RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 30

21 มี.ค.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

ความไม่ชัดเจนเป็นบ่อเกิดของความไม่มั่นคง

                ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในรูปแบบไหน  ความไม่ชัดเจนก็ทำให้งานออกมาไม่สมบูรณ์แบบทั้งสิ้น   และในความสัมพันธ์เองก็เช่นกัน  ความไม่ชัดเจนมักทำให้คนเราสับสนว่าจริงๆแล้วมันควรจะเป็นไปแบบไหนกันแน่  จะเป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก เป็นคนรัก เป็นพี่น้อง หรือจะเป็นศัตรูกันไปเลย  การคิดนิยามความไม่ชัดเจนเอาเองนั้นยากกว่าการเดาข้อสอบ  เพราะบางครั้งมันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องในช่องว่างนั้นเลย

 

บางคู่ก็ไม่กล้าทำให้มันชัดเจนเพราะกลัวผลลัพธ์

แต่บางคู่ที่ไม่ทำให้มันชัดเจนเพราะยังคงลังเล…

ตอนที่ 30 :  ชัดเจนในที่นี้ไม่ใช่ชื่อคนหรอกนะ

 

ท้องฟ้าสีครามเหนือมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีแสดตามดวงตะวันที่ลดต่ำลง   นาฬิกานั้นก็บอกเวลาย่างเข้า 5 นาฬิกา 30 นาที  เวลาช่างเดินเร็ว  หนึ่งวันของนักศึกษาและผู้คนโดยรอบก็ช่างผ่านไปเร็วเสียจนไม่รู้สึกว่าหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง

 

ขณะที่นักศึกษาชายหญิงหลายวัยเริ่มทยอยกันกลับหอและกลับบ้าน   ก็ยังมีกลุ่มเด็กหนุ่มสาวที่ยังคงมีเรียนและมีกิจกรรมให้ทำดึงบรรยากาศของรั้วสถานศึกษาไม่เงียบจนเกินไป   และยามนี้หน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็เริ่มเงียบลงแล้วเช่นเดียวกัน…

 

“แล้วเจอกันพรุ่งนี้!”   กลุ่มผู้ชายเสื้อช้อปสีเข้มโบกมือลาเพื่อนร่วมคณะที่แยกตัวออกไปคนเดียว   แต่ละคนป้องปากหาวนอนตรงดิ่งไปหาร้านข้าวข้างนอก

 

เหลือไว้เพียงเดือนของคณะปีสามผมสีน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้ม   จัน สะกิดใจยกแขนขึ้นมาดูนาฬิกาข้อมือ   เขานั้นเลิกเรียนตามปกติ  แต่วันนี้มีเหตุให้ต้องอยู่ละแวกนี้ก่อนกลับหอพัก  นึกถึงเรื่องที่สนทนากันในกลุ่มเพื่อนตอนพักเที่ยงก็อดหน้าบูดไม่ได้….

 

เพราะเรื่องนั้นทำให้เขาเลคเชอร์เรียนไม่รู้เรื่อง  กระดาษจดโน้ตก็เผลอเขียนข้อความซ้ำๆลงไปเหมือนคนใกล้เสียสติ   ชอบ ไม่ชอบ ชอบ ไม่ชอบ มีแต่สองคำนี้แทรกเข้ามาให้คิดแทนที่จะเป็นการเขียนโปรแกรม   ที่เขาต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะเพื่อนๆถีบให้ไปยืนที่ปากเหวนั่นล่ะ!

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปรอบๆตึกคณะของตัวเอง   วันนี้ผู้คนค่อนข้างบางตาซึ่งมันเป็นผลดีกับเขามาก  เพราะดันเผลอนัดแนะให้ประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านมาหาที่นี่แทนที่จะเป็นหอพัก   ตอนที่ยังไม่เจอหน้ากันก็ว่าแย่แล้ว  ตอนที่เจอหน้ากันเขาคงแย่กว่า…

 

“เพราะเจ้าอลินแท้ๆเลยเว้ย…….!”   เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์นี้   อีกทั้งแฟนอายุมากกว่าของฝ่ายนั้นก็ทำให้เขาสับสนมาพักใหญ่ๆ….

 

ตอนนี้ในใจของเขานั้นน่ะ….ชอบคุณอัศวินไปแล้วเหรอ?

                แค่คิดก็อยากเดินไปว๊ากใส่รุ่นน้องสักคนที่เดินผ่านมา….    ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชอบแน่ๆล่ะ  ที่ลำบากใจที่ต้องบอกเรื่องตัวเองตัดสินใจจะไปเรียนต่อไกลๆ  ก็แค่เพราะสงสารที่ชายคนนั้นมีแผลใจเท่านั้นเอง….   จัน สะกิดใจพยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง

 

ใบหน้ายามใช้ความคิดก็เริ่มบึ้งตึงมากขึ้นทุกที    จนกระทั่ง…    “มายืนทำอะไรตรงนี้  ยังไม่กลับหออีกเหรอ”   เสียงที่คุ้นเคยเรียกให้หลุดจากภวังค์

 

เมื่อหันกลับก็ได้ปะหน้าเข้ากับอาจารย์ที่ปรึกษา   สองมือรีบยกขึ้นมาไหว้ทำความเคารพ   “กำลังจะกลับบ้านเหรอครับอาจารย์”

 

“เดี๋ยวจะไปรับลูกกับแฟนไปกินข้าวเย็น”   คำพูดบ่งบอกความอบอุ่นของครอบครัวพาให้คนฟังรู้สึกดีไปด้วย   แม้หน้าของอาจารย์อาจจะดูไม่เหมือนคุณพ่อแสนอบอุ่น….

 

“Happy Family ดีนะครับบ้านอาจารย์น่ะ”  มองดูใบหน้าคุณพ่อที่แสดงออกว่าเห่อลูกๆก็ยิ่งเห็นชัด   อาจารย์นนท์ที่โดนลูกศิษย์มองด้วยสายตาล้อเลียนรีบเปลี่ยนสีหน้าและเปลี่ยนเรื่องในทันที

 

ตาสีเข้มของคนเป็นอาจารย์จ้องเขม็งมาเป็นคำถาม   คนโดนจ้องก็รู้ได้ทันทีว่าโดนถามอะไรเริ่มจะสะอึก   “แล้วนายมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?”

 

นักศึกษาหนุ่มเบือนมองหนีไปทางอื่น   “ผมไม่ได้รอใครนะครับ!”   ถ้าอากาศร้อนกว่านี้คงได้เห็นคนเหงื่อไหลเพราะร้อนตัว….

 

“ฉันก็ไม่ได้ถามว่ารอใคร    ถ้าตอบว่ารอเพื่อนก็คงไม่สงสัย  แต่นี่รออัศวิน?”   โดนชายที่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าจับได้ ซึนเดเระบอยอยากมุดลงท่อ…..

 

แม้ไม่มีคำพูดเป็นคำตอบ  แต่ใบหน้าที่มีสีแดงฝาดขึ้นมาจางๆมันเป็นคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว   เดือนคณะพ่วงตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยผู้หล่อเสียของช่างเป็นคนกลบเกลื่อนอารมณ์ทางสีหน้าไม่เป็น   อาจารย์นนท์ส่ายหน้าไปมาและถอนหายใจอย่างเอือมระอา

 

“อย่ามองหน้าผมแล้วส่ายหน้าแบบนั้นสิครับ!”   เด็กหนุ่มส่งเสียงดัง    โดนแบบนั้นแล้วรู้สึกเสียหน้าอย่างประหลาดว่าหล่อเสียของ(?)

 

ชายอายุมากกว่าเกาศีรษะ   ความเป็นเพื่อนแม้จะไม่ถูกกันเท่าไหรนัก  ก็ทำให้รู้ว่าคนที่เข้ามาเกี่ยวพันกับนักเรียนนั้นเป็นคนอย่างไร   “จะคบกับอัศวินก็ดี  แต่ก็ดูดีๆ  นายยังเด็ก มีโอกาสทำอะไรอีกเยอะ”   มือที่เริ่มมีริ้วรอยชัดจากวัยตบเข้าที่ข้างแขน

 

คำแนะนำของเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนของท่านประธานเป็นคำพูดกลางๆ  ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร  แต่ก็คล้ายจะมีอะไร    “เพื่อนผมก็ยังเด็ก  แต่คบกับคนอายุมากกว่า ก็ดูไม่มีปัญหาอะไรนะครับ”   เด็กหนุ่มตอบซื่อๆตามภาพที่เห็นจากคนมีประสบการณ์ตรง

 

“หืม?”   เห็นคู่สนทนาเลิกคิ้วขึ้น นายจัน สะกิดใจเริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองได้ทำอะไรพลาดไป….

 

ประเดี๋ยวก่อน….   เขาพูดไปแบบนั้นก็เหมือนตั้งใจจะคบจริงจังน่ะสิ…

กับคนอายุมากกว่าเกือบเท่าผู้ปกครองเนี่ย….

                อาจารย์นนท์ยกมือขึ้นลูบเคราที่ไม่ได้โกนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย   แววตาและเรียวปากหยักยิ้มเจ้าเล่ห์    กระต่ายซึนเดเระเริ่มจะสั่นกลัวเมื่อรู้ตัวช้าว่าตกหลุมพรางของนายพราน(?)    มือที่มีริ้วรอยของวัยตบแขนนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง

 

“นายนี่มันใสซื่อเกินคาด   ไปล่ะ  อย่าลืมทำรายงานส่งให้เรียบร้อย”    อาจารย์ที่ปรึกษาคล้ายกับแหวกระเบิดทิ้งไว้แล้วก็จากไปอย่างนั้น

 

หนุ่มวิศวะปีสามนึกคำพูดมาโต้ตอบครูผู้สอนไม่ถูกไปเลยทันที    “ผมยังไม่ได้คบกับเพื่อนอาจารย์เล้ย!!”   ตะโกนบอกไล่หลังไปก็ช้าไปหลายวินาที…..   ยังไม่ได้จะเป็นแฟนเต็มรูปแบบ…..

 

ลมพัดใบไม้ปลิวผ่านร่างของเด็กหนุ่มในเสื้อช้อป   นี่มันวันอะไร…  ยังเหลือคนที่อยู่ฝั่งเดียวกับเขาบ้างหรือเปล่า  เหมือนทุกคนไปอยู่ข้างเดียวกับประธานบริษัทผมบลอนด์กันเสียหมด   ป่าใหญ่นี้ทิ้งให้กระต่ายเขวอยู่กลางป่าใหญ่แล้วสินะ….

 

ยืนเคว้งได้ไม่นาน   มือหนึ่งก็มาแตะเข้าที่ไหล่ดึงให้หนุ่มวิศวะตวัดกลับไปมอง   “อะไรอีก!!”   ตะคอกเสียงออกไปอย่างคนเป็นพี่ว๊าก(?)

 

“ฉันเอง ไม่ใช่รุ่นน้องคณะเธอนะ”  เสียงทุ้มของฝ่ายตรงข้ามพูดจบก็หัวเราะเบาๆ   ตรงหน้านั้นคือร่างของท่านประธานบริษัททำความสะอาดย่านศาลาแดงที่เขารออยู่  ในมือใหญ่ถือถุงจากร้านเบเกอรี่ยี่ห้อหนึ่งซึ่งหลายๆบริษัทชอบซื้อเป็นของขวัญปีใหม่เมื่อคิดร้านไม่ออก

 

จันรีบก้าวขาถอยออกมาในทันทีด้วยความตกใจ   “ไหงมาเงียบๆน่ะครับ!”   ไม่เหมือนทุกๆครั้งที่ต้องเปิดตัวอย่างคุณชาย….

 

อัศวินคลี่ยิ้มเหมือนทุกๆครั้งที่เจอกัน   “จะให้ตกใจเล่นล่ะมั้ง  เธอก็ตกใจนี่”   ดวงตาสีฟ้ามองเข้าไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน

 

แม้จะเป็นรอยยิ้มเดิมๆที่เห็นอยู่เป็นประจำ   คล้ายกับว่ามีบางอย่างลึกๆที่ดูแปลกๆไปเสียหน่อย… ซึ่งเด็กหนุ่มไม่รู้ว่าคืออะไร   ที่แน่ๆอาการประหม่ามันเริ่มมาเยี่ยมเจ้ากระต่ายเข้าอีกแล้วเพราะคำพูดของคนรอบข้างตลอดวันมานี้   ขาก็ก้าวถอยหลังออกมาอีกสร้างระยะปลอดภัย

 

“มาเร็วเกินคาดนะครับเพิ่งจะเกือบ 6 โมง  นี่คุณทิ้งงานให้คุณรีวัลย์รึเปล่าน่ะ???”   เปลี่ยนเรื่องพร้อมกับก้มมองนาฬิกาข้อมือไม่ยอมจ้องหน้า

 

“เธอก็มองฉันในแง่ร้ายไปหน่อยนะ  ฉันทำงานเสร็จแล้วก็เลยรีบออกมาหาเธอ  นี่ขนมไว้กินตอนอ่านหนังสือนะ”  ชายหนุ่มยื่นถุงในมือให้ไป

 

จันรับมาถือเอาไว้อย่างลังเล  เริ่มรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆอีกแล้ว ซึ่งเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร   น้ำเสียงดูราบเรียบ?  ก็ไม่ใช่….     “ที่จริงไม่ต้องรีบออกมาก็ได้ครับ  ผมก็ไม่ได้รีบ”

 

“ฉันรู้หรอกว่าเธอไม่รีบ  แต่เธอโทรมาเหมือนมีอะไรจะคุยด้วย   ฉันก็เลยอยากออกมา”   อัศวินลูบศีรษะเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่า   การกระทำและคำพูดมันยิ่งชวนให้รู้สึกว่ามีบางอย่างที่แปลก…. ทั้งๆที่ตัวเขาควรจะรู้สึกกระอักกระอ่วนจากคำท้าของเพื่อนๆ…

 

หลงลืมไปในครู่หนึ่งว่าจิตใจกำลังสับสนจากคำว่าชอบหรือไม่

….กลายเป็นสงสัยในความแปลกของฝ่ายตรงข้าม…..

                มองลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีฟ้าครามนั่นแล้วได้เพียงรอยยิ้มที่อ่อนโยนแบบของเจ้าตัวตอบกลับ  ในคำพูดคล้ายกับมีความขุ่นเคืองใจ….   เขาทำอะไรไว้รึเปล่า?   ยังมิทันได้เอ่ยปากถาม  ประจวบเหมาะกับเริ่มมีกลุ่มนักศึกษากลับมาใต้คณะมากขึ้น  ผลักดันให้เปลี่ยนสถานที่เสียก่อน

 

“ไปหาอะไรกินก่อนเถอะครับแล้วค่อยคุยกัน”   เมื่ออาหารตกถึงท้อง  สมองก็จะแล่นมากกว่าปล่อยให้ท้องว่างอย่างนี้

 

ชายหนุ่มผมบลอนด์ผงกศีรษะตอบช้าๆ    “งั้นไปหามื้อเย็นกันเถอะ  เดี๋ยวจะพาไปร้านที่เคยกินสมัยเรียน”   จันมองนิ่ง…..  นั่นมันกี่ปีมาแล้ว  แล้วร้านมันจะยังอยู่ยงคงกระพันไหมน่ะ….

 

กระนั้นก็ไม่ถามออกไปเพราะบรรยากาศมันไม่ชวนให้พูด    ประธานหนุ่มใหญ่เดินนำหน้าไปก่อนเพื่อไปที่รถ  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลจ้องมองตามแผ่นหลังนั้นครุ่นคิดหลายๆอย่าง   วันนี้อีกฝ่ายก็ควรจะเหมือนกับวันอื่นๆที่เจอหน้ากัน  แต่มันกลับมีบางอย่างที่แตกต่างไป….

 

“คุณอัศวิน”  ตัดสินใจเรียกเพื่อให้หยุดเดินหมายจะเอ่ยปากถาม    แต่เมื่อชายผมบลอนด์หันกลับมาและยิ้มให้  คำถามที่คิดจะถามก็กลืนหายไป

 

“ไม่มีอะไรครับ  รีบๆไปดีกว่า…”   ไม่กล้าถามว่าหงุดหงิดอะไรหรือเปล่า…  หรือจะมีปัญหาเรื่องงาน  เขาไม่สามารถถามออกไปได้เพราะอาจจะแค่คิดไปเอง….

 

โดยไม่ล่วงรู้ว่าบรรยากาศนี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าตัวนั่นล่ะเป็นต้นเหตุ

                อลิน แย้มเก้อเดินผ่านประตูคีย์การ์ดทางเข้าคอนโดมีเนียมย่านพญาไท    ขาทั้งสองแทบจะลากแทนเดิมจากการเรียนอันหนักหน่วงต่อเนื่องมาตลอดทั้งเช้าและบ่าย   หนทางสู่การเป็นแพทย์เหมือนบิดามันช่างเหมือนกับการเดินขึ้นเขา  การตามความฝันมันมีความลำบาก

 

ยามประจำคอนโดเห็นเด็กหนุ่มก็ทักทายอย่างเป็นมิตร   เจ้าตัวก็ยิ้มให้เหมือนอย่างทุกๆวัน    เห็นหน้ากันเป็นประจำจนเหมือนเป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่ง    เมื่อก้าวผ่านทางเข้ามาแล้ว  ประตูก่อนขึ้นลิฟต์ก็ต้องผ่านด้วยคีย์การ์ดอีกครั้งตามระบบรักษาความปลอดภัย

 

ดวงตาสีเขียวพลันเหลือบไปเห็นบางคนซึ่งนั่นอยู่ที่โซฟาแถวนั้นเสียก่อน    “อ่าวพี่รีวัลย์  ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะครับ?”   ชายหนุ่มในเสื้อสูทนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ประหนึ่งอยู่ในห้องตัวเองอย่างนั้น

 

ดวงตาคมสีเข้มเหลือบมองขึ้นมา   “ฉันลืมกุญแจน่ะ”   นักศึกษาผมน้ำตาลเข้มได้ยินแล้วหลุดหัวเราะ    ผู้ชายเจ้าระเบียบซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยลืมของก็มีวันนี้ด้วย

 

“อายุเริ่มเยอะจนลืมง่ายแล้วเหรอครับพี่รีวัลย์”   อลินเดินมานั่งข้างๆเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมลุกขึ้น   ข่าวในหนังสือพิมพ์นั้นคงพาให้ติดพันต้องอ่านให้จบก่อน

 

คนฟังแม้จะรู้สึกตะหงิดๆกับคำพูดเมื่อครู่ แต่ก็ทำเมิน   “คงจะลืมไว้ที่ทำงาน   จะโทรหานายก็เห็นว่าใกล้เวลากลับแล้วก็เลยไม่ได้โทร”   กิจวัตรประจำวันของทั้งคู่ถ้าไม่มีรายการพิเศษก็จำตารางเวลาของกันและกันได้

 

อลินยิ้มแย้มพลางแอบมองเนื้อหาในหนังสือพิมพ์ที่คนรักติดลมอยู่     “งั้นวันนี้ไปกินข้าวข้างนอกดีมั้ยครับ  ไหนๆก็ยังไม่ถึงห้องกันทั้งคู่”

 

รีวัลย์หันมองคนที่นั่งข้างๆ    ดวงตาสีเขียวเป็นประกายที่พอจะเดาได้ว่ามีเป้าหมายอยู่   “นายอยากกินอะไรล่ะ?”   จบคำถามมือของหนุ่มนักศึกษาก็ชี้ไปยังโฆษณาหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ทันที… เจ้าโฆษณาของร้านพิซซ่าชื่อเหมือนเกมชนิดหนึ่ง…

 

ที่ปรึกษาบริษัทเก็บหนังสือพิมพ์วางลงที่เดิมของมันแล้วจับแขนของคนรักอายุน้อยกว่าให้ลุกขึ้นตาม    ยังไม่มีคำตอบตกลงเป็นทางการแต่รู้กันว่าคือการตกลงแล้ว   “วันนี้มีอะไรดีๆงั้นเหรอ?   ดูท่าทางนายจะอารมณ์ดี”  สังเกตจะสีหน้ายิ้มค้าง

 

“ผมก็ว่าจะเล่าให้พี่รีวัลย์ฟังตั้งแต่บ่ายๆแล้วครับ  แต่ว่าติดเรียน แหะๆ”    นักศึกษาสูงกว่าเดินตามกันออกไปยังลานจอดรถ

 

“ให้เดาคงเกี่ยวกับอัศวินแล้วก็จัน สะกิดใจ”  ชายหนุ่มผมสีเข้มนึกไปถึงพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานในวันนี้…  ดูมีความสุขจนล้นพักหนึ่ง  แล้วก็ดูนิ่งสนิทในอีกช่วงหนึ่ง….

 

“พี่รีวัลย์เดาเก่งจังเลยครับ ใช่เลยล่ะครับ  เรื่องจันกับคุณอัศวินนั่นล่ะ  ผมกับเพื่อนๆจัดการบอกให้จันไปทำทุกอย่างให้มันชัดเจนแล้วล่ะครับ  ชอบหรือไม่ชอบคุณอัศวินก็บอกไป”   วีรกรรมครั้งใหม่ของอดีตชมรมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์อีกครั้ง…

 

รีวัลย์เหลือบมองใบหน้ายิ้มแย้มภาคภูมิใจของแฟนเด็กพลันนึกถอนใจ  คล้ายกับมองเห็นภาพกระต่ายที่ถูกจับไปขว้างทิ้งเอาไว้ที่ปากเหวเพื่อเอาชีวิตรอด   พวกเด็กๆทำอะไรไม่คิดให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกตามเคย  ช่างน่าเห็นใจซึนเดเระที่ต้องใช้วิธีง้างปากแบบบังคับ

 

….ซึ่งเขามีลางสังหรณ์ว่ามันจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีนัก….

 

สองร่างเดินมาหยุดข้างรถยนต์สีขาวสะอาดภายในที่จอดรถ    ดวงตาสีเขียวมองไปยังอีกคนซึ่งเดินไปฝั่งคนขับ   “พี่รีวัลย์จู่ๆก็เงียบไปเลย  มีอะไรรึเปล่าครับ”

 

ชายอายุมากกว่ามองจ้องกลับ   “เปล่า   ไม่มีอะไร  แต่ฉันมีเรื่องจะบอกนายสักเรื่อง”    เด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย  คำขอที่ไม่ได้มีมาบ่อยนัก

 

“อะไรเหรอครับพี่รีวัลย์?”  อลินรอคำถามอย่างใคร่รู้    ดวงตาสีเข้มนั้นแลดูจะจริงจังในคำขอนั้น

 

“วันนี้นายเลิกสนใจเรื่องของเพื่อนนายซักวันก็แล้วกัน   ไปกินข้าวกับฉันแบบไม่ต้องห่วงคนอื่น”   ฟังดูคล้ายกับคำอ้อนแบบเป็นทางการของท่านที่ปรึกษาบริษัทซึ่งมีอายุมากกว่า

 

อลินหลุดยิ้มกว้างออกมาในทันใด  จะคิดในทางไหนคำพูดที่ออกจากปากของฝ่ายตรงข้ามก็เหมือนคำพูดอ้อนแฟนอย่างชัดเจนในแบบของเจ้าตัว  “ได้สิครับ!”   มีหรือจะทำไม่ได้  ในเมื่อนานๆครั้งจะโดนอ้อนแบบไม่เมา(?)

 

“ดีมาก  ถ้านายทำได้ฉันจะให้กินขนมปังหมูหยองมายองเนส”   เป็นของตอบแทนที่น่าขัน  คล้ายกับการหลอกเด็กด้วยของกินที่ชอบ

 

คู่รักแรคคูนหมาน้อยยิ้มแย้มให้กันและเปิดประตูขึ้นรถยนต์สีขาวเพื่อไปออกเดทดินเนอร์ที่ร้านพิซซ่า   ทำตัวออกห่างจากเรื่องรักน่าสับสนของเพื่อนฝูงหนึ่งวัน  เพราะอย่างไรผลจะออกมารุ่งหรือร่วง ในเช้าวันรุ่งขึ้นทั้งคู่ก็ต้องมารับรู้เรื่องของเสือกระต่ายอยู่ดีแบบเลี่ยงไม่ได้

 

เพราะบทบาทที่เกี่ยวเนื่องกันมาในฐานะตัวเอกและตัวรอง

จะหนีไม่รับรู้มันเป็นไปไม่ได้ นี่คือธรรมชาติ….

 

                ณ ร้านอาหาร Seafood ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่ง   วิวทิวทัศน์ที่มองเห็นแสงของสะพานพระรามแปดอยู่ไม่ไกล  แขกเรื่อทั้งหลายจึงมักจะจับจองที่นั่งริมฝั่งแม่น้ำไว้ก่อนเป็นลำดับแรก   ยกเว้นคู่(เกือบ)รักคู่หนึ่งที่ไม่หาที่นั่งในบริเวณนั้น  กลับนั่งในห้อง VIP  เสียแทน….

 

เด็กหนุ่มในเสื้อช้อปนั่งมองโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารพลางครุ่นคิด   คนที่พามาบอกว่านี่เป็นร้านอาหารที่กินมาตั้งแต่สมัยเรียน  มันช่างน่าสงสัยว่าสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอีกฝ่ายใช้ชีวิตยังไง  เทียบกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเพื่อนตนแล้วมันคนละเรื่อง…

 

แล้วดวงตาก็เหลือบมองไปหาผู้ชายผมบลอนด์ตรงหน้า   เจ้าตัวก็ขมักเขม้นกับการแกะกุ้งโดยที่ไม่เปิดบทสนทนาอย่างต่อเนื่องอย่างที่เคยเป็น   “ผมแกะให้ดีกว่ามั้ยน่ะครับ?”  ถ้ามันจะลำบาก….

 

“ไม่ต้องหรอก  เธอก็น่าจะลงมือกินได้แล้วนะ  เรียนมาทั้งวันควรจะหิว”   ชายตาสีฟ้ายิ้มให้  รอยยิ้มที่เหมือนจะไม่มีอะไร

 

ตลอดทางที่เดินทางมามันมีบรรยากาศน่าอึดอัด   จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ชวนให้คิดหนัก   “เกิดเรื่องอะไรที่บริษัทรึไงครับ  คุณดูท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดี”   หรือเขาคิดไปเอง…

 

อัศวินมองไปยังดวงตาสีน้ำตาลนั้นเงียบๆและยิ้ม   “ที่บริษัทก็เหมือนเดิมนั่นล่ะ  ไม่มีอะไรหรอก  ฉันดูเหมือนอารมณ์ไม่ดีเหรอ?”   ยิ้มปานไม่มีอะไรในใจ….  แต่มันปิดแววตาไม่มิดหรือเปล่า

 

“ใช่ครับ  ผมคิดว่าคุณน่าจะอารมณ์ไม่ดี  ผมรู้สึกอย่างนั้น”  นักศึกษาหนุ่มจ้องกลับ   อัศวินก็หัวเราะในลำคอเบาๆที่ได้ยินแบบนั้น

 

“ดีนะที่เธอเริ่มสังเกตฉันมากกว่าปกติ  ไม่ใช่แค่บางครั้ง”  จันสะอึกไป  การรับมือกับความปากหวานและเอาอกเอาใจมากเกินไปของฝ่ายตรงข้ามมันเริ่มกลายเป็นความเคยชิน…  จนไม่คิดว่าตัวเองจะเริ่มสังเกตเห็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เปลี่ยนของฝ่ายตรงข้ามได้

 

อลินเคยบอกว่ามันเป็นพื้นฐานของการคบกัน…

เด็กหนุ่มสะบัดใบหน้าไปมาไล่ความคิดนั้นไป   ที่เขาต้องคิดคือคำพูดที่ดูเหมือนคำประชดประชันนั่นตะหาก   “ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่า  แต่วันนี้คุณอัศวินเหมือนจะพูดแบบเคืองๆผมหลายครั้งแล้ว”   ผิดจากตอนที่คุยกันทางโทรศัพท์โดยสิ้นเชิง

 

“เธอมีเรื่องอะไรให้ฉันเคืองล่ะจัน  ถ้าไม่มีฉันก็ไม่โกรธอะไรเธอหรอก”   เรียวปากคมหยักยิ้ม   ยิ่งทำให้กระต่ายร้อนรนขึ้นทุกที

 

“ก็….ไม่ได้มีนี่ครับ….”   เบือนสายตาหนีไป  ไม่มีล่ะมั้ง… ไม่มี…   มือรีบจับช้อนและส้อมตักอาหารมาเข้าปากตามรูปแบบของคนพยายามหนี

 

ชายหนุ่มหยิบน้ำขึ้นมาจิบ  ดวงตาสีฟ้าคอยมองดูพฤติกรรมของเด็กหนุ่มที่อยู่ในสถานะคบหาดูใจกันอยู่   ฝ่ายนั้นก็ไม่มีท่าทีอะไรที่บ่งบอกเหตุผลว่าทำไมถึงเรียกมาเจอกัน   ท่าทีของจัน สะกิดใจยิ่งพาให้นึกถึงเรื่องที่เพื่อนร่วมงานกันพูดคุยกันแล้วเขาบังเอิญได้ยินเข้า

 

40% ก็คิดว่าจันจะบอกออกมาด้วยตัวเอง แต่อีก 60% ก็เชื่อว่าเจ้าตัวจะนิ่งและไม่ยอมบอกออกมาให้ชัดเจน  ซึ่ง 60% นั้นทำให้เขารู้สึกแย่อยู่ไม่น้อย  จากเดิมที่คิดว่ากำแพงมันเริ่มหายไปบ้างแต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิดเอาไว้   ในที่สุดชายหนุ่มจึงเริ่มเอ่ยปากเกริ่นถามธุระที่ถูกเรียกออกมา

 

“วันนี้บอกว่าให้มาเจอกันเธอมีเรื่องอะไรล่ะ  คงไม่ใช่แค่อลินโทรให้ก็เลยเลยตามเลยหรอกนะ?”   คาดเดาจากสิ่งที่เกิดขึ้น

 

เจ้ากระต่ายถูกถามกะทันหันสะดุ้งตัว   กินข้าวยังไม่ทันถึงสามคำก็โดนลากเข้าเรื่องที่อยากดึงเวลาเสียนี่   “เอ่อ….  มันก็มีหรอกครับ….”   แต่เขายังคิดหาคำตอบชัดเจนให้ตัวเองไม่ได้เลย!

 

“มีแต่ก็ไม่ยอมบอกซักที  น่าสงสัยนะว่าเรื่องอะไร”   ยิ่งมีท่าทีอึกอัก ยิ่งน่าคิดว่าเจ้ากระต่ายไม่อยากบอกออกมา..  เรื่องที่ปิดบังเอาไว้…

 

ความคิดของทั้งคู่ดูเหมือนจะสวนทางกันอยู่ไม่น้อย

 

จันพยายามตักทุกอย่างที่อยู่ในจานตรงหน้ามาเข้าปากเพื่อดึงเวลาให้ขยายออกไปได้อีกหน่อย   ถึงจะรับคำของเพื่อนๆมาแล้วว่าจะทำให้สมเป็นลูกผู้ชาย  แต่ถึงเวลาความป๊อดกับความสับสนมันก็เข้ามาแทรกแทนที่   ส่วนอัศวินนั้นก็ได้แต่มองดูท่าทางเลิกลั่กๆไม่เป็นธรรมชาติของนักศึกษาหนุ่ม  ยิ่งเห็นก็ยิ่งคิดถึงเรื่องที่ที่ปรึกษาบริษัทสนทนากับเลขาสาว  เจ้าความลำบากใจที่ไม่อยากบอกเรื่องที่จะไปเรียนต่อให้เขาฟัง…

 

“ผัดฉ่านี่อร่อยดีนะครับ   เนื้อปลากระพงอร่อยดี!”   หนุ่มผมน้ำตาลอ่อนเปลี่ยนเรื่อง  เมื่อเงยสายตาขึ้นจากอาหารขึ้นมาสบเจอดวงตาสีฟ้าที่นิ่งงันทำเอาพูดไม่ออกอีก

 

แววตาของผู้ใหญ่ที่มักจะอ่อนให้อยู่เสมอๆ ประกายนั้นคล้ายกับจะหายไป  เข้าโหมดคุยธุรกิจกับพวกลูกค้ากับลูกหนี้ไปแล้วเรอะ…  “จัน เธอกำลังพยายามเปลี่ยนเรื่องนะ  มีอะไรก็พูดมาเถอะ”   เจ้ากระต่ายเริ่มสั่น

 

ยิ่งไม่เข้าเรื่องกันเสียที  บรรยากาศระหว่างกันก็ยิ่งน่าอึดอัดจนทำให้เด็กเสิร์ฟไม่กล้าเหยียบเข้ามาในห้อง VIP ตอนนี้จัน สะกิดใจเริ่มจะฟันธงได้แล้วว่าอัศวิน สมิงห์นั้นอารมณ์ไม่ดีแน่ๆล่ะ…   “ผมจะกินข้าวให้เรียบร้อยก่อนแล้วจะพูดแน่ๆล่ะครับ”

 

“ที่เธอพูดออกมาทันทีไม่ได้  เพราะว่าเธอก็ไม่ได้อยากจะพูดกับฉันสักเท่าไหร  ถูกมั้ย?”   มือที่จับช้อนนิ่งค้าง…  เปลือกตามันเริ่มกระตุก

 

“….ผมไม่ได้บอกว่าไม่อยากพูดเลยนะครับ….”  จ้องเขม็งกลับไปและขุ่นเคืองในคำพูดที่ได้ยินนั้น  ความมาคุนั้นแผ่ซ่าน

 

อัศวินยื่นมือไปจับมือของเด็กหนุ่มให้วางช้อนลง    “ช่วงนี้ที่เธอดูแปลกๆไปเหมือนมีอะไรปิดบัง  เพราะเธอต้องการปิดบังฉันเรื่องที่เธอจะไปเรียนต่อต่างประเทศใช่มั้ย?”

 

เด็กหนุ่มสะอึกตกใจ   “….คุณไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนน่ะครับ!  คุณรีวัลย์บอก?  อาจารย์นนท์เอาไปพูด???”   ไม่มีทางอื่นที่จะรู้ได้อีกแล้วเพราะเขาไม่ได้พูดออกมา…

 

“ได้ยินจากที่รีวัลย์คุยกับเพชราน่ะ  เธอไม่อยากบอกฉันสินะ”   ดวงตาสีฟ้ามองลึกเข้าไปยังนัยน์ตาฝ่ายตรงข้าม  เค้นตามหาความจริงที่ปิดเอาไว้….

 

โดนจ้องมาด้วยสายตาแบบนั้นแล้ว  คนมีชนักติดหลังก็เบือนสายตาหนีไป   “ก็แค่ยังไม่ได้บอกหรอกครับ!  ผมดูเป็นคนอย่างนั้นรึไง”

 

“ใช่  เธอเป็นคนแบบนั้นแหละจัน”   สิ้นคำพูดของประธานหนุ่มใหญ่   จันก็ตวัดสายตากลับมาจ้องกลับในทันที..  คำพูดที่ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมประนีประนอมอย่างที่เคยจะเป็น….

 

ถึงเขาจะเป็นซึนเดเระ แต่ถึงเวลาหนึ่งก็ไม่ใช่

การพูดอะไรออกไปได้ทุกอย่างน่ะ… มันไม่ง่ายเสียหน่อย….  

 

                ตลอดช่วงเวลาที่รู้จักกันมา อัศวิน สมิงห์มักจะดูเป็นคนที่ใจเย็นอยู่เสมอ  เป็นความใจเย็นคนละแบบกับแฟนหนุ่มอายุมากกว่าของอลิน แย้มเก้อ  แต่ก็ไม่เคยแสดงท่าทีไม่พอใจอะไรอย่างชัดเจนออกมานัก   ยามนี้ในแววตานั้นบ่งบอกชัดว่าอารมณ์ไม่ดีและไม่พอใจ  ซึ่งต้นเหตุก็คือเด็กหนุ่มนั่นล่ะ…

 

แต่ทิฐิในใจของวัยรุ่นก็พาให้ไม่พอใจที่โดนตอกหน้ามาแบบนั้นนัก   “”พูดแบบนั้นผมรู้สึกเหมือนโดนหยามเลยนะครับ……”   หยามว่าเป็นคนขี้ขลาดไม่กล้าพูด….

 

“ไม่ได้หมายความแบบนั้นหรอก   เพราะฉันรู้ดีว่าฉันไม่ได้สำคัญกับเธอเท่าไหร”   เรียวปากคมคลี่ยิ้มจางๆ   ก่อเกิดความเจ็บปวดบางๆขึ้นในใจของคนมอง….

 

……สิ่งที่พูดกัน เคยตกลงกันเมื่อทดลองคบกัน……

….มันเป็นเหมือนระเบิดที่ยังไม่ถูกจุด…

                เหมือนความรู้สึกที่ส่งผ่านไปให้เพียงฝ่ายเดียวและไม่มีการตอบรับ  ถึงจะมีกลับมาก็ไม่ใช่เพราะเป็นลำดับที่หนึ่ง  เพราะคนที่สำคัญกว่านั้นก็มีอยู่….  เราทั้งคู่ตกลงกันในแบบนั้นโดยที่เขาไม่เคยท้วงติงในความสัมพันธ์แบบนั้น…  เขาไม่เคยคิดให้ถี่ถ้วนว่ามันเป็นการสร้างแผล…. และยิ่งสาดเกลือใส่แผลเข้าไปอีก…

 

“ผม……. ก็ไม่ใช่ว่า….”   ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ…   แต่กลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น  มันจุกอกที่รู้สึกตัวว่าทำร้ายฝ่ายตรงข้ามมากแค่ไหน…

 

อัศวินคลายมือออกจากมือที่จับต้องเด็กหนุ่มนักศึกษา    “ลึกๆแล้วเธอก็คงตัดสินใจไปเพราะต้องการจะออกห่างไป”   ยิ่งเหมือนมีมีดมาปักอก….

 

ที่ไม่พูดออกมาตั้งแต่แรก ไม่บอกเพราะลังเล  ที่อีกฝ่ายมีแผลใจเรื่องแบบนั้น   “ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยนะครับ   คุณอย่าด่วนสรุปไปเอง”    ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องกลับ  ดูเหมือนว่าความคิดจะยิ่งสวนทางกัน….

 

โทษไม่ได้ว่าเป็นความผิดของเสือ….

                ชายผมบลอนด์ส่ายหน้าไปมาและยิ้มจางๆ    มันยิ่งทำให้ร่างกายของหนุ่มวิศวะเย็นวาบไปทั้งร่าง   รู้ได้เลยว่าปลายนิ้วของตัวเองมันเย็นเยียบขนาดไหน   หัวใจก็เต้นผิดจังหวะจากความกังวลใจและหวาดหวั่น…   คำพูดทุกอย่างมันจุกอยู่ข้างในอกเรียบเรียงไม่ออก….

…..เพราะมันคงเป็นความผิดของเขา….

                “ฉันฝืนให้เธอมาคบด้วย   มันคงฝืนใจเธอมากเกินไป”    ลำคอมันแห้งผาก….  รอบกายคล้ายกับเงียบสงัดลงเหลือเพียงเสียงคำพูดนั้น…

 

….ทำไมถึงพูดไม่ออก….

                มือที่กำเอาไว้นั้นมันเย็นนัก…   ดวงตาไม่กล้ากระพริบและเบือนมองหันไปทางอื่น    ถึงแม้ใบหน้าของชายอายุมากกว่าจะมีรอยยิ้ม  แต่ใยมองแล้วมันเจ็บ….   ทำไมถึงพูดไม่ออก…  คำพูดในหัว  จุดประสงค์ที่มาที่นี่  ทุกอย่างคล้ายกับถูกกด….

 

…..หวาดหวั่น……

                “คุณอัศวิน….”   จะเค้นเสียงออกมาแต่ก็ไม่มี  อยากจะต่อยหน้าตัวเองที่กลายเป็นแบบนั้น…  แต่….

 

“บางทีพวกเราคงจะต้องหยุดซักพัก”   หยุดความสัมพันธ์ที่คลุมเครืออันนี้   จนกว่าจะคิดทบทวนได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ชัดเจนสำหรับคนทั้งคู่….

 

“ฮ่ะ…?”  รู้สึกเหมือนตัวเองได้ยินคำพูดที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยิน…   ไม่กล้าคิดต่อไปว่าเหตุการณ์นี้จะจบอย่างไร..  สังหรณ์ว่าสุดท้ายจะไม่ดีนัก…

 

มือใหญ่ยื่นออกไปจับแขนของเด็กหนุ่ม   ยามที่โดนสัมผัสคล้ายกับโดนเผา   และเมื่อมองดูภาพที่นาฬิกาข้อมือนั้นถูกปลดออกจากข้อมือของตัวเอง…   ทุกอย่างก็นิ่งชาไปหมด  หยุดนิ่ง….  นาฬิกาข้อมืออันเป็นของขวัญแทนข้อตกลงการคบหากันของทั้งคู่…

 

……ทำไมถึงเจ็บ……

                “ขอโทษนะ  ที่กวนใจเธอมาพักใหญ่ๆ”     ราวกับสติและบรรยากาศโดยรอบมันหยุดนิ่งไปหมด…  เพราะคำพูดเหล่านั้น…..

 

“เดี๋ยว……”   อยากจะพูดบางอย่างออกไป…  แต่กลับไม่มีโอกาสจะได้เปิดปาก…  สิ่งที่ชายหนุ่มเข้าใจไปไกลเพราะความคลุมเครือของเขานั้น….

 

พูดไม่ออก…   ร่างกายมันไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็นไป    ยามเห็นดวงตาสีฟ้าและรอยยิ้มของผู้ใหญ่คนนั้น   ชวนให้รู้สึกชา….    “Sorry  , I was the only one feeling good”

 

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง…

เขาก็จำอะไรไม่ได้ชัดเจนนัก…..

 

                นอกเสียจากถูกพากลับมาส่งที่หน้าหอพักของตัวเอง  โดยที่ไม่มีคำพูดใดๆต่อกันนอกจากคำว่าราตรีสวัสดิ์  ไม่มีการสัมผัสมือหรือใดๆเพื่อบอกลากันเหมือนทุกครั้งที่เจอหน้า….

 

รู้ตัวอีกทีทิวทัศน์ยามค่ำคืนนี้ก็กลายเป็นตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบตอน  4 ทุ่ม…  เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มเดินเหม่อลอยมาจนถึงที่นี่โดยไม่รู้ตัว   ดวงตาจ้องมองไปยังตราเกียร์ของคณะ  สมองยังคงงุนงงว่าเดินมาทำอะไรที่นี่กันแน่

 

“เราเดินมาทำอะไรวะเนี่ย…”   ควรจะเดินเข้าหอพักกลับไปนอน  ไม่ก็ไปกวนห้องเพื่อนที่ยังไม่หลับ  เล่นเกมหรือว่ากินขนมก็ว่ากันไป… แต่เดินเหม่อมาที่นี่เสียอย่างนั้น…

 

ข้อมือที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งนาฬิกาข้อมือที่เคยใส่ติดตัวเอาไว้นั้น เป็นสิ่งเตือนว่าก่อนหน้านี้เกิดเหตุอะไรขึ้นแม้จะจำเรื่องราวหลังจากนั้นไม่ได้มากนัก…  สมองมันชาอย่างที่ไม่เคยเป็น…   เขาตกใจกับเรื่องนี้มากเลยงั้นเหรอ?  มากยิ่งกว่าความผิดหวังที่เคยเกิดขึ้นจากเพื่อนรักผู้เป็นรักครั้งแรก…?

 

…เขาเคยเป็นฝ่ายที่ถูกวิ่งตาม…

….ตอนนี้คือถูกดันให้ถอยออกมาเสียอย่างนั้น…

                สิ่งที่ตั้งใจจะทำ  สิ่งที่ตั้งใจจะคิด จะพูด… ทุกอย่างมันลบเลือนไปหมด… ในเวลานั้นนึกอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง  แม้แต่จะอธิบายก็ยังนึกไม่ออก… เขาไม่ได้ตั้งใจเรียกให้มาเจอเพื่อให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้   แต่ตอนนี้ที่รู้คืออัศวิน สมิงห์ผลักไสให้เขาถอยออกมา…  ทำไมตอนนั้นเขาไม่พูดอธิบายออกไปให้รู้เรื่องกันนะ….

 

….เริ่มจะเกลียดที่ตัวเองเป็นคนแบบนี้ขึ้นมาจริงๆ….

 

                นึกถึงใบหน้ายิ้มแย้มแต่แฝงความรู้สึกเจ็บของชายคนนั้นแล้ว…   ข้างในหัวใจมันเจ็บอย่างน่าประหลาด….  เขามันช่างเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ….  ลานเกียร์ที่มีเสียงสนทนาของพวกนักศึกษาที่อยู่ทำกิจกรรม  มันช่างเงียบงันในความคิด   ค่ำคืนนั้นทุกวันดูเหมือนต่างไปจากเดิมที่เคยเป็นเรื่องปกติธรรมดาในช่วงที่ผ่านมา

 

“ทำไมถึงต้องรู้สึกโหว่งๆแบบนี้วะจันเอ๊ย……..”    รู้สึกแย่และจุกไปหมด…   เจ้าความรู้สึกแย่ๆแบบนี้ที่เกิดขึ้นเพราะตัวเอง….

 

เพื่อนๆต่างบอกให้ทำทุกอย่างให้มันชัดเจน   คนรอบตัวล้วนคอยบอกและคอยสอน   ส่วนตัวเขานั้นกลับพยายามทำในสิ่งที่หนี….  การที่อีกฝ่ายจะคิดแบบนั้น และเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น…    “ผมควรจะเป็นคนขอโทษ….มากกว่านะ….”   ขอโทษที่ทำให้ทุกอย่างมันวุ่นวายไปหมด….

 

ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือของพวกเรานั้น…

มันควรจะเป็นแบบไหน…..

                บางครั้งรถไฟฟ้าก็มีอาการติดขัด   อาจจะไม่ใช่บ่อยครั้ง  แต่ก็ต้องมีสักครั้งที่เกิดความผิดพลาดขึ้นให้การจราจรที่เร่งรีบของเมืองหลวงได้ติดขัดหยุดนิ่ง   เมื่อถึงเวลาซ่อมเสร็จก็คงเคลื่อนขบวนได้ต่อไป…   ถ้าซ่อมไม่ได้ก็จำต้องเปลี่ยนเส้นทางไปเสียแทน….

 

หากไม่มาถึงจุดหนึ่งก็ไม่รู้ซึ้งถึงความผิดพลาด

ของสิ่งที่เคยเลือกและกระทำเอาไว้

 

อาจจะเร็วหรืออาจจะช้า…

ผลกระทบของการเป็นซึนเดเระก็ต้องมาถึง

————————————

Free Talk: ตัดความร้าวฉานมาใส่ =3=” เข้าช่วงสุดท้ายของเรื่องปิ๊งรัก SS2 แล้วจะเป็นปิดฉากมหากาพย์รักต้อยเด็กอันยาวนานเสียที รูปแบบของรีลินกับอัศจันก็ต่างกันไปหน่อยในเรื่องของจุดเปลี่ยน

จันเป็นซึนเดเรอะ ซึ่งซึนเดเระก็มักจะทำร้ายความรู้สึกของคนที่รักตัวเองอยู่บ่อยนะๆ ถ้าไม่ซื่อตรงกับตัวเองบ้าง คนที่ยอมก็เลยต้องลำบากอยู่บ่อยๆ จนถึงจุดๆนึงก็ไม่ไหว เพราะเหมือนปาบอลข้างเดียว

ปล.เป็นตอนแรกที่เขียนในที่ทำงานทั้งตอน OTL”

 
4 ความเห็น

Posted by บน 03/21/2014 in Uncategorized

 

4 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 30

  1. fukaze33

    03/21/2014 at 9:49 PM

    อ่านแล้วยังโหวงแทนจันเลย
    นี่ไม่ใช่แผนของอัศวินแน่นะ แง~~~~~~~~~~ /กอดซึนๆเบาๆ//

     
  2. kuroageha

    03/24/2014 at 2:11 PM

    อ่านแล้วเจ็บมาก T_____T แง..
    ตอนที่นั่งกินข้าวนั่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนที่ถูกกดดันซะเอง
    รู้ว่าทุกคู่ต้องมีดราม่าแต่ก็ทำใจลำบาก กว่าจะอ่านจบ มือเกร็งไปหมดเลยค่ะ 55555

     
  3. taraikari

    03/31/2014 at 10:31 PM

    ท่านประธานดาร์กแล้วน่ากลัวใช่ย่อย
    ปกติจันก็ซึนเลยไม่ค่อยพูดอะไรตรงๆอยู่แล้ว
    พอเจอท่านประธานมาแบบนี้ยิ่งไปกันใหญ่
    แต่อย่างว่าแหละเป็นใครก็ไม่พอใจทั้งนั้น
    เรื่องที่ควรจะบอกกลับไม่ยอมบอก
    เฮ้ออออออออ
    เจ็บมั๊ยจัน

    ปล แอบเขินตอนพี่รีวัลย์อ้อนน้องอลิน >///<

     
  4. ルーチェ・ตป.♥แจนน้อย (@scuroluce)

    04/24/2014 at 9:56 AM

    อ่านตอนคุณอัศวินเอื้อมมือไปปลดนาฬิกาเองแล้วเจ็บปวด TT__TT

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: