RSS

[TitanFic] Kimi no na wa kibou (Levi x Eren) CH.01

20 ก.พ.

Title : Kimi no na wa kibou
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : Shota , BL
Rating : PG
Pairing : Levi x Eren
—————————————————————————————————-

 

บนโลกใบนี้นั้น มีมนุษย์ที่ทั้งคิดถึงคนอื่น และคิดถึงตนเอง

เป็นเรื่องธรรมชาติของโลกอันแสนโหดร้ายใบนั้น

 

กลุ่มคนที่ตัดสินใจสวมเครื่องแบบสลักตราปีกสีขาวดำนั้น

คือกลุ่มคนที่ตัดสินใจว่าจะไม่เสียใจภายหลัง

Chapter 01 : Bread

                ถึงแม้จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับไททันมาจำนวนหนึ่ง  เรื่องของมนุษย์ที่แปลงร่างเป็นไททันได้ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่มีข้อมูลน้อยนิดอยู่ดี…   เป็นเหตุให้เช้าวันรุ่งขึ้นบ้านไม้ภายในป่ายังคงอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง  เมื่อในห้องนอนของพวกทหารรุ่นเยาว์ผู้ชายมีเจ้าเด็กน้อยที่หลับไหลสบอารมณ์ผิดกับคนอื่นที่มีสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก…  เจ้าเด็กคนนั้นคือ เอเลน เยเกอร์….

 

การทดลองของฮันจิ โซเอะที่เหมือนกับครั้งก่อนๆ  คราวนี้กลับได้ผลลัพธ์ที่แปลกประหลาด    ร่างกายของเด็กหนุ่มอายุ 15 ปีหดเล็กลง ซ้ำร้ายความทรงจำก็ไหลย้อนกลับไป  จากการคุยเล่นคราวๆเพื่อหลอกถามข้อมูลโดยเพื่อนสมัยเด็กจากชิกันชินะ ได้ผลว่าขณะนี้ความทรงจำและร่างกายของเอเลน เยเกอร์ย้อนไปในช่วงอายุ 10 ขวบ  ช่วงที่ยังคงอยู่กับครอบครัวที่พร้อมหน้า….

 

อาจจะเป็นหนึ่งเดือน หรือไม่ก็สองเดือน

ก่อนเหตุการณ์ Wall Maria ถูกบุกทะลวงด้วยไททันแปลงสองคน

                มองเผินๆแล้วอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่  แต่ผู้ใหญ่ทั้งสองนั้นกำลังนั่งดื่มกาแฟอย่างเคร่งเครียด  โดยมีเพื่อนสมัยเด็กของเอเลน เยเกอร์ร่วมนั่งประชุมไม่เป็นทางการนี้ด้วย  ถ้าเกิดเด็กหนุ่มผู้กลายร่างเป็นไททันไม่สามารถคืนร่างได้ ปัญหามากมายจะยิ่งตามมาเรื่อยๆ  เพราะในขณะนี้เอเลนอยู่ในระหว่างซ่อนตัว…

 

ตัวตนของทหารหนุ่มจากเมืองชิกันชินะเป็นบางเรื่องที่ล่อแหลม    “หนึ่งคืนผ่านไปแล้ว… เอเลนก็ยังเป็นเด็กอยู่เลย….”  ฮันจิขยับแว่นตาอย่างเคร่งเครียด   มันไม่ใช่ความผิดของเธอเสียทั้งหมด  แต่ถ้าเธอมีข้อมูลเกี่ยวกับเอเลนมากกว่านี้คงจะดีกว่า

 

“ถ้าเกิดเอเลนกลับร่างไม่ได้ ต้องแย่ๆแน่ๆเลยครับ….”  อาร์มินเครียดตามไป   ภารกิจของทีมสำรวจจะต้องสั่นคลอน  ไหนจะเรื่องที่ต้องรายงานเบื้องบนให้รู้….

 

ดวงตาคมสีขนกาเหล่มองไปทางเพื่อนสาวของเอเลน เยเกอร์   ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ   “ไม่ทราบว่ามีอะไรเหรอคะหัวหน้า?”  เด็กสาวเหล่มองกลับไป

 

“ไม่ได้มีปัญหาอะไร”  รีไวหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบด้วยท่าทางอันเป็นเอกลักษณ์…   หากเอเลน เยเกอร์คืนร่างไม่ได้  คนที่จะมีปัญหาเลือดกำเดาไหลตายคงอยู่แถวๆนี้   ชายสูง 160 เซนติเมตรไม่อยากจะมองหน้าเด็กสาวที่กำลังซับเลือดกำเดาเป็นพักๆ

 

มิคาสะ แอคเกอร์แมนบางครั้งก็เหมือนแม่มากกว่าพี่สาว   อาการติดพันเอเลน เยเกอร์ของเธอคนนั้นมากเกินระดับคนทั่วไป จนสามารถนิยามได้ว่าเป็นอาการ [เอเลนลิซึ่ม]   ซึ่งฟันธงได้ว่าเป็นในระยะสุดท้ายจากหลายๆเหตุการณ์ที่เขาได้สังเกตเห็น

 

หัวหน้าหมู่ฮันจิ โซเอะนวดขมับ    “เอาเป็นว่า… ลองดูไปอีกซักพัก  เอเลนอาจจะค่อยๆดีขึ้นแล้วกลับเป็นปกติได้เอง….”   จากผลการทดลองในหลายๆครั้ง  มีผลออกมาในหลายรูปแบบ แต่สุดท้ายก็จะเป็นปกติ

 

รีไวพยักหน้าตอบรับคำพูดนั้น   “แบบนั้นก็ดี   ตอนนี้ก็แค่มีภาระเพิ่ม  ทนเลี้ยงเด็กไปซักพัก”  เอเลน เยเกอร์ในวัยเด็กคงไม่น่ารำคาญมากมายนัก….

 

มิคาสะซับเลือดที่เปื้อนจมูก   “เอเลนเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายค่ะ  อาจจะดื้อไปหน่อย แต่ว่าน่ารัก”   ความเห็นของเด็กสาวพาให้คนร่วมประชุมมองหน้าพร้อมเพรียงกัน…

 

ไม่ทันไรก็เกิดเสียงเอะอะมาจากด้านนอกของบ้าน   จับทิศทางเสียงแล้วมาจากบ่อน้ำบาดาลสำหรับอุปโภคและบริโภคใกล้ๆ  เสียงที่ดังมาเป็นเสียงของแจน กิลชูไตน์และโคนี่ สปริงเกิล   คำว่าเอเลน เยเกอร์เป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายแว่วผ่านในใจของพวกผู้ใหญ่ในทันที….

 

“เป็นเด็กที่น่ารัก?”  เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นลอยๆ    เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนใครกันที่เป็นคนพูดประโยคนี้ออกมา…..

 

เลี้ยงง่าย ดื้อรั้น แต่ว่าน่ารัก….  จะน่ารักจริงๆหรือ?

                น่ารักหรือไม่ ยามนี้ทหารหนุ่มสองคนก็อยู่ในสภาพเปียกปอนไปทั้งตัวพร้อมกับมีเรื่องกับเด็ก 10 ขวบ    แจนและโคนี่พาเด็กชายที่ไม่รู้ว่าที่อาบน้ำอยู่ที่ไหนมาอาบน้ำ    แต่ตอนนี้ดูไม่ออกว่ากำลังอาบน้ำหรือว่าเล่นสาดน้ำอยู่กันแน่   น้ำกระเซ็นไปทั่วจนสงสารต้นไม้

 

“เฮ้ย เอเลน! อาบน้ำดีๆสิเว้ย!!”  แจนรวบแขนเพื่อนคู่กัดที่กลายเป็นเด็กจากด้านหลัง     พวกหนุ่มๆอยู่ในสภาพกางเกงขาสั้นตัวเดียวไม่เหมาะให้ผู้หญิงเดินผ่าน…

 

“ม้าสั่งคนได้ด้วยเหรอ?  แบร่!”   คำพูดของเด็กตาสีเขียวช่างน่าถีบ  ไหนจะแลบลิ้นปลิ้นตาให้คนโดนล้อเลียนโมโหเล่น….

 

ม้า…เอ๊ย.. แจนร้อนระอุเป็นภูเขาไฟระเบิด    โคนี่ยืนมองแล้วถอนหายใจ  นี่ช่างคล้ายกับภาพสมัยที่เป็นทหารฝึกหัดใหม่ๆ    เอเลน เยเกอร์ในวัยเด็กคงจะไม่ค่อยมีเพื่อนจริงๆ…   “อาบน้ำดีๆเหอะ   ถ้าทำที่เละเดี๋ยวจะโดนหัวหน้าด่าเอา!”  ชายหัวล้านเตือนสติ

 

ชายผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มสะอึกเมื่อได้ยินคำนั้น   ความน่ากลัวของหัวหน้าทหารอยู่เหนือความน่าตบเกรียนของเด็กบางคน   “เออๆ  เอเลน อาบน้ำให้เสร็จๆไป๊!”

 

ตากลมโตซึ่งมีประกายแข็งกร้าวน้อยกว่าตอนอายุ 15 จ้องหน้าพี่ชาย(?)แปลกหน้า  ก่อนจะอาบน้ำดีๆให้เสร็จๆ ก็มิวายเกรียนใส่คนดูแลอีกรอบด้วยการสาดน้ำใส่….  หากว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เด็ก  แจนและโคนี่คงจับผูกกับถังไม้แล้วโยนลงไปถ่วงน้ำเรียบร้อยแล้ว….

 

เมื่อวานนี้เอเลน เยเกอร์ในวัย 10 ขวบมีทั้งความหวาดระแวงและต่อต้านสถานที่แปลกๆไม่คุ้นเคย  ไหนจะเพื่อนสนิทที่เติบโตขึ้นอย่างน่าประหลาดอีก  หลังจากได้พูดคุยสนทนากัน  เด็กหนุ่มก็ยังไม่ค่อยเชื่อถือคนแปลกหน้านัก  แต่สุดท้ายก็ยอมฟังอย่างว่าง่าย  เพราะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ามันก็แปลกประหลาดพอๆกับเรื่องที่ภายนอกกำแพงมีไททันอยู่

 

จะมีเพียงเรื่องเดียวที่พวกผู้ใหญ่และเพื่อนสนิทไม่ยอมบอก… ก็คือเรื่องของเมืองชิกันชินะที่ล่มสลาย อันเป็นสาเหตุให้แม่ของเด็กหนุ่มต้องตายจากไป…  ในเวลานี้ให้ความทรงจำของอีกฝ่ายคงอยู่ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นจะดีมากกว่า

 

บางครั้งคนเราก็มักจะนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขจนละทิ้งความจริงในปัจจุบันไป…

นั่นเป็นข้อสันนิษฐานหนึ่งของความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้…

                ภายในห้องครัวคริสต้า หรือ ฮิสทอเรียมีหน้าที่ทำอาหารมื้อเที่ยงร่วมกับซาช่า… ช่างเป็นการจับคู่ที่ไม่ลงตัวสุดๆ  เมื่อแม่สาวหัวมันเป็นตัวต้องห้ามสำหรับการทำอาหาร   สองสาวกำลังต้มซุปด้วยหม้อขนาดใหญ่   แต่ยิ่งทำมันฝรั่งก็หายไปอย่างลึกลับทีละหัว

 

“หัวมันหายไปไหนอีกแล้วล่ะ?”   เด็กสาวผมยาวสีทองมองหาส่วนผสมที่หายไป    สาวผมม้าข้างๆกรอกตาไปมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

 

ประกอบกับเด็กชายผมน้ำตาลเข้มตาสีเขียวเดินผ่านมาพอดี  ผู้ต้องสงสัยจึงรีบเรียก   “เอเลน  เดี๋ยวมากินข้าวที่ห้องโถงนะ!”   เด็กสาวรีบบอกเพื่อนทหารที่ตอนนี้ไม่ใช่คนเดิม

 

ตากลมโตสีเขียวจ้องมองอย่างเงียบๆไม่ค่อยเป็นมิตรนัก  ก่อนที่จะเดินมาในครัวหยิบเอาตะกร้าขนมปังไปทั้งอันแล้วจากไปแบบนั้น   “เอเลน!   เอาไปกินคนเดียวไม่ได้นะ!”    คริสต้าส่งเสียงไล่หลังมา  แต่เด็กน้อยหาได้สนใจไม่ทำเป็นไม่ได้ยิน…

 

เอเลนเดินถือตะกร้าขนมปังออกไปนอกบ้าน  ทิวทัศน์ที่ถูกรายล้อมไปด้วยป่าเขาช่างแตกต่างกับบ้านในเมืองชิกันชินะ..  ออกจะคล้ายบ้านที่มิคาสะ แอคเกอร์แมนเคยโดนโจรจับไปเสียมากกว่า   ความอยากรู้อยากเห็นชักนำให้เด็กน้อยเดินสำรวจไปรอบๆ

 

ห่างออกจากบ้านพักไปหน่อยจะเป็นจุดเฝ้ายามที่สร้างขึ้นด้วยไม้    เมื่อสังเกตดีๆจะพบว่ามันมีอยู่สองจุด  ดวงตากลมโตสีเขียวทอดมองอย่างทึ่งๆ   มันให้อารมณ์เดียวกับฐานลัพของพวกเด็กๆ   แล้วขาก็พาเดินตรงขึ้นไปบนนั้นเพื่อใช้เป็นที่หลบซ่อนแอบกินขนมปัง

 

แต่เมื่อขึ้นมาได้กลับเจอคนที่อยู่ก่อนหน้า   เด็กชายเอเลนอ้าปากค้างเมื่อได้เจอผู้ใหญ่  ซึ่งอีกฝ่ายก็มองมายังคนทำลายความเงียบเช่นเดียวกัน..  ชายคนนั้นคือหัวหน้าทหารในชุดลำลอง  ใกล้ๆมีปืนยาววางอยู่บ่งบอกว่ามาตรวจยาม  ผลัดเวรกันกับพวกเด็กๆ

 

รีไวยืนจ้องหน้าคนที่เตี้ยกว่าตัวเอง  นี่คงเป็นครั้งแรกที่ได้ก้มหน้ามองเอเลน เยเกอร์…   เจ้าเด็กที่มาพร้อมกับตะกร้าขนมปังพยายามอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง   “มีอะไรก็พูดออกมา”   เสียงทุ้มบอกไป

 

ใบหน้าที่เรียบเฉยดูจะทำให้เด็กต่อต้านหน่อยๆ  กระนั้นบางอย่างก็ทำให้เด็กหนุ่มดูเชื่อง  “คุณน้ารี…..รี…เอ่อ…อ่า…รี….”  นึกชื่อไม่ออก….

 

คำว่าคุณน้าชวนให้คนฟังคิ้วกระตุก   แต่ตอนนี้อีกฝ่ายความทรงจำย้อนกลับไปมาก  การจะเรียกน้าก็คงไม่แปลก   “ฉันชื่อรีไว   อย่าเรียกน้า”  ถึงจะไม่แปลกมันก็รับไม่ได้…

 

ตาสีเขียวจ้องมาเป็นประกาย   “คุณลุงรีไว”   ประโยคที่เพื่อนสาวสมัยเด็กของเอเลน เยเกอร์พูดเอาไว้ย้อนมาในหัว…   ใครบอกกันว่าเป็นเด็กที่น่ารัก …

 

ชายอายุมากกว่าถอนหายใจอย่างหน่ายๆ   “เรียกน้าดีแล้ว”   จะบังคับเรียกว่าหัวหน้าตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในสถานะแบบนั้น…..

 

เมื่อ 5 ปีที่แล้วตามความทรงจำของเด็กหนุ่ม…

ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักหรือแม้แต่จะพบกันมาก่อน….

                พื้นที่ป้อมตรวจยามไร้หลังคากลายมาเป็นที่กินอาหารของเด็กสิบขวบและหัวหน้าทหาร   เอเลนนั่งกินขนมปังพร้อมกับพิงแผ่นไม้ด้านหลัง   รีไวซึ่งนั่งข้างๆคอยมองดูพฤติกรรมปกติธรรมดาของเด็กอย่างไม่คุ้นชิน   เมื่อหนึ่งวันก่อนเจ้าลูกน้องคนนี้ยังเป็นทหารอยู่เลย

 

“คุณน้ารีไวกินขนมปังมั้ยครับ?”   มือเล็กหยิบขนมปังก้อนหนึ่งส่งให้   ดวงตาคมจ้องแล้วก็รับมา  รับมาถือเอาไว้เฉยๆ

 

เด็กชายยังคงจ้องมองชายโตกว่าคล้ายกับมีคำถาม    คนโดนจ้องนานๆรู้สึกอึดอัด   “มีอะไรก็ถามมาเอเลน  นายสงสัยอะไรก็ถาม   ฉันจะตอบเท่าที่ฉันอยากตอบ”

 

“เมื่อวานพวกคุณน้าบอกว่าเป็นทหาร แล้วผมตอนอายุ 15 ก็เป็นทหาร  เป็นทหารทีมสำรวจรึเปล่าครับ?”    ถามออกไปพร้อมกับสายตาที่คาดหวัง

 

ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่มวลมนุษย์นิ่งมอง   “ใช่   พวกนายเป็นทหารลูกน้องของฉัน”  เพียงได้ยินคำตอบว่าใช่  ดวงตาที่เป็นประกายอยู่แล้วก็ยิ่งเป็นประกายมากขึ้นไปอีก    ทีมสำรวจผู้มีตราปีกแห่งเสรีภาพและได้ออกไปด้านนอกของกำแพง

 

“ผมได้เป็นทีมสำรวจจริงๆด้วย เย้!”  ท่าทางดีใจจนลิงโลดช่างสมเป็นเด็ก  ซึ่งชายผู้เป็นหัวหน้าไม่กล้าบอกถึงเหตุผลว่าทำไมตอนอายุ 15 เจ้าเด็กคนนี้จึงเดินทางมาในรูปแบบนั้นได้…

 

จากคนธรรมดากลายเป็นไททัน  จากทหารธรรมดาคนหนึ่ง กลายมาเป็นสัตว์ประหลาดในสายตาคนอื่น ซ้ำยังกลายเป็นเครื่องมือ กลายเป็นความหวัง…  กลายเป็นหลายสิ่งหลายอย่างในสายตาของคนอื่น   ภาระหน้าที่มาพร้อมกับการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้…

 

“ดีใจอะไรขนาดนั้น…พ่อแม่นายไม่เคยบอกงั้นเหรอ  ว่าทีมสำรวจเป็นพวกโง่ที่ออกไปตาย…”   ผลาญเงินที่ได้จากชาวบ้าน  เป็นทั้งวีรบุรุษและพวกไร้ค่าในสายตาของชาวบ้าน

 

เอเลนมองจ้องหน้าชายผมสีดำ   ใบหน้าบูดบึ้งไปในทันที   “พวกคนในเมืองชอบพูดแบบนั้นครับ  คนพวกนั้นเป็นแค่พวกขี้ขลาด”   ยอมโดนกักขังเอาไว้ในกำแพงแบบนั้น….

 

ยอมมีชีวิตอยู่ไปวันๆอย่างสงบสุข…โดยไม่สนใจว่ามีโลกภายนอกอยู่

                รีไวฟังคำพูดนั้นแล้วรับรู้ได้ว่าตั้งแต่อายุยังน้อยๆ  เด็กชายคนนี้คงมีความรู้สึกด้านดีกับทีมสำรวจอยู่ไม่น้อย  หากเทียบกับตัวเอง  ในวัยเด็กใช้ชีวิตอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง  ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่  ดำเนินชีวิตในโลกมืด  และเข้าร่วมทีมสำรวจอย่างมีเป้าหมาย..  ช่างแตกต่างกัน…

 

“ไม่มีใครอยากตาย  ถ้าเลือกหลบซ่อนตัวได้ก็เลือกทางนั้นกัน”   เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่นึกถึงตัวเองก่อนคนอื่น…  ตายแล้วไม่มีทางฟื้นกลับขึ้นมาได้

 

“ที่จริงมิคาสะก็ไม่อยากให้ผมเป็นทหารทีมสำรวจ  แต่ไหงยัยนั่นมาเป็นทหารได้นะ”   เอเลนบ่นถึงเพื่อนที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน  คำพูดนั้นชักพาให้นึกถึงเพื่อนสองคน…  บางทีสิ่งที่เหมือนกันคือทั้งคู่มีเพื่อนสองคนที่คอยตามติดแม้จะเดินมาในเส้นทางที่เสี่ยงก็ตาม

 

“บางครั้งเพื่อนก็พร้อมจะเดินไปในทางที่เสี่ยง  แม้รู้ว่ามันเป็นทางที่มืดมนก็เถอะ”   ชายสูงวัยกว่าทอดมองขึ้นไปยังท้องฟ้าไกล…

 

เด็กน้อยมองข้างใบหน้าและเปล่งถาม   “นี่คุณน้ารีไว   โลกข้างนอกกำแพงเป็นยังไงเหรอครับ มีทะเลรึเปล่า?”  ดวงตาอันสดใสถามอย่างใคร่รู่…

 

คำถามนั้นดึงให้ชายหนุ่มก้มมอง…  คล้ายกับมองเห็นภาพที่ซ้อนทับกันกับใครบางคนในอดีต  ความปรารถนาที่จะได้ออกไปเห็นโลกภายนอก… โลกที่กว้างใหญ่กว่าในกำแพงที่ถูกขังเอาไว้นี้  ภายนอกกำแพงนั้นมีไททัน….  และมีการตายจากของพรรคพวกอยู่…

 

…..เพื่อนของเขา…ไม่อาจได้เห็นโลกภายนอกกำแพง…

                ทีมสำรวจไม่อาจไปได้ไกลเท่าที่จะไปได้…    “ตอนนี้พวกเรายังไปไม่ได้ไกล  แต่ต่อไปจะไปได้ไกลกว่านั้น”   และนำพาชัยชนะมาสู่มวลมนุษย์

 

เอเลนที่ไม่ได้คำตอบทำหน้าบูดบึ้งและกัดขนมปัง   สีหน้าแสดงออกว่าไม่พอใจอยู่ครู่หนึ่งและเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น   “ซักวันผมจะออกไปนอกกำแพง  จะไปเห็นทะเลเพราะสัญญากันเอาไว้แล้ว”

 

รีไวสบถในลำคอ  ครั้งแรกที่เขาได้พบเอเลน เยเกอร์ที่มีอายุ 15 ปี  เจ้าเด็กคนนั้นบอกว่าเป้าหมายคือการฆ่าล้างไททันให้หมด   แต่เมื่อได้คุยกับเอเลน เยเกอร์ในช่วงอายุ 10 ขวบ  กลับได้เห็นมุมมองใหม่ที่อยู่ข้างในลึกๆของเจ้าเด็กคนนั้น  ทะเลงั้นเหรอ….

 

มือแกร่งยื่นออกไปขยี้ผมเด็กตัวปัญหาที่ต้องดูแล   “ถ้าไม่ตายซะก่อนก็คงได้เห็น”  ถ้ามีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึงวันนั้นมาถึง…คงจะได้เห็น…

 

เด็กน้อยผมน้ำตาลเข้มหันมองและยิ้มร่าเมื่อได้สดับฟังคำพูดอันเป็นความหวัง   รอยยิ้มสดใสไร้ความมัวหมองและความกังวล…   รอยยิ้มแบบที่เอเลน เยเกอร์ในเวลานี้ไม่เคยมี   ภาพซ้อนทับมากมายในหลายเหตุการณ์ ไม่เคยมีรอยยิ้มอย่างเบิกบาน….

 

จะมีแต่รอยยิ้มเศร้าๆแบบนั้น   แล้วขนมปังก็ถูกยื่นมาให้อีก   “กินด้วยสิครับ  ไม่งั้นผมจะไม่แบ่งให้แล้ว”   ขนมปังนั่นขโมยมาทั้งตะกร้าไม่ใช่เหรอ

 

คนที่สูงกว่าแค่เพียงในเวลานี้สบถ    “เอเลน  คราวหลังห้ามเอาขนมปังมากินคนเดียวแบบนี้อีก”   สั่งสอนด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

 

เจ้าคนมีความผิดสะดุ้งและเริ่มกรอกตาไปมา  ทำแก้มพองลม แล้วก็ก้มหน้าไม่ยอมสบตา   “เข้าใจแล้วครับ….”   สอนง่ายกว่าที่คิดไว้….

 

“ดีมาก”   มองแบบนี้แล้วเจ้าเด็กคนนี้ก็เหมือนเด็กธรรมดาๆคนหนึ่ง  ไม่เหมือนข้อมูลที่เคยสืบค้นกันในตอนที่พิพากษาภายในศาล…   มือของเด็กคนนี้เคยเปื้อนเลือดฆ่าคนเพื่อคนอื่นมาแล้ว….   ตัวเขาในวัยเด็กก็ใช่ว่ามือจะขาวสะอาดอะไร…

 

แล้วรีไวจึงรับขนมปังมานั่งกินเป็นเพื่อน   เขาไม่เคยมีน้องชาย  แต่เขาก็เคยมีน้องและเพื่อนที่ต้องดูแลอยู่เหมือนกัน    คนที่ดื้อรั้นจำเป็นต้องสั่งสอน   น่าแปลกที่เกิดคิดถึงเรื่องของสองคนนั้นขึ้นมา…  ชายผมสีเทาและหญิงผมสีน้ำตาลแดง…

 

และในตอนนี้ก็ได้นำทางเดินให้กับเพื่อนสามคนจากชิกันชินะ…

ช่างเหมือนโชคชะตาต้องการฉายภาพให้รำลึก….

                มือแกร่งยื่นไปลูบศีรษะของเด็กอายุน้อยกว่าอีกครั้ง  ดวงตาสีเขียวมองอย่างสงสัยแต่ก็ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ นอกจากความเงียบและใบหน้าที่เรียบเฉยของชายที่เป็นหัวหน้าทหาร   แต่ในแววตานั้นคล้ายกับมีประกายที่อ่อนโยนบางอย่าง  หรือไม่ก็คงจะเป็นคะนึงถึงบางคน…

 

ริมฝีปากขยับเอ่ยสิ่งที่ครุ่นคิดในใจออกไป   “ผมอยากใช้ทรีดีเกียร์ล่ะครับ!”   สายลมพัดผ่านความเงียบและความอึ้งเข้ามาทันที…..คำถามช่างสวนทางกับบทบรรยาย

 

หัวหน้าทหารเขกหัวทันที   “ไม่ได้   เพราะนายไม่มีพื้นฐาน”   แม้ตอนอายุ 15 จะเป็นทหารเต็มตัวแล้วก็เถอะ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่

 

“ให้ผมเกาะคุณน้ารีไวไปก็ได้ครับ!”   เว้าวอนด้วยสายตาเป็นประกายเสียจนน่าเขกกระโหลกอีกรอบ…   อาวุธที่ใช้ต่อสู้กับไททันไม่ใช่ของเล่น…

 

ช่างสมเป็นเด็ก… นี่คือความอยากรู้อยากเห็น   แต่ตอนนี้เขาเหนื่อยกับการโดนเรียกว่าน้าเหลือเกิน   “ไว้คราวหน้า ซักวันก็แล้วกัน”  รับปากปัดๆ.. เพราะคาดว่าไม่นานอีกฝ่ายจะกลับคืนร่างมาเป็นปกติได้

 

“รับปากแล้วนะครับ!”  เอเลนยิ้มแฉ่ง  หากพ้นวันนี้ไปแล้วเอเลน เยเกอร์ยังไม่กลับมาเป็นปกติ…  ชายหนุ่มจะต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน….

 

เป็นคนที่เดือดร้อนรายที่สาม  ถัดจากพวกทหารเด็กที่ต้องกลั้นใจเลี้ยงเด็ก    “…..เจ้าเด็กบ้าเอ๊ย….”

 

…..ได้แต่หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น….

                ขนมปังหนึ่งตะกร้า  ป้อมยามที่มองเห็นในมุมสูง  ท้องฟ้าที่ว่างสดใสและปลอดโปร่ง  บทสนทนาของคนสองวัย  เป็นภาพร่างของความสงบสุขอย่างที่ไม่อาจมีได้บ่อย  ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่อาจจะแสนสั้นที่เข้ามาในระหว่างภารกิจ  อย่างน้อยก็ทำให้มีเวลาได้คิดถึงอดีตบ้าง…

 

เส้นทางที่เลือกเป็นเส้นทางที่ไม่จำเป็นต้องเสียใจภายหลัง

มีแต่ความคิดคำนึงถึงในบางครั้ง

 

…..บางครั้งคนเราก็ฝันเหมือนๆกัน……

 

————————————

Free Talk : ถ้าเทียบกับเรื่องอื่นๆ เรื่องนี้บีบให้สั้นกว่า เพราะตั้งใจว่าจะให้เป็นฟิคสั้นไม่ยาวมาก… จากที่ตอนนี้มีแต่ฟิคยาวและโคตรยาว… (อย่างเช่นปิ๊งรักที่เอาจริงๆคือโคตรยาวแล้วเนี่ยรวมสองซีซั่น ไม่เคยเขียนยาวเว่อร์ขนาดนี้)

เอเลนตอนเด็ก เคยคิดไว้ว่าอยากให้น่ารักหน่อย แต่ว่าเอเลนในอิมเมจเด็กๆที่เห็น ก็ออกมาแนวเด็กดื้อ เด็กมีโลกส่วนตัว(?) เด็กมีปัญหาไม่ค่อยมีเพื่อน ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้… ส่วนเรื่องของเฮย์โจว อ้างอิงจากสปินออฟเรื่องของฟารันกับอิซาเบล เดี๋ยวจะมีพูดถึงต่อไป

มาแบบเรื่อยๆเรียงๆ ท้ายๆอาจจะดราม่าก็เป็นได้

 

 
2 ความเห็น

Posted by บน 02/20/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] Kimi no na wa kibou (Levi x Eren) CH.01

  1. Ieyasu Giotto

    02/21/2014 at 4:34 PM

    ดราม่างั้นเหรอ!? ออกจะเปิดตัวมาเด็กน้อยใสๆไหงมีแววว่าตอนจบจะมืดมนล่ะครับท่าน!
    อา..ไม่ได้เข้ามาส่องนาน….มีไหใหม่มาให้ฟินอีกแล้วครับ เอเลนตอนเด็กน่ารักอ่าาาาาา
    ถึงจะเกรียน..ถึงจะดื้อ..แต่ถ้าน่ารักแบบนี้ผมยอมกั๊บ b(TvT)d แม้ว่าเราอาจจะต้องยอมให้หัวหน้าทหารไปนอนกินข้าวแดงในคุกข้อหาพรากผู้เยาว์ขั้นร้ายแรงก็ตาม(โดนกระทืบ)

     
  2. milkmilkck

    10/31/2014 at 10:22 PM

    อ่านไปขำไปทั้งตอน คุณลุงรีไว ไม่โดนเตะอัดกำแพงก็ดีแค่ไหนแล้วเอเลน 5555

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: