RSS

[Novel] C.A.N Intro (ชื่อชั่วคราว)

24 ก.พ.

ว่ากันว่านอกจากโลกมนุษย์แล้ว ยังมีจักรวาลหลายใบที่มองไม่เห็น

ทั้งสิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต

การดำเนินชีวิตของจิตวิญญาณเหล่านั้นหลบซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันที่เราไม่อาจล่วงรู้

                มนุษย์นั้นมีปัจจัย 4 ในการดำเนินชีวิตคือ อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย   ปัจจัยที่ 5 อย่างโทรศัพท์มือถือหรือโทรทัศน์สำหรับบางคนขอไม่พูดถึง…   การดำเนินธุรกิจของบริษัทโดยส่วนมากจึงยืนพื้นบนความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์เหล่านี้   เกิดเป็นสินค้าอุปโภคและบริโภค และส่งต่อไปยังร้านค้าต่างๆ

 

ณ ซุปเปอร์มาเก็ตไม่ทราบชื่อแห่งหนึ่ง   ภายในอาคารโปร่งสว่างไสวเต็มไปด้วยชั้นวางของเรียงรายแยกสินค้าอุปโภคและบริโภคออกเป็นประเภทต่างๆ   ป้ายราคาและโฆษณาลดราคาติดประทับหลอกล่อแม่บ้านเป็นระยะๆ เช่นเดียวกับบูธทดลองชิมที่ตั้งเป็นจุดๆคอยดักลูกค้าตามจุดยุทธศาสตร์

 

บางคนก็แค่ชิมแล้วผ่านไป  บางคนก็ลองชิมจนคุ้มแล้วก็ไปต่อ…  อย่างเช่นเด็กหนุ่มผมดำขลับสองคนในชุดนักศึกษาไม่ทราบมหาวิทยาลัย ที่กำลังลากรถเข็นอันเต็มไปด้วยขวดน้ำเปล่าและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวนเวียนตามบูธอาหารต่างๆ  อาหารของสองหนุ่มมองเผินๆคล้ายจะเอาไปตักบาตร  แต่เมื่อพิจารณาดีๆคงจะเป็นใกล้ถังแตกเสียมากกว่า

 

ผ่านบูธไส้กรอก ผ่านบูธกาแฟ  ผ่านบูธซุปข้าวโพด  ก้าวผ่านมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงชั้นวางอาหารกระป๋องที่เรียงรายกันเหมือนกำแพงโลหะมหึมาน่าเกรงขาม  ผลไม้กระป๋อง ผักดอง อาหารทะเลกระป๋องหลากหลายยี่ห้อ ราคา และประเภทพาให้คิดหนักว่าจะซื้ออะไรดี

 

เคยมีอาการสับสนกับเหล่าประเภทปลาต่างๆบนชั้นวางหรือไม่?

สายพันธุ์ปลากระป๋องช่างมีหลายประเภทเหมือนเผ่าพันธุ์มนุษย์

                หนุ่มนักศึกษา A  หยิบปลากระป๋องแบนๆออกมาจากชั้นกระป๋องหนึ่ง   หน้ากระป๋องเขียนว่า [ปลาทูน่าในน้ำเกลือ]  อ่านฉลากแล้วยืนมองนิ่งๆ  แล้วจึงเหลือบมองไปยังกระป๋องอื่นๆ  [ปลาทูน่าในซอสมะเขือเทศ]  เด็กหนุ่มหยิบกระป๋องนั้นขึ้นมาแทนเพราะประกอบอาหารสิ้นคิดได้ง่ายกว่า

 

แต่แล้ว…..     “เฮ้ย! ทูน่าแพง   เอาอย่างอื่น!”    เสียงเพื่อนรีบทักก่อนจะวางลงในรถเข็น

 

ตัวเลือกที่ 2 และ 3 ในมือของนักศึกษา B คือกระป๋องปลาทรงกระบอก  หน้ากระป๋องเขียนว่า  [ปลาซาดีนในซอสมะเขือเทศ] และ [ปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ]   ซึ่งแท้จริงราคามันก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่หรอก….   เพื่อนส่วนสูงไม่ต่างกันมากมองจ้อง

 

“แล้วซาดีนกับแมคเคอเรลมันต่างกันยังไงวะ…?”     นั่นน่ะสิ…  ปลาสองชนิดนี้มันต่างกันอย่างไร  ไปหาซื้อปลาสดในตลาดมาทำแทนได้ไหม  จะถูกกว่าปลากระป๋องหรือเปล่า

 

“เอ่อ…..   แมคเคอเรลตัวใหญ่กว่า เนื้อเยอะกว่า…..มั้ง”   สายตาของคนตั้งคำถามจ้องกลับประหนึ่งจะถามต่อว่าแล้วทูน่ากับแมคเคอเรลมันต่างกันยังไง….

 

“เฮ้ยอย่ามองแบบนั้น!  นี่เรียนมา ไม่ได้ถาม Google  กินมาครึ่งชีวิตแล้ว!”   ที่จริงก็เป็นแค่ความรู้พื้นฐานของคนที่กินปลากระป๋องบ่อยๆก็เท่านั้น…..

 

“ซื้อๆไปเหอะ อะไรก็ได้ ซาดีนก็ได้ คุ้นดี”   เพื่อนนักศึกษาชี้กระป๋องยี่ห้ออื่นที่ถูกลงกว่านั้นอีก  ปลากระป๋องกินผสมกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  จะเลือกอะไรก็เหมือนๆกันทั้งนั้นล่ะ….มั้ง…..

 

ท้ายที่สุดนักศึกษาถังเกือบแตกทั้งสองก็เลือกเอาปลาซาดีนในซอสมะเขือเทศ 1 โหลวางลงในรถเข็น   ปฏิบัติการเลือกอาหารมากินคู่กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือข้าวต้มเป็นอันจบเพียงแค่นั้น…  เป็นอีกหนึ่งลูกค้าที่เดินผ่านชั้นวางอาหารกระป๋องจากไป….

 

ในหนึ่งวันมีอาหารกระป๋องมากกว่า 100 กระป๋องที่ถูกซื้อออกไปจากซุปเปอร์มาเก็ต  และทุกเช้าและเย็นพนักงานก็ต้องมาเติมสินค้า   ทุกอย่างกลายเป็นวงจรชีวิตของชั้นวางแห่งนี้ไปแล้ว   ปลาทะเลมากมายได้อุทิศตัวเป็นอาหารประทังชีวิตให้กับมนุษย์… เวียนวน…วนเวียน….ไปอย่างนั้น…..

 

โดยมีเรื่องราวมากกว่านั้นที่เราไม่รู้

                สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตล้วนแต่มีจิตวิญญาณ   อาจมีโลกที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ซึ่งจิตวิญญาณเหล่านั้นดำเนินชีวิตและต่อสู้เพื่ออะไรบางอย่างอยู่    มองให้ลึกลงไปโลกที่เราไม่รู้จัก   มองให้เห็นการเคลื่อนที่ของโลกที่ลึกลงไปกว่านั้น….

 

บทเรียนในวิชาสุขศึกษาและวิทยาศาสตร์ไม่มีสอนเรื่องของประเภทปลากระป๋อง  อาหารกระป๋องธรรมดาๆก็ไม่มีพูดถึง  เฉกเช่นเดียวกับโลกฝั่งมนุษย์ไม่รู้ว่าจักรวาลภายในกระป๋องนั้นมันเป็นอย่างไร   มันอาจจะลึกลับซับซ้อนอย่างคาดไม่ถึง

 

นี่คือเรื่องราวของจักรวาลที่อัดแน่นอยู่ภายในโลหะเคลือบที่ถูกปิดตาย

ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเดินทางจากโรงงานมายังซุปเปอร์มาเก็ต

 

แต่มันคือเรื่องราวของมิตรภาพและความขัดแย้ง

 

ไกลแสนไกลไปยังดินแดนที่มนุษย์เข้าไม่ถึง  มีโลกซึ่งมีชื่อเรียกว่า  C.A.N. Universe  ล่องลอยอยู่  โลกสีเทาบริสุทธิ์ซึ่งถูกปกครองด้วยราชวงศ์ผู้สืบสายเลือดบริสุทธิ์ของ Steel  มานับร้อยนับพันปีตั้งแต่มีการบันทึกประวัติศาสตร์   เวลาที่นี่เดินช้าไปกว่าโลกมนุษย์ธรรมดาจนคล้ายกับโลกในเทพนิยาย….

 

ณ โลกแห่งนั้นมีแผ่นดินที่ถูกแย่งออกเป็น 3 ดินแดนตามลักษณะภูมิศาสตร์และชนเผ่าที่อาศัย

 

ดินแดนฝั่งเหนือปกครองโดยราชวงศ์ Phosphate และ  Chromate ที่เกี่ยวดองกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรษ  มีภูมิประเทศแบบหุบเขาและป่าไม้สุดลูกหูลูกตา   อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ทั้งผลไม้และพืชไร่ รวมไปถึงทุ่งข้าวบาเล่ห์สีเหลืองทอง

 

ดินแดนฝั่งใต้ปกครองโดยราชวงศ์ Aluminum   มีภูมิประเทศแบบหนาวเย็นขั้วโลก  แผ่นดินถูกปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี และมีความสวยงามด้วยประติมากรรมน้ำแข็ง  จุดเด่นคือทะเลสาบหลากสี สีส้ม แดง เขียว ดำ ม่วงอันแปลกประหลาด

 

และหนึ่งดินแดนซึ่งถูกรายล้อมด้วยมหาสมุทธอันกว้างใหญ่สีคราม   แผ่นดินเกาะขนาดใหญ่ที่ปกครองโดยราชวงศ์ Chromium  อาณาจักรชายฝั่งทะเลที่มีอากาศร้อนรื้นจนถึงร้อนมากในบางฤดูกาล   มีสิ่งมีชีวิตทางทะเลหลากหลายชนิดอาศัยอยู่

 

แผ่นดินที่แยกส่วนออกไปอย่างชัดเจน กลับมีจุดเชื่อมต่อกันคือสายเลือดราชวงศ์…   แต่ถึงแม้นจะมีสายเลือดเดียวกัน   อาณาจักรทั้งสามกลับทำสงครามต่อสู้กันมาตลอดเป็นวัฏจักรที่ไม่มีที่สิ้นสุด   ด้วยการเลือกเหล่าอัศวินผู้มีคุณสมบัติขึ้นมาจากพสกนิกรของตัวเอง  สำหรับพวกเขาเหล่านั้น การเป็นอัศวินถือเป็นเกียรติสูงสุด….

 

นี่คือจักรวาลเล็กๆที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็น  จักรวาล C.A.N.

                จักรวาลที่เหล่าเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำเนิดและอาศัยอยู่…. 

 

*****************************************************

 

พวกเรานั้นยังไม่มีความฝัน

 

ดวงอาทิตย์เจิดจ้าเหนือชายหาด   ทรายสีขาวบริสุทธิ์กระทบแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ   คลื่นซัดสาดเข้ามากระทบฝั่งเกิดเป็นเสียงที่ผู้คนในอาณาจักรโครเมียมคุ้นชินมาตั้งแต่เกิด  แต่ภายในเสียงคลื่นกลับมีเสียงหัวเราะและร้องไห้ของเด็กผู้ชายผสานอยู่

 

กลุ่มเด็กน้อยอายุไม่เกิน 10 ขวบ ตัวประกอบ A B C และ D ในเสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นยืนล้อมเด็กชายตัวเล็กผมสีชมพูพร้อมกับขำขัน   ร่างกายเกินครึ่งของเด็กผมชมพูคนนั้นถูกฝังอยู่ในทราย มีเพียงแขนสองข้างและศีรษะเท่านั้นที่โผล่พ้นออกมา  มองแล้วเป็นภาพที่น่าสงสาร  พวกเด็กเกเรเจ้ากรรมก็ใช้เท้ากดเหยียบทรายให้แน่นขึ้นไปอีก

 

คนที่ไม่มีทางหนีและไม่มีแรงจะดึงตัวเองขึ้นมาทำได้แค่ร้องไห้ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้   คนแกล้งก็ยิ่งได้ใจแกล้งหนักเหมือนพวกนิยมความเป็น S   ชายหาดที่เงียบเหงาก็ไร้วี่แววผู้ใหญ่หรือผู้หวังดีโผล่มา  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกลั่นแกล้งแบบนี้…

 

ดวงตากลมโตสีดำขลับมองภาพตรงหน้าอย่างเลือนลาง  น้ำตาที่ไหลท่วมทำให้ภาพที่เห็นเบลอไปหมด   และต่อให้จำหน้าพวกคนที่แกล้งได้แม่นแค่ไหน  เขาก็เอาคืนตัวประกอบ A B C และ D ไม่ได้อยู่ดี   การที่ตัวเล็กกว่าชาวบ้านเขามันเป็นความผิดตรงไหน…..

 

“เฮ้ย!!    พวกแกแกล้งอัลอีกแล้วเรอะ!!!”   เสียงยังไม่แตกหนุ่มของเด็กชายตวาดมาจากที่ไกลๆ    เหล่าเด็กเกเรพากันมองไปตามเสียง

 

ไม่ทันไรตัวประกอบ A  ก็โดนกระโดดเตะลงไปกองกับพื้นทรายอย่างไวว่อง   “ดีน  รุนแรงเกินไปแล้ว!”   อีกเสียงหนึ่งไล่ตามมาจากข้างหลัง

 

เด็กชายผมสีน้ำเงินอมม่วงนัยน์ตาสีฟ้ากระชากเสื้อตัวประกอบ B ฉุดยื้อฉุดดึงให้ออกห่างจากหลุมทรายที่ฝังเพื่อนของตัวเองเอาไว้     เด็กชายตัวประกอบ C และ D รีบเข้ามาช่วย เดือดร้อนให้เด็กชายผมสีเงินนัยน์ตาสีดำที่ติดตามมาต้องรีบเข้ามาขวางเจรจาให้เรื่องจบไป

 

“แม็ค!   อย่าห้าม  พวกนี้มันต้องสั่งสอน!!”   จากช่วยห้ามอีกฝั่งกลายมาเป็นต้องรั้งตัวเพื่อนจากด้านหลังแล้วออกแรงดึงออกมาห่างๆ    เด็กชายช่างใจร้อนไม่สมกับสีผมและสีตาแม้แต่นิดเดียว

 

“อ่อนแอจริ๊งจริงเจ้าอัล!   ต้องให้ดีนมาช่วยอีกจนได้   พวกทูนนัสไม่เห็นเหมือนพ่อแม่บอกเลย แบร่!”   เหล่าตัวประกอบที่ไม่โดนยันด้วยเท้าแลบลิ้นปลิ้นตาล้อเลียนเด็กชายที่ถูกฝัง   สาเหตุของการโดนคนรอบข้างหมั่นไส้ที่คนเป็นเด็กยังไม่เข้าใจดีนัก…

 

คิ้วสีเงินกระตุกคล้ายกับคำพูดนั้นกระทบให้ขุ่นเคือง   “ถ้าไม่อยากโดนโยนลงทะเล  ไปให้พ้นได้แล้ว”   เด็กที่เป็นฝ่ายห้ามจ้องมองหน้าพร้อมกับเอ่ยคำขู่

 

กลุ่มเด็กเกเรสะดุ้งตกใจและเริ่มมีท่าทีอึกอักไม่กล้ามีเรื่องตามคอนเซ็ปตัวประกอบรับบทคนแกล้ง    “พวกเราไปเหอะ!  ไปหาอะไรกินดีกว่า!”   แล้วตัวประกอบเด็กๆทั้ง 4 ก็เดินย่ำหาดชายจากไป  ทิ้งเหยื่อในการกลั่นแกล้งเอาไว้ด้านหลัง

 

เด็กน้อยนามว่าดีนสะบัดแขนของอีกฝ่ายหลุดมาได้พลันชี้ตามหลังไปอย่างอาฆาต    “อย่ามาแกล้งอัลอีกนะเว้ย!   ถ้ามีคราวหน้าฉันจะให้แม็คเตะให้เลย!”   อ่าว………

 

เด็กชายผมสีเงินซึ่งถูกเรียกว่าแม็คถอนหายใจให้กับท่าทีกร่างๆเกรียนๆรั้นๆของเพื่อนสนิท   แล้วทั้งสองก็รีบเข้ามารุมช่วยคนที่โดนฝังลืมไปเสียนานสองนาน    เด็กชายผมสีชมพูเหงื่อไหลพรากจากความร้อนที่เหมือนซาวน่าทรายกลางแดด… ถ้าอยู่นานกว่านี้คงหมดสติคาที่ไปแน่

 

“อัล เป็นอะไรรึเปล่า?”    เป็นคำถามที่ไม่ควรถามออกไป  มองจากสีหน้าอีกฝ่ายก็ได้คำตอบว่าเป็น….  เด็กชายทั้งสองช่วยกันจับมือเพื่อนคนละข้างและออกแรงดึงขึ้นมาจากทรายที่ฝังกลบ

 

กว่าจะออกมาได้ก็แทบล้มหงายหลัง   เด็กชายผมสีชมพูซึ่งมีใบหน้าเปื้อนน้ำตามองทั้งสอง   “…..ขอบคุณนะดีน….พี่แม็ค……”

 

สิ้นคำนั้นดีนรีบจับศีรษะนั้นเขย่าไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างขัดใจ   “สู้พวกนั้นบ้างสิอัล!   เตะก้นพวกมันซักทีจะได้หายเกรียนกันบ้าง!”    แม็คเหล่มองด้วยปลายตาคล้ายกับต้องการสื่อผ่านว่าอีกฝ่ายก็เกรียนพอๆกัน

 

เด็กชายที่ตัวเล็กที่สุดในกลุ่มส่ายหน้าไปมา   “ผมไม่มีแรงไปสู้กับพวกเค้าหรอก….  เจ็บตัวเปล่าๆ   มากันเยอะด้วย”  ช่างเป็นคำตอบที่ขัดใจยิ่งนัก….

 

“นายนี่มัน!   เพราะงี้แหละพวกนั้นถึงได้ชอบแกล้งนายอยู่เรื่อย!”   มือขยี้ผมสีชมพูด้วยความหมั่นเขี้ยว  ไม่สนใจมือของอัลที่พยายามปัดป้อง    เป็นภาพที่คนมองถอนหายใจพลางหลุดยิ้มขำๆ

 

แม็คยื่นมือไปวางบนศีรษะของเพื่อนทั้งสองเป็นการหยุดเหมือนกดสวิตถ์    “เป็นแบบนี้ล่ะดีแล้ว  ไม่งั้นคนอื่นก็ยิ่งเชื่อเรื่องที่พวกผู้ใหญ่พูดกันน่ะสิ”    คำพูดของพวกผู้ใหญ่มักจะซึมผ่านมาสู่เด็กๆเสมอ…  ซึมลึกลงไปในความคิดทีละเล็กทีละน้อย

 

ผู้ใหญ่ทั้งหลายชอบพูดกันว่าบ้านของพวกเรา

คือบ้านที่ผูกขาดการเป็น “อัศวิน” เอาไว้

 

                Sardine  Mackerel และ Thunnas  เป็นตระกูลที่ลูกหลานในแต่ละรุ่นแต่ละสมัยต่างได้เป็นอัศวินของราชวงศ์   และการได้เป็นอัศวินนั้นคือความภาคภูมิใจของผู้คนในอาณาจักรแห่งนี้    การจะหาเพื่อนเล่นวัยเดียวกันบางครั้งจึงกลายเป็นเรื่องยาก  ทั้งๆที่แต่ละคนยังไม่คิดเรื่องจะดำเนินตามรอยนั้นหรือเปล่า   และเด็กทั้งสามก็ไม่ควรจะเป็นเพื่อนกันเสียด้วยซ้ำ….

 

ทุกเรื่องที่พ่อแม่ชอบพูดเป็นเรื่องน่าปวดหัว

พวกเขาไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกในตอนนี้

 

                “อัลไปล้างตัวเถอะ เลอะทรายไปหมด”   เด็กชายผมสีเงินดึงให้เด็กที่ตัวเล็กกว่ายืนขึ้นและพาไปที่ทะเล  สองมือกวักใช้น้ำทะเลนั้นเพื่อชำระล้างกายที่เปื้อนทรายไปทั้งตัว

 

เด็กน้อยตาฟ้าแผดเสียงทันที    “กี่รอบๆก็ลงเอยแบบนี้ทุกที!”   โดนฝังจมทรายแล้วก็ลงทะเลไปล้างตัว   ช่างเจ็บแล้วไม่จำเหลือเกิน ทำไมต้องยอมโดนแกล้ง!

 

“ถ้าดีนโดนรุมบ้าง  ฉันก็ไม่คิดว่าดีนจะรอดจากการโดนยำหรอกนะ ฮ่ะๆ”   แม็คยิ้มแย้มแต่พูดจาแทงใจดำตยฟังยิ่งนัก….

 

ดีนมองเพื่อนเพื่อนทั้งสองด้วยสีหน้าบูดบึ้ง  อัลมักจะโดนแกล้งบ่อยๆเพราะเป็นลูกชายของบ้าน Thunnus  ตระกูลที่หยิ่งยโสจนคนข้างบ้านก็ยังทนเป็นมิตรด้วยไม่ได้  แต่ตระกูลทูนนัสนั้นมีความแข็งแกร่งทางร่างกายและความสามารถในการต่อสู้ที่มาตามสายเลือด

 

ซึ่งนั่น….หาได้มีในตัวของอัล…หรือว่าอัลบาคาเรสไม่…  หรืออาจจะมี ก็ไม่รู้เหมือนกัน….  ที่แน่ๆเขามักจะเป็นคนออกโรงช่วยเจ้าตัวมาจากกลุ่มเด็กเกเรเสมอๆ   เช่นดียวกับแม็ค… แม็คคอย  เพื่อนที่อายุมากกว่า 1 ปีซึ่งมักจะเป็นฝ่ายห้ามทัพอยู่เสมอๆ   แม้จะดูสงบเสงี่ยมเป็นพี่ใหญ่  จริงๆก็เก่งเรื่องการต่อสู้ไม่น้อย…

 

สองคนนั้นเหมือนพี่น้อง แต่เป็นพี่น้องกันไม่ได้…

 

งงมั้ย…. เขาก็งงเรื่องที่พ่อแม่บอกเหมือนกันนั่นล่ะ…  เรื่องบางเรื่องเด็กคงไม่มีทางเข้าใจ  แต่ที่แน่ๆ….

 

“ดีน  ดูสิวันนี้น้ำทะเลลงจนมองเห็นก้อนหินตรงนั้นด้วย”   เด็กชายผมสีชมพูชี้ไปทางโขดหินที่ถูกคลื่นซัดเสียจนกลมมนกลางทะเล  บางวันน้ำทะเลก็ลดลงจนสามารถเดินไปตรงนั้นได้

 

มองเพื่อนที่โดนแกล้งจนถึงเมื่อกี้แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ    ที่แน่ๆ….  ผู้ใหญ่จะพูดอะไรสอนอะไร….    “หิวแล้ว!  เดี๋ยวไปหาอะไรกินกันเหอะ!”

 

พวกเราก็เป็นเพื่อนกันนั่นล่ะ

 

เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินยืนโบกมือให้เพื่อนสนิททั้งสองคนหันมาสนใจ   มือลูบท้องอย่างโหยหิว   ดวงตาสีดำสองคู่นั้นมองกลับมาและอมยิ้ม   โวยวายเองเหนื่อยเองหิวเองครบทุกอย่าง   แล้วทั้งคู่ก็เดินขึ้นจากทะเลที่มีคลื่นซัดเข้ามาเพื่อกลับไปหาเด็กใจร้อนคนนั้น

 

ดีน แม็คคอย อัลบาคาเรส  เด็กชายทั้งสามคน

คือกลุ่มเด็กน้อยที่ยังไม่มีเป้าหมายอะไร…

 

ยังไม่รับรู้ถึงอนาคตที่ควรจะเดินไป  ยังไม่รับรู้ว่าความขัดแย้งของดินแดนทั้งสามอย่างถ่องแท้  เป็นเพียงกลุ่มเด็กๆที่ใช้ชีวิตร่วมกันผ่านไปวันๆ

 

….โดยยังไม่ล่วงรู้ถึงจุดเปลี่ยน….

 

ห่างออกไปยังตัวเมืองที่พลุ่กพล่านไปด้วยผู้คน  เสียงระฆังดังกึกก้องมาจากทางหอนาฬิกาทรงโบราณที่ตั้งอยู่ใจกลางของน้ำพุลานกว้าง   ชายและหญิงหลากหลายวัยเดินสวนกันไปสวนกันมา  บางคนถือถุงกระดาษใส่อาหารหอบหิ้วไว้ในวงแขน   บางคนก็เดินถือกระเป๋ารีบร้อนไป

 

ท่ามกลางภาพชาวเมืองที่ดูแสนธรรมดากลับมีคนสองคนที่ไม่เข้ากับภาพยืนอยู่   คนหนึ่งร่างสูงโปร่งอายุไม่มากแต่งกายด้วยชุดสูทสีดำหางยาวคล้ายกับพวกพ่อบ้าน  ผมสีทองอร่ามนั้นหวีเสยไปด้านหลังดูดีเข้ากับใบหน้าที่เจ้าเล่ห์อยู่ไม่น้อย  เรียวปากคมนั้นมักจะคลี่ยิ้มบ่อยครั้งที่มีหญิงสาวเดินผ่านไปมา…  แต่ที่ชายหนุ่มสนใจคือวัตถุดิบทำอาหารในมือพวกเธอตะหาก….

 

อีกคนนั้นมีร่างกายที่เล็กกว่าเพียงเลยช่วงเอวของคนข้างๆ  ทั้งใบหน้า เส้นผม ดวงตา และร่างกายถูกปกปิดด้วยเสื้อคลุมสีน้ำตาลมีฮู้ด   มือที่โผล่พ้นมาจากขอบผ้านั้นเล็กเรียวบ่งบอกว่าเป็นเด็กผู้หญิงซึ่งมีผิวพรรณดีไม่น้อย  สีผิวขาวนวลคล้ายกับไม่โดนแดด….

 

“ราล์ฟ…. พวกเราแอบออกมาแบบนี้ไม่เป็นไรจริงๆเหรอ?”    เสียงใสเปล่งถามชายในชุดสูทสีดำคล้ายพ่อบ้านข้างกาย

 

“ไม่เป็นไรหรอก  ถ้าออกมากับฉันก็ไม่เป็นไรอยู่แล้ว”  ชายผมสีทองเบี่ยงดวงตาสีเขียวมามองพลางแย้มยิ้ม   ในคำพูดนั้นแฝงความหมายหลากหลาย

 

คล้ายกับว่าคนฟังแอบถอนใจอยู่ใต้ฮู้ดนั่น   “ฉันจะเชื่อนะ”   พยายามจะเชื่อว่าจะไม่มีเรื่องอะไรตามหลัง  ถึงแม้มันน่าจะมีอยู่แล้วก็เถอะ…. การที่เธอออกมาแบบนี้โดยไม่ได้ขออนุญาต

 

“แล้วคุณหนูตัวน้อยอยากไปไหนกันล่ะ”   ยังถามไม่ทันจบร่างเล็กๆของเด็กคนนั้นก็ก้าววิ่งออกไปโดยไม่รอ   ดวงตาสีเขียวจ้องมองอย่างอึ้งๆ  มองแล้วเหยียดยิ้มสบายอารมณ์ไม่เดือดร้อนอะไร

 

“งั้นเราก็รอแถวนี้ก็แล้วกัน  มีอะไรให้สนใจอีกเยอะ”   ชายผมทองในชุดคล้ายพ่อบ้านหันมองไปยังร้านขายอาหาร    บางอย่างนั้นน่าสนใจกว่าการดูแลเด็กน้อยที่ไหว้วานมา

 

ต่อให้เธอคนนั้นเป็นคนสำคัญของดินแดนนี้….

 

เส้นทางเดินในย่านการค้าของอาณาจักรโครเมียมมีลักษณะเหมือนใยแมงมุมที่เชื่อมต่อกันเป็นบล็อกๆ   กลุ่มเด็กชายสามคนเดินถือสาหร่ายแผ่นกินเป็นขนมทานเล่น   ยามเดินเรียงกันสามคนแม็ค ดีน และอัลช่างเหมือนการเดินเรียงตามลำดับไหล่จากซ้ายไปขวา…

 

ร้านขายอาหารที่เรียงรายสองข้างทางส่วนใหญ่ทำอาหารจากสาหร่าย ชวนให้ครุ่นคิดว่าเป็นอาหารหลักของชาวเมืองคล้ายกับพวกข้าวสวย  วิถีชีวิตของชาวเมืองก็ช่างเรียบง่าย  และเมื่อมองผ่านออกไปไกลก็จะเห็นกำแพงปราสาทขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่พำนักของคนในวัง

 

อาณาจักรโครเมียมเป็นเหมือนเกาะรูปวงกลมที่แบ่งออกเป็นพื้นที่ต่างๆ โดยมีปราสาทขนาดยักษ์อยู่ตรงกลาง  พื้นที่ตรงนี้นับเป็นตลาดการค้าในเมืองแห่งหนึ่ง   ตลาดของกินใกล้ชายหาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ   แสงแดดในช่วงบ่ายนั้นช่างเจิดจ้า

 

“ร้อนชะมัด….  ปีนี้อากาศร้อนจัง….”   ดีนใช้สาหร่ายแผ่นในมือแทนพัด  แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะทั้งบางทั้งเล็ก  ได้แต่กลิ่นมาแตะจมูก

 

“มันก็ปกติเหมือนปีที่แล้วไม่ใช่เหรอ”  แม็คแย้มยิ้ม  อากาศของดินแดนที่อยู่ใกล้ทะเลมักจะเป็นแบบนี้   ไม่มีหิมะตกเหมือนดินแดนทางใต้

 

อัลผงกศีรษะน้อยๆ  “ผมก็คิดว่าเหมือนปีที่แล้วเหมือนกัน”    สิ้นประโยคเด็กชายผมน้ำเงินก็หน้าบูดที่ไม่มีคนเข้าข้าง  สองคนนั้นเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

 

“ไม่เข้าข้างกันเลยนะ อัลปาก้า!”   คนโดนเปลี่ยนชื่อสะดุ้งและหน้ามึน…  อัลปาคาเรสกลายเป็นอัลปาก้าไปอีกแล้ว….  สัตว์ในเทพนิยาย(?)

 

“ผมไม่ใช่อัลปาก้าซักหน่อย…….”   อัลปาก้าเป็นสัตว์ในเทพนิยาย  ร่างกายมีขนปุกปุยนุ่มนิ่ม  ออกจะคล้ายแกะแต่ก็มีคอที่ยาวกว่า  มีตำนานบอกว่าเป็นสัตว์ที่หญิงสาวมากมายหลงใหล  เพราะความดูเป็นมิตรและนุ่มนิ่มของมัน…  ไม่น่าจะเป็นคำชมหรอก….

 

“ถ้าฉันยังต้องดูแลนาย นายก็คืออัลปาก้า”  ดีนยืนยันไม่เปลี่ยนชื่อใหม่   เด็กหนุ่มผมชมพูเริ่มสลดใจจนคนที่เหมือนพี่ชายต้องตบบ่า

 

แม็คคอยหยิบสาหร่ายแผ่นจากในถุงส่งให้ทั้งสองคนอีก   “ฉันว่าจะถามหลายครั้งแล้ว   พ่อแม่ของพวกนายเริ่มพูดเรื่องเป็นอัศวินบ้างรึยัง?”

 

เด็กหนุ่มที่ร่างกายเล็กที่สุดผงกศีรษะตอบ   “พี่ชายของผมก็ได้เป็นอัศวิน  แต่ผมยังไม่คิดถึงเรื่องนั้นเลย…..”

 

“แล้วนายล่ะดีน?”  เพื่อนผมเงินหันมอง   ตระกูลของทั้งสามเป็นอัศวินมาทุกยุคทุกสมัย  ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องคิดถึงเรื่องนั้น….

 

ดวงตาสีฟ้าหรี่คล้ายกับไม่อยากคิดถึง   “พูดมาตั้งแต่เกิด   แต่ก็ไม่รู้สิ อะไรก็ได้อ่ะ….”  เหมือนเป็นชะตากรรมที่ต้องไปตามนั้นอยู่แล้ว…

 

คนที่เป็นเหมือนพี่ชายของกลุ่มฟังคำตอบของน้องชายทั้งสองพลางครุ่นคิด   การเป็นอัศวินก็เหมือนทางเดินบังคับของทั้งสามคนอยู่แล้ว.. ไม่ใช่เพียงแค่ทั้งสามคน  แต่มีลูกหลานของบ้านหลายตระกูลที่อยากจะเป็น  การได้เป็นอัศวินของราชวงศ์อันทรงเกียรติ….

 

….ไม่มีแรงบันดาลใจอะไร…ที่เป็นความฝัน….

                เด็กชายทั้งสามพร้อมด้วยสาหร่ายแผ่นเดินย่ำไปตามทางเดินเรื่อยๆจนกระทั่งสาหร่ายหมดถุง   อาการหิวน้ำก็ตามมาติดๆเหมือนโรคติดต่อ    “ไปหาน้ำกันเถอะ”   เริ่มมองหาแท่นน้ำพุเล็กๆสำหรับบริโภคซึ่งมีกระจัดกระจายอยู่ในเมือง….

 

แต่จู่ๆกลับมีบางอย่างวิ่งพุ่งเข้ามาหาราวกับฝั่งนั้นไม่มองทาง   ดวงตาทั้งสามคู่มองเห็นเพียงแค่อะไรบางอย่างสีน้ำตาลๆ…..  “เฮ้ย!”

 

พลั่ก!!!!

 

รู้ตัวอีกทีก็โดนชนไปเต็มรัก   ดีนที่โดนกระแทกลงไปนั่งกองกับพื้น  โดยมีตัวปริศนา(?)ในเสื้อคลุมฮู้ดสีน้ำตาลที่พุ่งมาชนล้มลงไปอยู่ข้างๆ     ส่วนอีกสองคนที่หลบทันยืนมองและหันมองซ้ายทีขวาทีว่าควรจะช่วยอะไรก่อน    และยังไม่ทันจะช่วยคนโดนชนก็รีบหันไปมองอีกคนทันที

 

ทั้งท่าจะหันไปโวยวายว่า  แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายล้มคะมำก็เปลี่ยนท่าที    “เป็นอะไรรึเปล่าน่ะ!?”  มือขวาจับส่วนที่น่าจะเป็นแขน

 

“……ม…ไม่เป็นไร  ขอโทษด้วยนะ….”   เสียงใสๆที่เปล่งออกมาจากผ้าคลุมสีน้ำตาลบ่งบอกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้หญิง  ฮู้ดที่ปิดคลุมไม่เห็นเห็นใบหน้าได้ง่ายทำให้เดาไม่ออกว่าฝ่ายตรงข้ามหน้าตาแบบไหน

 

“ลุกขึ้นก่อนเถอะทั้งคู่นั่นล่ะ”   แม็คและอัลเข้ามาประคองทั้งสองคนให้ลุกขึ้น    นอกจากเปรอะฝุ่นตอนล้มก็ไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ

 

เด็กชายทั้งสามจ้องมองเด็กหญิงลึกลับเป็นจุดเดียวกัน   อาการมองจ้องอย่างสงสัยพาให้เธอที่ถูกมองรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด…  ในใจก็นึกกังวลว่าตัวเองทำอะไรแปลกๆหรือเปล่า   เสียงมิกล้าผ่านลำคอถามออกไปว่าทำไมถึงได้จ้องกันนัก….  มือเล็กๆนั้นรีบดึงฮู้ดให้ปิดหน้ายิ่งกว่าเดิม

 

“ฉันขอตัวก่อนนะ”  ร่างกายเล็กๆที่ถูกคลุมไปหมดตั้งท่าจะเดินผ่าน   ท่าทางก้มหน้าก้มตาช่างน่าสงสัยเกินไป  กระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็น

 

จนกระทั่งอีกฝั่งสงสัย   “ใส่ฮู้ดปิดหน้าปิดตาแบบนั้น  เดี๋ยวก็เดินชนวิ่งชนอีกหรอก”   เจ้าเด็กผมสีน้ำเงินผู้กล้าหาญยื่นมือไปจับฮู้ดนั่น

 

“เดี๋ยวๆ อย่า!”   มือเล็กผิวขาวพยายามดึงไม่ให้เปิด  ยิ่งทำยิ่งมีพิรุธว่าปิดบังอะไรเอาไว้    เด็กชายผมเงินที่สงบเสงี่ยม และผมชมพูที่ดูไม่น่าจะมีพิษมีภัยแทนที่จะช่วยห้ามเพื่อนกลับยืนนิ่ง….  เพราะพวกเขาก็สงสัยเช่นกันแต่ไม่กล้าทำแบบนั้น…

 

ยิ่งปัดป้อง ดีนก็ดึงฮู้ดนั่นออกเพื่อเผยใบหน้าที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้ามทันที  เด็กหญิงพยายามจะปิดก็ไม่ทัน….  เผยให้เห็นเส้นผมสีเทาเข้มยาวและนัยน์ตาสีเดียวกัน…  เด็กชายทั้งสามกระพริบตาปริบๆปานตกอยู่ในความคิดว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่าง…..

 

“เธอ……….”   วันนั้นเป็นวันที่มีแสงแดดเจิดจ้า…..

 

การที่พวกเราได้พบกับเธอในวันนั้น….

เส้นทางบางอย่างได้เปิดออก…..

เส้นทางในอนาคตที่พวกเราเปลี่ยนแปลง

                จักรวาลอันห่างไกลเกินกว่าใครจะล่วงรู้และมองเห็น   โลก C.A.N Universe ที่พวกเราอาศัยอยู่ วันนั้นเป็นวันที่มีแสงแดดเจิดจ้า  เป็นวันๆหนึ่งที่ดูเหมือนไม่มีอะไร   แต่การพบกันในเมืองของพวกเราทั้งสี่   ณ ดินแดนกลางมหาสมุทรสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น  ได้นำพาให้พวกเราไปสู่เส้นทางของการเป็นอัศวิน

 

เรื่องราวนี้คือสายสัมพันธ์ของปลาทั้งสามในกระป๋อง

——————————–

Free Talk : ออริที่หาข้อมูลมาพักใหญ่ๆค่ะ เพราะว่าอยากจะลองทำลายอาถรรพ์ออริของตัวเอง แล้วได้ธีมมาจากปลากระป๋อง… จ้องปลากระป๋องมาสามสี่เดือนแล้วเพื่อหาข้อมูลมาเป็นนิยายอันนี้ค่ะ 55555

ตัวเอก 3 + 1 คน ชาย 3 คน หญิง 1 คน และอาจจะมีผู้หญิงแค่คนเดียว กรรม….. ช่วงแรกยังเป็นเรื่องตอนเด็กๆอาจจะอีกแค่ตอนเดียวไม่ก็สอง แล้วแต่ความยาวของตอน หลังจากนั้นจะเป็นช่วงโตแล้วค่ะ คาแร็กเตอร์อาจจะพลิกก็เป็นได้…..

อธิบายศัพท์ในเรื่องเล็กน้อย สัญลักษณ์ในเรื่องส่วนใหญ่เอามาจากข้อมูลจริงๆที่มาจากปลากระป๋องค่ะ

point ที่ 1 : ดินแดนทั้งสาม ถ้าอ่านข้อมูลเรื่องของกระป๋องโลหะที่นำมาบรรจุอาหารกระป๋องหรือเครื่องดื่ม จะมีกระป๋องอยู่สามประเภทใหญ่ๆค่ะ เรายกตรงนั้นมาใช้ ตามเรื่องเลย แบบแรกส่วนใหญ่ไว้บรรจุเบียร์ อย่างที่สองเป็นพวกน้ำอัดลม และอย่างที่สามเป็นพวกอาหารทะเลค่ะ

ซึ่งจริงๆมีพวกดีบุกอีก… แต่เพื่อไม่ให้สเกลใหญ่ไปมากกว่านี้ แค่นี้ก็แทบไม่ได้ใช้(?) ก็เลยยกมาแค่นี้ สามารถหาข้อมูลอ่านเพิ่มได้จาก Google นะคะ
point ที่ 2 : ชื่อของตัวเอกสามคน ชื่อมาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาสามชนิดค่ะ ดีน มาจากซาดีน ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Sardina pilchardus ซึ่งตรงนี้จะมีพูดถึงบ้านดีนต่อไปในอนาคตตอนข้างหน้า เป็นตัวเอกที่วางได้ตั้งแต่แรกว่าให้ซาดีนนี่แหละเป็นหลัก…. (และเป็นเคะ เอ๊ะ?)

ส่วนแม็ค มาง่ายๆเลย… แม็คคอย แมคคอเรล ปลาแมคเคอเรลไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์เพราะมันเป็นชื่อเรียกรวมๆ ซึ่งตรงนี้จะมีอธิบายต่อไปเรื่องของแมคเคอเรลในเรื่อง

ส่วนอัล Thunnus Albacares เอาชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาทูน่าพันธุ์ที่ใช้ทำปลากระป๋องมาเต็มๆไม่มีดัดแปลงเลย 555 ความสัมพันธ์กับแมคเคอเรลจะมีอธิบายต่อๆไปในนิยายอีกเช่นกัน ศึกษาเรื่องของอีปลาสองชนิดนี้แล้วมันก๊าวมากมาย(?)

ลักษณะทางกายภาพโดยรวมอย่างสีผม ก็อ้างมาจากตัวปลาค่ะ เจ้าหญิงสตีล(?) ตอนหน้าจะพูดถึงโดยละเอียดก็แล้วกัน
เรื่องราวของปลากระป๋องคงมีอธิบายกันไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นการตีความเรื่องจริงให้มันกลายเป็นเรื่องพิสดารในนิยายเรื่องนี้ TTvTT เสื่อมๆไปนิดก็ทำใจนะคะ….ฮา……….. #ขุดหลุมหนีไป

 

ปล. มันไม่ใช่นิยายรักสี่เส้าของชายสามหญิง 1 หรอกนะ มันอาจจะพลิกโผก็เป็นได้
(ตั้งใจจะให้เป็นโชเน็นไอไม่ใช่เรอะ)

ปล2. จริงๆชื่อเรื่องคือตั้งชั่วคราว…………

 
2 ความเห็น

Posted by บน 02/24/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[Novel] C.A.N Intro (ชื่อชั่วคราว)

  1. 1412

    02/25/2014 at 2:49 PM

    แนวเรื่องแหวกมากค่ะ พี่อายะ 555555 จะติดตามนะตะ ^++++^

     
  2. bibib

    02/26/2014 at 12:19 PM

    โหหหห พี่อายะคะ เรื่องนี้แหวกแนวมากค่ะ ตอนแรกอ่านนี่ตึ้บกับชื่อปลา คงต้องไปหาปลากระป๋องมาส่องๆดูบ้างแล้ว เผื่อจะเพิ่มอรรถรสในการอ่าน #ผิด
    จะติดตามนะคะ แลดูน่าสนุก #ของพี่อายะก็สนุกทุกเรืื่องอะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: