RSS

[Novel] C.A.N CH.4

26 มี.ค.

รั้วโรงเรียนมีภาพลักษณ์ของการสร้างมิตร

แต่ในขณะเดียวกันในความเป็นมิตรก็มีความเป็นคู่แข่ง

และมีความเป็นศัตรูอยู่เช่นเดียวกัน

โรงเรียน Codex ซึ่งใช้ชื่อเดียวกับสภาคัดเลือกอัศวินของราชวงศ์โครเมียม   กินพื้นที่เกือบเท่าเขตย่านการค้าของอาณาจักร   บริเวณของโรงเรียนแบ่งส่วนคล้ายกับโรงเรียนทั่วๆไปที่อยู่บนโลกมนุษย์   คือส่วนของอาคารเรียน  อาคารกิจกรรม  และในส่วนของหอพักนักเรียนที่อยู่ลึกสุด   แม้อาจจะไม่สะดวกสบายเท่าอยู่บ้าน  แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่พาให้รันทดจนเกินไป

 

ส่วนชั้นเรียนไม่มีการแบ่งลำดับชั้นเรียนตามอายุ และจำนวนปีที่เข้ามาศึกษา   แต่การเรียนการสอนนั้นแบ่งออกเป็นระดับ 1 – 5 จัดเรียงตามผลการทดสอบที่ได้รับในการสอบวัดผลประจำปี  ซึ่งลำดับที่ 5 คือต่ำที่สุด  และลำดับที่ 1 คือกลุ่มที่มีผลการเรียนสูงที่สุด อันมีแนวโน้มจะถูกคัดเลือกเข้าเป็นขุนนางหรืออัศวิน ตามที่ได้แสดงเจตจำนงเอาไว้

 

สำหรับพวกนักเรียนใหม่ก็ไม่พ้นลำดับที่ 5 เพราะยังไม่เคยผ่านการทดสอบ  ต่อให้เป็นลูกหลานตระกูลดีมีประวัติดีสักเพียงใด  จุดเริ่มต้นก็ไม่ต่างกันนัก  ดีน ซึ่งตระกูลเคยรุ่งเรืองในฐานะอัศวิน แต่ตกอับไปพักหนึ่ง ก็ต้องเผชิญกฏของโรงเรียนไม่ต่างกัน

 

“ดีน  นายไปลงทะเบียนห้องที่หอพักรึยังน่ะครับ?”    เจ้าหนุ่มใส่แว่นเดินตามหลังเพื่อนคนแรกในโรงเรียนต้อยๆเหมือนเงาตามตัว

 

เหล่านักเรียนในเครื่องแบบสีดำทยอยเดินออกจากอาคารโถงรูปทรงคล้ายโบสถ์หลังจากจบพิธีปฐมนิเทศน์  ตอนนี้ก็เป็นช่วงปล่อยอิสระให้จัดการธุระทั่วไปของตัวเอง  หรือจะเดินสำรวจโรงเรียนก็ไม่ว่ากัน  ในเมื่อการเรียนการสอนจะเริ่มขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า

 

ชายผมน้ำเงินที่ถูกเรียกและเดินตามหยุดเดินและหันกลับไปมองหน้าอีกคน   “ฉันเกือบลืมไปซะสนิทว่าฉันต้องไปลงทะเบียนหอพัก”  เพราะแทบไม่ได้ตั้งใจฟังอาจารย์ในพิธีพูด….

 

พาเฟียหัวเราะขำ  “นึกแล้วครับ  งั้นรีบไปดีกว่า เดี๋ยวห้องดีๆจะโดนเอาไปหมดก่อน”    ยื่นมือออกไปคว้าแขนเพื่อนำทาง

 

“อย่าบอกนะว่านายก็ยังไม่ลงทะเบียน???”   เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีว่าจะโดนเกาะติด   และแน่นอนว่าเจ้าตัวก็แย้มยิ้มด้วยสีหน้าระรื่น

 

“ใช่ครับ  ไปพร้อมกันผมจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องรูมเมท”   นัยน์ตาสีฟ้าครามจ้องค้างทันที   หมอนี่ตั้งใจจะถามความเห็นกันก่อนบ้างหรือเปล่า???

 

ก่อนที่ดีนจะได้อ้าปากทักท้วงอะไรออกไป   เจ้าหนุ่มที่ร่างกายดูผอมบางตัวเล็กกว่าเขาก็ฉุดลากไปด้วยกันแล้ว   ที่น่าสะพรึงคือแรงจากมือที่ดึงแขนของตนอยู่นั้นแลดูมีกำลังวังชามากกว่าที่เห็นภายนอก   จะว่ากล้ามเนื้อดูแข็งก็เป็นไปได้…  ช่างน่าประหลาดใจ…

 

เผ่าพันธุ์ของสัตว์น้ำนั้นมีหลากหลาย

และแต่ละสายพันธุ์ก็มีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันออกไป

 

เส้นทางเดินของโรงเรียน Codex มีรูปแบบคล้ายคลึงกับเมืองใหญ่คือเป็นทางรูปใยแมงมุม   ถนนทุกเส้น ตรอกทุกตรอก  ทุกเส้นทางจะมีความเชื่อมโยงกันหมด  โดยที่จุดศูนย์กลางนั้นคือหอนาฬิกาที่บอกเวลากลางของโรงเรียน  ถือเป็นผังที่ลอกเลียนมาจากตัวอาณาจักรใหญ่อันมีปราสาทราชวงศ์อยู่ตรงกลางของแผนที่

 

ตลอดเส้นทางเดินอันปูด้วยอิฐสีแดง  ในสวนและริมทางเดินมีการตกแต่งด้วยเหล็กดัดเป็นรูปคลื่น   จากที่ในพิธีปฐมนิเทศน์ได้เห็นเพียงนักเรียนใหม่  เมื่อออกมาเดินในตัวโรงเรียนก็เริ่มเห็นนักเรียนคนอื่นๆซึ่งน่าจะอยู่ในชั้นสูงกว่าบ้าง   มองจากเครื่องแบบไม่อาจแยกแยะได้นัก

 

“เฟีย  จะดูว่าใครอยู่ปีไหน ดูยังไงน่ะ?”  ดวงตาสีฟ้ามองคนอื่นๆที่แลดูไม่สนใจพวกเขานัก   ถามผู้ที่น่าจะรู้คงจะได้คำตอบดีที่สุด  ในเมื่อเขาไม่ได้ตั้งใจฟังปฐมนิเทศน์ก่อนหน้านี้….

 

“อ่ะ เห?  เรียกผมเหรอครับ?”   พาเฟียชี้ตัวเอง  ไม่รู้สึกเหมือนตัวเองโดยเรียก   คนข้างๆยกมือขึ้นมาขยี้ศีรษะผมสีน้ำตาลอ่อนนั่นทันที

 

“ก็เรียกนายน่ะสิ!    แถวนี้มีคนอื่นที่ไหน!”   ชื่อเกินหนึ่งพยางค์นั้นเรียกแล้วเปลืองคำพูด  จัดการย่อเสียเพื่อความสะดวก

 

หนุ่มแว่นจับขาแว่นพลางยิ้ม   “ขอโทษทีครับ  จู่ๆโดนย่อชื่อตั้งชื่อเล่น  ผมตั้งตัวไม่ทัน”   เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ยังเป็นเพียงเพื่อนร่วมโรงเรียนเฉยๆ

 

“ฉันก็ย่อชื่อทุกคนที่มันยาวๆทั้งนั้นล่ะ”    ดีนก้าวนำให้อีกฝ่ายก้าวตาม   ถึงกระนั้นก็มีแค่สองคนเท่านั้นที่เขาเคยย่อชื่อเรียก…   เพื่อนสมัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันมานาน

 

แม็คคอย กับ อัลปาคาเรส

 

ตอนนี้สองคนนั้นจะอยู่ในรั้วโรงเรียนนี้หรือเปล่า?   สอดส่องหาตั้งแต่พิธีปฐมนิเทศน์จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบคนที่คิดว่าใช่…   ไม่อยากจะคิดในแง่ร้ายว่าเขากลับมาเร็วไปหน่อย..  แง่ร้ายยิ่งกว่าคือพวกนั้นลืมเรื่องที่เคยสัญญากันเอาไว้ไปเรียบร้อยแล้ว…

 

พาเฟียก้าวเท้าตามเร็วๆให้เดินตามจังหวะได้ทัน     มือจับที่ปกเสื้อซึ่งมีหินสีรูปสี่เหลี่ยมประดับอยู่   “ตอนแต่งเครื่องแบบ ดีนไม่ได้สังเกตที่หินเหรอครับ  มันมีสีต่างกันนะครับ”    ของพวกเขาทั้งสองนั้นเป็นสีเขียว

 

ได้ยินแบบนั้นเจ้าหนุ่มผมน้ำเงินก็สังเกตของตัวเองบ้าง   มันเป็นหินสีเขียว   “อ๋อ  ดูที่สีสินะ  สีเขียวคือระดับ 5  แล้วพวกอื่นล่ะ?”  หาได้ตั้งใจสังเกตคนอื่นๆไม่….

 

คนโดนถามต่อล้วงหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง   “ผมว่าดีนอ่านคู่มือนักเรียนเองจะดีกว่านะครับ”   แปลง่ายๆว่าขี้เกียจตอบแล้ว….

 

ดวงตาสีฟ้าครามจ้องเจ้าหนุ่มแว่นเขม็ง   ก่อนหน้านี้รบกวนเขาไม่เลิก   พอเขาเซ้าซี้บ้างดันไม่ยอมให้ความร่วมมือเสียอย่างนั้น..  เจ้าหอยลายนี่ …   แต่ถึงจะไม่พอใจ  ดีนก็คว้าเอาสมุดคู่มือนักเรียนจากมือนั่นมาเปิดอ่านเอง  เปิดผ่านๆแค่เฉพาะที่อยากจะรู้ตอนนี้เท่านั้น

 

หินสีที่ประดับบนปกเสื้อเครื่องแบบนักเรียนมีทั้งหมด 5 ปี  แต่ละสีแสดงถึงลำดับชั้นของนักเรียน Codex   ระดับที่ 5 คือ สีเขียว  ระดับที่ 4 คือ สีฟ้า  ระดับที่ 3 คือสีเหลือง ระดับที่ 2 คือสีแสด และระดับที่  1 อันเป็นระดับสูงสุดนั้นคือ สีแดง  ไม่มีคำอธิบายเอาไว้ว่าทำไมต้องเป็นสีพวกนี้…

 

เมื่ออ่านจบก็คืนกลับให้เจ้าของไป   “ใกล้จะถึงหอพักแล้วรึยัง  โรงเรียนนี้เหมือนจะไม่กว้าง แต่ก็กว้างแฮะ….”   เดินจากที่เดิมมาพักใหญ่ๆก็ยังไม่ถึง…

 

“ผ่านหอนาฬิกาไปทางขวามือก็ถึงแล้วครับ  แยกหน้า”    พาเฟียชี้ตรงไป…   ตรงหน้าของเด็กหนุ่มทั้งสองคือหอนาฬิกาสีน้ำตาลเข้ม   เส้นทางรูปใยแมงมุมมาจรดลงตรงนี้พอดี

 

หากวันนั้นไม่ได้สัญญากับเพื่อนๆเอาไว้

ในเวลานี้เขาคงไม่ได้มายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้  เพราะไม่ได้มีความฝันอยากเป็นอัศวินนัก

 

พี่ชายผู้เป็นญาติสนิทเคยเล่าถึงเรื่องของโรงเรียนแห่งนี้ให้ฟังตั้งแต่ยังเด็ก   ตอนนั้นก็ตั้งใจฟังบ้างหลับบ้าง  เพราะไม่เห็นความสำคัญและรู้สึกว่ามันน่ายิ่งใหญ่อะไร  ออกจะรู้สึกสงสัยคนที่อยากมาที่นี่อยู่ไม่น้อย  แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตัวเองก็เริ่มอยากถอนคำพูดตัวเองในวัยเด็ก…

 

เด็กหนุ่มสองคนซึ่งมีเส้นผมต่างสีเดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงอาคารหอพักนักเรียน   อาคารหอพักเป็นรูปทรงเหมือนกับบ้านหลังใหญ่ที่หลังคาปูด้วยกระเบื้องหลังคาสีน้ำตาลแดง   ตัวผนังทาด้วยสีน้ำตาลอ่อน  ขอบหน้าต่างสีขาวตัดกับตัวบานหน้าต่างทรงมนสีเดียวกับหลังคา    มองจากภายนอกแล้ว  น่าจะมีความสูง 6 ชั้น ตามแถวหน้าต่าง  และมันก็กว้างระดับหนึ่ง

 

ประตูทางเข้ายกสูงจากพื้นด้วยบันไดอิฐ 10 ขั้น  ผลักผ่านประตูบานใหญ่ก็พบห้องโถงที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยนักเรียนทั้งนอกและในเครื่องแบบ  บ้างนั่งเล่น  บ้างเดินไปเดินมา  “คนเยอะกว่าที่คิดนะครับ”  พาเฟียตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ได้เห็น

 

ตัวดีนนั้นเก็บอาการไม่ยอมแสดงออกให้เสียฟอร์ม   สองตาก็กวาดมองไปรอบๆ   พวกนักเรียนบางคนก็สนใจหันมองคนมาใหม่   สังคมในโรงเรียน Codex ไม่ได้ใหญ่เท่าอาณาจักร   เมื่อมีคนไม่คุ้นเข้ามาก็รู้ได้ทันทีว่าอาจจะเป็นนักเรียนที่เข้ามาใหม่

 

“ไปลงทะเบียนกันเถอะครับ  ตรงนั้นคนกำลังต่อแถวเลย”   มือที่มีกำลังผิดคาดดึงแขนเพื่อนใหม่ให้เดินตามไปด้วยกัน

 

โต๊ะไม้ยาวสีเข้มมีอาจารย์ประจำหอพักและลูกมือนักเรียนคณะกรรมการหอพักคอยรับมือกับนักเรียนใหม่   กุญแจห้องแล้วห้องเล่าถูกหยิบยื่นออกไป   มองจากจำนวนในตะกร้าที่เหลือน้อย  คนมาทีหลังก็ได้แต่ลุ้นว่าจะโดนจับแยกไปพักกับรุ่นพี่หรือเปล่า

 

หนุ่มแว่นมองอย่างไม่สบายใจสักเท่าไหร    “หวา…. แย่ล่ะสิครับ  พวกเราจะโดนแยกกันรึเปล่า”  โอกาสความเป็นไปได้ 50 – 50

 

“ฉันก็ไม่อะไรนะถ้าพวกเราจะโดนจับแยก… ยังไงก็เพิ่งเจอกัน  รูมเมทหน้าใหม่ก็คงไม่อะไร”   ดีนพูดหน้าตาเฉย  ไร้เยื่อใยยิ่งนัก

 

“ถ้าเจอรูมเมทสยองๆมันจะเป็นไรน่ะสิครับ….  ดีนไม่คิดว่าจะโดนแจคพอตเหรอ?”    พาเฟียเหล่มองหน้า  เด็กหนุ่มที่โดนถามไม่ตอบอะไร  ถึงแม้เจ้าหนุ่มผมน้ำตาลข้างๆจะเป็นเพื่อนคนแรกในโรงเรียน  แต่ทั้งคู่ก็เพิ่งจะรู้จักกัน….

 

เทียบกับโอกาสที่จะโดนชวนคุยทั้งคืน

ลองเสี่ยงดวงดูสักตั้งคงจะดีกว่าเป็นแน่…..

 

คิดแบบนั้นแล้วเยื่อใยที่ควรจะมี มันก็ไม่ได้มีสักเท่าไหร่    แล้วแถวนักเรียนก็ทยอยออกไปเรื่อยๆ  จนในที่สุดทั้งสองคนก็ได้มาลงทะเบียนเสียที   อาจารย์หญิงผมหยิกสั้นสีทองในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกง สเลคสีดำ รองเท้าบูท จ้องมองหน้าคนรั้งท้าย

 

“ขอแสดงความยินดีด้วยนะ  แต่พวกนายคงไม่ได้อยู่ด้วยกันล่ะ  ห้องที่ว่างมีแต่ต้องแยกกันไป”   วินาทีนั้นดีนแอบกำหมัดด้วยความสะใจ…..

 

“ไม่มีห้องว่างแล้วเหรอครับ!”   พาเฟียถามหาโอกาส   แต่คำตอบก็คือการส่ายหน้าไปมาตัดความหวัง  เวลานี้เจ้าหนุ่มผมน้ำเงินดีใจจริงๆที่ตัวเองมาช้า

 

มือยกขึ้นจับไหล่ของเพื่อนใหม่   “ไม่มีก็ไม่มี  ช่วยไม่ได้ล่ะนะ”  เสแสร้งประหนึ่งเสียดาย   ซึ่งอีกคนมองออกหรอกว่าดีใจ…

 

ครูสาวยื่นกุญแจสองดอกให้กับนักเรียนใหม่   “ยังไงก็อยู่ชั้นเดียวกัน  ยินดีต้อนรับเข้าหอพัก  ทำตัวดีๆวินัยไม่สร้างเรื่องก็แล้วกัน”    แลดูไม่มีกฏเกณฑ์อะไรเป็นพิเศษ….

 

ทั้งสองยื่นไปรับกุญแจแห่งโชคชะตาที่ไม่มีใครรู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน   ที่แน่ๆโชคชะตาก็ยังจับให้เพื่อนสองคนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันอยู่ดี   ดีนมองกุญแจในมือด้วยสายตาว่างเปล่า   เพราะห้องของทั้งคู่มันห่างกันแค่ประมาณ 3 ห้องเอง….  ชั้น 6  ได้เดินขึ้นบันไดจนขาแข็ง

 

สองหนุ่มกรอกรายละเอียดลงในแผ่นกระดาษสีขาว  ระหว่างนั้นดีนรู้สึกว่าตัวเองถูกแอบมองเป็นพักๆจากคนตรงหน้า   แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร  จนกระทั่งเขียนเสร็จ

 

“ไปที่ห้องกันเถอะครับดีน”  พาเฟียเป็นฝ่ายเดินนำไปที่บันไดทางขึ้นที่อยู่ห่างจากตรงนี้ไปหน่อย   เจ้าตัวดูเบิกบาน  ยิ้มแย้มโค้งขอบคุณอาจารย์สาว

 

อาจารย์ประจำหอพักเหลือบมองดูเด็กหนุ่มผมน้ำเงิน สีหน้าของเจ้าหล่อนคล้ายกับพินิจพิจารณา   โดนจ้องเสียจนคนโดนจ้องรู้สึกตะหงิดๆ    “หน้าผมมีอะไรเหรอครับ?”    ถามคำถามนี้ออกไปเป็นครั้งที่สองของวัน…

 

ดีนรู้สึกกลัวคำตอบอย่างประหลาด   ผลพวงจากคำพูดสุดขนลุกของผู้อำนวยการมันยังมีอยู่   เธอเหยียดยิ้ม   “ดูจากอายุคงไม่ใช่ลูกของเฮอริง  เป็นน้องหรือญาติ?”  ชื่อนั้นพาให้เลิกคิ้ว

 

“รู้จักเฮอริงด้วยเหรอครับ?   เขาเป็นญาติสนิทของผมเอง”   เฮอริงผู้เป็นอัศวินของราชวงศ์   พี่ชายที่พยายามเคี่ยวเข็ญเขาตามคำสั่งของแม่…

 

“คนที่เคยเป็นนักเรียนของที่นี่ ฉันจำได้ทั้งนั้นล่ะ”   เจ้าหล่อนตอบเพียงเท่านั้น   ซึ่งมันก่อให้เกิดคำถามในใจของเด็กหนุ่มทั้งสองขึ้นมา…

 

อาจารย์คนนี้อายุเท่าไหร่กัน? 

…..มองจากภายนอกแล้วอายุไม่น่าจะมากมายอะไร…

 

จากชั้นหนึ่งของหอพักขึ้นตามบันไดไปเรื่อยๆจนถึงชั้น 6   เมื่อเปรียบเทียบกับชั้นที่ผ่านๆมา  ชั้นบนสุดแลดูจะมีห้องที่กว้างกว่าอยู่เล็กน้อย   ดีนและพาเฟียเดินมองหาเลขห้องของตัวเองตามทางเดิน   จนกระทั่งเดินมาเกือบสุดทางก็พบกับที่หมาย

 

“ของผมห้องนี้”   มือยื่นไปบิดลูกบิดพบว่ามันไม่ได้ล็อก   ยังไม่กล้าเปิดเข้าไปเพราะน่าจะมีคนอยู่ภายใน

 

ถึงเวลาต้องแยกห้อง เด็กหนุ่มผมน้ำเงินก็เริ่มเป็นกังวลใจขึ้นมา  อาจจะเป็นนิสัยหวงเพื่อนเพราะไม่ค่อยมีเพื่อนก็เป็นได้   “เฟีย  ตอนเย็นลงไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกันก็แล้วกัน”   ทั้งคู่เริ่มจากความสัมพันธ์ไร้เพื่อนเหมือนกัน

 

ท่าทีของดีนชวนให้คนฟังขำ   ก่อนหน้านี้ยังทำเหมือนอยากหลีกเลี่ยงอยู่เลย    “ดีนนี่เป็นคนติดเพื่อนรึเปล่าครับ?”  ดวงตาใต้แว่นคล้ายกับมองออก

 

ใบหน้าคนโดนทักขับสีระเรื่อตวัดกายหนีทันที   “เดี๋ยวนายก็มาบ่นว่าไม่มีเพื่อนกินข้าว เหมือนเมื่อเช้าที่มาลากฉันไปปฐมนิเทศอีกล่ะน่า”

 

เหตุผลคิดเองเออเอง พูดออกไปเองยังรู้เลยว่าต้องโดนขำไม่ก็ยิ้มล้อเลียนอยู่ข้างหลังเป็นแน่   ดีนรีบสาวเท้าหนีไปยังประตูห้องของตัวเองบ้าง   อาการหวงเพื่อนนี่มันน่าอายเสียจริงๆ…   สมัยเด็กมีเพื่อนที่สนิทสองคน  หลังจากออกเดินทางไปกับครอบครัวก็ไม่เจอใคร….

 

ตระกูลพิลชาดัสสูญเสียจุดยืนในหลายๆอย่างไป…

 

มือเอื้อมจับลูกบิดประตูเอาไว้พร้อมกับความกังวลเล็กๆ  รูมเมทที่อยู่ก่อนแล้วจะเป็นคนแบบไหนก็ไม่อาจรู้  จะเจอแบบไหนก็ต้องเตรียมเผชิญหน้า   ลูกบิดประตูนั้นเปิดไม่ออกบ่งบอกว่าห้องล็อกเอาไว้   กุญแจห้องจึงโดนเอามาใช้ไขเข้าไปภายใน….

 

ภายในห้องพักนั้นว่างเปล่า  มีเตียงสองชั้นและโต๊ะเขียนหนังสือผสมชั้นวาง   ของตกแต่งแทบไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากหนังสือ   เห็นของแล้วคิดได้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องเป็นรุ่นพี่ในโรงเรียนเป็นแน่   มองจนทั่วห้องก็ไม่เห็นใคร  คงจะยังไม่กลับมา…

 

“ไม่อยู่…”   ดีนปิดประตูแล้วเดินมาหยุดตรงกลางห้อง   ไม่มีของอะไรที่สื่อให้เดาตัวตนของรูมเมทได้เลยนอกจากหนังสือหลายๆแบบ   มันหลายประเภทเกินไปจนเดาไม่ออก    เตียงนอนชั้นล่างมีร่องรอยว่าใช้แล้ว   ที่วางของไม้มีดาบวางอยู่

 

ไม่อาจค้นอะไรลึกกว่านั้นได้เพราะจะละเมิดความเป็นส่วนตัว   เด็กหนุ่มผมน้ำเงินถอนหายใจที่ไม่พบใคร   “เฟียจะเป็นไงบ้างล่ะนั่น”  รูมเมทของหมอนั่นจะเป็นคนแบบไหน…..

 

ดีนเดินไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือซึ่งมีหนังสือวางอยู่ทั้งโต๊ะ   คงกะว่าไม่มีคนมาอยู่เลยยึดล่ะสิ….   มือหยิบมากรีดหน้าหนังสือดูเนื้อหาภายในแบบผ่านๆ   หนังสือเรียนของเขาคงจะมาส่งในวันพรุ่งนี้ก่อนที่วันเรียนจริงๆจะมาถึง  หนุ่มผมน้ำเงินเหยียดกายพิงพนักเก้าอี้…

 

สองตามองขึ้นไปยังเพดาน  เพดานว่างเปล่าแอบมองเห็นใยแมงมุม   ตอนนี้เพื่อนสองคนจะเป็นอย่างไรบ้าง  เจ้าหญิงซึ่งอยู่ภายในปราสาทจะสบายดีหรือเปล่า…  เขาอยากรู้ข่าวคราวเสียจริงๆ…  แต่สิ่งที่ควรจะทำตอนนี้คงจะเป็นการเขียนจดหมายกลับไปบอกที่บ้าน

 

ดีนค้นกระดาษเปล่าๆจากโต๊ะเขียนหนังสือของรูมเมทที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร   พร้อมกับหยิบปากกาหมึกซึมมาใช้ก่อน  บรรจงเขียนข้อความลงไปบนนั้น…  [ตอนนี้ผมเป็นนักเรียนของ Codex เต็มตัวแล้ว……]

 

เส้นทางสู่การเป็นอัศวินที่ไม่เคยคิดฝันจริงจัง

ในที่สุดก็ก้าวเข้ามาถึงสถานที่แห่งสัญญา  

 

ชีวิตในรั้วโรงเรียน Codex กำลังจะเริ่มต้นนับจากนี้

 

ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยตัวลงต่ำ  แสงสว่างจึงเริ่มลดลงไปตามเวลาที่เดินไป   แชงเดอเรียในปราสาทก็สว่างไสว  พร้อมกับเสียงรองเท้าหนังที่กระทบบนพื้นหินอ่อนทุกย่างก้าวที่ก้าวเดิน    ผ้าคลุมที่คลุมอยู่บนไหล่พริ้วไหวตามจังหวะก้าว  ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผมสีทองเดินผ่านเส้นทางเดินเสาหินไปยังห้องที่อยู่เยื้องกับห้องโถง

 

ห้องที่แลดูเล็กกว่าเป็นห้องที่ตกแต่งด้วยสีฟ้าอ่อน  โดดเด่นด้วยโต๊ะอาหารตัวยาวไม่เหมาะกับการนั่งรับประทานอาหารคนเดียว   กระนั้นแล้วที่สุดปลายโต๊ะก็เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผมยาวสีเทาในชุดเดรสขาวสลับเทานั่งใช้มีดและส้อมทานอาหารอยู่   ครึ่งใบหน้าปกปิดอยู่ใต้ผ้าตาข่ายสีดำ

 

“อ่า  คุณหนูของฉันกำลังทานมื้อเย็นจริงๆด้วย   น่าเสียดายที่วันนี้ฉันไม่ได้ลงมือทำอาหารให้เอง”   ราล์ฟคลี่ยิ้มให้กับเจ้าหญิงผู้เป็นนาย   คำพูดจาแลดูเป็นกันเองไม่เปลี่ยนไปจากวันวาน

 

เยื้องหลังขององค์หญิงที่เติบโตมาเป็นหญิงสาวเผยร่างอัศวินองครักษ์ผมยาวสีน้ำเงิน นัยน์ตาสีฟ้าคราม   ใบหน้านั้นแสดงออกถึงความไม่พอใจในความไร้มารยาทของประธานสภา Codex    “นายควรจะพูดสุภาพกับองค์หญิง”

 

“ไม่เป็นไรหรอกเฮอริง  ยังไม่ชินกันอีกเหรอ  ฉันชอบที่ราล์ฟเป็นแบบนี้นะ”   เธอหยักยิ้มให้กับชายซึ่งเป็นเหมือนพ่อบ้านของเธอมาตั้งแต่เด็ก

 

“เห็นไหมล่ะ  คุณหนูของฉันก็พอใจแบบนี้ล่ะ”  ท่าทีของชายหนุ่มช่างชวนให้อัศวินองครักษ์ถอนใจเหลือเกิน   ผู้ชายคนนี้มีสิทธิ์และจุดยืนเหนือกว่าพวกขุนนาง   เป็นรองราชวงศ์ แต่ก็ทำตัวเหมือนอยู่ในระดับเดียวกัน

 

โคลมวางมีดและส้อมลงข้างๆจานอาหาร    “แต่วันนี้นายก็ทำฉันเคืองอยู่นะ  เพราะนายไม่ยอมพาฉันไปที่พิธีปฐมนิเทศน์ด้วย”    ที่ๆเธอจะต้องไปเกือบทุกปีในพักหลังๆนี้

 

ชายผมทองยักไหล่   “เมื่อเช้าฉันเองก็ตื่นสายเกือบไปไม่ทันพิธีปฐมนิเทศน์เหมือนกันล่ะนะ   จะรอคุณหนูของฉันก็คงไม่ไหว  เดี๋ยวจะโดนพวกอาจารย์เคืองเอา”   หน้าที่ผู้อำนวยการเหมือนเป็นงานเสริมก็เท่านั้น

 

คนฟังถึงจะถอนหายใจก็ยิ้มให้    “แต่ฉันว่า ฉันน่าจะเจอคนที่คุณหนูตามหาอยู่นะ    เพราะดูน่าอร่อยเหมือนเฮอริง”     คนที่โดนพาดพิงรู้สึกขนลุกขึ้นมากะทันหัน    ยิ่งดวงตาสีเขียวเหล่มองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์   ดาบที่ถูกเก็บอยู่ในฝักมันอยากออกมาสูดอากาศจริงๆ….

 

“ฉันไม่ใช่ของกิน  เลิกใช้คำพูดแบบนั้นซะที”  เฮอริงเอือมระอากับการรับมือเพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อน  ไม่อยากจะนับเป็นเพื่อน….

 

“คงเปลี่ยนไม่ได้ล่ะ  น่าอร่อยฉันก็พูดตรงๆว่าน่าอร่อย  ถ้าชิมแล้วไม่เข้าท่าก็อีกเรื่อง”    รอยยิ้มมิได้จางหายไปจากใบหน้า   ยิ่งยิ้มมากเท่าไหรยิ่งน่าเตะมากเท่านั้น…

 

เฮอริงนึกถึงก้าวแรกที่เข้าไปยังโรงเรียน Codex  ก้าวที่สองที่เข้ามาในวังเพื่อทำงาน  สองโอกาสที่ทำให้เจอกับประธาน Codex ที่มีหน้าที่แฝงเยอะตั้งแต่ผู้อำนวยการยันพ่อบ้านขององค์หญิง   ผู้ชายตรงหน้าเป็นคนที่เดาอายุได้ยาก  ขณะเดียวกันก็น่าลอบฆ่าเป็นที่สุด….

 

ปลาถ้าไม่ดูน่าอร่อย… ก็คงจะเป็นน่ารัก?

ปลาที่น่ารักนั้นไม่ใช่ของกินในสายตาพ่อครัว

 

แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะปะทะคารมกันยาวกว่านั้น  องค์หญิงผมยาวสีเทาก็เอ่ยแทรกผ่านบทสนทนาขึ้นมาอย่างใคร่รู้และสนใจ  เพราะคำพูดที่ผู้อำนวยการโรงเรียนเกริ่นเอาไว้ให้เธออยากรู้  “หมอนั่นมาแล้วเหรอ?”   หนึ่งในเพื่อนทั้งสามที่เจอกันในวัยเด็ก

 

มือใหญ่ยกขึ้นจับคางใช้ความคิดทบทวนใบหน้าเด็กคนนั้น   “ถ้าใช่ที่คุณหนูตามหาล่ะนะ  ตาสีฟ้า ผมสีน้ำเงินเหมือนเฮอริง น่ากินเหมือนกัน”

 

“ตาสีฟ้า ผมสีน้ำเงิน  นั่นดีน น้องชายของฉันเอง”   องครักษ์หนุ่มผมยาวทำเป็นไม่ได้ยินคำว่าน่ากิน    เมื่อชื่อนั้นหลุดออกจากปากของชายหนุ่ม    เจ้าหญิงของอาณาจักรก็หยัดกายขึ้นยืนและหันไปมองหน้าของคนสนิทในทันทีทันใด… ชื่อที่อยู่ในความทรงจำมาตลอด….

 

“เฮอริงเป็นพี่ชายของดีนเหรอ?”   น้ำเสียงใสแลดูใคร่รู้และตื่นเต้น   ชายผมน้ำเงินเองก็แปลกใจไม่แพ้กันที่ถูกถามแบบนั้น

 

“องค์หญิงรู้จักน้องชายของกระหม่อมได้ยังไงน่ะพะยะค่ะ”   มันคือจุดร่วมจุดต่อที่ถูกเส้นผมบังภูเขามาตั้งนานแสนนาน….

 

ราล์ฟแอบขำอยู่ไม่น้อย   “บางทีคุณหนูของฉันก็บื้อๆนะ”  คนที่สามารถสาวถึงคนที่ตามหาอยู่ใกล้แค่นี้กลับไม่รู้ตัวเสียเลย….

 

เพื่อนกลุ่มแรกที่ทำให้เธออดทนอยู่ในหน้าที่นี้….

เพื่อจะได้พบกันเมื่อทั้งสามคนได้เป็นอัศวิน….

 

แต่หนทางของการเป็นอัศวินนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นสำหรับเด็กหนุ่มจากตระกูลพิลชาดัส   1 ใน 3 ตระกูลอัศวินที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโครเมียม     ท้องฟ้าที่เคยมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์  ในที่สุดก็กลายเป็นได้รับแสงสว่างจากแสงจันทร์และแสงดาว…  พระอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว

 

โรงอาหารของหอพักนักเรียน Codex  เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยโต๊ะที่นั่งจำนวนมาก  อาหารจากแม่ครัวมีทั้งสาหร่ายปรุงรส  กุ้งจิ๋ว และซุปแพลงต้อน   อาหารที่เสริมโภชนาการและความอุดมสมบูรณ์ให้กับนักเรียนที่ต้องใช้กำลังและสมอง

 

ดีนกับพาเฟียในชุดลำลองเสื้อผ้าฝ้ายขาวกางเกงขายาวสีเทาเข้มกับรองเท้าบูทนั่งทานอาหารด้วยกัน ณ โต๊ะอาหารมุมสุด   ตามที่เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินพูดชวนเอาไว้  ทั้งคู่จึงมานั่งทานมื้อเย็นด้วยกัน  โดยที่ไร้เงารูมเมทของอีกฝ่ายหนึ่ง

 

“รูมเมทนายไปไหนซะล่ะเฟีย?”    ดีนเอ่ยถามถึง   ตอนที่เข้าห้องไปจำได้ว่าอยู่ที่ห้อง  แม้เขาจะไม่เห็นตัวก็เถอะ

 

“พี่เขาไปธุระนิดหน่อยก่อนน่ะครับ  บอกว่าจะตามมาที่โรงอาหารทีหลัง”   คำสรรพนามที่เรียกถึงพาให้เลิกคิ้ว  ดูเหมือนรูมเมทของอีกฝ่ายจะเป็นรุ่นพี่

 

“รูมเมทนายเป็นรุ่นพี่?  อยู่ระดับไหนแล้วล่ะนั่น  หรือว่าเพิ่งเข้ามาพร้อมพวกเรา”   มือหยิบถ้วยซุปขึ้นมากระดกดื่มไม่กลัวร้อน

 

“ยังไม่ได้คุยอะไรกันละเอียดเลยครับ   รู้แค่ว่าเป็นพี่เพราะผมถามอายุเขา  ฮ่าๆ”    แว่บนั้นดีนนึกสงสัยว่าเจ้าคนตรงหน้าไม่คิดจะถามอายุเขาบ้างหรือไร….

 

แต่การที่อีกฝ่ายได้เห็นหน้ารูมเมทแล้วก็ย่อมดีกว่าเขาแน่ๆ   “ก็ยังดี  อย่างน้อยนายก็รู้แล้วว่ารูมเมทหน้าตาเป็นยังไง  ฉันยังเดาของฉันไม่ออกเลยว่าจะเป็นคนยังไง”

 

“ดีนคงไม่โชคร้ายเจอพวกบ้าเถื่อน หรือว่าพวกน่าสยองหรอกครับ”   เพื่อนคนแรกในโรงเรียนให้กำลังใจด้วยรอยยิ้ม   ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นแบบนั้นได้….

 

เจอประเภทคนละขั้วกันคงจะเป็นปัญหาแน่….

 

ดวงตาสีฟ้าครามมองไปยังบรรยากาศรอบๆโรงอาหาร    การจับกลุ่มของแต่ละกลุ่มนั้นไม่ใช่กลุ่มใหญ่   ออกจะดูเงียบงันเสียด้วยซ้ำ…  ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะทุกคนดูเหมือนเพื่อน  แต่โดยความเป็นจริงทุกคนคือคู่แข่งที่จะแข่งตำแหน่งที่ต้องการกัน…

 

เท่าที่ได้ฟังจากพิธีปฐมนิเทศน์   สภา Codex จะกำหนดโควต้าอัศวินและขุนนางในแต่ละปีจำนวนหนึ่ง  ส่วนมากจะเป็นจำนวนน้อยหรือมาก ก็ขึ้นอยู่กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสงครามระหว่างสามดินแดน  ตอนนี้ยังไม่มีกำหนดมา…

 

คิดถึงเรื่องนั้นแล้วเด็กหนุ่มก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้  สิ่งที่ไม่ได้ถามอีกฝ่าย   “ว่าแต่เฟีย  นายน่ะคิดจะเป็นอัศวินหรือว่าขุนนาง?”   ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกคงไม่ได้มาทับไลน์กันหรอกนะ….

 

ดวงตาใต้แว่นเงยขึ้นจากอาหารของตัวเองเพื่อมองหน้าคนถาม  ริมฝีปากอ้าจะตอบ  แต่…   “โอ๊ะ   ทางนี้ครับพี่แม็ค!”   สิ่งอื่นได้ดึงความสนใจไปเสียก่อน  พาเฟียหยัดกายขึ้นโบกไม้โบกมือให้กับใครบางคน  ชื่อนั้นที่สะดุดหูอย่างประหลาด…

 

….ภาพของเด็กชายตัวเล็กๆผมสีชมพูอ่อน…

…ที่เรียกหาเพื่อนที่เป็นพี่ชาย…

 

ภาพนั้นที่อยู่ในความทรงจำของเขาอย่างชัดเจน   ดีนตวัดหันมองกลับไปด้านหลังของตัวเอง   สิ่งที่ได้เห็นสะกดสายตาให้เบิกกว้างนิ่งค้าง…   ความทรงจำในอดีตรินไหล….    “นาย……..”

 

“นี่พี่แม็คคอย  แมคเคอเรล  รูมเมทของผมเองครับ”   พาเฟียแนะนำเพื่อนร่วมห้องหอพัก   แต่คำแนะนำนั้นหาได้เข้าหูคนฟังไม่….

 

ชายคนนั้นอยู่ในชุดลำลองผ้าฝ้ายสีขาวเหมือนๆกับพวกเขา   เส้นผมนั้นเป็นสีเงินยาวซอยด้านหลังยาวถึงต้นคอ  แม้ดวงตาข้างหนึ่งจะถูกปิดด้วยผ้าปิดตา  ดวงตาอีกข้างที่เป็นสีดำสนิทก็ช่างคุ้นเคย  ดีนจ้องมองรูมเมทของเพื่อนคนแรกในโรงเรียนด้วยความอึ้ง

 

อีกฝ่ายหนึ่งก็นิ่งไปเช่นเดียวกัน     “ดีน?”    น้ำเสียงที่แตกต่างไปจากในอดีต   ร่างกายที่สูงใหญ่ขึ้นกว่าตอนนั้น   ดวงตาสีดำที่มองสบมา  ความรู้สึกนี้….

 

เพื่อนที่เป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มพวกเรา 4 คน

 

“แม็คคอย…?”    มือยื่นออกไปดึงชายเสื้อนั้นเอาไว้    ณ เวลานี้เหมือนได้ถูกพัดพาไปยังชายหาดในตอนที่ยังเป็นเด็ก

 

พี่ชายที่ใจดีและใจเย็นที่สุดในกลุ่ม

 

คนที่โดนจ้องอึ้งอยู่ไม่น้อย  แต่ในที่สุดเรียวปากคมก็ค่อยๆระบายรอยยิ้มออกมา     รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและใจดี   “ในที่สุดนายก็มานะ”  สิ้นคำนั้นชายผมน้ำเงินก็ลุกขึ้นโผเข้าใส่เพื่อนสมัยเด็กที่ต้องแยกจากกันไปด้วยเหตุผลทางครอบครัว….

 

การที่ถูกจำได้เป็นความยินดีอย่างที่สุด

 

วงแขนรัดรึงคล้ายกับต้องการให้แน่ใจว่าไม่ใช่ผี    “บ้าเอ๊ย!  ฉันคิดว่าฉันหลงเข้ามาคนเดียวแล้วซะอีก!”   กังวลไปเสียหมดว่าจะไม่ลืมอยู่คนเดียว…

 

แม็คคอยมองดูเจ้าคนที่เหมือนจะไม่โตขึ้นเท่าไหร..  รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแบบเดียวกับตอนเด็กๆ  อดยิ้มไม่ได้ที่ได้รับการต้อนรับแบบนี้   มือยกขึ้นตบหลังเจ้าเด็กผมน้ำเงินที่ต้องดูแลตอนเด็กๆ   “นายนั่นล่ะมาช้า”

 

แต่ก็ไม่ได้มาช้าจนเกินไปหรอก…..

 

ดีนรู้สึกหัวใจพองโต  ความปิติยินดีล้นออกมาลบเรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าในทันที   ในโรงเรียนที่กว้างใหญ่   นักเรียนมากมายที่ยังไม่ได้เจอหน้ากว่าเกินครึ่งของโรงเรียน   ใครจะคาดคิดว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้โดยที่ยังไม่เริ่มตามหาอย่างจริงจัง….  ที่ยินดีไปกว่านั้นคือ….

 

อีกฝ่ายก็มาที่โรงเรียนนี้ตามที่เคยพูดไว้ในวัยเด็กเช่นกัน

 

พาเฟียนั่งทำหน้ามึนที่เห็นทั้งสองคนมีท่าทางสนิมสนมกันราวกับรู้จักกันมานาน    มือขวาค่อยๆยกขึ้นเพื่อขอเวลานอก   “ขอโทษทีครับ  คือผมงงไปหมดแล้ว  ใครก็ได้อธิบายให้ผมเข้าใจด้วยครับ”

 

ได้ยินเสียงนั้นมาแทรก  ดีนก็ผละออกมาจ้องหน้าเพื่อนสมัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันมานาน    “หมอนี่เป็นเพื่อนสมัยเด็กของฉันเอง”

 

“เห?  บังเอิญจังเลยนะครับแบบนี้”    เจ้าหนุ่มใส่แว่นจับขาแว่นขยับ  วงโคจรนำพาให้กลับมาเจอกันมันช่างเหมือนนิทานเลยทีเดียว

 

ชายผมสีเงินมีบรรยกาศที่ดูอบอุ่น   ดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวจ้องมองเด็กหนุ่มทั้งสองคน    “ไม่นึกว่าพาเฟียจะเป็นเพื่อนกับดีน  บังเอิญดีจริงๆ”

 

แต่ก่อนที่จะสนทนาและทานอาหารเย็นร่วมกันเพื่อคุยกันให้มากกว่านี้    มือของดีนก็จับเข้าที่แขนของแม็คคอย   ดวงตาสีฟ้าครามจ้องมองทอประกายใคร่รู้    “อัลล่ะ?    อัลอยู่ที่โรงเรียนนี้รึเปล่า?”    เด็กหนุ่มอีกคนที่สัญญากันเอาไว้ในวัยเด็ก….

 

พี่ชายผมสีเงินที่คอยดูแลเด็กชายตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม…

น้องชายที่ไม่อาจเป็นน้องชายได้….

 

ชายจากตระกูลแมคเคอเรลเงียบไปครู่ใหญ่    ดวงตาสีดำนั้นแลดูนิ่งผิดจากความอ่อนโยนก่อนหน้า   ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าตัวเองคิดไปเองหรือเปล่า  แต่ชั่วขณะที่เขามองเข้าไปยังดวงตาของเพื่อนผมสีเงิน   แววตานั้นช่างเย็นชาเสียจนน่าประหลาดใจ….

 

“อัล….”    เสียงทุ้มลากยาวเสียงแผ่วเบา….     ดีนยิ่งจ้องมองรอคำตอบ…

 

จนกระทั่งได้ยินคำตอบจากปากของแม็คคอย   นัยน์ตาก็เบิกกว้างทอประกายตกตะลึง     “หมอนั่นตายไปแล้ว”   ราวกับสมองดับวูบไปชั่วขณะ….

 

….พวกเรา 4 คนริมชายหาดที่แสงแดดเจิดจ้า…

 

“ฮ่ะ….?” ภาพของเพื่อนร่างเล็กที่ตนเคยปกป้องจากกลุ่มเด็กเกเรไหลผ่านมาในสมอง…   รอยยิ้มของอัลปาคาเรสที่แม้จะดูเศร้าสร้อย  แต่ก็ยิ้มมาให้เขา

 

….. พวกเราสัญญากันว่าจะเจอกันอีก…..

 

 

—————————-

Free Talk : ตอนใหม่มาติดๆกันเลย เพราะว่าระหว่างจะถึงงาน OC ภารกิจงานหลวงเยอะจัดจริงๆ ต้องไปต่างจังหวัด 1 สัปดาห์ เวลาจะปั่นอะไรหายหมดเกลี้ยง ทั้งฟิคทั้งนิยาย OTL”” อยากแยกร่างได้เหลือเกินตอนนี้

ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของหอพักนักเรียน Codex ค่ะ เริ่มจะเป็น School Life จริงๆแล้ว 555 เหมือนจะโรมานซ์นะเนี่ย แต่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็ยังมีแค่โมเมนต์น่าสงสัยเท่านั้นเอง

แล้วแม็คกับดีนก็ได้เจอกัน แต่เจอกันด้วยข่าวที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร ตอนต่อๆไปจะพูดถึงแม็คในตอนนี้มากขึ้น รวมไปถึงรูมเมทของดีนด้วย (เอ๊ะ หรือว่าจะไม่มี….)

อาหารที่พวกนี้กิน คืออาหารปลาจริงๆนะ เพราะพวกนี้เป็นปลานี่ ฮาาาาาา (ส่วนราล์ฟเป็นเหมือนตัวแทนพ่อครัว…เจ้าหญิงคือกระป๋อง)

ปล. งาน OC อยู่บูธ D28 ค่ะ ถ้าเราไม่รอด มิวก็ยังอยู่นะ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 03/26/2014 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: