RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 29

07 มี.ค.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

 

ทุกคนนั้นมีพฤติกรรมหนีความจริงในรูปแบบต่างๆ

                วิธีการหนีออกจากความเป็นจริงหรือว่าความเครียดนั้นทำได้หลายรูปแบบ  วิธีการที่ทำกันบ่อยๆคือไปทำอย่างอื่นให้ลืมและไม่ต้องนึกถึงมัน   แม้เรื่องที่หนีจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็สามารถหาทางหนีไปได้   แต่สุดท้ายแล้วคนที่เข้ากระบวนการหนีความจริงก็ควรจะกลับมาเผชิญโลกความเป็นจริงด้วย   แต่ถ้าเป็นเรื่องความรักมักจะเรียกกกันว่า หนีหัวใจของตัวเอง

 

เพราะมีคำว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

การหนีความจริงเลยเหมือนหนีสิ่งที่หนียังไงก็ไม่พ้น

 

ตอนที่ 29 :  กระบวนการป้องกันตัวเองคือการหนีความจริง

 

                “ช่วงนี้จันทำตัวแปลกๆไป”

 

ณ บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านซึ่งตั้งอยู่ระแวกเดียวกับ BTS ศาลาแดง   ห้องทำงานของประธานบริษัทในช่วงพักเที่ยงกลายมาเป็นห้องกินข้าวสำหรับคนไม่อยากออกแดด   อาหารฟาสฟู้ดไม่เข้ากับภาพลักษณ์อย่าง Pizza ยี่ห้อหนึ่งที่มีโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 บ่อยๆ วางแผ่บนโต๊ะโซฟารับแขก  ประกอบไปด้วยไก่ทอด ขนมปังกระเทียม ผักโขมอบชีส   รวมไปถึงเปปซี่ 4 แก้ว  บรรยากาศในตอนนี้ช่างเหมือนวงกินข้าวของนักศึกษามหาวิทยาลัย

 

กลับไปมองประโยคเริ่มต้นอีกครั้งก็ยังย้ำว่านี่คือห้องทำงานของกลุ่มคนวัยทำงาน   เหล่ามนุษย์กินเด็ก(?) และหญิงสาวหนึ่งเดียวที่สนใจแมลงมากกว่ากำลังทำตัวเป็นวัยรุ่นกันอีกครั้ง   ประเด็นที่สนทนากันก็ช่างเหมือนวัยรุ่นวุ่นรักมาปรึกษาปัญหาหัวใจกัน…

 

“น้องปลวกทำตัวแปลกไป?  ไม่ใช่ว่าปกติก็แปลกอยู่แล้วเหรอ?”   หาญจิตผู้มองว่าซึนเดเระแปลกกว่าแมลงเอ่ยขึ้น  มือชิงหยิบปีกไก่ตัดหน้าที่ปรึกษาบริษัทไป

 

ชายผมดำที่โดนตัดหน้าเหล่มองเงียบๆ   “หมอนั่นเลิกหลบหน้านายรึไง  ถึงได้เรียกว่าแปลก”   รีวัลย์จะหยิบปีกอีกชิ้นกลับโดนเลขาสาวช่วงชิงไปก่อนอีก….

 

“เปล่า  ก็ยังหลบนั่นล่ะ   แต่ชอบทำตัวเหมือนโดนไฟช็อตเวลาที่ฉันแตะตัว”   เหล่าเพื่อนร่วมงานพร้อมอาหารในมือพากันมองจ้องหน้า

 

เพชรามองด้วยสายตาว่างเปล่าในทันที   “คุณอัศวินไปทำล่วงละเมิดทางเพศอะไรที่ทำให้น้องจันกลัวรึเปล่าคะ…..”  เธอมองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ  ทฤษฎีที่ว่ามีประสบการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นมันก็เป็นไปได้

 

อัศวินขำขัน  นับจากวันนั้นก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรแบบนั้นขึ้นมาเลยสักนิด   “ไม่ได้ทำเลยนะ  ตั้งแต่จันตกลงคบด้วย จูบก็ไม่เคย”  พาให้เหล่าเพื่อนพ้องรู้สึกเหมือนคนที่นั่งอยู่เป็นคนอื่น…  ช่างแตกต่างจากตอนไปไล่ตามตื้อเขาโดยสิ้นเชิง

 

“งั้นช่วงนี้คงอยากตีตัวออกห่างนายล่ะมั้ง~”  รองประธานสาวนึกถึงพวกละครรักวัยรุ่น   อาการแบบคนที่ไม่อยากให้มายุ่งด้วย

 

แต่ที่ปรึกษาบริษัทกลับมองต่างออกไป  “หรือไม่ก็ชอบนายขึ้นมา เลยมีอาการต่อต้านแบบซึนเดเระ”   ดวงตาสีดำขลับจ้องมองเพื่อน   ทุกคนมองกลับด้วยสายตานิ่งอึ้งไม่แพ้กัน…  เจ้าข้อสันนิษฐานของผู้ชายต้นแบบรักระยะห่าง 10 เซนติเมตร…

 

….มันช่างการ์ตูนสาวน้อยมาก…

                เพชราและหาญจิตระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันใด   การสืบคดีของนักสืบประจำบริษัทสำรวจรอบนี้คงเป็นไปไม่ได้  ชายหนุ่มหน้านิ่งถึงกับหน้าตาบึ้งตึง  ส่วนคนที่มาขอคำปรึกษาพยายามกลั้นยิ้ม  รีวัลย์ผู้รักษาความลับนึกอยากเปิดโปงโทรศัพท์เมื่อวันนั้นขึ้นมาจริงๆ…..

 

อัศวินหยิบพิซซ่าขึ้นมาเข้าปาก    “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆฉันจะดีใจมากเลยล่ะ”   การได้รับความรักตอบจากที่ให้ใจไป  ใครจะไม่ดีใจกัน

 

“นายก็ถามหมอนั่นตรงๆซะสิ   คงทำได้ไม่ลำบากอะไร”  ด้วยความสามารถในการไล่ต้อนของเจ้าตัว  การจะถามความรู้สึกคงไม่ได้ยากเย็นอะไร

 

ท่านประธานยิ้มอย่างกังวลอยู่ลึกๆ   “ถามตรงๆก็ต้องบอกว่าไม่คิดอะไรอยู่แล้ว  ซึนเดเระน่ะ”   ถามไปเป็นสิบๆครั้งก็ตอบเหมือนเดิมไม่ก็เงียบใส่เสียแทน

 

“แล้วคุณอัศวินจะสังเกตน้องจันไม่ออกเลยเหรอคะ  ถึงจะเป็นซึนเดเระมันก็ต้องดูออกล่ะค่ะ ระหว่างชอบ เกลียด เฉยๆ”  สำหรับหญิงสาว  ว่าที่เจ้าบ่าวในอนาคตก็เป็นคนที่ปากแข็ง แต่แพ้การกระทำของตัวเองเป็นระยะๆพอกัน

 

อัศวิน สมิงห์ได้คำแนะนำจากเพื่อนร่วมงานแล้วนิ่งเงียบ   สมองครุ่นคิดถงพฤติกรรมแปลกๆหลายอย่างของจัน สะกิดใจ   ฝ่ายนั้นทำตัวมีลับลมคมในอย่างมากในพักหลังๆ  มองด้วยมุมของผู้ใหญ่มันรู้สึกได้ว่ามีปัญหาที่ต้องการปกปิดเอาไว้ภายในนั้น  ครั้งหนึ่งเคยตั้งท่าเหมือนจะพูด  แต่สักพักก็ไม่พูดอะไร

 

หากคิดในมุมที่ว่าอีกฝ่ายเริ่มชอบตนขึ้นมาแล้วนั้น  ก็คิดได้สองแบบว่าชอบแต่ยังเป็นลำดับที่ 2 กับชอบแต่ได้เป็นลำดับที่ 1   ส่วนอีกมุมหนึ่งในใจก็อาจจะเป็นแบบเส้นทางอื่น  อย่างเช่นต้องการหลีกห่างอย่างจริงๆจังอีกครั้ง…   บางครั้งวัยรุ่นก็จับทางได้ยากกว่าผู้ใหญ่…

 

คบด้วยตอนนี้เพราะความสงสาร

เรื่องนั้นก็พอจะเข้าใจดีอยู่แล้ว

                “ฉันคงต้องคุยเรื่องนี้กับจันอย่างจริงจังอีกสักครั้ง”  แม้นจะดูไม่ดีไปบ้างเพราะมันเหมือนการคาดคั้นในช่วงเวลาสั้นๆที่ผ่านมา   หลายๆเรื่องก่อนหน้านี้เขาเอาแต่ใจใส่เดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบไว้เยอะไม่น้อยเลย

 

ชายผมดำที่รู้เรื่องที่เด็กคนนั้นปิดบังเอาไว้ไม่กล้าพูด   เขาเป็นแค่คนที่เข้ามารับฟังเฉยๆไม่ควรยื่นมือเข้าไปยุ่ง  ในเมื่อเพื่อนของคนรักไม่ยอมบอกเรื่องสำคัญนั้นด้วยตัวเอง   “ก็ลองหาวิธีแบบของนายเองก็แล้วกัน”   ที่ไม่ใช่จับมอมเหล้าเค้นความจริง…

 

วงพิซซ่าแกล้มปัญหาหัวใจมันไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของผู้บริหาร  ดำเนินต่อไปแบบนี้เรื่อยๆลูกน้องมาเห็นคงจะไม่ดีแน่  หาญจิตจึงเริ่มเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับตักจ้วงผักโขมอบชีส     “ปัญหาความรักนี่มันน่าปวดหัวจริงน๊า~   นี่ฉันก็พยายามจะเริ่มทำความเข้าใจมันบ้างล่ะ”

 

ประเด็นใหม่ที่เข้ามาชักนำให้ทุกคนที่เหลืออึ้ง   ปากที่คาบพิซซ่านิ่งค้างกันไป   “คุณหาญจิต  คิดจะมีความรักแล้วเหรอคะ?”   นี่มันประเด็นร้อนยิ่งกว่าผลประกอบการบริษัทไม่พอจะให้ไบนัสพนักงานอย่างนั้นล่ะ…

 

หาญจิตยิ้มกรุ่มกริ่มยิ่งทำให้คนในกลุ่มสงสัยเข้าไปใหญ่   หญิงสาวสวมแว่นตาล้วงหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากในเสื้อสูทสีดำ   “ทำความเข้าใจด้วยนี่ไงล่ะ!!”   ของที่โดนหยิบออกมายิ่งทำให้อึ้งกันไปถ้วนหน้า

 

….มันคือเครื่องเกมส์  Playstation Vita……

                ซ้ำยังเป็นรุ่นเฉพาะที่มีลวดลายของเกมจีบหนุ่มตกแต่งเป็นเอกลักษณ์อีกตะหาก   มันคืออาวุธสุดท้ายของรองประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านเพื่อใช้ทำความเข้าใจเรื่องของความรัก…  ยามนี้อัศวิน รีวัลย์ เพชรา นั้นรู้สึกเหมือนพิซซ่าไม่มีรสชาติขึ้นมาทันตาเห็น

 

“ทำหน้าอึ้งกันทำไมน่ะ?  นี่ฉันซื้อเกมมาทุกแบบเลยนะ”   เธอเปิดหน้าจอให้เห็นตัวเกมที่โหลดใส่ SD card เอาไว้  มีเกมจีบหนุ่มทุกประเภทตั้งแต่เด็กนักเรียน วัยทำงาน แฟนตาซี  ย้อนยุคยุโรป ย้อนยุคญี่ปุ่น  แนวสิงสาราสัตว์  กระทั่งแนวภูติผีปีศาจก็ยังมี…..

 

เพื่อนร่วมงานทั้งสามพากันพูดไม่ออก  แล้วทุกคนก็ลดระดับสายตาลงไปที่อาหารบนโต๊ะเสียแทน  “เติมเปปซี่มั้ยคะหัวหน้า คุณอัศวิน?”   เลขานุการผมสีน้ำตาลส้มหันถามทั้งคู่

 

“ก็ดี”    รีวัลย์หยิบแก้วของตัวเองกับประธานหนุ่มใหญ่ส่งให้   นี่คือกระบวนการเปลี่ยนเรื่องไปอย่างเนียนๆโดยที่สาวสวมแว่นตาไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าโดนตัดบท….

 

อัศวิน สมิงห์ใช้มุมหนึ่งของความเงียบในวงสนทนาครุ่นคิดเรื่องของตัวเองกับจัน สะกิดใจ  เรื่องที่อีกฝ่ายต้องการปกปิดเอาไว้ใช่เรื่องความรู้สึกที่แท้จริงๆงั้นเหรอ?  ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆเขาจะคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปหรือเปล่า?   การที่ตัวเองมาครุ่นคิดเรื่องของคนที่ชอบแบบนี้นั้น…  อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่  แต่มุมมองที่มองมันดูสดใหม่ สมแล้วที่อีกฝ่ายเป็นวัยรุ่น….

 

เสือนั้นเป็นสัตว์ป่า ส่วนกระต่ายนั้นเป็นสัตว์เลี้ยง  ถ้าไม่ใช่กระต่ายป่า…  เจ้าสัตว์ตัวเล็กเป็นแค่เหยื่อในห่วงโซ่อาหารของสัตว์กินเนื้อ  เป็นกฏของธรรมชาติ   แต่กระต่ายรั้นๆตัวนั้นกลับทำให้เสือยอมถอดเขี้ยวเล็บมาใช้วิธีสร้างความสนิทสนมเพื่อให้วางใจ  …  เขาอยากให้เรื่องที่อีกฝ่ายปิดบังเอาไว้คือเรื่องที่เขาคิดเข้าข้างตัวเองเสียจริง… แม้จะดูหลงตัวเองและเห็นแก่ตัวไปนิด

 

เรื่องนี้มันยากกว่าการวางแผนการดำเนินงานของบริษัทเสียอีก

ผลประกอบการจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจเดาได้

และความเป็นจริงมันก็ช่างโหดร้ายไม่น้อย  ณ มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบในช่วงพักเที่ยง  แสงแดดที่ร้อนระอุชวนให้อยากไปนั่งกินข้าวในห้องแอร์โดนบรรยากาศบางอย่างขับให้ร้อนมากขึ้นไปอีก  โต๊ะนักศึกษาตัวประกอบเริ่มเก็บของใส่กระเป๋าหนีไปเข้าห้องแอร์

 

ต้นเหตุของรังสีที่ทำให้โลกร้อนมากขึ้นมาจากโต๊ะรวมมิตรนักศึกษาหลายคณะ  อย่างอดีตทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์….  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลบลอนด์หยิบกระป๋องโค้กที่มีข้อความเขียนไว้ว่า [ส่งโค้กให้อานัติ] ขึ้นมาดื่ม  แต่ความเย็นของน้ำอัดลมก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย….

 

เพราะที่มาของความร้อนมาจากเพื่อน 3 คน ยกเว้นเด็กหนุ่มนักศึกษาแพทย์  โขน ไร่นา รวมไปถึงเบญจรูญผู้ไม่ค่อยมีปากมีเสียงกับใคร  ทั้งสามคนอยู่ในท่าทีนิ่งและอึมครึมอย่างยิ่ง  โดยมีหนุ่มวิศวะหล่อเลิกเสียของ(?)นั่งหลุบสายตามองพื้นโต๊ะ

 

“พวกนายจะทำหน้าแบบนั้นอีกนานมั้ยน่ะ   จันมันตัวจะลีบแล้ว”  อลินพูดขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน  มือถือชาไข่มุกของบรรณาการ

 

“…..ฉันอุตส่าห์บอกพวกนายตรงๆ   ก็อย่าเงียบกันสิวะ……”   จัน สะกิดใจเหมือนโดนบีบอัดไว้ในกำมือของไททัน 60 เมตร

 

อานัติผงกศีรษะเห็นด้วย   “พวกนายอย่าเพิ่งโกรธเลย  จันอุตส่าห์บอกพวกเราตรงๆ  เพราะว่าจันไม่อยากให้พวกเรารู้ทีหลังไง”  พูดจาอย่างมีเหตุผลเพื่อหว่านล้อมให้ทุกคนใจเย็นๆ  กระทั่งคนที่น่าจะโวยวายมากที่สุดอย่างอลิน แย้มเก้อยังเฉยเลย….

 

“จันไปเรียนต่อ  ไม่ได้ลาออกจากมหาลัยไปแต่งงานซักหน่อย”   นักศึกษาแพทย์ยกตัวอย่าง  ถ้าเป็นแบบนั้นวงคงแตกไปแล้วเรียบร้อย…

 

บรรยากาศยามนี้เหมือนน้ำที่นิ่งเสียจนน่ากดดันเกินไปสำหรับคนมีชนัดติดหลัง   “ทำไมไม่ปรึกษากันก่อนเลยวะนั่น  ว่านายอยากไปเรียนต่อ”   โขนเปิดประเด็นขึ้นมา  ไปเรียนเสียไกลไม่ใช่ไปแค่จังหวัดข้างๆหรือมหาวิทยาลัยอื่นในกำแพงกุหลาบ….

 

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนนั่งห่อไหล่     ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบไปมองหน้าของเพื่อนสนิทผมสีน้ำตาลเข้มวูบหนึ่ง  “ตอนนั้นฉันคิดเรื่องนี้เพราะอยากหนีอลินก็เลยไม่กล้าพูด……   แต่ตอนนี้เพราะฉันอยากไปสานต่อความตั้งใจของตัวเองจริงๆ…..”

 

ไร่นาเกาศีรษะคล้ายกับปลงๆในความคิดของเพื่อนร่วมกลุ่มที่รักคุดมายาวนาน   “ถ้าไม่ใช่เหตุผลข้อแรกแล้วพวกเราจะไปห้ามนายทำไมเล่า”  เหตุผลหนีความรักที่คอยหลอกหลอนมันฟังแล้ว…. น่าเตะเอามากๆ

 

“งั้นก็อย่าเงียบเพราะโกรธสิวะ…”  จันอึดอัดอย่างประหลาดในฐานะจำเลยที่โดนคนรุมสอบสวน   อารมณ์ตอนนี้เหมือนกระต่ายที่โดนจับขึ้นเขียง

 

เบญจรูญที่เงียบมาตลอดเป็นฝ่ายพูดขึ้น  “ฉันไม่ได้โกรธจันเลยนะ  แค่ตกใจ”  ปฏิกิริยาตกใจเลยเงียบมันน่าปลื้มใจกว่ารักครั้งแรกที่ตอบแค่สั้นๆว่า [เหรอ] เสียอีก…. อุตส่าห์เครียด….

 

มาที่คนสอบสวนคนที่สองอย่างเด็กหนุ่มไร้เส้นผม   “ฉันก็ไม่โกรธเรื่องนายจะไป   แค่คิดว่าจะจัดเลี้ยงที่ไหนดี”  กลับกลายเป็นเรื่องกินเสียอย่างนั้น…

 

มาถึงคนสุดท้ายอย่างไร่นา   “ฉันก็ไม่ได้โกรธ   กำลังคิดว่านายไปถึงนั่นแล้วจะฝากให้ส่งอะไรมาดี”   แต่ละคนนี่มัน…….  ทำให้เครียดไปเปล่าๆ….

 

“พวกนาย………..”   เดือนมหาวิทยาลัยจ้องหน้าแต่ละคนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า  แล้วตีหน้าขรึมนิ่งกันเพื่ออะไร…  หลงให้เขาหายใจไม่ทั่วท้องเสียพักใหญ่ๆ

 

หรือตอนนี้เขาควรจะเครียดที่ว่าเพื่อนๆไม่อาลัยแทนดี….

กลายเป็นว่าทุกคนเฉยเหมือนเขาแค่เดินทางกลับบ้าน!?

                เวลานี้โล่งอก ขณะเดียวกันก็รู้สึกโหว่งๆในใจที่ไม่รับการใส่ใจมากเท่าที่จินตนาการเอาไว้     แต่ถ้าเพื่อนๆอาลัยกันมากเกินไปเขาก็ลำบากอีกเหมือนกัน  เพราะอาจจะเกิดความรู้สึกไม่อยากไปขึ้นมาก็ได้…   สรุปแล้วมันก็คงดีแล้วล่ะที่เป็นแบบนี้

 

“แล้วนายบอกคุณอัศวินรึยังล่ะจัน?”   คำถามจากปากของอานัติทำให้คนโดนถามกลายเป็นก้อนหินไปในทันที… อาจจะเป็นคนสุดท้ายที่จะบอกก็เป็นได้

 

เห็นหน้าเพื่อนที่เหลือก็รู้ได้ทันทีว่าคำตอบคืออะไร   “นายยังไม่บอกคุณอัศวินสินะ   ทำไมไม่บอกฟะ”  เรื่องเหมือนจะพูดง่ายแต่มันก็พูดยาก…

 

เด็กหนุ่มเริ่มกรอกตาไปมา  “ก็แค่ยังไม่ได้บอก  ไม่ได้บอกว่าจะไม่บอกหรอกน่า…” ประโยคเดิมที่เคยพูดแล้วกับคนอื่นย้อนกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

 

อลินนึกถึงเรื่องที่เด็กหนุ่มขอคุยกับแฟนหนุ่มอายุมากกว่าในคืนนั้นขึ้นมา   ตอนนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจฟังนัก  แต่ตอนนี้เริ่มมั่นใจว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร  ทุกอย่างเข้ามาปะติดปะต่อกันเหมือนตัวต่อที่กลายมาเป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์แบบ

 

“นายชอบคุณอัศวินก็เลยไม่กล้าบอกสินะ”  เอาทฤษฎีที่แฟนอายุมากกว่าใช้มาอ้างอิงถึง  เพียงแค่นั้นเพื่อนสนิทก็หน้าแดงเป็นมะเขือเทศราวกับโดนจี้ใจดำเข้า

 

“ไม่ได้ชอบเว้ย!!!   อย่าเหมาว่าฉันชอบคุณอัศวิน!!”   แผดเสียงสูงหลายเดซิเบลชนิดเผื่อแผ่ให้โต๊ะข้างๆอีกหลายโต๊ะได้ยินด้วย    เหล่าเพื่อนฝูงพากันมองหน้าจับผิด

 

ด้วยความที่คบกันมานาน  ลักษณะท่าทางที่แสดงออกมันช่างเดจาวูเหมือนเมื่อสมัยมัธยมต้นที่เคยเกิดขึ้น ถามเรื่องความรักเป็นต้องว่าไม่ใช่ๆ  แต่การกระทำมันมักจะตรงข้ามอยู่เสมอ   กลุ่มบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์นั่งสงบนิ่งและขยับปากพร้อมเพรียงกัน

 

“นายชอบคุณอัศวินแน่ๆ”   น้ำเสียงผสานทรงพลังเหมือนกับแสงสว่างที่เข้ามาแผดเผาแวมไพร์ให้มอดไหม้กลายเป็นขี้เถ้า

 

…. คำว่า [ชอบ] ได้ยินครั้งใดก็รู้สึก…

เหมือนโดนตะคริวกิน

                ไม่ได้ชอบ ไม่ได้คิดชอบเลยสักนิด ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิด  ไม่มีทางรู้สึก….  แต่ใบหน้าก็กลายเป็นสีแดงก่ำ   หัวใจก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะเหมือนโดนจี้ใจ   “ไม่ได้ชอบเลยเว้ย!   งั้นฉันก็ชอบพวกนายด้วยสิวะ!  ถ้าเอาเรื่องไม่กล้าบอกมาใช้เป็นเกณฑ์!!”

 

“มันก็จริงของจันนะ”  มีคนถอยทัพมาเป็นพวกเดียวกัน 1 คน  แต่ที่เหลือไม่มีวี่แววว่าจะเห็นด้วย   น้ำหนักของเพื่อนกับคนที่ชอบมันต่างกัน

 

“นายไม่ได้ชอบแน่เรอะ?”   โขนจ้องมองหน้า  เจ้ากระต่ายผงกศีรษะรัวๆย้ำในความรู้สึกของตัวเอง  ไม่มีทางชอบแน่นอน 100%

 

“จันไม่ได้ชอบคุณอัศวิน  แต่จันดันรีบปากคบด้วย”  เบญจรูญพูดจาแทงใจดำ   นาฬิกาข้อมืออันเป็นสัญลักษณ์ของการคบกันครั้งนี้คล้ายกับกลายเป็นเหล็กรัดข้อมืออาบไฟร้อนที่ไว้ใช้ลงโทษนักโทษขึ้นมาทันตาเห็น

 

“กะ…ก็…ก็ฉันยังไม่ได้คบใครซักหน่อย  ไหนพวกนายชอบย้ำให้ลองๆมองดูไงเล่า!”   ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าตัว.. พูดทุกปีแต่เคยได้ผลสักปีไม่.. ก็เปล่า  …  ทั้งๆที่มีคนมาเสนอขนมจีบตั้งมากมาย  แต่เจ้าตัวก็ทำตัวเหมือนแสลงของที่ได้มาจาก 7 – 11 จึงไม่ยอมรับไว้

 

ดวงตาสีเขียวของคนที่เป็นรักครั้งแรกมานานมองด้วยสายตาแกมสมเพช   ยิ่งนึกถึงที่โทรมาปรึกษาแฟนของตัวเองก็ยิ่งคิดว่าอีกฝ่ายขั้นหนีความจริงระยะสุดท้ายแล้ว   หากปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป เรืออัศวิน x จัน ที่เขาเปลี่ยนข้างมา มันจะล่มเหมือนคู่มะขาม x จัน

 

จะคู่ไหน จัน สะกิดใจก็เป็นชื่อห้อยหลัง….   “ถ้านายไม่ได้ชอบคุณอัศวินจริงๆ  นายก็ต้องกล้าบอกเรื่องนี้แบบไม่คิดอะไรเลย  ขอโทรศัพท์หน่อยดิวะ”  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มยื่นมือไปกวักขอของ  นัยน์ตออกคำสั่งอย่างเหนือกว่า..

 

“หา…. จะเอาไปทำไมวะไม่น่าไว้ใจ”  ปากพูดแบบนั้น แต่คำพูดของผู้ชายที่เป็นรักครั้งแรกนั้นเหมือนกับวาจาสิทธิ์   มือหยิบเอาโทรศัพท์มือถือส่งให้

 

อลิน แย้มเก้อผู้มีความเกรียนอย่างเต็มเปี่ยมกดเข้าหน้ารายชื่อโทรเข้าโทรออก  เมื่อเห็นชื่อของเป้าหมายก็กดโทรออกไปในทันที   “เฮ้ย!!  โทรไปไหนวะอลิน!!”   จันพยายามแย่งโทรศัพท์กลับไป   หากแต่เพื่อนหลบหนีไม่ยอมคืนให้  ซ้ำปลายสายก็รับเร็วกว่าที่คิดเอาไว้

 

“คุณอัศวินเหรอครับ  ผมอลินเอง  จันมีเรื่องจะคุยด้วยครับ”   แล้วนักศึกษาแพทย์ก็ยื่นโทรศํพท์กลับมาให้   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองอย่างอึ้ง

 

กองเชียร์พากันส่งเสียงหัวเราะกรุ่มกริ่ม  แม้แต่เบญจรูญที่เงียบที่สุด  กระทั่งอานัติที่เปลี่ยนข้างก็ย้ายข้างกลับไปเสียอย่างนั้น  “ไอ้ซากหมูหยองในขนมปังหมูหยองมายองเนส……!”  กร่นด่าเสียงเบาไม่ให้เสียงนั้นลอดผ่านสายโทรศํพท์ไปได้

 

อลินที่ยังพอเห็นใจบังช่องไมค์ไม่ให้ทางนั้นได้ยิน   “จัดการอะไรให้มันเรียบร้อยซะ  ถ้านายจะคบคุณอัศวินต่อ  ชอบก็บอกว่าชอบ  ไม่ได้ชอบก็ปฏิเสธไปซะ  คุณอัศวินจะได้ไปหาคนอื่น  ทางนั้นแก่แล้วนะเว้ย”   คำพูดของเด็กหนุ่มทำให้ทุกคนอึ้ง…

 

“นั่นนายกำลังบอกว่าคุณอัศวินแก่รึเปล่าวะ….” จันถามกลับ  ซึ่งทุกคนก็สงสัยแบบเดียวกัน   นั่นมันประโยคหวังดีพยายามแอบประทบ

 

“นั่นสินะ  พวกเราก็ลืมไปเลยว่าคุณอัศวินอายุมากแล้ว”   อานัตินึกถึงความแตกต่างของอายุ  แม้ไม่รู้อายุที่แท้จริง  แต่ที่แน่ๆเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็คงอายุไม่น้อยหรอก… อาจารย์ที่ปรึกษาของหนุ่มวิศวะกำลังจะมีลูกคนที่ 3 เข้าไปแล้ว….

 

การมาไล่ตามเด็กตอนอายุป่านนี้….

เด็กที่โดนตามตื้ออยู่กำลังทำบาปใช่หรือไม่……

                บ้านของประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านจะไม่มีหลานไว้สืบสกุลเอา  แต่ถ้ายังคบกับผู้ชายก็คงสายเลือดขาดช่วงอยู่ดีนั่นล่ะ    “พวกนายกำลังต่อว่าฉันใช่มั้ยน่ะที่ฉันลังเล….”    ความลังเลไม่ชัดเจน  ปล่อยให้ความสัมพันธ์มันเป็นแบบนี้

 

รักครั้งแรกก็จับโทรศัพท์ยัดใส่มือเพื่อนทันที   “มีอะไรก็พูดไป  เป็นลูกผู้ชายหน่อย  ไม่ใช่ซึนเดเระ”   คนตรงไปตรงมาสุดโต่งจ้องหน้า  แววตาของคนพูดช่างจริงจังและคาดหวังให้อีกฝ่ายที่โดนจ้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย   เลิกวกวนไปมาเสียที

 

จันที่โดนจ้องมาด้วยสายตาแบบนั้นหลบตาไปครู่หนึ่ง  แต่เมื่อหันกลับมาก็เห็นทุกคนทำหน้าตาคาดหวังกันทั้งหมด   “พวกนายนี่มัน…..”

 

เขานอนครุ่นคิดเรื่องความรู้สึกของตัวเอง

จนนอนไม่หลับ

                พอเข้าใกล้ความจริงเมื่อใดก็รู้สึกไม่อยากรับรู้มัน  เพราะเชื่อว่าคำตอบนั้นหรือไม่ได้รู้สึกอะไรแน่ๆ… เขามั่นใจว่าเป็นแบบนั้นนะ….   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองโทรศัพท์มือถือในมือของเพื่อน   ความสัมพันธ์ที่ตอนนี้ถึงทางแยก  มันต้องทำให้ทุกอย่างชัดเจนไปเสียที…

 

ในที่สุดจัน สะกิดใจก็รับโทรศัพท์นั้นขึ้นมาสนทนาด้วยตัวเอง   “…ครับ… ผมเอง….”   พอเปิดฉากพูดกลับเริ่มป๊อดขึ้นมาเสียอย่างนั้น

 

[มีอะไรรึเปล่า?  เสียงค่อยเชียวนะ  อายเพื่อนเหรอ?]   ใช่เสียยิ่งกว่าใช่  ทั้งอายที่ต้องมาคุยต่อหน้าเพื่อน  ทั้งอึดอัดที่โดนเค้นให้ทำทุกอย่างให้มันชัดเจนไป

 

“เย็นนี้คุณอัศวินว่างรึเปล่าครับ?”   ยามเมื่อหนุ่มวิศะเอ่ยปากพูดแบบนั้นออกไป   เพื่อนๆทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์รู้สึกเหมือนกำลังเชียร์บอลโลก  ทีมที่เชียร์อยู่ในที่สุดก็เริ่มเล่นเกมตรง!!

 

อีกฝั่งหนึ่งของโทรศัพท์คล้ายกับเงียบไปครู่หนึ่ง  คิ้วสีน้ำตาลอ่อนกระตุกรัวๆ  ทั้งๆที่เขารวบรวมความกล้าถามออกไปแท้ๆ…  “ถ้ามัวแต่อึ้งผมจะวางล่ะครับ!”

 

[อย่าเพิ่งวางๆ  ขอโทษนะฉันตกใจน่ะ  ไม่คิดว่าเธอจะพูดก่อน  ว่างสิ  มีอะไรเหรอ?]    เทวดาและมารร้ายในใจเริ่มออกมาต่อสู้กันอีกครั้ง….

 

ใจหนึ่งอยากบอกปัดไปให้พ้นๆ  อีกใจก็อยากจะพิสูจน์ใจตัวเองให้รู้แจ้งเห็นจริงไปเลย   มารจันและเทวดาจันตบตีกัน  อาการติดสตันไปแบบนั้นในสายตาของเพื่อนๆเดาได้ทันทีกว่าเครื่องใกล้แฮงค์แล้ว  ปล่อยให้คิดตัดสินใจเองมากเกินไป

 

จะกลับลำเป็นพรุ่งนี้จะยังทันหรือเปล่า?   วันนี้มันกระชั้นเกินไปไหม?    จบเรื่องเร็วปัญหาก็จบเร็ว  ยื้อออกไปอีกวันก็ต่อความยาวสาวความยืด…  จันเหลือบมองหน้าเพื่อนๆทีละคนคล้ายกับต้องการกำลังใจ  ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนจ้องหน้าใส่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย….

 

ถ้าเขาถอยหนีไปตอนนี้ก็กลายเป็นแค่คนขี้ขลาด

                มือข้างที่ไม่ได้จับโทรศัพท์กำแน่น   ตัดสินใจอย่างแน่วแน่อย่างคนที่ไม่คิดว่าตัวเองเกิดมาหล่อเสียของ  ชอบหรือไม่ชอบ…. ก็พิสูจน์ให้มันรู้กันไป   “เย็นนี้มาหาผมที่มหาลัยนะครับ  ผมจะรออยู่”

 

เหล่ากองเชียร์ที่คอยฟังอยากจะจุดพลุฉลองชัยที่ทีมแรบบิทมาดริดเตะบอลเข้าไปปะทะกับศูนย์หน้าทีมไทเกอร์ยูไนเต็ตเข้าแล้ว    บอลคู่นี้กำลังเข้าสู่ช่วงไคลแมกซ์ใช่หรือไม่?   คู่สนทนาเงียบไปไม่นานก็ตอบกลับมา  น้ำเสียงยังคงเดิม แต่คนฟังคล้ายกับรู้สึกได้ว่ามัเลิกลั่กเล็กน้อย

 

“ได้ๆ  เลิกงานฉันจะรีบไปหาเธอเลยนะ  รอที่คณะวิศวะก็แล้วกัน”     ชี้ชะตากันที่หน้าลานเกียร์…   หวังว่าวันนี้จะไม่มีคนตั้งวงเมากันใต้คณะหรอกนะ…

 

“หมดธุระแล้วครับ แค่นี้ล่ะ!”  จันรีบกดวางโทรศัพท์ไป  หลังจากทำมาดเข้มพูดออกไปแบบนั้นขาก็แทบอ่อนลงไปกองกับพื้น  ใบหน้าหมดเรี่ยวหมดแรงไปกับความกล้าที่เค้นออกไปอย่างจริงจัง   เพื่อนๆพร้อมใจกันยกนิ้วโป้งให้กับคนพยายามจะหายซึน

 

“นายเยี่ยมมาก  เหลือแค่ไตร่ตรองให้ดีๆล่ะนะจัน”  อลินบอกกล่าว  จงไปจัดการเรื่องหัวใจของตัวเองให้เรียบร้อย พูดมันง่ายแต่มันทำยาก….

 

จัน สะกิดใจมองกองเชียร์ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า  คิดในช่วงเวลาสั้นๆ  เขามั่นใจว่าคาบเรียนบ่ายนี้เขาจะต้องเรียนไม่รู้เรื่องอย่างแน่นอนเลยทีเดียว  แต่ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นชาย และความเป็นวิศวะมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ พูดออกไปแล้วก็ต้องทำ….

 

ชอบก็คบต่อไป ไม่ชอบก็ปฏิเสธ

….ทำให้ทุกอย่างมันจบไปเสีย ณ วันนี้ให้เรียบร้อย…

                เคยมีคนชอบพูดว่า  ถ้าไม่ได้ชอบอีกฝ่ายแล้วนั้น ก็อย่าได้ไปให้ความหวังกับเขา  อย่าไปดึงให้เขาหลุดพ้นจากวังวนที่ชอบตัวเองไม่ได้  ต้องปล่อยให้เขาไปเป็นอิสระ  เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหากตัวเองไม่ได้มีความรักตอบ… การทำร้ายคนอื่นมันเป็นบาป….

 

แต่ก็มีบางคนที่ยอมเจ็บและชอบโดนทำร้ายเหมือนเป็น M อยู่เยอะเหมือนกัน  อย่างน้อยๆประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านก็เป็นคนแบบนั้น   ชายหนุ่มนั่งมองโทรศัพท์พร้อมกับอมยิ้มแม้อีกฝ่ายจะวางสายไปแล้ว  สีหน้าแลดูอารมณ์ดี

 

การที่เด็กหนุ่มนักศึกษาวิศวกรรมโทรมาก่อนว่ายากแล้ว  การชวนให้ทำนั่นทำนี่ด้วยกันยิ่งยากเสียกว่า    เย็นวันนี้ช่างน่าเก็บเสื้อผ้าไปนอนเล่นที่หอพักของเด็กนักศึกษาเพื่อซึมซับบรรยากาศสมัยเรียนเสียจริงๆ..    เรียวปากคมเริ่มผิวปากอารมณ์ดี

 

            แต่ฟ้าก็ยังอยากกลั่นแกล้งคู่รักอยู่เสมอๆ…

                อัศวิน สมิงห์เดินออกจากห้องทำงานหมายจะลงไป Central ที่อยู่ไม่ห่างจากบริษัทมากนัก   อย่างน้อยก็อยากซื้อขนมไปฝากเด็กหนุ่มว่าที่คนรักในตอนเย็น   ทว่าเมื่อเดินผ่านห้องของที่ปรึกษาบริษัทกลับได้ยินเสียงสนทนาของเจ้านายกับลูกน้องที่ดึงให้เขาเผลอหยุดฟัง

 

“อ้นโทรไปปรึกษาเรื่องฉันเหรอคะ!?  หมอนั่นนี่มัน…!!”  เพชราแผดเสียงออกมาด้วยความหงุดหงิด  ไม่นึกว่าว่าที่เจ้าบ่าวในอนาคตจะไปหาเรื่องปรึกษาปัญหาหัวใจกับหัวหน้าเธอ

 

รีวัลย์ถอนหายใจ   “ใช่  แต่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร  ไม่ใช่แค่อ้นคนเดียวที่มาใช้ฉันเป็นที่ปรึกษา”  เป็นที่ปรึกษาทั้งในบริษัทและเรื่องส่วนตัว  ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่ใช่คนที่พึ่งพาเรื่องปัญหาใจได้ขนาดนั้น…  ประสบการณ์เรื่องรักคุดเท่ากับ 0  ทะเลาะกับแฟนก็น้อย

 

หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็ทำตาโต  “ไม่ใช่แค่อ้นเหรอคะ?   มีคนอื่นมาปรึกษาหัวหน้าอีก? ใครเหรอคะ?  คุณหาญจิต?”  ใครกันที่มาปรึกษาปัญหาหัวใจกับชายผู้นี้….

 

ชายหนุ่มผมดำหยุดมือที่เซ็นเอกสาร   ดวงตาคมเงยขึ้นมองคู่สนทนา   “มีจัน สะกิดใจเพื่อนอลิน  หมอนั่นโทรหาอลิน แต่ดันป๊อดมาปรึกษาฉัน”  ฟังแล้วช่างน่าขัน…..

 

เพชราอมยิ้ม  “ดีจังเลยนะคะ  เหมือนไม่คิดแล้วว่าหัวหน้าเป็นแฟนแค่แฟนเพื่อน  แต่เหมือนเป็นพี่ชายเลย”   การที่จะปรึกษาเรื่องความรักกับคนที่เคยเป็นศัตรูหัวใจได้  มันเป็นเรื่องที่อบอุ่นและมิตรภาพลูกผู้ชายอย่างสุดๆ  ฟังแล้วอบอุ่นใจ

 

“แล้วน้องจันมาปรึกษาอะไรหัวหน้าล่ะคะ  เรื่องคุณอัศวิน?”   คำถามของเลขานุการสาวพาให้คนที่แอบฟังหูผึ่ง  การแอบฟังเพื่อนร่วมงานมักได้ข้อมูลที่ Unseen เสมอๆ

 

นายรีวัลย์ ไม่ทราบนามสกุลนิ่งไปพักหนึ่ง  ก่อนจะพ่นลมหายใจเบาๆ  “หมอนั่นก็แค่คิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศ”   คำพูดนั้นคล้ายกลายเป็นเสียงเอคโค่จากเขาลูกหนึ่งไปยังเขาอีกลูกหนึ่งในโสตประสาทของคุณเสือที่บังเอิญมาได้ยินเข้า…

 

….การไปเรียนต่อต่างประเทศคือการออกห่างกัน…

…..แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ….อีกฝ่ายไม่ได้บอกเขา….

                “หมอนั่นก็มีปัญหาเพราะไม่อยากบอกอัศวินนั่นล่ะ”   คำพูดสนทนากับเลขานุการ เป็นเหมือนหอกทิ่มแทงใจเพื่อนร่วมงานที่มาได้ยินโดยรู้ตัว….

 

การที่รู้จากปากของคนอื่นก็ว่าแย่แล้ว  เหตุผลที่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ก็เพราะอีกฝ่ายไม่อยากจะบอก…  ยามนั้นคุณเสือที่ใจดีคล้ายกับมีเงาดำเข้ามาปกคลุมอย่างนั้น   หัวใจที่เบิกบานจากการที่จะได้เจอกันยามเย็นกลายเป็นนิ่งและชาไป  อาการแบบนั้นอาจจะเป็น…การพยายามตีตัวออกห่าง….

 

ถ้าไม่คิดจะเปิดใจอย่างแน่นอนแล้ว….

ก็ควรที่จะพูดออกมา…

                สัญชาตญาณดิบ(?)ของคุณแรคคูนรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ระแวกนี้นอกจากตัวเองกับเลขา   ชายหนุ่มสูงเพียง 160 เซนติเมตรขยับเดินจากโต๊ะทำงานออกไปที่นอกประตูห้อง   ภายนอกมีแต่ความว่างเปล่าวกับฉากในละครหลังข่าวอย่างนั้น…  เหตุการณ์แบบนี้มัน….

“มีอะไรเหรอคะหัวหน้า?  รีบร้อนเดินไปอย่างกับมีคนอยู่?”   เพชราถามอย่างสงสัย   หญิงสาวไม่ได้รู้สึกอะไรเลย

 

ดวงตาคมหรี่ลงพร้อมกับเรียบเรียบเหตุการณ์   “เมื่อกี้อัศวินต้องอยู่ตรงนี้แน่ๆ แล้วได้ยินที่พวกเราคุยกัน”  ลางสังหรณ์มันบอกว่ามันต้องเหมือนพวกบทละครอย่างแน่นอน

 

หญิงสาวผมสั้นที่ได้ยินมองหัวหน้าอย่างอึ้งๆ   เธอพยายามกลั้นขำ  “หัวหน้าคงคิดไปเองแล้วล่ะค่ะ  นี่ไม่ใช่ละครนะคะ”  แต่มันเป็นฟิคชั่น…..

 

รีวัลย์ฟังคำของหญิงสาวแล้วคิดตาม  บางทีเขาอาจจะคิดไปเองก็เป็นได้  มันคงไม่บังเอิญแจ็คพอตมาได้ยินในท่อนที่ยังสนทนากันไม่จบดีหรอกนะ….  ชายหนุ่มเดินกลับไปในห้องทำงาน  ขณะที่ชายผมบลอนด์นัยน์ตาสีฟ้าซึ่งกำลังลงลิฟต์นั้น….คล้ายกับดำดิ่งลงไปในความผิดหวัง…

 

กำแพงความสัมพันธ์มันคงสูงเกินจะข้ามไป

                กระต่ายถูกเพื่อนพ้องในป่าใหญ่สร้างความหึมเหิมเพื่อไปต่อสู้กับหัวใจของตัวเองให้เรียบร้อย    เจ้าเสือกลับได้ยินข่าวร้ายจากแรคคูนผู้รักความสะอาด  ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมากกว่าเดิมนั้น… หรือมันจะถอยหลังกลับไปที่เดิม หรือไม่ก็แย่ไปกว่านั้น….?

 

ความจริงนั้นเป็นสิ่งที่หนีไปก็ไม่อาจหนีพ้น

การไม่ยอมรับความจริงบางครั้งก็พาเรื่องแย่ๆให้ตามมา

 

ยังไม่ทันเบญจเพศ  นักศึกษาก็ซวยไม่หยุดหย่อน

คงไม่ได้รักคุดครบปีที่ 10 หรอกนะ

————————————-

Free Talk : เข้าไคลเม็กช่วงสุดท้ายของความสัมพันธ์ของคู่นี้แล้วค่ะ บทพิสูจน์ใจของจัน แล้วก็อาจจะเกิดเรื่องแย่ๆก็เป็นได้… เพราะความเป็นซึนเดเระของตัวเองนั่นล่ะ ซึนเดเระมักจะเสียอะไรดีๆไปก็เพราะไม่ยอมรับตัวเองนั่นล่ะ

ฉากตอนนี้เป็นฉากบังคับในนิยายรักหลายเรื่องเลย เข้าใจผิด 5555  คุณอัศวินยิ่งมีปัญหาเพราะเรื่องรักแท้แพ้ระยะทางไปแล้วหนึ่งรอบเสียด้วย….

 
2 ความเห็น

Posted by บน 03/07/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 29

  1. kuroageha

    03/07/2014 at 11:11 PM

    แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง T[]T
    กำลังใจเต้น หัวใจพองโตไปกับภารกิจของซึนเดเระบอยแท้ๆ
    กำลังจิกหมอนเลยทีเดียว 5555555
    ตอนนี้เหมือนไหลลงลิฟท์มาพร้อมกับท่านประธาน แถมยังสลิงขาดอีก
    ………………………………………….

    me//มองเส้นขีดๆก่อน free talk ด้วยสายตาว่างเปล่า…

     
  2. taraikari

    03/28/2014 at 8:26 PM

    จัน
    นายมันอยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหารจริงๆแม้แต่กับเพื่อน
    แถมจุดบนสุดยังเป็นของจอมมารน้อยอย่างน้องอลินอีก
    ไม่มีทางขัดขืนได้จริงๆ

    โธ่ท่านประธาน
    มาผิดคิวไปนะคะ
    กำลังอารมณ์ดีแท้ๆเชียว
    กราฟดิ่งฮวบทันทีที่บังเอิญไปได้ยินพระเอกซีซั่นแรกคุยกับเลขา

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: