RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 25

18 ก.พ.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

 

ในเรื่องราวแบบ Boy Love พระรองยากที่จะขึ้นมาเป็นเซเมะ

                ไม่ว่าพระรองจะพยายามหลีกชะตากรรมในการเป็นอุเคะในเรื่องราวของภาคสองซักเท่าใด   สุดท้ายผลลัพธ์ก็มักจะลงเอยในรูปแบบอุเคะอยู่เสมอ  ถ้าผลบุญเก่าไม่ช่วยส่งเสริมให้เอาชนะคู่ของตัวเองในอีกเรื่องจนกระทั่งคงความเป็นเซเมะเอาไว้ได้…   โอกาสที่จะเปลี่ยนข้างกลางคันก็ขึ้นอยู่กับผลบุญเก่ายิ่งกว่า  เพราะฉะนั้นแล้วพระรองบางคนก็หนีไม่รอดหรอก

 

สุดท้ายพระรองก็ต้องบอกลารักครั้งเก่า

บอกลานายเอกเพื่อไปเป็นนายเอกเสียเองซะงั้น

ตอนที่ 25 :   มิตรภาพที่อยู่ยั่งยืนยงเหมือนต้นไทร

 

รถยนต์ Porsche สีดำเคลื่อนที่จากย่านเกษตรนวมินทร์ไปตามท้องถนน เพื่อมุ่งหน้าไปยังสะพานตากสินอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ   ช่วงเวลา 16.00 น. เป็นต้นมานับว่าเป็นเวลาที่ท้องถนนแน่นขนัดเกือบที่สุด เพราะมันคือเวลาเลิกงานและเลิกเรียนของคนทั่วไป

 

หากแต่คนสองคนที่ไม่ได้ไปเรียนและไม่ได้ไปทำงานคงไม่รู้สึกรีบร้อน  การเดินทางแบบติดๆขัดๆเป็นระยะๆจึงไม่ทำให้อารมณ์เสียซักเท่าไหร  ยกเว้นก็เพียงเด็กหนุ่มที่มีอาการไม่อยากนั่งเฉยๆเป็นเวลานานเพราะอาการระบมจากกิจกรรมบางอย่างเมื่อวันวาน  เจ้าความเจ็บปวดที่ได้มาช่างน่าละอายเสียเหลือเกิน

 

นั่งรถไปพลางบ่นในใจไปพลาง  ดวงตามองออกไปนอกกระจกดูทิวทัศน์ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงนัก   ภายนอกไม่ได้เปลี่ยนไป  แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือความสัมพันธ์ของคนที่อยู่ในรถตะหาก  หลักฐานนั้นอยู่ที่ข้อมือซึ่งมีนาฬิกาสีขาวดำประดับอยู่…   ของแทนใจซึ่งชายที่กำลังขับรถมอบให้

 

“ที่จริงเธอค้างที่บ้านฉันต่อแล้วกลับพรุ่งนี้เช้าก็ได้นะจัน”   ประธานบริษัทสำรวจเอ่ยถามในสิ่งที่ควรจะเป็น  คิ้วสีน้ำตาลอ่อนกระตุก

 

“ไม่ครับ…ไม่มีทาง!   ผมมีเรียน แล้วผมก็จะกลับหอ!”  อยู่ในระยะคบหาดูใจกันไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ด้วยกัน   อยู่ด้วยกันชีวิตเสี่ยงเหมือนไปยืนอยู่ที่ปากเหวไม่มีผิด

 

ชายอายุมากกว่าเหลือบมองหน้าคนข้างกายพลางขำในลำคอ  คำถามนั้นเป็นแค่การถามไปเฉยๆ  ไม่ต้องอยู่ด้วยกันก็คงจะดีอยู่แล้ว  มิฉะนั้นการงานของฝ่ายนี้คงวุ่นวายน่าดู  แล้วพวกเพื่อนร่วมงานจะบ่นเอาได้   ที่แน่ๆพรุ่งนี้ไปทำงานคงจะโดนหนัก

 

“จะบอกเพื่อนๆของเธอรึเปล่าว่าตอนนี้เธอกำลังเริ่มคบกับฉัน?”    อัศวินได้รับคำตอบอย่างว่องไวจากการชักสีหน้าเคืองใส่

 

การจะเปิดเผยเรื่องของทั้งคู่ซึ่งยังคลุมเครืออยู่ในระดับหนึ่งนั้น มันไม่มีทางแน่ๆในตอนนี้  และในอนาคตก็ยังไม่รู้….  เพียงจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่จะขึ้นหลังจากนี้ ซึ่งก็คือการเจอหน้าเพื่อนๆที่หอ  เขาก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะบอกพวกโขน ไร่นา เบญจรูญ อานัติ หรือแม้แต่อลินว่าเกิดอะไรขึ้น….

 

“ยังไม่บอกหรอกครับ  ผมจะไม่บอกเพื่อนๆ  ท่านประธานก็ห้ามบอกคนที่ทำงานล่ะครับ!!”  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเขม็ง  จะเชื่อใจได้หรือไม่นะ….

 

อัศวินถอนหายใจทั้งรอยยิ้ม  จริงอยู่เรื่องการคบหาดูใจกันโดยที่ยังไม่ใช่แฟน  มันไม่จำเป็นต้องเปิดเผย  แต่การที่เด็กหนุ่มใจอ่อนลงจากที่เคยหนีและตั้งการ์ดใส่ มันน่ายินดีและน่าป่าวประกาศยิ่งนัก   “ฉันไม่บอกก็ได้ ถ้าเธอไม่สบายใจ”

 

กระนั้นประธานหนุ่มใหญ่ก็ยังมีเรื่องที่ขัดข้องใจอยู่ 1 อย่าง  “แต่ฉันอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้  เพราะว่าเธอยังเรียกฉันว่าท่านประธานอยู่เลย”   จันฟังแล้วสะอึก….

 

คนสองคนซึ่งไม่ได้เป็นเจ้านายกับลูกน้อง…

หากต้องการใกล้กันกว่านี้….ต้องเรียกชื่อ….

                จัน สะกิดใจรู้สึกใบ้กินอย่างกระทันหัน  เรื่องเรียกชื่อนี่กดดันยิ่งกว่าการบอกให้มาคบหาดูใจกันเสียอีก  ตั้งแต่เมื่อ 6 ปีก่อน  เขาก็ไม่เคยเรียกชื่อของฝ่ายตรงข้ามอีกเลย…  มีแต่สรรพนาม [ท่านประธาน] ที่ใช้เรียกเสียจนติดปากเพื่อสร้างความห่างเหิน

 

“อายุห่างเกินไปจนไม่รู้จะเรียกว่าอะไรครับ  ท่านประธานเหมาะสมแล้ว”   หนุ่มวิศวะตอบส่งๆปัดๆไปด้วยเหตุผลข้างๆคูๆ

 

“เธอยังเรียกรีวัลย์ว่าคุณรีวัลย์ได้นี่จัน   รีวัลย์ก็อายุมากกว่าเธอเยอะ”  สะอึกเป็นครั้งที่สองเมื่อโดนต้อนด้วยคำพูดซึ่งมีเหตุผลสุดๆ….

 

“คุณรีวัลย์ไม่มีสรรพนามอื่นให้เรียกแทนนี่ครับ  จะเรียกท่านที่ปรึกษา  ท่านเตี้ย หรืออะไรแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ”   คำแรกยังแลดูมีความเคารพ  คำที่สองคล้ายกับหลุดความในใจที่เคยใช้เรียกชายคนนั้นสมัยเป็นศัตรูหัวใจออกมาอย่างนั้น…

 

ชายผมบลอนด์หัวเราะร่วนเมื่อได้ยินสรรพนามนั้น  คำนี้หลุดถึงหูเพื่อนร่วมงานคงมีเจ็บหนัก   ถึงจะตลก แต่นั่นมันคำพูดเบี่ยงประเด็นชัดๆ   “เรียกเหมือนที่อลินเรียกรีวัลย์ก็ได้นะ   เรียกว่าพี่ก็น่าเอ็นดูดี”   เพียงแค่นั้นเด็กหนุ่มก็ขนลุกชันไปทั้งร่าง

 

เรียกพี่ได้ไหม…. คงไม่ได้ค่าขนมแค่พันห้าหรือห้าพัน

…..คงจะได้เป็นหมื่น….

                “ไม่มีทางครับ!!!   ผมไม่เรียกคนอายุมากกว่าพ่อแม่เป็นพี่เด็ดขาด!!”    คำเรียกปานใช้เรียกผู้ใหญ่ที่ช่วยแก้ปัญหาค่าเทอมให้นักศึกษาวัยรุ่นช่างน่าขนลุกเหลือขนาด

 

“งั้นฉันจะบอกเพื่อนๆที่ทำงานว่าตอนนี้เธอคบกันฉันแล้ว”   ขับรถไปพลางยิ้มไปพลาง แกล้งเด็กไปพลางๆ  ประธานบริษัทสำรวจฯ ช่างอารมณ์ดี

 

คำขู่ที่ทำให้เดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบมือสั่นปากสั่น  ทิฐิในใจมันมีมากเกินกว่าจะปล่อยให้อีกฝ่ายได้ป่าวประกาศว่ากำลังจะได้มีแฟนเด็ก    สองมือกำแน่นพยายามเค้นเสียง  แต่ความรู้สึกไม่อยากเรียกมันก็มาจุกอกให้พูดไม่ออกเป็นระยะๆ

 

“…………อ…..อัศ…….”   น้ำเสียงแผ่วเบาที่ค่อยๆหลุดรอดจากริมฝีปากพาให้คนรอฟังรู้สึกตื่นเต้น  เป็นการเรียกชื่อที่ยาก และเป็นการรอเรียกชื่อที่รู้สึกใจเต้นอย่างประหลาด

 

“……….คุณอัศวิน…….”  ใบหน้าของหนุ่มนักศึกษาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำประหนึ่งตกลงไปอยู่ในซอสมะเขือเทศ   ชายซึ่งมีดวงตาสีฟ้ายิ้มอย่างเบิกบาน… ถึงแม้จะไม่ใช่การเรียกชื่อเฉยๆอย่างที่คาดหวังเอาไว้ก็ไม่เป็นหรอก…  แค่นี้ก็รู้สึกดีแล้ว

 

“เรียกแบบนี้ให้ได้ตลอดนะจัน ห้ามเปลี่ยน”  มือแกร่งยื่นออกไปแตะที่ข้างแก้มซึ่งเป็นสีแดงระเรื่อ   กระต่ายที่ถูกย้อมสีรีบปัดมืออกไปทันที

 

“ขับรถดีๆเถอะครับ!   มีสมาธิหน่อย!”   เสียงโวยวายจะยิ่งมากเมื่อความเขินอายมีมาก   อัศวิน สมิงห์เริ่มเดาทางของฝ่ายตรงข้ามได้มากขึ้น

 

รถยนต์สีดำคล้ายจะกลายเป็นสีชมพูสดใสเกินหน้าเกินตารถยนต์ Eco คาร์สีชมพูเข้มติดขนตาปลอมที่ขับเคียงมาข้างๆ   บรรยากาศที่อบอวลด้วยความหวานแหววของคนเปิดเผยและซึนเดเระที่ยังสับสนในตัวเอง ดำเนินไปตลอดเส้นทางอย่างมีความสุข…

 

แล้วปิ๊งรักระยะสิบเซน Season 2 ก็จบลงเพียงเท่านี้….

(ยังไม่จบ….)

                นักศึกษาแพทย์ผมสีน้ำตาลเข้มในชุดนักศึกษาแสนเรียบร้อยยืนอยู่หน้าหอพักของเพื่อนซึ่งตั้งอยู่ภายในซอยหน้ามหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ   ในมือถือซองกระดาษสีน้ำตาลที่ได้รับฝากมาจากดาวคณะเมื่อตอนที่แล้ว  อีกมือก็ล้วงหากุญแจห้องเพื่อนที่อยู่ในกระเป๋าเป้

 

อลิน แย้มเก้อได้รับอนุญาตให้เข้าๆออกๆหอพักของเพื่อนสนิทได้โดยที่แฟนไม่มาหึงหวง   ในวันที่มีธุระจึงมายืมสถานที่ได้สะดวก   บางครั้งก็ยังมานอนเล่นเบียดเบียนเจ้าของห้องได้    แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังประสบปัญหาหากุญแจในกระเป๋าไม่เจอ

 

หรือเขาจะลืมไว้ที่บ้าน?   แต่ปกติก็ไม่เคยเอาออกมาจากกระเป๋า ถ้าทำหายคงจะแย่แน่ เกิดมีคนเก็บได้แล้วรู้ว่าเป็นห้องของจัน สะกิดใจ  เพื่อนสนิทคงจะไม่ปลอดภัย…   “หายไปไหนวะเนี่ย….”

 

ขณะวุ่นวายหาของที่หายไป  รถยนต์สีดำขลับยี่ห้อยุโรปก็ขับเคลื่อนเข้ามาจอดใกล้ๆประตูทางเข้า   นักศึกษาหนุ่มผู้คงความสูงเดิมไว้ตั้งแต่มัธยมต้นหันมองไป   รถยนต์คันนี้ช่างคุ้นตาเสียจริงนะ….  อลินมองจ้องไปยังกระจกที่ติดฟิล์มดำ

 

ในช่วงเวลาเดียวกันคนที่อยู่ในรถยนต์ซึ่งติดฟิล์มดำก็กำลังหวาดผวา…  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเห็นเพื่อนสนิทอยู่ตรงนั้นก็แทบจะหลบลงไปใต้เบาะรถ    พระเจ้าช่างกลั่นแกล้งเขาได้อีก!   ทำไมจึงส่งให้เขามาเจอกับรักครั้งเก่าที่ยังตัดขาดไม่สนิทเร็วขนาดนี้!!

 

อัศวินมองหนุ่มวิศวะท่าทางเลิ่กลั่นด้วยรอยยิ้ม   “ไม่กล้าลงสินะเพราะว่าอลินยืนอยู่ตรงนั้น”   แต่คาดว่าอีกไม่นานอีกฝ่ายคงจะรู้ตัวว่านี่คือรถของใคร…

 

“อย่าว่าแต่อลินเลยครับ!   มาจอดซะหน้าหอ  ถ้ามีคนจำได้ว่าผมใส่ชุดเดิมกลับมาคงมีข่าวแน่!”   หลังจากลืมบรรยายมาตั้งแต่แรก….   ขณะนี้ชายจัน สะกิดใจนั้นสวมใส่เสื้อเชิ้ตขาวและกางเกงสูทตัวเดิมจากเมื่อวาน   ครั้นจะยืมเสื้อผ้าของประธานอายุมากกว่ามาใส่ก็ไม่ไหว….

 

เรียวปากคมหยักยิ้ม  “ฉันไม่ลงจากรถก็ได้  ถ้าเธออยากให้กลับเลย ก็จะกลับ”   จันได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองหน้าอีกฝ่าย  ทำไมถึงว่าง่ายผิดปกตินัก….

 

พาให้นึกถึงคำพูดที่ชายตรงหน้าเคยพูดเอาไว้…   เป็นที่สองก็ไม่เป็นไร  หากว่าตัวเขามีคนที่ให้ความสำคัญมากกว่า  ซึ่งคนที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยแต่กลับมีเอี่ยวกับเรื่องนี้… ตอนนี้ก็ยืนอยู่หน้าหอพักของเขานั่นไงล่ะ   จู่ๆก็เริ่มรู้สึกผิดอย่างกระทันหัน…  เขาจะรู้สึกผิดทำไมกัน….

 

แต่เมื่อสบตาสีฟ้าครามนั้นเขาก็รู้สึกผิดจริงๆ….  “อย่าทำหน้าแบบนั้น   ฉันไม่ได้ประชด แล้วฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรเธอด้วย”   ตอนนี้เป็นเพียงคนที่ลองคบหากันเฉยๆเท่านั้นเอง….

 

“รู้ครับว่าไม่ได้ประชด   ผมก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไม่บอกเพื่อนตลอดไป”  สักวันหนึ่งก็ต้องบอกออกไป…  เมื่อเขาสามารถตัดสินใจทางเดินได้อย่างชัดเจนแล้ว

 

ทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดคือการจัดการกับความรู้สึกตัวเอง

รู้ว่าควรจะทำ…แต่กลับยังหาฤกษ์ทำไม่ได้เสียที

                การจัดการเรื่องราวที่ซับซ้อนอันนี้มันอยู่ที่ตัวของจัน สะกิดใจทั้งสิ้น    เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาและตัดสินใจจะเกิดลงจากรถ  แต่เมื่อหันไปทางกระจกก็เป็นต้องสะดุ้งเมื่ออลิน แย้มเก้อกำลังส่องเข้ามาในระยะประชิด   อะไรจะอยากรู้อยากเห็นปานนี้!!

 

ใบหน้าของอีกฝ่ายคล้ายกับจะรู้แล้วว่าคนข้างในเป็นใคร   มือนั้นยกขึ้นมาเคาะกระจกให้คนข้างในตกใจเล่นได้อีก…     ซ้ำร้ายเจ้าของรถก็เปิดกระจกให้ด้วยคล้ายกับต้องการกลั่นแกล้ง….   ไหนเมื่อกี้ยังเป็นคนดีอยู่เลยเล่า!!    ดวงตาสีน้ำตาลสบกับดวงตาสีเขียวของเพื่อและติดสตัน….

 

“ใช่รถคุณอัศวินจริงๆด้วย   ว่าแล้วว่าจันต้องอยู่  คุณอัศวินสวัสดีครับ”  อลินยกมือไหว้ชายซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะคนขับ  ปฏิกิริยาช่างนิ่ง….

 

นิ่งเสียจนเพื่อนรักใกล้จะวิญญาณหลุดออกจากร่าง    “สวัสดีอลิน  ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ   หรือว่ารอรีวัลย์?”   เพื่อนร่วมงานของแฟนอายุมากกว่าเอ่ยถามพร้อมยิ้มให้

 

“เปล่าครับ พี่รีวัลย์วันนี้น่าจะกลับบ้านช้า  เห็นว่างานเยอะแล้วก็มี OT ด้วย  เพราะคุณอัศวินไม่ไปทำงาน”   หนุ่มนักศึกษาแพทย์พูดอย่างเฉยๆ  แต่ในคำพูดคล้ายกับจิกกัดคนในรถ….  อาจจะไม่ได้จิกกัดแต่เป็นคำพูดซื่อๆตรงไปตตรงมาก็เป็นได้….

 

ซึ่งอัศวิน สมิงห์ฟังแล้วขำและรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน    ส่วนจัน สะกิดใจนั้นหน้าซีด   “นายไม่ตกใจเลยเรอะ…..ว่าทำไมฉันมาอยู่กับคุณอัศวิน……”

 

คำสรรพนามแทนตัวของประธานบริษัทสำรวจฯ ขับให้คิ้วสีน้ำตาลเข้มเลิกขึ้น   เป็นคำพูดที่แปลกใหม่พาให้ปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างได้   “ฉันเจอขนิษฐาตอนเที่ยงแล้วยัยนั่นบอกว่านายไม่มาเรียน   แถมรีวัลย์บอกว่าคุณอัศวินไม่ไปทำงาน  ฉันก็เลยไม่แปลกใจแล้ว”

 

….เวลานี้สึนามิกำลังซัดวิญญาณของพระร๊องรองหายไป…

                หนุ่มหล่อเสียของอ้าปากพะงาบให้มันเสียของเข้าไปอีก   จิตใจของเด็กหนุ่มโดนโจมตีให้บาดเจ็บสาหัส   ทุกประโยคที่หลุดจากปากแฟนเพื่อนร่วมงานพาให้ประธานหนุ่มขำได้อีก    อลิน แย้มเก้อช่างเป็นเด็กที่ชาญฉลาดและตรงไปตรงมา….

 

“จัน ลงจากรถไหวรึเปล่า?”   ทั้งจิตใจและร่างกายคงบอบช้ำน่าดู    คนที่ยังไม่อยากให้รู้ดันเผยไต๋ออกมาหมดเสียขนาดนี้… หลักแหลมมาก….

 

หนุ่มวิศวะที่วิญญาณยังกลับคืนเข้าร่างไม่ค่อยดีนักค่อยๆเปิดประตูรถก้าวลงไป   “คุณอัศวินจะกลับแล้วเหรอครับ?”   อลินถามกลับไป

 

ยังไม่ทันที่คนถูกถามจะตอบ  เด็กหนุ่มอีกคนก็รีบพูดแทรก  “คุณอัศวินจะกลับแล้ว!  ใช่มั้ยครับ!?  เมื่อกี้บอกว่าจะกลับแล้ว!”   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหล่มองหน้าคนในรถ   สายตาที่เต็มไปด้วยการไซโคและออกคำสั่งให้กลับไปโดยไว ไปให้ว่องเลย….

 

“อืม ฉันจะกลับล่ะ  อาจจะแวะไปดูที่บริษัทด้วย”  เพราะได้ยินคำพูดของเพื่อนคนที่ตามจีบจึงควรจะไปดูงานบ้าง  ในเมื่อทุกคนในบริษัทยังคงทำงานอยู่จนถึงเวลานี้

 

นักศึกษาแพทย์แต่งกายเรียบร้อยยกมือไหว้คนที่สูงวัยกว่า  ไหว้ยังไม่ทันจะเสร็จดี เพื่อนรักก็รีบดึงแขนให้เดินตามเข้าไปในหอพักอย่างรวดเร็ว   ท่าทางแบบนั้นชวนให้คนที่อยู่มองจนสุดสายตาขำขันยิ่งนัก   ไม่มีความรู้สึกหึงหวงหรือน้อยใจ  จะมีก็แต่ความรู้สึกตลกที่เห็นเด็กสองคนนั้น

 

อลิน แย้มเก้อเป็นเด็กที่ฉลาด  สมแล้วที่อยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมงานสูงแค่ 160 เซนติเมตรมานาน  หรือควรจะบอกว่ารีวัลย์เลี้ยงดูให้เติบโตมาเป็นอย่างดีกันแน่นะ?   เทียบกับจัน สะกิดใจแล้ว  เจ้าหนุ่มวิศวะเนื้อหอมช่างเป็นคนไร้เดียงสาอ่อนหัดไปเลยจริงๆ

 

กระนั้นแล้วเมื่อคิดถึงความรู้สึกข้างในใจลึกๆที่กำลังดีใจที่เด็กคนนั้นจะได้รู้เรื่องของตัวเองกับจัน สะกิดใจ  เขาก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่แย่จริงๆ…  ทั้งๆที่อีกฝ่ายเป็นแค่คนที่โดนดึงมาเอี่ยวเพียงในนาม…. มนุษย์นั้นช่างเป็นสีเทา  ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่คนดีถึงที่สุด

 

รู้ดีว่าจะช้าจะเร็ว จัน สะกิดใจก็ตัดใจได้สนิท…

แต่ลึกๆก็อยากให้มันเร็วขึ้นสักนิดก็ยังดี…เขานั้นแย่จริงๆ…..

                ยังดีที่โชคและผลบุญในตัวจัน สะกิดใจยังมีอยู่บ้าง   เมื่อกลับมาถึงห้องนอนของตัวเองจึงไม่พบใครมากไปกว่าอลิน แย้มเก้อ  หากว่าต้องเจอเพื่อนอดีตทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์ครบทุกคนในเวลาเดียว เขาคงต้องกระอักเลือดตายเอาแน่ๆ…..

 

เมื่อเข้ามาในห้องได้ก็แทบทรุดลงกับเตียงนอน…  อลินมองท่าทางอันเหนื่อยล้าทั้งกายและใจของเพื่อนอย่างเงียบงัน  ก่อนที่จะเดินไปลากเก้าอี้มานั่งประหนึ่งเป็นห้องนอนที่สามของตัวเอง … ห้องแรกคือบ้านที่สะพานควาย ห้องที่สองคือคอนโดมีเนี่ยมที่พญาไท…

 

“ขนิษฐาฝากของมาให้  อ.นนท์ฝากมาให้อีกที  เอกสารเรื่องฝึกงานของนาย”   มือยื่นซ่อนเอกสารสีน้ำตาลส่งให้  อีกฝ่ายก็รับไป

 

“….อ่ะ เหรอ  ขอบใจว่ะ  ยัยนั่นแทนที่จะฝากคนอื่น….”  ดันมาฝากกับคนตรงหน้าเสียได้     เด็กหนุ่มนั่งบนเตียงแทนที่จะเป็นเก้าอี้ที่แข็งกว่า….

 

สภาพอาการผิดปกติที่ใครบางคนพยายามปกปิด  เด็กหนุ่มผู้เคยมีประสบการณ์(?)มองแล้วคล้ายกับรู้ในทันที  แต่เงียบไว้ไม่พูดออกมา   “เป็นไงบ้างวะไปงานแต่ง?    นายหายเงียบไปไม่เล่าอะไรซักอย่างเลย”  โทรศัพท์หรือข้อความก็ไม่มีมา

 

จันเงียบไปครู่นึง  ดวงตามองที่พื้นห้องนอนรกๆ   “ฉันไม่รู้จะเล่าจากตรงไหนเลยว่ะ….  สั้นๆก็เจอคุณหาญจิตในงานด้วย”  ก็สั้นเกินไปแถมไม่มีรายละเอียดอะไรเลย

 

โดนโจมตีระลอกแรก ไม่ทันไรก็เจอการโจมตีระลอกที่สอง  เมื่อเพื่อนสนิทชี้นิ้วมาทางข้อมือซึ่งมีของแปลกปลอม   “นาฬิกา เพิ่งซื้อใหม่เหรอวะ?”   เพียงเท่านั้นร่างกายของพระร๊องรงก็เริ่มแข็งทื่อเป็นหิน  ทั้งๆที่นี่ไม่ใช่การสอบสวนของคนเป็นแฟนกันแท้ๆ… อีกฝ่ายก็แค่ถามเรื่อยเปื่อย…..

 

การพูดคุยแบบนี้มันช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน…    ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองหน้าคนที่จ้องหน้าตัวเอง  ไม่กล้าสบสายตา….    “เฮ้ยจัน  เป็นอะไรวะ  หลบตาทำไม  ทำตัวอย่างกับคนกลัวแม่ด่า  ฉันไม่ใช่แม่นายนะเว้ย”   แต่เป็นเพื่อนที่สนิทและรักมาก…..

 

                ไม่กล้าพูดความจริงออกไป…..ทำไมเขาขี้ขลาดงี้…..

                เพื่อนสนิทต้องเปิดใจพูดกันตรงๆได้   อีกฝ่ายหนึ่งมีอะไรก็จะบอกกับเขาเสมอ  ไว้ใจถึงขั้นให้ไปซื้อยาแก้ปวด ยานวด  ยานั่นยานี่… ใช้ช่วยเรื่องส่วนตัวก็หลายเรื่อง  พาไปกินข้าวกับแฟนด้วยก็เคยทำ… เปิดใจให้เขาหมดทุกอย่างไม่มีปกปิด…  แม้บางอย่างเขาก็ไม่ได้อยากรู้ก็เถอะ….

 

การที่อลิน แย้มเก้อทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี   มันแสดงออกชัดว่าไม่เคยให้ความหวัง และไม่คิดจะให้ความหวัง   เขาก็ควรตัดใจได้ตั้งนานแล้ว…  ตั้งใจเอง แต่ดันทำไม่ค่อยได้เอง…  ยิ่งมาเกิดเรื่องแบบนี้ยิ่งรู้สึกเข้าหน้าไม่ติด…. ทั้งๆที่เป็นเพื่อนกันแท้ๆ

 

เจ้ากระต่ายที่ทำตัวเงียบหูลู่พาให้เจ้าหมาน้อยหงุดหงิดเล็กๆ…  มือคว้าหมอนมาตบศีรษะแทนที่จะใช้มือ   “เฮ้ย อย่าเงียบดิ   เงียบทำไมวะเนี่ย น่าอึดอัด!”

 

จัน สะกิดใจจ้องหน้าอีกฝ่ายที่เริ่มหงุดหงิด   สุดท้ายก็โค้งศีรษะให้  “ฉันขอโทษ!!”   คนได้รับคำขอโทษทำหน้าเอ๋อ…. นี่มันเรื่องอะไรกัน….

 

“ฉันขอโทษที่หายไปเงียบๆไม่บอกใคร  ขอโทษที่เงียบใส่นาย …..”    เพื่อนผู้ไม่ใช่แม่ถอนหายใจเฮือกใหญ่   คำขอโทษพวกนี้มันช่างไร้สาระ…..

 

มือยื่นออกไปเคาะศีรษะอีกคนพอให้ได้สติ    “นายจะขอโทษฉันทำไม  ชักจะเพี้ยนหนัก   ไปค้างกับคุณอัศวินวันเดียว  เพี้ยนเลยเรอะ”   ไปค้างแค่วันเดียว แต่ไม่ใช่การไปค้างด้วยกันครั้งแรก….

 

ประโยคคำว่าไปค้างซึ่งหลุดออกจากปากรักครั้งแรกพาให้มือสั่น   เขาไม่กล้าถามออกไปว่าอลินดูออกหรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้น    จนกระทั่ง…..    “ตรงหลังคอน่ะ  ถ้าจะให้หายเร็ว ยาทาแก้ช้ำหลอดสีเขียวใช้ดีนะ   ไปบอกที่คณะเภสัชก็มีขาย”   สิ้นประโยคและนิ้วที่ชี้มาที่คอ….  สติของจัน สะกิดใจแตกกระเจิง….

 

นี่มันสวรรค์สาป!  พระเจ้ากลั่นแกล้ง!!

เขาอุตส่าห์ปกปิด!!

                เหงื่อกำลังจะไหลออกมาเป็นท่อน้ำแตก   มือยกขึ้นมาจับลูบหลังคอด้วยสีหน้าแดงก่ำ   จะจับอย่างไรก็ลบไม่ได้และไม่รู้หรอกว่าอยู่ตรงไหน  ดวงตาสีเขียวมองแล้วถอนหายใจปลงๆ….  เชอรี่บอยของแท้(?)    “ไม่มีหรอกว่ะ  ฉันอำ”  คนได้ยินนิ่ง…………

 

“นี่นายหลอกฉันเรอะ!!!!”   กระต่ายที่โดนกลั่นแกล้งให้สารภาพออกมาอ้อมๆแผดเสียงดัง  คนเกรียนกว่าทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินคำต่อว่า

 

ท่าทางที่หลุดออกมานั้นบอกความจริงออกมาได้หมดแล้วโดยไม่ต้องถาม   คนผู้มีชั้นเชิงทางโลกรักมากกว่า(?)เป็นผู้กุมชัยชนะ   “ตอนนี้นายกับคุณอัศวินตกลงคบเป็นแฟนกันรึยังน่ะ?”  ธนูดอกที่สามเข้ามาโจมตีกลางใจอีกระลอก…  ใครเป็นคนเขียนบทให้เขาฟะ….

 

“……….ยัง…….. แค่ลองคบดูใจกันเฉยๆ……….”  บทจะสารภาพก็สารภาพง่าย   เด็กหนุ่มผู้สอบสวนฟังแล้วนึกถึงเรื่องราวในอดีตของตัวเองขึ้นมา

 

ลองคบหาดูใจกัน… ค่อยๆเรียนรู้เรื่องของอีกคนทีละเล็กทีละน้อย   ปรับตัวเข้าหากันและกันเพราะอยู่กันคนละช่วงวัย   เรื่องราวในตอนนั้นนึกถึงแล้วพาให้แอบยิ้ม….   “ก็ดีว่ะ ยินดีด้วย”  คำยินดีจากคนที่ไม่เคยมีเยื่อใยให้กันนอกจากความว่าเพื่อน…..

 

ข้างในอกรู้สึกโหว่งๆอย่างประหลาด…   ทั้งๆที่เคยโดนจับคู่กับคนอื่นอย่างมะขาม เอกมันต์   ความรู้สึกมันไม่โหว่งๆขนาดนี้….   “นายไม่จับคู่ฉันกับมะขามแล้วเรอะ…..”   พี่สาวดาวมหาวิทยาลัยแสนสวยและเย็นชา… ซ้ำยังแข็งแกร่งกว่าผู้ชายเสียอีก

 

คนฟังส่ายหน้าไปมา  “เลิกจับคู่แล้ว ก็มะขามไม่เอานายนี่”   ฟังแล้วเจ็บจิ๊ดอย่างประหลาด….   ทั้งๆที่เคยชินกับคำพูดเกรียนๆของฝ่ายตรงข้ามแล้ว  วันนี้กลับรู้สึกเจ็บนิดๆจากคำพูดไร้รักของฝ่ายตรงข้าม…  เจ้าคำพูดแบบมิตรภาพลูกผู้ชายธรรมดาแบบนี้…

 

สิ่งที่เขาเฝ้าย้ำเตือนมาตลอดว่าเป็นได้แค่เพื่อน

                “…..ถ้าฉันเกิดคบกับคุณอัศวิน….นายจะเหงารึเปล่าวะอลิน…..”  จะรู้สึกเหงาไหมถ้าเกิดเพื่อนสนิทที่คอยอยู่ด้วยกันเสมอห่างหายออกไปไม่เหมือนปกติ….

 

ดวงตาสีเขียวมองหน้าเพื่อน และเหลือบมองไปทางรูปถ่ายทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์ซึ่งวางอยู่ไม่ไกล   ในเวลาทุกคนนอกจากจัน สะกิดใจล้วนแต่ไม่โสดกันทั้งนั้น     “ไม่เหงาหรอกว่ะ   เพราะนายจะได้มีความสุขเหมือนคนอื่นเขาบ้างซักที”   ไม่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจต่อเนื่องจาก 9 ปี เป็น 10 ปี หรือมากกว่านั้น….

 

หนุ่มวิศวะนิ่งค้างไปเมื่อได้ฟังถ้อยคำนั้น   มันไม่ใช่การไล่…  แต่เป็นความหวังดีและเป็นห่วง   “คงไม่ดีแน่ ถ้านายจะชอบฉันไปจนแก่”   นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้างขึ้น… คำพูดนี้ทำให้ตกใจยิ่งกว่าเดิม

 

“นี่นายรู้ว่าฉันยังชอบนายเรอะ!!!!????”   ตกใจยิ่งกว่าฟุตบอลคู่ที่เชียร์แพ้แล้วต้องเสียพนัน   ร่างกายเย็นวาบไปทั้งร่าง….  อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามยังมองหน้าไม่มีหลบอีกตะหาก

 

พร้อมกับผงกศีรษะตอบด้วยท่าทีเฉยๆอย่างที่สุด   “ทีแรกก็ไม่แน่ใจ  แต่นายตอบมางี้ฉันแน่ใจทันทีเลย  ฉันเดาไม่ผิดจริงๆด้วย”  ตกหลุมพรางครั้งที่สอง…สารภาพบาปออกมาเองเพราะแพ้ทางเพื่อนเกรียนอีกจนได้

 

จัน สะกิดใจอยากจะลงไปกอดหมอนร้องไห้…  หมดสิ้นกันแล้ว  ไม่มีความลับอะไรเหลืออีกต่อไปแล้ว   ทำไมสวรรค์ถึงกลั่นแกล้งให้เขาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย  ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ช่างเป็นวันที่โหดร้ายเสียเหลือเกิน!   เผลอใจไปกับคนที่มาตามจีบ  แล้วยังมาเจอคนที่ให้ความสำคัญรับรู้อีกนั่น….

 

อลินมองเพื่อนที่กำลังจะน้ำตาตกแบบลำบากใจ  ไม่รู้จะปลอบหรือตบหัวสักทีดี…   “นายนี่มัน…….. ยึดติดชะมัด….”  อาจจะเป็นความผิดของเขาด้วย… เพราะอยู่ด้วยกันเสมอมากเกินไป…   ยิ่งอยู่ด้วยกันมากเท่าไหร่ห็ยิ่งตัดใจได้ยากมากเท่านั้น

 

เพื่อนหนุ่มวิศวะพูดอะไรไม่ออก  น้ำตามันจะไหล….   อยากจะไปตะโกนออกนอกหน้าต่างว่าชีวิตโดนทำร้าย!!   “ทำไงได้เล่า…!   เช้าก็เจอเที่ยงก็เจอเย็นก็เจอ บางทีก็เจอทั้งวันทั้งคืน   คนปกติจะไปตัดใจได้ยังไงเล่า!!!”  ตวาดเสียงแข็งใส่

 

“แล้วฉันผิดรึไงวะนั่น!!  ก็นายบอกว่าจะเป็นเพื่อน!   เพื่อนกันก็ไม่คิดอะไรสิวะ  ถ้าฉันทำตัวเปลี่ยนไป นายก็ด่าฉันอีก เจ้าตัวปัญหาเอ๊ย!!  ไอ้หล่อเสียของ!”   ตรงเข้าไปดึงผมและแก้มของพระร๊องรองเสียจนยืดอย่างเกรียนๆ…..

 

“คนที่ทำให้ฉันหล่อเสียของก็คือนายแหละเว้ย!!  ไปขอโทษแม่ฉันเลยไป๊ว่าทำให้ฉันเป็นอย่างนี้!!  นายมันเศษหมูหยองในขนมปังหมูหยองมายองเนสที่ทำร้ายบ้านสะกิดใจ!!!”    โต้ตอบแบบเดียวกันด้วยการดึงผมและดึงแก้ม… เด็กอนุบาลสองคนตีกัน…..

 

“ฉันไปทำร้ายบ้านนายตอนไหนวะ!  ไอ้บ้าโปรตีน 0.1% ที่หายไปของแลคตาซอย 5 บาท!!”  ระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วยการตบหัว…..

 

ประเคนคำด่าปัญญานิ่มใส่กันไม่สมอายุ….

และสุดท้ายก็มานั่งหัวยุ่ง แก้มช้ำเพราะลงไม้ลงมือใส่กัน…… 

                หลังจากกร่นด่าตบตีกัน(?) อย่างที่ไม่เคยทำมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น  สุดท้ายนักศึกษาปี 3 วัย 21 ปีที่ควรจะเป็นผู้ใหญ่ได้แล้วก็มานั่งสงบเสงี่ยมจ้องหน้ากันเอง  บรรยากาศการสภาพความจริงกลายเป็นฉากเด็กอนุบาลตีกันอย่างดุเดือดเสียนี่….

 

ผมก็ยุ่งชี้เพราะโดนดึง   แก้มก็เป็นรอยแดงเพราะโดนดึง  สภาพเหมือนตบตีกันมาแบบเด็กๆ…  หากแลกหมัดกันไปเหมือนในการ์ตูนมิตรภาพลูกผู้ชายคงดูดีกว่า….  จะอกหักทั้งที  จบลงแบบนี้อีกตามเคย  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มถอนหายใจเฮือกใหญ่    อีกคนซึ่งมีผมสีน้ำตาลเข้มและนัยน์ตาสีเขียวจ้องกลับ

 

“เฮ้ยจัน!”   เรียกชื่อให้เพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมต้นเงยหน้าขึ้นมามอง    ต่างคนต่างจ้องหน้ากันเอง….  หรือจะเกิดเหตุการณ์แบบวันนั้น….

 

แต่……..  “ตัดใจเหอะว่ะ  ฉันไม่มีทางชอบนายมากกว่าเพื่อนหรอก”    เด็ดขาดและหมัดตรงเป็นที่สุด….  หมัดฮุคเข้าเสยคาง

 

“นายช่วยหักอกฉัน…แบบซึ้งๆกว่านี้ไม่ได้เรอะ…….”  พระร๊องรองจ้องมองหน้าคนที่ตัวเองตามจีบมา 9 ปีด้วยสายตาว่างเปล่า….  จะตรงไปตรงมามากไปแล้ว  เหมือนโดนหักดิบว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่ดราม่าโรมานซ์  แต่มันคือเลิฟคอมเมดี้อย่างแท้จริง….

 

“จะเรียกร้องความซึ้งอะไรหลังจากที่ตีกันแบบนั้นวะ”   ถูกต้อง…  ไม่มีความซึ้งหลังจากฉากตีกันเยี่ยงเด็กอนุบาลแย่งของเล่นกันหรอก

 

จัน สะกิดใจถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง   โดนปฏิเสธแบบไม่เหลือเยื่อใยอะไรเลย   ในวันที่สับสนมาทั้งวัน กลับมาโดนหมัดน็อคเข้าที่นี่   การที่ไม่รู้สึกเศร้าอย่างที่คิดนี่มันชาชิน… หรือว่าปลงแล้วกันแน่นะ…  หรือจะเป็นโล่งอกกันแน่ที่ได้โยนก้อนหินออกจากอกไป….

 

“โอเค…ฉันไม่ชอบนายแล้วก็ได้….” ตกลงกันง่ายๆอย่างน่าประหลาด…   หรือเขาจะตายด้านไปแล้วกันนะ…. ช็อคกับเรื่องราวมากมายทั้งสองวันจนตายด้าน….

 

เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มคลี่ยิ้มและยื่นมือไปชกที่อกข้างซ้ายของเพื่อนเบาๆ   “งั้นนายเปลี่ยนไปชอบคุณอัศวินก็แล้วกัน”

 

สิ้นคำนั้นมันน่าตบหัวให้ทิ่ม….   “หยุดเลยเว้ย!!   มันใช่ประเด็นมั้ย!!”   หลังจากหักอกเสร็จก็จับคู่กับคนอื่นต่อทันที   อลิน แย้มเก้อช่างเป็นเกรียนตัวพ่อที่เขาตามชอบมาได้ยังไงตั้ง 9 ปีกันล่ะนั่น!?

 

รักครั้งแรกของเขานั้นเป็นเด็กชายที่ทะเลาะกันทุกครั้งที่คุย

เป็นคนหัวดื้อ   รั้นในทุกเรื่อง มีเป้าหมายในชีวิตอย่างชัดเจน

เกรียนเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป…  อาจจะเคยล้ม แต่ไม่เคยถอย….

                เด็กผู้ชายคนนั้นเป็นเพื่อนที่พบกันตั้งแต่มัธยมต้นปีที่ 1  เป็นพวกบ้าการ์ตูนบาสเก็ตบอลจนลากเพื่อนตั้งชมรม   เด็กคนนั้นคืออลิน แย้มเก้อ   คนที่เขาบอกว่าจะอยู่ข้างๆเมื่ออีกฝ่ายต้องการ  จะเป็นเพื่อนคอยช่วยเหลือ คอยทะเลาะ   พวกเราเป็นเพื่อนกันมาแบบนั้น 9 ปีจะ 10 ปีแล้ว…..

 

ตลอดมาและตลอดจากนี้คงไม่เจอคนที่เหมือนนายได้อีก….

                และคงไม่เหมือนจริงๆ…  เมื่อจู่ๆเสียงท้องร้องโครกครากก็ดังมาจากฝ่ายตรงข้าม   “จัน  หิวแล้วว่ะ  ถ้านายอยากได้หักอกแบบซึ้งๆ  ขอกินข้าวก่อนได้มั้ยวะ…..”  อลินจ้องหน้า…  ถ้าจะเถียงกันต่อคงมีโมโหหิวใส่กันแน่….

 

คนโดนหักอกมองอย่างอึ้งๆ…..   “เจ้าเกรียนอลินเอ๊ย….. มันคงซึ้งไม่ออกแล้วว่ะ…!!”    เรียกร้องหาความซึ้งตอนนี้  คนเขียนบทก็คงไม่แก้บทให้อีกแล้ว….

 

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลขยี้ผมตัวเองให้กลับมาเป็นทรง   “งั้นก็ไม่ต้องซึ้งมันแล้ว  ไปกินข้าวเหอะ”   ตัดบทเสียดื้อๆสมกับเป็นเกรียน…    การเลี้ยงดูของผู้ใหญ่ที่ตามต้อยมาตั้งแต่ 6 ปีก่อนไม่ค่อยมีผลหรือไร….

 

จัน สะกิดใจมองดูนักศึกษาแพทย์ที่เดินไปหยิบกระเป๋าตังค์ในกระเป๋าเป้…  คล้ายกับมองเห็นภาพเด็กมัธยมต้นที่มีส่วนสูงไม่ต่างกันเมื่อ 6 ปีก่อน….   “เจ้าบ้า…..”     คงจะไม่เจอคนที่หักอกเขาเป็นล้านรอบได้แบบนี้อีกแล้ว….  นายคือความทรงจำช่วงวัยรุ่นที่ตราตรึงอยู่ในช่วงชีวิตของฉัน

ต่อให้วันใดวันหนึ่งได้เปลี่ยนใจไปรักใครสักคน…

นายก็คงจะเป็นคนสำคัญเสมอ…..

 

                ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกเจ็บจิ๊ดที่หัวใจเป็นพักๆ  ตอนนี้กลับรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด… และไม่รู้สึกโหว่งๆอะไรแบบนั้นเลย  มันเพราะอะไรกันนะ….   “เฮ้ยจัน!  หิว ไปกินข้าว!”  อลินหันมาเรียกปนออกคำสั่งให้ลุกตาม… ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น….

 

เหมือนอย่างวันนั้นที่เขาเกือบทำพลาด  อีกฝ่ายก็ทำตัวแบบเดิมเสมอต้นเสมอปลาย   “เออๆ  กินข้าว นายจะได้กลับบ้าน”

 

                หนุ่มวิศวะที่สูงขึ้นจากในอดีตที่เคยสูง 175 เซนติเมตรเดินมากอดคอเพื่อนสนิทที่ไม่เคยเปลี่ยนความสูงเพราะอะไรบางอย่าง   ตัวเขาในอดีตกับตัวเขาในตอนนี้   ไม่เคยอยู่ในระยะห่าง 10 เซนติเมตร  และมันก็คงจะเป็นแบบนั้นไปตลอด…. แต่สิ่งที่เหมือนเดิมตลอดไปได้…ก็คงจะเป็น….

 

ความเป็นเพื่อนของพวกเราทั้งคู่….   “ไปกินร้านป้าตามสั่งกันเหอะ   อยากกินกะเพราไก่”

 

“อยากกินเหมือนกัน  เอาไข่เจียวเพิ่ม  แล้วนายจ่ายก็แล้วกัน”   และความเกรียนของอลิน แย้มเก้อกระมัง

 

…..ฉันควรจะขอบคุณนาย…..

…..ที่ทำให้ฉันเป็นฉันในตอนนี้……

 

                ว่ากันว่าคนที่ไม่เคยอกหักคือคนที่ไม่รู้จักความรัก   ว่ากันว่าคนเราถ้าไม่เคยผ่านความรู้สึกที่เจ็บช้ำ  ก็คงไม่มีทางเข้าใจความเจ็บปวดของคนอื่น  ไม่รู้จักการหยิบมอบความรู้สึกดีๆให้แก่กันเพื่อเยียวยารักษาหัวใจ    ความรักครั้งแรกนั้นมักจะไม่สมหวัง….   แต่เพื่อนรักนั้นหายากกว่ากาชาปองตัวแรร์….  เพราะหาซื้อแบบยกกล่องเพื่อตามหาตัวแรร์ไม่ได้หรอก

ถ้าจะโดนหักอกแบบไม่ซึ้งก็ไม่ไม่เป็นไร…

เพราะยังไงนี่มันก็ซิทคอมนี่….

                สมการพ้องเพื่อนในป่าใหญ่ ประกอบไปด้วยคุณแรคคูน  หมาน้อยเกรียน  กระต่ายซึนเดเระ  เสือที่พยายามทำตัวเป็นมังสวิรัติเพื่อจีบสัตว์กินพืช     ในบรรดาสรรพสัตว์ทั้ง 4 ตัวนี้  มีอะไรบางอย่างที่หายไปในตอนนี้หรือเปล่านะ…. ใครบางคนที่โผล่มาแต่ชื่อ….

 

วัยรุ่นมีเวลาให้เรียนรู้ที่จะรักและอกหัก

เพื่อเป็นประสบการณ์และสร้างภูมิคุ้มกัน

 

คนเรานั้นมีคนสำคัญได้หลายคน

แต่คนที่รักนั้นอาจจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น

——————————

Free Talk : ตอนนี้เป็นเรื่องของจันอลินที่มาเคลียร์เรื่องหัวใจกันแบบเกรียนๆ รักสามเส้าก็จบลงแล้วล่ะมั้ง(?) ปัญหาอยู่ที่ใจจันที่ยังไม่กล้าเปิดรับคุณเสือมาเป็นคนสำคัญอย่างจริงจังเสียที

ความรู้สึกที่จันมีให้อลินมันเหมือนกับความเคยชินอย่างหนึ่ง เพราะอยู่ด้วยกันมาตลอด คอยตามเค้า พอไม่ได้ทำมันก็แปลก พอห่างๆก็รู้สึกแปลก สุดท้ายก็เลยเกาะติดไปเรื่อยๆ แล้วอยู่แบบนั้นตัดใจไม่ได้ และหลงยึดติดกับว่าเราชอบคนๆนี้นะ คนๆนี้คือคนที่เราชอบมาตลอด

การหลงรักเพื่อนสนิทมันเลยเป็นอะไรที่ตัดยาก (แต่เราไม่เคยชอบเพื่อนตัวเองเลยนะ 555)

ปิ๊งรักพูดเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเอกกับคนรอบตัวอยู่ค่อนข้างเยอะ  ตั้งแต่ซีซั่นแรกที่เห็นเรื่องของคนรอบๆด้วย   เพราะงี้มันก็เลยยาวล่ะนะ….   หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของคุณอัศวินกับจัน ที่จะสานต่อไปเอง  ส่วนคุณพี่…เป็นพระเอกที่โดนตัดบทหายไป  //วิ่งหนี

 
4 ความเห็น

Posted by บน 02/18/2014 in Uncategorized

 

4 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 25

  1. firodendon

    02/19/2014 at 10:06 AM

    อ่านแล้วอมยิ้ม ฮาา คู่นี้เหมาะกับเพลงนี้จริงๆค่ะ //แปะลิงค์ http://www.youtube.com/watch?v=qV6DjqQzfWM โดยเฉพาะจัน เราฟังแล้วแบบ…ยังกับจันร้องเพลงนี้เลย😄

     
  2. kuroageha

    02/19/2014 at 12:38 PM

    ขำอลินทำตัวเหมือนแมว 555555555 ตอนแรกเห็นอยู่ข้างหน้าต่างแท้ๆ กระพริบตาทีเดียววาร์ปมาอยู่ข้างรถแล้ว

    ฉากเปิดอกคุยกันนี่เจ็บจึ้กเป็นระยะๆเลย T-T
    ยังไงก็สงสารจันอยู่ดี สงสารที่เป็นคนแบบนี้
    ตอนถามว่าถ้าคบกับคุณอัศวินแล้วจะเหงาหรือเปล่า น้ำตาเกือบแตกเลยค่ะ ยิ่งอลินตอบแบบนั้นอีกนี่ตายไปเลย T_____T แฮปปี้ระคนโซแซด #กัดผ้าเช็ดหน้า

     
  3. taraikari

    03/17/2014 at 9:23 PM

    น้องอลิน!
    จอมมารน้อยชัดๆ
    ยิงมาแต่ละดอกไม่มีพลาดอ่ะ
    กระต่ายอย่างจันตั้งรับไม่ทันเลยนะนั่น
    สมกับที่รู้จักกันมานาน
    เปิดอกคุยกันด้วยความเกรียนจริงๆ
    และแล้วจันก็ตัดใจได้ซะที

     
  4. ตป. | S.Luce

    03/21/2014 at 8:07 PM

    น้องอลินนี่มารร้ายชัดๆ …ยิ่งอ่านยิ่งกลัว 55555555
    มาเจอบทเคลียร์ปัญหาใจแบบนี้แล้วเจ็บจี๊ดเป็นระยะ ปนขำ (ยังจะขำอีก)

    คำผิดงับบบ
    – ถ้าจะโดนหักอกแบบไม่ซึ้งก็ไม่ไม่เป็นไร… << ไม่ เกินมาตัวนึงป่าววว

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: