RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 22

10 ก.พ.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

ความรักที่ผ่านมาครั้งแรกเมื่อไม่ใช่ ก็อาจจะมีครั้งที่สอง

                คนที่ไม่เคยมีความรักย่อมไม่เคยอกหัก  และคนที่ไม่เคยอกหักทั้งๆที่มีความรักมาแล้วก็อาจจะมีเหมือนกัน  ค่าเฉลี่ยของเรื่องราวเหล่านี้ไม่สามารถแจกแจงออกมาเป็นตัวเลขสถิติได้ชัดเจน มีแต่การนิยามว่า “เจอ” หรือ “ไม่เจอ” เท่านั้น  ขึ้นอยู่กับผลบุญและดวงของเจ้าตัวเองล้วนๆ    เพราะฉะนั้นคนบางคนและหลายๆคนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่ ก็ต้องใช้เวลายาวนานเสียหน่อย

 

ตัวเอกในนิยายบางคนใช้เวลาสั้นๆหนึ่งตอนจบ

ตัวเอกบางคนก็ต้องใช้เวลาสองภาคยาวๆถึงจะเจอ

 

ตอนที่ 22 :   เลขสองสองตัว คือเรื่องของคนสองคู่

 

เช้าวันอาทิตย์เป็นวันที่วัยรุ่นจำนวนมากจะไม่นอนตื่นเช้า  ในรอบหนึ่งสัปดาห์คนที่ต้องการพักผ่อนจะไม่ยอมตื่นเร็วๆในวันหยุดสุดท้ายของสัปดาห์เป็นแน่   กระนั้นแล้วที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าก็ไม่ได้โล่งคนตามความน่าจะเป็นเลยซักนิด   รถยนต์มากมายยังคงเข้าไปแย่งพื้นที่กันจนแน่นขนัด…

 

เวลา 13.00 น. มีนักศึกษาบางคนกำลังหมกมุ่นอยู่ในหอพักของตัวเองมาตั้งแต่เช้าตรู่   ทั้งๆที่ตื่นเร็วขนาดนั้นกลับต้องให้พ้องเพื่อนไปซื้อข้าวเที่ยงมาให้  ส่วนเจ้าตัวนั้นก็นั่งนิ่งมองเสื้อผ้าที่แขวนเอาไว้บนราวนานสองนาน ไม่ยอมทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสียที

 

“เฮ้ย จัน ข้าวมาแล้วเว้ย”  เสียงของเพื่อนสนิทดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งของบานประตูไม้   ยังไม่ทันจะลุกไปเปิดเจ้าของเสียงพร้อมด้วยคณะเดินทางก็เปิดเข้ามาเสียก่อน

 

“ใจคอจะไม่รอเจ้าของห้องเปิดก่อนเหรอวะ!!”  หนุ่มคณะวิศวะหันไปแผดเสียงใส่พวกเพื่อนไร้มารยาท  แต่ทุกคนหาได้สนใจไม่…  ต่างคนต่างเดินไปจับจองพื้นที่ให้ตัวเอง

 

ไร่นา เบญจรูญ โขน ขาดไปเพียงแค่อลินและอานัติที่มีธุระส่วนตัว  ทุกคนล้วนเข้ามานั่งกินข้าวเช้าควบเที่ยงในยามบ่ายที่ห้องของคนอื่น   อย่างน้อยๆเจ้าของห้องก็ไม่ว่าอะไรเพราะฝากซื้อด้วย  เนื่องจากเจ้าตัวยังหมกมุ่นคิดไม่ตกเกี่ยวกับงานเลี้ยงในเย็นวันนี้….

 

“นี่นายยังนั่งคิดมากเรื่องสูทอีกเหรอวะนั่น?”   ไร่นาถามขึ้นเมื่อเห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องไปยังเสื้อผ้าราคาแพงที่ได้มาจากคนแก่(?)พยายามจีบเด็กคนหนึ่ง

 

“เปล่าเว้ย… ไม่ได้คิดมากเรื่องราคาสูทแล้ว….”  คิดไปก็ต้องใช้หนี้อยู่ดี  ระบบผ่อนจ่ายที่ต้องเจียดเงินจากค่าขนมรายสัปดาห์ที่ได้จากผู้ปกครอง…  ถ้าอยากจะเร็วกว่านั้นคงต้องหางานพิเศษ…

 

สามศรีคนไม่มีเดทกับคนรักในวันหยุดเทข้าวใส่จาน แทนที่จะกินในกล่องเพื่อช่วยประหยัดน้ำยาล้างจานให้เพื่อน  ฟังเพียงผ่านๆก็รู้ว่าปัญหาของชายจัน สะกิดใจ คือ เรื่องของคนที่ชวนไปงานแต่งงานในเย็นวันนี้นั่นล่ะ  เกิดลังเลใจครั้งที่ร้อยล้าน

 

“ลังเลคิดมากไปก็เท่านั้นล่ะว่ะ  แกรับปากคุณอัศวินไปแล้วว่าจะไป แกจะเสียมารยาทผิดคำพูดกับผู้ใหญ่เอาตอนนี้เรอะ?  นายมันแย่มากเว้ย!!”   โขนชี้หน้าพระร๊องรองที่ไม่ควรทำตัวใช้เสียชื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ

 

“ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไม่ไป มาเป็นชุดเลยเว้ย!!”   จันแผดเสียงใส่คนมีแฟนแก่คราวพี่พ่อ  อยากหนีไม่อยากเป็นคนดี แต่ต่อมคนดีในตัวก็ต่อต้านใจมารเป็นระยะๆ…

 

            ยามบอกแม่ว่าทำไมไม่กลับบ้านวันอาทิตย์

แม่ก็ปัดมือไล่ไสส่งทันทีเมื่อรู้สาเหตุที่ไม่กลับ….

ตอนนี้เด็กหนุ่มอายุ 21 ปีรู้สึกเหมือนตัวเองถูกคนทั้งโลกผลักไสให้ไปลงเอยกับนักธุรกิจหนุ่มใหญ่  ยิ่งนานขาของเขาก็ยิ่งก้าวเข้าไปในถ้ำเสื้อที่ไม่ใช่ถ้ำโดจินที่พวกขนิษฐา ยุพิน มะขามชอบพูดถึงมากขึ้นทุกทีๆ  คนเราไม่ใช่อิฐใช่ปูน… คนไม่เคยมีประสบการณ์โดนไล่ตามแบบนี้  สักวันหนึ่งเขาจะแพ้หรือเปล่า?

 

จ้องมองดูเสื้อสูทที่ต้องสวมใส่ไปงานด้วยกันแล้วเด็กหนุ่มก็ถอนหายใจ  “จันกินไข่ดาวรึเปล่าวะ  ของเบญจรูญลืมไข่  ถ้าไม่เอาฉันเอาล่ะ”  เพื่อนผู้มีรูปร่างเหมือนนักกล้ามที่สุดในกลุ่มถือวิสาสะตักไข่ดาวออกจากจานหมูกรอบผัดพริกแกงของเพื่อนไป….

 

“เฮ้ย!! ฉันยังไม่ทันตอบเลย!”  จะทวงคืนก็สายเกินไป….  เมื่อคนที่เงียบที่สุดในกลุ่มจัดการเจาะไข่แดงที่เคยเป็นของคนอื่นไปแล้ว..เจ้าพวกเพื่อนรัก!!

 

“เงียบเกินสามวินาที ถือว่านายตอบแล้วเว้ย” นอกจากอลิน แย้มเก้อ ทุกคนในกลุ่มต่างเห็นว่าเดือนมหาวิทยาลัยที่สาวๆหมายปองนั้นอยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหารกันทั้งนั้น

 

ความกลัดกลุ่มของจัน สะกิดใจดูเหมือนจะมีแค่ตัวเองคิดมาก คนอื่นไม่มีอารมณ์ร่วมไปด้วย  สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ถอนใจและเดินมานั่งร่วมวงข้าวเช้า เที่ยง บ่ายกับพ้องเพื่อนแทน   เหลือเวลาอีก 3 ชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาที่นัดหมายเอาไว้กับหนุ่มใหญ่คนนั้น…

 

ก็แค่การไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนทางเมล์

…ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้และคงไม่มีอะไร…

                บรรยากาศของหอพักหน้ามหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ ย่านสะพานตากสินเป็นแบบหนึ่ง  บ้านหลังใหญ่ประหนึ่งคฤหาสน์ร้อยล้านย่านเกษตรนวมินทร์ก็มีบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง  ก้าวผ่านรั้วสวยงาม ผ่านน้ำพุรูปปั้นสมิงห์   ภายในนั้นคือบ้านน้อย(?)ของประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านจำกัด มหาชน

 

มันช่างน่าสงสัยว่ารายได้ของบริษัททำความสะอาดและกำจัดแมลงนั้นมันดีขนาดไหน?  เคยมีใครตรวจสอบอย่างจริงจังหรือเปล่า  แต่บ้านทรงยุโรปหรูเข้ากับภาพลักษณ์ของคุณชายอัศวิน สมิงห์ก็มาจากรายได้ของเจ้าตัวประกอบกับตระกูลอันเป็นปริศนาอยู่ดี

 

ข้ามผ่านห้องโถงที่โอ่อ่าหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์มีราคา  ขึ้นบันไดวนไปยังชั้นสองราวกับฉากเปิดตัวตัวเอกไฮโซในละครหลังข่าว   แม่บ้านวัยกลางคนในชุดกึ่งหัวหน้า Maid ในซีรี่ย์ฝรั่งย้อนยุควินเทจเดินถือเสื้อสูทเข้าไปยังห้องซึ่งมีป้ายติดหน้าประตูว่า [ห้องแต่งตัว]  อย่างนอบน้อม

 

“คุณผู้ชายคะ  รีดเสื้อสูทมาให้แล้วค่ะ  จะเปลี่ยนใจอีกรึเปล่าคะ?”   เธอชี้เสื้อสูทสีเทาอ่อนอันเป็นสีประจำของเจ้านาย

 

ชายเจ้าของบ้านผมสีบลอนด์ในชุดลำลองหัวเราะเบาๆ    “คงไม่เปลี่ยนแล้วล่ะ  สีเทาน่ะดีแล้ว”   จะใส่สีดำก็เข้มเหมือนเพื่อนร่วมงานบางคน ใส่สีขาวก็จะเด่นแข่งกับเจ้าบ่าวเกินไป

 

ภายในห้องแต่งตัวของท่านประธานเต็มไปด้วยเสื้อผ้า รองเท้า เนคไทด์  น้ำหอม  สำหรับใช้ในวันทำงานและวันเที่ยวเล่นไพรเวทเรียงเป็นตับชนิดที่ผู้หญิงบางคนยังต้องอาย  (แต่บางคนก็ไม่อายเพราะมีล้นตู้ออกมาเช่นกัน)  ฉากในตอนนี้ช่างแตกต่างจากบ้านช่องของตัวละครอื่นๆที่เคยโผล่มาในเรื่องปิ๊งรักระยะสิบเซน…

 

อัศวินยืนเลือกเนคไทด์ในตู้ทีละเส้น  1 โทนสีมีหลายแบบราวกับสีลิปสติกของผู้หญิงที่ผู้ชายแยกไม่ออกว่าจะซื้อมาทำไมเหมือนๆกัน  ความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากตัวละครเอกใน Season ที่แล้วช่างสมกับเป็นพระเอกของ Season ที่สอง….

 

แม่บ้านที่ทำงานร่วมกับอีกฝ่ายมานานแอบอมยิ้ม แต่ก็ปิดไม่มิด   “ป้าแอบยิ้ม มีอะไรรึเปล่า?”  ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองอีกฝ่ายที่อายุมากกว่าตัวเอง

 

“แค่คิดว่าคุณผู้ชายดูมีความสุขนะคะ  หรือว่าดิฉันจะได้เห็นคุณนายของบ้านสมิงห์ก่อนที่จะแก่เฒ่ากว่านี้กันนะ”   คำพูดติดตลกของแม่บ้านหญิงพาให้คนฟังหัวเราะตาม

 

ถ้าแม่บ้านแก่ชราไปกว่านี้อีกฝ่ายก็คงไม่ต่างกัน…

แต่ที่แน่ๆ…. คงจะไม่ใช่คุณนายของบ้านหรอก

                คฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งมีคนอาศัยอยู่เพียงลำพังกับแม่บ้านช่างดูเงียบเหงาเกินไป  แรกเริ่มเดิมทีชายหนุ่มตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆนั้นอาศัยอยู่ที่คอนโดมีเนียมในย่านสุขุมวิท  จนกระทั่งเวลาผ่านไปจึงซื้อคฤหาสน์หลังนี้เพื่อคุณย่าซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่   แต่แล้วคุณย่าคนนั้นก็ออกเดินทางรอบโลกไปเสียแล้วแทนที่จะอยู่บ้านดีๆ….  คฤหาสน์กว้างใหญ่ย่านเกษตรนวมินทร์จึงเงียบเหงา..

 

และยิ่งเงียบมากเมื่อเจ้าของไม่มีครอบครัวหรือคนรัก

                เหล่าแม่บ้านก็คงเป็นห่วงอยากให้เจ้านายมีเพื่อนคู่คิดบ้าง  “อีกฝ่ายยังไม่รับเป็นแฟนเลยล่ะ  คงต้องใช้เวลาอีกหน่อย  แต่ซักวันจะพามาที่บ้าน”  ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม

 

หญิงกลางคนที่ได้ฟังหัวเราะเบาๆ   “คราวนี้ผู้หญิงหรือว่าผู้ชายเหรอคะ?”   ช่างเป็นคำถามที่เอาไปถามคนอื่นอาจจะโดนไล่ออกได้ง่ายๆ….

 

อัศวินไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้ม  เพียงแค่นั้นอีกฝ่ายก็รู้คำตอบได้ด้วยตัวเองแล้วว่า [ว่าที่คนรัก] ของเจ้านายเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง   “หวังว่าคนๆนั้นจะตกลงคบกับคุณผู้ชายนะคะ”

 

“ฉันก็หวังไว้แบบนั้นเหมือนกัน”   นัยน์ตาสีฟ้าครามนั้นมีทั้งความสุขและความคาดหวังผสมปนเป   แม่บ้านวัยกลางคนก็ได้แต่ให้กำลังใจ

 

ความรักครั้งเก่าของประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านนั้นจบลงแบบไม่ดีนัก  จู่ๆวันหนึ่งก็บอกว่าเลิกลากันไปแล้ว ด้วยสาเหตุอะไรเธอก็ไม่กล้าถาม แต่วันนี้ที่เจ้าตัวบอกว่าจะไปงานแต่งงานของคุณไมค์  เธอก็รู้ได้ทันทีว่าตอนนั้นเลิกลากันเพราะอะไร   แม่บ้านผู้ดูแลอย่างเธอก็ได้แต่หวังว่าความรักครั้งใหม่ของเจ้านายจะดำเนินไปด้วยดี..  เพราะคุณผู้ชายก็อายุเยอะแล้วล่ะ

 

“จะออกไปกี่โมงเหรอคะ  จะทานน้ำชากับของว่างก่อนหรือเปล่า”   เธอเอ่ยถามเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์พร้อม

 

“กว่าจะออกไปก็คงประมาณบ่ายสามเผื่อรถติด   เตรียมน้ำชาให้ด้วยนะ  ของว่างอะไรก็ได้”  สั่งความเสร็จหัวหน้าแม่บ้านจังเดินออกไปจากห้องแต่งตัว

 

หนุ่มใหญ่นักธุรกิจมากความสามารถยืนเลือกเครื่องแต่งกายต่อไปอย่างมีความสุข  การไปงานเลี้ยงบางครั้งก็มีทั้งการไปตามมารยาท ไปเพราะเรื่องงาน บ้างก็เป็นเรื่องของเพื่อนฝูง  แต่องค์ประกอบที่ช่วยให้งานนั้นไม่น่าเบื่อก็มาจากคนที่ได้ไปด้วยกันนั่นล่ะ

 

ฮัมเพลงอารมณ์ดีไม่นาน   หัวหน้าแม่บ้านก็โผล่หน้าเข้ามาในห้องอีกครั้ง   “คุณผู้ชายอย่าลืมถุงของขวัญล่ะค่ะ  มาเตือนไว้ก่อนเผื่อออกไปแล้วจะลืม”   ได้ยินดังนั้นเขาก็หัวเราะ

 

“รู้แล้วป้า  ขอบใจนะที่เตือน”  แล้วเธอคนนั้นก็ออกจากฉากไปจริงๆ    อัศวินที่โดนเตือนก็ได้แต่ขำในความหวังดีของหัวหน้าแม่บ้าน

 

ของขวัญสองชิ้นของคนสองคนที่มีความหมาย

                เรื่องราวในค่ำคืนงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของแฟนเก่า  สำหรับใครหลายคนเป็นงานมงคลที่ยากจะทำใจ  หากแต่การจะก้าวไปยังความรักครั้งใหม่จะต้องผ่านไปให้ได้  ส่วนรักครั้งใหม่ที่ยังคงครึ่งๆกลางๆไม่ไปถึงไหน  หลังผ่านวันนี้ไปจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงหรือเปล่าก็ยังไม่อาจรู้

 

สำหรับชายหนุ่มแล้วคืนนี้คงเป็นการลา

และการเริ่มต้นทางจิตใจอย่างแท้จริง….

                เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วสมกับเป็นนิยายเรื่องหนึ่ง   เวลาที่เหลืออีก 3 ชม. ข้ามไปไม่กี่บรรทัดก็เหลือเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงก่อนเวลานัดหมาย   ณ หอพักราคานักศึกษาหน้ามหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  เด็กหนุ่มคนหนึ่งเริ่มอาบน้ำชำระร่างกาย และสุดท้ายก็มายืนตรงหน้ากระจก….

 

จัน สะกิดใจมองเสื้อสูทอีกครั้งตัดสินใจครั้งสุดท้าย  การจะหนีนั้นไม่มีทาง  อีกอย่างจะเป็นหนี้เปล่าๆมันก็ไม่ช่เรื่อง  สุดท้ายเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มก็เริ่มแต่งตัวเพื่อให้ตัวเองดูดีไม่หล่อเสียของ   ขณะที่กลุ่มเพื่อนสนิทยังคงเล่นเกมวุ่นวายอยู่ในห้องเพื่อประหยัดไฟ…

 

คิ้วสีอ่อนกระตุกทันที  “เฮ้ย!!  พวกนายจะกลับห้องกันไปได้รึยัง!”  จันในผ้าขนหนูตัวเดียวปิดช่วงล่างไม่ให้อนาจารเกินไปตะคอกใส่

 

สามหนุ่มเหล่มองกลับ   “เดี๋ยวก็ไปเว้ย  อยู่เผื่อว่านายต้องการความช่วยเหลือ”   ต้องการความช่วยเหลือเรื่องการแต่งตัว…..

 

หนุ่มวิศวะมองหน้าตาเพื่อนที่แลดูไว้ใจได้….เหรอ  ทีละคน  เขาไม่ใช่ซินเดอเรลล่าที่กำลังจะไปปราสาทของเจ้าชาย แล้วต้องให้นางฟ้ามาแต่งตัวให้หรอกนะ…. เสื้อสูทมันก็เหมือนเสื้อผ้าธรรมดานี่ล่ะ เนคไทด์เขาก็ผูกเป็นไม่ได้เดือดร้อน!   … แค่อาจจะไม่เรียบร้อยนัก

 

หนึ่งคนมีหรือจะสู้สามคนได้ แม้อีกคนหนึ่งจะไม่มีปากเสียงนอกจากแค่มองเงียบๆและเหงื่อตก   สุดท้ายจันก็หันไปแต่งตัวไม่พูดไล่เพื่อนๆอีก   “มีอะไรให้ช่วยบอกนะเว้ย”   แต่ละคนช่างหวังดี

 

“ขอบใจว่ะ…..   ถ้าให้ดีตอนฉันออกไปแล้วช่วยปิดห้องให้ฉันด้วยก็แล้วกัน….”   คำขอเพียงอย่างเดียวที่จำเป็นในตอนนี้ เพราะไม่มีวี่แววว่าสมาชิกอดีตทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์จะออกไปง่ายๆ

 

และเป็นปริศนาต่อไปว่าเจ้าของห้องจะกลับหรือไม่….

                เสื้อสูทอย่างเป็นทางการนั้นแต่งตัวเหมือนจะง่าย แต่การแต่งให้สุภาพ ดูดี มีองค์ประกอบหลายๆอย่าง  ต่อให้เป็นผู้ชาย จะปล่อยผมฟูเหมือนไปเรียนก็คงไม่ได้  อย่างน้อยๆก็ต้อง set ให้เข้ากับการแต่งตัวเสียหน่อย  เจลที่ไม่ค่อยได้ใช้ของโขนจึงถูกนำมาใช้อีกครั้ง  หลังจากผ่านไป 3 ปีจากการประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัย…

 

“อย่าให้เรียบเกิน!!  เหมือนคนขายประกันเลยเว้ย!”    ไร่นาเข้ามาขยี้ผมของเพื่อนสนิท เมื่อมันกำลังจะกลายเป็นทรงเดียวกับประธานบริษัทหนุ่มใหญ่แล้ว

 

“แล้วจะให้ทำผมชี้ๆรึไงนั่น!”   ม้าพยศเริ่มโวยวายที่โดนจับขยี้ผม    ทรงแรกไม่ผ่านมาตรฐานเพื่อนฝูง  ทรงที่สองจึงงัดออกมาใช้

 

ยามหวีผมเสยไปด้านหลังให้เปิดเหม่งให้เห็นหน้าผาก    เด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยปีสามก็ดูโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อีกหน่อย   เพื่อนทั้งสามต่างชูนิ้วโป้งเป็นสัญลักษณ์ประหนึ่งเป็นป้ายปล่อยผ่าน   เหลือแค่ผูกเนคไทด์ให้เรียบร้อย  ก็จะแต่งตัวเสร็จก่อนเวลานัด 30 นาทีพอดี..

 

แต่แล้วประตูห้องก็โดนเคาะขึ้นมาก่อน     “เดี๋ยวฉันไปเปิดให้”   เบญจรูญที่ไม่มีบทพูดเลยตั้งแต่ต้นตอน ในที่สุดก็ได้มีบทพูดบ้าง

 

พ่อหนุ่มอดีตนักบาสเก็ตบอลสูงใหญ่ แต่จริงๆแล้วอยากวิเคราะห์การ์ตูนเดินไปเปิดประตู   อีกฝั่งหนึ่งนั้นเผยร่างของแขกที่ไม่คาดคิด…  “สวัสดีครับคุณอัศวิน”   ยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม….

 

ชื่อที่โดนเรียกจากปากของคนเปิดห้องดึงให้คนที่เหลือหันไปมอง    “ท่านประธาน!   ทำไมมาเร็ว!”   เบี่ยงมองไปทางนาฬิกาก็พบว่านี่ยังไม่ถึงเวลานัด….

 

อัศวิน สมิงห์ในเสื้อสูทสีเทาอ่อนเป็นทางการกว่าการแต่งตัวไปทำงานแย้มยิ้มและรับไหว้เหล่านักศึกษาวัยละอ่อน   “เผื่อว่าเธอมีอะไรขาดเหลือจะให้ช่วย”  จันจ้องกลับ…

 

“นึกว่ากลัวผมจะหนีไปแล้ว….”    คนฟังหัวเราะเบาๆ   ไม่ตอบกลับก็รู้ว่าใจคิด  ถ้าเป็นตัวเขาเองก็ยังกลัวเลยว่าจะหนีเหรือเปล่าถ้าสลับสถานะกัน

 

“นั่นก็ด้วยล่ะ  เธออาจจะเปลี่ยนใจกลางคันก็ได้  ถ้าเกิดเรื่องอะไรซักอย่างที่เธอเห็นว่าสำคัญกว่า”  ประโยคคำพูดที่เพื่อนๆฟังแล้วไม่รู้สึกอะไร หากแต่คนมีชนักติดหลังรู้สึกสะอึกนัก

 

หากตอนนี้เพื่อนบางคนเดือดร้อนมาก และจำเป็นต้องให้ช่วย เขาก็คงเลือกที่จะช่วยเพื่อนก่อนจะไปงานแต่งงานกับชายตรงหน้า…  ถึงเขาจะไม่ใช่พระเอกของการ์ตูนโชเน็นจัมป์  แต่พลังมิตรภาพของเด็กหนุ่มก็ช่างรุนแรงเกินความรักยิ่งนัก

 

“ไม่เปลี่ยนแน่ครับ  ผมไม่ใช่คนผิดคำพูด  ผมมีศักดิ์ศรีพอในฐานะเด็กวิศวะม.กก.”   เหล่าเพื่อนฝูงพากันมองหน้า  หลายคนก็คงย้อนกลับไปอ่านประโยคก่อนหน้านี้ที่แสนสวนทาง

 

อัศวินยิ้มแย้ม   “แบบนั้นฉันก็โล่งใจ   แต่เธอผูกเนคไทด์เบี้ยวนะ”   คนถนัดผูกไทด์เดินเข้ามาใกล้อย่างหวังดี   คนไม่ต้องการรับน้ำใจรีบถอยหลัง

 

ทุกสายตาของเหล่าอดีตทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์จ้องมองเป็นทางเดียวกัน  “พวกนายมองอะไรวะ!  กลับห้องตัวเองกันไปได้แล้ว!!”   เด็กหนุ่มแผดร้องด้วยสีหน้าซึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

 

ไร่นาและโขนได้เห็นฉากประหนึ่งในนิยายต่างพากันส่งเสียงล้อเลียน  มีเพียงเบญจรูญที่หลบสายตาเพราะว่าเขินแทน   ในที่สุดเจ้าของห้องก็ต้องหาทางออกไปเอง..   เดือนมหาวิทยาลัยตรงไปหยิบโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ใส่ในกระเป๋าเสื้อและกางเกง

 

“ช่างเนคไทด์เถอะครับ ไปผูกในรถไม่ก็ใกล้ๆถึงเอาก็ได้  ไปได้แล้วครับ!”  ยิ่งส่งเสียงโวยวายเพื่อนๆยิ่งหยอกล้อเพราะมันคือธรรมชาติของซึนเดเระ   อัศวินที่เห็นท่าทางฟึดฟัดหน้าแดงก่ำของเชอรี่บอยก็ได้แต่อมยิ้มไม่ขำออกมา

 

“งั้นฉันกับจันไปล่ะนะ  ฝากห้องจันด้วย”    หนุ่มใหญ่ผมบลอนด์หันไปบอกลาเหล่าเพื่อนสนิทของคนที่ตัวเองตามจีบ  เด็กหนุ่มอายุ 21 ทั้งสามคนยกมือไหว้ผู้ใหญ่กันอย่างพร้อมเพรียง

 

“ฝากจันด้วยนะครับ แล้วก็ถ่ายรูปส่งไปให้แม่มันดูด้วย”   สิ้นประโยคหลังผู้ชายหล่อเสียของก็ปิดประตูใส่ดังโครม!   เขาช่างมีเพื่อนที่แสนดีกันซะจริงๆ….  อานัติกับอลินที่ไม่ได้อยู่ร่วมก๊วนตอนนี้ก็ไม่ต่างกันหรอก  แค่แสดงออกแตกต่างกันไป…

 

ตั้งแต่ไหนแต่ไร…

เพื่อนๆมักจะผลักดันข้างหลังของเขามาตลอดในเรื่องความรัก

                จะเรียกว่าผลักหลังก็คงไม่ถูก  บางครั้งมันเรียกว่าถีบหลังให้ตกเหวลึก… ความทรงจำเรื่องแผนการจีบมากมายตั้งแต่สมัยมัธยมต้นมันขำเสียจนเอาไปเขียนเป็นบทละครซิทคอมรักคุดเรื่องหนึ่งได้…  และในตอนนี้ทุกคนก็เห็นดีเห็นงานจะให้ลงเอยกับเพื่อนของแฟนเพื่อนอีกตะหาก…

 

สองร่างเดินออกจากประตูหอพักด้วยบรรยากาศที่แสนโดดเด่น  แม้วันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ก็ยังมีนักศึกษาที่ไม่ได้กลับบ้านหรือเพิ่งกลับมาอยู่บ้าง  ทุกสายตาที่ผ่านไปมาต่างจ้องมาที่คนใส่สูทภูมิฐานผิดสถานที่รอบตัว  ใครที่จำได้ว่าเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนเป็นเดือนมหาวิทยาลัยมาก่อนก็จับโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป

 

และสิ่งที่เด่นไปกว่าคนใส่สูทสองคนก็คือเจ้ารถยนต์ Lamborghini สีดำขลับสุดแพงที่จอดอยู่หน้าหอนี่ล่ะ…  พรุ่งนี้เช้าเขาต้องตกเป็นประเด็นพูดคุยใน facebook มหาวิทยาลัยเป็นแน่แท้…   “ท่านประธานมีรถกี่คันกันแน่น่ะครับ…”

 

“ถ้าอยากรู้คงต้องตามไปที่โรงรถที่บ้านของฉันน่ะจัน”  เด็กหนุ่มสะอึกในคำตอบ  ได้ยินอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากรู้แล้วว่าอีกฝ่ายมีรถกี่คัน

 

หนุ่มใหญ่เปิดประตูรถและเข้าไปนั่งฝั่งคนขับ  จัน สะกิดใจยืนมองอยู่พักหนึ่งอย่างชั่งใจ  แต่เมื่อมีคนผ่านไปมามองมากขึ้น เขาก็รีบเดินไปนั่งฝั่งข้างๆคนขับในทันที…  แต่งชุดก็ว่าเด่นแล้ว มาเจอรถเด่นขนาดนี้อีก…  วิถีชีวิตราวกับพระเอกซีรี่ย์ F4

 

ดวงตาคมสีฟ้าเหลือบมองหน้าคนข้างๆ  “หรือว่าเธอชอบ  Porsche คันก่อนมากกว่า?”   คำถามปานจะกลับบ้านไปเปลี่ยนรถ

 

“……….ผมไม่สนใจหรอกครับ   จะรถอะไรก็เหมือนกัน  ปกติผมนั่งรถไฟฟ้า”  ชีวิตสมถะอันแตกต่างจากคุณชายข้างๆอย่างสิ้นเชิง…

 

“จะน่าดีใจกว่านี้ถ้าเธอตอบว่า [จะรถอะไรก็เหมือนกัน  ถ้าคุณอัศวินเป็นคนขับ ผมก็ชอบทั้งนั้น]  แบบนี้ดีกว่านะ”   แค่ได้ยินก็ขนลุกชันไปทั้งตัวและอยากจะทุบรถ!!

 

แม่!!!  นี่แม่กำลังจับคู่ลูกชายกับใครรู้ตัวมั้ย!!

 

หวานเลี่ยนและเสี่ยวเสียจนไม่ต้องกินเค้กแต่งงานก็หวานไปแล้วล่วงหน้า   จันสั่นเป็นเจ้าเข้าไม่คุ้นชินกับมุกเสี่ยวเกินหน้าเกินตาของอีกคน   ท่าทางสั่นกลัวจนอยากโดดลงจากรถของเจ้ากระต่ายพยศชวนให้คนจ้องมองปฏิกิริยาสนุกสนาน

 

“จะหลับไปพลางๆก็ได้นะ  กว่าจะไปถึงสุขุมวิทก็คงรถติด   จะไม่แอบจูบตอนหลับหรอก”   ยิ่งได้ยินยิ่งไม่กล้านอนหลับอย่างแน่นอน!

 

เด็กหนุ่มหันหน้าออกไปทากระจกรถด้านข้างตัว   กอดอกตั้งการ์ดระวังความปลอดภัยให้ตัวเองอย่างเต็มที่  ชายหนุ่มมองดูอีกพักหนึ่ง เมื่อเห็นคนผ่านไปมาเริ่มเยอะขึ้นจึงสตาร์ทรถและขับเคลื่อนออกไปจากปากซอยหอพักนักศึกษาธรรมดาๆ

 

กลุ่ม 3 หนุ่มแห่งทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์ยืนมองจากหน้าต่างห้องเดือนมหาวิทยาลัย   มันช่างน่าเป็นห่วงปนช่างมันเหอะในเวลาเดียวกัน   “พนันกันมั้ยวะ ว่าคืนนี้ไอ้จันจะได้กลับหอรึเปล่า”  ไร่นาเริ่มเปิดประเด็นเป็นคนแรก.. เปลี่ยนตัวเองเป็นเจ้ามือเรียบร้อย

 

“ถึงเมามันก็จะกลับมา ฉันพนันงั้นเลยว่ะ 100 นึง”   โขนไม่มั่นใจนัก  ทั้งสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน  ประธานหนุ่มก็แลดูจะไม่ฉวยโอกาสตอนเมามาย เพราะฉะนั้นก็คงรอดเป็นเชอรี่บอยต่อไปอีกพักใหญ่ๆ

 

“ฉันว่ามันต้องเกิดอีเวนท์ซึ้ง แล้วคุณอัศวินก็พากลับมาส่ง  100 นึง”  ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน  ต่างกันแค่สาเหตุที่กลับมาที่บ้านซึ่งต่างกันนิดหน่อย

 

แล้วสายตาทั้งสองคู่ก็หันมองเบญจรูญผู้สงบเสงี่ยมไม่พูดอะไร…     สายตาที่จับจ้องมาชวนให้เด็กหนุ่มรู้สึกผิดถ้าไม่ลงพนันด้วย  “ฉันว่า….”  ลากเสียงคิดเบาๆครู่หนึ่ง…

 

และ….  “ฉันว่าจันจะไม่กลับมาหอ  100 นึง…….”  การลงข้างพนันของเด็กหนุ่มสูงโย่งเป็นเสาไฟฟ้า แต่ทำตัวเงียบเหมือนกำแพงฉากหลังพาให้ทั้งสองคนอึ้ง…  คนที่น่าจะเชื่อใจจัน สะกิดใจมากที่สุดกลับหักหลังหรือนี่!?    อันมิตรภาพไม่มีอยู่ในวงการพนัน…

 

การเดิมพันครั้งนี้สิ่งที่เพื่อนๆจะได้รับนอกจากเงินพนัน…

ก็คือ…  เพื่อนในกลุ่มจะได้เลิกรักคุดเสียที…

                นักศึกษาวิศวะที่พอจะเดาได้ว่าตัวเองคงตกเป็นเดิมพันในการพนันของเพื่อน ได้มาถึงโรงแรมหรู 5 ดาวในย่านสุขุมวิท  การจราจรในระแวกนี้ในช่วงวันอาทิตย์ค่อนข้างติดขัด  อีกทั้งวันนี้เป็นวันดี โรงแรมใกล้เคียงล้วนแต่มีงานมงคลกันทั้งสิ้น..

 

จากด้านหน้าของโรงแรมเข้าไปยังลานจอดรถสำหรับแขกที่มาร่วมงาน  ยิ่งเข้าใกล้งานแต่งงาน เด็กหนุ่มที่ไม่ได้ออกงานบ่อยนักเริ่มรู้สึกหนาววาบ…   และเมื่อเข้ามาที่ล๊อบบี้เห็นแขกต่างชาติ 60%  คนไทยอีก 40%  ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดมายังโลกอื่น….

 

“จันอย่าเดินก้มหน้า  เงยหน้าขึ้นสิ”  อัศวินบอกคนข้างกายที่เริ่มเดินก้มหน้าโดยไม่รู้ตัวเพราะมัวแต่ใช้ความคิด  ซินเดอเรลล่า(?)ที่หลงมางานของผู้ใหญ่ประหม่าเล็กๆ

 

“ผมไม่ชินงานเหมือนท่านประธานหรอกครับ  พวกประธานบริษัทคงเข้าสังคมบ่อย”  พูดไปก็เริ่มเข้าตัว… เมื่อพ่อก็เป็นประธานบริษัทแห่งหนึ่งเหมือนกัน…

 

“บางทีเธอก็คงดูละครมากไปล่ะ  ฉันไม่ค่อยไปงานการกุศลอะไรแบบไฮโซหรอกนะ มีแต่ไปประชุมเที่ยงๆในโรงแรม”   เรียวปากคมหยักยิ้ม   ทำตัวประหนึ่งเป็นคนธรรมดากว่าที่คิด  แต่ถ้าย้อนกลับไปดูบ้านก็คงน่าสงสัย…

 

“พ่อเธอก็น่าจะเป็นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”   โดนย้อนกลับมาถึงกับพูดไม่ออก  จันจึงใช้สายตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเงียบๆไม่ให้พูดต่อแทน…

 

พร้อมกับรีบเปลี่ยนเรื่องด้วยการใช้สายตามองไปที่กล่องของขวัญในมือใหญ่   ขนาดกล่องที่พอจะเดาได้ว่าภายในคือเนคไทด์   “ของขวัญให้ไมค์เหรอครับ?”   อัศวินฟังแล้วพยักหน้า

 

แฟนเก่าจะแสดงความยินดีมากกว่าการใส่ซองก็คงไม่แปลกอะไร…   เขาที่มาร่วมงานโดยไม่เตรียมอะไรมาให้เพื่อนทางเมล์เลยกระทั่งซองนี่สิ…   “ไม่ต้องทำหน้าตึงแบบนั้น  เรื่องซองงานของไมค์  ฉันใส่ให้เธอเรียบร้อยแล้ว”  สร้างหนี้เพิ่มขึ้นมาอีก….

 

จันพยายามอ้าปากจะพูดขัด  แต่ไม่นานนักประธานหนุ่มก็พบกับคนรู้จัก   “ไง อัศวิน  น้องปลวกด้วย~~~~~”  เสียงที่แสนคุ้นเคยทำมาก่อนพาให้จัน สะกิดใจหันมองขวับ

 

ภาพที่เห็นตรงหน้าพาให้เด็กหนุ่มตะลึงงันนัก    “คะ…คะ…..”   หญิงสาวสวมแว่นตาปล่อยผมสยาย  อีกทั้งยังสวมใส่ชุดราตรียาวสีแดง แต่งหน้าเสียจนเกือบจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักและพบเจอหน้ากันมาก่อน!?

 

ผู้หญิงยามที่เปลี่ยนลุคมักทำให้ผู้ชายตะลึงเสมอ….

 

ลุคหลังล้างหน้า  ลุคตอนตื่นนอน  ลุคตอนแต่งหน้าบางๆ  ลุคตอนแต่งหน้าจัดๆ  หรือแม้แต่การเปลี่ยนทรงผม  สตรีเพศมักมีอะไรให้บุรุษได้อึ้ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ไม่น่าจะเชื่อว่าจะแต่งตัวแบบนี้ได้ด้วย  เคยเห็นเพียงสวมใส่เสื้อกาวน์แทนชุดทำงาน บ้างก็ใส่สูท OL ธรรมดา

 

“ไม่นึกว่าจะได้เจอที่นี่นะหาญจิต  เธอไม่เห็นบอกเลยว่าเธอจะมางานที่นี่ด้วย”   ชายหนุ่มมองด้วยสายตาประหนึ่งถ้ารู้จะชวนมาด้วยกัน  แต่คนโดนมองรู้อยู่แล้วว่าต่อให้รู้ก็คงไม่ชวน  เพราะมีคนที่อยากควงมางานด้วยมากกว่าอย่างคนข้างๆ

 

“ไปซื้อสูทด้วยกันก็ไม่บอก………”  จันตัดพ้อเสียงเบา   ตอนนั้นจะรู้หรือยังไม่รู้  ที่แน่ๆอีกฝ่ายไม่ยอมพูดอะไรให้รู้เลยว่าจะมา….

 

“ฉันเพิ่งรู้จากพวกเพื่อนๆว่าเจ้าสาวเป็นรุ่นน้องสมัยมหาลัยน่ะสิ   ถึงไงอัศวินก็ไม่ชวนฉันนี่”   ดวงตาใต้แว่นมองอย่างหยอกล้อ

 

อัศวินหัวเราะที่อีกฝ่ายรู้ทัน   “ยังดีที่ไม่เจอพวกรีวัลย์   ไม่งั้นจันคงหนีไปเกาะเพื่อนแน่ๆ”   จันเหล่มองด้วยหางตาทันที… ประชดเรอะนั่น….

 

“พวกรีวัลย์ไม่มาหรอก  ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว  ว่าแต่………”   หญิงสาวหันมองดูนักศึกษาหนุ่มที่หลงมาอยู่ดินแดนโลกของผู้ใหญ่  มองตั้งแต่หัวจรดเท้า…  เสื้อสูทเต็มยศและผมที่เซ็ตมาแล้วไม่ปล่อยยุ่งเหมือนไปเรียนหรือมาทำงานพิเศษ

 

“น้องปลวกวันนี้ดูดีมาก!  พี่สาวยืมควงได้มั้ย!”  หาญจิตเข้าไปควงแขนหนุ่มอายุ 21 ปีซึ่งยังหนุ่มแน่นละอ่อน  แต่งตัวเป็นผู้ใหญ่ยิ่งทำให้ดูดีเพิ่มขึ้นอีก 5 เท่า  ชุดสูทมันคือไอเท็มสุดมหัศจรรย์ที่เปลี่ยนปลวกให้เป็นคนหล่อได้(?)    เด็กหนุ่มตัวแข็งเป็นท่อนไม้

 

ประธานบริษัทมองรองประธานอย่างขำขัน   “ได้สิ  แค่เฉพาะจากล๊อบบี้ไปจนถึงหน้างานนะ”  ระยะทางอันแสนสั้น   หนุ่มวิศวะคิ้วกระตุกทันที  เห็นเขาเป็นสิ่งของหรือยังไง!

 

กระนั้นจัน สะกิดใจก็ไม่กล้าหือกับผู้หญิงอยู่ดี  แม่สอนเอาไว้ว่าต้องเอาใจผู้หญิง แม้ว่าจะชอบผู้ชายก็ตามที…  และที่สำคัญดูจากปฏิกิริยาสายตาของคนรอบข้าง  มีสาวๆที่แอบมองมาไม่น้อย…. แม่ครับ วันนี้ลูกชายแม่คงไม่หล่อเสียของแล้วล่ะ  เสียอย่างเดียวคือโดนผู้ชายควงมางาน….เป็นผู้ชายที่มาตามจีบอีกด้วย

 

….น้ำตาลูกผู้ชายใกล้จะหลั่งริน….

                แต่เมื่อดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปยังข้างใบหน้าของชายหนุ่ม  เห็นสีหน้านิ่งเป็นระยะๆ  เขาก็เริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง  ตั้งแต่เดินเข้ามาในโรงแรมอันเป็นสถานที่จัดงาน  ประธานบริษัทสำรวจฯ นั้นพูดน้อยกว่าปกติ  บางทีงานแต่งงานของแฟนเก่าคงให้ความรู้สึกตึงๆอยู่บ้าง….

 

หากวันหนึ่งเขาต้องเดินเข้างานพิธีของคนที่ตัวเองแอบชอบจะรู้สึกอย่างไร…  แม้วันนั้นจะยังมาไม่ถึงง่ายๆ หรืออาจจะไม่มี…   ที่แน่ๆเรื่องของไมค์คงยังเป็นแผลใจของอีกคน  “คุณอัศวินจะไปที่ตัวงานรึยังครับ?”   จันเป็นฝ่ายถามก่อนทั้งสภาพโดนรัดแขน….

 

อัศวินมองกลับมายังนักศึกษาวิศวะและรองประธายในชุดราตรียาวสีแดง  “ไปสิ   เข้าไปเร็วก็ดีนะ จะได้ทักทายตอนคนไม่เยอะ”

 

“Go! Go!   ไปหาอะไรกินในงานกันเถอะ!”  คู่ควงชั่วคราวตั้งแต่ล๊อบบี้จนถึงหน้างานดึงแขนของหนุ่มละอ่อนผมน้ำตาลให้เดินตาม  โดยมีคนชวนเด็กหนุ่มมาเดินตามหลัง   ยามเมื่อจันเหลือบหันกลับไปมอง  ความรู้สึกเดียวกับวันที่ชายคนนั้นเมามายมาหาที่หอก็กลับมาอีก….

 

วูบหนึ่งและหลายๆวูบ…เมื่อเห็นสีหน้าและกล่องของขวัญ

เขารู้สึกเห็นใจอัศวิน สมิงห์มากกว่าปกติ

 

                คนที่มีแผลใจเพราะความรักมักจะเข้าใจกันและกันมากกว่าคนอื่น   หนึ่งหญิงสองชายพากันเดินไปขึ้นลิฟต์เพื่อเดินทางไปยังงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นในชั้นบน   ค่ำคืนของวันนี้คงจะเป็นคืนที่ยาวนานอีกครั้งหนึ่ง…  การพบกันของแฟนเก่า และคนที่อยากให้เป็นแฟนใหม่…  รถไฟไม่ได้ชนกัน  แต่การวางแผนรางรถไฟยังไม่เสถียรซักเท่าไหร

 

งานมงคลเป็นงานที่มีแต่คำอวยพรและคำยินดี

งานมงคลของแฟนเก่าเป็นงานที่ก่ำกึ่งในความรู้สึก

 

เสือและกระต่ายซึ่งมีระยะห่างสิบเซนติเมตร

จำต้องผ่านบททดสอบ….

—————————–
Free Talk : งานแต่งงานของไมค์ค่ะ ช่วงนี้เราก็โดนไปงานแต่งงานบ่อย ซึมซับบรรยากาศและการโดนสูบพลังงานไปบ่อยจนเอามาลงในฟิคด้วย 5555 มีคุณหาญจิตโผล่มาเป็นตัวกลางอีกคนหนึ่ง และไม่แน่อาจจะได้พบรักกับซักคนในงานก็ได้(?) เรื่องนี้จะหมดคนโสดในทันที(?)

ส่วนจันกับคุณอัศวิน จันคงเริ่มเห็นแล้วว่าคุณอัศวินมีชะตาที่น่าเศร้ากว่าตัวเองเสียอีกในเรื่องความรัก อย่างน้อยจันก็ไม่เคยโดนทิ้ง มีแค่รักเขาข้างเดียวมา 9 ปีเป็นได้แค่เพื่อน แต่อีกฝ่ายโชกโชนกว่านั้นอีก

ความสัมพันธ์ของสองคนนี้จะได้ขยับไปอีกขั้น

ปล. รีลินหายไปหนึ่งตอน 5555

Advertisements
 
2 ความเห็น

Posted by บน 02/10/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 22

  1. firodendon

    02/10/2014 at 10:07 PM

    ขำตอนที่เพื่อนๆ มองส่งจันด้วยสายตาสงสารปนช่างมันเหอะ 55555

     
  2. taraikari

    03/13/2014 at 8:56 PM

    “ความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากตัวละครเอกใน Season ที่แล้วช่างสมกับเป็นพระเอกของ Season ที่สอง….” <<คือท่านประธานรวยเกิ๊น อยากสมัครเป็นเมดที่บ้านขึ้นมาทันที
    เพื่อนจันแต่ละคนคือรักจันมากอ่ะ
    รักมาซะจนมองส่งด้วยสายตาแบบนั้น
    ส่วนท่านประธานก็เสี่ยวไม่มีใครเกินอ่ะ
    หยอดมาแต่ละทีจันอึ้งนะคะนั่น

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: