RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 27

27 ก.พ.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

 

ภาพลักษณ์ของผู้ชายคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้นเป็นอย่างไร?

                หากสอบถามผู้หญิงโดยทั่วไปแล้ว  นักศึกษาคณะวิศวกรรมนับเป็นคณะที่สาวๆชื่นชอบเป็นอันดับต้นๆของเหล่าคณะในมหาวิทยาลัย   เหตุผลน่ะเหรอ?   คณะนี้เป็นคณะที่มีผู้ชายที่วางใจได้ว่าเป็นผู้ชายแน่ๆอย่างน้อย 80% และมีจำนวนผู้ชายมากแทบจะที่สุด   รวมไปถึงผู้ชายใส่เสื้อช้อปนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดผู้หญิงแม้จะมีภายนอกที่ดูนิสัยห่ามๆ  กระทั่งนิยาย Boy Love ยังจะมีผู้ชายจากคณะนี้เป็นพระเอกหรือนายเอกอยู่เสมอๆ

 

ผู้ชายวิศวะในเรื่องนี้นั้นเป็นคนหล่อเสียของ

แต่ก็เป็นผู้ชายที่ดีจนสาวๆแย่งกันเองแล้วน่าเสียดาย

ตอนที่ 27 :  ความรู้สึกพิเศษเกิดขึ้นได้เหมือนการเพิ่มราคาอาหารขึ้นมาอีก 5 บาท

 

นับจากวันที่คนสองคนตกลงคบหาดูใจกัน  จากวันนั้นก็ผ่านไปได้ 1 สัปดาห์กว่าๆ เข้าไปแล้วกับการที่หนุ่มหล่อเสียของไม่ได้มีสถานะโสดสนิทรักคุดทั้งที่ไม่ได้มีคนเมิน  วันเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอกหักที่ยาวนานต่อเนื่องกว่า 6 ปี

 

เช้าวันศุกร์  ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ    ห้องพักอาจารย์ภาควิชาคอมพิวเตอร์อยู่ในความเงียบงันอันแสนตึงเครียด  ภายในห้องมีนักศึกษาชายผมสีน้ำตาลอ่อนปลายสีเข้มเหมือนยาย้อมผมหมดกลางคันนั่งมองพื้น   ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาแต่งกายสบายๆไม่เหมือนอาจารย์ก็นั่งมองเอกสารสีขาวในมือพลางครุ่นคิดหนัก

 

จัน สะกิดใจเหลือบมองอาจารย์นนท์เป็นระยะๆ   ยิ่งอีกฝ่ายเงียบเขาก็ยิ่งรู้สึกกดดันอย่างประหลาด  ในที่สุดชายผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็เงยหน้าขึ้นจากกระดาษขาวและจ้องนักศึกษากลับ…   เด็กหนุ่มเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง  ลำคอแห้งผากหวาดหวั่น….

 

“โอเค ผ่าน  ถ้าอยากทำโปรเจ็คจบเรื่องนี้ก็โอเค”  ชายจัน สะกิดใจกำหมัดแน่นแสดงความดีใจที่เริ่มเก็บไม่มิดทางสีหน้า   กระโดดกอดอาจารย์ได้คงโดดกอดไปแล้ว!!

 

Final Project Thesis  IS  เหล่างานชิ้นสุดท้ายของปี 4 ล้วนแต่เป็นชิ้นงานชี้ชะตาชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยว่าจะรุ่งหรือจะร่วง  จะต้องเข้าปี 5 หรือจะได้รับปริญญาที่ใฝ่ฝัน  การเตรียมความพร้อมเข้าหาอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่เริ่มมีไอเดียนับเป็นการเตรียมการที่ดี

 

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนเริ่มวางแผนในใจเรื่องการไปบนกับพระประจำมหาวิทยาลัย ไม่ก็ศาลเจ้าชื่อดังทั้งหลาย.. แต่ความคิดต้องสะดุดเมื่ออาจารย์ชวนคุยเสียก่อน   “จะไม่เปลี่ยนใจทีหลังแน่?”   อาจารย์นนท์ชี้กระดาษถามความแน่ใจจากคนตรงหน้า

 

เดือนคณะผงกศีรษะตอบ  เขาไม่มีความลังเลอะไรอยู่แล้วในเส้นทางเรียน…  กระทั่งเข้าเรียนกำแพงกุหลาบแบบทิ้งโควต้ามหาวิทยาลัยกำแพงสีดาเขายังทำมาแล้ว… เพียงเพื่อจะมาตามอลิน แย้มเก้อ    “ไม่เปลี่ยนครับ  เรื่องทุนที่อ.ไปถามมาให้มันก็จังหวะดีกับเรื่องโปรเจ็คด้วยครับ”

 

อาจารย์ที่ปรึกษามองใบหน้าอันจริงจังของเจ้าเด็กหล่อเสียของ   ตั้งแต่แรกที่อีกฝ่ายมาถามเรื่องของทุนเรียนต่อ  แรกเริ่มเขาคิดว่าสุดท้ายเด็กหนุ่มก็น่าจะเปลี่ยนใจเพราะเรื่องรักคุดที่นี่  แต่กลับไม่เปลี่ยนอย่างผิดคาดยิ่งนัก    นักศึกษาตัดสินใจแบบนั้น  คนเป็นอาจารย์ก็ได้แต่สนับสนุน

 

“ดีๆ  เป็นวัยรุ่นก็ทำซะให้เต็มที่ที่อยากจะทำ  ตอนทำงานไม่ได้ทำมากนักหรอก”  ยิ่งแต่งงานมีครอบครัวก็ยิ่งมีภาระพันผูกไม่ให้ทำหลายๆเรื่อง

 

สองมือนักศึกษายกขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม     “ขอบคุณครับ!   ผมจะพยายาม!”   เรื่องความรักอาจจะไม่ได้ดีเด่เหมือนคนอื่นเขา  แต่เรื่องเรียนถือว่าเป็นระดับต้นๆของคณะนั่นล่ะ

 

พระรองมักจะมีคุณสมบัติคือหน้าตาดี การเรียนไม่ก็การงานดี นิสัยดี

แต่นางเอกหรือนายเอกไม่เอา… เสียอยู่แค่นี้แค่นั่นล่ะ

                ถ้าโชคดีก็จะได้เป็นพระเอกของเรื่องใหม่  ถ้าโชคน้อยลงมาอีกนิดก็ได้เป็นฝ่ายรับคู่กับตัวเอกคนใหม่   และเรื่องนี้ก็เหมือนกัน  ย้ำกันในตอนที่ 27 ว่า นายจัน สะกิดใจเป็นพระร๊องรองที่กลายเป็นนายเอกของเรื่องแนว Boy Love ไปโดยสมบูรณ์แบบแล้ว

 

นนท์มองลูกศิษย์ที่มุ่งมั่วเสียเหลือเกินก็ไม่อยากขัดใจ  ครั้นจะถามเรื่องเรียนอีกก็คงไม่มีปัญหา  อาจารย์หนุ่มจึงถามเรื่องอื่นแทน   “ได้ยินว่าช่วงนี้อัศวินมาหาทุกวันเลยนี่”   คนฟังถึงกับสำลักน้ำลาย

 

“อ…อะ…..อาจารย์ไปรู้มาได้ยังไงนั่น!!”   หรือคนที่ยังไม่ใช่แฟนของเขาจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้เพื่อนเก่าฟัง  นี่เป็นคนแบบนั้นเรอะ!?

 

“ทำไมจะไม่รู้  เขาลือกันไปทั่วคณะแล้วว่านายเจอกับหนุ่มใหญ่ผมบลอนด์แทบทุกวัน  นายเป็นเดือนคณะลืมไปแล้วเรอะ”  จันเหมือนโดนย่อส่วนให้กลายเป็นกระต่ายเกาะเก้าอี้…   นี่เขาโดนลือกันไปถึงไหนๆแล้วเนี่ย!!

 

“บ้าจริง….ทุกคนจะรู้เรื่องกันหมดแล้วเรอะนี่…..”   เด็กหนุ่มปากสั่นมือสั่นในท่าทางอันน่าขัน  ต่อให้ไม่รู้เขาก็รู้กันทั่วว่านายเป็นเกย์ไม่ใช่เรอะ….

 

อาจารย์ที่ปรึกษาไม่ปลอบใจอะไรนอกจากถอนหายใจ  ในที่สุดประวัติเดือนคณะวิศวกรรมก็ไม่ด่างพร้อยเสียที  ไม่เคยมีปีไหนที่เดือนคณะจะอยู่ครองตัวเป็นโสดได้  จะคบกับผู้ชายหรือผู้หญิงก็ช่างมันเถอะ  ไม่รักคุดก็พอ… มิฉะนั้นหนุ่มๆในคณะคงเสียขวัญ

 

“เริ่มๆคบใครบ้างก็ดีแล้ว แล้วนายพูดเรื่องเรียนกับอัศวินบ้างรึเปล่า?”   เรื่องสิ่งที่จะทำต่อไปนี้  ควรจะบอกกับคนที่คบหากันบ้าง อย่างน้อยบอกนิดๆก็ยังดี

 

จันนั่งอึ้ง   เริ่มครุ่นคิดหนัก  “ไม่ได้พูดอะไรเลยครับนอกจากเรื่องไปฝึกงาน…..”  เพราะครั้งหนึ่งเคยปฏิเสธความหวังดีเรื่องจะไปฝึกงานที่บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน

 

เพื่อนเก่าของประธานผู้นั้นยิ่งนิ่งมอง    “อัศวินมาเจอคนแบบนายสักทีก็ดีเหมือนกัน”  ช่างเป็นคำพูดที่น่าคิดหนักเสียเหลือเกิน

 

“นั่นเป็นคำชมหรือเปล่าครับ……?”   นนท์ไม่ยอมตอบ  เจ้าคำพูดที่เหมือนติเตียนคนได้สองคนพร้อมกันจึงช่างเหมือนคำด่ามากกว่าคำขม…  คนแบบเขามันทำไมกันเล่า….

 

กับพ่อแม่ บางครั้งก็ไม่ได้บอกหมดทุกเรื่อง กับเพื่อนก็พอกัน กับคนที่เกือบจะเป็นแฟนก็แบบนั้นล่ะ  หลายๆเรื่องไม่จำเป็นต้องรายงานไปเสียหมดว่าตั้งใจจะทำอะไร… เพราะอย่างไรชีวิตก็ยังเป็นของเขาเสียครึ่งหนึ่งอยู่ดี   เขายังคงมีอิสระ….ล่ะมั้ง….

 

เพราะพวกเราไม่ใช่แฟนสักหน่อย…..

 

“เธอมีอะไรปิดบังฉันอยู่รึเปล่าน่ะจัน?”

 

เปลี่ยนฉากอย่างรวดเร็วเหมือนตัดฉากและตัดต่อแบบไม่พักโฆษณา  ณ ร้านอาหารอินเดียแห่งหนึ่งในระแวกถนนพระอาทิตย์  ขณะนี้เวลา 12.00 น.   เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มนั่งถือช้อนอ้าปากค้าง   เม็ดข้าวร่วงหล่น…

 

ชายผมสีบลอนด์ที่ปลีกเวลาจากบริษัทมากินข้าวกับคนที่คบหามองจ้องและตักมะตะบะใส่จานให้    คนมีชนักติดหลังเริ่มอึกอักก่อนจะโวยวายใส่   “ผมจะไปปิดบังอะไรล่ะครับ!?”   ช่างมีพิรุธเสียเหลือเกิน….

 

อัศวินหัวเราะเบาๆ  อาการแบบนั้นมันคนมีเรื่องปิดบังชัดๆ   “มีหลายเรื่องล่ะที่เธอไม่ยอมพูด  อย่างน้อยก็เรื่องที่ว่าเธอตกหลุมรักฉันเต็มหัวใจรึยัง”   เด็กหนุ่มเกิดอาการกลืนข้าวไม่ลงขึ้นมา….

 

สำหรับอัศวิน สมิงห์ ประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน  ถึงแม้เจ้าตัวจะไปมาหาสู่ คอยมาดักเขาที่มหาวิทยาลัยทุกวี่วัน  จากวันนั้นที่เกิดเหตุการณ์พลั้งพลาด  ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็อยู่ที่ลองคบหากันเพื่อศึกษานิสัยของอีกคนดีๆอยู่

 

นาฬิกาข้อมือที่สวมใส่ไว้ทั้งที่อยากจะถอดเป็นตัวบ่งบอกความสัมพันธ์อย่างดี   “คุณรีวัลย์ไม่ว่าเอาเหรอครับที่คุณอัศวินออกมาแบบนี้”   ชายคนนั้นซึ่งเป็นคนรักของเพื่อนสนิท

 

“ไม่ว่าหรอก  พวกเราเริ่มสลับกันน่ะ ว่าวันไหนใครจะออกไปตอนเที่ยง”   เป็นคำพูดพร้อมรอยยิ้มที่มองแล้วเอือมอย่างบอกไม่ถูก  ผู้บริหารบริษัทช่างทำเรื่องส่วนตัวก่อนงานที่ต้องทำ

 

“ไม่ต้องมาตอนเที่ยงบ่อยๆก็ได้ครับ  ผมอยากมีเวลากินข้าวกับเพื่อนๆ”  จัน สะกิดใจฉีกน่องไก่สีแดง  ชายหนุ่มเท้าคางมองตอบ

 

“งั้นฉันจะมากินข้าวเย็นด้วยทุกวัน  ไม่ก็รับเธอไปกินข้าวเย็นด้วย แบบนั้นโอเคสินะ?”   เหมือนตกหลุมพรางของฝ่ายตรงข้ามเข้าอย่างจัง

 

กินมื้อเที่ยงก็เจอหน้ากันตอนกลางวันแล้วก็จบไปแยกย้ายไปเรียนไปทำงาน  แต่มื้อเย็นมีเวลามากว่ามื้อเที่ยง  ไม่มีขอบเขตเวลาบังคับ   เท่ากับว่าใช้เวลาร่วมกันนานกว่า…   “อยากทำอะไรก็เชิญเถอะครับ  ผมรู้ว่าห้ามไปคุณก็โผล่มาอยู่ดี”

 

อัศวินหัวเราะอารมณ์ดี   “เริ่มเดาใจฉันได้แล้วนะ  เริ่มเข้าใจความคิดของฉันแล้วสิจัน”   เด็กหนุ่มหน้าบึ้ง  ยิ่งกว่าเข้าใจเสียอีกเถอะ….

 

นับตั้งแต่วันที่ประกาศว่าเป็นที่สองก็ได้…แต่ให้คบหากันนั้น…

อีกฝ่ายก็ทุ่มเทความรู้สึกมาให้อย่างไม่มีกั๊ก…..

                ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองใบหน้าคมซึ่งมีดวงตาสีฟ้าคราม ผมสีบลอนด์ทอง  มีตีนกาหน่อยๆตามวัย  ท่าทางทุกอย่างดูภูมิฐานไปหมด  ถามว่าเขารังเกียจเหมือนช่วงแรกๆที่รู้จักกันไหม…ไม่สิ  ตั้งแต่กลับมาเจอกันใหม่ในรอบ 6 ปีนั้นน่ะ  เขาก็ไม่ได้เกลียดเหมือนช่วงแรกๆหรอกนะ…

 

แต่ก็บอกไม่ถูกว่าความรู้สึกที่เคยชินกับการที่อีกฝ่ายมาหานั้น  มันจะพัฒนาไปในทางไหน…   “ถ้ายังตามได้ก็ตามไปครับ”

 

มือแกร่งยื่นมาสัมผัสมือข้างที่สวมนาฬิกาข้อมือเอาไว้   เด็กหนุ่มกรอกสายตามองซ้ายขวา…   โต๊ะข้างๆเริ่มจะหันมามองแล้ว!!    “วันนี้วันศุกร์  เย็นนี้ฉันจะมากินข้าวกับเธออีกนะ  แล้วคืนนี้ไปเดทกัน”  เดทตอนกลางคืนแบบที่คนบรรลุนิติภาวะทำได้แล้ว….

 

จันมองหน้านิ่งๆ  แลดูไม่น่าไว้ใจ…. แต่นับจากวันนั้นที่เกิดเรื่อง  คืนวันอาทิตย์ที่กลับจากงานแต่งงานของเพื่อนทางเมล์ซึ่งเป็นแฟนเก่าของฝ่ายตรงข้าม  นอกจากจับมือ  กอด หรือแอบเข้ามาหอมแก้ม…. ประธานหนุ่มก็ไม่เคยล้ำเส้นมากไปกว่านั้น….

 

“…ก็ได้ครับ…. ยังไงวันนี้ผมก็ไม่มีรายงานที่ต้องรีบทำ….”   ยอมตกลงง่ายๆเพราะไม่มีเหตุให้ต้องปฏิเสธ  คนได้คำตอบก็ดีใจและยิ้มออกมา

 

“เลิกงานฉันจะรีบมา  อย่าหนีเอาดื้อๆก็แล้วกันล่ะ”   เสือพูดดักทางของกระต่ายไว้ก่อน   จู่ๆเกิดเปลี่ยนใจใช้เพื่อนบังหน้าขึ้นมา มันก็เป็นไปได้….

 

คนลังเลซึนเดเระนิ่งเหมือนคนโดนจับช่องทางหนีได้   “ไม่หนีหรอกครับ!  ผมมีศักดิ์ศรีและรักษาคำพูด!”  เป็นบางเวลาแล้วแต่สถานการณ์….  หลังเครื่องหมายคำพูดไม่พูดออกไปหรอก มันอยู่ในความคิด

 

“ดีแล้ว  ศักดิ์ศรีเด็กวิศวะ ม.กก.ของเธอน่ะ  ฉันชอบนะ”   ศักดิ์ศรีที่ทำให้กระต่ายหนีไม่รอดเป็นประจำ…   มือแกร่งจากจับมือเปลี่ยนเป็นผสานมือชวนให้ใบหน้าคนโดนจับเปลี่ยนสี…

 

นักศึกษาหนุ่มม.กก.รีบดึงมือออกมา   “เกรงใจโต๊ะอื่นบ้างเถอะครับ!”    ดวงตาสีน้ำตาลกรอกตาไปมาซ้ายทีขวาที   คนโสดโต๊ะอื่น… ไม่สิอาจจะไม่โสดแค่มากับเพื่อนทั้งหญิงและชายจะมองอะไรกันนักหนา….

 

อัศวินหัวเราะเบาๆ   ใบหน้าที่เปลี่ยนสีไปแล้วบ้างจนถึงหูของจัน สะกิดใจช่างน่ามอง  ร่างกายซื่อสัตย์กว่าคำพูดเสียอีก  นี่ล่ะคือซึนเดเระบอยล่ะ   “กินข้าวเถอะ ฉันจะได้พาเธอไปส่งที่มหาลัย  มีเรียนบ่ายสองไม่ใช่เหรอ”  รู้ตารางเรียนซะอีก….

 

“แต่คุณอัศวินเข้างานตอนบ่ายโมงไม่ใช่รึไงครับ?”    ถามย้อนกลับไปยังคนทำงาน   แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจอะไร… ใช่ซี่…. เป็นประธานบริษัท  ประธานบริษัทก็คือกฏอย่างหนึ่งนั่นล่ะ  เขียนขึ้นใหม่เองได้ไม่ต้องสนใจคนอื่น…

 

ทั้งไม่ได้คำตอบทั้งเปลี่ยนเรื่อง   “กินเยอะๆเถอะ  พอเริ่มทำไฟนอลโปรเจ็คกับขึ้นปี 4  เดี๋ยวจะยุ่งจนเอาแต่กินมาม่า”   ต่อให้เห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายตเฉไฉ  กระนั้นแล้วความเป็นห่วงเป็นใยอย่างคนเคยผ่านชีวิตมหาวิทยาลัยมาก่อนก็เป็นเรื่องจริง…..

 

การมีใครสักคนคอยเป็นห่วง คอยกินข้าวด้วยเวลาที่ว่าง  คอยมาสนใจเรื่องของตัวเขาแบบที่ไม่ใช่เพื่อนกัน  มันเป็นอย่างนี้นี่เองสินะ….   นักศึกษาอายุ 21 ปี ซึ่งไม่เคยมีแฟนมาก่อนเพิ่งจะได้รับรู้ถึงความแตกต่างของโสดกับไม่โสด  รวมไปถึงความจริงใจของคนตรงหน้า….

 

ครั้นจะบอกให้คบเป็นแฟนเต็มสถานะ….

เขาก็ไม่จะบอกแบบนั้นออกไปหรอกนะ!!

                ซึนเดเระนั้นจะชอบหรือไม่ชอบ การแสดงออกก็มักจะออกมาคล้ายๆกัน  คือการต่อต้านจิตใจของตัวเอง ไม่ยอมแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา…  การรับมือซึนเดเระก็คือใจเย็นและทำความเข้าใจอาการปากแข็ง ปากหนัก ปากไม่ตรงกับใจนั่น…  ต้องเป็น M ในระดับหนึ่ง….

 

รถยนต์ยุโรปสีดำขลับเคลื่อนตัวเข้ามาจอดห่างๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ตามคำขอร้องของนักศึกษาหนุ่ม   แค่นี้เจ้าหนุ่มในเสื้อช้อปก็แทบเอาอะไรมาคลุมหัวไม่ให้คนข้างนอกสังเกตเห็น   ท่าทางหลบๆซ่อนๆแบบนี้ใครมาเห็นเข้าก็ยิ่งสังสัย    ชายผมบลอนด์ยิ่งเห็นก็ยิ่งขำ  มันช่างเป็นสีสันในชีวิต

 

“ไม่มีคนหรอกน่ะ   นี่ก็ห่างตึกคณะเธอเยอะ  นี่หน้าตึกคณะบริหารแล้ว”   คณะเก่าสมัยเรียนเมื่อหลายสิบปี(?)ที่แล้วของประธานบริษัทสำรวจ

 

“ก็ไม่ได้กลัวใครมาเห็นหรอกครับ….”  ตอบแก้เก้อไม่อยากยอมรับว่ากลัว   ยิ่งเขินก็ยิ่งพูดจาไม่ตรงกับใจ อย่างกับพวกเด็กๆไม่ประสีประสาเรื่องความรัก

 

“ไปเรียนเถอะ แล้วเจอกันตอนเลิกงาน  ฉันจะรีบมาหาก่อนเธอจะหิว”   ยิ้มพลางยื่นมือมาลูบหัวเด็กหนุ่ม  สัมผัสเบาๆที่อ่อนโยน… ไม่มีการคุกคามเหมือนช่วงแรกๆ

 

ถ้านี่เป็นแผนการก็คงเป็นแผนการที่ได้ผล   เพราะมันทำให้คนแข็งๆอ่อนลงได้    “รีบๆกลับไปทำงานล่ะครับ”  จันเปิดประตูรถออกไป   แต่จู่ๆก็หยุด

 

ชายที่คอยจ้องยังคงมอง  “มีอะไรงั้นเหรอ  หรือว่าอยากจะบอกอะไร?”  อัศวินถามแกมหลอกล่อ   ดวงตาสีน้ำตาลเหล่มองหน้า

 

“ไม่เบื่อบ้างรึไงครับ  ที่มาคอยตามผมน่ะ?”   คอยตามเด็กอายุน้อยกว่าที่แลดูเห็นแก่ตัวไม่น้อย…  เขาก็รู้หรอกนะว่าไม่ใช่คนดีสักเท่าไหรหรอก

 

คำถามที่พาให้คนฟังแอบขำ  เรียวปากคมหยักยิ้ม    “ไม่เบื่อเลย  เพราะว่าฉันชอบเธอไปแล้วนี่”  ยิ่งนานวันก็ยิ่งรู้สึกว่าได้อยู่ด้วยกันแล้วสนุกนัก… แตกต่างจากความรักครั้งที่ผ่านๆมา   ความรักแบบผู้ใหญ่ที่อาจไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้นหรือทำให้หัวเราะขำขันมากนัก

 

จันเงียบกริบ  คำตอบไม่น่าแปลกใจเท่าไหร   “….งั้นแล้วเจอกันครับ”   เจ้าหนุ่มในเสื้อช้อปรีบปิดประตูแล้วเดินหนีออกไปห่างๆก่อนที่ใครจะผิดสังเกตเข้า

 

ในที่สุดรถยนต์คันนั้นก็เคลื่อนที่ออกห่างไปแล้วก็จากไป…   ดวงตาสีน้ำตาลมองจนกระทั่งลับสายตาแล้วจึงถอนหายใจออกมา…  การพบกันในแต่ละวันกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว   การฟังคำพูดหวานๆที่ไม่หลอกลวงนั่นก็เป็นเรื่องที่ชินชาไปแล้ว….

 

เริ่มรู้สึกว่าการอยู่ด้วยกันเป็นเรื่องปกติ… นอกเหนือไปจากการอยู่กับเพื่อน    “ฮ่ะ…..เดี๋ยวๆ!! ฉันคิดไม่ได้!!!”   รีบส่งเสียงร้องขัดความคิดตัวเอง

 

การรู้สึกว่าอยู่ด้วยกันก็ไม่แปลกอะไร ก็ดีนะ… มันคือการยอมรับ…

ยอมรับว่าตกอยู่ในถ้ำเสือไปแล้วเรียบร้อย!?

                เห็นเสาใกล้ๆแล้วอยากเอาหัวโขกๆให้หายบ้า… แต่ก็ทำได้แค่เกาะเสาแล้วเอาหน้าผากแนบให้หัวมันเย็นลง…  เขายังไม่ได้รู้สึกชอบอีกฝ่ายเสียหน่อย…. ไม่ได้ชอบ…. ชอบ…. ไม่ได้ชอบ…ชอบ….ไม่ได้ชอบ หรือว่าชอบ…หรือว่าไม่ได้ชอบ…  มันเป็นความรู้สึกยังไงกันแน่….

 

“ทำไมน่าปวดหัวงี้นะ!!”    แล้วก็เริ่มโวยวายออกมาแบบคนอ่อนหัด!   มันช่างแตกต่างกับสมัยมัธยมต้นที่หลงรักเพื่อนสนิทซะจริงๆ….

 

หารู้ไม่ว่าท่าทางโวยวายแบบนั้นอยู่ในสายตาใครบางคนทั้งหมด    “นายทำอะไรของนายน่ะ?”  เสียงของหญิงสาวดึงให้หันมองไป

 

“มะ…มะขาม!!!”   ชายสูงใหญ่กว่าสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นหน้านักศึกษาสาวผมสีดำขลับในชุดนักศึกษากระโปรงทรงเอ  เจ้าหล่อนมาเดินทำอะไรแถวนี้กัน….

 

“ทำหน้าตาเหมือนคนมีความผิด   ฉันมาคนเดียว อลินไม่ได้มาด้วย”   เมื่อมองไปข้างๆหรือข้างหลังก็ไม่เห็นเงาของน้องชายต่างสายเลือดของเธอ   หรือแม้แต่เพื่อนสนิทสาววายทั้งกลุ่มก็ไม่เห็น

 

หากเป็นปกติคงต้องรู้สึกโล่งอก  ตอนนี้กลับรู้สึกว่ายังไงก็ได้…   “ฉันกำลังจะไปเรียนล่ะ…เธอก็ไปเรียนดีๆล่ะมะขาม…”   โบกมือลาตามมารยาท

 

แต่เธอคนนั้นกลับพูดบางอย่างให้หยุดยืนต่อไป   “ได้ยินมาจากขนิษฐาว่านายหาทุนไปเรียนต่างประเทศ  ได้บอกพวกอลินรึยังน่ะ?”  จันถึงกับนิ่ง…  อย่าว่าแต่พวกอลินเลย  พ่อแม่หรือว่าคนเกือบเป็นแฟนก็ยังไม่ได้บอกเลยสักคนเดียว…

 

โครงการที่เคยคิดเอาไว้ว่าจะไปเรียนต่อต่างประเทศในช่วงเริ่มปีสุดท้ายเพื่อหนีรักร้าวที่ต้องอยู่ข้างๆเพื่อนสนิท  ตอนนี้กลายเป็นโครงการที่อำนวยประโยชน์ต่อการทำ Final Project และยังสามารถเรียนปริญญาโทไปด้วยเลยได้  ทำแบบไม่ปรึกษาใครนอกจากอาจารย์….

 

“ยังเลย  กะว่าจะหาวันบอกอยู่เหมือนกัน”    ยกมือขึ้นเกาศีรษะแก้เก้อไป   ทุกอย่างยังไม่เรียบร้อยซักเท่าไหร จึงยังไม่ได้เริ่มเกริ่น

 

“งั้นเหรอ  นายคงต้องทำใจก่อน   ยังไงก็มีเวลาอีกพักใหญ่ๆ  อย่าบอกพวกนั้นตอนกะทันหันเกินไปก็แล้วกัน”  ครั้นจะมีเรื่องกับเพื่อนๆเสียเปล่าๆ….  ช่วงเวลาปิดเทอมซัมเมอร์ที่ต้องไปฝึกงาน….

 

“ฉันรู้น่า  เธอก็อย่าหลุดปากบอกน้องชายเธอก็แล้วกัน!”   รู้จากปากคนอื่นคงมีปัญหาเป็นแน่  อย่างน้อยๆก็อาจจะได้เจอดาร์กอลิน……

 

“ฉันไม่บอกอยู่แล้ว  นายก็ระวังคนอื่นที่ไม่ใช่อลินด้วยก็แล้วกัน  ไร่นา เบญจรูญ อานัติ โขน อีกตั้งหลายคน”  ทุกคนอาจจะแสดงด้านมืดออกมาก็เป็นได้… แต่ที่น่ากลัวกว่ามันก็อาจจะมี…..

 

…..หรือเขาควรจะกลัว Dark สมิงห์แทน…….

…..คงไม่เป็นไรหรอก…..มั้งนะ….

                ชายหนุ่มชุดสูทสีเทาที่โดนนึกถึงในความคิดขับรถกลับมายังบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน  นาฬิกาดิจิตัลในรถยนต์บอกเวลา 14.00 น. พอดิบพอดี  เลยเวลาที่ควรจะกลับมาไป 1 ชั่วโมง  ถึงกระนั้นประธานบริษัทก็ไม่มีคนกล้าว่าอะไรอยู่ดี…

 

ยามขึ้นลิฟต์มายังชั้นเกือบบนสุด   ประตูลิฟต์เปิดออกเผยร่างของเพื่อนร่วมงานสูง 160 เซนติเมตรที่กำลังจะเดินเข้ามาพอดิบพอดี   ดูจากมือที่ถือแก้วกาแฟแล้วนั้น  คงจะหนีกาแฟชงของเลขานุการที่กำลังอยู่ในช่วง in love เป็นแน่แท้

 

“ลงไปซื้อกาแฟมาเหรอรีวัลย์  น่าจะให้คนอื่นไปซื้อ”   จริงๆแล้วชายผมสีดำคนนี้ไม่จำเป็นต้องลงไปซื้อเองก็ได้   ใช้คนอื่นก็ไม่มีใครว่า

 

อย่างน้อยๆก็เลขาส่วนตัว….   “ถ้าให้เพชรามาซื้ออาจจะโดนชงใส่แก้วมาให้เอง”   เลขานั้นใช้ให้ไปซื้อกาแฟให้ไม่ได้หรอก…   นี่คือความโชคร้ายของการมีลูกน้องกุมอำนาจบางเรื่องเอาไว้

 

อัศวินรู้สึกขำ   ดวงตาคมสีเข้มเหลือบมองหน้าคนอารมณ์ดีสัยเหลือเกิน   “ไปสูบพลังงานมาเต็มที่แล้วเรอะ  งั้นนายควรจะทำงานช่วงบ่ายให้เต็มที่”

 

“ฉันทำงานเต็มที่อยู่แล้ว   เสาร์อาทิตย์นี้นายจะไปเดทที่ไหนกับอลินล่ะ?”   ถามถึงชีวิตรักอันแสนหวานชื่นของฝ่ายตรงข้าม  ทฤษฎีสีชมพูของโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระยะยาว ที่มีระยะเวลาตลอดชีวิตนายรีวัลย์ ไม่ทราบนามสกุล

 

“วันเสาร์พาหมอนั่นกลับบ้านที่สะพานควาย  วันอาทิตย์ยังไม่มีโปรแกรมอะไร”  คิดเอาเฉพาะหน้าเมื่ออยากจะไปไหน  ขอแค่ไม่เจอวันหยุดแบบตอนนั้นอีกก็พอ… ไม่อยากไปตามหาคนหาย

 

ได้ยินแนวคิดจากเพื่อนร่วมงานแล้วชายข้างๆเริ่มครุ่นคิด   จากกรณีศึกษานี้เขาสามารถนำมาปรับใช้ได้   ในวันหยุด จัน สะกิดใจก็จะกลับบ้านไปเป็นเบ๊ให้มารดาเสมอๆ  นึกถึงบ้านหลังนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่ได้โผล่หน้าไปเจอเสียพักใหญ่ๆ  อย่างน้อยก็ควรจะไปบอกว่าคบกับลูกชายเค้าเต็มตัวแล้วนะ

 

“ได้ฟังเรื่องของนายกับอลินแล้วช่วยได้เยอะ  สงสัยฉันต้องอ่านโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของนายบ้างแล้วรีวัลย์”   อาจต้องปรับแต่งเล็กน้อยเพราะเด็กนั้นเป็นซึนเดเระ

 

ชายเตี้ยกว่าเหล่มองหน้า   เขาควรจะไปจดลิขสิทธิ์เรื่องการตำราโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือเปล่า?   แต่ที่แน่ๆ….   “อย่างนายคงไม่ต้องใช้    ถ้าทำให้หมอนั่นซึนแตกได้ก็จบ”    เจ้าพวกความสัมพันธ์แบบข้ามขั้นตอนตั้งแต่เรื่องยังไม่จบ…..

 

เท้าความเดิมว่า… พระเอก Season แรกกว่าจะมีไฟล์ลับก็ปาเข้าไปจบเรื่อง…   อัศวินฟังคำนั้นแล้วยิ้ม  จะทำให้ซึนเดเระซึนแตกนั่นล่ะคือความยาก    ฝ่ายนั้นปิดบังความรู้สึกของตัวเอง  ไม่ยอมทลายกำแพงออกมาทั้งหมด  การจะได้ยินคำว่าชอบตอบกลับมานั้น… อาจต้องใช้เวลานานหรืออาจจะไม่ได้ยินเลย

 

ถ้าวันใดที่ได้เกียร์ของหนุ่มวิศวะม.กก.มา..วันนั้นคงเป็นวันที่พูดได้เต็มปากว่า…

จัน สะกิดใจ ให้ใจเขาแล้วจริงๆ…

                แต่เรื่องนั้นก็ต้องดูว่าเด็กหนุ่มเชื่อในเรื่องเกียร์วิศวะมากแค่ไหน  เผลอๆจะทำหายไปแล้วเพราะคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้ให้ใครหรือเปล่า  คิดตามแล้วรู้สึกขำ…  พลันนึกถึงท่าทางแปลกๆคล้ายทำตัวมีลับลมคมในของในของฝ่ายนั้นขึ้นมาได้…

 

พร้อมกับประตูลิฟต์ที่เปิดเมื่อมาถึงชั้นทำงานของตัวเองและที่ปรึกษาพอดี   “ช่วงนี้จันก็เหมือนมีเรื่องปิดบังล่ะนะ”  อะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้….

 

รีวัลย์จิบกาแฟร้อนที่ได้จากร้านใต้ตึก    “นายคิดจะสืบรึไง”  จะเอาความสามารถเรื่องเครือข่ายไปสืบเรื่องของนักศึกษามหาวิทยาลัยงั้นเหรอ…

 

ชายผมบลอนด์ส่ายหน้า   “ไม่ล่ะ  ฉันอยากให้จันบอกออกมาเอง”   อยากได้รับความเชื่อใจมากกว่านี้  อยากให้เปิดใจที่จะพูดออกมา….

 

แม้ไม่รู้ว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีก็ตามที

                ที่ปรึกษาบริษัทพ่วงตำแหน่งที่ปรึกษาเรื่องความรักทั้งที่ประสบการณ์ความรักน้อยกว่านิ่งฟัง  บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานคนนี้เปลี่ยนไปหน่อยๆ  เป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเมื่อมองเทียบกับความรักครั้งเก่าๆที่ได้รับรู้มาของฝ่ายตรงข้าม

 

การมาเจอกันของเสือกับกระต่าย  แม้จะกระท่อนกระแท่น แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะปล่อยคลื่นด้านบวกใส่กันได้ดีหลังผ่านอะไรแย่ๆมา   “เด็กวัยนี้ก็มีเรื่องเครียดไม่กี่อย่าง   อย่างมากก็เรื่องเรียนกับค่าขนม”

 

อัศวินมองผู้เชี่ยวชาญเรื่องจิตวิทยาเด็กอย่างขำขัน   “พูดแบบนั้น  นายให้ค่าขนมอลินจนใช้ไม่พอรึไงรีวัลย์?”    เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มตาสีเขียวที่ไม่ได้โผล่มาเลยในตอนนี้….

 

ชายสูง 160 เซนติเมตรมองไปทางอื่น  “หมอนั่นชอบเอาค่าขนมไปซื้อครีมแปลกๆ”  ครีมลบเลือนตีนกา…..  ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ…

 

อายุมันเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น  ริ้วรอยคือร่องรอยของประสบการณ์

คุณเสือกับแรคคูนต่างก็มีเหมือนๆกัน

                เรื่องบางอย่างเป็นเรื่องที่ยากจะพูดออกไปได้ง่ายๆ    หลายคนเป็นคนที่ตรงไปตรงมา  แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่กล้าพูดเรื่องที่อยู่ในใจออกไป   ความรู้สึกดีๆค่อยๆเพิ่มมากขึ้นรอบตัวของเสือกับกระต่าย  เหมือนดั่งก๋วยเตี่ยวราคา 30 บาท  เพียงเพิ่ม 5 บาทก็กลายเป็นพิเศษทันที… และต่อไปก็คงมากขึ้นเรื่อยๆ…..

 

การเก็บเรื่องบางอย่างเอาไว้ในใจจนกลายเป็นความลับ

สุดท้ายมันจะกลายเป็นเรื่องที่พูดออกไปยาก

 

คนหนึ่งที่รอให้บอก  คนหนึ่งที่ไม่อยากบอก

ถ้าต่อไปไม่มีปัญหาอะไรก็ดีหรอก

 

 

———————————

Free Talk : เริ่มเข้าใกล้ปลายทางของเรื่องนี้แล้ว อาจจะเป็นช่วงสุดท้ายแล้วจริงๆ เรื่องของจันกับคุณอัศวินที่จะมาถึงจุดเปลี่ยน และในที่สุดก็จะเป็นบทสรุปของเรื่องราว

อลินกับคุณรีวัลย์ในช่วงนี้จะเป็นตัว Support เต็มที่ไปก่อน เพราะยังไงสองคนนี้ก็เป็นตัวเอกที่รักกันดีแล้ว แต่เดี๋ยวก็จะมีหวานส่งท้ายแหละนะ ฮา

 
2 ความเห็น

Posted by บน 02/27/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 27

  1. taraikari

    03/24/2014 at 9:48 PM

    จันเอ๊ย
    การที่นายไม่ยอมบอกเนี่ย
    มันจะเป็นดราม่าได้นะ
    ฉันเกรงว่าคุณอัศวินจะดาร์กแล้วนายจะลำบาก

    ขุ่นพี่ยังคมเหมือนเดิมนะคะ >>“อย่างนายคงไม่ต้องใช้ ถ้าทำให้หมอนั่นซึนแตกได้ก็จบ”
    สมกับเป็นจอมมารต้อยเด็กจริงๆ//วิ่งหลบเท้าขุ่นพี่

    ปล เรื่องอายุและตีนแกคือเรืื่องจริงค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ

     
  2. ตป. | S.Luce

    03/25/2014 at 2:25 PM

    เดี๋ยวมันต้องมีดราม่า ;[];

    คือเรื่องกิ๊กกับคุณอัศวินไม่ต้องปิดก็ได้นะจัน ทุกคนรู้หมดแล้วป่านนี้ 55555555555

    คำผิดงับบ
    – คำขม >> คำชม

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: