RSS

[Novel] C.A.N (ชื่อชั่วคราว) CH.1

01 มี.ค.

การพบกันของพวกเราในวันนั้น

สานต่อเรื่องราวในอนาคตอันแสนไกล

ในตอนที่พวกเราได้พบกันอีกครั้ง

                C.A.N. Universe เป็นจักรวาลที่แยกห่างจากโลกมนุษย์   จิตวิญญานที่มีชีวิตหลากหลายพานพบและจากไปไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน เพียงแค่เรามองไม่เห็นก็เท่านั้น    ดินแดน Chromium ซึ่งถูกล้อมด้วยมหาสมุทรสีฟ้าครามได้เกิดการพบพานแห่งโชคชะตาขึ้น

 

วันนั้นแสงแดดช่างเจิดจ้า  ฉาบให้เห็นสีของบ้านเรือนอาคารทรงยุโรปอย่างชัดเจน   เช่นเดียวกับเด็กชายวัยไม่เกิน 10 ขวบได้เห็นใบหน้าของเด็กหญิงอย่างชัดเจนเช่นกัน   เส้นผม ดวงตา ใบหน้าใต้ฮุ้ดผ้าคลุมสีน้ำตาลมันชวนให้สะกิดใจ   เพราะสีสันของสีเทานั้นมันแตกต่างจากชาวเมืองทั่วไปอย่างชัดเจน

 

ดีน แม็คคอย และอัลคาปาเรสต่างมองจ้องเธอคนนั้นพาให้คนโดนจ้องนิ่งงันด้วยความหวาดหวั่น    มือเล็กเรียวนั้นรีบจับฮู้ดขึ้นมาปิดบังกายภาพของตัวเองก่อนที่ใครจะมาเจอเข้า    แต่ครั้นจะเดินผ่านพวกเด็กผู้ชายที่ทำตัวเหมือนกำแพงตอนนี้ก็ไม่มีช่องให้หนีไป

 

ในที่สุดก็ตัดสินใจปริปากเอ่ยบางอย่างออกไป   “พวกนาย….  อย่าบอกใคร…..”  พูดยังไม่ทันจบประโยค  ดีน ผู้มีเส้นผมสีน้ำเงินกลับพูดแทรก

 

“หน้าตาเธอก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกตินี่  ทำไมต้องทำตัวลับๆล่อๆเหมือนกลัวคนด้วย”    เด็กหญิงผมยาวสีเทาเข้มยืนนิ่ง  ดวงกลมโตสดใสจ้องมองหน้าคนพูดตาไม่กระพริบ

 

“หา…..?”   เธอมองอย่างไม่เชื่อสายตา   หรือเธอจะหูแว่วไปกันแน่ที่ได้ยินแบบนั้น

 

“นั่นสินะ   หน้าตาก็น่ารักดี  ยิ่งหลบๆซ่อนๆจะน่าสงสัยมากกว่า”   แม็คคอยสนับสนุนคำพูดของเพื่อนร่วมกลุ่ม  โดยมีอัลคาปาเรสผงกศีรษะเห็นด้วยอย่างเงียบๆ

 

“….งั้นเหรอ…..”    เด็กหญิงลึกลับฟังความคิดเห็น  การแต่งกายแบบนี้มันเป็นเรื่องจำเป็น  แม้มันจะดูน่าสงสัย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีใครสนใจเสียหน่อย

 

ปฏิกิริยาของเด็กชายทั้งสามคนพาให้เธอประหลาดใจยิ่งนัก  ทั้งๆที่เห็นเส้นผม สีตา  พวกเขากลับไม่ฉุกคิดถึงอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว…  บางทีเด็กชายเหล่านี้อาจไม่ได้ตั้งใจเรียนหนังสือนัก….   แล้วเด็กทั้งสามก็หันไปพูดจากันเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“งั้นพวกเราไปล่ะ   เดินมองทางอย่าไปชนพวกผู้ใหญ่หรือพวกคนเกเรเข้าล่ะ” เด็กชายจากตระกูลอัศวินยื่นมือมาตบไหล่เล็กๆซึ่งแลดูบอบบาง  สูงเป็นลำดับที่ 2 แต่ทำตัวเหมือนเป็นศูนย์กลางและพี่ใหญ่ของกลุ่ม

 

แม็คคอยยิ้มให้เด็กหญิงลึกลับเป็นการบอกลา  เช่นเดียวกับอัลคาปาเรสที่โค้งให้แบบเก้ๆกังๆ   ดวงตาสีเทาเข้มจ้องมองดูทั้งสามคนที่เดินผ่านสวนจากเธอไป   สองมือกำแน่นคล้ายกับตัดสินใจบางอย่างก่อนจะรีบตวัดตัวเดินตามหลังพวกเขาเหล่านั้น

 

เพื่อนสนิททั้งสามไม่กล้าหันกลับมามองด้านหลัง  แต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่ามีคนเดินตามมาติดๆ   ดวงตาสีต่างกันทั้งสามคู่เหลือบมองกันเองซ้ำแล้วซ้ำอีก   พร้อมๆกับเด็กชายซึ่งเดินตรงกลางอย่างดีนที่เริ่มคิ้วกระตุก  ฝ่ายตรงข้ามทำตัวลับๆล่อๆแล้วยังจะเดินตามอีกเหรอ….

 

“เอ่อ….  เด็กคนเมื่อกี้ยังเดินตามพวกเราอยู่เลยนะ…”    เด็กชายผมสีชมพูซึ่งเตี้ยที่สุดในกลุ่มเอ่ยเสียงเบา   ทุกคนก็รู้สึกเหมือนๆกัน

 

เด็กหญิงตัวเล็กๆสวมเสื้อฮู้ดสีน้ำตาลปิดหน้าปิดตาคอยเดินตามมันน่าสงสัยและหลอนในเวลาเดียวกัน  คงไม่ใช่บังเอิญเดินไปทางเดียวกันหรอก   “หรือว่าเธอจะหลงทาง?”   พี่ใหญ่ผมสีเงินเอ่ยขึ้น

 

ในที่สุดดีนก็ตัดสินใจหยุดเดินและตวัดกายหันกลับไปหาคนที่เดินตามนั่น    ร่างกายเล็กๆนั่นสะดุ้งเมื่อเกือบเดินชนคนที่หยุดเดิน   “เธอต้องการอะไรน่ะ!?   เดินตามพวกเราต้องการอะไร??”   พวกตนเป็นแค่เด็กธรรมดาๆไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

 

ดวงตาสีเทามองใบหน้าของเด็กผมน้ำเงินนัยน์ตาสีฟ้าครามนิ่งๆ   ช่างใจร้อนไม่สมกับมีสีที่ชวนให้เย็นสงบเลย  ตะคอกใส่เด็กผู้หญิงช่างสมเป็นเด็กผู้ชายทั่วๆไป    “ฉันมีเรื่องจะถามพวกนายหน่อย…..”   เธอเดินเลี่ยงไปหาชายผมเงินซึ่งดูน่าจะใจดีที่สุด…

 

ปฏิกิริยามองผ่านแบบนั้นพาให้คนโดนหลบหงุดหงิด   ซึ่งนัยน์ตาสีดำขลับของแม็คคอยก็มองเจ้าหล่อนอย่างงุนงง    อัลปาคาเรสเห็นแล้วพยายามเม้มปากไม่ให้หลุดยิ้มหรือขำดีนออกมา   “…… ผมว่าดีนคงดูไม่น่าเป็นมิตรเท่าไหร….”

 

ใช่ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้ยินเสียงเจ้าผมสีชมพูที่พยายามพูดเบาๆ  มือตวัดตบหลังเจ้าคนอ่อนแอเต็มรัก  “นายว่าฉันเรอะอัลปาก้า…..”   อัลคาปาเรสปิดปาก…  เขาไม่ใช่อัลปาก้าเสียหน่อย….  เป็นเสียอย่างนี้ไงล่ะ

 

เด็กหญิงสวมฮู้ดขยับเรียวปากถาม   “ทะเลไปทางไหนเหรอ อยู่ไกลจากที่นี่มากมั้ย?”   จบประโยคนั้นแม็คคอยเลิกคิ้วขึ้น   ทะเล…..

 

“อ่า…ก็ไกลนะจากตรงนี้น่ะ  มันต้องออกจากย่านการค้าไปที่ท่าเรือ  เดินซักครึ่งชั่วโมงโดยประมาณ”   แม็คคอยจับคางใช้ความคิดคำนวน   เธอที่ได้ฟังตกใจอ้าปากค้าง

 

ถ้ามันไกลขนาดนั้น  ชายผมทองในชุดพ่อบ้านที่มาด้วยกันก่อนหน้านี้ควรจะบอกกัน…   แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเธอก็ลืมบอกว่าเธออยากไปไหน  ประมาทเกินไปไม่คิดว่าจะอยู่ไกลขนาดนั้น…   ชายฝั่งทะเลทรายสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งมีแต่อาณาจักรนี้เท่านั้น…

 

สถานที่ธรรมดาๆที่ชาวอาณาจักรต้องได้เห็น…

เห็นจนเป็นเรื่องปกติไม่แปลกอะไรเลย……

                สีหน้าที่แสดงออกว่าตกใจและตกอยูในภวังค์คิดหนักของเด็กหญิงผมสีเทาเข้มพาให้เด็กชายทั้งสามคนมองหน้ากันเอง   ดูเหมือนเธอคนนี้จะมีเป้าหมายที่ทะเล  สถานที่ซึ่งพวกเขาไปเจอกันประจำๆจนไม่ใช่เรื่องแปลก   คนที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนอาจจะเป็นคนต่างดินแดนก็ได้… ถึงมันจะแปลกๆชอบกล

 

“เธอไม่เคยเห็นทะเลงั้นเรอะ?”   ดีนถามกลับไป  ถามตรงไปตรงมาจนคนฟังสะดุ้งตัว  ซ้ำยังไม่ยอมตอบกลับเป็นคำพูดมาอีกตะหาก

 

ท่าทีแบบนั้นชวนให้เด็กชายหงุดหงิดเล็กๆ   “งั้นพวกเราจะพาไปเอง  เดินตามมา!”   ตวัดกายเดินหน้านำไปปล่อยให้เพื่อนและคนแปลกหน้างง

 

แม็คคอยเห็นแล้วนึกขำ   เขาแตะที่ไหล่เล็กๆต่างจากผู้ชายนั้น   “ดีนเป็นคนใจดีหรอกนะ  มาเถอะพวกเราจะพาไปเอง  ว่างอยู่ด้วย”   อัลผู้ไม่มีปากเสียงในกลุ่มก็พยักหน้าตาม

 

ดวงตาสีเทาเข้มจ้องมองดูเด็กชายทั้งสอง  นัยน์ตาสีดำขลับของทั้งคู่มีประกายที่คล้ายๆกัน   “ขอบคุณนะ   ฉันคิดว่าพวกนายจะเป็นพวกเด็กผู้ชายกากๆเกรียนๆซะอีก”   นี่คือคำชมหรือเปล่า………

 

เด็กทั้งสองมองหน้ากันเอง   ถอนหายใจพลางยิ้ม   “เฮ้ย!  ทำไมไม่เดินตามมาซักทีน่ะ!”   เจ้าคนเดินนำไปก่อนหันกลับมาเรียก  ปล่อยเดินคนเดียวอย่างกับคนหน้าแตก…

 

“ตามไปแล้วๆ…..!”   อัลที่มีร่างกายเล็กที่สุดถ้าไม่นับเด็กผู้หญิงซึ่งมาร่วมกลุ่มรีบวิ่งตามหลังดีนไป  โดยมีเด็กชายผมเงินผายมือให้คนที่ต้องการไปออกเดิน

 

ในบรรดาพื้นที่ต่างๆที่ถูกแบ่งออกจากลักษณะเกาะที่เป็นวงกลม  พื้นที่นี้นับว่ามีผู้คนหนาแน่นมากที่สุด  รองลงมาคือย่านที่พักอาศัยซึ่งเงียบสงบกว่าแม้จะมีคนเยอะ  และถัดไปเป็นชายฝั่งท่าเรือ   โดยพื้นที่ที่เงียบที่สุดคือใจกลางของเกาะซึ่งเป็นปราสาทขนาดใหญ่ของราชวงศ์ Chromium

 

จากตลาดการค้าใกล้ชายหาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ  ผ่านเขตรั้วกำแพงเมืองออกไปจะเป็นส่วนของท่าเรือและชายหาด    เพื่อการควบคุมคนเข้าออก  เกาะขนาดใหญ่จึงเปิดให้มีท่าเรือเพียงแค่ทางเดียว  เรือประมง และเรือเดินสมุทรจอดเรียงกันดูยิ่งใหญ่..    ผ้าใบของเรือขยับไหวตามสายลมแรงที่โบกพัด

 

นกนางนวลบินร่อนเหนือร่างทั้ง 4   ดวงตาสีเงินเข้มมองดูทิวทิศน์โดยรอบไปพร้อมกับสองมือที่คอยจับไม่ให้ฮู้ดหลุดจากศีรษะตามแรงลม  จากตรงนี้มองเห็นท้องทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา..   เป็นภาพที่สวยงามและรู้สึกได้ถึงความใหญ่โตของโลกใบนี้

 

ความสวยงามของอาณาจักรโครเมียม

 

“เดินไปอีกหน่อยก็จะถึงชายหาดแล้ว”    ชายหาดที่พวกเด็กผู้ชายเพิ่งจะเดินจากมาเมื่อเช้านี้  ห่างออกไปจากท่าเรือที่มีน้ำทะเลสูง…  พื้นที่ลดระดับลงไปจนกระทั่งมองเห็นหาดทรายสีขาวสะอาด…

 

แสงอาทิตย์ต้องพื้นทรายเป็นประกายระยิบระยับ เสียงคลื่นที่ขับกล่อมบรรเลงเมื่อซัดสาดเข้ามา  สองเท้าที่เหยียบลงไปบนความอ่อนนุ่มช่างชวนให้ตื่นเต้นในความแปลกใหม่   เด็กหญิงลึกลับคลี่ยิ้มออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นท้องทะเลที่สวยงามแห่งนี้

 

“สวยมากเลย……..”   ความสวยงามของธรรมชาติซึ่งหาได้จากที่แห่งนี้เท่านั้น  สายลมเย็นๆกระทบใบหน้าพาให้ลืมความร้อนของแสงแดดไป

 

เด็กชายทั้งสามซึ่งคอยมองดูเธอคนนั้นยิ่งรู้สึกว่าเธอคนนี้คงเป็นคนจากที่อื่น   “ทำไมดูตื่นเต้นขนาดนั้นน่ะ….” ดีนรู้สึกฉงนยิ่งนัก   ทะเลนับเป็นเรื่องปกติเหมือนสวนหลังบ้านมากๆ….

 

“เธอคงไม่เคยเห็นกับตาตัวเองน่ะดีน”  แม็คคอยหัวเราะเบาๆ   คนที่ไม่เคยเห็นทะเลน่ะ  คงไม่ใช่คนที่มีวิถีชีวิตแบบชาวเมืองปกติ…..

 

“เอ๋?”  ดีนมองหน้าพี่ใหญ่ของกลุ่ม   ดวงตาสีเงินจับจ้องไปที่เธอคนนั้นคล้ายกับมองให้แน่ใจในอะไรบางอย่าง  เรื่องที่เพื่อนทั้งสองไม่สะกิดใจ

 

สายลมที่พัดให้ฮู้ดเคลื่อนตัวหลุดลงไปกองรอบลำคอ  เผยให้เห็นเส้นผมสีเทาเข้ม   ดูเหมือนเธอจะเพลิดเพลินจนลืมไปว่าคอยปิดบัง   ใบหน้าที่ขาวนวลน่ารักหันมามองเด็กชายทั้งสาม   “ขอบคุณมากนะที่พามา   ได้เห็นของจริงแล้วสวยจริงๆ”   คำว่า [ของจริง]  เป็นคำที่แปลก….

 

“ของจริงเหรอครับ…..”    อัลคาปาเรสเริ่มรู้สึกว่าเด็กผู้หญิงตรงหน้าไม่น่าจะมาจากดินแดนอื่น   การเดินทางระหว่างอาณาจักรที่ไม่ค่อยทำกันต้องผ่านทะเล…   เพราะสามารถเดินทางได้ทางเดียว…

 

และถ้าเป็นชาวอาณาจักรโครเมียมเติบโตมากับท้องทะเล  แทบไม่มีใครที่ไม่เคยเห็น หรือสัมผัสกระแสน้ำรสเค็ม    “เธอไปอยู่ที่ไหนมาน่ะเลยไม่เคยเห็น  หรือว่าร่างกายไม่แข็งแรงอยู่แต่ในบ้านรึเปล่า?”   ดีนชักเป็นห่วงอย่างประหลาด…

 

เด็กหญิงนัยน์ตาสีเทาเข้มสะอึกไป  ดูเหมือนเธอจะหลุดปากพูดเรื่องแปลกๆออกไป   “…. ไม่มีอะไรหรอก  ฉันคงพูดผิดไป  หมายถึงชายหาดสวยๆของจริงน่ะ”    ยิ่งน่าสงสัยขึ้นไปอีก…

 

“นี่เธออ่านหนังสืออยู่กับบ้านอย่างเดียวเรอะ….”   ยิ่งเดาสะเปะสะปะไปเรื่อย   อย่างกับได้เจอคุณหนูในหนังสือที่แม่หรือเด็กผู้หญิงชอบอ่านกัน…

 

จนกระทั่งแม็คคอยพูดขึ้น   “ไม่หรอก  เธอคงไม่เคยเห็นทะเลจริงๆมาก่อน”     ผมสีเทา นัยน์ตาสีเทา…   สีที่ไม่ใช่สีธรรมดาทั่วไป….

 

นัยน์ตา สีของเส้นผม เป็นลักษณะตามพันธุกรรมของแต่ละตระกูล

สืบทอดกันมาตามสายเลือด….

                “เพราะเธออยู่แต่ในปราสาทนั่นใช่รึเปล่า  เจ้าหญิง?”    มือชี้ไปทางปราสาทใหญ่โตที่มองเห็นได้จากตรงนี้แม้จะห่างไกลไปหน่อย…    ปราสาทราชวงศ์โครเมียมอันเป็นผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้

 

ประโยคนั้นฉุดให้ดีนและอัลคาปาเรสเบิกตากว้างตกตะลึง    เด็กหญิงผู้ลึกลับมองอย่างอึ้งๆ….   ก่อนที่จะมองตาสีเงินนั้น   “แกล้งทำหรอกเหรอ  ฉันนึกว่าพวกนายไม่ค่อยตั้งใจเรียนหนังสือซะอีก”   ความรู้พื้นฐานที่ครูทั่วไปน่าจะสอน หรือไม่ก็พ่อแม่บอก….

 

“เดี๋ยวๆ!  นั่นหลอกด่าว่าพวกเราโง่รึเปล่าน่ะฮ่ะ???”   ดีนพูดขัดขึ้นมา  ฟังยังไงก็เหมือนพวกตนแอบเป็นคนสมองทึบ

 

“ดีนกับอัลคงนึกไม่ถึง  ไม่ใช่ว่าไม่ตั้งใจเรียนหรอก”   แม็คคอยแก้ตัวให้เพื่อน   จริงๆคือสองคนนั้นไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้เลยตะหาก…..

 

เจ้าหญิงผมสีเทาถอนหายใจเมื่อโดนจับได้  แต่ถึงกระนั้นฝ่ายตรงข้ามเป็นเด็กเหมือนๆกัน… มันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง…  เสียงใสบ่นแผ่วเบา  “….โดนจับได้แบบนี้ต้องโดนราล์ฟบ่นเอาแน่ๆ…”  ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ก่อนจะออกมาจากวังของตัวเอง

 

“งั้นเธอก็…เป็นเจ้าหญิงจริงๆน่ะสิ?”   อัลคาปาเรสถามกลับ   ราชวงศ์ซึ่งอัศวินมีหน้าที่เป็นโล่และดาบให้    เสาหลักปกครองอาณาจักรแห่งนี้….

 

จักรวาล C.A.N Universe  มีดินแดนทั้งสามซึ่งปกครองโดยราชวงศ์ผู้สืบสายเลือดบริสุทธิ์แห่ง Steel  พวกเขาเหล่านั้นมีเส้นผมสีเทาเข้ม และดวงตาสีเดียวกันอันเป็นเอกลักษณ์   รวมไปถึงมีความสามารถพิเศษที่ชาวเมืองปกติธรรมดาไม่มี  ซึ่งเรื่องนั้นเด็กๆไม่ได้รู้ลึกอะไร….

 

ดีนและอัลคาปาเรสจ้องดูสีผมและสีตาของเธอตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำอีก   สีจริงๆไม่ใช่สีย้อม เป็นของแท้….  “พวกนายอย่าจ้องขนาดนั้นสิ…. ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นของแปลกเลย….”   ก็เป็นของแปลกจริงๆ….

 

“เธอจะเอาเรื่องที่ฉันพูดไม่ดีกับเธอไปบอกพระราชากับราชินีมั้ย….”  จู่ๆเด็กชายจากตระกูลอัศวินก็เริ่มหวาดหวั่นขึ้นมา    เธอถึงกับเหงื่อตก

 

“….นายคิดอะไรน่ะ …..ฉันไม่ใช่คนขี้ฟ้องนะ….”    ช่างประเมินนิสัยได้แตกต่างจากความเป็นจริง   หากเธอเป็นเด็กผู้หญิงแบบนั้นคงจะเล่นงานตั้งแต่ตอนที่เดินชนกันแล้ว

 

“ถ้าเป็นเหมือนในนิทาน ดีนต้องโดนจับไปดึงลิ้นแน่ๆเลย”   พี่ใหญ่ของกลุ่มพูดจาติดตลกให้คนฟังสะดุ้งเฮือก  แต่มันช่างเป็นการเปรียบเปรยที่โหดร้ายอย่างยิ่ง…

 

ดวงตาสีเทากระพริบปริบๆจากคำพูดทีเล่นทีจริง   “……การลงโทษแบบนั้นไม่มีจริงหรอกนะ…..”   นิทานกับความเป็นจริงมันแตกต่าง    ภาพลักษณ์ของราชวงศ์จะโดนชาวเมืองธรรมดามองแบบนั้นก็คงไม่แปลกอะไร

 

เพราะทุกบ้านถูกปลูกฝังมากว่าราชวงศ์กับชาวเมือง

ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน

 

บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีเมื่อรู้สถานะซึ่งกันและกัน  อัลซึ่งเงียบอยู่แล้วยิ่งเงียบ   ดีนที่พูดมากหน่อยเริ่มสงบเสงี่ยม  ส่วนแม็คคอยก็นิ่งเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลง   ยามความเงียบเข้ามาครอบงำ  สายลมก็พัดผ่านให้ได้ยินเสียงของคลื่นซัดหาดทรายชัดเจนขึ้นมาแทนเสียงพูดสนทนากัน

 

ผ่านไป 1 นาที  2 นาที  5 นาที  10 นาที  และย่างเข้าจะเป็น 15 นาทีที่เงียบใส่กัน  คลื่นทะเลซัดเข้ามาหลายต่อหลายครั้งจนไม่ทันได้นับ..     “ผมว่า… พูดอะไรกันบ้างเถอะ…”   เด็กชายผมสีชมพูพูดแทรกขึ้นมาในความเงียบ  มันน่าอึดอัดเกินไปแล้ว

 

“ไม่เป็นไรหรอก…ฉันชินแล้วล่ะ….ในวังก็ไม่ค่อยมีคนคุยเล่นด้วย…..”   ความอึมครึมแผ่ออกมาจากเจ้าหญิงให้พวกผู้ชายรู้สึกตกใจเล่น   การเป็นคนในราชวงศ์ที่ไม่ได้สุงสิงกับใครเป็นพิเศษ  ไม่สามารถออกมาเที่ยวเล่นนอกปราสาทได้ถ้าไม่จำเป็น   เพราะสภาพภายนอกที่แตกต่างจนไม่สามารถทำตัวให้กลมกลืนได้

 

ดีนกรอกตาไปมาเมื่อทำให้อีกฝ่ายอึมครึมเข้า  คงไม่ใช่เพราะคำพูดของเขาหรอกนะเลยทำให้บรรยากาศเป็นแบบนี้   “เธอไม่มีเพื่อนเหรอนั่นอยู่ในวัง?”

 

มือเรียวยกขึ้นมานับนิ้ว   “มีราล์ฟ..กับพวก Maid….  แต่ก็ไม่รู้เรียกว่าเพื่อนได้มั้ย…”   ไฉนถึงกลายเป็นว่าอึมครึมมืดมนหนักกว่าอีก  เป็นความผิดของเขาจริงๆใช่ไหม…???

 

เด็กผู้ชายรู้สึกแย่ขึ้นมาทันตาเห็น  พวกเขาควรจะรู้สึกอึดอัดที่คุยกับเจ้าหญิงไม่ใช่เหรอ  กลับกลายเป็นอึดอัดเพราะทำให้อีกฝ่ายอึมครึมจากการตอกย้ำเรื่องไม่มีเพื่อนไปเสียได้   “ก็ยังมีล่ะน่า….”

 

“พวกเราก็ใช่ว่าจะเพื่อนเยอะนะดีน”   แม็คคอยชี้นิ้วไปที่ดีน มายังอัลปาคาเรส แล้วก็ชี้มาที่ตัวเอง  3 คนถ้วน…   เหล่าลูกชายตระกูลใหญ่ที่ทุกคนมองว่าแตกต่างจากพวกเขา   คนฟังพ่วงด้วยคนที่โดนเด็กเกเรรังแกบ่อยๆเริ่มจะมืดมนตามเจ้าหญิงไปด้วย…

 

แล้วพวกเราจะทำร้ายตัวเองกันทำไม….

 

                คนไร้เพื่อนฝูงอย่างแท้จริง 4 คนมาเจอกัน  หลังจากตกอยู่ในความมืดมนพร้อมๆกันเพราะทำร้ายตัวเอง   ความเบิกบานก็ค่อยๆผลิดอกออกผลมา  เมื่อเด็กสาวยิ้มและหัวเราะที่ได้ทบทวนคำพูดจากฝ่ายตรงข้าม   ใครจะไปคาดคิดว่าจะเจอคนที่เหมือนๆกัน  แม้ไม่รู้สาเหตุก็เถอะ

 

“ตลกจัง”   ตลกเด็กชายทั้งสามคนซึ่งเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้า

 

ดีนชี้นิ้วออกไปคล้ายจะพูดว่าอะไรสักอย่าง แต่ก็สงบปากสงบคำไปเสียก่อนไม่กล้าว่าที่โดนหัวเราะใส่   บรรยากาศรอบตัวทั้ง 4 คน เริ่มดีขึ้นตามสภาพอากาศที่สดใส    ดวงตาสีเทามองดูเด็กชายทั้งสามคนทีละคน  เส้นผมสีน้ำเงิน  ผมสีเงิน  ผมสีชมพู…  สีผมเหล่านี้เหมือนเคยเห็นในวัง….

 

“ฉันยังไม่รู้จักชื่อพวกนายเลย”  ได้ยินเพียงชื่อที่หลุดเรียกกันเองเป็นบางครั้ง   ยังมิได้ทำความรู้จักอย่างเป็นทางการ

 

“ฉันชื่อดีน  ดีน  พิลชาดัส   ส่วนนี่แม็คคอย  แมคคาเรล  แล้วเปี๊ยกนี่อัลปาก้า”  ชี้นิ้วที่คนสุดท้ายแล้วเรียกชื่อเล่นแทนที่จะเป็นชื่อจริง   คนฟังทำหน้างงๆกลับ

 

เด็กชายผมสีชมพูทำหน้าตามืดมนใส่เพื่อนร่วมกลุ่ม   “ผมไม่ใช่ออัลปาก้านะ… ผมชื่ออัลปาคาเรสตะหาก…”

 

เด็กหญิงผงกศีรษะจำชื่อของเด็กชายทั้งสามคน  ดีน แม็ค แล้วก็อัลปาก้า…เอ๊ย… อัล  เด็กผมสีน้ำเงิน สีเงิน และสีชมพู  ดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับพวกอัศวินในวังเท่าที่เธอเคยพบ  เรื่องของชาวเมืองยังมีอีกมากที่ต้องศึกษาหาความรู้

 

“แล้วชื่อของเธอล่ะเจ้าหญิง?”   แม็คคอยยิ้มให้   ฝ่ายที่โดนถามจ้องมองอ้ำๆอึ้งๆอยู่พักหนึ่ง  เพราะคำว่า [เจ้าหญิง] นั่นล่ะ….

 

“…….โคลม…แต่ไม่ต้องเรียกฉันว่าเจ้าหญิงก็ได้นะ  ฟังแล้วมีระยะห่างจัง…..”   เจ้าหญิงโคลม แห่งราชวงศ์โครเมียม  ผู้สืบสายเลือด Steel   ถ้าไม่นับเรื่องสีผมและสีตาก็เหมือนเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไป

 

“งั้นก็โคลมเฉยๆล่ะเนอะ”  เขาซึ่งมีผมสีเงินยิ้มให้  เช่นเดียวกับอัลปาคาเรส  และดีนเบือนสายตาหนีไปซ้ายทีขวาทีไม่ยอมสบตาด้วย  ความเป็นมิตรที่แผ่ออกมาจากเด็กชายแปลกหน้าทั้งสามคนพาให้เธอเริ่มยิ้มออกและวางใจมากขึ้น  แม้จะเรียกไม่ได้เต็มปากว่าเป็นเพื่อนกันแล้ว

 

การพบกันของเด็กชายและเด็กหญิงที่เชื่อมโยงโลกในวังกับโลกข้างนอก…

 

เด็กชายและเด็กหญิงทำความรู้จักกัน   คุยเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องที่พวกเขาไม่รู้  เรื่องของโลกนอกวัง  เรื่องของโลกในวัง   แม้จะไม่ใช่เรื่องลงลึกละเอียดอะไรนักด้วยวัยที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ของคนทั้ง 4   กระนั้นมิตรภาพก็ดูเหมือนจะเบ่งบานขึ้นมาได้บ้าง…

 

คนธรรมดาไม่สามารถเจอคนในราชวงศ์ได้

เพราะพวกเขาไม่ใช่อัศวิน

                ชายหนุ่มสูงโปร่งผมสีทองผมหวีเรียบเสยไปด้านหลัง  ชุดที่สวมใส่เป็นสูทหางยาวสีดำคล้ายกับพวกพ่อบ้าน

เดินเรียบทางเดินบริเวณท่าเรือมาเรื่อยๆ   ดวงตาคมสีเขียวคอยมองหาอะไรบางอย่าง   แม้จะดูรีบร้อนแต่สีหน้าก็แสดงออกชัดว่าใจเย็น  จนยากจะมองว่าใจเย็นหรือไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก

 

ขายาวก้าวมาเรื่อยๆจนกระทั่งแลเห็นเงาของเด็กทั้ง  4 คน   สายตาที่มองไกลเห็นเด็กหญิงในชุดเสื้อคลุมสีน้ำตาลเปิดเผยใบหน้าให้คนแปลกหน้าเห็นก็รู้สึกแปลกใจอยู่น้อยๆ   เขาก้าวเดินเข้าไปใกล้และส่งเสียงทัก            “คุณหนูตัวน้อยของฉันมาอยู่ที่นี่นี่เอง   มาเดินเล่นไกลขนาดนี้”

 

“ราล์ฟ!?”   เด็กหญิงผมสีเทาเข้มหันไปมองตามเสียง    ชายผู้นั้นคลี่ยิ้มตอบ   รอยยิ้มที่ดูเป็นการเป็นงานยากจะเดาอารมณ?

 

พวกเด็กผู้ชายทั้งสามเจอคนแปลกหน้าเพิ่มพากันเงียบ   “กลับวังกันเถอะ  ก่อนที่คุณหนูจะโดนทำโทษเอา”  ออกมานานเกินไปแล้ว

 

“อ่ะ!  พวกเราก็ควรจะกลับบ้านเหมือนกัน  ออกกันมานานเกินไปแล้ว”  กลับไปยังบ้านใหญ่ของตัวเองที่ทุกคนเล่าลือว่าไม่ถูกกัน..  เที่ยวเล่นนานเกินไป  รู้ตัวอีกทีตะวันพาลจะตกดิน

 

ดวงตาสีเทามองไปยังเพื่อนที่ได้พบในวันนี้  สายตาแอบแฝงความรู้สึกเสียดายเอาไว้   “ฉันออกมาเจอพวกนายอีกได้มั้ย?”   ชายอายุมากกว่าหรี่ตาสีเขียวมองหน้าเจ้าหญิงตัวน้อยในทันที

 

“ก็มาสิ  ใครจะห้ามเธอได้ล่ะนั่น”  ดีนตอบตรงไปตรงมาชวนให้พี่ใหญ่ของกลุ่มขำ   อัลต้องเหล่มองอย่างกังวล  การพูดแบบนี้ต่อหน้าคนที่น่าจะเป็นคนในวังอย่างผู้ใหญ่ที่มาสมทบมันดีแน่หรือ…

 

“งั้นแล้วเจอกันใหม่นะ”   โคลมยิ้มให้เด็กชายทั้งสามด้วยรอยยิ้มที่สดใสเป็นมิตร  ก่อนที่เธอจะดึงชายเสื้อของชายผมสีทองที่มาตามให้เดินไปด้วยกัน   ซึ่งชายผู้นั้นก็ไม่ได้จ้องมองจับผิดเด็กๆทั้งสามคนนัก   แสดงออกชัดว่าไม่สนใจใส่ใจซักเท่าไหร…

 

ชวนให้พี่ใหญ่ของกลุ่มโล่งใจไม่น้อยแม้จะเป็นเด็ก  “ผมนึกว่าพวกเราจะโดนคนๆนั้นว่าเอาซะแล้วที่พูดจาสนิทสนมกับโคลม….”   อัลเองก็กังวลใจไม่น้อย

 

“เค้าคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง เพราะพวกเราเป็นเด็กนี่”   ดีนมองง่ายๆ   ผู้ใหญ่คงไม่มาคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กจนเกินไปหรอก….มั้ง….

 

“พวกเราก็กลับบ้านเถอะ  โดยเฉพาะอัลน่ะ  ถ้าโดนจับได้ว่ามาเล่นกับพวกเราคงไม่ดีหรอก”  แม็คคอยยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กชายผมสีชมพูซึ่งมีดวงตาสีเดียวกันกับเขา

 

เรื่องความสัมพันธ์ของสามครอบครัวแลดูจะน่าเป็นห่วงมากกว่าเรื่องของเจ้าหญิง    “งั้นกลับบ้านกันเถอะ  เดี๋ยวอัลจะโดนว่าเอา”  ดีนผงกศีรษะตอบ   การพบกันในวันนี้จำต้องแยกย้ายเพียงเท่านี้….

 

การพบกันนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะได้เจอกันอีก

 

บางทีต่อให้บอกว่า [แล้วเจอกันใหม่นะ]   ก็ใช่ว่าจะได้เจอกันอีก  เพราะทุกคนต่างมีความรู้พื้นฐานกันอยู่แล้วว่า…  คนในราชวงศ์ซึ่งอยู่ในปราสาทขนาดใหญ่นั้น   ไม่ใช่คนที่จะได้พบเจอกันง่ายๆ  จะต้องเป็นอัศวินหรือเข้าไปในวังด้วยฐานะใดสักอย่างเท่านั้น…

 

และถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องของราชวงศ์

เรื่องราวความสัมพันธ์ของตระกูลก็เป็นเรื่องที่ซับซ้อน….

                พวกเราเป็นแค่เด็กจึงไม่เข้าใจเรื่องบางอย่างอย่างถ่องแท้    บางสิ่งก็เป็นเรื่องเกินกว่าจะเข้าใจ  แต่ผู้ใหญ่ก็ปลูกฝังให้พวกเราค่อยๆจดจำเรื่องพวกนั้นให้จนได้   การจะเป็นอัศวินนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นได้  จะมีเพียงบางคน และต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติ….

 

และถึงแม้จะเป็นตระกูลที่มีคุณสมบัติ  ก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจไปได้…

                ย่านที่พักอาศัยตั้งอยู่ในเขตหนึ่งรอบปราสาทที่สูงใหญ่  บ้านเรือนเล็กและใหญ่บ่งบอกถึงสถานะของแต่ละครอบครัว   ยิ่งมีสถานะทางสังคมมากเท่าไหร่  พื้นที่ของบ้านก็จะยิ่งใหญ่โตและเป็นบริเวณของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น  คล้ายกับเป็นระบบศักดินาจากความดีงามที่เคยสร้างเอาไว้ในแต่ละรุ่น

 

คฤหาสน์ตระกูล  Pilchardus Thunnus และ Mackerel   มีรั้วรอบที่ตัดแบ่งจากบ้านเรือนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด  ซ้ำยังตั้งอยู่คนละตำแหน่งไม่ใกล้ชิดกัน   โดยมีหินสีที่ประดับรั้วเหล็กบ่งบอกว่าพื้นที่ใดเป็นเขตของตระกูลนั้น   หินสีซึ่งเหมือนกับสีผมที่สืบทอดกันมาทางพันธุกรรม

 

บ้านของดีนตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกของย่านที่พักอาศัย  คฤหาสน์ตระกูล Pilchardus ที่ได้เป็นอัศวินกันมาแทบทุกยุคทุกสมัย   เจ้าเด็กชายแสนซนกำลังแอบมุดเข้ามาในบ้านอย่างเงียบๆ  สายตาสอดส่องห้องโถงที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้อย่างระมัดระวัง

 

แต่ก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของหญิงคนหนึ่งไปได้   “ดีน กลับมาจนได้นะ  ออกไปเที่ยวเล่นโดดเรียนอีกตามเคย”   ม้วนหนังสือตบเข้ากลางกระหม่อมจากด้านหลัง

 

เขารีบตวัดหน้าไปมองทันที  “โธ่แม่!   เรียนย้อนหลังก็ได้….”   หญิงซึ่งมีใบหน้าที่ยังอยู่ในวัยสาวสวมใส่ชุดกระโปรงฟูฟ่องนิ่งมองและหยิกแก้มเจ้าลูกชายตัวแสบ

 

“ไม่ตั้งใจเรียนแล้วจะเป็นอัศวินได้ยังไง   บ้านเราเป็นอัศวินมาทุกรุ่นนะเจ้าเด็กบ๊อง”  ความคาดหวังและชื่อเสียงของตระกูลอยู่บนไหล่ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่นี้

 

เด็กชายผมน้ำเงินทำปากบู่หน้าตาบูดๆ   “……ผมก็ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นอัศวินรึเปล่า….” เป็นก็ได้ไม่เป็นก็ได้  ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก….

 

ซึ่งคำพูดนั้นยิ่งทำให้มารดาต้องสั่งสอนลูกชายให้หนักขึ้น  “ดีน!   รีบๆมีเป้าหมายได้แล้ว!   ไปอ่านหนังสือ!   ผลการเรียนแบบนี้ยังไม่ได้เรื่อง!”  การจะเป็นอัศวินต้องมีทั้งความรู้ ความสามารถ  ใครๆก็อยากที่จะเป็น…..

 

“ก็ผมยังไม่ได้คิดจะเป็นอัศวินจริงๆนี่!”  อัศวินอะไรนั่น  ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจสืบทอดกันมาของตระกูล  Pilchardus  ตอนนี้เขาหาได้มีแรงจูงใจไม่…..

 

อัศวินแห่งราชวงศ์ Steel เป็นงานที่เลอค่า…

มีเกียรติ เป็นชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล… เป็นเป้าหมายของทุกคนที่เกิดในดินแดนนี้…

                เพราะฉะนั้นในกลุ่มคนรุ่นราวคราวเดียวกันนั้น.. บางทีสถานะที่แท้จริงก็คือคู่แข่ง…    ห่างออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลสีน้ำเงิน   ณ เขตรั้วของคฤหาสน์ที่ประดับด้วยหินสีชมพูและแดง  บรรยากาศรอบคฤหาสน์ช่างหมองหม่นและดูไม่เป็นมิตรกับบ้านเรือนที่อยู่นอกเขตรั้วกั้น   ประตูเหล็กที่ปิดไม่ต้อนรับแขก…

 

อัลปาคาเรสแอบเปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบๆ    เด็กชายเดินเบาๆไม่ให้เกิดเสียงเพื่อตรงไปยังทางเข้าบ้าน  ผ่านสวนมาจนถึงบันไดยกสูง.. ผ่านประตูขนาดใหญ่มายังห้องโถงที่ดวงตาสีดำขลับจ้องไปหาบันไดวนทางขึ้นชั้นสอง    ใบหน้านั้นแลดูกังวลว่าจะมีคนมาเจอ

 

ความเงียบงันเสียจนเสียวสันหลังช่างชวนให้กดดัน   เดินเลาะตามเสามาถึงบันไดวนได้ก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง… แต่หาได้เป็นแบบนั้นไม่   “กลับมาแล้วเหรอ  อัลปาคาเรส”   น้ำเสียงเยียบเย็นพาให้เด็กชายขนลุกชัน…

 

ใบหน้าเริ่มซีดเซียวทันทีที่ยังไม่ได้เห็นหน้าของฝ่ายตรงข้าม   “…. กลับมาแล้วครับ….ท่านลุง….”   น้ำเสียงสั่นเครือจากความกดดันที่มาจากการมองจ้อง

 

ชายวัยกลางคนผู้นั้นมีใบหน้าเข้มมากด้วยประสบการณ์และน่าเกรงขาม  เครื่องแต่งกายคล้ายกับพวกขุนนางสีแดงเพลิงเข้ากับสีเส้นผมขับให้มีความรู้สึกกดดัน   ดวงตาสีดำเย็นชาจ้องมองลงมาจากบันไดขั้นเหนือกว่ายิ่งเหมือนบีบให้ร่างคนถูกจ้องเล็กลงจากที่เล็กอยู่แล้ว…

 

นายใหญ่แห่งบ้าน Thunnus ก้าวเดินลงมาหาหลานชายซึ่งดูอ่อนแอ   “ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนมา?”   คำถามที่ยากจะตอบความจริงออกไป….

 

เหงื่อเย็นๆเริ่มซึมออกมาเพราะความหวาดหวั่น  ใบหน้าอัลปาคาเรสเริ่มซีด   “ออกไปที่ทะเลมาครับ…..”   ไม่กล้าบอกว่าไปกับเพื่อนสองคนนั้น…

 

ดวงตาเย็นชาเหลือบมองด้วยปลายตา   “งั้นเหรอ”   แม้คำพูดจะราบเรียบ  หากแต่การกระทำกลับแข็งกระด้างและรุนแรง เมื่อมือที่แลดูทรงพลังนั้นจับที่บ่าของหลานชาย..  ออกแรงบีบเสียจนอีกฝ่ายรู้สึกเจ็บปวด

 

“ดูเหมือนแกจะไม่จดจำนะอัลปาคาเรส”  ดวงตาโตของเด็กชายอายุน้อยเบิกกว้างและสั่นไหวจากความหวาดกลัว   สองมือเริ่มสั่นตามไปด้วย

 

“ว่าพวกเราไม่ควรไปเกลือกกลั้วกับเจ้าพวกแมคเคอเรล”    ไม่ควรไปข้องแวะเกี่ยวข้อง  ลดทอนศักดิ์ศรีของผู้ที่มีสายเลือดที่ดีกว่า

 

จะต้องอยู่เหนือกว่า

                เด็กชายผมสีชมพูสั่นไหวไปทั้งร่าง…  กัดเม้มริมฝีปากเป็นสีซีดเซียวเช่นเดียวกับใบหน้า   เลือดเย็นๆคล้ายกับสูบฉีดไปทั่วร่างให้รู้สึกหนาวเหน็บ    แรงที่บีบลงมานั้นไม่น่ากลัวเท่าการลงทัณฑ์ที่อาจจะต้องเจอหลังจากนี้   การคลุกคลีทำความรู้จักกับศัตรู…เป็นเรื่องต้องห้าม….

 

จะต้องเหนือพวกคนพวกนั้น

 

                “ผะ….ผมรู้ครับ….  แต่พี่แม็คเหมือนพี่ชายของผม……..”   น้ำเสียงที่สั่นไหวขาดห้วงไปเมื่อหลังมือฟาดเข้าที่ข้างใบหน้า   ความหวาดกลัวยิ่งพุ่งขึ้นสูง….

 

ดวงตาสีเดียวกันแต่ลึกล้ำและเย็นชายิ่งกว่าจ้องตรงมา  ไม่กล้าสบตามองได้  กดดันเสียจนขาสองข้างแทบจะลงไปนั่งกับพื้น   “อย่าลดตัวคิดว่าพวกมันเป็นพวกเดียวกับเรา   ไม่ใช่พี่น้อง ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น”

 

Thunnus คือสายเลือดที่ดีกว่า  เหนือกว่า เก่งกาจและทรงเกียรติยิ่งกว่า   นายใหญ่ของบ้านจ้องมองหลานชายแล้วเรียกคนรับใช้ที่ไม่กล้าเข้ามายุ่งให้ออกมา   “พาอัลปาคาเรสไปที่ห้องใต้ดิน  ลงโทษจะได้สำนึก”

 

นัยน์ตานั้นเบิกกว้างขึ้นในทันที   ….มะ…..ไม่เอานะครับ…ผมขอโทษ….. ผมสำนึกผิดแล้ว……!“   เว้าวอนและขอร้องชายผู้เป็นลุง

 

“พาตัวอัลปาคาเรสไป”  คนรับใช้เข้ามาจับแขนของเด็กชายตัวเล็กๆที่แลดูอ่อนแอสั่นกลัว….   ในที่แห่งนั้นที่มืดทึม….  และเหมือนกับฝันร้าย….

 

เพราะเป็นเด็กจึงไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าทำไมจึงมีความขัดแย้ง….  ไม่ใช่เพียงแค่ความขัดแย้งของอาณาจักรทั้งสาม ซึ่งมีดินแดนอยู่ห่างไกลกันเสียจนไม่น่าจะยุ่งเกี่ยวกันได้..  แม้แต่ความขัดแย้งและการแข่งขันที่จริงจังของตระกูลออัศวินนั้น…. พวกเขาก็ยังไม่อาจเข้าใจถึงที่มาที่ไปของมันได้…

 

ทำไมจึงเป็นเพื่อนกันไม่ได้?   ทำไมจึงไม่อาจะปรองดองกันได้?   สายเลือด ความสัมพันธ์ ณ ช่วงเวลาที่เป็นเด็กพวกเรายังไม่เข้าใจมันดีนัก…

 

พวกผู้ใหญ่ต่างบอกว่าพวกเรา…. จะต้องเอาชนะ…..

                คฤหาสน์หลังที่สามซึ่งถูกล้อมรั้วและมีกินสีเงินประดับ  คือคฤหาสน์ของตระกูลแมคเคอเรล   เด็กชายผมสีเงินนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องโถงใหญ่ทันทีเมื่อกลับมาถึงบ้าน   ดวงตาสีดำจับจ้องตัวหนังสือพวกนั้นอย่างมีสมาธิ   เพราะมันคือหน้าที่ที่ต้องกระทำในฐานะลูกชายของบ้านหลังนี้…

 

ชายซึ่งแลดูแล้วอายุยังไม่เยอะมากนักและมีเส้นผมสีเงินเหมือนกับเด็กคนนั้นเดินเข้ามาในห้องโถง   เสื้อผ้าลำลองที่สวมใส่ดูแล้วไม่เหมือนตระกูลดังที่มีอำนาจ   เขาเดินไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม  เรียกให้แม็คคอยเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ

 

“ผมกลับมาตามเวลานะครับพ่อ”   เขาหยักยิ้มให้    อีกฝ่ายหยักยิ้มตอบที่เรียวปาก  ไม่มีคำต่อว่าใดๆหลุดออกจากปาก

 

“ไปเจอลูกชายสองบ้านนั้นมาอีกแล้วน่ะสิ”   แม้ไม่เห็นกับตา ก็สามารถรู้ได้จากคำพูดจากเพื่อนบ้านซึ่งรู้ต่อจากพวกเด็กๆอีกที

 

แม็คคอยเงียบไปพร้อมกับหลบสายตาลง    แม้ไม่มีคำพูดว่าปรามออกมา  มันก็เหมือนมีความกดดันผ่านมาทางสายตาแล้ว   “อยากจะทำอะไรพ่อก็ไม่ห้าม  แต่ต้องจำเอาไว้ให้ดีนะแม็คคอย”   บางอย่างที่ต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ อย่าได้หลงลืม….

 

…..จงเป็นอัศวินที่เหนือกว่าพวกที่ดูถูกเรา….

 

“ห้ามแพ้เด็ดขาดเลยนะ…  โดยเฉพาะพวกบ้านทูนนัส”    มือใหญ่สัมผัสลงบนศีรษะของลูกชาย  แม้จะเป็นสัมผัสที่อ่อนโยน  กระนั้นแล้วก็แฝงไว้ด้วยความกดดันและคำสั่งอยู่ในนั้น…   สิ่งที่ลูกชายตระกูลแมคเคอเรลจะต้องทำเพื่อตระกูลนี้….

 

……จงแสดงให้เห็นว่าพวกเราไม้แพ้ใคร….

 

แม็คคอยฟังอย่างเงียบงัน… และหลับตาลงอย่าเงียบงัน…   “ครับพ่อ…..”   พวกเราทั้งสามคนนั้นไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้  เพราะพวกเราเป็นคู่แข่ง….. เป็นเครื่องมือในตระกูลที่ใช้วัดอำนาจใส่กัน….

 

“เตรียมตัวไว้เยอะๆ  ตอนเข้าร่วมในโรงเรียน จะได้ทุนเหนือคนอื่น”    โรงเรียนแห่งนั้น….  จุดเริ่มต้นของการเข้าใกล้อัศวิน

 

การเป็นอัศวินคือการได้ทำในสิ่งที่ทรงเกียรติที่สุดใน C.A.N Universe  ไม่เพียงแค่ในดินแดนแห่งนี้เท่านั้น  ณ อาณาจักรแห่งอื่นก็นับว่าการเป็นอัศวินทรงเกียรติ   แม้จะเป็นการเอาชีวิตของตัวเองไปเป็นของคนอื่นเพื่อเข้าร่วมในสงครามแบบนั้น

 

พวกเราไม่ได้มีความฝันอะไรเป็นพิเศษ

…..ไม่เคยคิดอยากเป็นอัศวินจากความต้องการของตัวเอง…

 

                ตระกูลทั้งสามเป็นอัศวินมาทุกยุคทุกสมัย  เช่นเดียวกับราชวงศ์ที่คอยเฝ้ามองดูชาวเมืองและแต่งตั้งอัศวินจากการคัดเลือกมาทุกยุคทุกสมัย     เด็กหญิงผมสีเทาเข้มยาวยวงนั่งอยู่ตรงหน้าบานกระจกกลมที่มีขอบลวดลายที่สวยงาม   ปล่อยผมสยายให้ชายผมสีทองแต่งตัวเหมือนพ่อบ้านหวีจากด้านหลัง

 

ห้องนอนกว้างที่ตกแต่งอย่างสวยงาม มีเตียงสี่เสาขนาดใหญ่สมกับเป็นห้องนอนของเจ้าหญิง  ยกเว้นโทนสีที่ดูหม่นๆไปหน่อยไม่เข้ากับเด็กผู้หญิงที่น่าจะชอบสีชมพู   ใบหน้าของโคลมแลดูมีความสุขและอารมณ์ดี  ซึ่งชายหนุ่มมองดูแล้วเดาไม่ยากว่ามาจากเรื่องอะไร

 

“คุณหนูตัวน้อยของฉันยังคิดจะออกไปนอกปราสาทอีกเหรอ?”   คำพูดไม่มีหางเสียงอันไม่เหมาะสม บางครั้งก็น่าสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายจึงไม่โดนว่า

 

“ไปสิราล์ฟ  ฉันอุตส่าห์ได้เจอคนที่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนซะที”    โคลมยื่นคำขาดและเอาแต่ใจ  มันเป็นเรื่องไม่สมควรสักเท่าไหร

 

ชายผมสีทองหวีเรียบเสยไปด้านหลังเหยียดยิ้ม  แลดูไม่เดือดร้อนและคิดจะห้ามจริงจัง   “สีผมของเด็กพวกนั้น   คงจะเป็นพวกตระกูลพิลชาดัส ทูนนัสแล้วก็แมคเคอเรล   พวกนี้เป็นอัศวินทั้งนั้นเลยน๊า”

 

คำบอกเล่าลอยๆนั้นดึงดูดให้เธอนิ่งฟังและแปลกใจ  “เหมือนเคยได้ยินมาจากท่านพ่อกับท่านแม่”  บรรดาอัศวินที่ทำงานกับราชวงศ์นั้นมีหลากหลายระดับ…

 

“ในศึกหลายๆครั้ง  พวกเรามักได้ชัยชนะจากอัศวินที่มาจากตระกูลพวกนี้ล่ะ  คุณหนูตัวน้อยของฉันคงต้องศึกษาละเอียดๆ”   ราล์ฟไม่ยอมบอกเล่าทั้งหมด  บางเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเอาเองจึงจะสมเป็นผู้นำในอนาคตข้างหน้าเมื่อโตขึ้น

 

หลายครั้งไม่ได้หมายความว่าทุกครั้ง….

ในบรรดาสามอาณาจักร…  กำลังรบของโครเมียมนับว่าอยู่ในลำดับที่ 3

                โคลมถอนหายใจ…  จนกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ การต้องศึกษาเรื่องบ้านเมือง การทำสงคราม การเมือง ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญและเรียนรู้มัน…   เธอเองก็ยังเด็กและไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด   สงครามระหว่างดินแดนทั้งสาม… ทั้งๆที่พวกเราเป็นสายเลือดเดียวกัน สายเลือด Steel….

 

“จะว่าไปราล์ฟจะไม่อยู่อีกแล้วเหรอ?”  เจ้าหญิงตัวน้อยมองหน้าคนด้านหลังผ่านทางกระจก   ซึ่งเขาก็ยิ้มให้เช่นกัน

 

“ฉันก็ต้องไปทำหน้าที่ของฉันบ้างสิ   ไม่ได้เข้าไปที่โรงเรียนเป็นเดือนแล้วนะ  ทุกคนคงคิดถึงแย่แล้ว”   เขาวางหวีลงบนโต๊ะเครื่องแป้งของเจ้าหญิง   โรงเรียนบางอย่าง…..

 

เด็กหญิงตัวเล็กทำหน้ามุ่ย  กระนั้นก็ไม่พูดห้ามอะไรเพราะมันเป็นหน้าที่     “ฉันก็คงต้องศึกษาเรื่องงานของราล์ฟด้วยสินะ?”

 

“ต้องศึกษาเยอะๆเลยนะ  ถ้าอัศวินคืออาหารมื้อหลัก  พวกฉันก็คือพ่อครัวที่ปรุงอาหารไงล่ะ”  เพื่อมอบอาหารที่ทรงคุณค่าให้กับเจ้านาย  คำเปรยเปรยที่น่าเวียนหัวสำหรับเด็กที่ตามไม่ทันนัก

 

“พูดจาเข้าใจยากอยู่เรื่อย  ฉันนอนดีกว่า  พรุ่งนี้ฉันจะได้ออกไปข้างนอกอีก”   โคลมในชุดนอนกระโปรงสีขาวเดินตรงไปหาเตียงนอน   เพียงแค่คิดถึงว่าจะได้ออกไปหา [เพื่อน] ข้างนอกนั้นเธอก็รู้สึกดี…  และรู้สึกว่าการอยู่ในวังก็ไม่ได้น่าเบื่ออะไรนัก

 

“ราตรีสวัสดิ์คุณหนูของฉัน”  คำก็คุณหนูของฉัน สองคำก็คุณหนูของฉัน  หากเป็นพวกหญิงสาวคงรู้สึกขนลุกไม่น้อย ไม่ก็ปลื้มเสียเต็มประดาเพราะเป็นคำพูดของชายรูปงาม..

 

“ราตรีสวัสดิ์ราล์ฟ”   ราตรีสวัสดิ์เพื่อตื่นมาในเช้าวันใหม่…..

 

การจะเรียนรู้และทำความเข้าใจโลกใบนี้

…..ต้องใช้เวลาในการศึกษามัน….

 

                สิ่งที่ทำกันมาเป็นร้อยๆปี  มีเรื่องราวหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้เพื่อสืบทอด   องค์ประกอบทุกอย่างก็เหมือนทะเลที่อยู่คู่กับอาณาจักรโครเมียม…   อรุณรุ่งของเช้าวันใหม่สาดส่องไปทั่วชายหาดสีขาวบริสุทธิ์  ท้องทะเลสีครามช่างสดใสและสว่างไสว….

 

แตกต่างจากเด็กชายผมสีชมพูที่นั่งเขี่ยพื้นทรายเปียกๆนั้นเล่น…  วาดรูปหนึ่งแล้วคลื่อนก็ลบเลือนมันหายไป  วาดอีกรูปหนึ่งแล้วมันก็ลบเลือนไป  ทำซ้ำๆไปมาด้วยท่าทางอันเหม่อลอย…  ขอบตาของอัลปาคาเรสนั้นช้ำแดง  เช่นเดียวกับตามตัวมีรอยแผลที่พยายามสวมเสื้อแขนยาวปิดบัง แม้ไม่เข้ากับอากาศร้อนและชายทะเล

 

อาจจะเป็นโชคดีของเขาที่วันนี้ไม่มีเด็กเกเรผ่านไปมา  มิฉะนั้นสุดท้ายก็คงโดนรังแกเหมือนเดิมอีก…   บุตรแห่งบ้านทูนนัสอยู่ในภวังค์เหม่อลอยของตัวเอง    โดยไม่รู้ตัวว่ามีใครบางคนมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ   ดวงตาสีฟ้าครามกำลังจ้องดูคนเหม่อด้วยการแกล้งทำตัวเงียบๆ…

 

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่รู้ตัวเลย   ดีนจึงขยับไปใกล้ๆหูเจ้าคนตัวเล็กกว่า  “อัลปาก้า!”   พร้อมกับตะโกนเสียงดังให้ตกใจเล่น…

 

และมันก็ได้ผล อัลปาคาเรสลงไปนั่งจุมปุ๊กกับพื้นทรายเปียกๆทันที    “ผมตกใจนะดีน!”   อีกฝ่ายหัวเราะร่วนอย่างขำขัน

 

ก่อนที่ดวงตาของเพื่อนผมสีน้ำเงินจะมองเห็นรอยช้ำที่ข้อมือของฝ่ายตรงข้าม   “นายไปโดนอะไรมาอีกแล้ว?”   พยายามจะจับ  แต่อัลกลับดึงแขนเสื้อปิดและไม่ยอมให้แตะ..

 

“ไม่มีอะไรหรอก  แหะๆ….”  ยิ้มแห้งๆตอบพาให้คนที่เป็นห่วงรู้สึกหงุดหงิดในใจ   ถ้าไม่โดนแกล้ง ก็โดนคนที่บ้านลงโทษทำอะไรสักอย่าง….

 

ซึ่งเขาไม่ชอบเลยสักนิดที่อัลไม่ยอมตอบโต้ ซ้ำยังนิ่งเฉยแบบนี้   และไม่เข้าใจด้วยว่าเหตุใดบ้านทูนนัสจึงไม่ชอบหน้าพวกเขานัก  แต่สิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งทำได้ก็คือเป็นเพื่อน…   “เดี๋ยวก็หาย   ถ้าหายแล้วนายต้องสู้คนกว่าเดิมนะอัล!”   มือขยี้ผมเจ้าคนผมสีชมพู

 

เพื่อนตัวเล็กกว่ายิ้มบางๆ  ความสดใสและกล้าหาญของดีนช่างเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม   “…ผมจะทำได้รึเปล่าก็ไม่รู้….”   แค่คิดก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว   เห็นท่าทางถอดใจแบบนั้นเจ้าเด็กผมน้ำเงินจากขยี้ผมก็เป็นตบศีรษะทันที  แต่ครู่หนึ่งคล้ายกับจะสังเกตเห็นว่าโคนผมของอีกฝ่ายนั้นเริ่มเป็นสีแดง…

 

มองพักหนึ่งแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร    “…ดีน…. เลิกเล่นหัวผมได้แล้ว เดี๋ยวผมก็ผมร่วงกันพอดี”   อัลรีบบอกก่อนคนเล่นเพลินจะลืม

 

ตลอดช่วงเวลาที่รู้จักกัน ดีนทำตัวเป็นเหมือนโล่ให้กับอัลมาเสมอ   แม้จะขัดใจก็ยังทำแบบนั้น   “แม็คมาช้าจัง  หรือว่าจะยังไม่ตื่นนะ”   ดวงตาสีฟ้ามองไปรอบๆก็ยังไม่มีวี่แวว

 

ชายหาดแห่งนี้คือที่สถานที่นัดพบของกลุ่มเด็กๆ….

ที่ไม่ควรจะมายุ่งเกี่ยวกัน….

                แม็คคอยแอบเดินออกมาจากคฤหาสน์อย่างเงียบๆเมื่อครูสอนพิเศษจากไป   เด็กหนุ่มผมสีเงินลัดเลาะไปตามทางเดินเล็กๆที่มีหลายสายในย่านที่อยู่อาศัยเพื่อไปยังย่านการค้า  และเพื่อออกไปยังท่าเรือที่อยู่ไกลออกไป    ยามเช้าแบบนี้บริเวณท่าเรือค่อนข้างคึกคักจากเรือปลาประมงที่กลับมา  สาหร่ายมากมายกำลังลำเลียงใส่ลังไม้เพื่อนำไปส่งให้กับร้านค้า

 

เด็กชายซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มพยายามเดินเร็วๆเพื่อไปให้ถึงตามนัด  การปล่อยให้พวกน้องชายต้องรอมันดูไม่ดีนักในฐานะที่เป็นพี่    แต่เมื่อก้าวเกือบจะหลุดผ่านเขตของท่าเรือไปสู่ชายหาดได้   เสื้อด้านหลังของเขาก็ถูกดึงด้วยมือของใครบางคนให้หันกลับไปมอง

 

“แม็ค….รอด้วย…”    เสียงนั้นหอบหายใจคล้ายกับวิ่งตามมา   ซึ่งเมื่อมองดูดีๆก็เห็นภาพของเด็กตัวเล็กๆในผ้าคลุมมีฮู้ดสีน้ำตาลคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อวานนี้

 

“โคลม….   นี่เธอออกมาจริงๆเหรอเนี่ย?”   แม็คคอยมีสีหน้าแปลกใจที่ได้เจอกับเจ้าหญิงในวังอีกครั้ง   เธอเกาแก้มแก้เขิน… การรักษาคำพูดก็เป็นหน้าที่ของราชวงศ์เหมือนกัน

 

“ก็ฉันบอกว่าแล้วเจอกันใหม่ไง”   แล้วเจอกันนะ…  เพราะฉะนั้นจะต้องมาเจอให้จนได้  ไม่ใช่การพบกันแค่ครั้งเดียวแล้วหายไปเลย

 

แม็คคอยรู้สึกประหลาดใจในความรั้นของเจ้าหญิงผู้ควรจะอยู่แต่ในวัง  ความรั้นแบบนี้พาให้เขานึกถึงดีนกับอัลปาคาเรส  และแม้แต่ตัวของเขาเอง  ความรั้นจะมาเจอกันทั้งๆที่ไม่ควรจะเจอกัน  เพราะมันไม่มีเรื่องดีกับตัวเองนอกจากการได้มาเจอเพื่อน

 

ทุกคนต่างคิดง่ายๆแค่อยากมาเจอกันแค่นั้นเอง  ไม่มองถึงสิ่งที่ควรจะเป็น  เพราะมันไม่สำคัญ    “งั้นเดินไปด้วยกันนะ  ไปหาดีนกับอัล”   สองคนนั้นก็คงรออยู่ที่เดิมเช่นเดียวกัน

 

วูบหนึ่งดวงตาสีเทาเข้มคล้ายกับจับความรู้สึกบางอย่างจากอีกฝ่ายได้  “แม็ค   นายมีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า?”  แววตาที่แฝงความรู้สึกนั้น

 

ชายผมสีเงินส่ายหน้าไปมา   “ไม่มีอะไร   ว่าแต่เธอน่ะออกมาบ่อยๆไม่เป็นไรแน่เหรอ?”   การแอบออกมาจากวังแบบนี้เพื่อมาหาชาวเมืองที่ควรอยู่ในการปกครอง

 

“ไม่เห็นจะเป็นไรเลย  ฉันอยากเจอพวกนาย”   อยากรู้จักให้มากกว่านี้..   เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันซึ่งไม่มีอยู่ในรั้วกำแพงวังแห่งนั้น

 

และก็เป็นตามที่คาดเมื่อมาถึงชายหาด   ดีนและอัลปาคาเรสต่างมีสีหน้าที่ตกใจเมื่อได้เจอกับเจ้าหญิงจากราชวงศ์อีกครั้งหนึ่ง   ไม่มีใครคาดคิดว่าแต่ละคนจะรั้นมาเจอกันได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า….  เพราะความเป็นเพื่อนที่ค่อยๆก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆนี้….

 

มีครั้งแรก มีครั้งที่สอง มีครั้งที่สาม….

หลากหลายครั้งที่มาเจอกันโดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากผู้ใหญ่….

                เรื่องราวมากมายที่ได้แลกเปลี่ยน  เรื่องราวมากหลายที่มาทำความรู้จัก  เรื่องของตระกูล เรื่องของราชวงศ์  เรื่องของอัศวิน….  จนดูเหมือนกำแพงต้องห้ามที่วางขั้นเอาไว้โดยพวกผู้ใหญ่จะพังทลายหายไปได้สักวันหนึ่ง…   แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น….

 

….เพราะตอนนั้นพวกเราเป็นเด็ก…ยังไม่โตพอ….

                และหนึ่งเดือนหลังจากนั้น …   ในที่สุดจุดเปลี่ยนก็ได้มาถึง ……

 

 

—————————

Free Talk : เจ้าหญิงโคลมกับนายราล์ฟ เหมือนจะเป็นเจ้าหญิงกับพ่อบ้าน แต่ตาราล์ฟมีบทบาทอย่างอื่นที่ไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้จะเล่าละเอียดในพาร์ตตอนที่พวกนี้โตแล้ว ก็น่าจะประมาณตอนหน้าไม่ก็อีกตอนนึง แล้วแต่การตัดเหตุการณ์ เพราะพยายามให้ 1 ตอนเนื้อหาไปไกลหน่อย…

เรื่องนี้ควรจัดเป็น Gerne : Stange(?) ถึงมันจะประหลาด แต่วันก็เป็นเรื่องแนว School life ในอนาคตนะ!?

ตีสัญลักษณ์จากในเรื่องเหมือนตอนก่อน

point : ความสัมพันธ์ของบ้านแมคเคอเรลกับทูน่า เล่าแบบไม่ละเอียดเพราะต่อๆไปจะค่อยๆบอกได้ว่า จากข้อมูลปลาสองชนิดนี้ จริงๆทูน่ากับแมคเคอเรลนี่ก็มาจากปลาสายพันธุ์เดียวกันนี่ล่ะ แต่ทูน่าคือทูน่า แมคเคอเรลเป็นชื่อเรียกรวมของปลาหลายๆชนิดที่ใหญ่กว่าซาดีน จริงๆทูน่าก็เป็นแมคเคอเรลได้ แต่ไม่เป็น มีชื่อการค้าเป็นของตัวเองเลยคือทูน่า ด้วยเนื้อที่แตกต่างกว่า (ราคาก็แพงกว่านะ)

point2 : ปลาตัวไม่เต็มวัยจะไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร แต่ตอนตัวเต็มวัยจะต่างกันมาก

Point3 : เจ้าหญิงโครเมียม เอ๊ย… โคลม เจ้าหญิงกระป๋องก็เลยมีผมกับสีตาที่เหมือนสีของโครเมียม เธออาจจะเป็นตัวละครหญิงคนเดียวของเรื่องที่ตัวละครชายไม่ได้รุมแย่งก้เป็นได้ ก๊าก เพราะนี่ไม่ใช่ฟิครัก(?)

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 03/01/2014 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: