไปอย่างงุนงง…   ผู้ชายนั้นจะดูดีขึ้นเมื่อใส่สูท… ทฤษฎีนี้จะเป็นจริงหรือไม่ต้องมีการพิสูจน์

 

ซิทคอมนี้ช่างสมเป็นซิทคอม

                เรื่องราวของความรักดำเนินไปอย่าง BTS ที่ต้องผ่านแต่ละสถานีเพื่อทำ Quest (?)   สิ่งที่อยู่เหนือการแข่งขันกับรักครั้งแรกนั้นคือการเอาชนะใจอีกฝ่ายและเอาชนะใจตัวเอง   เจ้ากระต่ายที่สร้างอาณาเขตกันสัตว์กินเนื้อนั้น…  จะเปิดให้เสือตัวหนึ่งเข้ามาได้หรือไม่…

 

ซินเดอเรลล่าในยุคใหม่นั้นไม่ได้อยากไปงานเลี้ยง

แต่เจ้าชายและนางฟ้าพยายามลากออกจากบ้าน

 

บทสรุปของนิทานชวนป่วงเรื่องนี้….

คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก….

 

——————————————

Free Talk : เริ่มเข้าอีเวนท์สูทค่ะ แต่ออกไปคนละทางกับตอนที่เป็นบอท ทั้งงานที่จะไป ทั้งคนที่มาเลือก

ตอนนี้พูดถึงความรู้สึกของคุณอัศวินมากขึ้นอีกนิด ต่อให้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็มีปมอยู่ที่คุณรีวัลย์ คู่รีลินเลยหวานกันแบบห่างๆได้อีก เพราะความรู้สึกของฝั่งคุณพี่

ถ้าตอนนั้นคุณพี่ไม่โผล่มา อลินกับจันก็อาจจะลงเอยกันในซักวันหนึ่งก็ได้ ฮา เป็นปมหนึ่งที่คุณพี่คิดมาตลอด ส่วนคุณอัศวินก็ต้องต่อสู้กับใจจันต่อไป ถึงจะยังชอบอลิน แต่จันก็พยายามอยู่เหมือนกัน

Advertisements
 
4 ความเห็น

Posted by บน 02/01/2014 in Uncategorized

 

4 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 18

  1. firodendon

    02/02/2014 at 8:43 AM

    แวะมาเจิมว่าอ่านแล้วค่ะ XD

     
  2. Bee Saiwong

    02/02/2014 at 3:09 PM

    :3 อ่านไปขำไปค่ะ หยอดมุขได้น่ารัก (?) มากค่ะ >< สู้ๆแล้วกันนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #เชียร์อัศจันอยู่ห่างๆ -//-

     
  3. taraikari

    02/11/2014 at 9:32 PM

    “ทำไร่แห้วต่อไปมันคงไม่เจริญก้าวหน้า

    เปลี่ยนไปศึกษาคู่ค้าคนทำธุรกิจอาจจะก้าวหน้ากว่า….”
    ประโยคนี้ถูกต้องที่สุดค่ะ
    จันจะได้ไม่หล่อเสียของ
    แล้วเรื่องสูทนี่ทุ่มไม่อั้นเลยนะนั่น
    ยิ่งกว่าสโมสรยักษ์ใหญ่จะซื้อตัวนักเตะอีก
    ฮ่าๆๆๆๆ
    ฮั่นแน่ท่านประธานมีการแซะพี่รีวัลย์
    “สมกับเป็นพระเอก”

     
  4. หมีฟูว์ (。・ω・。) (@PooFuGirl)

    02/17/2014 at 2:48 AM

    เลิกปลูกไร่แห้วแล้วมารวมกิจการเป็นของเซนทรัลเถอะนะจัน 🙂
    สารภาพตามตรงว่าจำไม่ได้แล้วว่าจันเลือกสูทสีอะไร
    ต้องกลับไปดูภาพใหม่แหล่ะ >w<

    ปมที่ติดค้างในใจขนานหนักของคุณพี่สินะ
    ถ้าไม่เจอน้องอลินแล้วตามจีบในวันนั้น
    คนที่ยืนข้าง ๆ น้องอลินอาจจะเป็นจันก็ได้
    เพราะแบบนั้นถึงได้ไม่โกรธพ่อหนุ่มเชอร์รี่บอยเรื่องนั้น
    ที่ปกปิดเป็นความลับ แม้ว่าจะรู้ก็ตามสินะ…
    สมกับเป็นพระเอก

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: