RSS

[Novel] C.A.N CH.2

03 มี.ค.

ปลากระป๋องนั้นก็มีชีวิตจิตใจเพียงแค่เรามองไม่เห็น

ทุกสรรพสิ่งล้วนแต่มีการดำเนินชีวิตของตัวเอง

มีพบและมีการแยกจาก แม้เพียงชั่วขณะหนึ่ง

                อาณาจักรเกาะกลางมหาสมุทรประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ที่หลากหลาย   บ้างก็มาจากต้นตระกูลเดียวกันและแตกแขนงออกไปเป็นบ้านต่างๆ  บ้างก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง  แต่สิ่งที่ชาวเมืองสืบทอดกันมาแต่ละรุ่นคือ “ความภาคภูมิใจ”  ที่ได้เป็นอัศวินใต้เบื้องพระบาทของราชวงศ์โครเมียม

 

เจ้าความภาคภูมินี้เป็นเหมือนก้อนหินหนักอึ้งซึ่งถูกผูกมัดไว้บนหลังของบุตรหรือบุตรีแห่งบ้านใหญ่ทั้งสาม..   เหล่าตระกูลที่แทบผูกขาดเอาตำแหน่ง “อัศวิน” เอาไว้   ตระกูล  Pilchadus   Mackerel และ Thunnus  ใครก็ตามที่เกิดมาในตระกูลเหล่านี้ต้องสืบทอดความภาคภูมิใจนั้นเอาไว้ใช้จนได้

 

            หากวันใดที่ตัวเลือกอื่นถูกเลือกขึ้นมาแทนที่….

ศักดิ์ศรีที่มีคงพังทลายลง

 

                ในสวนของคฤหาสน์ตระกูล Pilchadus มีพื้นที่โล่งจุดหนึ่งปูด้วยก้อนกรวดสำหรับทำกิจกรรมในที่แจ้ง เช่นการออกกำลัง หรือการฝึกซ้อมอะไรบางอย่างที่ทำในบ้านไม่ได้เพราะอาจทำให้ข้าวของเสียหาย  และในวันนี้ก็มีการใช้พื้นที่ในการเรียนการสอนพิเศษสำหรับลูกชายคนเดียวของบ้าน

 

ทั้งๆที่วันนี้เป็นยามเช้าที่สดใส  กระนั้นลูกชายผมสีน้ำเงินนัยน์ตาสีฟ้ากำลังประสบกับความเหนื่อยล้าชวนให้หนีไปเที่ยว…

 

เสียงดาบโลหะกระทบกันครั้งแล้วครั้งเล่าดังก้องในที่โล่งปูด้วยก้อนกรวด    เด็กหนุ่มผมน้ำเงินยาวตรงซึ่งมีร่างกายสูงกว่าและอายุมากกว่าดีนใช้ดาบฟาดฟันเข้าใส่เจ้าตัวเล็กเป็นจังหวะต่อเนื่อง   ทั้งคู่สวมใส่เสื้อลำลองสีน้ำตาลกางเกงขายาวสีเดียวกันและรองเท้าบูท   ภาพที่เห็นชัดเจนว่าเด็กชายผมน้ำเงินนั้นอ่อนชั้นเชิงกว่ามาก

 

สุดท้ายดีนก็ลงไปนั่งกองกับพื้นหมดเรี่ยวหมดแรงทั้งที่การเรียนดำเนินไปแค่ไม่ถึง 15 นาที    “ไม่เอาแล้ว…เฮอริง…….”  น้ำเสียงอิดโรยเปล่ง  ถ้าลงไปเลื้อยกับพื้นได้ก็คงทำไปแล้ว

 

“เป็นเด็กเป็นเล็กแค่นี้หมดแรงแล้ว   ถ้าคุณป้ารู้คงสวดนายยับเยินอีก”   เป็นลูกชายที่เป็นความหวังของตระกูลแต่กลับทำตัวขี้เกียจ…

 

ดวงตาสีฟ้าครามเหลือบมองไปยังใบหน้ายิ้มแย้มของชายอายุมากกว่า    “….เอาน่า…  ก็ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเป็นอัศวินอะไรขนาดนั้น…”

 

Herring  เป็นลูกพี่ลูกน้องซึ่งสืบเชื้อสายมาจากคุณปู่ทวด  Clupeidae  ด้วยอายุที่ห่างกันในระดับหนึ่ง อีกฝ่ายจึงถือเป็นพี่ชาย  แต่หากเกิดมาในรุ่นราวคราวเดียวกัน  ภาระหน้าที่เรื่องการเป็นอัศวินก็คงไม่ตกมาอยู่บนหลังของดีนเพียงคนเดียว

 

เฮอริงมองดูภาพน้องชายตามศักดิ์แล้วถอนหายใจ   “นายกับเพื่อนๆไม่มีความคิดอยากจะเป็นอัศวินกันอย่างจริงจังบ้างเรอะ?”

 

ดีนนิ่งไปพักหนึ่ง…  พวกเขาไม่มีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษ  ไม่ได้มีแรงจูงใจอะไรขนาดนั้น  ทำตามหน้าที่ของครอบครัวเท่านั้นเอง.. ซึ่งก็ไม่ได้เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องยึดติดกับความภาคภูมิใจขนาดนั้น?    “ทำไมอยากเป็นอัศวินกันนักนะ…  เฮอริงถ้าไม่เป็นก็เป็นอย่างอื่นได้นี่?”

 

ดวงตาสีเดียวกันจ้องมองใบหน้าเด็กที่ไร้เป้าหมาย   “สำหรับบางคนแล้ว  การที่ไม่ได้เป็นอัศวินคือความล้มเหลว  เป็นแค่พวกไร้ค่า”   เป็นแค่ชนชาวเมืองระดับล่างที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไร….

 

“นายเกิดมามีโอกาส  อย่างน้อยๆก็มีภาษีดีกว่าคนอื่นเค้าถ้าเข้าไปในโรงเรียน”   เฮอริงขยี้ผมเจ้าตัวเล็กกว่า… หากโตกว่านี้แล้วเด็กชายคงเข้าใจโลกมากขึ้นกระมัง  ว่าโลกของ C.A.N Universe นั้นเป็นอย่างไรกัน

 

ไม่ใช่ทุกคนที่จะผ่านการคัดเลือกใน [โรงเรียน]

กว่าจะผ่านไปถึงราชวงศ์มันมีกำแพงมากกว่านั้น….

                ดีนทำหน้าตาบูดบึ้งเมื่อได้สดับฟัง  เรื่องพวกนี้ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกมาตั้งแต่จำความได้   ถ้าคิดจะเดินไปทางนั้นแล้ว สถานะเพื่อนที่มีต่อกันคงมิแคล้วกลายเป็นคู่แข่งหรอกเหรอ?   ทำไมคุณปู่ทวดไม่เป็นชาวประมง เป็นนักวิชาการ เป็นพ่อค้า เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่อัศวินกันนะ….

 

ชายผมยาวมองหน้าเจ้าน้องชายดื้อดึงอย่างขำขัน   หน้าตาบูดบึ้งต่อต้านแบบนั้นคงไม่คิดจะฟังอะไรแล้ว   “ฉันอนุญาตให้ออกไปเที่ยว  แต่นายต้องกลับมาเรียนตอนบ่ายๆล่ะดีน”   เพียงเท่านั้นดวงตาสีฟ้าครามก็เป็นประกายสดใสขึ้นมาทันตาเห็น

 

“ขอบคุณนะเฮอริง!   บอกแม่ด้วยนะว่าฉันตั้งใจเรียนมากๆ!!”   ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงลุกขึ้นยืนได้ทันทีเมื่อจะได้ออกไปตะลอนๆข้างนอก   พี่ชายผมน้ำเงินยาวเห็นแล้วปลงๆ

 

“โอเค จะบอกให้ ไปเถอะ”    แล้วดีนก็รีบกึ่งวิ่งกึ่งกระโดดไปทางประตูด้านหน้าคฤหาสน์ในทันที   เรื่องเล่นกับเพื่อนมาเหนือเรื่องการเรียนพิเศษ….

 

เฮอริงจ้องมองแผ่นหลังเล็กๆที่ยังไม่โตเต็มที่ของญาติสนิท   การสืบทอดความเป็นอัศวินนั้นน่ะ… ตัวเขาในอดีตก็ไม่เคยคิดถึง  แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่เติบโตขึ้นก็เริ่มที่จะเข้าใจว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้เป็นอย่างไร  การที่บ้าน Pilchadus มีสายเลือดเข้มข้นที่สุดในตระกูลปู่ทวด Clupeidae มันยิ่งช่วยไม่ได้…

 

เด็กอีกสองคนของบ้านแมคเคอเรลและทูนนัสก็คงไม่แตกต่างกัน  การที่ทั้งสามเป็นเพื่อนกันในตอนนี้และต่อๆไปจะดีกว่ากลายมาเป็นคู่แข่งกัน   พาให้นึกถึงเรื่องในรั้วโรงเรียนสมัยที่ตัวเองเป็นนักเรียนอยู่…   ทุกคนต่างแข่งขันเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง..  ถึงแม้จะไม่ได้มีกฏบอกว่าอัศวินมีได้แค่คนเดียวก็ตาม

 

มีเป้าหมายเสียตั้งแต่ตอนนี้…. จะได้เริ่มต้นได้เร็วกว่า

                หาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ต้องแสงแดดส่องประกายระยิบระยับ  จากวันที่พานพบกัน  นี่ก็เป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วที่สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดนัดพบประจำของกลุ่มเพื่อนทั้ง 4    หลังเสร็จการกิจของตัวเอง  แต่ละคนก็จะแอบที่บ้านหรือที่วังออกมาเจอกันอยู่เสมอๆ

 

แม็คคอยนั่งบนหาดทรายพลางแทะสาหร่ายแผ่นเป็นอาหารว่าง  ข้างกายมีเด็กหญิงผมยาวสีเทาเข้มนั่งดื่มชาในกระบอกที่พ่อบ้านเตรียมมาให้   ดูเหมือนวันนี้ทั้งคู่จะมาถึงก่อนคนอื่นๆ  เพราะจนถึงตอนนี้ปาเข้าไปชั่วโมงหนึ่งแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของอัลปาคาเรสและดีนแต่อย่างใด

 

โคลมเหล่มองสาหร่ายแผ่นในมือของเด็กชายอายุมากกว่า   สาหร่ายเป็นอาหารหลักของพวกชาวเมือง  แต่สำหรับพวกเธอแล้วไม่ใช่อาหารหลัก   บางครั้งมองดูแล้วก็ได้แต่สงสัยว่าเจ้าพืชทะเลสีเขียวนี่มันอร่อยตรงไหน?  นี่ก็เป็นโจทย์อย่างหนึ่งที่เธอต้องทำความเข้าใจวิถีชาวบ้าน

 

“แม็ค  สาหร่ายนี่มันอร่อยเหรอ?”   เด็กหญิงถือแก้วชาพลางมองจ้อง   ดวงตาสีดำจึงมองดูของกินในมือที่ไม่ได้แปลก

 

“ก็ดีนะ แล้วแต่ว่าปรุงรสแบบไหน?”  สาหร่ายที่มีขายในตลาดการค้ามีหลายรส   แบบสดยังไม่ผ่านกระบวนการทำอาหารก็หาได้จากเรือประมง

 

โคลมมองนิ่งๆแต่ครั้นจะลองกินดูมันก็ไม่ใช่อาหารที่เธอกินตามปกติ    “ดีนกับอัลช้าจังเลยนะ  ดีนคงไม่เป็นไรหรอก  แต่น่าเป็นห่วงอัล”   จากที่รู้จักกันในช่วงหนึ่ง  เธอก็พอจะปะติดปะต่อได้ว่าบ้านตระกูลทูนนัสเข้มงวดและน่ากลัวไม่ใช่น้อย

 

แม็คคอยนิ่งเงียบและยิ้มบางๆ   “เป็นห่วงคนอื่น  เธอน่ะห่วงตัวเองบ้างดีกว่า  ถ้าโดนต่อว่าเรื่องออกมาบ่อยๆจะไม่ดีเอานะ”   การที่คนในวังมาคลุกคลีกับชาวเมืองโดยตรงมันไม่ค่อยดีนัก

 

เจ้าหญิงของอาณาจักรทำสีหน้าอารมณ์เสีย   “ถ้าไม่ออกมาให้เห็นว่าโลกภายนอกเป็นยังไง  ถึงเวลาที่ฉันต้องปกครองพวกนายก็คงทำไม่ได้หรอก”   จะให้เป็นแค่เจ้าหญิงที่อ่อนต่อโลก อยู่ในกรงทองและปกครองเพียงแค่ภาคทฤษฎีที่ได้รู้จากตำรา…   มันอาจจะทำได้เพราะทุกอย่างเหมือนมีแบบแผนมาแล้ว…

 

แต่มันก็ไม่ได้ถูกต้องนัก…เมื่อยิ่งศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ

                คนฟังตั้งใจฟังคำของหญิงจากในปราสาท  แม้แต่คนที่ดูสุขสบายก็มีเส้นทางเดินในแบบของตัวเอง   ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำในฐานะที่เกิดมาเป็นคนในวัง  ได้ยินแบบนั้นแล้วรู้สึกว่าคล้ายคลึงกับพวกเขาทั้งสามคนอยู่เหมือนกัน

 

“ได้ยินแบบนี้แล้ว ชักอยากลองตั้งใจเป็นอัศวินซะแล้วสิน่ะ”   ลองเป็นอัศวินภายใต้การปกครองอาณาจักรของเด็กสาว

 

“ฮ่ะๆ  จะดีเหรอ   การเป็นอัศวินหมายถึงต้องเข้าร่วมสงครามนะ”   ใบหน้าใสประดับรอยยิ้ม  เจ้าสงครามระหว่างดินแดนที่กระทำต่อเนื่องกันมาเป็นวัฏจักร   มองตื้นๆแล้วก็เหมือนคนในราชวงศ์ส่งราษฎร์ที่ตัวเองเลือกไปเสียเลือดเนื้ออย่างนั้น

 

“ก็ไม่รู้สินะ  ถึงยังไงฉัน ดีน อัลก็คงต้องเป็นอยู่ดี  เหมือนที่เธอมีหน้าที่ต้องปกครองคนอื่นในอนาคต”  ไม่มีทางเลือกอะไรเป็นพิเศษ  นอกจากการจะมีแรงบันดาลใจให้รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นมากขึ้น

 

ทุกคนในจักรวาล C.A.N Universe ไม่ว่าจะเป็นที่โครเมียมหรือที่ไหน   ทุกคนคงลืมเลือนไปแล้วว่าทำไมต้องมาทำสงครามกัน..  กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ฟ้ากำหนดมาให้ทำต่อไปเรื่อยๆ  ไม่มีจุดสิ้นสุด… ไม่มีใครบอกได้  และไม่มีทางรู้สาเหตุ

 

โคลมฟังคำของอีกฝั่งแล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกับกอบกุมชาในมือ   “แดดจ้าจังเลยนะ”   พระอาทิตย์ดูใหญ่โตเสียเหลือเกิน….

 

ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งย่ำผ่านทรายเข้ามาหา   “โอยยย!!   มาแล้ว!  กว่าจะหลุดมาจากเฮอริงได้!!”    ดีนปรากฏตัวขึ้นเหมือนรถไฟขบวนด่วน   เจ้าเด็กชายผมน้ำเงินแทบลงไปนอนกองกับพื้นเพราะความเหนื่อยล้า

 

ชายผู้เหมือนพี่ใหญ่ของกลุ่มหัวเราะและชี้ให้นั่งลงใกล้ๆกัน   พร้อมทั้งยื่นสาหร่ายแผ่นให้อีกฝ่ายได้กินเพิ่มพลังด้วย   ได้ยินว่าหลุดมาจากลูกพี่ลูกน้องนามนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนสนิทต้องหมดเรี่ยวหมดแรง   และหมดแรงทั้งๆที่ฝึกได้ไม่นานด้วย…  คนไม่มีใจทำอะไรก็เหนื่อยอ่อน

 

“อัลล่ะ?   หมอนั่นไม่ได้ออกมาเหรอเนี่ย?”   ดีนมองหาเพื่อนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม   ไม่เห็นแม้แต่เงาผมสีชมพูของเด็กคนนั้น

 

ช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนบ้านทูนนัสจะเริ่มตั้งใจเคี่ยวเข็ญเด็กชายผู้อ่อนแอมากขึ้นกว่าเดิม  เฝ้าสอนสั่งและอัดความรู้ให้กับฝ่ายนั้น  เช่นเดียวกับการฝังหัวว่าแมคเคอเรลเป็นเหมือนศัตรูที่ห้ามพ่ายแพ้…  คิดแบบนั้นแล้วดวงตาสีฟ้าครามก็เหลือบมองหน้าของแม็คคอยเป็นระยะๆ…

 

ท่าทีของพี่ใหญ่ก็เหมือนเดิม  ถึงแม้ว่าสภาพบ้านแมคเคอเรลจะไม่ได้ต่างกันนักหรอก    “ว่าแต่เธอจะหนีออกจากวังทุกวันเลยรึไงน่ะโคลม?”   หันไปถามผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มแทน

 

“….ไม่ทุกวันหรอกน่ะ  แค่ตอนนี้ยังพยายามออกมา…”   ดวงตาสีเทามองค้อนใส่   ไม่คิดจะอธิบายเรื่องที่คุยไปก่อนหน้านี้กับแม็คคอยซ้ำสองอีก

 

ก่อนหาเรื่องปะทะฝีปากต่อ    ดวงตาสีฟ้าครามเหลือบไปเห็นเด็กชายตัวเล็กๆเดินมาจากที่ไกลๆ   ความเร็วในการเดินเหมือนจะพัฒนาขึ้นนิดหน่อยจากเดิมทีแค่วิ่งหนีพวกเด็กเกเรก็ไม่ทัน    ดีนยกมือขึ้นโบกไปมาทักทายเพื่อนคนสุดท้ายที่มาถึง

 

“เฮ้ย! อัลปาก้า!  ช้ามาก นายมาคนสุดท้าย!!”   อัลปาคาเรสวิ่งตรงดิ่งมานั่งหอบหายใจหนักหน่วง   อยากจะพูดทักตอบแต่ความเหนื่อยมันมีมากกว่า

 

โคลมเห็นจึงยื่นน้ำชาให้เผื่อจะหายหอบเหนื่อย   อย่างน้อยก็ดีกว่าไปตักน้ำทะเลมาให้…    “..ขะ…ขอโทษ..ที   วันนี้ครูสอนพิเศษของผมกลับช้า….”   เวลาเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ไม่มีใครต่อว่าอะไรเพราะเหมือนจะเข้าใจกันดีว่าการหนีออกมาหลังจากเรียนเสร็จเป็นเรื่องยากแค่ไหน  ยกเว้นดีนไว้หนึ่งคนที่ดูไม่รู้สึกรู้สา  ยิ่งเวลาผ่านไปแต่ละบ้านก็เริ่มเคี่ยวเข็ญมากขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่โรงเรียน เมื่อพวกเขาอายุครบ 17 ปี… ซึ่งนั่นก็อีกตั้งหลายปีหรอกนะ…

 

….นึกภาพไม่ออกเลยว่าตอนนั้นจะเป็นยังไง…..

….ในเมื่อตอนนี้ทุกคนทำตามหน้าที่…..

                “อัล ค่อยๆดื่มน้ำเดี๋ยวสำลัก”   แม็คคอยลูบหลังเด็กผมสีชมพูตัวเล็กกว่า   เอาใจใส่เหมือนกับเป็นพี่น้องกันจริงๆเป็นภาพที่อบอุ่น

 

การที่ทุกคนต้องเหนื่อยจากการเรียน  ชวนให้ดีนยิ่งสงสัย    “วันนี้เฮอริงบอกว่าบางคนที่ไม่ได้เป็นอัศวินก็เหมือนเป็นคนไร้ค่า  เป็นของที่ล้มเหลว  มันเป็นความภาคภูมิใจขนาดนั้นเลยเหรอ?”   การได้เป็นอัศวินเพื่อเข้าร่วมในสงครามนั่นน่ะ…    ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

 

เจ้าหญิงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงนิ่งเงียบ   เธอก็ตอบได้ยากว่ามันใช่หรือไม่ใช่  แต่ดูเหมือนทุกคนในอาณาจักรจะคิดแบบนั้นจนกลายเป็นค่านิยมไป    ลูกชายจากบ้านแมคเคอเรลเห็นสีหน้าคิดหนักของคนโดนพาดพิงจึงเอ่ยปากถามความเห็น   “เธอคิดยังไงล่ะโคลม   เพราะพวกอัศวินทำเพื่อราชวงศ์นี่”

 

ดวงตาสีเทามองดูเด็กชายทั้งสามคน    “ฉัน….  ก็บอกไม่ถูกหรอกนะ  เพราะจริงๆคนที่เลือกก็ไม่ใช่ฉัน”   เป็นหน้าที่ของกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีหน้าที่คัดกรองคนมีคุณสมบัติถึงที่ต้องการไว้

 

“แต่ถ้าพวกนายได้เป็นอัศวินก็ดีนะ   พวกเราจะได้เจอหน้ากันอีก  ถ้าฉันไม่ได้ออกมาแล้ว”   เธอพูดทีเล่นทีจริงพร้อมกับหัวเราะ    เพราะวันหนึ่งก็ต้องแยกย้ายกันไป…

 

มิตรภาพของคนในวังกับคนนอกวังนั้น…

จะสานต่อไปได้ก็ต่อเมื่อก้าวเข้ามาในวังเท่านั้น…..

                เด็กหนุ่มทั้งสามจ้องมองดูใบหน้าของเจ้าหญิงผู้มีเส้นผมสีเทา   แล้วดวงตาทั้งสามคู่ก็เหลือบมองกันเองคิดตามคำพูดนั้น   คำพูดทีเล่นทีจริงชวนให้ขำนั้นทำให้ทั้งสามคนได้หัวเราะไปด้วย   คงจะดีหรอกนะ  ถ้ามีเป้าหมายเพียงเพราะเรื่องเล็กๆแค่นี้

 

“เออแฮะ  ก็ดีนะ   ไปเป็นอัศวินเพราะจะได้จับกลุ่มเข้าสมาคมกันอีก”  ดีนหัวเราะร่วน   เป็นการคิดง่ายๆแบบเด็กๆไม่คิดมากอะไร

 

พี่ใหญ่ผมสีเงินพยายามกลั้นขำ  ไม่ส่งเสียงหัวเราะแต่ก็ยิ้มค้าง   “ดูเป็นเป้าหมายที่ดีนะ  ถ้าโคลมออกมาไม่ได้ พวกเราก็เข้าไปหาเอง”  ได้เป็นอัศวินของเพื่อน  ฟังดูไม่เลวร้ายอะไร

 

อัลปาคาเรสมองซ้ายทีขวาที     “….ผมว่าโคลมน่าจะพูดเล่นนะ….”   พูดจบประโยคมือของดีนก็ขย้ำเข้ากลางกระหม่อมจับโยกไปมา

 

“หรือนายไม่อยากจับกลุ่มกับพวกเราแล้วฮ่ะอัลปาก้า!?”  เด็กผมสีน้ำเงินจ้องหน้าขู่ๆ   สายตาข่มขู่ปานพวกเด็กเกเรที่ชอบแกล้ง…

 

“…ไม่ได้พูดซักคำเลยว่าเปล่า…โธ่…..”   เด็กชายตัวเล็กที่สุดพูดเสียงอ่อย  การได้อยู่กับเพื่อนๆที่สนิทกันนั้นมีหรือจะไม่อยาก  เพราะมีแค่ที่นี่เท่านั้นที่จะได้ยิ้มและหัวเราะอย่างสบายใจที่สุดไม่ต้องกดดันอะไร

 

เจ้าหญิงโคลมมองดูเด็กชายทั้งสามคนอย่างอึ้งๆ  คำพูดนั้นเธอแค่พูดทีเล่นทีจริงเท่านั้น  ซึ่งฝ่ายนั้นก็คล้ายจะพูดติดตลกกันเช่นเดียวกัน…  หากแต่มันกลับสัมผัสได้ถึงความจริงจังที่อยู่ในนั้น   แม้เพียงเบาบางเพราะมันเป็นเรื่องของอนาคตอันแสนไกลหรือใกล้ในอีกไม่กี่ปีนี้….

 

เด็กๆจากบ้านตระกูลอัศวิน…    “ถ้าพวกนายจะเป็นจริงๆ ฉันก็จะรอนะ”    รอให้ถึงวันที่แต่ละคนได้เป็นอัศวินและก้าวเข้ามาในวังนั้น….

 

“แต่ก่อนจะเป็นได้  ดีนคงต้องตั้งใจเรียนก่อนล่ะ”  แม็คคอยยื่นมือไปดันศีรษะเจ้าคนที่ทำกร่างเกรียนใส่คนไม่มีปากไม่เสียงอย่างอัล

 

ดวงตาสีฟ้าครามเหล่มองคนพูดด้วยใบหน้าบูดบึ้ง   “ฉันก็ไม่อ่อนหัดขนาดนั้นซักหน่อย….”  ใช้คำว่ามีความตั้งใจแต่ยังอ่อนหัดก็คงไม่ได้  เพราะว่ายังอ่อนหัดเพราะไม่ตั้งใจเลยซักนิด…

 

“ผมว่าอัลเรียนไม่ดีนะ”   ได้ทีอัลก็แอบกัดเพื่อนสนิท     กลายเป็นว่าลูกชายบ้าน Pilchadus โดนรุมจากเพื่อนบ้าน

 

“พวกนาย!!!”  ส่งเสียงตวาดใส่เพื่อนที่ไม่เข้าข้าง  สองมือจ้วงตักทรายสาดใส่  กระหน่ำสาดใส่เป็นจังหวะติดๆกันเพื่อทำสงครามทราย

                สงครามทรายลามไปถึงการสาดน้ำทะเลใส่   คนนอกวงอย่างโคลมก็โดนไปด้วย   ความเคืองค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นเสียงหัวเราะเมื่อทุกคนเริ่มหาทางเล่นงานอีกฝ่ายกลับได้    สาดกันไปสาดกันมาก็ลืมดูไปแล้วว่าพระอาทิตย์เคลื่อนที่ตรงศีรษะบอกเวลาเที่ยงแล้ว…

 

ตอนนั้นพวกเรายังคิดว่าเรื่องการเป็นอัศวินเป็นเรื่องที่ห่างไกล

….อีกตั้งหลายปีกว่าจะมาถึง….

 

                ต่อให้ที่บ้านต้องการให้พวกเราเอาชนะกันก็เถอะ   ถ้าพวกเราได้อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆแบบนี้ล่ะก็…  ข้อครหาที่พวกผู้ใหญ่บอกว่าควรจะเป็นคู่แข่งกันก็คงไม่มีทางเป็นจริง   ความภาคภูมิใจที่ได้เป็นอัศวินเป็นแค่การตอบสนองความต้องการของครอบครัวก็เท่านั้น   ตอนนี้พวกเราเริ่มจะมองเห็นเป้าหมายของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ…  ว่าจะเป็นอัศวินเพื่ออะไร….

 

แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันที่ต้องแยกกันจะมาเยือน….

และมันจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น

 

********************************************

 

[Breaking News  บริษัท Sardine World Co;,Ltd ต้องเปลี่ยนมือผู้บริหาร]

 

เด็กทำงานพิเศษสวมผ้ากันเปื้อนเครื่องแบบร้านซุปเปอร์มาเก็ตนั่งมองโทรทัศน์ระหว่างจัดเรียงของที่หยิบออกจากลังกระดาษขึ้นบนชั้น   ข้าวโพดกระป๋องล็อตใหม่  ผักดอง  หอยลายกระป๋อง  ไหนจะลังเบียร์ ลังน้ำอัดลม  มีของให้จัดเต็มไปหมด ทั้งๆที่ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้วเพราะร้านซุปเปอร์มาเก็ตแห่งนี้ไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง

 

เนื้อข่าวเศรษฐกิจทางโทรทัศน์พูดถึงปรากฏการณ์การขาดทุนต่อเนื่องของบริษัท Sardine World เนื่องจากมีคู่แข่งอย่างแมคเคอเรล และทูน่าเข้ามาตีตลาดด้วย  ไหนจะส่วนแบ่งทางธุรกิจในตลาดอาหารกระป๋องอีก  ปลากระป่องอยู่ในลำดับต้นๆก็ต้องแข่งยอดกันเองอยู่ดี

 

และดูเหมือนปีนี้ฤดูวางไข่ของปลาเล็กจะมีปริมาณที่น้อย  การผลิตซาดีนกระป๋องจึงซบเซาลง  ซ้ำร้ายปลาที่โตไม่ทันก็ไม่มีคุณภาพ    “เวรล่ะ  ฉันออกจะชอบซาดีน  นี่ฉันต้องเปลี่ยนไปกินแมคเคอเรลกับทูน่าซักพักเหรอวะเนี่ย!?”   เด็กหนุ่มยกมือขึ้นป้องปากทำตัวเหมือนเห็นข่าววันสิ้นโลก

 

“ที่แกห่วง เพราะว่าแมคเคอเรลกับทูน่ามันแพงกว่าใช่มั้ยวะ…….”   คำตอบในใจของเพื่อนคือใช่  แต่ไม่กล้าพูดออกมาเดี๋ยวจะเสียฟอร์ม

 

“แล้วงี้สินค้าก็คงขาดตลาดไปซักพักสิวะนั่น”   เจ้าเด็กทำงานพิเศษเหลือบมองไปทางชั้นวางอาหารกระป๋อง  ปลาซาดีนกระป๋องของบริษัท Sardine World ลดเหลือน้อยลงทุกที และกำลังจะหมดสต็อก

 

“เดี๋ยวผู้จัดการก็คงจัดการเองล่ะวะ  เตรียมป้ายสินค้าขาดตลาดไว้ได้เลย”   สองมือยกผลไม้กระป๋องขึ้นมาวางเรียงบนชั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

แค่ปลากระป๋องขาดตลาดน่ะมันไม่มีปลกระทบหรอก…

ปลากระป๋องแบบอื่นก็ยังมีให้ซื้อ….

 

                หนุ่มน้อยยังคงจ้องมองข่าวเศรษฐกิจในโทรทัศน์ประหนึ่งเป็นเรื่องในบ้านของตัวเอง    ภาพปลาเล็กปลาน้อยที่โดนจับไปทำปลาซาดีนช่างน่าสงสารนัก….   “ฉันไม่ชอบกินแมคเคอเรลจริงๆนะ  มันไม่มีกลิ่นปลาทะเล…..”  คร่ำครวญเพราะเรื่องนี้เรอะ….

 

                “อยากกินซาดีนก็ไปกินปลาเฮอริงเอาเซ่ะ!”   เพื่อนร่วมงานทนไม่ได้ที่เห็นคนทำตัวเหมือนโลกแตก   จะเสพย์ติดปลากระป๋องก็ให้มันน้อยๆหน่อยเหอะ….  พาลจะหยิบเอากระป๋องหอยลายปาหัว..  แต่เดี๋ยวผู้จัดการมาเจอตอนเล่นจะโดนหักเงินค่าทำงานพิเศษอันน้อยนิด

 

“มันเป็นแค่ญาติ มันไม่เหมือน!”   คนฟังไม่สามารถเข้าใจในความมาเนียของเพื่อนได้   เขาเดินเลี่ยงไปทางอื่นแทนที่จะเถียงกันเรื่องของปลากระป๋อง….  มันขาดตลาดก็แค่ยอดตก  แต่มันไม่ได้สูญพันธุ์เสียหน่อย….

 

….ปลากระป๋องขาดตลาดมันไม่ใช่เรื่องสำคัญของบางคน…

                ชั้นวางอาหารทะเลกระป๋องหลังจัดวางเสร็จดูแน่นขนัด   แต่ส่วนของปลาซาดีนกลับโหว่งๆอย่างน่าใจหาย   จนกระทั่งลูกค้ารอบสุดท้ายของวันเข้ามาซื้อ… ชั้นวางของก็ไม่มีปลาซาดีนเหลืออยู่อีกเลย  ถึงจะขายดี แต่เมื่อปลาคลอดลูกไม่ทันก็ต้องทำใจ……

 

ไฟของซุปเปอร์มาเก็ตปิดลงเมื่อถึงเวลาปิดทำการ….

โลกมนุษย์หมุนเวียนไปตามการตลาด….

 

******************************************************************************

 

แต่ในที่ๆมนุษย์มองไม่เห็น…. บางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง….

เพราะการจากลากันชั่วคราวนี้….

 

หลายวันหลังจากที่กลุ่มเด็กหนุ่มพูดเล่นกัน…  ใครจะคาดคิดว่าการแยกจากกันจะมาถึงจริงๆ  ภายในห้องโถงของคฤหาสน์ Pilchadus  นายใหญ่และนายหญิงของบ้านกำลังแจ้งข่าวที่ชวนให้เด็กชายผมสีน้ำเงินเบิกตากว้างในห้องอาหาร    ดวงตานั้นเบิกกว้างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน…

 

“…. พ่อล้อเล่นรึเปล่าน่ะครับ…?”   เขาถามซ้ำไปยังชายผู้เป็นบิดาของตัวเอง  ซึ่งอีกฝ่ายก็ผงกศีรษะตอบย้ำความที่ตัวเองได้พูดไปก่อนหน้านี้

 

“พ่อไม่ได้พูดเล่น  พวกเราต้องเดินทางซักพัก  แล้วลูกก็ต้องไปด้วย”  ออกเดินทางจากบ้านไปชั่วขณะหนึ่งจนกว่าอะไรจะเข้าที่เข้าทาง…

 

ดีนรู้สึกเหมือนโลกหมุนและกลายเป็นสีเทาขึ้นมากะทันหัน  เขายังคงงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น   อยู่มาวันหนึ่งชีวิตที่แสนปกติสุขของเขาที่ได้เที่ยวเล่นกับเพื่อนๆหลังจากหนีเรียนพิเศษก็เปลี่ยนไป   พ่อซึ่งเป็นขุนนางโดนปลด  พวกเขาต้องออกไปพเนจรในทะเล!?

 

ญาติสนิทที่เป็นครูสอนพิเศษอย่างเฮอริงนั่งร่วมประชุมครอบครัวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด   ชายหนุ่มผมยาวสีน้ำเงินนั้นเป็นอัศวิน   และเป็นโชคดีที่ไม่โดนปลดไปด้วย  ในเมื่อเจ้าตัวยังทำผลงานได้ดีในช่วงสงครามที่ผ่านมา   เด็กชายผมน้ำเงินรู้สึกเวิ้งว้างอย่างบอกไม่ถูก…

 

ถึงแม้จะเป็นเด็ก.. จู่ๆโดนบอกให้แยกจากทุกคนไปแบบนี้ชั่วขณะ  มันก็รู้สึกแย่….   แม่ของเด็กชายเข้ามากอดปลอบไม่ให้เสียขวัญ   “แค่ชั่วคราวน่ะดีน”  ชั่วคราวที่อาจจะนานเสียหน่อย….

 

นานแสนนานตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงเมื่อวานนี้คือเรียนๆเล่นๆ  ทำตัวล่องลอยไม่ได้ใส่ใจอะไรตระกูลมากนัก   รู้ตัวอีกทีก็เหมือนเรือของคนไม่มีเป้าหมายคว่ำ    เฮอริงผู้เป็นเหมือนพี่ชายตบบ่าน้องชายเบาๆให้กำลังใจ   อีกฝ่ายยังเด็กอยู่มาเจอการเปลี่ยนแปลงก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา

 

“ดีน  ถึงแม้ Pilchadus จะตกต่ำไปช่วงหนึ่ง  แต่เดี๋ยวก็จะฟื้นกลับมาได้”   ถึงแม้จะตกเป็นที่ครหาของบ้านอื่นๆให้เย้ยหยัน…ก็ไม่เป็นไร…

 

ตระกูลใหญ่ที่ครองตำแหน่ง “อัศวิน” มันสั่นคลอน…

ไม่มีใครคาดคิดเอาไว้…

                เด็กชายนิ่งฟังพี่อย่างเงียบๆ  มองดูสีหน้าลำบากใจของพ่อแม่แล้วเขาก็ไม่พูดอะไร   ด้วยความเป็นเด็กเขาควรจะโวยได้  แต่ตอนนี้กลับไม่กล้าพูดอะไรออกมา  ควรจะต้องเข้าใจสถานการณ์ของบ้านในเวลานี้    สิ่งที่ทำให้เขาหมองเศร้ามากที่สุด…คือการต้องแยกจากเพื่อนๆชั่วขณะ….

 

“ผมไปลาแม็คคอยกับอัลได้มั้ย…?”    ไม่กล้าพูดชื่อของเจ้าหญิงในราชวังออกมา  กลัวว่าจะเป็นปัญหา…  อยากจะบอกเรื่องนี้ให้ได้รู้

 

นายใหญ่และนายหญิงของคฤหาสน์ Pilchadus มองหน้ากันและกัน   วันนี้คงเป็นวันที่ลดหย่อนผ่อนปรนให้ได้   “ตามใจลูกเถอะ  เสร็จแล้วก็กลับมาเก็บข้าวของ”   วิถีแห่งการออกทะเลรออยู่…..

 

เด็กชายผมสีน้ำเงินเดินล่องลอยออกไปจากบ้านคล้ายกับไม่มีวิญญาณเท่าไหรนัก   ผู้ปกครองมองตามแล้วรู้สึกเศร้าอย่างประหลาด…   ความภาคภูมิใจของตระกูลที่ได้เป็นอัศวินมาทุกรุ่น  ยามนี้คล้ายกับมันสั่นคลอนไป…  ต้องใช้เวลาเพื่อเรียกความภาคภูมินั้นกลับมา…

 

ในวันที่ดีนเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น….และมีความตั้งใจเต็มเปี่ยม….

                การเปลี่ยนแปลงมักสร้างความเปลี่ยนแปลงอื่นๆตามมาด้วยเสมอ    ณ ชายหาดสีขาวบริสุทธิ์ที่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน  วันนี้แลดูหมองหม่นกว่าที่เคยเป็น….  บรรยากาศที่เป็นแบบนั้นมาจากเด็กสามคนซึ่งอยู่ระแวกนั้นด้วยส่วนหนึ่ง …

 

อัลปาคาเรสมีสีหน้าเศร้านั่งใช้ไม้เขี่ยวาดรูปลงบนพื้นทราย..  วาดแล้วคลื่อนก็ซัดหาย    แม็คคอยนั้นมองเหม่อออกไปไกล   หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มตอนนี้มองดูเพื่อนทั้งสองอย่างเข้าใจ…   เพราะข่าวที่แพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรในเวลานี้…

 

“ดีนอาจจะไม่ไปไหนก็ได้นะ”  โคลมพูดจาปลอบประโลมเด็กชายทั้งสอง   หากแต่ทั้งคู่กลับส่ายหน้าไป  บางอย่างปลอบไปก็เท่านั้น

 

“….ท่านลุงบอกว่าพวก Pilchadus  ต้องออกไปร่อนเร่….”  เด็กผมสีชมพูมองพื้น   น้ำเสียงที่เอ่ยเรื่องนี้กับเขาพร้อมกับเสียงหัวเราะยังฝังอยู่ในโสตประสาท   มันเป็นเสียงของความสะใจที่คู่แข่งย่อยยับไป   แม้จะเป็นแค่ชั่วคราวก็ตามที….

 

แม็คคอยเดินมาตบไหล่   “พวกเราอาจจะคิดมากไปเอง  รอดีนเถอะ”   มันคงไม่เป็นอย่างที่ได้ยินคนในตระกูลพูดถึง…คงจะไม่เลวร้ายขนาดนั้น

 

ความตกต่ำกะทันหันของบ้านของดีนมาจากเรื่องในวังส่วนหนึ่ง…   เจ้าหญิงแม้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงก็รู้สึกผิด    จนกระทั่งคนที่พวกเรารอคอยมาถึง   ทุกสายตาหันไปมองตามเสียงฝีเท้าซวบซาบที่ย่ำลงมาบนทรายอ่อนนุ่ม..  ภาพที่เห็นคือเด็กชายที่ร่าเริงดูหม่นหมองเสียเหลือเกิน…

 

ดวงตาสีฟ้าครามจ้องมองหน้าเพื่อนแต่ละคนพลางฝืนยิ้ม  “อะไรกันน่ะ  ทำไมทำหน้าตาแบบนั้นกัน”  หน้าตาอมทุกข์กว่าคนกำลังมีความทุกข์เสียอีก

 

แต่ละคนไม่รู้จะเริ่มประเด็นอย่างไรกันดี  ไม่มีใครกล้าปริปากพูดออกมาก่อน   ทุกอย่างนิ่งเงียบไปนานสองนาน  บรรยากาศที่อึมครึมแบบนี้ชวนให้เด็กชายผมน้ำเงินเดาได้ว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง  อย่างน้อยๆผู้ปกครองของเพื่อนทั้งสองต้องพูดถึงเรื่องนี้แล้ว….

 

….เพราะจริงๆแล้วพวกเราเป็นคู่แข่งไม่ใช่เพื่อน….

                “ฉัน….มาบอกลาพวกนาย……”  สิ้นคำนั้นน้ำตาก็ร่วงจากดวงตาสีดำขลับของอัลคาปาเรสเหมือนเขื่อนแตก  คนที่ควรจะเศร้าสะดุ้งตกใจทำอะไรไม่ถูก

 

“เฮ้ย!!  ร้องไห้อะไร!  คนควรร้องไห้มันฉันไม่ใช่เหรอัลปาก้า!!”   วันนี้โดนเรียกว่าอัลปาก้าเด็กชายตัวเล็กที่สุดก็ไม่ได้โกรธเลยซักนิด  เพราะคงอีกนานกว่าจะได้ยินคำนี้อีกครั้ง หรือไม่ก็อาจจะไม่ได้ยินอีกเลย….

 

พี่ใหญ่ผมสีเงินจ้องมองหน้าเพื่อนสนิทด้วยสีหน้ากังวล   “นายจะไปจริงๆสินะ  ครอบครัวนายน่ะ….”   การออกเดินทางชั่วคราวเพื่อนฟื้นฟูครอบครัว…

 

ดีนผงกศีระตอบ  มันเป็นไปแล้ว  และมันก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว  เสียงร้องไห้ของเพื่อนทำเอาเขาพูดอะไรไม่ออกอีก   เดินตรงไปลูบหัวปลอบโยนคนที่กำลังเสียใจ…    เห็นแบบนี้แล้วเศร้าจนต้องกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา   การต้องแยกจากเพื่อนๆแบบนี้…

 

เมื่อกี่วันก่อนพวกเรายังเคยพูดเล่นกันอยู่เลย…

เรื่องวันที่อาจจะต้องแยกกัน….

                เด็กผู้หญิงในเสื้อฮู้ดมองพวกผู้ชายที่ซึมเศร้าแล้วไม่กล้าจะร้องไห้…  สายสัมพันธ์ของสามคนนั้นแน่นแฟ้น ไม่แปลกที่จะเสียใจมากขนาดนี้  ถึงเธอจะเสียใจไม่น้อยแต่ก็ไม่อยากแสดงออกมามาก…   นี่คือการแยกย้ายที่มาถึงเร็วกว่าที่คิด…

 

เธอเป็นเจ้าหญิงไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแยกจากพวกเขา   แต่พวกเขานั้นก็สามารถเจอกัน และเธอก็ได้เจอพวกเขาเช่นกัน   “นายต้องกลับมาแล้วเป็นอัศวินนะ”  โคลมมองหน้าเด็กชายผมสีน้ำเงินนัยน์ตาสีฟ้าคราม  มองด้วยความมุ่งมั่น  ส่งผ่านความตั้งใจ…

 

“พวกนายต้องไปที่โรงเรียน Codex  เพื่อจะเป็นอัศวินให้ได้”   เด็กสาวนึกถึงชายซึ่งเป็นเหมือนพ่อบ้านผมสีทอง  ไปที่แห่งนั้น…  เพื่อก้าวไปสู่การเป็นอัศวิน….

 

สถานที่แห่งนั้นที่เป็นศูนย์รวมของคนที่ต้องการจะเป็นอัศวิน

                คำพูดที่ไม่ใช่คำสั่งแต่เป็นเหมือนคำขอร้องแกมเชื่อมั่นในตัวเด็กชายทั้งสามดึงให้ทุกคนหันมอง   พวกเราที่เคยพูดทีเล่นทีจริงว่าจะเป็นอัศวินเพียงเพื่อจะได้อยู่ด้วยกัน และได้พบกันอีกครั้งเมื่อถึงเวลา…  ถึงแม้ว่าจะเป็นการก้าวขาไปเกี่ยวกับสงครามก็ตามที…  เจ้าสิ่งที่เด็กๆยังไม่เข้าใจดีพอ….

 

แม็คคอยคลี่ยิ้มที่เรียวปาก    “นั่นสินะ  ไปที่โรงเรียน  พวกเราจะไปเจอกันที่นั่น  แล้วหลังจากนั้นก็จะไปเจอกับโคลม”

 

ดีนที่หัวทึบไม่น้อยรู้สึกอึ้งๆตึงๆไปพักใหญ่ๆ  โรงเรียน Codex  โรงเรียนที่เฟ้นหาอัศวินซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยพวกสภาอะไรซักอย่าง… อะไรซักอย่างนี่ล่ะที่เขาจำไม่ได้แล้ว ไม่ได้ตั้งใจอ่าน… อัลปาคาเรสยกสองมือขึ้นปาดน้ำตาที่ทำให้ดวงตาพร่ามัว

 

“ถึงผมจะไม่คิดอยากเป็นอัศวิน…  แต่ถ้าได้อยู่กับพี่แม็ค กับดีน กับโคลมอีก   ผมก็จะไป”    จะลุกขึ้นจากความอ่อนแอเพื่อไปในจุดเดียวกับเพื่อนๆ….

 

“อัล………..”   ดวงตาสีฟ้าครามมองเจ้าเด็กตรงหน้าที่เขามักจะต้องออกหน้าให้เสมอๆ    เคลื่อนสายตามองไปยังเพื่อนๆทีละคนแล้ว…  มันรู้สึกอบอุ่นในอกจริงๆ…

 

มันเป็นแค่การแยกกันเพียงชั่วขณะหนึ่ง

                เขาไม่เคยมีเป้าหมายอะไรเกี่ยวกับการเป็นอัศวินเลยสักนิด   ก่อนหน้านี้ก็แค่คิดว่าทำส่งๆไปเพราะตระกูลยึดติดกับความภาคภูมิใจอะไรนั่นจนน่ารำคาญ  แต่เวลานี้คล้ายกับมองเห็นเป้าหมายและความฝันของตัวเองขึ้นมาอย่างชัดเจน…  สิ่งที่จะทำเพื่อตระกูล  และทำเพื่อเพื่อนๆได้….

 

“แล้วตอนนั้นฉันจะเป็นคนทำพิธีสาบานตนให้พวกนายนะ”   ณ เวลานั้นที่เจ้าหญิงได้ยินเป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้อย่างเต็มตัว…

 

อนาคตอัศวินทั้งสาม…  ที่เธอเชื่อว่าจะเป็นกำลัง…ของดินแดนนี้..

                มือเรียวยื่นออกไปตรงหน้าคล้ายกับรอให้ทุกคนมาล้อมวงกันเพื่อสานต่อความตั้งใจ  สร้างพันธะสัญญาแห่งมิตรภาพเพื่อการพบกันใหม่     เด็กชายทั้งสามมองหน้ากันและกัน  แล้วพี่ใหญ่ผมสีเงินก็เดินไปวางมือลงทับมือของเจ้าหญิงเป็นคนแรก

 

“พวกเราจะไปเป็นอัศวินของเธอนะ”   แล้วพวกเราทั้ง 4 คนจะได้พบกันอีกครั้ง…..

 

อัลปาคาเรสเช็ดน้ำตาอีกครั้งและวางมือทับลงบนฝ่ามือของผู้ที่คล้ายกับพี่ชาย   “ผมจะเข้มแข็งขึ้นกว่านี้  ไม่ให้นายเป็นห่วง”   จะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อให้ได้เป็นอัศวิน….

 

ดีนมองดูเพื่อนทั้งสาม  พวกเขาเหล่านั้นพาให้เขาอยากจะหลั่งน้ำตาออกมา   มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้า แต่มันคือน้ำตาของความอิ่มเอิบในใจ   ขาก้าวเข้าไปใกล้ทุกคนแล้วยื่นมือออกไปวางทับ…  วันข้างหน้าเมื่ออายุ 17 ปี…  จะไปเจอกันที่นั่น….

 

“ไปรอฉันก่อนนะ  แล้วฉันจะตามพวกนายไป”    ไปสานต่อเวลาที่หยุดลงนี้ใหม่อีกครั้ง…..

 

น้ำตาที่กลั้นไว้หลั่งรินเมื่อต้องบอกคำลาอย่างเป็นทางการ   กระนั้นแล้วบนใบหน้าของทุกคนก็ยังมีรอยยิ้มเพราะเชื่อมั่นว่าในอนาคตเจ้าความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาอย่างกะทันหันนี้ จะจบลง   แม้นไม่รู้ว่าหลังจากนั้นความเปลี่ยนแปลงใดจะเข้ามาแทนที่อีก

 

พวกเราเจอกันในวันที่แสงแดดเจิดจ้าอาบทั่วย่านการค้า

การพานพบที่ทำให้ค้นพบเป้าหมายของชีวิต

                [แล้วเจอกันนะ]   ชายหาดสีขาวบริสุทธิ์ที่พวกเราเคยนัดพบกันเสมอทุกวันจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา เสียงหัวเราะ  การเริงเล่น  การดื้อดึงขัดสิ่งที่โดนบอกห้าม   นับจากวันนั้นมันกลายเป็นความทรงจำฉากหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสมัยที่ยังเป็นเด็ก..   เด็กชายและเด็กหญิงทั้ง 4 ต่างเดินแยกย้ายกันไป

 

……สักวันหนึ่งแมคเคอเรล ซาดีน ทูน่า จะกลับมาอยู่บนชั้นวางเดียวกันอีกครั้ง…..

 

 

———————————–

Free Talk : มีตัวละครโผล่มาอีก 1 คน(?) คือปลาเฮอริง ปลาเฮอริงนี่เป็นสายพันธุ์เดียวกับซาดีนค่ะ พวกปลาวงศ์หลังเขียว ซาดีนบางครั้งก็เอาเฮอริงมาทำด้วย แต่เฮอริงส่วนใหญ่ก็เรียกว่าเฮอริงนะ เป็นอาหารดีของบางประเทศด้วย

กะว่าจะไม่ใส่เรื่องในซุปเปอร์มาเบรคอารมณ์แล้ว แต่สุดท้ายก็ใส่เพราะว่ามันคือตลกร้าย(?) เรื่องนี้มันจะเงิบๆประหลาดๆตามสไตล์เพนกวิน(?) ดราม่าไม่สุดมากพอใส่ฉากนี้เข้าไป 5555 ในที่สุดซาดีนก็ขาดตลาดไปซักพัก

ตอนท้ายมีพูดถึงเรื่องของโรงเรียน Codex ถ้าหาข้อมูลในกูเกิ้ลล่วงหน้าจะพบว่า มันคือสภาคณะกรรมการที่ควบคุมอาหารค่ะ เป็นคนกำหนดเรื่องปลาที่จะเอามาทำเป็นปลากระป๋อง ฮา เดี๋ยวจะพูดถึงอย่างละเอียดเมื่อเข้าพาร์ตโตแล้วของพวกปลาๆ

ปล. เดี๋ยวมันจะเรโวลูชั่น….

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 03/03/2014 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: