RSS

[KnB Fic] Maple no Hikari (Kikuro) CH.03

19 ก.พ.

Title : Maple no Hikari

Fandom : Kuroko no Basket
Genre : BL , AU
Rating : PG
Pairing : Kise x Kuroko (Akashi)

***** คำเตือน ประวัติศาสตร์อาจไม่ตรงมากนัก ดัดแปลงช่วงเวลาเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสม

———————————————————————————————————————————————-

สงครามนั้นแบ่งผู้คนออกเป็นสองจำพวก

พวกหนึ่งคือมิตร อีกพวกหนึ่งคือศัตรู

 

มิตรแท้ผู้มีอุดมการณ์ในการก้าวเดินทางเดียวกัน

ศัตรูนั้นคืออุดมการณ์ขัดแย้งมิอาจยอมรับ

 

ดาบหนึ่งเพื่อจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ดาบหนึ่งเพื่อโชกุนผู้น่าเกรงขาม

 

จะเลือกหนทางใด ก็มิอาจหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

หนทางใดกันที่จะขจัดเสียงของสายลมนี้

“ข้อแลกเปลี่ยน”

                ใบเมเปิลปลิดจากก้านพัดปลิวตามสายลมพัด และสุดท้ายก็ร่วงหล่นลงสู่ลำธารเล็กๆที่ไหลผ่านจากภูเขา ทอดยาวไปจนกระทั่งผ่านวัดอันสวยงามของแคว้นซะสึมะ  ความสวยงามของธรรมชาตินั้นราวกับภาพศิลป์ที่จิตรกรรังสร้างขึ้น  แม้นยุคสมัยจะเคล้าด้วยสงคราม..  ธรรมชาติก็ยังสวยงามอยู่อย่างนั้น

 

แปรงพู่กันญี่ปุ่นจุ่มลงในหมึกสี  วาดร่างลงในกระดาษสีน้ำตาลนวลอ่อน    ชายในชุดฮากามะสีขาวน้ำเงินตัดกับเส้นเกศาเหลืองสว่างซึ่งมักจะมีรอยยิ้มบนใบหน้ายามนี้เขามีสีหน้าที่จริงจัง   รอบกายซึ่งมักจะมีสตรีคอยติดตามกลับว่างเปล่า  มีเพียงชายคนนั้น พู่กัน สี กระดาษภาพวาด และเสียงของสายลมที่โบกพัดผ่าน

 

            เงียบสงบ… หลบเลี่ยงจากความวุ่นวาย… จมอยู่ในสมาธิ….

                อีกฝั่งฟากหนึ่ง ใบเมเปิลร่วงหล่นลงในสระน้ำหิน   น้ำนิ่งสะท้อนภาพของต้นไม้ที่เปลี่ยนสีไปในฤดูใบไม้ร่วง  ลมเย็นจากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงเมื่อย่างเข้าฤดูหนาวชวนให้นิทราอย่างสบายอารมณ์   ยามนั้นเด็กหนุ่มในยูกาตะนอนสีน้ำเงินหลบใหลอยู่ใต้ฟูกนอนอันแสนอบอุ่น

 

เปลือกตาปรือเปิด เผยให้เห็นนัยน์ตาสีฟ้าคราม  มือดันร่างของตัวเองขึ้นนั่ง  แม้สติยังไม่ตื่นเต็มร้อย  ยามเมื่อหันไปยังอีกมุมหนึ่งของห้องก็นิ่งมองสบตากับใครบางคน      ซึ่งชายคนนั้นได้หันมามองกลับเช่นเดียวกัน  พร้อมรอยยิ้มบางๆที่เรียวปาก

 

“อรุณสวัสดิ์ครับ อาคาชิคุง”   ใบไม้เมเปิลสีแดงสดประดับพฤกษชาติแลคล้ายเปลวเพลิงที่ลุกท่วมกิ่งก้าน  แทรกด้วยสีเหลืองและน้ำตาล… คือสีสันของฤดูใบไม้ร่วง

 

เงียบสงบ….. คล้ายดั่งน้ำนิ่ง…. รอเสียงแตรเปิดฤกษ์แห่งสงคราม

                เสียงดาบไม้กระทบกันดังก้องมาจากลานภายในบ้านทรงตะวันออก  คุโรโกะ เท็ตสึยะมีดวงตาที่มุ่งมั่นตั้งใจผิดไปจากช่วงเวลาปกติที่จะเรียบเฉยมากกว่านั้น   สองมือกระชับดาบไม้เข้าตั้งรับและตอบโต้ใส่คู่ต่อสู้ไม่ลดละ  ขณะที่ชายผิวสีเข้มซึ่งเป็นทั้งคู่ซ้อมและอาจารย์เหยียดยิ้มรับการโจมตีเหล่านั้นได้โดยง่าย

 

“เท็ตสึ  ออกแรงฟาดอีก  คิดว่านายถือดาบจริงๆซะ”    เด็กหนุ่มฟังและผงกศีรษะตอบ    แม้จะคิดว่าเป็นการใช้ดาบจริง  เรี่ยวแรงก็ลดลงอย่างรวดเร็วจากการฝึกอย่างต่อเนื่อง

 

สุดท้ายเรี่ยวแรงก็ใกล้หมดหลอด    เหงื่อกาฬไหลท่วมร่างบ่งบอกว่ายังห่างชั้นกับชายอีกคนมาก   “เท็ตสึ ยกดาบมารับ!”   เสียงทุ้มออกคำสั่งเพื่อเป็นการฝึก….

 

โป๊ก!!

                อาโอมิเนะ ไดกิเบิกตากว้างพร้อมๆกับเหงื่อตก   เมื่อคุโรโกะลงไปนั่งกุมศีรษะอยู่กับพื้น   รู้ว่าต้องยกดาบขึ้นมารับ แต่ปฏิกิริยาตอบกลับมันช้ากว่าความคิด  ผลที่ได้จึงกลายเป็นลงไปนั่งนับดาวบนพื้นเสียแทน…  คนมองเห็นแล้วทั้งสงสารและขำในเวลาเดียวกัน

 

“……อาโอมิเนะคุงฟาดดาบมาเร็วเกินไปนะครับ…..”   ชายผมฟ้านั่งกุมศีรษะอยู่บนพื้น  คู่ซ้อมมองเจ้าต้นเหตุของความเจ็บปวดที่อยู่ในมือแล้วจึงหัวเราะออกมา

 

“โทษทีๆ  ฉันจริงจังไปนิด  ลืมว่านายอาจจะยังตามไม่ทัน”   ส่งมือออกไปให้เพื่อนร่วมสำนักจับเพื่อดึงกลับมายืน  ความห่างชั้นกับฝีมือนั้นมีมาก  แต่การได้ซ้อมกับคนที่เก่งกาจก็ช่วยให้เผชิญหน้าในสนามจริงได้ดีกว่าซ้อมกับเป้านิ่งไม่เคลื่อนไหว

 

คุโรโกะลูบหัวตัวเองไล่ความเจ็บปวดจนกระทั่งเริ่มหาย   ไม่นานเด็กสาวเพียงหนึ่งเดียวในบ้านก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหาสองหนุ่ม  “เท็ตซึคุง!  ไดจัง!  ข้าวเสร็จแล้ว มากินข้าวกันเถอะ!”   ช่วงเวลาที่สมาชิกทุกคนในเรือนแห่งนี้จะอยู่กันพร้อมหน้าคือเวลาอาหาร…

 

รวมหัวกันรุมแย่งคีบอาหาร บนโต๊ะไม้นั่งพื้นมีทั้งเสียงสนทนาและหัวเราะ   ทุกอย่างคือภาพอันสงบสุขของโรนินผู้ยังไม่ถึงเวลาลงสู่สนามรบ…   เป็นการพักผ่อนเพื่อรอคำสั่งของเบื้องบนผู้เป็นนาย ว่าเมื่อใดจะต้องจับดาบคร่าฟันชีวิตศัตรูเพื่อนำอุดมการณ์ที่มุ่งหวังให้เป็นจริง

 

สีสันที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ยังคงขาดบางสี

มีช่องว่างที่สามารถเติมเต็มให้แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ได้

                นับตั้งแต่เรือดำจากดินแดนที่อยู่ห่างไกล อันเรียกว่า แดนตะวันตกได้มาเยือนฝั่งประเทศอาทิตย์อุทัย  ความเปลี่ยนแปลงได้เข้ามาสู่วัฒนธรรมและการดำรงชีวิตแบบดั่งเดิมทีละน้อย   ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน  สงครามยังคงไม่จบสิ้นลงได้โดยง่าย  แม้บทบาทของซามุไรจะลดทอนไปมากเมื่อเทียบกับยุคสมัยก่อน

 

หลังเสร็จสิ้นการฝึกช่วงเช้า  คุโรโกะ เท็ตสึยะจึงออกไปในเมืองเพื่อตามหาของกินเล่นที่ตัวเองชอบ   เมื่อมาถึงร้านน้ำชาที่เงียบสงบ มันชวนให้รู้สึกแปลกใจนัก   อาจจะเป็นเพราะสองวันที่ผ่านมานี้เด็กหนุ่มต้องมาวนเวียนเพื่อเจอหน้าชายคนหนึ่งที่นี่

 

เจ้าของร้านน้ำชาถือห่อดังโงะมาให้ลูกค้าเกือบประจำผู้แสนจืดจาง    ดวงตาสีฟ้าครามยังคงมองเข้าไปในร้านที่ไร้เงาของชายคนนั้น   “วันนี้คิเสะคุงไม่ได้มาที่นี่เหรอครับ?”

 

หญิงเจ้าของร้านมองไปยังที่นั่งภายในร้านแล้วผงกศีรษะตอบ  “วันนี้คงจะไม่มาล่ะมั้ง”  บางทีจิตรกรหนุ่มคงมีภาระอื่นให้ทำนอกเหนือจากการมานั่งเป็นจุดสนใจของสาวๆ ณ ร้านน้ำชา

 

คุโรโกะพยักหน้าตอบรับคำตอบที่ได้มา  ในห้วงคิดนึกถึงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากอาคาชิ เซย์จูโร่   ถึงแม้เจ้าตัวจะได้พูดคุยกับคิเสะ เรียวตะแล้ว   ตราบจนกว่าผู้ชายซึ่งมีพรสวรรค์คนนั้นจะยอมตกลงเข้าร่วมกลุ่ม  เขาก็ต้องคอยจับตามองคนๆนั้นต่อไป…

 

สีแดง…. ต้องการให้กลุ่มแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้…

พรสวรรค์ของสีเหลืองยังคงไม่เบ่งบาน….

                พรสวรรค์…. คำๆนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเหล่าโรนินที่อาศัยอยู่ด้วยกันในขณะนี้  ทุกคนเป็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างน่าทึ่ง…และการที่คนเหล่านั้นยอมรับให้เขาซึ่งเชื่อว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์เข้าเป็นพวก  นั่นเพราะว่าผู้นำของกลุ่มบอกว่ามองเห็นบางอย่างในตัวของเขา

 

แล้วจิตรกรคนนั้นจะเลือกเป็นนักวาดซึ่งอยู่อย่างสันติ  หรือจะเดินมาทางนี้กันล่ะ?   ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือจับตามองฝ่ายตรงข้ามตามคำสั่ง….

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะเดินถือห่อดังโงะไปตามทางเดินทอดยาวอันมีต้นเมเปิลเรียงรายสองข้างทางแทนที่จะเป็นซากุระอย่างในเมืองหลวง  ดวงตานิ่งเรียบมองตรงไปข้างหน้าพร้อมกับมือถือขนมดังโงะ  มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่เขาไม่ได้ไปเหยียบย่างมาสองวันแล้ว

 

บานประตูโทริอิสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของวัดและศาลเจ้าในประเทศแห่งนี้     ด้านข้างมีรูปปั้นสิงโตเพื่อปกป้องวัดจากสิ่งชั่วร้าย   คุโรโกะเดินไปยังบ่อน้ำเล็กๆสำหรับชำระล้างมือและเท้า  จากนั้นจึงย่างเดินลึกเข้าไปในศาลเจ้าอันเงียบเหงาแห่งนั้น

 

ดวงตาสีฟ้ากวาดมองหาอะไรบางอย่าง    แต่กลับเหลือบไปเห็นบางคนเข้าเสียแทน   จิตรกรหนุ่มพเนจรกำลังยกมือไหว้พระพุทธรูปที่อยู่ภายใน  สองมือไหว้ขอพรอย่างจริงจังจนน่าประหลาดใจ  ดวงตาสีฟ้ามองนิ่ง แม้จะไม่แสดงออกทางสีหน้ามาก   ในใจก็ตกใจไม่น้อยที่บังเอิญเจอ

 

ซึ่งฝ่ายนั้นเมื่อหันมาเจอเด็กหนุ่มก็มีสีหน้าตกใจเช่นกันก่อนจะแย้มยิ้มออกมา   “สวัสดีคุโรโกจจิ~~~”   โบกไม้โบกมือพร้อมกับเดินตรงเข้ามาหา

 

“คุโรโกจจิมาตามหาฉันเหรอ?”   ชายหนุ่มผมยาวมัดรวบเหมือนอีกคนเอียงคอมอง  คนถูกถามมองนิ่งๆ…   หน้าที่คือจับตามอง แต่วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะตามหา….

 

“เปล่าครับ  ผมมาตามหานิจิ”   ดวงตาสีเหลืองมองจ้องพลางกระพริบตาปริบๆ   นิจิหรือหมายเลข 2  เป็นชื่อที่แปลก….  แล้วอิจิ หมายเลข 1 ล่ะ?

 

เสียงสุนัขตัวหนึ่งดังขึ้นแทรกในการสนทนา   คิเสะหันมองตามนิ้วมือที่ชี้ออกไปของฝ่ายตรงข้าม   เมื่อเบี่ยงกายหันไปมองพลันเห็นสุนัขสีขาวลายดำวิ่งตรงดิ่งเข้ามาหา   เจ้าหมาน้อยสวมใส่ยูกาตะขนาดเล็กเสียด้วย!   หน้าตาก็ช่างคุ้น…คุ้นเหมือนใครนะ….

 

“อ้วนขึ้นนะครับนิจิ  ผมไม่ได้มาหาแค่สองวัน”   คุโรโกะหย่อนกายลงนั่งชันเข่าจับพุงของเจ้าของชื่อนิจิ   บ่งบอกว่าเจ้านี่กินดีอยู่ดีไม่ใช่น้อย

 

คิเสะจ้องมองหนึ่งคนหนึ่งหมา   ไม่ทันไรก็ต้องยกมือขึ้นมาขยี้ตาคล้ายกับตาฝาดเห็นภาพฝาแฝด   “เหมือน…เหมือนสุดๆเลย…”    มองหน้าแล้วให้บรรยากาศแบบเดียวกันไม่มีผิด

 

“อะไรเหรอครับคิเสะคุง?”   สองคน(?)นั้นหันมามองจิตรกรร่างสูงใหญ่พร้อมเพรียงกัน   ชายหนุ่มผมเหลืองรีบสะบัดใบหน้ารัว  มองเทียบกันแบบนี้ยิ่งเหมือนกันสุดๆ….

 

แล้วเขาก็ได้คำตอบเองโดยไม่ต้องถามไถ่

ว่าหมายเลข 1 นั้นอยู่ที่ไหน… ในเมื่อน้องหมาตัวนั้นคือนิจิ…..

 

                คิเสะ เรียวตะเหลือบมองขนมในมือของคุโรโกะ เท็ตสึยะ  วันนี้เจ้าตัวก็มีดังโงะติดตัวมาอีกแล้ว ดูเหมือนจะชอบขนมชนิดนี้มาก  สมกับเป็นซาชิกิวาราชิกลิ่นดังโงะ(?)   มองเด็กหนุ่มกับเจ้าหมาน้อยแล้วเกิดความคิดบางอย่าง… ความสงสัยที่มีเกี่ยวกับอดีตสำนักดาบแห่งนั้น…

 

“คุโรโกจจิก็เป็นนักดาบสินะ  ถึงได้อยู่ที่นั่นน่ะ  เก่งรึเปล่า?”   เดินไปนั่งชันเข่าตรงหน้าของอีกคนเพื่อดึงความสนใจจากการเล่นกับหมาน้อย

 

คุโรโกะเงียบไปพักหนึ่ง   “ทุกคนเก่งครับ”  ไม่พูดถึงตัวเองช่างเป็นปริศนา   แต่ยามที่เหยียบเข้าไปในบ้านหลังนั้น   เหล่าโรนินที่มีผมสี…ล้วนแต่มีบรรยากาศต่างจากคนธรรมดา

 

“อยู่ที่นั่นกันแค่ 4 คนเหรอ?”   นึกถึงเรื่องเมื่อวันวานที่ได้พบ  หนึ่งคนมีผิวสีเข้ม  หนึ่งคนมีร่างกายสูงใหญ่เหมือนยักษ์ผมสีม่วง  และชายผู้น่าจะเป็นผู้นำ… ผมสีแดงเพลิง ร่างกายไม่ได้สูงใหญ่

 

คนฟังส่ายหน้า   “เปล่าครับ  ยังมีโมโมอิซัง  แล้วก็มิโดริมะคุงอีกครับ   คนหลังเป็นคนแปลกๆหน่อย”  ฟังแล้วมองนิ่ง….   มีแต่คนแปลกๆงั้นเหรอ?

 

เหล่าโรนินแห่งแคว้นซะสึมะมีหลากหลายกลุ่ม  บางทีกลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มคนที่เลื่องลือปากต่อปากตามที่เขาเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง…  ศัตรูของชินเซ็นกุมิ  เทียบเคียงได้กับพวกหัวหน้าหน่วยหมาป่ามิบุ    นึกถึงเรื่องนั้นแล้ว… เริ่มอยากรู้ว่าคนตรงหน้าเก่งกาจแค่ไหน….

 

….ภายนอกเหมือนซาชิกิวาราชิ จืดจางเหมือนเงาตามตัว….

                “นี่คุโรโกจจิ  มาลองดวลกันดูมั้ย?”   เรียวลิ้นเลียริมฝีปากอย่างกระหาย  การดวลระหว่างคนที่ถูกทาบทามให้เป็นโรนิน กับคนที่น่าจะเป็นโรนินอยู่แล้ว

 

คุโรโกะเงยหน้าขึ้นมองพลางนวดพุงของเจ้านิจิ   ดวงตาสีฟ้าครามช่างเรียบเฉย  “คิเสะคุง อยากลองเป็นนักดาบแล้วเหรอครับ?”   ตอบไม่ตรงคำถาม….

 

คนฟังหัวเราะร่วน   “ยังหรอก  แต่ฉันกำลังเบื่อน่ะ”   พเนจรไปเรื่อยๆจากที่หนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่ง.. ตามหาสิ่งทีจะกลบเสียงของสายลมให้หายไปได้….

 

หนุ่มผมสีฟ้าอ่อนจ้องมองใบหน้าคมของชายรูปงาม  พาให้หวนคิดถึงคำพูดที่มองทะลุอีกฝ่ายของอาคาชิ เซย์จูโร่   ชายคนนี้ออกเดินทางเพื่ออะไรบางอย่าง…  ดวงตาสีเหลืองช่างมองมาอย่างคาดหวัง  ถ้าเขาไม่ทำตาม อีกฝ่ายก็คงข้องใจในความสามารถของเขาต่อไปเรื่อยๆ…

 

“ก็ได้ครับ  แต่ดวล 1 ต่อ 1  ผมอาจจะแพ้นะครับ”   ตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมาไม่ให้หวังมากเกินไป   ความสามารถบางอย่างของเขามันต้องใช้ในเวลาที่เหมาะสม…

 

จิตรกรหนุ่มรู้สึกขำในความถ่อมตัวนั่น   นักดาบแท้กับนักดาบเลียนแบบ  ฝั่งของแท้กลับถ่อมตัวเสียอย่างนั้น  “งั้นถ้าคุโรโกจจิแพ้  ต้องเอาดังโงะที่เหลือให้ฉันนะ”   ชี้ไปยังห่อดังโงะที่ซื้อมาจำนวนมากอีกตามเคย   สุดท้ายก็คงจะกินไม่หมด

 

ชายร่างเล็กกว่าซึ่งแลดูติดดังโงะมีสีหน้านิ่ง  “ผมก็กะแบ่งให้คิเสะคุงอยู่แล้วล่ะครับ  เพราะผมคงกินไม่หมด” แล้วจะซื้อมาเยอะๆทำไมกันล่ะนั่น….

 

เพราะในศาลเจ้าไม่มีดาบไม้  คิเสะจึงมองซ้ายมองขวาหากิ่งไม้หรือท่อนไม้ใกล้ๆต้นไม้แทน   ค้นหาอยู่พักหนึ่งก็เจอกิ่งขนาดเหมาะมือและมีความยาวพอสมควร    หยิบมาทั้งหมดสองก้านและโยนให้กับคู่ต่อสู้    คุโรโกะรับมาถือไว้  ก่อนจะหันไปดูอีกฝั่งจับ…

 

มือที่กำกิ่งไม้แทนดาบนั้นมันไม่ถูกต้อง  “มีอะไรเหรอคุโรโกจจิ?”   รู้สึกได้ถึงสายตาอันเร่าร้อน(?)มองมา  แล้วร่างที่เตี้ยกว่าก็เดินเข้ามาในระยะประชิดอย่างไวว่อง

 

มือเข้ากระชับปรับท่าจับกิ่งไม้ของอีกคน   มือสัมผัสมือรับความอบอุ่นบางอย่างได้..   “จับดาบไม่ถูกนะครับ  ดาบต้องจับแบบนี้”   อุณหภูมิที่แตกต่างจากใบหน้าอันเรียบเฉย

 

คิเสะ เรียวตะจดจ้องชายที่ต้องการทำให้เรื่องเล็กๆน้อยๆมันถูกต้อง   การกระทำแบบนั้นบ่งบอกถึงความหลงใหลและรักในดาบ   คนที่ไม่เคยฝึกดาบไม่เคยคิดถึงเรื่องความถูกต้องของท่าจับ  ไม่เคยเห็นความสำคัญ ขอแค่จับและฟาดฟันมันออกไปได้ก็พอแล้ว…

 

แววตาสีฟ้าคราม…ช่างเป็นประกายแตกต่างจากยามปกติ…

                ทั้งๆที่เป็นผู้ชายแท้ๆกลับทำให้จิตรกรพเนจรที่คลุกคลีกับหญิงสาวมาแล้วมากหน้าหลายตาประหม่าเล็กๆได้    “อื้ม  ฉันจะจำไว้นะ!”    พยักหน้ารับคำแนะนำเอาไว้

 

คุโรโกะได้ยินแล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างแปลกคนเสียจริง   ไม่รู้สึกเสียหน้างั้นเหรอ?  ช่างร่าเริงสดใส   “งั้นเริ่มแล้วนะครับ”   สองมือกระชับกิ่งไม้แทนดาบยาว

 

ดวงตาทั้งสองคู่จับจ้องกันเพื่อรอจังหวะที่จะเคลื่อนไหว   นิจิตัวเล็กอวบ(?)นั่งมองเป็นสักขีพยานในการต่อสู้   และคล้ายกับว่ามันจะรู้งาน  อุ้งเท้ายกขึ้นเพื่อเป็นสัญญานให้กับคนทั้งสองได้เตรียมตัว… และฟาดอุ้งลงเพื่อเปิดฉากการดวลให้กับทั้งสอง….   ชายถือดาบสองคนออกอาวุธ…..

 

ผัวะ!!!!

 

                เพียงชั่วพริบตานั้นนัยน์ตาสีเหลืองเบิกกว้าง    การดวลดาบอย่างไม่เป็นทางการคล้ายจะรู้ผลตั้งแต่ดาบแรก ราวกับฉากในเรื่องเขียนที่ชายและหญิงผู้รักในบทกวีชอบอ่าน   นี่คือการพิชิตศึกในดาบเดียวของผู้ที่มีความว่องไวกว่า… การดวลระหว่างโรนิน…

 

เจ้าหมาน้อยนิจิวิ่งออกไปหาชายซึ่งเป็นเหมือนเจ้านายและเพื่อนในทันที   “โฮ่ง!”   ใช้อุ้งแตะขาเด็กหนุ่มที่ทรุดลงนั่งกุมศีรษะอยู่ที่พื้น…  คล้ายกับฉากตอนเช้ากลับมาใหม่แล้วเปลี่ยนคนดวลด้วย…

 

คิเสะมองอย่างอึ้ง และมองกิ่งไม้ในมืออย่างอึ้ง    “นี่ฉันชนะจริงๆเหรอ????”    อีกฝ่ายก็แพ้ตามที่พูดเอาไว้ไม่มีผิด  ซ้ำยังแพ้ในเวลาแสนสั้นด้วย

 

“ก็ผมบอกแล้วนี่ครับ ถ้าดวลหนึ่งต่อหนึ่ง ผมแพ้”   แม้นจะเรียนดาบจากยอดฝีมือ  ก็ใช่ว่าจะเก่งในเวลาอันรวดเร็วเมื่อเทียบกับคนที่ฝึกมาตั้งแต่เด็ก….

 

ส่วนจิตรกรพเนจรตรงหน้านั้นดูเหมือนจะเป็นข้อยกเว้น…  การเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้… ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากตอนที่ได้เจอกันครั้งแรก…   คุโรโกะลูบศีรษะซ้ำๆ  วันนี้โดนเล่นงานที่เดิมสองรอบแล้ว…  ช่างน่าอายจริงๆ และคงโดนล้อจากบางคนที่บ้านได้

 

“ไม่เป็นไรนะคุโรโกจจิ?   เป็นแผลรึเปล่า???”    คนชวนดวลรีบประคองอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างเป็นห่วง   ใครจะไปคิดว่าจะอ่อนหัดได้ขนาดนี้….

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมหัวแข็ง  แค่ยังมึนๆครับ”   แบบนั้นมันเรียกว่าเป็นอะไรอย่างชัดเจน..    ความอ่อนหัดอย่างผิดปกตินี้มันช่างน่าฉงนเหลือขนาด….

 

ดวงตาสีเหลืองมองดูหนึ่งในสมาชิกของบ้านโรนินนั้นอย่างสงสัย    ถ้าอีกฝ่ายเติบโตมาในสำนักดาบก็ควรจะมีฝีมือที่ดีกว่ามือสมัครเล่นแบบตนหรือเปล่า?  หรือเขาจะเป็นอัจฉริยะทางด้านนี้จึงเอาชนะโรนินได้?   แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัยของชายผู้มีสีเหลืองส่งผ่านมาถึงคุโรโกะ

 

เขามาจากโลกอีกแบบหนึ่ง…. และได้เข้าสู่เส้นทางนี้….

เพราะกลุ่มคนเหล่านั้นที่ยอมรับ…..

 

                ภาพความทรงจำสีจางๆของเด็กหนุ่มสองคนในหมู่บ้านที่ห่างไกล   ภาพของซามุไร  เปลวไฟ สงคราม   คุโรโกะหลับตาลงเพื่อลบภาพความทรงจำเหล่านั้น…     ความเจ็บปวดหายไปเร็วกว่าที่คาด  คงเป็นเพราะมันคือกิ่งไม้ไม่ใช่ดาบไม้อย่างที่ใช้ฝึก

 

คิเสะยืนมองเด็กหนุ่มผมสีฟ้าที่มีอาการดีขึ้นก็โล่งอก   ก่อนจะสังเกตเห็นว่ากิ่งไม้ที่อีกฝ่ายใช้มีรอยหัก….  ปริศนาคล้ายกับจะกระจ่างแจ้ง   ยกตอบโต้ขึ้นมาได้เร็วโดยที่ไม่สังเกตเห็น… แต่ว่ากิ่งไม้คงบอบบางเกินไปจึงป้องกันแรงที่โดนฟาดใส่ไม่ได้

 

“คุโรโกจจิน่ะ  ทำไมถึงเป็นโรนินกันล่ะ?”   เสียงทุ้มเอ่ยถาม  คนที่เป็นนักดาบมีเป้าหมายที่หลากหลาย  ยุคสมัยนี้ศักดินาของซามุไรก็ไม่ได้สูงส่งเท่าเมื่อก่อน

 

ชายผมสีฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง  ดูเหมือนเงียบไปเหมือนปกติ  แต่แฝงความนิ่งเอาไว้   “…เพราะว่า….”  หวนคิดถึงเรื่องในอดีตบางอย่าง

 

“…….เพราะว่าสัญญากับเพื่อนคนหนึ่งเอาไว้น่ะครับ  ว่าจะเป็นนักดาบให้ได้……”    คำสัญญาแห่งมิตรภาพซึ่งนำทางให้ก้าวมาสู่โลกฝั่งนี้….  โลกของดาบ….

 

คนฟังฟังแล้วเลิกคิ้วขึ้น  สำหรับคนที่ไม่มีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษนอกจากการทำนั่นทำนี่แก้เบื่อหน่าย   เหตุผลของฝ่ายตรงข้ามช่างมีน้ำหนักและมีความหมาย  ไม่ได้ทำเพื่อศักดินา ลาภยศ  เงินทอง อำนาจ ความแข็งแกร่ง  แต่เป็นเรื่องของความฝัน…..

 

….เขาซึ่งไม่มีเป้าหมายช่างดูว่างเปล่า…

                เมื่อไม่มีเป้าหมาย  ชีวิตก็เหมือนท้องทุ่งราบอันกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด  มีสายลมพัดผ่านเข้ามาและผ่านไป…  เว้งว้างและน่าเบื่อหน่าย    “แล้วพวกนายก็รวมกลุ่มกันต่อสู้เพื่อจักรพรรดิ อืมๆๆ”   คิเสะกอดอกและพยักหน้าตาม

 

“เพื่อนที่ผมพูดถึงไม่ใช่เพื่อนที่อยู่ด้วยกันตอนนี้หรอกครับ”   คนฟังคล้ายกับจะล้มทั้งยืนที่เข้าใจผิด  อีกฝ่ายก็ช่างตัดบทได้เฉยชาเสียเหลือเกิน….

 

บางทีก็เหมือนโดนปั่นหัว   “ฮ่ะๆ เข้าใจล่ะ   คุโรโกจจิตลกจัง”   ใบหน้าคมยิ้มแป้น  น่าแปลกที่รู้สึกว่าคุยแล้วสนุก  ต่อให้บทสนทนาสานต่อกันแบบแปลกๆก็ตามที

 

ดวงตาสีฟ้าจ้องหน้าคนอารมณ์ดี   เขาเองก็บ้าจี้สนทนาด้วยนานสองนาน  ทั้งๆที่ตั้งใจจะมาหานิจิ   หน้าที่จับตามองเป็นแค่ผลพลอยได้ที่บังเอิญมาเจอกันเท่านั้นเอง    เจ้าดังโงะที่ควรจะเป็นของผู้ชนะโดนส่งให้เจ้าหมาน้อยหมายเลขสองไม้หนึ่ง

 

“อยากตอบตกลงตามคำเชิญของอาคาชิคุงรึยังครับ?”   คุโรโกะถือโอกาสถามกลับ    สีที่หายไปและยังไม่ปรากฏที่นั่นคือสีเหลือง….

 

สีเหลืองที่โชคชะตานำพาให้เข้ามาเกี่ยวพัน…   มาตามเสียงของสายลม    และการหยิบยื่นข้อเสนอของสีแดง   คิเสะยิ้มบางๆ   “เสียงของสายลม……”   เสียงของสายลมนั้น…..

 

“ถ้าฉันรู้สึกเบื่อหน่ายจะได้ยินเสียงของสายลมล่ะคุโรโกจจิ”    ลมที่พัดผ่านความว่างเปล่าซึ่งยังไม่มีสิ่งใดเข้ามาเติมเต็ม  ซึ่งชายคนนั้นมองออกได้อย่างไรว่าเขารู้สึกถึงสิ่งนี้….อาคาชิ เซย์จูโร่  ชายซึ่งน่าจะเป็นผู้นำของกลุ่มโรนินแคว้นซะสึมะ

 

คุโรโกะตั้งใจฟังแม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด   แต่ถ้าเขาสามารถชักชวนให้อีกฝ่ายเข้าร่วมกลุ่มได้  หน้าที่ของเขาก็จะลุล่วงไปเปราะหนึ่ง   “อาคาชิคุงบอกว่า พรสวรรค์ของผมจะเบ่งบาน   คิเสะคุงก็คงเหมือนกันล่ะครับ”  ด้วยคำพูดและการนำของชายผู้นั้น….

 

ศูนย์กลางซึ่งเป็นสีแดงเพลิง

นำพวกเราไปสู่ยุคใหม่….ที่จักรพรรดิจะได้อำนาจกลับคืนมา….

                ใบเมเปิลปลิดหล่นจากก้านใบ   ปลิวตามกระแสลมเย็นที่พัดมากระทบผิวกาย   ทั่วทั้งศาลเจ้าคล้ายกับโดนย้อมด้วยสีใหม่… ท้องฟ้าสีฟ้าครามช่างตัดกับสีของพฤกษชาติที่มีใบหลายแฉก    ใบหนึ่งร่วงลงมาบนหัวของเจ้าหมาน้อยให้มันพยายามปัดออก

 

คิเสะ เรียวตะมองสบตาฝ่ายตรงข้างที่ไม่หลบเลี่ยงสายตาไปไหน  บางทีก็เหมือนคุยกับอย่างเป็นมิตร บางทีก็เหมือนมาคุยเพื่อวัตถุประสงค์อื่น    เรียวปากคมคลี่ยิ้ม   หากว่าเขาตอบตกลงไป เสียงของสายลมจะหายไปหรือไม่?    แต่ที่แน่ๆนั่นคือการเดินหน้าเข้าสู่สงคราม…

 

“ตัดสินใจยากจังน๊า~~”   จะมีชีวิตพเนจรจากแคว้นหนึ่งไปสู่อีกแคว้นหนึ่ง  เบื่อก็วาดรูปเดินทาง  หรือจะปักหลักอยู่ที่นี่…

 

มือแกร่งกำหมัดและยื่นมาตรงหน้าของคู่สนทนา    “ถ้าคุโรโกจจิยอมเป็นเพื่อน  แล้วสัญญาว่าจะไม่หลอกกัน  ฉันจะยอมเป็นนักดาบก็ได้นะ”  การที่นายเข้าหาฉันนั้น…  เป็นเพียงการทำเพื่อเป้าหมายทั้งหมดเลยหรือไม่… เพราะคำสั่งใช่หรือไม่?

 

การพบกันของพวกเรามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

…คือการจัดเตรียม…

                กำปั้นที่ยื่นตรงมาหาพาให้ชายผมสีฟ้าอ่อนนึกไปถึงภาพบางอย่าง…  สัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่ใช้กับอาจารย์พ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิท     ตอนนี้เมื่อมองดูชายตรงหน้าสลับกับเจ้านิจิที่ว่าง่าย…  เขาเริ่มรู้สึกว่าคิเสะ เรียวตะช่างเหมือนหมาน้อยจริงๆ….

 

“ผมไม่เคยเป็นเพื่อนกับคนที่เพิ่งรู้จักได้ 3 วันหรอกนะครับ”  ต้องเริ่มจากเป็นคนรู้จักเพื่อให้รู้จักนิสัยใจคอเสียก่อน….   คำพูดช่างทำลายล้าง

 

“ใจร้าย!!”   คิเสะช็อกและลงไปนั่งวาดก้นหอยลงบนพื้นลานของศาลเจ้า    ดวงตาสีเหลืองเอ่อคลอด้วยน้ำตาซึ่งเหมือนการแสดงสุดเกินจริง….

 

เด็กหนุ่มหยิบห่อดังโงะมาให้ตามสัญญา   “ตามสัญญาที่คิเสะคุงขอไว้ครับ  ผมไม่ได้เบี้ยว”   ไม่ได้เบี้ยวเท่ากับว่าไม่หลอกลวง…    นี่คือดังโงะที่กินไม่มีทางหมดแล้ว….

 

สินน้ำใจอันมีความหมายชวนให้ชายที่มีร่างกายสูงใหญ่กว่าแต่ทำตัวเหี่ยวเฉากะทันหันมองหน้าฝ่ายตรงข้าม   ภายใต้ใบหน้าที่เยียบเย็นนิ่งเฉยนี้….  จริงๆแล้วเป็นคนอย่างไรกันแน่    ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนหัดอ่อนแอนี้… แท้จริงแล้วมีพรสวรรค์อะไรหลบซ่อนอยู่….

 

ทำไมจึงเข้าไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโรนินเลื่องชื่อได้….

                ภาพการพบกันสองครั้งที่แปลกประหลาดหวนเวียนเข้ามาในสมอง   ภาพที่เหมือนซาชิกิวาราชิล่องหน เข้ามาอย่างรวดเร็ว และจากไปอย่างรวดเร็ว  ถ้าเขาอยากจะรู้จักอีกฝ่ายให้ได้ทั้งหมด  เขาก็ต้องเป็นโรนิน….   ซึ่งนั่นคือจุดประสงค์ที่คุโรโกะ เท็ตสึยะเข้ามาหาเขา…

 

“ถ้าฉันตกลง พรุ่งนี้เช้าฉันจะไปที่สำนักดาบ  ถ้าฉันไม่ไป แสดงว่าฉันไม่ตกลง  ตามนั้นนะคุโรโกจจิ”  คล้ายกับการวัดใจ….

 

ดวงตาที่ราบเรียบมองนิ่ง  แลดูมีประกาศท้าทายอยู่ลึกๆ   เหมือนจะเชื่องแต่ลึกๆก็มีเขี้ยวอยู่บ้าง   “ครับ ผมจะรอนะครับคิเสะคุง”    จะมาหรือไม่มา…  สีแดงก็ต้องการตัวชายคนนี้มาให้จนได้…

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะจากไป เหลือเพียงจิตรกรหนุ่มพเนจรและเจ้าหมาน้อยประจำศาลเจ้า   นี่คือการแลกเปลี่ยนเพื่อวัดใจว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างไร….  ดวงตาสีเหลืองทอดมองดูฝ่ายตรงข้ามไปจนกระทั่งลับสายตา   ไปตกลงไว้แบบนั้น เขาเองก็ยังลังเลใจ…..

 

แล้วตอนนั้นชายหนุ่มก็เหลือบเห็นบางสิ่งบนพื้นเข้า  “นี่มัน?”    ก้มลงไปหยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาถือเอาไว้…  มันคือหินกลมๆสีฟ้าอ่อนเหมือนกับสีผมของชายซึ่งเหมือนเงา   มองอีกทีแล้วมันคือแก้วที่มีสายถักสีทองพันไว้คล้ายกับสร้อยข้อมือ….

 

เมเปิลสีแดงและสีเหลือง….ซึ่งรายล้อมเมืองใต้นภากาศนี้…

เป็นสีสันจำแลงของสงคราม….

                โรนินหนุ่มผมสีเขียวและสวมแว่นตาเดินถือดาบผ่านเข้ามายังที่พำนัก    ก้าวผ่านลานข้างเรือนอันเป็นทางลัดไปยังห้องโถงโดยไม่ต้องผ่านห้องอื่นๆ   ตรงไปยังห้องที่ชายผมสีแดงเพลิงนั่งดื่มชาและวางหมากโชงิเองตามลำพัง  ซึ่งบนกระดานนั้นมีการเดินหมากจากทั้งสองฝ่าย…

 

ชายสูงใหญ่ใบหน้าบึ้งก้าวเข้ามาในห้อง   “ชินทาโร่  นายน่าจะเข้ามาตามปกติ”    เจ้าของห้องเปล่งบอกโดยไม่เงยสายตาขึ้นมอง

 

“นี่จดหมายจากท่านไดเมียว”   มิโดริมะ ชินทาโร่ส่งจดหมายสีขาวเขียนด้านหน้าด้วยหมึกลงชื่อ อาคาชิ เซย์จูโร่ให้กับเจ้าตัว

 

….เรือดำที่มาเยือน…คือจุดเริ่มต้นของสงคราม…

                ตามท้องประวัติศาสตร์แล้ว ในหนึ่งดินแดนเกิดการต่อสู้และสงครามฆ่าฟันกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่างนับครั้งไม่ถ้วน   ในหน้ากระดาษบันทึกได้เขียนถึงสงครามหลากหลายตั้งแต่ยุคเอโดะจนกระทั่งถึงยุคโชวะ  เป็นเรื่องราวให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป…

 

เมืองท่าแห่งนี้คือแคว้นซะสึมะ

แคว้นไดเมียวที่ทรงอำนาจที่สุดสมัยรัฐบาลโชกุนโทคุงาวะ

 

สีสันของเมเปิลแดงและเหลือง

 

สีสันแห่งเปลวเพลิงอันร้อนระอุ

สายสัมพันธ์หนึ่งกำลังหมุนวนไป

 

 

—————————–

Free Talk : วนรอบกลับมาเรื่องนี้ค่ะ ฮา ทั้งๆที่อยากสร้างไหใหม่อยู่เหมือนกัน เรื่องนี้เหมือนจะอิงประวัติศาสตร์ทั้งหมด แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพราะถ้าเหมือนทั้งหมดตามช่วงยุคสมัยนั้น จะรบกันค่อนข้างเยอะเลย

ตอนต้นตอนนั้นเป็นปลายเปิดให้คิดกันเองว่ามีออะไรรึเปล่า ฮาาาาา ความสัมพันธ์เหลืองดำแดงของเรื่องนี้แอบๆ NTR ล่ะนะเนี่ย

เรื่องอดีตของคุโรโกะว่าเป็นใครมาจากไหนจะค่อยๆเล่าไปเรื่อยๆ อิงดึงจากเรื่องออริจินัลมาใช้รวมกันด้วย  กำลังทำความเคยชินกับเคะเฉยๆด้วย  แบบสึนะหรือเอเลนจะเป็นอีกแบบเลย   ฝั่งคิเสะไม่อยากแกล้งมาก ตามพล็อตน่าสงสาร(?)ก็เลยไม่แกล้ง ….

 
4 ความเห็น

Posted by บน 02/19/2014 in Uncategorized

 

4 responses to “[KnB Fic] Maple no Hikari (Kikuro) CH.03

  1. ตป. | S.Luce

    02/19/2014 at 9:11 PM

    ตลกคำว่าเคะเฉยๆ (?) 55555555555555555555555 แต่คุโรโกะก็เฉยๆ จริงๆ
    ว่าแล้วว่า แดงดำต้องมีซัมติง!

    คำผิดงับ
    รังสร้าง >>> รังสรรค์
    เว้งว้าง >>> เวิ้งว้าง

     
  2. KAMPe'

    02/20/2014 at 12:37 AM

    อะไรคือการที่อาคาชิซามะไปนั่งเฝ้าหนูครก.ถึงห้องนอนคะ! คิเสะคุงน่ารักมากเลยแต่สงสารคำพูดครก.แต่ละคำนี่ตรงเกินไป5555

     
  3. prae_rabbit

    03/13/2014 at 11:20 AM

    กริ๊ดกับความอารมณ์ดีของคิเสะ คุโรจังเฉยได้สุดๆไปเลยยยย
    ปล.อยากให้ไรท์เตอร์แต่งคู่อาคาชิซามะกับเท็ตสึยะฟินๆจังค่ะ
    จุ๊บๆ

     
  4. cloverbie13

    05/12/2014 at 6:37 AM

    อยากให้กลับมาสานต่อเรื่องนี้จริงๆค่ะ ㅠㅠㅠㅠ
    ชอบความสดใสแล้วคิเสะคุงชะมัด ครก.นี่ก็เฉยชาจริงๆ
    พูดแต่ละคำนี่มันเฉือนกันจริงๆ 555555555
    คิเสะเป็นคนน่าแกล้งจริงๆค่ะ ถึงไรท์จะบอกว่าไม่อยากแกล้งมาก
    แต่นี่โดนนางเอก(?)ซัดด้วยคำพูดไปหลายดอกเหมือนกัน

    ปล.อาคาชิ เซย์จูโร่… ท่านยังแย่งซีนได้มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม…

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: