RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 28

02 มี.ค.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

 

ความ Contrast นั้นเป็นเรื่องที่คลาสสิค

                ที่ๆอันตรายที่สุดคือที่ๆปลอดภัยที่สุด   ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อได้มาเป็นมิตร  ก็เท่ากับเป็นเพื่อนพ้องที่แข็งแกร่งที่สุด  ความขัดแย้งของความอันตรายกับปลอดภัยนั้นเป็นอะไรที่หยิบมาใช้กันบ่อยๆ   ศัตรูหัวใจก็มักจะกลายมาเป็นมิตรแท้ได้เหมือนกัน  เช่นเดียวกับการ์ตูนในนิตยสารอันหนึ่ง  ซึ่งมักจะเล่นเรื่องศัตรูที่กลายมาเป็นมิตรแท้อยู่บ่อยๆ  และอาจจะกลายเป็นเหมือนคนข้างบ้าน

 

ต้นตำหรับของศัตรูกลายเป็นเพื่อนมาจากไหนไม่อาจรู้

แต่ศัตรูหัวใจตอนนี้คือที่ปรึกษา

 

ตอนที่ 28 :  ศัตรูในวันวานคือมิตรในวันนี้

 

ยามค่ำคืนที่แสงจันทร์ไม่สว่างเท่าแสงไฟจากหลอดไฟนีออน  คืนวันศุกร์เป็นช่วงเวลาของการนัดพบของคู่รักในช่วงปลายสัปดาห์ที่เหนื่อยมาตลอด 5 วัน จันทร์ถึงศุกร์   รถยนต์ยุโรปสีดำขลับขับเคลื่อนมาจอดลงตรงหน้าของหอพักนักศึกษาย่านมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ

 

เด็กหนุ่มในชุดลำลองก้าวลงจากรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับ  เหตุการณ์แบบนี้มันช่างคุ้นๆ   ราวกับว่าใช้ฉากซ้ำกันกับตอนที่แล้วแบบขี้เกียจลงทุนหาฉากสถานที่ใหม่   รีไซเคิลอย่างแนบเนียนเพียงเปลี่ยนช่วงเวลาจากตอนต้นของตอนที่ผ่านมา  แล้วประโยคคำพูดแรกจะรีไซเคิลของเก่าด้วยหรือไม่?

 

“รีบๆกลับบ้านล่ะครับ  ระวังจะเจอด่านตำรวจ”   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองผ่านกระจกรถไปยังคนขับ  กลิ่นแอลกอฮอล์เล็กน้อยที่ติดตัวบ่งบอกว่าไปดื่มมา…  เดทยามค่ำคืนในแบบของผู้ใหญ่บรรลุนิติภาวะแล้ว

 

อัศวินคลี่ยิ้มตอบ  ใบหน้าของชายหนุ่มมีสีแดงระเรื่อน้อยๆบอกให้รู้ว่ามีอาการมึนเมาเล็กๆ  ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะสองคนนี้คออ่อนพอๆกัน   “ถ้าเป็นห่วงว่าฉันจะโดนตำรวจจับ  ฉันค้างที่นี่ได้มั้ยจัน?”

 

“ไม่ได้ครับ!”   หนุ่มวิศวะรีบขัดคอทันใด   การปล่อยให้คนเมาเข้าห้องเป็นครั้งที่สามนับเป็นการไม่จดจำประสบการณ์ครั้งเก่าที่เคยเกิดขึ้น

 

คนโดนปฏิเสธรู้สึกขำ  “พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ด้วย  ไม่ได้จริงๆน่ะ?”   ประธานหนุ่มใหญ่หลอกล่อเป็นครั้งที่สอง  ทั้งคู่มีความสัมพันธ์เกินกว่าระดับที่คบหากันอยู่…เพราะฉะนั้น…..

 

“ไม่ได้ครับ!!”  จัน สะกิดใจปฏิเสธอย่างชัดเจนไปอีกยก   เพราะคบหากันอยู่และเคยพลาดพลั้ง  เรื่องค้างแรมด้วยกันมันจึงอันตรายอย่างยิ่ง   เพิ่มระดับความไม่พอใจด้วยอัศเจรีย์เพิ่มไปอีกหนึ่งกลายเป็นสองตัวถ้วน

 

ชายผมบลอนด์โดนปฏิเสธครบสองครั้งก็ไม่พูดขอเป็นครั้งที่สาม   แท้จริงก็แค่ถามเพื่อหยอกเล่นไปอย่างนั้น  นับตั้งแต่เกิดเรื่องและตกลงจะคบหาดูใจกันนั้น   ประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านก็ไม่เคยทำให้อีกฝ่ายต้องลำบากใจนัก

 

เรียวปากคมคลี่ยิ้มอย่างมีความสุข   “งั้นฉันกลับล่ะนะ  ราตรีสวัสดิ์จัน”  ได้ออกเดทด้วยกันโดยที่อีกฝ่ายเต็มใจและไม่ขัดขืนก็พอแล้ว…. เรื่องความซึนละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

 

เมื่อกระจกไฟฟ้าของรถยนต์ยุโรปกำลังจะเลื่อนปิด   จันก็เกิดความลังเลบางอย่างขึ้นมาเสียก่อน   “ดะ…เดี๋ยวก่อนครับ!”    เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มรีบเรียกก่อนกระจกรถจะปิดลง   มีบางสิ่งที่รู้สึกค้างคาใจและยังตัดสินใจไม่ได้…

 

อัศวินจึงเปิดกระจกรถกว้างขึ้นอีกครั้ง    “มีอะไรเหรอ?” ดวงตาสีฟ้าครามมองอย่างคาดหวัง  คนที่เผลอปากเรียกออกไปเริ่มอึกอัก…

 

จู่ๆก็นึกถึงคำพูดที่สนทนากันกับพี่สาวไม่แท้ของเพื่อนสนิทในช่วงบ่ายของวันนี้   เรื่องที่เขายังไม่ได้บอกใครให้รู้แม้แต่พ่อแม่หรือเพื่อนสนิท  การไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศช่วงหนึ่งเพื่อควบปริญญาโทและทำ Final Project ไปพร้อมๆกันด้วย

 

“เอ่อ……”  จริงๆเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะบอกคนนี้ๆ… แต่วูบหนึ่งรู้สึกว่าควรจะบอกหรือเปล่า  มันเกิดความลังเลขึ้นในใจ….

 

….แต่นี่คือชีวิตของเขา…. เขาจะต้องรู้สึกผิดที่ปิดทำไม….

                ท้ายที่สุดเด็กหนุ่มก็กำหมัดแน่นและเงียบปากลืมสิ่งที่ตั้งใจไป    จะบอกช้าบอกเร็วก็ไม่สำคัญหรอก ตอนนี้เฉยๆไว้คงจะดีกว่า…   “ไม่มีอะไรหรอกครับ  ราตรีสวัสดิ์”   บอกปัดออกไปไม่ให้อีกฝ่ายสงสัย

 

หากแต่คำพูดที่ว่า [ราตรีสวัสดิ์]  กลับเป็นคำที่คนฟังรู้สึกอึ้งและหัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างปิติยินดี    “เป็นครั้งแรกเลยนะ  ที่เธอกระตือรือร้นจะบอกว่าราตรีสวัสดิ์กับฉัน”   จันถึงกับสะอึก….

 

เขาหาได้ตั้งใจจะพูดคำนี้  ธุระที่ไปเรียกก็ไม่ใช่เรื่องนี้ด้วย  แต่กลับกลายเป็นแบบนี้ไปเสียได้   “….งั้นก็กลับบ้านไปได้แล้วนะครับ  ท่าทางคุณจะสร่างเมานิดหน่อยแล้ว”  จะช่วยภาวนาไม่ให้เจอด่านตรวจแอลกอฮอล์ของตำรวจจราจรยามดึกเข้าก็แล้วกัน

 

“งั้นฉันไปจริงๆล่ะนะ  แล้วเจอกันพรุ่งนี้”  ก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้อ้าปากค้าน  รถยนต์สีดำก็ปิดประจกใส่ก่อนดักทางทันที   นี่พรุ่งนี้ก็คิดจะมาหาอีกแล้วจริงๆเหรอ!!

 

ตั้งแต่รับปากว่าจะคบหากันนั้น เวลาที่เจอหน้ากันคือแทบทุกวัน  และดูเหมือนจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ…  หากวันหนึ่งเขาคิดจะหายหัวไปเฉยๆด้วยการบอกสาเหตุตอนกระชั้นชิด… การกระทำแบบนั้นจะโดนโกรธใส่หรือเปล่านะ  เขาก็ไม่เคยเจอดาร์คสมิงห์เสียด้วย…

 

แต่ดาร์คสมิงห์ก็อาจไม่มีจริงก็เป็นได้   เพราะประธานหนุ่มใหญ่แลดูเป็นคนใจเย็นและมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่   คงไม่มาโกรธเคืองเรื่องที่ความรักครั้งใหม่กลายเป็นระยะไกลแบบรักครั้งเก่า….    คิดเองจู่ๆก็เริ่มคิดมากเองจนลืมเดินเข้าข้างในของหอพัก…

 

บาดแผลในใจของฝ่ายตรงข้าม….

คือการที่คนรักอยู่ไกลเกินไปจนไม่อาจเจอกันได้บ่อยๆ…..

                จัน สะกิดใจกลับมายังห้องนอนของตัวเองด้วยความคิดสับสน   แล้วเขาจะสับสนทำไมในเมื่อตัวเองก็ไม่คิดอะไรเป็นพิเศษมากมายกับชายคนนั้น…   หนุ่มวิศวะเดินไปนั่งจุมปุ๊กที่หน้าโทรทัศน์ซึ่งไม่ได้เปิดดูละครภาคดึก… เข็มนาฬิกาตอนนี้บอกเวลาเที่ยงคืนตรง….

 

หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเสียบสายชาร์ตแล้วก็มองมันนิ่งๆ  บางทีเขาควรจะเริ่มบอกเรื่องนี้กับเพื่อนสนิทก่อน  แต่ครั้นจะเดินไปเคาะประตูห้องพวกโขน อานัติ ไร่นา เบญจรูญเอาป่านนี้ก็กระไร   เขาจึงเลือกหยิบโทรศัพท์เพื่อมากดหาเบอร์ของอลิน แย้มเก้อ…

 

ใจหนึ่งก็คิดว่าอาจจะโทรไปผิดเวลาอีก  แต่อีกใจก็คิดว่าควรจะพูดเพราะดาร์คอลินคงน่ากลัวที่สุด  ต้องบอกตั้งแต่เนิ่นๆ….    เสียงสัญญาณดังรอบที่ 1 2 3 4….  และในที่สุดปลายสายก็กดรับโทรศัพท์เสียทีหลังจากทิ้งช่วงนานจนคนรอคิดหนัก

 

“อลิน  นอนรึยังวะนั่น  คงยังไม่นอนใช่เปล่า?”   กรอกเสียงถามผ่านโทรศัพท์ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ณ คอนโดมีเนี่ยมย่านพญาไท…

 

….อีกฝั่งหนึ่งที่วันหยุดมักจะไม่ได้นอนเร็วๆกันนัก….

                บนเตียงนอนขนาด 6 ฟุตเผยร่างของที่ปรึกษาบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านนั่งอ่านหนังสือธุรกิจ  ขณะที่เด็กหนุ่มนักศึกษาแพทย์นอนหนุนตักอีกฝ่ายเพื่อคุยโทรศัพท์    ก่อนหน้ากำลังเล่นเกมค้างเป็นไคลเม็กอยู่พอดี  โทรมาผิดจังหวะสุดๆ…

 

“ยังไม่นอนว่ะ  แต่เล่นเกมค้างอยู่  โทรมาป่านนี้มีอะไรวะ?”  คำพูดคำจาที่ออกจากปากอลินพาให้ชายคนรักอายุมากกว่าเหลือบมองและรู้ได้ทันทีว่ากำลังคุยกับใครอยู่

 

เมื่ออยู่กับชายอายุมากกว่าคือแสนซื่อ สมเป็นเด็ก  แต่เมื่ออยู่กับเพื่อนคนแสนซื่อก็กลายเป็นยอดเกรียนห่ามๆ… สมกับเป็นวัยรุ่นไม่มีปิดบัง   “ถ้าไม่พูดฉันจะวางแล้วก็เล่นเกมต่อนะเว้ย”   โหดจริงๆ….

 

[อย่าเพิ่งวาง!   ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย!]   ได้ยินแบบนั้นมือที่ตั้งใจจะกดวางสายก็หยุดก่อน  อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ได้นอน

 

“เรื่องอะไรล่ะ?”   อลินถามกลับไป  แต่ฝั่งจันกลับเงียบใส่ชวนให้หงุดหงิดรอบที่สอง  คล้ายกับว่าเพื่อนสนิทลังเลที่จะพูดอะไรบางอย่าง

 

เหมือนจันจะรู้ทันว่าจะโดนวางสายอีกรอบจึงรีบพูด  [เดี๋ยวๆๆๆ!!………  ขอเวลานอก  ปรึกษากับคุณรีวัลย์ก่อนได้รึเปล่าวะ?]    แทนที่จะคุยกับเพื่อนกลับเปลี่ยนเป้าหมายไปหาแผนของเพื่อนเสียแทน…   เดือนคณะวิศวะช่างป๊อดในเรื่องไม่เป็นเรื่อง

 

“หา?  นี่นายมีปัญหาชีวิตอะไรเนี่ย??”   จู่ๆขอเวลานอกประหนึ่งกำลังแข่งกีฬาอยู่   ซ้ำยังเป็นการเรียกขอความช่วยเหลือจากโค้ชฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย

 

[….เหอะน่า….  ขอคุยกับคุณรีวัลย์หน่อย….]  ได้ยินแบบนั้นดวงตาสีเขียวก็เหลือบมองขึ้นไปหาคนที่ตัวเองนอนหนุนตัก  มือส่งโทรศัพท์มือถือให้

 

“จันจะคุยด้วยครับพี่รีวัลย์  ไม่รู้ว่ามีอะไรเหมือนกัน”   ต่างคนต่างก็งงกับโทรศัพท์ในยามวิกาลนี้   ชายหนุ่มอายุมากกว่าเลิกคิ้วก่อนจะรับโทรศัพท์มาแนบหูของตัวเอง

 

“นายมีอะไร?”  ปลายสายได้ยินเสียงของคนเป็นผู้ใหญ่กว่าก็เงียบกริบไปครู่หนึ่ง   น้ำเสียงราบเรียบที่แฝงความหงุดหงิดเอาไว้ชวนให้ใจเสีย   ที่สงสัยคือตอนนี้เปิดลำโพงให้เพื่อนสนิทของเขาได้ยินด้วยหรือเปล่า  แต่คงจะไม่….

 

เรื่องง่ายๆที่เขากลับทำให้มันยากขึ้นชักจะซับซ้อน   [คือว่าผมกำลังจะทำ Final Project  หลังจากฝึกงานช่วงปิดเทอมนี้…..] เกริ่นเรื่องด้วยน้ำที่คนฟังเริ่มสับสน

 

“ก็ดีแล้วนี่ แล้วยังไง?  ฉันไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษาของนาย  อลินก็ไม่ใช่เด็กวิศวะที่จะช่วยนายได้หรอกนะ”  คนหนึ่งกำลังเรียนอยู่ในคณะแพทยศาสตร์  ส่วนอีกคนจบบัญชีพ่วงปริญญาโทกฏหมายมา  หาได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของคอมพิวเตอร์ไม่

 

[ไม่ได้จะขอให้ช่วยอะไรครับ!  คือว่าผมจะไปทำ Final Project แล้วก็เรียนต่อที่ต่างประเทศ….ซักพัก…..]  ฟังแค่นั้นคนสูงวัยก็เริ่มคาดเดาปัญหาของวัยรุ่นได้

 

ทางเลือกระหว่างการทำตามความฝันให้ไกลที่สุด

กับการลังเลที่ต้องห่างกับพวกเพื่อนๆหรืออาจจะคนรัก(?)ด้วย

                รีวัลย์เหลือบมองดูอลิน แย้มเก้อซึ่งหยิบหนังสือการ์ตูนมาอ่านแทนเมื่อไม่มีโทรศัพท์จะเล่นเกม  PinePad ก็ชาร์ตแบตอยู่ไกลไม่อยากหยิบมาใช้   ปัญหาของตอนนี้คือจัน สะกิดใจไม่กล้าบอกใครสินะ  ปิดเทอมซัมเมอร์มีเวลาประมาณ 2 เดือนกว่าๆเกือบ 3 เดือน

 

“นายบอกใครบ้างรึยังนอกจากฉัน?”    เสียงทุ้มถามกลับไป   แท้จริงแล้วสถานะของเขาไม่ควรจะมารับรู้คนแรกๆเสียด้วยซ้ำ

 

[มีมะขามกับเพื่อนในคณะที่รู้แล้ว   นอกนั้นก็ยังไม่มีใครครับ  ผมเพิ่งคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาไม่นานนี้]   ปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหามันเพิ่งเริ่มต้น…

 

“นายคิดจะบอกอัศวินรึเปล่า?”  ถามตรงจุดและชวนจุกในเวลาเดียวกัน  เปิดประเด็นทันทีหาได้มีความอ้อมค้อมพาให้คนฟังสะอึกทันตา

 

[ก็คงไม่บอกเร็วๆนี้มั้งครับ….  เพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร….]  เสียงอ่อนลงทันตาเห็นขัดกับคำพูด  สมกับเป็นซึนเดเระบอยอย่างแม้จริง

 

ที่ปรึกษาบริษัทที่เริ่มทำตัวเป็นที่ปรึกษาความรักของคนอื่นทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีประสบการณ์มากถอนหายใจ  “ปัญหาของนายคงไม่ใช่เรื่องไม่รู้จะเริ่มบอกเพื่อนยังไง  แต่เป็นเรื่องอัศวินตะหาก”  พูดใส่ตรงจุด…

 

[ผมไม่ได้คิดหนักเรื่องคุณอัศวินเลยนะครับ!!   เพราะพวกเราไม่ใช่แผนกันซะหน่อย!!]  ก็แค่คบหาดูใจกันเฉยๆ…   เสียงตะโกนเพิ่มเดซิเบลกรอกมาทางโทรศัพท์

 

ผู้ใหญ่ที่โดนแผดใส่มาเริ่มหงุดหงิด  หน้าผากกำลังจะย่นตามดวงตาที่ตึงเครียด  “แล้วนายจะคิดมากเสียงอ่อนทำไม  ถ้านายคิดว่าช่างเรื่องอัศวินเถอะ? ฮึ?”    ต่อให้ไม่เห็นหน้าอีกฝ่ายตอนนี้ก็พอจะเดาสภาพได้

 

อลินได้ยินบทสนทนาเพียงผ่านๆเริ่มเงยขึ้นมองหน้าแฟนอายุมากกว่า   ท่าทางเรื่องที่ปรึกษากันจะเป็นเรื่องที่จริงจัง  และดูเหมือนจะเป็นเรื่องปัญหาหัวใจของเพื่อนสนิทเขาเสียด้วย  ในที่สุดก็มีวันที่จัน สะกิดใจเริ่มว้าวุ่นเพราะคนอื่นแล้วสินะ  น่าปลาบปลื้มยินดีเสียจริง

 

[ผมไม่ได้คิดมาก ไม่ได้เสียงอ่อนเลยนะครับ คุณอัศวินน่ะไว้บอก 1 วันก่อนจะไปก็ยังได้!]   ผู้ชายซึนเดเระประกาศความเหนือที่น่าขำขัน

 

“เหรอ?  งั้นนายจะปรึกษาอะไรฉันมิทราบ?”   รีวัลย์ถามกลับให้เด็กวิศวะเงียบ  ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทของแฟน ก็ใช่ว่าจะปราณีด้วยหรอกนะ… ใจดีเยอะแล้ว…

 

[……..เอ่อ…. จริงๆแล้ว…ผม…เอ่อ…  ถ้าไม่บอกคุณอัศวินก็คงอาจจะโกรธ  แต่ถ้าบอกคุณอัศวินจะรู้สึกคิดมากรึเปล่าครับ?]  ชายผู้เป็นผู้ใหญ่กว่าฟังปัญหาว้าวุ่นใจของวัยรุ่นแล้วหัวเราะเบาๆในลำคอ   ออกจะเป็นไร้เรื่องสาระไปเสียหน่อย  แต่มันดูมีอะไรมากกว่านั้น

 

คนเราถ้าไม่ใส่ใจแล้วล่ะก็…. จะไปสนใจความรู้สึกของอีกฝ่ายทำไม

                ประสบการณ์ความรักครั้งเก่าที่ร้าวฉานของอัศวิน สมิงห์ ประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน ก็คือเรื่องรักระยะห่างนั่นล่ะ  แต่กับเด็กหนุ่มวิศวะคนนี้  ทั้งคู่ยังไม่ได้เป็นแฟนกันเต็มตัวไม่ใช่หรือ?  รวมถึงฝ่ายเด็กปากแข็งก็ปฏิเสธตลอด..  แล้วจะสนใจความรู้สึกของอีกฝ่ายทำไมถ้าเกิดไม่คิดอะไร?

 

พวกวัยรุ่นนี่ช่าง….    “นายน่ะ  ถ้าไม่คิดอะไรกับอัศวินซักนิด  แล้วนายจะมานั่งคิดมากเรื่องอัศวินทำไม?”  เกินกว่าการเอาใจใส่คนรอบตัว

 

[ฮ่ะ? ครับ???  ผมไม่ได้คิดมาก!?]  เสียงเดือนคณะรีบตอบมาทันทีที่จบประโยค  ตอบเร็วไปไหน   สุดท้ายชายผู้โดนนับถือเป็นพี่ชายก็ตลบหลังด้วยการเปิดลำโพงให้อลิน แย้มเก้อได้ยินไปด้วย

 

“ถ้าฉันบันทึกเทปเอาไว้ ฉันคงเอาคำพูดก่อนหน้านี้มานายมาเปิดให้ฟัง  ดูนายเป็นห่วงความรู้สึกของอัศวินดีนะ”  สิ้นประโยคก็มีเสียงว๊ากลั่นมาอีก  เป็นเอามาก…

 

[ก็ฝ่ายนั้นเวลาจิตตกชอบทำตัวโลกมืดนี่ครับ!!]  กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่มีปัญหาขึ้นมา   ชอบทำตัวเหมือนไม่มีอะไร  แต่กลับพูดคำพูดที่ชวนให้เป็นห่วงนัก…

 

“นายก็เลยเป็นห่วงเป็นใยสินะ  แคร์อัศวินดี  สมกับที่กำลังคบกันอยู่ ขนาดไม่ใช่แฟนกัน”  ณ เวลานี้จัน สะกิดใจรู้สึกเหมือนโดนผู้ชายสูงแค่ 160 เซนติเมตรไล่ต้อนทางโทรศัพท์  ฝั่งเพื่อนนักศึกษาแพทย์ฟังไปด้วยก็แอบขำตาม  นี่มันนิยายรักวัยใสสุดๆ

 

“เริ่มคิดมากสินะ  เพราะปกติเจอหน้ากันแทบทุกวัน  ถ้าจู่ๆหายตัวไปก็เริ่มกังวล”  เป็นห่วงฝ่ายตรงข้ามที่เคยมีปัญหาเรื่องพวกนี้  คิดแทนเขาไปเรียบร้อยแล้วเพราะว่าใส่ใจในความรู้สึก

 

เจ้าความรู้สึกพิเศษที่มีให้คนที่ไม่ใช่เพื่อนไม่ใช่พ่อแม่แบบนั้น

                “นายชอบอัศวินขึ้นมาแล้วสินะ?”    ประโยคคำถามที่เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ยิงเข้าไประเบิดใส่พื้นที่หอพักมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ

 

[นายชอบอัศวินขึ้นมาแล้วสินะ?]

คำพูดนี้วนเวียนอยู่ในหัวราวกับเสียงสะท้อน….

                จัน สะกิดใจจับโทรศัพท์มือถือแล้วนิ่งค้างเหมือนกลายเป็นก้อนหินไปชั่วขณะหนึ่ง ชอบ ไม่ได้ชอบ ชอบ ไม่ได้ชอบ ชอบ ไม่ได้ชอบ ชอบ….  ประโยคของแฟนเพื่อนพ่วงตำแหน่งเพื่อนร่วมงานของคนที่กำลังคบด้วยดังก้องซ้ำแล้วซ้ำอีก  เหมือนร่างกายโดนตรึงเอาไว้…

 

ภาพความทรงจำที่มีร่วมกันมันไหลแล่นเหมือนฉากในละครที่พระนางรู้สึกตัว  เด็กหนุ่มรีบเอาหัวโขกกับโต๊ะในทันที   “ไม่ได้ชอบซักหน่อยครับ!  ผมไม่ได้ชอบคุณอัศวิน!!”   ใบหน้าที่หล่อเสียของเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเหมือนมะเขือเทศ

 

[เหรอ  ลองไปคิดทบทวนตัวเองดูก็แล้วกัน  นายก็จะได้คำตอบเองว่าทำไมนายถึงได้คิดมากเรื่องนี้นัก]  มือเด็กหนุ่มสั่นไหวเป็นเจ้าเข้า   ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชอบเลยซักนิด!!

 

[นอนให้หัวเย็นลงซะเถอะ  ถ้านอนหลับนะ]   แล้วโทรศัพท์ก็วางสายไป ปล่อยให้คนตั้งใจไปปรึกษาได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยท่าไม้ตายขั้นสุดยอด

 

จันวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะในหอพักอย่างไร้วิญญาณ  สมองรู้สึกว้าวุ่นไปหมดกับคำถามนั้น   คำว่าชอบ  กับไม่ได้ชอบ สลับตีกันเหมือนทำสงครามกันในหัว  อาการแบบนี้ช่างคล้ายกับเมื่อ 9 ปีที่แล้วตอนที่เริ่มรู้สึกตัวว่าชอบอลิน แย้มเก้อ… เฮ้ย! เหมือนไม่ได้  มันจะเหมือนไม่ได้เด็ดขาด!

 

ประจวบเหมาะกับเปิดโทรทัศน์แล้วเจอละครรักไต้หวันรอบดึก   “ชอบเขาแล้วสินะ?”   คำพูดจากพระรองที่พูดกับนางเอกพาให้หยิบรีโมทมาปิดโทรทัศน์ทันที  อะไรจะประจวบเหมาะกันขนาดนั้น!?

 

“ไม่ได้ชอบซักหน่อยเว้ย!!!”  แผดเสียงร้องออกมาด้วยความอึดอัด  อยากจะลงไปกลิ้งกับพื้นแล้วดิ้นพล่านเหมือนพวกเด็กๆอนุบาลที่โวยวายไม่ได้ดั่งใจ

 

ทำไมเขาต้องใส่ใจสนใจความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามด้วย?

เพราะเข้าใจว่าเป็นคนมีแผลใจเหมือนกันเหรอ?

                ทำไมต้องไปคิดมากถ้าเกิดตัวเองจะเลือกไปตามความฝันในที่ไกลๆ   จะห่วงทำไมว่าฝ่ายนั้นจะเป็นตายร้ายดียังไง  แฟนก็ไม่ใช่…  การตกลงคบดูใจกันก็เป็นแค่สัญญาปากเปล่าไม่ได้ผูกมัดว่าจะต้องเป็นแฟนต่อไป  ถ้าไม่ได้ชอบมันก็แค่นั้น…อาจจะดีเสียอีกหนีไปสงบจิตสงบใจจากเรื่องรักคุด

 

ตัวตนของประธานหนุ่มซึมลึกในชีวิตประจำวันของเขาไปแล้วเหรอ?

                คืนวันศุกร์ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงเช้าวันเสาร์เวลา 9 โมงเช้า   เดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบนอนไม่หลับแม้แต่งีบเดียว  น้ำท่าก็ยังไม่ได้อาบ นั่งนิ่งๆอยู่บนเตียงนอนด้วยดวงตาที่แดงก่ำและแพนด้าจากการอดนอน  คำพูดเสียดแทงใจจากนายรีวัลย ไม่ทราบสกุลยังคงหมุนวนซ้ำๆไปมา

 

รู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อมีคนมาเคาะประตูห้องพักของตัวเอง    เคาะครั้งที่ 1 สมองยังไม่สั่งการให้เดินไปเปิด  เคาะที่ 2 เริ่มรู้สึกเหมือนมีคนมาหา  เคาะที่ 3 กำลังจะลุกขึ้น  แล้วครั้งที่ 4 5 6 7 8 ก็ตามมาแบบรัวๆคล้ายกับนอกห้องเริ่มรำคาญที่ไม่ลุกมาเสียที

 

“นึกว่านายกลับบ้านไปแล้ว ยังอยู่เหรอจัน อ่าว…  นายไม่ได้นอน?”   อีกฝั่งหนึ่งของประตูคืออานัติซึ่งกำลังสะพายเป้คล้ายกับจะกลับบ้านในวันหยุด

 

“ยังไม่ได้นอนเลย…  นายมีอะไร?”   สภาพที่แสนอิดโรยพาให้เพื่อนเกือบลืมธุระของตัวเองไป  ดูจากเสื้อผ้าแล้วคงอดนอนจริงๆ

 

“คุณอัศวินรออยู่หน้าหอน่ะ ให้ผมมาปลุกนายเพราะไม่อยากขึ้นมาเอง เดี๋ยวนายจะเคืองเอา”   สิ้นประโยคของเพื่อนร่วมกลุ่ม  สมองที่หยุดทำงานตั้งแต่เมื่อวานก็กลับมาทำงานอีกรอบ  ด้วยคีย์เวิร์ดคำว่า [อัศวิน สมิงห์]  ประเดี๋ยวก่อนมาตั้งแต่เช้าเลยเรอะ!?

 

ยังไม่ทันจะตอบหรือโวยวายอะไร   เพื่อนผู้ฉลาดกว่าก็ชิงหนีไปเสียก่อน   “ผมมาปลุกจันแล้วนะ  งั้นผมกลับบ้านล่ะ  อย่าให้คุณอัศวินรอนานนะจัน”

 

สมองประมวลผลอย่างว่องไวว่าต้องไปอาบน้ำก่อน  แม้จะดีเลย์ไปบ้างหลายวินาทีเพราะอดนอน  การลงไปพบหรือเก็บตัวอยู่ในห้องคงไม่ดีแน่  และถ้าอีกฝ่ายเห็นอาการอิดโรยก็คงจะถามว่าเป็นอะไร  เจ้าคำถามนั้นล่ะที่ไม่อยากได้ยินที่สุดในตอนนี้…

 

นอนไม่หลับเพราะคิดเรื่องของอีกคนทั้งคืน….

เขาใกล้จะบ้าแล้วสินะจัน สะกิดใจ!

                รถยนต์ยุโรปสีดำจอดอยู่ริมเสาไฟฟ้าใกล้ๆหอพักหน้ามหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ ณ ที่เดิม จุดเดิม  เป็นที่ประจำจนไม่มีใครกล้ามาจอดตรงนั้นราวกับรู้ว่าจะต้องมีรถคันนี้มาจอด   กระทั่งลุงเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อก็เริ่มทักทายกับประธานบริษัทผมบลอนด์คนนี้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเป็นคนคุ้นเคย   ป้าร้านอาหารตามสั่งก็ใกล้จะชินตามไปอีกคน

 

อัศวิน สมิงห์ในชุดลำลองเสื้อโปโลและกางเกงขายาวที่ทำให้ดูอ่อนวัยลงกว่าชุดทำงานเล็กน้อยยืนพิงรถ  มือถือโทรศัพท์มือถือเปิดอ่านข่าวรอเด็กหนุ่มที่นัดหมายไว้เมื่อวานอย่างใจเย็น   แม้จะไม่ได้นัดกันอย่างเป็นทางการและออกจะเหมือนการมัดมือชกก็เถอะ

 

วันเสาร์และอาทิตย์จัน สะกิดใจมักจะกลับบ้านที่รัชดาภิเษก  เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะไปเยี่ยมและทักทายผู้ปกครองหนุ่มนักศึกษาเพื่อสร้างความสนิทสนม   การเข้าตามตรอกออกตามประตูให้ผู้ปกครองได้เห็น เป็นขั้นตอนที่เรียนรู้มาจากเพื่อนร่วมงานอย่างที่ปรึกษาบริษัท ซึ่งตามจีบเด็กอายุ 15 มาด้วยวิธีนั้นยันเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 เข้าไปแล้ว

 

ยืนอยู่พักใหญ่ๆ  ดวงตาสีฟ้าครามก็เหลือบมองไปทางประตูทางออกของหอพัก   “สายสวัสดิ์   นอนเพลินสินะ  ฉันให้เพื่อนเธอไปปลุกก่อนเวลาตื่นรึเปล่า?”    ไม่ได้นอนเลยตะหาก….

 

ดวงตาสีน้ำตาลที่มีรอยช้ำแพนด้าจ้องหน้าคนมาเยือน   “ช่างเถอะครับ  ถ้ายาวผมก็คงเกือบลืมว่าจะกลับบ้าน”  ถ้าไม่กลับแม่จะโกรธเอา  มารดานั้นน่ากลัวยิ่ง….

 

“ท่าทางเหนื่อยๆนะ เป็นอะไรรึเปล่า หรือว่าอ่านหนังสือดึก?”   ชายอายุมากกว่าขยับเข้ามาใกล้   มือแกร่งยกขึ้นสัมผัสใต้ตาที่เป็นญาติแพนด้าที่เชียงใหม่…

 

เปรี๊ยะ!!

                ความรู้สึกนี้เหมือนโดนไฟฟ้าสถิตถ์ไม่ก็ไฟฟ้าช็อตเอา   นัยน์ตาเด็กหนุ่มเบิกกว้างจากสัมผัสไม่ทันตั้งตัวนั้น  ขาทั้งสองข้างรีบถอยห่างออกมาด้วยความตกใจ   ปฏิกิริยาแบบนั้นก็พาให้อีกฝ่ายตกใจไปด้วย  อาการเหมือนต่อต้านเสียขวัญแบบนั้น

 

“ตกใจอะไรขนาดนั้นน่ะจัน  ยังตื่นไม่เต็มตื่นสินะ”  อัศวินหัวเราะเบาๆ   ทำไมตกใจได้ขนาดนั้น

 

โดยไม่รู้ตัวใบหน้าของคนที่โดนสัมผัสคล้ายกับเปลี่ยนสีชมพูระเรื่อ   หัวใจที่อยู่ในอกก็ชักจะเต้นผิดจังหวะขึ้นมา  คำพูดของแฟนเพื่อนก็ตามมาหลอกหลอนได้อีก  ชอบไม่ได้ชอบ ชอบ ไม่ได้ชอบ… เพียงแค่มองสบตาสีฟ้าครามนั้น  ใบหน้าก็ใกล้จะระเบิด…!

 

“ไปเถอะ  จะได้ทันมื้อเที่ยงที่บ้านเธอ”   วงแขนเคลื่อนมาโอบแผ่นหลังอย่างเป็นธรรมชาติ   หลอกตีเนียนสัมผัส  คนโดนแตะถึงกับสะดุ้งเฮือก

 

“ไม่ต้องแตะครับ!!!”   เจ้ากระต่ายตื่นที่อยู่ในภาวะว้าวุ้นรีบวิ่งดิ่งไปขึ้นรถฝั่งที่นั่งคนขับเอง   ปฏิกิริยาตอบรับแสนต่อต้านแบบนั้นแปลกมาก…

 

อัศวิน สมิงห์ยืนมองเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนซึ่งขึ้นรถไปโวยวายอยู่คนเดียวจากด้านนอก  ได้แต่มองอย่างสงสัยว่าฝ่ายนั้นเป็นอะไร  อาการต่อต้านและโวยวายออกจะรุนแรงกว่าที่เคยพบเห็นในเคสก่อนๆ  พักนี้ยิ่งทำตัวเหมือนมีเรื่องปิดบังและทำตัวแปลกๆเสียด้วย

 

แต่เพราะยังคงว่าง่ายจึงคิดไปในทางว่าเริ่มกลับมาเกลียดก็คงจะไม่ใช่   “สงสัยจะเรียนหนักนั่นล่ะ”   คงมีเรื่องเรียนมาว้าวุ่นใจจนทำให้ทำตัวแปลกๆ  ชายหนุ่มคิดในแง่ดี

 

การศึกษาซึนเดเระหาตำราอ้างอิงไม่ได้

อาจจะต้องใช้ไลท์โนเวลตัวเองเตี้ย แบน ซึน

                จัน สะกิดใจหยุดหัวใจที่เต้นแรงไม่ได้ก็เริ่มใช้มือทุบแทน   ทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนี้?  นี่มันเป็นความผิดของผู้ชายเตี้ย 160 เซนติเมตรแฟนของอลิน แย้มเก้อนั่นล่ะ   เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองชอบประธานหนุ่ม  แต่กลับโดนพูดแทงใจดำแบบนั้น ไม่ได้ชอบ! ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชอบเลยเว้ย!

 

หากทำตัวแปลกๆอีกฝ่ายก็จะสงสัย   หนุ่มวิศวะเริ่มเอาหลักธรรมมะของเพื่อนผมเกรียนมาใช้อีกครั้ง  ยุบหนอ พองหนอ  สมาธิมาปัญญาจะเกิด…   นั่งหลับตาทำสมาธิที่เบาะด้านข้างคนขับ  จนกระทั่งคนขับรถกิตติมาศักดิ์อย่างคุณชายบ้านสมิงห์ ย่านเกษตรนวมินทร์เดินขึ้นรถมา

 

“ถ้าเมื่อคืนอดนอน ระหว่างไปที่บ้านก็หลับไปพลางๆได้นะ”   มือแกร่งยื่นมาแตะสัมผัสข้างแก้ม  ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน….

 

สมาธิที่ควรจะมาก็กระเจิงทันที

                “งั้นขอนอนล่ะครับ!”  จัน สะกิดใจรีบสะบัดใบหน้า เอียงลำตัวหันออกไปทางกระจกรถพร้อมกับข่มตานอนหลับ   ตอนนี้คล้ายกับในอกมันมีกลองมาตีรัวๆให้เสียสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ  สงบไม่ได้แล้วเริ่มจะเป็นหนักขึ้นไปอีก  เขาเป็นบ้าอะไรไปแล้วล่ะเนี่ย

 

ท่าทางแปลกๆของกระต่ายชวนให้คุณเสือสงสัยมากขึ้นไปอีก   ด้วยประสบการณ์ความรักที่ช่ำชองยิ่งกว่า  อาการแบบนี้มันเป็นอาการของการประหม่าใส่คนที่ชอบ หรือไม่ก็อยู่ในสภาวะว้าวุ่น  ซึ่งนั้นเอามาใช้อ้างอิงกับซึนเดเระได้หรือเปล่า?   การจะคิดเข้าข้างตัวเองก็ดูเหมือนจะหลงตัวเองเกินไป

 

ไปเจออะไรมาก็ไม่รู้หรอกนะ   แต่ถ้าเริ่มจะใช่ ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี    “ราตรีสวัสดิ์ ถึงแล้วจะปลุก”  ยื่นมือไปลูบหัวอย่างเอ็นดู…

 

สัมผัสแบบนั้นแม้ข่มตาหลับก็ทำให้คิดมาก  ทั้งๆที่เริ่มชินชาไปกับผู้ชายตีเนียนชอบ Skinship อย่างอัศวิน สมิงห์ได้แล้ว  ยามนี้เหมือนทุกอย่างกลับไปเริ่มใหม่เสียอย่างนั้น…  ชอบงั้นเหรอ?  ไม่ได้ชอบ… ไม่ได้ชอบเสียหน่อย  คนที่สำคัญเป็นลำดับที่ 1 ไม่ใช่เสียหน่อย….

 

มันต้องไม่ใช่ความรักอย่างแน่นอน….

                สิ่งที่ควรจะคิดในเวลานี้คือ Final Project และการตามเป้าหมายของตัวเอง    “…..ผมจะนอนล่ะครับ….”   กับนายคนนี้นั้นฝึกงานเสร็จค่อยบอกก็ยังได้….

 

….ไม่ได้ชอบท่านประธานหรอก….

                การหนีความจริงกับการเผชิญหน้ากับความจริง  สองอย่างนี้แตกต่างกันที่ความกล้าหาญของคนที่กำลังประสบปัญหาอยู่  ความรู้สึกบางอย่างถ้าไม่มีคนบอกทักก็คงยากจะเริ่มค้นพบสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกๆในใจ   เพราะความใกล้ชิดมันทำให้เกิดความเคยชิน….

 

กระต่ายเริ่มว้าวุ่นเพราะคำพูดของแรคคูนเข้า

                ความเคยชินก็เหมือนกิจวัตรประจำวันที่ต้องเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า  ไม่เคยเห็นความแปลกหรือผิดปกติของมันเลย  หากไม่เกิดเหตุการณ์ให้รถไฟฟ้าวิ่งไม่ได้ หรือต้องซ่อมแซมขึ้นมา  จึงได้รู้สึกว่าความเคยชินนั้นจริงๆมันก็มีอะไรเกิดขึ้นได้  ในที่สุดความรักก็เข้าใกล้บ้านของเด็กหนุ่มเสียที

 

การรู้สึกตัวเร็วดีกว่ารู้สึกตัวช้า

เพราะซึนเดเระมักจะทำให้เรื่องแย่ลง…

 

ก่อนที่จะเสียของที่พยายามตามหา

จำต้องยอมรับใจตัวเองเสียก่อน

—————————————

Free Talk : จันยังคงหนีความจริงอยู่ ทั้งๆที่นี่เป็นอาการของคนที่ชอบเค้าไปแล้วเต็มๆ ถ้ายื้อไปนานๆอาจจะเป็นปัญหาอีกก็ได้ เพราะอีกฝ่ายทุ่มมาให้ทั้ง 100 ตั้งแต่แก้ปัญหาหัวใจของตัวเองสำเร็จ ส่วนฝั่งคุณรีวัลย์ก็เป็นที่ปรึกษาสมกับเป็นพี่ชาย อลินกลายเป็นตัวซัพมาสองตอนแล้วนะนั่น 5555

 
4 ความเห็น

Posted by บน 03/02/2014 in Uncategorized

 

4 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 28

  1. fray666

    03/02/2014 at 1:21 PM

    โฮ่ยยยย เจ้ากระต่ายน้อยน่ารักเกินไปแล้วนะนั่นน่ะ

    คุณอัศวินนนนนน จับกดอีกซักรอบสิค้าาา เผื่อจะหายซึน 5555+

    // โดนอายะซังตื้บดับข้อหาหางานมาให้

     
  2. kuroageha

    03/03/2014 at 4:05 PM

    แงงงงงงงงงงงงงง T v T
    เข้ามาอ่านทีสองตอนรวดเลย
    ทำไมใจเต้นตามจันทุกฉาก 5555555 ขำ
    เหมือนอ่านการ์ตูนสาวน้อยเลยค่ะ (นั่งกลั้นยิ้มจนหน้าเบี้ยวกลางออฟฟิศ 55555)

     
  3. taraikari

    03/26/2014 at 9:25 PM

    พี่รีวัลย์ร้ายกาจมาก
    เป็นที่ปรึกษาที่สามารถช่วยและทำร้ายจันได้ในเวลาเดียวกัน
    ส่วนน้องอลินที่ตอนที่แล้วไม่มีบท
    ตอนนี้ก็บทน้อยนะ
    นอนตักพี่รีวัลย์และขำอย่างเดียว

    จัน!
    นายซึนเกินไปแล้วนะ
    แถมยังซึนแบบอารมณ์สาวน้อยซะด้วย
    ฮ่าๆๆๆ

     
  4. ルーチェ・ตป.♥แจนน้อย (@scuroluce)

    04/24/2014 at 9:13 AM

    พี่รีวัลย์กู๊ดจ็อบบบบบบบบบบ!!!
    ไม่ได้อ่านนาน กลับมาอ่านอีกทีจันก็ยังน่าแกล้งเหมือนเดิม >w> แฟน
    – ตัวเองเตี้ย แบน ซึน >> ตัวเอก

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: