RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 23

13 ก.พ.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

งานแต่งที่ใด เป็นได้แค่แขกรับเชิญ

                วลีนี้เป็นวลีเด็ดที่หลายๆคนชอบพูดถึง ยามเมื่อได้ไปเป็นแขกในงานมงคลของคนอื่นที่ไม่ใช่งานของตัวเอง  การแต่งงานอาจไม่ใช่ตอนจบของชีวิตรัก แต่เป็นกระบวนการ Class change แบบหนึ่งอย่างในเกมออนไลน์  จาก Novice คนโสดธรรมดา เป็น Class 1 คนมีแฟน และเป็น Class 2 คนแต่งงาน  และไปจบที่ class 3 คนมีลูก  หากแต่สำหรับบางคนก็เป็น Super Novice เลเวล 99 ไฟออกเท้าได้เหมือนกัน

 

ตัวเอกของเรื่องนี้เป็น Super Novice

ส่วนตัวเอกอีกคนก็โดนแฮ็คเกมจนคลาสตก(?)

 

ตอนที่ 23 :  ดึกดื่นไม่ควรกลับบ้านคนเดียว

 

เสียงเพลงหวานชื่นบรรเลงขับกล่อม  ทัศนียภาพในยามค่ำคืนซึ่งมองจากสระว่ายน้ำชั้นสูงของโรงแรมย่านสุขุมวิท อบอวนไปด้วยความโรแมนติกราวกับภาพความฝัน  บริกรชายหญิงแต่งกายสุภาพเดินให้บริการแขกของงานมงคลรอบปาตี้ริมสระอย่างขมักเขม้น  เหล่าชายหญิงในชุดสูทและชุดราตรีต่างเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศงานมงคลสมรสของหนุ่มตะวันตกและสาวตะวันออกคู่หนึ่ง

 

“น้องปลวกไม่ดื่มเหรอ?”  หาญจิตในชุดราตรีสีแดงเพลิงโดดเด่นชี้แก้วแอลกอฮอล์หลากหลายชนิดตรงมุมเครื่องดื่มของงาน

 

นักศึกษาหนุ่มส่ายหน้าไปมา  “ไม่ล่ะครับ… ผมว่าวันนี้ผมจะไม่แตะของมึนเมา”  คงไม่ดีแน่ถ้าเกิดเมามายไปโดยไม่มีเพื่อนฝูงอยู่ด้วยสักคน…

 

“กลัวเมาแล้วอัศวินลักพาตัวไม่ให้กลับบ้านเหรอ~”  มือเรียวยื่นไปหยิบแก้วคอกเทล   คนที่โดนพาดพิงแลดูจะไม่ได้สนใจฟัง   ซ้ำยังรับแก้ววิสกี้จากบริกรโดยไม่ได้สนใจความคออ่อนของตัวเองสักนิด

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหล่มอง   “ผมกลัวว่าคนพามาจะเมา  ถ้าผมเมาด้วยจะกลับบ้านไม่ได้น่ะสิครับ….”   เหตุการณ์เมาทั้งคู่มักจบลงไม่สวยนัก…

 

รองประธานบริษัทสำรวจฯ หัวเราะร่วน  “นั่นสินะ  งั้นดื่มโค้กไปเถอะ”  หญิงสาวหยิบเอาแก้วน้ำอัดลมเด็กน้อยมาส่งให้    มันคือน้ำร่วมสาบานในพิธีกรรมบรรเทาอาการอกหักของทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์

 

“…..ระวังจะเมานะครับ…”  เตือนหญิงสาวให้ระวังตัวบ้าง  แม้จะเดาได้ว่าอีกฝ่ายยังไงก็คอแข็งกว่าท่านประธานแน่นอน

 

ตอนนี้เด็กหนุ่มอายุ 21 ปีจากโลกคนธรรมดารู้สึกเหมือนตัวเองมาอยู่ผิดที่ผิดทาง  งานในตอนนี้ช่างเหมือนอยู่คนละโลกกับเขา  ใช่ว่าเขาไม่เคยไปงานแต่งงาน….  แต่งานแต่งงานหรูขนาดนี้อาจจะเป็นครั้งแรก  และเทียบกับงานบายเนียร์ของมหาวิทยาลัยไม่ได้อีกตะหาก

 

จัน สะกิดใจเหลือบมองไปยังคนที่พาตัวเองมา  หลังจากนั้นจึงมองไปทางคู่บ่าวสาวในชุดสีขาวซึ่งอยู่ห่างออกไปหน่อย   “จะไม่ไปทักทายไมค์หน่อยเหรอครับ?”  ตั้งแต่เข้ามาก็ยังมิได้ทักทายเจ้าของเสียด้วยซ้ำ

 

ประธานหนุ่มจิบวิสกี้ในมือพลางยิ้มให้   “ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่ทักนี่  เธอคิดว่าฉันกำลังหลบหน้าเหรอ?”   เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนเขม็งมองกลับ

 

แล้วลดสายตาลงมองกล่องของขวัญในมือ  ก็คงไม่ได้หนีหน้า…   “คิดว่าจะมีอาการเหมือนพวก MV เพลงอกหักน่ะครับ”  อัศวินหัวเราะเบาๆทันทีที่ได้ยิน  แม้แต่หาญจิตก็พยักหน้าเห็นด้วยกับพระร๊องรอง

 

คนที่ไม่รู้สึกอะไรเลยกับรักครั้งเก่านั้น…

คือคนที่ลืมได้สนิทใจแล้ว….

 

ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเชื่อว่าชายที่ตามจีบตัวเขาอยู่นั้นยังตัดไม่ขาด   หากแต่วันนี้ดูเหมือนตัดขาดแล้ว  ช่างเดายาก…  แต่เขาก็ไม่มีหน้าไปติติงเรื่องนั้นหรอก…  เรื่องของความรักฝังใจ  คนที่เคยมีไม่สามารถไปว่าใครได้  ต่างกันแค่เขาไม่ได้เป็นแฟนของอลิน แย้มเก้อเท่านั้นเอง

 

เด็กหนุ่มยืนจิบน้ำอัดลมสีดำไปพลางคอยมองรอบๆงานไปพลาง  แต่เดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบกลับไม่รู้สึกตัวว่ามีสาวๆในงานแอบมองอยู่   ความรู้สึกช้าอย่างไม่น่าให้อภัย   “น้องปลวก มีคนแอบมองอยู่น่ะ”  พี่สาวสะกิดให้รู้ตัว

 

แต่มือใหญ่ของคนพามาวางลงบนบ่าคล้ายกับไม่ให้หันไปมอง   “ถ้าเธอแสดงออกว่ารู้ตัว  เขาจะเข้ามาหานะ”  นี่คือคำแนะนำของคนหวง(?)

 

“ครับ???”   จันทำหน้าตามึนงงผิดมาดหล่อ   แต่ยังไม่ทันจะได้สนทนาต่อ  เจ้าบ่าวผู้เป็นแฟนเก่าของประธานบริษัทสำรวจฯ พลันเป็นฝ่ายเดินมาหาเอง   การเผชิญหน้าแม้จะเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาด  แต่สุดท้ายก็ต้องเกิดขึ้นจนได้

 

“Thanks for coming, I’m really happy”  ชายผมสีบลอนด์ในชุดสูทเจ้าบ่าวสีขาวบริสุทธิ์ประดับด้วยดอกกุหลาบแดงที่อกซ้ายเข้ามาทักทาย  คนที่โดนทักนิ่ง  แต่คนที่ไม่ได้โดนทักกลับสะดุ้งแทน

 

“Congratulation on your wedding”  การทักทายด้วยการสวมกอดอย่างชาวตะวันตกแลดูเป็นเรื่องธรรมดา  หากแต่สำหรับคนเคยเป็นแฟนเก่ากันมาก่อน  ภาพที่เด็กหนุ่มเห็นชวนให้เผลอคิดว่าจะมีความรู้สึกตะหงิดๆในใจบ้างหรือเปล่านะ…

 

คนที่กลายเป็นคนนอกชั่วขณะยืนสังเกตการณ์    “I’m relieved to see you here. I’m relieved…” บนใบหน้าของชายผู้เป็นเจ้าของงานแลดูโล่งอกและคลายกังวล

 

“I told you I will come, although I’ve been busy”   อัศวินตบบ่าชายชาวต่างชาติ   มันคืออ้อมกอดมิตรภาพธรรมดาๆ   หนุ่มสูงใหญ่ทั้งสองช่างเหมือนเพื่อนสนิทหากไม่รู้อดีตที่ผ่านมา….

 

แต่ที่แน่ๆ  บทสนทนาใกล้จะเป็นเสียง Soundtrack ไปหมดแล้ว…   “They are your workmate?”    ดวงตาสีฟ้าหันมาทางอีกสองคนที่เงียบมองอยู่นานสองนาน…

 

“Yes, she is my workmate. This boy is…..”  เสียงทุ้มแนะนำไม่ทันจบประโยค   หนุ่มวิศวะรีบเดินมาขัดใกล้ๆและพูดแทรก

 

“It’s the first time we meet each other .  I’m Jan nice to meet you Mike”  จันรู้สึกเกร็งไม่น้อยที่ได้เจอกับเพื่อนทางเมล์ซึ่งไม่เคยได้พบหน้ากันจริงๆ   แต่จะปล่อยให้ท่านชายผู้นั้นแนะนำ มันน่าหวั่นว่าจะแนะนำว่าอะไร ไม่อยากมีปัญหา!

 

Ex-boyfriend vs. Future Boyfriend?

 

ก่อนที่ฟิคชั่นเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องสองภาษา   หุ่นยนต์แมวสีฟ้าจำต้องใช้วุ้นแปลภาษาให้เหลือเพียงภาษาเดียว   เสียง Soundtrack เปลี่ยนมาเป็นแบบพากษ์ไทยโดยทีมพากษ์พันธมิตร(?)   อัศวิน สมิงห์แอบขำในท่าทีตื่นตูมของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนนัก   ไมค์กลับมีสีหน้าแปลกใจและครุ่นคิด

 

“จัน?   จัน สะกิดใจ?”   ชายในชุดเจ้าบ่าวถามกลับ   คนไทยชื่อนี้มีเพียงคนเดียวที่เคยติดต่อ  เด็กคนหนึ่งที่บังเอิญรู้จักผ่านทาง Social Network อย่าง Facebook

 

“ใช่ นี่จัน  เพื่อนทางเมล์ของนาย  ฉันชวนให้มางานด้วยกัน”  หนุ่มใหญ่แนะนำอย่างเรียบง่าย   จันแทบหายใจไม่ทั่วท้องกลัวจะมีประโยคอื่นหลุดตามมาด้วย…

 

เจ้าบ่าวชาวตะวันตกยื่นมือมาจับแสดงมิตรภาพและความยินดี   “ดีใจที่ได้เจอตัวเป็นๆ  แต่ไม่ค่อยเหมือนที่จินตนาการไว้จากเมล์”  ชายอายุมากกว่าจับคางใช้ความคิด…

 

จันเริ่มไม่ไว้ใจในจินตนาการนั่นขึ้นมาทันที…   เท่าที่จำได้เขาเขียนเมล์ปกติมากเลยนะ   เด็กหนุ่มจ้องรอคำตอบโดยไม่ต้องถามกลับว่าทำไม   “คิดว่าหน้าตาแย่กว่านี้  เพราะเคยบอกว่าอกหักซ้ำๆซากๆ”   เขาผิดเองที่อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจินตนาการว่ายังไง!!!

 

หาญจิตถึงกับหลุดขำเสียงดังไม่เกรงใจคนที่โดนคำพูดทำร้าย   ส่วนอัศวินนั้นกลั้นขำไม่อยากให้เด็กหนุ่มได้อาย “หัวเราะกันทำไมครับ!  ไม่ตลก!”

 

“ก็จริงนะ  ไม่ค่อยเห็นคนหน้าตาดีอกหักซ้ำๆซากๆ”   หญิงสาวขำจนน้ำตาจะไหลแต่ต้องกลั้นไว้ไม่ให้มาสคาร่าและอายไลเนอร์เลอะ   คนหน้าตาดีที่อกหักซ้ำๆซากๆมักจะอยู่ในนิยายบอยเลิฟ….

 

เดือนมหาวิทยาลัยอยากจะเดินหนีออกจากงานแล้วกลับบ้านไปบัดเดี๋ยวนี้    คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันอย่างขุ่นเคือง   คนขำก็ขำไม่เกรงใจเลยทีเดียว  ใช่ซี่!   เขามันหล่อเสียของ!   ขณะที่เด็กหนุ่มพยายามปรับอารมณ์   เจ้าของงานหันไปทักทายเพื่อนร่วมงานของแฟนเก่า

 

“เจ้าสาวรู้เปล่าว่าอัศวินกับนายเคยคบกันน่ะ”  ถามตรงกลางปล้องยิ่งกว่าโจรดักจี้ปล้นธนาคาร   ประธานบริษัทลำลักวิสกี้ในทันที

 

“คุณหาญจิต….  เขาไม่ถามหรอกนะครับคำถามแบบนี้….”  คำถามปานนักข่าวนิตยสารซุบซิบดาราในร้านสะดวกซื้อ  แต่ดูเหมือนคนโดนถามจะไม่ถือสา  มีเพียงสีหน้าอึ้งน้อยๆ

 

สถานการณ์แบบนี้ถ้าเจ้าสาวรู้เข้า….

คงมีโทรศัพท์ลึกลับโทรไป Club วันศุกร์….

                A กับ B นั้นเคยเป็นแฟนกันมาก่อน และทั้งคู่ก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน  อยู่มาวันหนึ่ง B ก็บอกเลิกกับ A เพื่อไปคบกับ C ซึ่งเป็นผู้หญิง  ส่วน A ก็ไปตามจีบ D มาเป็นแฟนใหม่  โดยที่ D นั้นแอบชอบเพื่อนสนิทชื่อ E อยู่แล้ว และที่สำคัญ D กับ E ก็เป็นผู้ชาย  แฟนของ E  ซึ่งก็คือคุณ F  ก็เป็นผู้ชายเช่นกัน   จนวันหนึ่ง B แต่งงานกับ C  คุณ A ก็พาคุณ D มางานของคุณ B ด้วย

 

สถานการณ์สุดชุลมุนแบบนี้ผู้หญิงหนึ่งเดียวในสมการจะรับได้หรือไม่ หรือเธอจะช็อกจนเลิกเป็นเจ้าสาว!?    เรื่องที่เจ้าบ่าวเคยคบกับผู้ชายมาก่อน และคบมานานนั้นมันยากที่จะอธิบายได้ง่ายๆ…  ซึ่งไมค์ก็ไม่ได้ตอบคำถามของรองประธานบริษัทสำรวจฯ  เขาเพียงแค่มองนิ่งๆเท่านั้น

 

อัศวินจึงเป็นฝ่ายเปลี่ยนบทสนทนา  “หาญจิต ไม่ไปทักทายรุ่นน้องเธอเหรอ?”   เตือนความจำของผู้หญิงที่เห็นเรื่องแมลงสำคัญกว่าความรัก

 

“จริงด้วย ฉันเกือบลืม  ฉันจะไปทักทายรุ่นน้องฉันก่อน  ไปกันน้องปลวก”   หาญจิตคล้องแขนกับเด็กละอ่อน  ไม่ทันไรชายผมบลอนด์ในสูทสีเทาอ่อนก็มาวงแขนของเธอแทน

 

“ฉันให้ยืมควงฉันก็แล้วกัน  ประธานกับรองประธานคงจะดีกว่า”   ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม   เหตุผลรวมๆแลดูฟังขึ้น แต่จริงๆมันคือหวงเด็กตัวเองไม่ใช่หรือไร… ตามสัญญาที่ให้ควงแค่เดินมาถึงงาน

 

จัน สะกิดใจเริ่มรู้สึกเหนื่อยเหมือนโดนสูบพลังงานทั้งๆที่แค่ยืนอยู่ในงานเลี้ยงเท่านั้น   จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้หยิบจับอาหารในงานนอกจากเครื่องดื่ม   ยืนถอนใจได้พักหนึ่งจึงรู้สึกตัวว่า ณ ที่ตรงนี้เหลือเพียงแค่เขากับอดีตเพื่อนทางเมล์เพียงสองคน….

 

ความเงียบบังเกิดขึ้นในทันทีเพราะมันแตกต่างจากการคุยแบบไม่เห็นหน้า   นี่คือการคุยภาษาต่างประเทศแบบตัวต่อตัวผ่านวุ้นแปลภาษาแล้วยิ่งทำให้พูดไม่ออก….  จนกระทั่งอีกฝ่ายหนึ่งต้องเริ่มประเด็นชวนคุยขึ้นมาก่อน  “จัน ขอบใจที่มางาน”

 

เด็กหนุ่มปัดมือไปมา  “จริงๆเจ้าของงานไม่น่าจะขอบคุณผมล่ะครับ  ผมมาแบบไม่ได้โดนเชิญ”   เป็นเพียงคนที่ถูกชวนมาอีกต่อเท่านั้นเอง

 

ชายผมบลอนด์ทองตาสีฟ้าจ้องมองหน้าอีกคนเงียบๆ    ยามโดนจ้องแบบนั้นหนุ่มวิศวะรู้สึกเกร็ง   “บังเอิญดี ที่นายรู้จักกับอัศวิน  โลกกลม”

 

มันคือวงจรที่ควรจะตั้งชื่อว่า Women Tears cycle

….ผู้ชายดีๆหลายคนลงเอยกันเอง…

                โลกมันช่างกลมและแคบเหมือนลูกบาสเก็ตบอลในสนาม   ทุกอย่างวนเวียนมาบรรจบกันง่ายเหมือนใครบางคนเคยบอกว่าบางสิ่งที่ดูเหมือนกว้าง จริงๆแล้วมันแคบมาก  จึงนึกอยากโวย แต่ก็โวยไม่ได้  การที่เขาโดนดึงเข้ามาเกี่ยวในวังวนนี้ก็เพราะทั้งคู่เลิกกันไงเล่า…

 

“แฟนของเพื่อนผม  ทำงานกับท่านประธาน..เอ่อ  คุณอัศวิน”   ไมค์เลิกคิ้วขึ้น   สายตานั้นช่างเหมือนจ้องมองหาความลับที่พยายามปกปิด

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเลิกลั่กมองซ้ายทีขวาทีไม่กล้าสบตา     มือรีบยกแก้วโค้กขึ้นมาดื่มแก้กระหาย   “อัศวินจีบนายอยู่ใช่รึเปล่า?”  จัน สะกิดใจพ่นลำสักโค้กทันที…

 

“มะ….ไม่ได้จีบ!!!   ไม่ได้คบกัน   ไม่ได้อะไรทั้งนั้นครับ!!”  หนุ่มวิศวะโวยลั่น   ศีลข้อ 4 บอกเอาไว้ว่าอย่าโกหก พูดปด มันจะตกนรก….

 

ดูเหมือนเจ้าบ่าวในวันนี้จะไม่สนใจคำแก้ตัวอย่างซึนเดเระนั่น    “ฝากอัศวินด้วย”   ประโยคนั้นสะกดให้เด็กหนุ่มยืนนิ่งอึ้ง

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองตอบสายตาของแฟนเก่าท่านประธาน   “ไม่น่าเอามาฝากผมนะครับ….”  ประโยคแบบนั้นไม่ควรเอามาพูดกับคนที่อยู่ในสถานการณ์ไม่ชัดเจนอย่างนี้…

 

“ฉันพูดแบบนี้คงจะแปลก   แต่ฉันคิดว่ามองไม่ผิด  อัศวินต้องรู้สึกดีกับนายไม่น้อย”   สำหรับคนที่คบกันมานาน  การสังเกตคนที่เคยอยู่ด้วยกันย่อมมองออก….

 

จัน สะกิดใจคล้ายกับโดนอาการเป็นใบ้เข้ามาครอบงำ  ไม่อาจพูดโต้ตอบอะไรได้  จะเถียงกลับความเป็นผู้ใหญ่กว่าก็ค้ำคอ   มาฝากฝังอะไรแบบนี้มันเป็นภาระ  แต่เด็กหนุ่มก็เผลอมองไปยังชายอายุมากกว่าซึ่งยืนอยู่ไกลออกไปถึงอีกฝั่งหนึ่งของสระว่ายน้ำ

 

ในความทรงจำอันลางเลือนของเขา…  เขาจำได้ว่าประธานหนุ่มเป็นฝ่ายรับรึเปล่านะ….   ไม่อยากจะถามย้ำเพื่อความแน่ใจ    “ไมค์ยัง…เอ่อ…. ชอบคุณอัศวินรึเปล่า?”

 

ไม่มีคำตอบในคำถามนั้น  เพราะมันคือสิ่งที่ไม่ควรจะตอบ ไม่ว่าจะเป็น yes หรือว่า no  คำตอบนั้นก็ไม่ได้ป็นผลดีอะไรกับใครทั้งนั้น  แม้แต่ตัวคนถามก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากจะได้คำตอบแบบไหน…   สิ่งที่เขาได้คำตอบคือรอยยิ้มตามมารยาทเท่านั้นเอง

 

แต่ถ้าเขาถามประธานหนุ่ม คำตอบที่ได้ก็คงเป็น Yes

และถ้าเปลี่ยนคำถามเป็นชอบเขาไหม ก็คงเป็น Yes เหมือนกัน

 

                ใบหน้าที่แสดงออกว่ากำลังใช้ความคิดอย่างหนักนั้นไม่อาจปิดได้มิด  เจ้าบ่าวมือใหม่ซึ่งหันกลับสู่เส้นทางปกติ(?) จ้องมองหนุ่มนักศึกษาที่แสดงสีหน้าตรงไปตรงมานั่น  ให้เดาในใจก็คงคิดถึงเรื่องของแฟนเก่าของตัวเขา  ในขณะเดียวกันก็คงคิดค้านว่าจะคิดทำไม  ตลอดเวลาที่ส่งเมล์ไปมาตั้งแต่อีกฝ่ายเรียนมัธยมต้นก็พอจะเดาได้ว่า…. จัน สะกิดใจเป็นคนสับสนในตัวเอง และเป็นซึนเดเระ

 

กำแพงนี้สำหรับคนสองคนคงต้องใช้เวลา   “ฉันไปรับแขกก่อน  เชิญตามสบาย ดีใจที่ได้พบนายนอกเมล์”   ไมค์จับมือเพื่อแสดงมิตรภาพแม้จะต่างวัย และเริ่มที่ต่างดินแดนบนโลก

 

จันจับมือตอบและนึกได้ว่าตนเองมีสิ่งที่ควรจะพูด เมื่อหลุดจากความคิดของตัวเอง “Mike, Congratulations. Happy wedding”   อีกฝ่ายยิ้มบางๆรับคำอวยพร

 

“I hope you will have a good time with him”  แก้วโค้กเกือบหลุดมือคนฟัง   สัญชาตญาณเอาตัวรอดปิดกั้นประสาทรับรู้ภาษาต่างประเทศของเด็กหนุ่มในทันที  ไม่รู้เรื่อง!  พูดอะไร!  เขาไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเลยซักนิดเดียวเดียว!

 

เมื่อเจ้าบ่าวจากไป  สองคนที่เดินไปทักทายเจ้าสาวก็กลับมาและสวนกันพอดี   “คุยอะไรกับจันล่ะ  จันทำหน้าเหมือนโลกแตกแบบนั้น”  อัศวินมองหน้าเด็กหนุ่มห่างออกไปที่กำลังตัดสินใจไม่ขาดว่าจะหยิบเบียร์มาดื่มดีหรือไม่   คงจะหงุดหงิดจากอะไรบางอย่าง

 

ไมค์หยักยิ้มที่มุมปาก   “He’s cute, I think  you like to tease him  right?”   กระต่ายพยศที่ทำตัวแข็งกระด้างสู้สัตว์ร้าย

 

คำว่าน่ารัก ถ้าพูดต่อหน้าเดือนมหาวิทยาลัยคนนั้นคงมีเหตุให้โวยวายอีก  และดูเหมือนฝ่ายนั้นจะรู้ว่าตัวเองโดนนินทาอยู่  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเขม็งมา  อัศวินยื่นกล่องของขวัญให้แก่เพื่อนสนิทและแฟนเก่าที่เคยคบกันมานาน  “Your wedding present”

 

ชายชาวต่างชาติรับมาถือเอาไว้  ไม่ต้องแกะก็คล้ายจะเดาของข้างในได้   “Thank you for everything you’ve done for me”   มือนั้นแตะเบาๆที่บ่าอีกคนหนึ่ง ต่างคนต่างต้องเดินไปในทิศทางที่ตัวเองเลือกที่จะไป

 

เป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่งนับจากนี้   

 

ชายทั้งคนที่เคยมีอดีตต่างไม่มีคำพูดใดๆต่อกันยืดยาว   มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว…   ตอนนี้จันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโดนดึงให้มารับรู้เรื่องหัวใจของคนที่ตามจีบตัวเองมากขึ้นทุกที… ซ้ำเหตุการณ์หลายอย่างก็เหมือนบีบให้เขาต้องคิดเรื่องของประธานหนุ่มใหญ่อีกตะหาก…

 

ดวงตาสีฟ้าของคุณเสือในสูทสีเทาอ่อนยามที่มองแฟนเก่าของตัวเอง  จะว่าต่างจากเวลาปกติไหม เขาก็มองไม่ออกขนาดนั้น….   “จ้องฉันเขม็งเลยนะจัน  ถ้าเธอบอกว่ามองเพราะหึงนิดๆคงจะดีนะ”

 

จันเบ้ปาก   “ผมไม่มีทางหึงล่ะครับ….”  อัศวินหัวเราะร่วน   มือยื่นจานอาหารเล็กๆส่งให้   อาหารที่ตกแต่งสวยงามเป็นชิ้นพอดีคำเข้ากับรูปแบบงามสวยเกินจะกลืนกิน..

มองท่าทีอันปกติเสียเหลือเกินของอีกฝ่ายยิ่งรู้สึกสงสัย   อารมณ์ดีได้แม้แต่ในงานแต่งงานของแฟนเก่าอันน่าสับสน   “ถ้าเป็นผม มางานแฟนเก่าแบบนี้ ผมทำตัวลำบากแน่”

 

“ถ้าเลือกเส้นทางใดทางหนึ่งแล้ว   ต้องยอมรับในความเป็นไป   ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอยากเดินกลับไปหรอกนะ”   ทัศนคติที่คล้ายเป็นคำสอนให้กับอีกคนหนึ่งเช่นกัน….   เมื่อตัดสินใจเดินไปข้างหน้าแล้ว  อะไรที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง  ไม่จำเป็นต้องกลับไปหยิบมันขึ้นมาใหม่….

 

….เก็บไว้เพียงความทรงจำ…

 

                เด็กหนุ่มสะอึกในคำพูด   แทงใจดำตัวเองอยู่เหมือนกัน   “ขอบคุณสำหรับอาหารครับ”  ในที่สุดก็รับเอาจานอาหารเล็กๆนั้นมา   ท้องไส้มันต้องการอาหาร   ตั้งแต่เข้ามาก็มีของลงท้องแค่โค้ก

 

จัน สะกิดใจมองไปยังบริเวณที่คู่บ่าวสาวยืนอยู่…   อีกฝั่งหนึ่งของสระว่ายน้ำซึ่งมีบรรยากาศอบอวนด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ   คู่รักตรงนั้นอาจไม่ได้หวานชื่นออกนอกหน้า  แต่บรรยากาศที่แผ่ออกมาก็มีความรู้สึกรักอยู่เช่นกันที่คนเห็นรู้สึกได้….  และเมื่อมองดูคนข้างกายที่ปกติเสียเหลือเกินเขาก็นึกทวนคำพูดอันเหมือนคำสอน

 

ความทรงจำหรือความผิดพลาดไม่ได้มีไว้ให้นึกอยากกลับไปแก้…

แต่มีไว้เพื่อแก้สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อๆไปในอนาคต….

                งานเลี้ยงริมสระว่ายน้ำดำเนินต่อไปตามกำหนดการ   ยิ่งเวลาผ่านไปแขกก็เริ่มมางานมากขึ้นคล้ายกับว่าช่วงค่ำๆนั้นการจราจรค่อนข้างติดขัด   จนกระทั่งนาฬิกาบอกเวลา 3 ทุ่ม แขกเรื่อในงานก็ไม่มีวี่แววว่าจะน้อยลงไป   กลุ่มสาวๆก็ยังคึกคักรอช่อดอกไม้เจ้าสาว  ส่วนหนุ่มๆแอลกอฮอล์ก็เพิ่งเริ่มออกฤทธิ์

 

มันเพิ่งเริ่มออกฤทธิ์กับคนอื่น… แต่สำหรับใกล้ตัวเด็กหนุ่มวิศวะมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบคงจะไม่ใช่   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบมองชายและหญิงซึ่งเป็นถึงประธานและรองประธานบริษัท  ฝ่ายหญิงนั้นไม่เท่าไหร  แต่ฝ่ายชายซึ่งดูอารมณ์ดีผิดปกติและมีสีหน้าแดงระเรื่อนี่สิ…

 

“คุณหาญจิต ห้ามดื่มมากกว่านี้นะครับ ไม่งั้นจะกลับยังไง….”   ไม่มีคู่ควงให้พาไปส่งที่บ้านเสียด้วย  จะหาจากแถวนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง

 

“ไม่ต้องห่วงนะน้องปลวก ฉันน่ะสบายมาก   เธอห่วงคนคออ่อนแบบอัศวินดีกว่า”    หาญจิตหัวเราะขำขัน   คุยโต้ตอบได้ปกติแสดงว่าปกติ   เด็กหนุ่มจึงหันไปมองชายชุดสูทข้างๆ

 

“ผมว่าคุณอัศวินเลิกดื่มวิสกี้เถอะครับ   แค่เบียร์คุณยังเมาเลย….”   คนคออ่อนเหมือนกันเตือน  คิดถูกที่ไม่ยอมดื่มด้วย….

 

“ฉันยังเห็นความน่ารักของเธออยู่นะจัน  มองเห็นชัดเจน”   ดวงตาคมซึ่งมองมาด้วยรอยยิ้ม   บ่งบอกว่าเมาแน่นอน….   ประโยคน้ำเน่าขึ้นอย่างชัดเจนขนาดนี้…

 

จันอยากจะขยี้ผมตัวเองระบายอารมณ์ แต่ทำไม่ได้เพราะผมที่เซ็ตมันเสียทรงเสียอย่างนั้น  “พาอัศวินกลับบ้านเถอะ  ฉันก็จะกลับแล้วเหมือนกัน  คงไม่อยู่นานกว่านี้หรอก”   หญิงสาวสวมแว่นในชุดราตรีสีแดงจับไหล่กว้าง

 

“กลับเลยจะดีเหรอครับ??”   ถามย้อนเมื่อไม่แน่ใจในความเหมาะสม   มันอาจจะไม่ใช่งานของคนในครอบครัวที่ต้องอยู่ยาว   แม้เจ้าบ่าวจะไม่ใช่เพื่อนสนิทเขา  แต่ก็เป็นแฟนเก่าคนคุ้นเคยของประธานหนุ่ม  เพราะงั้นควรอยู่นานกว่านี้หรอกเปล่า…

 

หาญจิตผงกศีรษะย้ำในคำพูดของตัวเอง   “ดีกว่าให้อัศวินเมามาก แล้วต้องเปิดห้องนอนที่นี่นะ”  สิ้นประโยคนั้นเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจขาดในทันทีว่าต้องพากลับบ้านเหอะ….

 

พรุ่งนี้ตารางเรียนของเขาคือ 9 โมงเช้า  เพราะฉะนั้นอยู่ดึกไปก็ลำบากเช่นกัน   “ท่านประธานกลับเถอะครับ”   ใช้คำพูดเรียกแทนการสะกิด

 

“กลับหอเธอ หรือว่ากลับบ้านฉัน?”  คำพูดช่างเหมือนมันเป็นที่ๆกลับไปอยู่ด้วยกัน…    หาญจิตผู้เป็นคนนอกฟังแล้วหัวเราะกรุ่มกริ่ม   ยิ่งเห็นใบหน้าโกรธเคืองและประหม่าในเวลาเดียวกันของจัน สะกิดใจ ยิ่งรู้สึกขำ

 

ดึกดื่นแบบนี้จะไปจบที่บ้านใครก็ไม่มีทางรู้หรอก….

เพราะมันไม่ถ่ายทอดให้เห็นเหมือนละครหลังข่าว….

                หญิงสาวในชุดราตรีสีแดงเพลิงเดินนำออกไปจากงานเป็นคนแรก  มองจากการทรงตัวด้วยส้นสูงแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง  เธอคนนั้นสติครบถ้วนสามารถขับรถได้ และคงไม่ซวยเจอด่านตรวจของตำรวจ  หนุ่มวิศวะสวมสูทแทนช้อปดึงแขนคนคออ่อนผมสีบลอนด์  ไม่รู้ว่าเมาขนาดไหนจึงไม่กล้าปล่อยให้เดินหายไปเอง

 

“ผมจะไปส่งท่านประธานที่บ้าน  ขอกุญแจรถด้วยครับ ผมขับเอง”  พาเดินออกจากบริเวณสระว่ายน้าถึงนอกตัวงาน  ตรงดิ่งไปหาลิฟต์โดยสาร

 

ดวงตาคมมองพลางยิ้ม   “ฉันยังขับรถได้  เธอคิดว่าฉันไม่เคยดื่มแล้วขับรถงั้นเหรอ”   ยืนยันอย่างคนเมาที่ไม่ยอมรับว่าเมา

 

“รู้ว่าเคย  แต่ผมไม่ไว้ใจล่ะครับ  ผมขับให้”  คนหนึ่งดื้อดึงไปเรื่อง อีกคนก็ดื้อไปอีกเรื่อง  สุดท้ายอัศวินก็หยิบกุญแจรถจากในกระเป๋าส่งให้

 

“ถ้าเธอคิดว่าขับได้ก็ไม่มีปัญหา”    ความจริงที่ว่ามันคือรถยนต์ยี่ห้อแลมโบกินี่ไม่ใช่รถทั่วไปลอยเข้ามาในสมองของเด็กหนุ่ม…   มันก็คงไม่แตกต่างจากรถทั่วไปซักเท่าไหรหรอกน่า!!

 

“…..ถ้ามันมีอะไร ก็ค่อยบอกล่ะครับ ว่ามันทำยังไง….”  ความปลอดภัยจากด่านตรวจระดับแอลกอฮอล์มาก่อนสิ่งอื่นใด

 

จันรับกุญแจรถมาจากประธานบริษัทสำรวจฯ  นับว่าเป็นบุญที่อีกฝ่ายไม่ใช้มุกเมาแล้วเดินไม่ไหว  กระนั้นก็วางใจไม่ได้อยู่ดีเพราะเหตุการณ์เมาแต่ละครั้งที่เขาได้เจอมักเกิดอะไรสักอย่าง   ที่แน่ๆคราวนี้ไม่หลับจนคล้ายหมดสติเหมือนอย่างตอนที่โดนลักพาตัวไประยองก็เป็นบุญแล้ว

 

แต่เขาก็ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะกลับอย่างว่าง่ายแบบนี้

                รถยนต์แลมโบกินี่สีดำขลับเคลื่อนที่ไปบนถนนในคืนวันอาทิตย์ด้วยความเร็วปานกลาง   คนขับไม่ชำนาญเส้นทางและรถที่ใช้  ประสิทธิภาพจึงไม่ได้หยิบมาใช้อย่างเต็มที่ และบางครั้งยังโดนรถยนต์ที่ผู้หญิงขับขับแซงไปให้รู้สึกเสียศักดิ์ศรีเล่น

 

แต่ความปลอดภัยต้องมาเป็นที่ 1   จากโรงแรมย่านสุขุมวิทลัดเลาะไปเรื่อยๆจนกระทั่งเข้าใกล้ย่านเกษตรนวมินทร์  รถยนต์ที่ควรจะขับเร่งความเร็วก็ชะลอตัวลงอีกเพราะต้องใช้สายตาสาดส่องหาทางเข้าบ้านของเจ้าของรถ   ชายซึ่งนั่งข้างคนขับแทนที่จะช่วยถึงที่สุด  กลับมาหลับเอาตอนจบเสียอย่างนั้น…

 

“ท่านประธาน!    ชื่อโครงการบ้านประธานชื่ออะไรครับ  ขออีกรอบ!?”   ยื่นมือไปแตะตัวปลุกคนที่ควรจะช่วยแต่ดันหลับ….

 

“เธอขับเลยมาแล้ว  ถอยรถกลับเถอะ  ไม่มีรถพอดี”  มือแกร่งชี้ไปยังป้ายที่เห็นจากกระจกมองหลัง…   ตื่นช้าไปหลายวินาที….

 

จัน สะกิดใจหัวเสีย  บ้านเขาก็ไม่ใช่  เส้นทางก็ไม่คุ้นเคย  มองทางก็ต้องมองคนเดียว  เสร็จภารกิจเมื่อใดจะรีบโบกแท็กซี่กลับบ้านให้ไวว่อง….   คิดแบบนั้นก็ต้องสะอึกลืมความคิดตัวเองไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นทางเข้าโครงการ  และเมื่อเข้าไปภายในก็ยิ่งอึ้งและสงสัย…

 

ประธานบริษัททำความสะอาดนี่ร่ำรวยปานนี้เชียว…

                เผลอคิดไปถึงคอนโดมีเนี่ยมย่านพญาไทของพระเอก Season ที่แล้ว ซึ่งได้ออกในตอนนี้แค่ประโยคเดียวเมื่อไม่กี่คำก่อน   ความเป็นอยู่ช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง  หรือฝ่ายโน้นก็เป็นพวกรวยหลบในกันแน่  บริษัทนี้ใช่บริษัททำความสะอาดธรรมดาๆจริงๆหรือ….

 

จันขับเอื่อยๆมาตามทางที่ชายหนุ่มบอก  ในที่สุดก็มาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่อันไม่น่าจะเป็นที่พักอาศัยของคนเพียงคนเดียว  ในที่นี้ไม่รวมคนสวนหรือว่าแม่บ้าน   โดยปกติแล้วเด็กหนุ่มก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคุณชายอยู่แล้ว  ยิ่งมาเห็นคฤหาสน์ของเจ้าตัวยิ่งเชื่อว่าเป็นคุณชายมากขึ้นไปอีก…

 

“บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านทำรายได้ต่อปีเท่าไหร่น่ะครับ….”  แล้วอีกฝ่ายเสียภาษีเท่าไหร่  บ้านหลังนี้ราคาเท่าไหร่ด้วย…

 

อัศวินไม่ตอบเพียงแค่หัวเราะ  “เปิดเผยไม่ได้หรอก  เอาเป็นว่าเธออาจจะไม่คิดว่ามันเยอะ  แต่แมลงสาบในประเทศนี้มีเยอะ และแพร่พันธุ์ตลอดเวลานะ”   ก็ถูกของเขา… มันคือสิ่งมีชีวิตลึกลับที่น่ากลัวราวกับไททัน…

 

เมื่อเข้าจอดรถที่โรงรถเสร็จสิ้น   สองหนุ่มลงจากรถยนต์สีดำขลับ   ปริศนาเรื่องบ้านหลังนี้มีรถยนต์กี่คันยังไม่กระจ่างเพราะมันมืดเกินจะไปสนใจเดินสำรวจ  แล้วนักศึกษาหนุ่มเดือนมหาวิทยาลัยเดินตามเจ้าของบ้านมาจนถึงหน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์  มองใกล้ๆยิ่งรู้สึกว่าใหญ่โตเกินกว่าจะอยู่คนเดียวตามลำพัง

 

วันนี้ที่ตื่นมาตั้งแต่เช้าตรู่   ในที่สุดภารกิจของวันนี้ก็จบลงไปอย่างเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ   งานแต่งงานที่กังวลมาหลายวันจบง่ายกว่าที่คิด… เข็มนาฬิกาบอกเวลา 4 ทุ่มเข้าไปแล้ว  ถึงเวลาที่ต่างคนต่างควรแยกย้ายกันไปนอนบ้านใครบ้านมัน

 

“ผมกลับล่ะครับ  เสร็จหน้าที่ของผมแล้ว”  อีกทั้งยังมีเรียนในช่วงเช้าอีกด้วย   อากาศค่ำคืนแม้จะมีลมเย็น กระนั้นเสื้อสูทหนาๆก็ทำให้ร้อนอยู่ดีจึงถอดตัวนอกออก

 

ดวงตาสีฟ้าครามมองพลางยิ้ม   “ขอบใจนะที่ไปด้วยกัน  ฉันดีใจจริงๆที่เธอยอมไปด้วยแล้วไม่หนีกลับก่อน”   ฟังแล้วสะอึกหลายดอก  ใจลึกๆอยากจะหนีแทบตาย…  แต่ที่หนีไม่ได้เพราะเหตุการณ์หลายอย่างดึงให้อยากรู้อยากเห็น และต้องทำตามสัญญา

 

….อยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาอย่างไรกับรักครั้งเก่า…

….ครึ่งหนึ่งนั้นรู้สึกห่วง…กลัวซ้ำรอยคืนวันนั้น…

                วันที่ประธานบริษัทสำรวจฯเมามายมาหาที่หอ   หนุ่มใหญ่ที่มักจะตามจีบและกวนใจมีท่าทีอ่อนแอลงเพราะเรื่องนั้น…  และวันนี้เป็นวันที่แผลน่าจะปริมากที่สุดจึงน่าเป็นห่วงไม่น้อย…  จริงๆแล้วเขาเอาตัวเข้าไปยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่องหรือเปล่านะ?

 

“ผมทึ่งจริงๆที่คุณนิ่งได้ขนาดนี้….”   หากเป็นตัวเด็กหนุ่มในยามนี้  คิดไม่ออกเลยว่าถ้าวันที่อลินกับคุณรีวัลย์เดินห่างออกไปเรื่อยๆจะเป็นอย่างไร

 

คิ้วสีบลอนด์เลิกขึ้น   “คุยอะไรกับไมค์ล่ะ?   ให้ฉันเดาคงเป็นเรื่องของฉันแน่ๆ”   คงจะถามเรื่องแม่บ้านที่บ้านของประธานบริษัทหรอกนะ….

 

จันลังเลไปครู่หนึ่งว่าควรจะพูดหรือเปล่า  สุดท้ายก็บอกออกไป  “แค่ถามไมค์ว่ายังชอบท่านประธานรึเปล่า ก็แค่นั้นล่ะครับ!”

 

อัศวินนิ่งไปครู่หนึ่ง  เพียงแค่ 1 หรือ  2 วินาทีเท่านั้น  วงแขนแกร่งก็ถือวิสาสะเข้ามากอดร่างหนุ่มวิศวะม.กก. “ฉันก็ชอบไมค์นะ   แต่ตอนนี้ฉันก็ชอบเธอมากเหมือนกัน”  ที่เดาไว้ถูกทุกประโยค… ใยเขาไม่ลองซื้อลอตเตอรี่ดูสักงวด  มันอาจจะถูกขึ้นมาก็ได้…

 

ใบหน้าเด็กหนุ่มเป็นสีแดงก่ำ   “ตอบเฉยๆไม่ต้องมากอดสิครับ!!  เมาแล้วมือไว!”  แขนพยายามดันร่างสูงใหญ่กว่านั้นออก  แต่ก็ไร้ผล…  เหมือนที่เขาว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ  ยิ่งขัดขืนยิ่งโดนรัดเหมือนงูเหลือมพันร่าง…

 

“จัน  ขอกอดเธอแบบนี้ซักพัก  อยากได้พลังงานน่ะ”  จะถีบก็มีแววจะได้หามเข้าบ้านเหมือนเหตุการณ์ที่ระยอง…  สุดท้ายก็ปล่อยให้กอดไปแม้ขนจะใกล้ลุกชันไปทั้งตัว

 

น้ำเสียงนั้นอ่อนแรงเพราะฤทธิ์สุรา…หรือเพราะเหนื่อยใจกันแน่….

 

คนแก่เมื่อเมามายคงจะกลายเป็นเด็ก….  ผู้ใหญ่หลายๆคนคงจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า?  จันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนอ้อนขอคำปลอบใจอ้อมๆ   แต่บางทีเด็กหนุ่มก็คงคิดมากเกินไป  …  คงจะไม่ใช่…  มันคงจะเป็นเพราะคำพูดของเขาเมื่อครู่นี้.. สิ่งที่เขาคุยกับเพื่อนทางเมล์ในงานแต่งงาน

 

มันคือคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ  แม้แต่คำถามก็ไม่ควรจะรับรู้ ไม่ควรจะถามด้วยซ้ำไป…   “ไม่สมกับเป็นท่านประธานนะครับ  มาเป็นแบบนี้ให้คนที่ตัวเองตามจีบเห็น…”   และมันก็ช่างจี้จุดอ่อนของเขาเหลือเกิน

 

อัศวินหัวเราะเบาๆ  “hold me tight.”  เสียงทุ้มแผ่วเบาเป็นทั้งคำพูดเฉยๆและคำขอร้องในเวลาเดียวกัน  แต่โทนเสียงนั้นไม่ใช่คำสั่ง… เพราะไม่ใช่พระเอก Season แรก(?)

 

จันลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง  แต่สุดท้ายก็ยกมือขึ้นโอบกลับ  กรุณาเมาแล้วตื่นมาลืมให้สิ้นด้วยว่าเขาตามใจ…   “You look like a kid tonight”   เหมือนที่เขาเคยปลอบใจเพื่อนฝูงในตอนที่มีปัญหาไม่มีผิด…  แต่มันก็มีบางอย่างที่ต่างออกไป

 

คนที่มีแผลใจย่อมเข้าใจกันเองมากที่สุด….

 

แต่ในขณะเดียวกัน คนที่มีแผลใจและเข้าใจกันมากที่สุดนั้น  ก็ไม่ควรจะอยู่ด้วยกัน  เพราะความเข้าใจจะก่อให้เกิดความสงสาร….   อีกฝ่ายเหมือนกระจกส่องให้มองเห็นว่าการเดินออกห่างจากรักครั้งเก่าควรจะเป็นแบบไหน…  ขณะเดียวกันเขาก็คือกระจกที่อีกฝ่ายมองเห็นว่าการยึดติดเป็นอย่างไร…

 

….อยู่ด้วยกันนานเท่าไหรยิ่งกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก…

                ยังไม่เป็นความรัก  และไม่ใช่เพียงแค่เพื่อน  ไม่ใช่การเป็นคนรู้จักที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  พลั้งเผลอเมื่อใดอาจจะทำให้ตัวเองลำบาก….     “Don’t go home , please stay here tonight.”   นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกค้างไปครู่ใหญ่  ถ้าใจอ่อนเมื่อใจจะทำให้ตัวเองลำบาก….

 

แต่ใจด้านหนึ่งก็บอกว่ากลับไม่ได้….

                เป็นความสงสาร ความเห็นใจ หรืออะไร…   คิดตอนนี้ก็คงไม่ทัน     แต่เหตุการณ์นี้ก็คงคล้ายวันที่เขาเข้าหาอลิน แย้มเก้อในวันนั้น   ไม่คิดว่าสถานการณ์แบบนั้นจะย้อนกลับมาใส่ตัวเอง    “……  I will stay here”   ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องอยู่เป็นเพื่อนเสียหน่อย

 

….เสือเป็นสัตว์ที่เข้มแข็ง….แต่มันก็มีเลือดเนื้ออยู่ดี…

                น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน  แสงแดดเลียหลังคาบ้านทุกวัน สีมันยังลอก  หัวใจของคนเราเป็นแค่ก้อนเนื้อไม่ใช่ก้อนหิน  ไม่ได้แข็งแกร่งดุจดั่งเพชร และถึงจะเป็นเพชรก็เป็นรอยได้อยู่ดี    เพราะฉะนั้นซึนเดระซึ่งเป็นเพียงเพชรพลาสติก…จะใจแข็งได้ขนาดไหน….

 

ตอนนี้เสียงในฟิล์มช่างเยอะจนน่าประหลาด 

เช่นเดียวกับเรื่องประหลาดเข้ามาผลักดันที่หลัง

 

อีกครั้งที่กระต่ายยอมเข้าถ้ำเสือ

แม้ไม่รู้ว่าเป็นกับดักหรือว่าเรื่องจริง

 

 

———————————-

Free Talk : ตอนหน้าทิ้งให้ลุ้นว่าจะเป็นอย่างไร(?) แต่ตอนนี้มีเสียงในฟิล์มเยอะมากจริงๆ จนต้องใช้วุ้นแปลภาษาก่อนที่จะกลายเป็นบทพูดภาษาอังกฤษหมด แล้วมีแต่คำบรรยายเป็นภาษาไทย OTL”

ไมค์กับคุณอัศวินเป็นรักช้ำที่หนักกว่าจันกับอลิน จันเริ่มคิดได้แล้วว่าตัวเองเจอมา 9 ปีมันก็จิ๊บๆในระดับหนึ่ง ต่างคนต่างก็มีเรื่องที่มองเห็นจากอีกคนในเรื่องของความผิดหวัง สุดท้ายก็คงได้เลียแผลใจกันเองสำเร็จในวันใดวันหนึ่ง

เดี๋ยวมันจะกลับมาเป็นซิทคอม(?)

 

Advertisements
 
6 ความเห็น

Posted by บน 02/13/2014 in Uncategorized

 

6 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 23

  1. fukaze33

    02/13/2014 at 10:41 PM

    รอ NC!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
    ตอนหน้าาาาาาาาาาาาาาาาาาา ตอนหน้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     
  2. firodendon

    02/13/2014 at 10:46 PM

    อา….ตอนนี้หนักหน่วง สงสารคุณอัศวิน ; w ;

     
  3. mimi.k

    02/13/2014 at 11:42 PM

    เจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตจริง คงจะทรุดกาย ใจไม่แข็งพอจะไปงานแต่งแฟนเก่า ยอมรับว่าพี่อายะสื่ออารมณ์ได้เจ็บจิ๊ด เข้าใจท่านประธานกับชายจันได้ดีเลยค่ะ อารมณ์มันให้แบบนี้เลยค่ะ ถ้าต้องไปงานแต่งจริงๆคงต้องเตรียมใจอย่างท่านประธาน คิดมากอย่างชายจัน…. โอ๊ยยยยยยทำใจไม่ได้ค่าาาาาา ㅠvㅠ
    ชอบชอบอารมณ์หน่วงๆหนักๆแบบนี้ค่าาาาาาา

     
  4. fray666

    02/14/2014 at 1:35 PM

    แอร่กกก ชอบตอนนี้มากคร่าาาาาาาาาา

    อ่านแล้วหน่วงๆ ดีจังเลย ชอบบบบบบบ // เพ้อออ

     
  5. ตป. | S.Luce

    02/16/2014 at 4:52 PM

    ช้ำใจแทนคุณอัศวิน ถ้าเลิกรักไปแล้วก็แล้วไป แต่นี่ก็ยังชอบอยู่ แล้วต้องไปงานแต่งงานเขาอีก Y__Y

    คำผิดงับ
    – อบอวน >>> อบอวล
    – ปาตี้ >>> ปาร์ตี้

     
  6. taraikari

    03/15/2014 at 8:43 PM

    ถึงจะเป็นเสือแต่ก็ยังมีหัวใจ
    ท่านประธานคงเจ็บแบบจุกอก
    ไม่งั้นไม่อ้อนจันแบบนี้หรอก
    แล้วจันก็เข้าใจฟีลอีก
    เลยใจอ่อนจนได้

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: