RSS

[Novel] C.A.N CH.3

23 มี.ค.

การพบและการจากนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้น

ถ้าไม่ใช่การตายจากกันไปแล้วล่ะก็

ต้องใช้เวลาแสนสั้นหรือแสนนานก็จะได้กลับมาพบกันใหม่ในทางใดทางหนึ่ง

 

ช่วงเวลาของโลกมนุษย์นั้นอาจเพียงแสนสั้น แต่เวลาของอีกที่หนึ่งอาจจะแสนนานและไหลผ่านไปรวดเร็วนัก เพราะจังหวะการเดินของเวลาในแต่ละโลกมันต่างกัน   เวลาของโลกมนุษย์นั้นเดินไปตามการเคลื่อนที่หมุนรอบดวงอาทิตย์  แต่เวลาของโลกอื่นๆที่อยู่เหนือการมองเห็นของมนุษย์นั้นไม่ได้โคจรไปตามนั้น

                ในโทรทัศน์ช่วงข่าวเศรษฐกิจโลก  นำเสนอ Scoop เรื่องของปัญหาประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น  ความต้องการเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคก็มีมากขึ้น   บางช่วงเวลาจึงเกิดเหตุการณ์อาหารบางชนิดขาดแคลนไป   ดังจะยกตัวอย่างได้จากการที่มันเทศบนเกาะแห่งหนึ่งในประเทศของทวีปเอเชียนั้นขึ้นไม่ทันคนซื้อ  นักท่องเที่ยวจึงโดนจำกัดการซื้อมันอบแห้งชื่อดัง อันมีชื่อว่า Potato Garden (ชื่อสมมติ) ไปบ้างในบางครั้ง

 

จากตัวอย่างตอนต้นเรื่องกรณีศึกษามันฝรั่งอบ    ผลของการรณรงค์งดรับประทานทูน่าขององค์กรพิทักษ์สัตว์น้ำและควบคุมอาหาร ซึ่งยาวนานตลอดช่วงสองฤดูกาลวางไข่ของสัตว์น้ำแลดูจะได้ผลดี  เมื่อประชากรสัตว์ทะเลเพิ่มขึ้น  อาหารทะเลที่หายไปจากท้องตลาดก็เริ่มกลับคืนมาสู่ซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อให้ผู้คนจับจ่ายไปทานอาหาร  ผู้ประกอบการปลาซาดีนก็เริ่มยิ้มออกกันได้บ้างจากที่ประสบปัญหากันไปพักใหญ่ๆ

 

นับจากวันนั้นที่ปลาซาดีนหายไปจากท้องตลาด   ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปกว่า 5 เดือนเข้าไปแล้ว   เวลาช่างผ่านไปไวเหมือนกับเรื่องโกหกเพียงพลิกหน้ากระดาษ

 

ชั้นวางของปลากระป๋องที่เคยอัดแน่นไปด้วยปลาแมคเคอเรล ทูน่า และอาหารทะเลชนิดอื่นๆเริ่มมีการจัดสรรใหม่  เด็กพาร์ตไทม์ทำงานพิเศษของร้านลากรถเข็นใส่ลังของอาหารกระป๋องเข้ามาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย  ตั้งแต่ช่วงเช้านี่ก็ปาเข้าไป 6 ชั่วโมงแล้วในการทำงานตามค่าแรงขั้นต่ำ

 

“ฉันหมดแรงแล้ว….นายเรียงของแทนทีดิ….”   เด็กหนุ่ม A ลงไปนั่งแหมะกับพื้นออกอาการอู้อย่างเห็นได้ชัดทั้งที่เงินค่าทำงานพิเศษก็ได้เท่ากัน  ทำงานก็เท่ากัน

 

“ไม่ได้  ถ้าช่วยกันเรียงของเสร็จเร็วก็ได้เลิกงานเร็ว  นายยังจะใจดำงั้นเหรอ?”     เด็กหนุ่ม B เรียกร้องน้ำใจจากเพื่อนฝูง   คนที่ฟังถึงกับหน้าบูดใส่พวกปลากระป๋องที่เรียงรายเป็นกำแพงอยู่ตรงหน้า

 

บรรดาลูกกะตาของรูปปลาบนกระป๋องก็คล้ายกับจ้องมาเป็นทางเดียวกัน  โดนเพื่อนว่าแล้วยังโดนปลาจ้อง(?)อีกเรอะ…    “เออๆๆ  ช่วยก็ได้ รีบๆทำจะได้รีบๆกลับบ้าน”    มือยื่นไปจับเรียงปลากระป๋องเก่าบนชั้นให้เป็นระเบียบและสร้างที่ว่างสำหรับวางของใหม่

 

เพื่อนข้างกายถอนหายใจ  สองมือยกเอาลังปลาซาดีนกระป๋องวางลงบนพื้นข้างๆเพื่อให้จัดเรียงได้สะดวก   “ดีใจด้วยที่ซาดีนที่นายชอบกลับมาขายแล้ว”

 

คำพูดนั้นดึงให้เด็กหนุ่ม A ยกนิ้วโป้งใส่และตาเป็นประกาย   “ในที่สุดฉันก็ไม่ต้องกินซาดีนกับทูน่าแล้ว  มันขาดรสชาติของทะเลมาก!”

 

เด็กหนุ่ม B ไม่สามารถเข้าใจความสามารถในการแยกแยะปลาของเพื่อนได้.. จะว่าเรียนประมงมาก็ไม่ใช่  ปลาที่ผ่านกระบวนการปรุงอาหารไปแล้วจะรับรู้ถึงรสชาติทะเลได้อย่างไร..  แล้วรสชาติแบบทะเลมันเป็นแบบไหนกันล่ะ  เป็นเรื่องเกินความเข้าใจจริงๆ…

 

ถึงกระนั้นการกลับมาของซาดีนก็เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับ Sardine Fan club และผู้ประกอบการหลายๆเจ้า  ในปีนี้การแข่งขันในตลาดปลากระป๋องก็คงกลับมาคึกคักกันใหม่อีกครั้ง   “ติดซาดีน อย่างกับชาติที่แล้วเกิดเป็นปลาซาดีน”  เขาถอนหายใจ

 

“ถ้าฉันเคยเกิดเป็นปลาซาดีน ชาติต่อมาจะมาชอบกินพวกเดียวกันทำไมฟะ….”  มันคือบทสนทนาอันไรสาระของเด็กหนุ่มสองคนที่ไม่ใช่เด็กอนุบาลแล้ว…

 

โลกนี้มันแบ่งคนออกเป็นพวกกินเนื้อ และกินพืช…   “ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะฉันไม่ได้ชอบกินปลา”  และในคนกินเนื้อก็มีคนไม่กินเนื้อบางชนิด…

 

คนที่ดูสงบเสงี่ยมกว่าหันไปตั้งใจเรียงกระป๋องบนชั้นเพื่อให้เสร็จงานเร็วๆ   คนที่ตั้งใจจะอู้ตั้งแต่แรกก็มิได้ลงมือทำงานอย่างตั้งใจเสียที

 

เด็กหนุ่มสุ่มหยิบเอากระป๋องขึ้นมาอ่านฉลาก   เป็นยี่ห้อใหม่ที่ไม่คุ้นเคยนัก  “ว่าแต่เจ้าปลาซาดีนยี่ห้อนี้มันยี่ห้อใหม่เหรอนั่น  ไม่เคยเห็นเลย  เจ้าของร้านเอาของเถื่อนจากโรงงานมาขายรึเปล่า?”     แต่ก็เป็นปลาซาดีนในซอสมะเขือเทศเหมือนของเดิม

 

“ซุปเปอร์นี้เป็นเฟรนชาย  คงจะเอาของเถื่อนมาขายหรอก…  มีตราตรวจสอบจากกองควบคุมอาหารแล้ว เห็นยัง”  พลิกกระป๋องให้อีกฝ่ายได้ยลด้านหลัง

 

ชายชอบซาดีนผงกศีรษะตอบ     อาหารทุกอย่างต้องผ่านการควบคุมมาก่อน  ในหลาๆยประเทศก็มีองค์กรที่จัดการเรื่องนี้แตกต่างกันไป   ในประเทศนี้ถ้าผ่านการ QC จาก The Codex Alimentarius Commission ก็เป็นอันว่าปลอดภัยแล้ว

 

“ไว้จะลองซื้อไปกินดูว่ะ”   แยกออกจากลังมาหนึ่งกระป๋องเพื่อซื้อกลับไปกินเองกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป…  อาหารประหยัดถนอมกระเป๋าสตางค์

 

นาย B เห็นเพื่อนอู้ไม่เลิกก็เขกศีรษะเข้าหนึ่งที   “ทำงานได้แล้ว จะได้กลับบ้าน”  คุยเล่นกันจนลูกค้าเดินผ่านมาซื้อของแถวนี้ไม่ได้….

 

เด็กหนุ่มทั้งสองซึ่งทำงานพิเศษในซุปเปอร์มาเก็ตลงมือจัดเรียงกระป๋องให้เป็นระเบียบไม่ให้โดนตำหนิจากผู้จัดการ    แต่จนถึงตอนนี้ตัวประกอบเล่าเรื่องก็ยังไม่มีชื่อแทนตัวอยู่ดี…  พวกเขาคือ  A และ B ประจำซุปเปอร์มาเก็ตในโลกมนุษย์

 

ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีน ปลาสามชนิดที่เคยวางเรียงกันและหายไปในช่วงหนึ่ง

บัดนี้มันกลับมาวางเรียงกันบนชั้นเหมือนเดิมอีกครั้งแล้ว…..

************************************************************************

 

กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของทะเลโชยมาตามสายลมพัด….

พัดผ่านเข้ามายังเกาะอันเป็นอาณาจักรใหญ่กลางมหาสมุทธ…..

 

ผู้คนในย่านการค้ายังคงเดินจับจ่ายซื้อของกันแน่นขนัด  แต่พ่อค้าแม่ค้าในร้านค้าเดิมๆนั้นใบหน้ามีริ้วรอยและอายุเพิ่มขึ้น   ตึกรามบ้านช่องที่ต้องลมทะเลทุกวี่วันมีการบูรณะทาสีเพื่อไม่ให้ทรุดโทรม    ชาวเมืองต่างรักษาอาณาจักรของตัวเองให้อยู่ในสภาพใหม่อยู่เสมอตามดำริของคนในวัง…

 

เสียงระฆังดังก้องในรอบรั้วปราสาทใหญ่โตอันเป็นใจกลางของเกาะใหญ่   เส้นทางเดินทอดยาวที่มีเสาหินประดับเรียงเป็นแถวยาวนำทางไปสู่ห้องโถงกว้างแสนสว่างไสว   เพดานที่สูงขึ้นไปหลายเมตรมีภาพวาดและโคมระย้าขนาดใหญ่   พื้นพรมที่ควรเป็นสีแดงนั้นเป็นสีน้ำเงินราวกับเป็นสีของท้องทะเล  ประติมากรรมรูปปั้นที่ตกแต่งเป็นโลหะดัดและรูปหล่อรูปปลา  บัลลังก์ที่อยู่สูงกว่าพื้นเป็นสีเทาอันเป็นสีของราชวงศ์

 

ในวันที่ไม่มีพิธีออะไรเป็นพิเศษ  ห้องโถงนี้ก็นับว่าเงียบเหงาไม่น้อย   เมื่อมีแค่ทหารเอก หรือขุนนางบางคนอยู่   หญิงสาวรวบผมมวยเรียบร้อยในชุดเมดเดินดิ่งเข้ามาในโถงบัลลังก์ด้วยสีหน้าเหนื่อยหอบ   เธอรีบเดินไปหยุดตรงหน้าของบัลลังก์ที่นั่งของผู้ปกครองอาณาจักร

 

สีหน้าและท่าทางของเธอดูเหนื่อยล้าไม่น้อยจากที่ต้องเดินเตร่ไปทั่ว   “องค์หญิงเพคะ  หม่อมฉันไปตามหาราล์ฟแล้ว แต่ว่าหมอนั่นไม่อยู่เพคะ”

 

บนที่นั่งสูงนั้นเผยให้เห็นร่างของหญิงสาวในชุดเดรสกระโปรงยาวสีขาวและเทา  เครื่องประดับลูกไม้บนศีรษะมีตาข่ายสีดำปิดปรกครึ่งใบหน้าไม่ให้เห็นดวงตา   เส้นผมที่ยาวยวงนั้นเป็นสีเทาเข้มซึ่งมีเพียงคนในราชวงศ์เท่านั้นที่จะมีเส้นผมสีนี้ได้

 

เรียวปากสีชมพูของเด็กนั้นหยักยิ้มพลางถอนหายใจ   “อ่า….ไปแล้วเหรอ  ฉันกะว่าจะออกไปด้วยกันแท้ๆ”  สิ้นคำหญิงรับใช้ก็มีสีหน้าบึ้งตึง

 

“ไม่ได้นะเพคะองค์หญิง!   ปีที่แล้วองค์หญิงก็ตามหมอนั่นไปที่โรงเรียนทีนึงแล้ว  ปีนี้ไม่ต้องไปหรอกค่ะ  ปกติราชวงศ์ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศของโรงเรียนนะเพคะ!”   มันก็เป็นแค่การต้อนรับนักเรียนใหม่เท่านั้นเอง….

 

“ฉันไม่ได้ออกไปแบบเป็นทางการซะหน่อย  ปลอมตัวไป”  หญิงสาวเอียงคอเอ่ยราบเรียบยากจะเดาอารมณ์บนใบหน้า

 

“ก็ไม่ได้ค่ะ!  ปกติเจ้าราล์ฟพาองค์หญิงออกไปด้วยก็ผิดแล้ว”  หญิงรับใช้ต่อต้าน  มือยกขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ X  เข้มงวดยิ่งกว่าทหารองครักษ์และแม่นมเสียอีก…

 

วันหนึ่งของปีได้ครบรอบหมุนวนกลับมาใหม่….

                เจ้าหญิงผู้มีเส้นผมสีเทาหลุดหัวเราะที่โดนค้านหัวชนฝา  “ฉันก็แค่อยากจะไปดูด้วยตัวเองแค่นั้นล่ะ”   ไปที่นั่นเพื่อตามหาอะไรบางอย่าง….

 

….บางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต….

                “ไปดูว่าพวกเขามารึยัง”  ความทรงจำหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 10 ปีมาแล้ว…  ผ่านมานานเสียเหลือเกินจนน่าจะลบเลือนไป…

 

หญิงรับใช้ทำสีหน้าบูดบึ้งแม้ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของนายเหนือหัวนัก   เรื่องของเรื่องคือมันไม่ใช่หน้าที่และสิ่งที่ควรจะทำสำหรับหญิงสาวนั้น   “ปีนี้องค์หญิงต้องอยู่ที่วังแล้วล่ะเพคะ”  ขุนนางและทหารบางส่วนในห้องถึงกับแอบอมยิ้มน้อยๆ

 

“องครักษ์อย่างฉัน หรือว่าคนสนิทแบบราล์ฟยังไม่ต่อต้านองค์หญิงเลยนะนั่น”   ชายผมยาวสีน้ำเงินหัวเราะเบาๆ  ทหารองค์รักษ์ในชุดเครื่องแบบกางเกงสีขาวสะอาด   เสื้อสีน้ำเงินและรองเท้าบูทยาวสีดำ ประดับดาบยาวที่ห่างเอว   คำพูดไม่เข้าข้างกันของคนเป็นบริวารเหมือนกันขับให้เธอเหล่มองหน้า

 

ซึ่งเจ้าหญิงของเหล่าบริวารก็ยิ้มที่เรียวปากเช่นกัน   “นั่นสินะเฮอริง  ก็แค่ออกไปแอบดูนักเรียนใหม่แค่นั้นเอง”  หญิงรับใช้รู้สึกปวดหัวกับความรั้นของเธอ….

 

“มันไม่ใช่ก็แค่ซะหน่อยเพคะ……”    หญิงสาวกุมขมับ  การออกไปของคนในวังและสีผมที่โดดเด่นแบบนั้นน่ะ มันไม่ดี…..

 

เฮอริงอดขำไม่ได้   “ที่จริงปีนี้น้องชายของกระหม่อมก็จะเข้าเรียนที่โรงเรียนแล้วเหมือนกัน  ว่างๆก็กะว่าจะไปทักทาย”  ใบหน้าของชายหนุ่มมีรอยยิ้มเมื่อนึกถึงเจ้าน้องชายที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก

 

โคลมผสานมือบนหน้าตัก   “งั้นเหรอ  น้องชายของเฮอริงคงจะเก่งเหมือนพี่”    คำพูดนั้นเรียกให้คนฟังยกมือขึ้นจับคางใช้ความคิด

 

“ไม่แน่ใจนะพะยะค่ะ  พวกเราก็ไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปีแล้ว  ไม่รู้ว่าจะโตขนาดไหนแล้ว”  เจ้าเด็กขี้เกียจไร้เป้าหมายในชีวิตที่แน่นอนคงจะโตขึ้นกว่าในตอนนั้น  และในที่สุดก็มาเข้าร่วม [โรงเรียน]  แล้วจนได้…

 

            วันนี้คือวันปฐมนิเทศต้อนรับนักเรียนใหม่

ของโรงเรียน [Codex]

 

                ณ บริเวณหนึ่งของเกาะอาณาจักรโครเมียม  มีพื้นที่หนึ่งที่ถูกสร้างล้อมรั้วกำแพงแยกจากย่านการค้าและย่านที่อยู่อาศัย   ที่ตรงนั้นเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนอันเป็นเป้าหมายของหนุ่มสาวที่อายุครบ 18 ปีหรือเร็วกว่านั้น  ซึ่งมีความฝันและเป้าหมายที่จะทำงานให้กับราชวงศ์ในทางใดทางหนึ่ง…หนึ่งคือเป็นขุนนางผู้ใช้สมอง  สองคืออัศวิน

 

โรงเรียน Codex จัดตั้งขึ้นตามมติของสภา Codex ซึ่งมีหน้าที่ในการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาทำงานให้กับราชวงศ์    รองจากเหล่าผู้คนในราชวงศ์แล้ว  สภา Codex นับว่ามีอำนาจเป็นอันดับที่ 2 และมีอำนาจในการต่อรองกับคนในวังอยู่ไม่น้อยด้วยหน้าที่อันสำคัญนั้น…

 

หากเทียบกับโลกมนุษย์แล้ว โรงเรียนนี้ก็มีรูปแบบไม่ต่างอะไรกับโรงเรียนประจำที่มีทุกอย่างอยู่ภายในเพื่อจะได้จดจ่อกับการเรียนรู้เพียงอย่างเดียวเพื่อออกไปเป็นมือเท้าให้กับคนในราชวงศ์ต่อไป….  ถ้าสามารถผ่านการคัดเลือกไปได้ล่ะก็นะ….

 

….คนที่ถูกเลือกคือคนที่มีคุณสมบัติ…

                ใบไม้ร่วงหล่นลงจากต้นไม้ใหญ่สีเขียวขจีในลานหญ้าใกล้อาคารที่มีรูปทรงคล้ายกับโบสถ์สูง   ต้นหญ้าพริ้วไหวตามกระแสลมที่เข้ามากระทบ…  บรรยากาศนี้ช่างเหมาะกับการนอนหลับอาบแสงแดดอบอุ่น   ซึ่งก็ชายคนหนึ่งที่คิดแบบนั้นอยู่….

 

เจ้าใบไม้ที่ปลิดตกลงมาจากต้นนั้นหล่นลงมาบนหน้าผากของคนที่หลับไหล   ชายคนนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กเวสสีเทาอ่อน กางเกงสีดำขลับ   เนคไทด์สีน้ำเงินถูกถอดปลดวางเอาไว้ข้างๆเพื่อไม่ให้อึดอัดตอนที่นอนหลับ   และยังใช้เสื้อสูทตัวนอกสีดำซึ่งมีขอบผ้ากุ๊นสีเทาที่คอเสื้อและแขนเสื้อเป็นผ้าห่ม

 

เส้นผมสีน้ำเงินที่จงอยกระดกตามแรงลมพัด   แม้จะมีใบไม้ตกลงมาใส่ก็ไม่อาจเรียกให้ตื่นขึ้นมาได้    ซ้ำมือยังยกขึ้นมาปัดมันออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…..  ปล่อยเวลาให้ผ่านไปแล้วจะตื่นขึ้นมาเอง….

 

จนกระทั่งความสงบเริ่มจะหายไป    “นาย  นี่นายน่ะ…..”   เสียงหนึ่งดังอยู่ไม่ห่างนัก  แต่ไม่ดึงดูดให้คนที่นอนหลับลุกขึ้นมา

 

ชายผู้มีเส้นผมสั้นโค้งมนและดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั่งจ้องหน้าอีกคน  แว่นตาใสกรอบสีเหลี่ยมนั้นบ่งบอกว่าเจ้าตัวมีสายตาที่ไม่ได้ดีนัก   เขาคนนี้ก็แต่งกายไม่ต่างกันเพียงแต่เรียบร้อยเป็นระเบียบกว่า    “นาย  นายที่นอนอยู่น่ะ”  เรียกซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

จนในที่สุดคนถูกเรียกก็เริ่มมีปฏิกิริยาขึ้นมาบ้าง  ขาและแขนเริ่มขยับบิดขี้เกียจ   “อะไรว๊า…….”   พลิกตัวหันหลังให้ราวกับคิดว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง

 

“นายก็เป็นนักเรียนใหม่เหมือนกันใช่มั้ยครับ  ไม่เข้าพิธีปฐมนิเทศเหรอ?”    มือยื่นมาถือวิสาสะเขย่าตัวให้หันกลับมาคุยด้วย

 

คนที่ถูกเรียกชักจะเริ่มรำคาญขึ้นมาตะหงิดๆ    “ไม่เข้า… เข้าก็หลับอยู่ดี  หลับก่อนล่วงหน้าเลยดีกว่า”  ตอบกลับอย่างเกรียน….

 

เพื่อนร่วมโรงเรียนถอนหายใจ   เจอเพื่อนแล้วแต่เจ้าตัวดูไม่สนโลกเสียอย่างนั้น   การเริ่มต้นที่โรงเรียนแห่งนี้ชักจะไม่ค่อยดีเท่าไหร    “อย่างน้อยก็เข้าไปดูหน้าเพื่อนร่วมรุ่น”

 

“เดี๋ยวก็เจอกันในห้องเรียนช่างมันเหอะ”   แม้จะหลับตาก็ยังตอบกลับมา  ถ้าชวนคุยไปเรื่อยๆก็อาจจะลุกมาคุยกันดีๆก็เป็นได้  ชายผมน้ำตาลเริ่มคิดในใจ

 

“งั้นไปดูหน้าผู้อำนวยการ?    ประธานของสภา Codex ไม่ได้เจอหน้ากันง่ายๆถ้าไม่ได้เข้าวังนะครับ”  ลากข้อเสนอใหม่มาเพิ่ม  ซึ่งทำให้คนฟังคิ้วเริ่มกระตุกขึ้นมาแล้ว…

 

จะชวนคุยไปถึงเมื่อไหร…คนจะนอน….   “ไว้ค่อยเจอหน้าตอนเข้าวังก็ได้”   ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจว่าจะได้เข้าวังเสียอย่างนั้น

 

“งั้น………”   พูดยังไม่ทันจบประโยค  ชายผมสีน้ำเงินก็หยัดกายขึ้นมานั่งและตวัดใบหน้ามาจ้องหน้าคนที่ชวนคุยไม่เลิกในทันที…

 

ดวงตาที่อยู่ใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทมาตลอดนั้นเป็นสีฟ้าคราม   มองแล้วชวนให้นึกถึงท้องฟ้าเหนือท้องทะเลกว้างใหญ่    “……….นี่นายกะจะให้ฉันไปเข้าปฐมนิเทศกับนายให้ได้เลยใช่มั้ย………..”   ถลึงตาจ้องเขม็งใส่เจ้าแว่นผมน้ำตาลนั่น….

 

อีกฝ่ายคลี่ยิ้มให้หลังจากอึ้งค้างตกใจไปครู่หนึ่ง   “ไปแบบมีเพื่อนมันไม่เครียดเท่าไปคนเดียวนะครับ”  จุดประสงค์แค่นี้เองเหรอ……

 

คนโดนปลุกจากการหลับไหลขขยี้ศีรษะตัวเองอย่างขัดใจ   คนตรงหน้ามีใบหน้าที่ดูซื่อๆไม่มีพิษไม่มีภัยทำเอาพูดเถียงหรือต่อว่าไม่ออก…  ดวงตาใต้แว่นนั้นก็มองมาอย่างปราศจากจุดประสงค์ร้าย    ชายผมน้ำเงินเหล่มองหน้าอีกฝ่ายเขม็ง….  ไปแบบมีเพื่อนงั้นเหรอ….

 

นับตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนนั้น… เขาก็ไม่เคยมีเพื่อนนอกจากทะเล…

ไม่มีใครเลยสักคนเดียวเพราะต้องแยกจากเพื่อนไป….

                การเข้ามาทักทายของคนแปลกหน้านี้ก็คงไม่ใช่เรื่องแย่อะไร    “ก็ได้ ฉันจะเข้าไปปฐมนิเทศกับนายก็ได้….”  อยากจะเติมฟะลงไปท้ายประโยค แต่เก็บเอาไว้ในใจ

 

คนที่เข้ามาตอแยยิ้มกว้าง  มือยื่นตรงมาหา   “ผมชื่อพาเฟีย   พาเฟีย  อันดูเลท  ยินดีที่ได้รู้จักครับ”  แนะนำตัวอย่างเป็นมิตร…

 

ชายผมน้ำเงินตั้งใจทบทวนชื่อนั้นในสมอง  พึมพำเพื่อจำชื่อเอาไว้   ตาเหลือบมองมือที่ยื่นเข้ามาเพื่อจับมือแสดงความเป็นมิตร    แม้จะยังคงอึ้งอยู่ไม่น้อยก็ตัดสินใจยื่นมือออกไปจับตอบ    “ฉันชื่อดีน  ดีน  พิลชาดัส”

 

พาเฟียเมื่อได้ยินชื่อของอีกฝ่ายพลันเลิกคิ้วขึ้น   ตระกูลนั้นครั้งหนึ่งไม่เคยมีใครที่ไม่รู้จัก   “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับดีน    ไปปฐมนิเทศกันเถอะครับ”

 

ดีนรู้สึกงุนงงกับคนตรงหน้าไม่น้อย  ตั้งใจเสียเหลือเกินที่จะเข้าร่วมปฐมนิเทศให้ได้  ทั้งที่มันไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากผู้อำนวยการพบนักเรียน   “…ไปๆ…..ไปก็ได้….”  นี่นับว่าเป็นเพื่อนคนแรกในโรงเรียนนี้แบบงงๆได้หรือไม่เนี่ย

 

….เพื่อนที่ไม่ได้มีมานานแล้ว….

                พิธีปฐมนิเทศภายในอาคารใหญ่ซึ่งมีรูปร่างใกล้เคียงกับโบสถ์นั้นไม่ใช่พิธีที่ศักดิ์สิทธิ์อะไร    เป็นเพียงการรวมตัวกันของนักเรียนใหม่จากหลายๆครอบครัวและตระกูลของอาณาจักร  บ้างก็ยังดูเด็ก  บ้างก็ดูมีอายุเกิน 18 ปี  ถึงจะบอกว่าเมื่ออายุครบ 18 ปีให้มาเข้าร่วมกับโรงเรียน  กระนั้นถ้าตัวคนเข้าร่วมมีความพร้อมก็สามารถเข้ามาอยู่ได้

 

ดีนและพาเฟียซึ่งเข้ามาทีหลังจำต้องมายืนแถวหลังห่างจากพวกอาจารย์และผู้อำนวยการ  บนแท่นเวทีใหญ่นั้นเผยร่างของชายในชุดเสื้อสูทคลุมด้วยผ้าคลุมมีอินทรธนูหินสี   เส้นผมสีทองที่หวีรวบไปด้านหลังและนัยน์ตาสีเขียวของชายคนนั้นช่างเคยคุ้น…   ติดค้างอยู่ในความทรงจำสีจางๆ…..

 

“นั่นประธานสภา Codex ผู้อำนวยการโรงเรียนเรา”   ชายสวมแว่นกระซิบกระซาบบยอกเมื่อเห็นเพื่อนข้างๆทำหน้าตาสนใจ

 

“…อ่า…เหรอ  หมอนั่นคือ…..”    ความทรงจำในสมองนึกย้อนกลับไปยังวันหนึ่งในอดีต  แม้เพียงครั้งเดียวที่เคยเจอกัน…  จำได้อย่างเลือนลาง   เขาคือผู้ชายที่แต่งตัวเหมือนพ่อบ้านซึ่งเคยมารับเจ้าหญิงกลับปราสาท

 

การที่ได้เห็นคนที่เคยพบเจอกันมาก่อนในอดีตพาให้นึกถึงเรื่องราวในวันนั้น…    จุดประสงค์ที่เขากลับมายังอาณาจักรแห่งนี้  เป้าหมายที่เขามายังสถานที่แห่งนี้เพื่อครอบครัว และอีกเป้าหมายหนึ่งซึ่งเป็นสัญญาที่เขาไม่อาจะลบเลือนไปจากใจได้…

 

เขากลับมาเพื่อเรียกชื่อเสียงของตระกูลกลับมา….

และ…..

                ดวงตาสีฟ้ากวาดมองไปรอบๆห้องโถงใหญ่.. มองไปยังนักเรียนมากมายนับร้อยคน    พาเฟียซึ่งสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆก็เอ่ยถาม   “มองหาอะไรเหรอครับดีน?   ถ้าห้องน้ำอยู่ทางโน้น”   มือชี้ไปอย่างหวังดีแต่มันไม่ใช่…..

 

ดีนเหล่มองหน้าเจ้าเพื่อนที่ได้มาแบบงงๆอีกครั้ง   “นายนี่ชอบคิดไปเองก่อนถามสินะ….”   ตั้งแต่ลากมาเข้าพิธีปฐมนิเทศนี้แล้ว…

 

เจ้าหนุ่มสวมแว่นตาหัวเราะแหะๆ   ใบหน้าที่ไม่มีพิษมีภัยบ่งบอกว่าเจ้าตัวแค่เป็นคนเอาใจใส่เกินไปแค่นั้นเอง  แล้วดีนก็หันกลับไปมองหาอะไรบางอย่างอีกครั้ง…   ในความทรงจำของเขามีเส้นผมสองสีที่จดจำได้ดี  ซึ่งมันไม่มีทางที่ใครจะเหมือนได้…

 

แต่เมื่อมองจนทั่วกลับไปไม่เห็นใครที่คิดว่าใช่เลยสักคน…    “หรือว่าเราจะมาเป็นคนแรก….”  หรือคิดในแง่ร้ายก็คือเรียนจบไปแล้ว..   หรือไม่ก็ไม่ได้ทำตามสัญญา….

 

“อะไรมาเป็นคนแรกเหรอครับ  พวกเรามารั้งท้ายแล้วนะครับ”   พาเฟียยื่นหน้ามาบดบังทัศนียภาพเพราะเจ้าตัวร่างกายสูงใหญ่กว่า…

 

เปลือกตาของเจ้าหนุ่มผมน้ำเงินกระตุกทันที  สองมือดึงปกเสื้อสูทของเพื่อน(?)ร่างสูงกว่าไม่เท่าไหร   “นายไม่ต้องสนใจคำพูดฉันทุกคำก็ได้เว้ย!”   ชวนคุยตลอด!!

 

และดูเหมือนเสียงเอะอะของทั้งคู่จะดึงความสนใจของคนที่อยู่ห่างออกไปเข้า   “อะแฮ่มๆ  พวกเธอสองคนตรงนั้นน่ะ  จะคุยเล่นกันไว้จบพิธีก่อนก็ได้”   เสียงทุ้มลึกดังผ่านมาพร้อมกับที่ชายผมทองบนแท่นพิธีก้าวลงเดินตัดผ่านกลุ่มนักเรียนเข้ามาหา

 

พาเฟียเริ่มลุกลี้ลุกลนชี้ให้ดีนที่หงุดหงิดอยากว๊ากหันไปมอง  ใบหน้าตื่นตกใจเมื่อทั้งคู่กลายเป็นจุดเด่นไปแล้ว   “ดีน ดีน หันไปมองก่อนครับ!”

 

ดีนหันกลับไปมองตามคำบอกโดยที่สองมือยังกระชากคอเสื้อของเพื่อนไม่ยอมปล่อย    เมื่อดวงตาสีฟ้าครามสบเข้ากับนัยน์ตาสีเขียวก็ปล่อยในทันทีตะลึงนิ่งค้าง….  “นักเรียนใหม่พลังงานเหลือล้นสองคนนี้   แอบเข้ามาทีหลังล่ะสิก็เลยมายืนตรงนี้”  เดาถูกเป๊ะ…..

 

นักเรียนหนุ่มทั้งสองยืนเป็นหน้ากระดาน   คนหนึ่งยืนตัวตรงแข็งทื่อเมื่อได้เผชิญหน้ากับผู้อำนวยการ  ส่วนอีกคนซึ่งผมสีน้ำเงินจ้องหน้าอีกฝ่ายไม่เลิกคล้ายกับเรียกความทรงจำของตัวเอง   จู่ๆก็กลายเป็นจุดเด่นแบบนี้มันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร….

 

แล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาแท้ๆ!!!

                ชายผมทองยื่นมือมาจับบ่าเด็กทั้งสอง   ใบหน้านั้นยิ้มแย้มด้วยใบหน้าที่แลดูหนุ่มแน่น  เทียบกับเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน  ตอนนั้นใบหน้าก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก…    ทุกสายตาของนักเรียนในห้องโถงรวมไปถึงครูบาอาจารย์มองกันเป็นทางเดียวกัน…  เด่นเกิ๊น….

 

“ไม่ตั้งใจฟังก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ  เพราะว่าทุกคนก็มีเป้าหมายอย่างอื่นที่เข้ามาที่นี่ที่ไม่ใช่มาฟังฉันพูดอยู่แล้ว  แต่มาทะเลาะกันในพิธีปฐมนิเทศ  เอาไว้แข่งกันในการเรียนดีกว่า”   บีบบ่าเบาๆชวนให้ขนลุกอย่างประหลาด….

 

พาเฟียรีบส่ายหน้าปฏิเสธ   “พวกผมไม่ได้ทะเลาะกันครับ แค่คุยกันเฉยๆ”    ก็แค่คุยเสียงดังไปหน่อยก็เท่านั้นเอง….

 

ดีนไม่ตอบอะไรเพราะอีกฝ่ายพูดไปหมดแล้ว   “ตามนั้นล่ะครับ”    ชายคนฟังคลี่ยิ้ม   ดวงตาสีเขียวจ้องมองหน้าของเด็กหนุ่มจากตระกูลพิลชาดัส   จ้องมาด้วยสายตานิ่งๆที่พาให้เจ้าตัวเริ่มรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

 

อึดอัดจนต้องรีบถาม   “หน้าผมมีอะไรเหรอครับ…?”    หรืออีกฝ่ายจะจำได้ว่าเคยเจอกันมาก่อนในอดีต….?   แม้เพียงแว่บเดียวก็ตามที

 

ผู้อำนวยการยักไหล่และส่ายหน้า  มือใหญ่นั้นขยับขึ้นมาแตะผ่านข้างแก้มของนักเรียนในเครื่องแบบจนสะดุ้ง   “มีความน่าอร่อยติดอยู่น่ะ”   เสียงนั้นแผ่วเบาและมีแค่สองคนตรงนั้นเท่านั้นที่ได้ยิน   ขนแขนลุกชันเย็นวาบ!

 

“อ่ะ….เอ่อ…… พวกผมไม่ใช่ของกินครับ…..”    เด็กหนุ่มสวมแว่นสั่นกลัว   และเชื่อว่าเพื่อนข้างกายก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน….

 

“นั่นสิเนอะ”    ทั้งรอยยิ้มและคำพูดที่เหมือนหยอกเล่นกันไม่สมเป็นผู้ใหญ่กว่า   มันคือวิธีกำราบคู่สนทนาในรูปแบบหนึ่ง

 

แล้วอีกฝ่ายก็ถอยห่างออกไปปล่อยให้เด็กทั้งสองเป็นอิสระ  โดยที่ดีนและพาเฟียนั้นสั่นสะท้านไปทั้งตัวจากคำพูดชวนสยองนั่น     สองหนุ่มหน้าซีดปากสั่น เหงื่อเย็นๆแทบชุ่มหลัง   “ตอนต้นพวกเธอคงไม่ทันได้ฟัง    ฉันชื่อราล์ฟ   เป็นประธานของสภา Codex แล้วก็เป็นผู้อำนวยการของพวกเธอด้วย  ขอให้พวกเธอโชคดีในการเรียน”

 

“ครับ…….”  ทั้งคู่ตอบรับเสียงแผ่วเหมือนตัวลีบลงไปเหลือแค่ 5 เซนติเมตร …   โดยไม่สังเกตว่าฝ่ายนั้นก็ยังเหลือบมองมา

 

โรงเรียนแห่งนี้คือสถานที่ทดสอบคนที่มีคุณสมบัติ….

                นับจากนั้นดีนกับพาเฟียก็เกิดรักกันขึ้นมาอย่างกะทันหัน  ทั้งคู่เงียบและไม่สนทนาอะไรกันอีกระหว่างที่ยังมีพิธีปฐมนิเทศอยู่    แม้จะไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองดูชายผมสีทองซึ่งยืนสง่าบนแท่นสูงหน้าสุดของห้องโถง   แต่เสียงและคำพูดทุกอย่างก็ผ่านเข้ามาในโสตประสาท

 

เจ้าคำพูดที่สร้างความหึกเหิม….   “พวกเธอทุกคนเข้ามาที่นี่เพื่อเป็นมือและเท้าให้กับราชวงศ์   พวกเธอเลือกแล้วว่าจะเสียสละตัวเอง”   จะเป็นขุนนางหรือจะเป็นอัศวิน…. ไม่ว่าทางใด….

 

“พวกฉันคือพ่อครัวที่คัดสรรพวกเธอ  จนกว่าจะถึงวันที่พวกเธอได้เข้าในพิธีสาบานตน   บ่มเพาะตัวเองให้อร่อยล่ะ”   จนกว่าจะถึงวันที่พร้อมเข้าสู่สงคราม……

 

….นับจากนี้ทุกคนคือเพื่อนและคู่แข่ง…

…..ก่อนจะเป็นสหายกันหลังจากนั้นอีกครั้ง…..

 

                เสียงปรบมือของเหล่าอาจารย์และนักเรียนตอบสนองต่อคำพูดที่แม้จะฟังดูแปลกๆแต่ก็มีพลังอย่างประหลาด   สร้างขวัญกำลังใจและปลุกไฟในตัวเหล่านักเรียนใหม่    ในที่สุดเด็กหนุ่มที่โดนฝ่ายนั้นพูดจาแปลกๆใส่ก็เข้าใจความหมายของคำพูดแปลกๆ

 

“ที่พูดว่าน่าอร่อยหมายความว่างี้นี่เองครับ”  หนุ่มแว่นผมน้ำตาลรู้สึกหายใจทั่วท้องขึ้นมาหน่อย… หลงคิดไปไกลว่ามีความหมายอะไรแปลกๆ…

 

ดีนสดับฟังคำพูดของผู้อำนวยการแล้วตกอยู่ในภวังค์ความคิด   นานมาแล้วครอบครัวของเขาต้องตกยากและออกไปจากท่องเที่ยวในทะเลจากเดิมที่เป็นตระกูลที่มีพ่อเป็นขุนนาง  ทุกรุ่นก็ล้วนแต่ได้เป็นอัศวินกันทั้งสิ้น…  โรงเรียนนี้คือที่ๆทุกคนตั้งแต่บรรพบุรุษหรือแม้แต่พี่ชายญาติสนิทเคยผ่านไป….

 

“ดีน?”   พาเฟียหันมองเพื่อนข้างกายซึ่งจู่ๆเงียบไป   แววตาและสีหน้าของหนุ่มผมน้ำเงินดูเปลี่ยนไป  แน่วแน่และกำหมัดเอาไว้แน่น….

 

“….ฉันจะเป็นอัศวินให้จนได้….”  จนกว่าจะได้เจ้าร่วมพิธีสาบานตนที่พวกเราสามคนสัญญากันเอาไว้….

 

ริมทะเลในวันนั้นพวกเราสี่คนผสานมือกันสัญญาว่าจะมาพบกันอีกในรั้วโรงเรียนแห่งนี้…   ตอนนี้เขาอาจจะไม่พบเพื่อนสมัยเด็กทั้งสามคน   แต่เขาเชื่อว่าจะต้องได้พบ…. เชื่ออย่างนั้น….

 

….ฉันกลับมาเพื่อเป็นอัศวิน….

                ปากกาหมึกซึมหมุนบนนิ้วยาวราวกับใบพัด…   แสงแดดส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องเรียนที่ว่างเปล่าไร้นักเรียน  ผ้าม่านพริ้วไหวตามลมที่พัดผ่านเข้ามาเบาๆ…   แสงนั้นต้องใบหน้าของชายในเครื่องแบบนักเรียนสีดำซึ่งนั่งอยู่บนขอบหน้าต่าง  ทิศทางของสายตาจ้องไปทางอาคารทรงคล้ายโบสถ์ที่ห่างออกไป

 

เส้นผมสีเงินของเขาสะท้อนเป็นประกาย  ใบหน้าที่เรียบนิ่งนั้นมีผ้าคาดปิดตาสีดำปิดทับดวงตาข้างซ้าย…  นัยน์ตาข้างขวาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวนั้นเป็นสีดำขลับ..  เขาจับจ้องไปยังสถานที่แห่งนั้น…..  ที่ๆมีพิธีปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ของ Codex

 

เมื่อนานมาแล้วริมทะเล…. มีกลุ่มเด็กน้อยสร้างพันธะสัญญา….

ปากกาหมึกซึมที่หมุนเป็นใบพัดหยุดลงและตกลงในฝ่ามือ    “…..ดีนมาแล้วสินะ…..”   เสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบากับสายลม…..

 

สัญญาที่ว่าพวกเราจะมาพบกันอีก

                หนุ่มสาวผู้เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจแบบไหน พวกเขาเหล่านั้นก็ได้มารวมตัวกันที่โรงเรียน Codex โดยที่ไม่ได้นัดหมาย…  สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งบ้านและโรงเรียนนับจากวันนี้จนถึงวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ที่นี่…  จะช้าจะเร็วที่จะได้ออกไป ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ…..

 

….การที่จะได้เป็นปลากระป๋องที่ทรงคุณค่ามันไม่ง่าย….

….นี่คือปราการแรกก่อนไปสู่การแข่งขัน….

 

——————————————————————————————

Free Talk : ที่พูดถึงตอนต้นตอนพูดถึงเรื่องของ Potato Farm ขนมดังของฮอกไกโดที่มีช่วงนึงต้องจำกัดการซื้อค่ะ เพราะว่าคนไทยซื้อมากไปหน่อย (และคงไม่ใช่คนไทยหรอก 555) มันมันขึ้นไม่ทัน…

สำหรับตอนนี้เหมือนปฐมบทของภาคปลาที่โตแล้ว ตัวละครที่โผล่มาก็มี พาเฟีย มาจากชื่อตรงตัวของหอยลายเลย Paphia undulate เพื่อนคนแรกในโรงเรียนใหม่ของดีน

เจ้าหญิงโคลมโผล่มานิดหน่อย แม็คมีนิดนึง ส่วนอัลก็อาจจะมา(?) ตัวละครในพาร์ตโตบุคลิกบางคนอาจจะเปลี่ยนจากตอนเด็กไปไม่น้อย

สำหรับโรงเรียนและสภา Codex มาจากโครงขององค์กร The Codex Alimentarius Commission ค่ะ สามารถเข้าไปหารายละเอียดได้จากอากู๋ ควบคุมเรื่องอาหารและกำหนดว่าปลาชนิดไหนเอามาทำปลากระป๋องได้บ้างค่ะ ฮา

อันนี้เป็นภาพอิมเมทที่วางเอาไว้ แฮ่ เอาเฉพาะตัวที่ออกมาแล้วก่อน =3=” ดีน แม็ค โคลม ฟาเฟียกับราล์ฟ

plakrapong1

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 03/23/2014 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: