RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 31

22 มี.ค.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

What do we do about our relationship?

                ชั่วโมงภาษาอังกฤษว่าด้วยเรื่องของคำถามที่ว่า ทิศทางของความสัมพันธ์ของคนเรามันควรจะไปทางไหนเมื่อมาถึงจุดเปลี่ยน   บางครั้งคนเราก็รู้สึกตัวช้าว่าควรจะทำอะไร  หรือว่าได้ทำอะไรไปแล้ว  โอกาสที่อาจมีเพียงครั้งเดียวก็อาจจะหลุดลอยไป  ซึ่งความผิดพลาดแบบนี้ก็มักจะเกิดขึ้นกับซึนเดเระอยู่เสมอๆ   คนรักของซึนเดเระจึงมักเป็นคนใจกว้าง  แต่ความใจกว้างนั้นมันมีลิมิตหรือเปล่สานะ…

 

การค้นหาคำตอบในหัวใจของตัวเองมันยากกว่าข้อสอบ

เพราะคำตอบที่ถูกอาจโดนมองข้ามไปก็ได้

 

ตอนที่ 31 :  ภาษาอังกฤษต้นตอนมันอะไรกันน่ะ

 

If you take a step back, will we should stop our [Unknown] relationship?

 

สถานที่ยังคงอยู่ในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังเตรียมตัวพร้อมสู่การเป็น AEC   ณ หอพักราคากลางๆหน้ามหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ   วันนี้ท้องฟ้ามืดครึ้มบดบังแสงสว่างจากดวงอาทิตย์   กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์เอาไว้ว่าอาจจะมีฝนตกในบางพื้นที่  และบางที่นั้นก็คงจะเป็นระแวกมหาวิทยาลัยแห่งนี้

 

แสงสว่างที่มาเยือนช้ากว่าปกติทั้งที่เลขบนหน้าปักหน้านาฬิกาตั้งโต๊ะบอกเวลา 07.00 น.  มันช่างชวนให้นอนหลับทำความสนิทสนมกับเตียงนอนต่อไป   แต่นั่นไม่ใช่ความคิดของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง  เพราะในเวลานี้ห้องของหนึ่งในเดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบนั้นสว่างด้วยแสงไฟนีออน และมีกลิ่นของสบู่อาบน้ำอบอวลไปทั่วห้อง  กลิ่นของ Nivea for men ที่แสนสดชื่น

 

จัน สะกิดใจในกางเกงยีนส์เสื้อกล้ามสีดำยืนเช็ดผมที่เปียกปอนจากการสระผมหน้ากระจก   เด็กหนุ่มอยู่ในสภาพไม่งัวเงียทั้งที่ตื่นเช้ากว่าเวลาเรียนมาก   กาต้มน้ำไฟฟ้าเริ่มเดือดบ่งบอกว่ามื้อเช้าก็คงจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กองอยู่แถวๆนั้น

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองหน้าตัวเองในกระจก  หน้าตาที่ดูเรียบนิ่งไม่มีอารมณ์อะไร   เมื่อคืนนี้เขานอนไม่ค่อยหลับ…  ถึงกระนั้นก็ไม่รู้สึกอ่อนเพลียเพราะอดนอนเลยสักนิด  กลับรู้สึกเรียบนิ่งอย่างประหลาด  เช่นเดียวกับคำถามที่คิดมาตลอดซึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก…  ยิ่งเจอเรื่องเมื่อคืนเข้าไปก็ยิ่งทำให้ครุ่นคิดหนักมากขึ้นไปอีก  ทั้งคำถามเดิมที่ถามตัวเองเรื่องความรู้สึกที่มีต่อประธานคนนั้น  ทั้งคำถามใหม่ที่ว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มันกลายเป็นแบบไหนไปแล้ว….

 

ข้อมือที่ว่างเปล่ามันบอกว่าการคบหาดูใจเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์นั้นมันหยุดลง   หยุดลงอย่างกะทันหันโดยที่ไม่ทันตั้งตัว เพียงเพราะเขาไม่ยอมบอกเรื่องที่ตัวเองตั้งใจจะทำกับอีกคน  เพียงเพราะเขาไม่ทำอะไรให้ชัดเจน  คิดซ้ำๆแล้วในอกมันหนึบๆเหมือนตกอยู่ในโคลนอย่างประหลาด…

 

If this isn’t right, then what am I supposed to do?

 

ไม่ได้มีเรียนภาษาอังกฤษหรอกนะ  แต่สมองก็เผลอคิดเป็นภาษาอังกฤษเพราะประโยคที่ชายหนุ่มชอบพูดเป็นภาษาอังกฤษใส่….   เรื่องที่ต้องคิดตอนนี้มันมีมากมายเสียจนเรียงลำดับไม่ถูกว่าต้องคิดอะไรบ้าง…   จริงๆเขาควรจะหยิบเรื่องเรียนต่อและฝึกงานมาคิด และทิ้งเรื่องวุ่นวายใจนี้ไปซะ…

 

จู่ๆเสียงข้อความแจ้งเตือนในโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเรียกให้เด็กหนุ่มปีสามหันไปมอง  ขารีบสาวเข้าไปใกล้โทรศัพท์ที่ชาร์ตแบตไว้ข้างเตียงอย่างรวดเร็ว   มือหยิบขึ้นมากดเปิดหน้าจอเพื่ออ่านข้อความนั้น..  ในใจคิดหวังว่าจะเป็นคนที่คลางแคลงใจกันอยู่ เผื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

 

แต่….  [คลิปสาว XXX  สนใจบริการฟรีกดมาเลยที่  *8888#*]   หนังตามันกระตุกทันทีเพราะ SMS ขยะซุ่มส่งไร้สาระ….

 

จะส่งโฆษณามาทั้งทีก็ส่งมาผิดที่ผิดทาง จันกดลบข้อความนั้นไปเพราะมั่นใจว่าเบอร์ไม่ใช่เพื่อนส่งมาอำเล่นแน่ๆ  ป่านนี้ยังไม่มีคนอื่น  มือวางโทรศัพท์ลงเพื่อเดินไปหยิบเสื้อช้อปที่แขวนเอาไว้มารีดฆ่าเชื้อโรคในรอบ 1 สัปดาห์โดยไม่ต้องซัก

 

ไม่ทันไรก็มีเสียงข้อความโทรศัพท์เข้ามาอีก  เปลือกตาเด็กหนุ่มกระตุก…  โฆษณาอีกรึเปล่า  หรือคราวนี้จะเป็นของจริง?   ทุกเช้าซึ่งต้องมีข้อความส่งมารับอรุณแม้เขาจะไม่ได้ต้องการซักเท่าไหร่    จันเดินกลับไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

 

คราวนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่โฆษณา แต่….   [จัน!  วันนี้ขอไปค้างด้วยนะเว้ย  พรุ่งนี้เช้าอาจารย์นัดตอนตี 5  ฉันออกจากคอนโดไม่ทันแน่!  ห้ามปฏิเสธนะเว้ย!  ฉันจะขนเสื้อผ้ามา!]    กลายเป็นข้อความของเพื่อนสนิทอย่างอลิน แย้มเก้อเสียแทน

 

เด็กหนุ่มถอนหายใจแล้วกดข้อความสั้นๆกลับไปเพื่อตอบตกลง  ยังไงเขาก็บอกปัดเพื่อนคนนี้ไม่ได้หรอก   ส่งไปแล้วก็จ้องหน้าจอค้างแบบนั้น…  บนหน้าจอยังมีรายชื่อข้อความที่ชายหนุ่มผมบลอนด์ส่งมาได้ทุกวี่ทุกวันค้างอยู่  จะว่าไปเมื่อคืนก็ไม่ได้ส่งมา.. มีแต่บอกปากเปล่า…

 

“ยังงอนไม่เลิกรึไง…..”   หรือนี่คือการถอยห่างออกไปอย่างแท้จริงแล้ว…   ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ   หยุดไม่ใช่เหรอ… แค่หยุดความสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าจบไปแล้ว…. หรือเปล่า….?

 

แล้วทำไมเขาต้องทำเหมือนอยากได้รับข้อความด้วย!!

                มือที่จับโทรศัพท์วางโทรศัพท์ลงที่เดิมแล้วรีบเดินไปรีดเสื้อ   เขาไม่ได้รอข้อความของใคร  ถึงใครไม่ส่งมาเขาก็ไม่ส่งไปก่อน!  ไม่มีทางหรอก!   จบลงแบบนี้ก็ดีแล้วในเมื่ออีกฝ่ายเข้าใจไปแบบนั้นและถอยไปเรียบร้อยแล้วด้วยการผลักเขาออกห่าง  ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขาเคยต้องการไม่ใช่เหรอ…….

 

“คิดมากทำไมวะจัน สะกิดใจ”   ควรจะเลิกคิดเรื่องนี้เสีย…   ในเมื่อคิดมากจนผลลัพธ์เป็นแบบนี้แล้ว  ก็จบไปเสียเถิด…

 

ก็แค่ลองคบดูเพื่อมองเส้นทางที่จะเป็นไปได้….

ถ้ามันไม่ Work  ต่างคนต่างไปก็ดีแล้ว…. ไม่ต้องทำร้ายกันอีก…..

                7 โมงครึ่ง ณ บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านย่านศาลาแดง   ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถที่เดินสายไปโรงเรียนและที่ทำงานดันในช่วงเช้าตรู่   ช่วงนี้คือช่วงเวลาที่เร่งรีบเพราะงานส่วนมากจะเริ่มต้นในช่วง 8 โมงเช้าจนถึง 9 โมงเพื่อไม่ให้สาย

 

แต่ที่แน่ๆคงไม่มีคำว่าสายสำหรับผู้บริหารของบริษัท  และการที่ประธานบริษัทมาตั้งแต่เช้าเพื่อช่วยพ่อบ้านแม่บ้านเปิดไฟเปิดประตูมันก็ออกจะผิดปกติวิสัยของประธานบริษัทแห่งนี้    อัศวิน สมิงห์ในเสื้อสูทสีเทาอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวเดินออกจากลิฟต์เข้าไปยังห้องทำงานที่เงียบเหงาของตัวเอง   ระหว่างทางที่เดินมาตั้งแต่ทางเข้าก็พบเพียงแม่บ้านและยามเท่านั้น  ลูกน้องคงอยู่ระหว่างหามื้อเช้ากัน

 

หนุ่มใหญ่ผมบลอนด์วางกระเป๋าด้านหลังของโต๊ะทำงานและเริ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ Notebook   ระหว่างรอ Boot เครื่อง  มือก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูอับเดทของ Application ในโทรศัพท์  ซ้ำข้อความตกค้างอีกหลายอย่างตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นก็ยังไม่ได้เปิดดู

 

ซึ่งในบรรดาข้อความเหล่านั้นไม่มีข้อความส่งมาจากจัน สะกิดใจหรอก การติดต่อครั้งสุดท้ายมากเกิน 24 ชั่วโมง…  และคงไม่มีทางที่ฝ่ายนั้นจะติดต่อมา  เพราะตอนที่แยกกันเด็กหนุ่มก็มีแต่ความเงียบงันไม่พูดอะไร  แม้แต่แก้ตัวก็ไม่พูด…  ยิ่งทำให้คิดในมุมมองของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น….

 

“ทำไมนายมาทำงานเช้านัก  ไม่นึกว่าจะเจอนายตั้งแต่เช้าแบบนี้”  เสียงของเพื่อนร่วมงานที่แสนคุ้นเคยดึงให้สายตามองไปทางอื่นแทนที่จอของโทรศัพท์

 

บริเวณประตูทางเข้าห้องเผยร่างของนายรีวัลย์ ไม่ทราบนามสกุล   ชายหนุ่มถือกาแฟจากร้านใต้ตึกมาด้วยแก้วหนึ่ง  บ่งบอกว่าเจ้าตัวมาถึงพักใหญ่ๆแล้วโดยที่เลขานุการยังไม่มาถึงที่ทำงาน   “นายก็มาเช้านี่รีวัลย์   ทำไมมาเช้านัก?”

 

“วันนี้อลินอาจารย์นัดตั้งแต่ตี 5 ก็เลยต้องตื่นเช้ามาปลุกอลินตั้งแต่ตี 4 เดี๋ยวจะไม่ทัน”    ความลำบากของคนที่ไม่ได้อยู่หอพักแถวมหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนๆหลายคน

 

อัศวินยิ้มจางๆให้กับพฤติกรรมเยี่ยงพ่อของเพื่อน   “นายเป็นแฟนที่ดีตลอด   ถ้าอาจารย์นัดเช้าแบบนั้นอลินน่าจะค้างแถวมหาลัยซักพักจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป”  คณะที่เรียนก็ใช้พลังชีวิตเยอะอยู่แล้ว

 

“บอกให้หมอนั่นไปค้างหอเพื่อนแล้ว  วันนี้อลินจะไปค้างที่หอจัน สะกิดใจ  ปกติก็ทำแบบนี้ถ้าจำเป็น”  ชื่อที่ออกจากปากนั้นสะกิดใจสมชื่อ….

 

หอพักที่เคยไปเยือนหลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา  ใบหน้าที่มีรอยยิ้มแลดูมีความเหงาเข้ามาแทรก  “เพื่อนรักกันนี่นะ  จันก็คงเต็มใจช่วยอลิน”   เพราะเป็นคนที่สำคัญในหลายๆความหมาย

 

คนที่สำคัญที่สุดเป็นลำดับที่ 1 ในใจของเด็กหนุ่มไม่นับพ่อแม่

                รีวัลย์คล้ายกับรับรู้บางสิ่งที่มันแปลกๆจากคำพูดและบรรยากาศรอบตัวของเพื่อนที่รู้จักกันมานานได้   ใต้ใบหน้าที่ยิ้มปนเหงาเศร้ามันบ่งบอกว่าเจ้าตัวมีเรื่องไม่สบายใจและต้องครุ่นคิด  ซึ่งสีหน้าแบบนี้พวกตนมักจะได้เห็นเวลาที่มีปัญหากับแฟน…  ในกรณีแฟนคนเก่า

 

ดูเหมือนการบอกให้อลินพักเบรคเรื่องของสองคนนี้เมื่อวานจะถูกต้อง  เพราะวันนี้คงได้รู้เรื่องแบบจัดหนัก…   “เมื่อวานมีเรื่องอะไรรึไง  ท่าทางเดทของนายจะไม่ค่อยดี”

 

คำว่าเดททำคนได้ยินรู้สึกขำ   “ไม่ใช่เดทหรอก  ก็แค่กินข้าวแล้วคุยกัน”  เหตุการณ์เมื่อวานนี้ยังจดจำได้ดีทุกคำพูดและการกระทำทุกอย่าง

 

ชายผมสีดำเลิกคิ้วขึ้น  “คงไม่ใช่แค่คุยกันเรื่องทั่วไป  หน้านายมันฟ้องว่าต้องทะเลาะกันมาซักเรื่อง”  โดนเพื่อนร่วมงานเดาใจได้ อัศวินหลุดขำหนัก

 

เมื่อ 6 ปีก่อนเคยต้องเดาเรื่องเอาว่าชีวิตรักของฝ่ายตรงข้ามเป็นแบบไหน  ตอนเกิดดราม่าก็เข้าไปถามไถ่  6 ปีต่อมาก็กลับสถานะกันเสียแบบนั้น   “นั่นสินะ   ไม่อยากจะเรียกว่าทะเลาะ  เพราะคุยกันดีๆนั่นล่ะ”  ไม่มีการตอบโต้ใดๆออกมาเลย…

 

ภาพที่ตนถอดนาฬิกาข้อมือกลับคืนมาจากนักศึกษาหนุ่มยังคงตราตรึงอยู่ในความคิด  สีหน้าและแววตาของฝ่ายนั้นก็ยังคงจำได้.. จำได้กระทั่งว่าจันไม่พูดแก้ตัวหรือพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่อย่างเดียว…  คำอธิบายที่อยากได้ยินบ้างสักนิด…

 

ไม่พูดออกมาเลยสักอย่าง….เพราะคงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว….

                ดวงตาคมสีเข้มจ้องหน้าชายผมบลอนด์   “ถ้าคุยกันดีๆ  นายจะซึมกระทื่อตื่นมาทำงานเช้าขนาดนี้เรอะ”   คนบริษัทนี้มีปัญหามักแสดงอาการออกมาหลายๆแบบ…

 

เรียวปากคมหยักยิ้ม  จะหลอกที่ปรึกษาบริษัทคงทำได้ยาก มีแต่ต้องเล่าออกไป   “ฉันหยุดความสัมพันธ์กับจันไปแล้วน่ะ  เรียกว่าจะไม่ไปกวนใจทางนั้นแล้วก็คงได้”

 

คนฟังเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย   เป็นคำพูดที่ชวนตะลึง   “พวกนายเลิกคบดูใจกันแล้ว?  นายจะเลิกยุ่งกับจัน สะกิดใจ?”  ฟังแล้วไม่อยากเชื่อ…

 

อัศวินยิ้มจางๆตอบ  แรกเริ่มเดิมทีก็มีแต่เขาที่พยายามดึงให้อีกฝ่ายหันมาหา   และการที่อีกฝ่ายหันมาหาก็มีแต่ความรำคาญไม่ก็สงสารเท่านั้นเอง…   เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้นก็เป็นเพียงการปลอบใจและเลียแผลใจ   รู้ตัวว่าเป็นลำดับที่สองในลำดับความสำคัญ  เข้าใจได้….

 

แต่ถ้าอีกฝ่ายต้องฝืนขนาดนั้นแล้วล่ะก็…    “ถ้าแบบนั้นมันดีกับจันแล้วก็ฉันมากกว่า   เป็นคนรู้จักกันเหมือนเดิมก็คงจะดี”

 

รีวัลย์ยืนมองเพื่อนโดยที่ลืมไปเสียสนิทว่ากาแฟที่ถือมาด้วยน้ำแข็งจะละลาย..  ความสนใจในกาแฟมันหายไปหมด  จริงๆตนจะไม่สนใจก็ได้  แต่เพราะพัวพันกับเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกจึงอดไม่ได้ที่จะไม่สนใจ    “มันดีแล้วจริงๆน่ะเรอะ?”   การจะถอยห่างกันไปแบบนี้

 

…..หยุดความสัมพันธ์ที่เริ่มจะดีขึ้นจากเรื่องนี้….

                “นายคิดดีแล้วแน่?   คิดว่าหมอนั่นไม่แคร์นายเรอะ?”   จากมุมมองของตนซึ่งเป็นที่ปรึกษาและรับรู้เรื่องราวจากสองฝั่ง…

 

…..คิดจะหยุดมันจริงๆน่ะเหรอ……

                ประธานหนุ่มผมบลอนด์ยิ้มให้เพื่อนร่วมงานซึ่งแลดูพยายามฉุดดึงให้เขากลับมาคิดทบทวนเสียใหม่   ในสายตาของเขานั้น รีวัลย์ใกล้ชิดและสนิทสนมรู้เรื่องของจัน สะกิดใจมากกว่าตัวเขา   ได้รู้ทุกเรื่องที่ฝ่ายนั้นไม่เคยบอกเขา… ซึ่งนั่นก็บอกได้ว่าลำดับขั้นการเปิดใจมันเป็นแบบไหน…

 

ในเมื่ออีกฝ่ายเลือกที่จะบอกเรื่องบางเรื่องให้คนอื่นฟังก่อนเขา…  มันก็บ่งบอกชัดเจนอยู่แล้วในตัวเองว่า….   “จันเลือกที่จะบอกเรื่องของตัวเองกับนายแล้วก็อลินก่อนไม่ใช่ฉัน”   ลำดับในใจมันต่างกันเกินไป….

 

รีวัลย์พูดไม่ออก  ถึงแม้เขาจะรู้และเข้าใจจัน สะกิดใจในระดับหนึ่งในฐานะพี่และแฟนของเพื่อนสนิท  แต่เขาควรจะพูดแก้ต่างให้เด็กหนุ่มไหม?   นั่นไม่ใช่แน่นอน  เขาจะไม่พูด…  เพราะมันเป็นเรื่องที่เจ้าตัวควรจะอธิบายด้วยตัวเอง… ซึนเดเระนี่น่าเขกกะโหลก…

 

“ถ้านายคิดดีแล้วก็ตามใจนาย  แต่บางทีมันก็อาจจะไม่เป็นอย่างที่นายคิด”   ธรรมชาติของซึนเดเระคือปากแข็ง และการที่คนๆหนึ่งไม่กล้าบอกบางเรื่อง ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่คิดจะบอก….

 

“ฉันคิดว่านายจะช่วยพูดให้จันซะอีก”  อัศวินถามคล้ายหยอก…  สีหน้าของผู้ชายสูง 160 เซนติเมตรนิ่งเรียบทันที  ประหนึ่งมีป้ายติดหน้าว่ามันไม่ใช่เรื่องของอลิน แย้มเก้อ…..

 

ดวงตาคมจับจ้องไปยังคนตรงหน้า  คนหนึ่งก็ซึนเดเระ  อีกคนก็รั้นไปอีกแบบ  บทจะตื้อก็ตื้อเกินควร  บทจะปล่อยก็ปล่อย…  มวยถูกคู่แท้ๆ…     “นายยังชอบหมอนั่นอยู่รึเปล่าน่ะ?”

 

เรียวปากคมคลี่ยิ้มเมื่อได้ฟังคำถาม  คำถามที่มีคำตอบเพียงหนึ่งเดียวอยู่แล้ว…  สิ่งที่ชายหนุ่มเป็นคนสานมันขึ้นมาเอง และอาจจะต้องเจ็บเอง   “ชอบสิ”

 

เพราะว่ามันคือความรักที่ตัดสินใจจะเริ่มใหม่….

จึงรู้สึกเจ็บ… ที่ให้ไปก็ไม่ได้กลับคืนมาง่ายๆ…

                และยิ่งทำให้อีกฝ่ายอึดอัดใจมากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น….     ดวงตาสีฟ้ามองไปทางนาฬิกาที่มองอีกทีเวลาก็ล่วงเลยไปเป็น 8 โมงกว่าๆเข้าไปแล้ว  มองนาฬิกาแล้วก็หันมองไปที่ปฏิทินที่มีบันทึกรายการประชุมและงานภายนอกเอาไว้   วันนี้มีงานต่อเนื่องนอกบริษัทแทบทั้งวันเลยทีเดียว

 

“รีวัลย์ ตอนบ่ายๆออกไปคุยกับลูกค้าด้วยกันล่ะ  ทางนั้นบอกว่าคุยกับนายสนุกดี”   คิ้วสีเข้มเลิกขึ้นในทันที  ใบหน้านิ่งๆแลดูตายด้านไร้อารมณ์

 

“สนุก?    ฉันไม่ได้คุยกับพวกนั้นแล้วสนุกหรอกนะ”   อัศวินหัวเราะกับคำพูดตอบ    เวลานี้เป็นเวลาทำงาน  ปล่อยให้งานเสียเพราะเรื่องรักมาหลายครั้งแล้ว…  ผู้บริหารบริษัทควรจะจับจดกับเรื่องงานที่ต้องรับผิดชอบไม่ปล่อยอารมณ์มาครอบงำอีก…

 

เรื่องธรรมดาที่เป็นกิจวัตรประจำวันที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่

….มันเริ่มหยุดชะงัก…

                เวลามันหมุนไปเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ   คาบเรียนภาคเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว  มื้อกลางวันกับเพื่อนฝูงก็ช่างผ่านไปรวดเร็ว  คาบเรียนตอนบ่ายก็ผ่านไปอย่างงงๆ…   มาก้มหน้ามองสมุดเลคเชอร์หลังจากเรียนเสร็จก็พบว่ามันว่างเปล่า จนสุดท้ายต้องยืมสมุดจดจากเพื่อนร่วมคลาสเสียอย่างนั้น…

 

จัน สะกิดใจเดินออกมาจากห้อง Lab คอมพิวเตอร์ A พร้อมกับถอนหายใจ  ในกระเป๋าเป้มีสมุดของตัวเองและสมุดเรียนของขนิษฐาอีกสองเล่ม  นี่อาจจะเป็นครั้งแรกก็ได้ที่ลืมจดทั้งๆที่ไม่ได้เมาค้างจนสติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  บทเรียนที่อาจารย์พูดน่ะจำได้.. แต่มือกลับไม่ยอมจดเสียอย่างนั้น…  บ้าไปแล้ว…

 

คิดแล้วหงุดหงิดตัวเองที่ทำตัวเหมือนฟุ้งซ่านกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง  ทำเหมือนคนอกหัก…ฮ่ะ… ใครอกหัก!  ไม่ได้อกหัก!!     เด็กหนุ่มเริ่มโวยวายกระทั่งในบทบรรยายด้วยความหัวเสีย    สองขารีบก้าวเดินออกไปจากตึกคณะเพื่อไปรอรับเพื่อนที่บอกว่าจะมาค้างด้วยกัน

 

จากตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ไปยังตึกคณะแพทย์ที่อยู่ไม่ห่างกัน   มองหาที่นั่งว่างๆแล้วก็เดินไปนั่งรอเพื่อนสนิท  ชุดเสื้อช้อปสีเข้มช่างตัดกับกลุ่มนักศึกษาที่แต่งกายสีขาวสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย  ถ้าเป็นเดือนคณะคนอื่นคงมีคนคิดว่ามานั่งรอแฟน  แต่กับคนนี้ไม่มีใครคิด….

 

ระหว่างนั่งรอไม่มีอะไรทำ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะหาเกมเล่นก็สะดุดกับสัญลักษณ์ข้อความซึ่งไม่มีบอกข้อความใหม่เลย….   “ไม่มี….”  ตั้งแต่เช้าจรดจะเย็นแล้วก็ยังไม่มีข้อความมา…

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองนิ่ง  มองชื่อที่เคยเห็นประจำเสียจนชิน…  ต้นเหตุจากเรื่องเมื่อวานนี้   บางวูบก็คิดอยากส่งไปอธิบาย  แต่อีกใจก็ไม่อยากจะทำ… จะทำไปเพื่ออะไรกัน….. บางทีอาจจะแค่ยุ่งเกินไปก็ได้  หรือเขาควรจะขอโทษสักครั้งในเรื่องเมื่อวานนี้…..

 

“ไม่ทำเว้ย!”  เปิดเกมเล่นในทันทีไม่สนใจเรื่องข้อความอีก   มาขอโทษตอนนี้ก็สายไปแล้ว   บางทีก็อาจจะแค่งอน… แล้วทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเหมือนทุกครั้งๆ….

 

มองในแง่ดีเกินไปหรือเปล่านะ….ทั้งที่ไม่ควรมอง……

                เกมวิ่งบราวนี่ที่เคยทำคะแนนได้เป็นลำดับต้นๆแข่งกับเพื่อนกลุ่มทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์   วันนี้ทำคะแนนเท่าไหรก็ไม่กระเตื้องเสียที  ยิ่งเล่นก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น  จนกระทั่งคนที่รอเดินมาหยุดใกล้ๆก็ยังไม่รู้สึกตัว   อลิน แย้มเก้อยืนมองคนตั้งใจเล่นเกมเสียเหลือเกิน

 

“เฮ้ย!  ฉันมาแล้ว ไม่ต้องขยันเล่นวิ่งบราวนี่  วันนี้ฉันยังไม่ได้เล่นเลย”  เสียงของอลินดึงให้หนุ่มวิศวะเงยหน้าขึ้นจากจอ    เห็นหน้าเพื่อนสนิทแล้วพลันนิ่ง…

 

คนโดนมองนิ่งเลิกคิ้วสีน้ำตาลเข้ม   “มีอะไรวะ?  หน้าฉันมีอะไรติดอยู่?”   เด็กหนุ่มพร้อมกระเป๋าเป้ใส่เสื้อผ้าทำหน้าตาฉงน

 

“เปล่าไม่มีไร    จะเอาของไปที่หอเลยเปล่า หรือว่าจะกินข้าวก่อน?”  จันเสนอ  ทำตัวเหมือนตัวเองไม่ได้มีปัญหาอะไร

 

เด็กหนุ่มต่อมรับรู้ช้าเป็นบางเรื่องล้วงหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง   “ไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้ากันก่อนว่ะ  จะไปแลกของ เดี๋ยวหมดเขต!”    กระดาษในมือคือบัตรสะสมแต้มของร้านกาแฟดาวเขียว

 

เพื่อนที่ต้องมาทำหน้าที่แทนแฟนถอนหายใจ   “เออๆ จะไปทั้งของเสียสินะ   แต่นายจะมาค้างกี่วันวะนั่น?”   มองดูกระเป๋าเป้ตุงๆอย่างสงสัย…

 

“น่าจะวันเดียวว่ะ  แต่เอามาเผื่อไว้ก่อน  ถ้าอาจารย์ขยายวันอีกฉันจะได้ไม่ต้องลำบากอีกวัน  วางแผนมาแล้ว”  แฟนหนุ่มมักบอกให้คิดทุกอย่างให้ถี่ถ้วน

 

เพื่อนที่ส่วนสูงสูงกว่าไปเยอะแล้วผงกศีรษะตอบ  มือยื่นไปดึงกระเป๋าเป้ฝ่ายตรงข้าม   “เอามาสลับกัน  นายเอาเป้ฉันไป  ฉันแบกเป้ให้นายเอง”  เพราะน้ำหนักของมันไม่เท่ากัน

 

อลินยิ้มร่า   พฤติกรรมการดูแลเอาใจใส่เพื่อนร่วมกลุ่มของจัน สะกิดใจนั้นเข้าขั้น Top Class แม้ปากบางครั้งจะไม่ค่อยดี(?)   ถ้าเอาความเอาใจใส่นั้นไปใช้กับผู้หญิงหรือผู้ชาย(?)บ้าง  ป่านนี้ก็คงไม่โสดสนิทให้แม่ต้องกลุ้มใจ   และถ้าเอาไปใช้กับแฟนก็คงจะดีไม่น้อย….

 

“ดูแลคุณอัศวินให้เหมือนดูแลเพื่อนบ้างนะจันเอ๊ย”   คนฟังสะอึกทันทีเพราะมีชนักติดหลัง  เขาไม่เคยทำด้วยความเต็มใจเลย….

 

ทุกสิ่งที่ทำนั้นมีทั้งทำตัดรำคาญ ทำเพราะทนดูไม่ได้.. ทำเพราะสงสาร…

คิดทบทวนอีกครั้งก็คิดได้ว่า…ตัวเองแย่ขนาดไหน….

                จู่ๆเพื่อนผมน้ำตาลอ่อนทำหน้าเหมือนเหน็บชา  อลินเป็นต้องเตะขาให้รู้สึกตัว   “เป็นอะไรวะ?  จู่ๆก็ยืนเหม่อ  นายมีอะไรรึเปล่า?”  ต่อมรับรู้ช้าๆเป็นหอยทากเริ่มทำงานบ้าง

 

จันส่ายหน้ารัวๆ   “ไม่มีอะไรว่ะ  แค่คิดว่าไหนๆก็ไปเซ็นทรัลกับนายแล้วจะซื้ออะไรบ้าง”   พูดจากลบเกลื่อนไปเรื่อย…

 

ดวงตาสีเขียวจ้องมองแบบจับผิด   คนมีชนักติดหลังไม่กล้าเบือนสายตาหนี  เพราะถ้าหลบเลี่ยงไปเมื่อไหรอาจจะโดนจับได้ทันทีว่ามีเรื่องปิดบังเอาไว้  เพราะว่ารู้จักกันมานาน นิสัยเล็กๆน้อยๆที่ไม่เคยแก้ได้ก็จะโดนอ่านออกทันทีเพราะสนิทกันมาก

 

“ งั้นไปกันเหอะ  เรียกแท็กซี่โล้ด!”   หนุ่มไม่โสดและมีแฟนที่ดีเดินนำไปทางหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อไปเรียกรถ   จะเดินกลับไปหอเพื่อเก็บของก่อนก็ไม่ได้….

 

หนุ่มวิศวะเดินตามหลังและจ้องเพื่อนจากด้านหลังนั้น…  รู้สึกเหมือนได้ต่อเวลาออกไปอีกหน่อยเมื่ออีกฝ่ายไม่เอ่ยถามว่าเรื่องเมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้น  มันอาจจะแค่ยืดเวลาถูกถามออกไปหน่อย เพราะอลินไม่มีทางลืมหรอก  เป็นคนจัดการเรื่องนัดแนะขึ้นมาเอง…. แต่เขาไม่ได้ทำอย่างที่บอกเพื่อนๆเอาไว้ว่าจะทำ…

 

…ยังสรุปไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคิดอย่างไรกันแน่….

                สิ่งที่รู้คือในใจมันโหว่งๆที่ถูกบอกหยุดความสัมพันธ์…  คำว่าหยุดมันแปลได้หลายความหมาย  ทั้งหยุดเอาไว้เฉยๆก่อน เดี๋ยวก็เดินต่อ  กับหยุดแล้วทิ้งมันไปเสียเลย…  ซึ่งตอนนี้เขาเดาไม่ออกว่ามันจะเป็นไปในทางไหน   การคบหากันนี้มันจบสนิทหรือยังไง…

 

ตลอดทางจากมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบมาจนถึงห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า   การสนทนาที่ไม่ปะติดปะต่อของจัน สะกิดใจเริ่มทำให้เด็กหนุ่มนักศึกษาแพทย์รู้สึกแปลกๆ   จนกระทั่งเดินเข้าห้างมาแล้ว   “เฮ้ยจัน  เมื่อกี้ฉันถามว่าแลกของเสร็จแล้วไปกินไรดี”

 

ใบหน้าที่ดูดีหันมองหน้าพร้อมกับสะดุ้งที่จู่ๆโดนเรียก   “ฮ่ะ นายถามเรอะ  ไม่เห็นได้ยินเลยเว้ย!”    เผลอไม่ฟังคำพูด…

 

“ก็ยังไม่ได้ถามอะไรหรอกว่ะ  แต่เห็นนายดูเหม่อๆก็เลยแกล้งดู”   กวนสุดๆจนน่าเอาเป้กลับไปให้แบกเอาเอง…  มันไม่ได้เบา!

 

“นายนี่มัน…………”   กระต่ายเป็นสัตว์ที่อยู่ในแผนภูมิห่วงโซ่การแกล้งลำดับต่ำสุดใช่ไหม..  จะหมา แรคคูน เสือก็แกล้งกันสนุกเลยเชียว….

 

เจ้าหมาน้อยเกรียนๆที่เหมือนมีสองร่าง ร่างอยู่กับแฟน และร่างอยู่กับเพื่อนจ้องหน้า   “เกิดอะไรขึ้นกับนาย?  วันนี้ไม่เห็นคุณอัศวินโทรหรือส่งข้อความมาหานายเลย”  มันผิดปกติ….

 

ประเด็นที่หนีมาพักใหญ่ๆจู่ๆก็โดนถามขึ้นตั้งแต่ยังไม่ได้เหยียบร้านกาแฟ   “อ่า…เอ่อ….ไม่มีอะไร” เบือนสายตาหนีจนได้…

 

และทำให้เพื่อนที่คบกันมานานรู้ตัวทันที   “นายปิดบังอะไรอยู่สินะ  เมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่นายไปกินข้าวกับคุณอัศวิน?”

 

“นายจะไปเอาของไม่ใช่เรอะ  ไปเอาของให้เสร็จแล้วค่อยคุยเรื่องนี้กันก็ได้”   ดวงตาสีน้ำตาลหันไปจ้อง  แล้วก็ต้องสะอึกเมื่อสบกับดวงตาสีเขียวที่ทอประกายขู่บังคับออกมา

 

อลินยื่นมือไปบีบแขนของอีกคน   “สรุปว่านายได้บอกคุณอัศวินมั้ย ว่าตกลงนายคิดยังไงกันแน่?”   เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานนั้น…  มันชาด้านเสียจนจำเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด…

 

เพื่อนๆบอกให้เขาไปทำให้ทุกอย่างมันชัดเจน….

แต่……….

                หนุ่มวิศวะพยายามจะอ้าปากพูด.. แต่เสียงก็ลบเลือนหายไปเมื่อมองข้ามผ่านศีรษะของเพื่อนสนิทไปเห็นบางอย่างที่อยู่ห่างไปไม่มากจากตรงที่พวกเขายืนอยู่     ณ ตรงนั้นมองเห็นร่างของชายหนุ่มผมสีบลอนด์และที่ปรึกษาซึ่งเป็นคนรักของเพื่อนที่อยู่ตรงหน้า   ทั้งคู่คล้ายกับกำลังยืนร่ำลากับลูกค้าหรือไม่ก็คู่ค้าทางธุรกิจ…

 

อย่างกับฟ้าต้องการให้เจอกันในช่วงเวลาที่ยังคงสับสน…    “เฮ้ย  ตกลงนายได้บอกมั้ย?”   อลินก็เค้นถาม  แต่ดวงตาจันกลับจับจ้องไปยังทิศทางอื่น

 

ระยะห่างมันไม่ได้มากมายอะไรนัก  และดวงตาสีฟ้าของฝ่ายตรงข้ามก็คล้ายกับเหลือบมาเห็น    ดวงตาสองคู่ที่สีแตกต่างกันสบประสานกันในระยะห่าง  ต่างคนต่างมองเห็นร่างของฝ่ายตรงข้าม   ถ้าทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น.. อย่างที่เคยคุ้นชินอีกฝ่ายก็คงเข้ามาหา…

 

……คำว่า [หยุด] มันมีความหมายที่กว้างนักในแง่ดีและร้าย….

 

 

“อ่าว  พี่รีวัลย์กับคุณอัศวินนี่”   หนุ่มนักศึกษาแพทย์เห็นเพื่อนจ้องค้างก็หันไปมองบ้าง   พร้อมๆกับชาย 160 เซนติเมตรที่เห็นฝั่งนี้แล้วเช่นกัน

 

ถ้าหากเป็นเหมือนทุกครั้ง…  ฝ่ายตรงข้ามก็จะเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม  แต่ครั้งนี้…    ดวงตาที่สบประสานกันในระยะห่าง  เรียวปากคมนั้นคลี่ยิ้มจางๆให้   ถึงแม้จะเสร็จธุระแยกย้ายกับลูกค้าแล้ว   แทนที่จะเดินมาทักทายอย่างที่เคย  กลับมีเพียงที่ปรึกษาบริษัทอย่างรีวัลย์เท่านั้นที่เดินมาหานักศึกษาทั้งคู่….

 

…..ความรู้สึกเจ็บ…เหมือนไฟฟ้าสถิตย์……

                จันมองจ้องไปทางฝั่งนั้นราวกับถูกดึงดูดสายตา  ยามนั้นที่เห็นรอยยิ้มจางๆและความห่างเหิน… คล้ายกับมีก้อนหินหนักๆเข้ามาถ่วงอยู่ข้างในใจ  ทำไมถึงไม่เดินมาทางนี้….  เพราะยังคงมีธุระ หรือว่า…?     มันแปลกไป  บทสนทนากันในคืนวานหวนย้อนกลับมาหา….

 

“คุณอัศวินมีธุระเหรอครับ?”   อลินเอ่ยถามแฟนอายุมากกว่าที่เดินมาหา  ดวงตาสีดำจ้องหน้าคนรักของตัวเองแล้วเหลือบมองไปทางเพื่อนข้างๆ

 

….หลงคิดในแง่ดีว่ามันอาจจะไม่แย่อย่างที่คิด….

 

“หมอนั่นบอกว่าจะกลับไปทำงาน”  รีวัลย์ถอนหายใจเบาๆ   ไม่มีกระทั่งคำทักทาย  มีเพียงรอยยิ้มจางๆที่มอบให้คล้ายกับทำตามมารยาท….  ห่างเหิน….

 

….คงไม่ถูกผลักออกมาอย่างสุดแรง…..

 

“เขาหลบหน้าผม”    ดวงตาสีน้ำตาลยังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่ชายคนนั้นเดินออกไปไกล…     นาฬิกาที่ถูกถอดเก็บกลับไปนั้น  ข้อความที่หายไป  การติดต่อทุกอย่างที่หยุดชะงัก…..

 

…..แต่มันไม่ใช่…..

 

                ทุกเรื่องราวทุกการกระทำที่เคยเกิดขึ้นก่อนเมื่อคืนวานที่เจอกันนั้น  มันเคยเป็นเรื่องธรรมดาที่เขารู้สึกรำคาญเป็นบางครั้ง  ไม่ก็รู้สึกเฉยๆ  แต่ตอนนี้เมื่อนึกถึงแล้วเจ็บอย่างที่ไม่ควรจะเป็น…  เจ็บและจุกมากขึ้น…. การที่ไม่ส่งข้อความมาหา  ไม่เข้ามาทักทาย  ทำตัวเหินห่างออกไป  มันเขียนสถานะที่ไร้ชื่อให้มีชื่อขึ้นมา…  แต่ไม่ใช่ชื่อที่ดีนัก…..

            ตอนนั้นเขาถึงได้รู้ว่า…คำว่าหยุด…

…..มันหมายถึงจบอย่างแท้จริง….

 

                ห้างสรรพสินค้าใหญ่โตนั้นมีผู้คนเดินขวักไขว่   ทั้งๆที่มีผู้คนมาแย่งแอร์ไม่ให้หนาวเหน็บเกินไป   ความเย็นที่เกิดจากปัจจัยภายในร่างกายก็ทำให้เย็นเยียบขึ้นมาอยู่ดี….  เรื่องธรรมดาๆที่เคยเกิดขึ้นเป็นปกตินั้น   เมื่อวันหนึ่งมันเปลี่ยนไป ถึงได้รู้ว่าพลาดพลั้ง และอาจกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้อีก

 

เจ้ากระต่ายที่เคยถูกวิ่งไล่ตาม…

ตอนนี้เป็นฝ่ายที่ถูกผลักแล้วถูกเดินหนีออกไป

 

คำว่าหยุดบางทีก็ไม่ได้หมายถึงรอไว้ก่อน…

แต่มันก็หมายถึงการจบเช่นกัน….

 

 

 

 

———————————————-

Free Talk : ตอนเน้นย้ำความรู้สึกของจันกับคุณอัศวิน เหมือนคุณอัศวินจะใจร้าย แต่คุณเสือก็อดทน รอ และเจ็บมาในระยะหนึ่งจนถึงระยะที่ถอยออกมาเพื่อไม่อยากให้รู้สึกแย่กันไปทั้งคู่

ส่วนจันน่ะ ถ้าไม่ได้ใส่ใจก็คงไม่คิดมาก แต่ก็ยังปากแข็ง ยังเด็กน้อยกับเรื่องความรัก(?) จนทำตัวเองเจ็บเองหนักขึ้นเรื่อยๆแล้วเหมือนกัน คนอ่านเค้าจะรู้กันหมดแล้วว่านายคิดยังไง มีแต่ตัวนายเองเนี่ยที่ไม่รู้ตัวเองซะที…

 
2 ความเห็น

Posted by บน 03/22/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 31

  1. kuroageha

    03/24/2014 at 2:29 PM

    ~~~~~~~~~~~~O<-<~~~~~~~~~~~~ (น้ำตา)

     
  2. taraikari

    04/16/2014 at 8:41 PM

    จุกอกอ่ะ
    เจ็บทั้งสองฝ่ายทั้งจันทั้งท่านประธาน
    คำว่าจบหรือหยุดความสัมพันธ์มันเป็นแบบนี้นิเอง T^T

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: