RSS

[Novel] C.A.N CH.5

28 มี.ค.

ตอนที่ออกทะเลไปกับพ่อแม่  เคยวาดฝันเรื่องของเพื่อนๆเอาไว้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงทำให้เขารู้สึกตกใจไม่น้อย

 

ระหว่างมื้อเย็นในโรงอาหารของหอพัก  แทนที่การได้พบเพื่อนเก่าซึ่งอยากเจอจะเป็นเรื่องน่ายินดี และทำให้บนสนทนาบนโต๊ะอาหารสนุกสนานและน่าสนใจ  ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด เพราะเรื่องบอกเล่าที่ไม่ค่อยดีนักจากปากเด็กหนุ่มผมสีเงิน   ข่าวร้ายนั้นทำให้ดีนหัวเสียและงุนงงไม่น้อย

 

และที่สำคัญฝ่ายแม็คคอย แม็คเคอเรลก็ไม่ยอมปริปากเล่ารายละเอียดใดๆให้ฟังต่อ  ซ้ำยังบอกปัดที่จะเล่าถึงเรื่องนั้น   ดวงตาสีฟ้าจึงทำได้แค่ก้มหน้ากินสาหร่ายในจานและเหลือบมองหน้าอีกฝ่ายเป็นระยะๆ    ช่วงเวลากว่า 10 ปีที่แยกย้ายกันไปเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องสะเทือนใจ  ชายผมเงินจึงไม่อยากจะพูดถึงมันก็เป็นได้…  ดีนสันนิษฐานกับตัวเอง     ไม่อยากจะเชื่อว่าทูนนัส อัลบาคาเรส  เจ้าเด็กชายตัวเล็กๆที่เขาเคยออกหน้าปกป้องอยู่เสมอๆคนนั้น จะตายไปแล้ว…  ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ

 

เด็กหนุ่มผมน้ำเงินพ่นลมหายใจออกทางจมูกและหลุดจากภวังค์   ตวัดใบหน้ามองคนข้างๆ   “เฟีย… อ่าวเฮ้ย!!  กุ้งฉัน!!”   หันไปเห็นกุ้งตัวเล็กที่เคยอยู่ในจานของตัวเองไปอยู่ในมือและในปากคนข้างๆเสียนี่

 

“ขอโทษทีครับ! ผมหยิบผิดจาน”   พาเฟียมีสีหน้าเหวอๆเมื่อก้มดูแล้วไม่ใช่จานของตัวเอง  อีกทั้งจานของเจ้าตัวก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว….

 

อารมณ์หม่นหมองที่เกิดขึ้นก่อนหน้าถึงกับกระเจิงหายไปจากหัวทันที    แม็คคอยมองดูนักเรียนใหม่ทั้งสองแล้วกลั้นขำ   “ถึงจะเพิ่งเจอกัน แต่พวกนายก็ดูสนิทกันดี  เป็นเรื่องดีนะ”

 

“หมอนี่เกาะติดฉันอย่างกับตังเม….”   ดีนชี้หน้าเจ้าหนุ่มใส่แว่นผู้ดูไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร  แต่ลูกตื้อนี่น่ากลัวยิ่งนัก…  ประหนึ่งมีคติประจำตัวว่าตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก

 

ดวงตาสีดำจ้องและยิ้มจางๆ   “นายมักจะมีคนมาตามติดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว”   คำพูดของแม็คคอยชวนให้นึกถึงภาพในอดีต…

 

ริมชายหาดอันเป็นสถานที่นัดพบ  และหลายๆครั้งก็เป็นที่ๆเข้าไปช่วยเด็กชายผมสีชมพูอ่อนจากพวกเด็กเกเรละแวกนั้น  ตอนนั้นอัลปาคาเรสก็ตามเขาต้อยๆ  ผ่านมาเกือบ 10 ปีก็มาเจอเจ้าหอยลาย(?)นี่ตามติดต้อยๆอีก…  ควรจะภูมิใจไหม… อย่างกับมีออร่าความเป็นมิตร(?)…

 

“นายก็ดูไม่เปลี่ยนไปมากนะแม็ค   ยกเว้นตาของนาย”   นัยน์ตาสีฟ้าทอดมองผ้าปิดตาบนใบหน้าคม  ไม่กล้าถามสาเหตุตรงๆตั้งแต่ได้พบหน้ากันอีกครั้ง

 

มือใหญ่ยกขึ้นแตะสัมผัสผ้าปิดตาของตัวเอง  “นั่นสินะ….”   น้ำเสียงทุ้มแผ่ว   นัยน์ตาข้างที่เหลืออยู่ทอประกายแลดูเศร้าอย่างประหลาด

 

แม็คคอย แมคเคอเรลเป็นดั่งพี่ชายที่แสนดี

ใจเย็น มีความเป็นผู้ใหญ่  สงบนิ่งอยู่เสมอ… 

 

ช่วงเวลาเกือบ 10 ปีนั้นแลดูจะไม่ได้เปลี่ยนชายตรงหน้าไปมากเท่าไหร่   ซึ่งเขาอาจจะคิดไปเองก็ได้  แต่เท่าที่เห็นตอนนี้แลดูจะเหมือนเดิม….ล่ะมั้ง…    พาเฟีย อัลดูเลทที่เป็นเหมือนสมาชิกใหม่เพิ่งรู้จักกันมองซ้ายที ข้างหน้าที   หนุ่มแว่นรู้สึกเหมือนกลายเป็นคนนอกอยู่หน่อยๆ

 

อีกทั้งบทสนทนาจู่ๆก็ขาดตอน  คนช่างพูดจึงรีบสร้างบทสนทนาใหม่   “จะว่าไปพี่แม็คนี่อยู่ระดับไหนแล้วน่ะครับ?”   ไม่ใส่เครื่องแบบก็ดูไม่ออก

 

ชายผมเงินหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม   “เอาเป็นว่าฉันอยู่ที่นี่มาสองปีก็แล้วกัน”   สิ้นประโยคนั้นดวงตาของเพื่อนเก่าเบิกกว้าง

 

“หา!?   นายเข้ามาที่นี่สองปีแล้วเหรอ!   ฉันมาช้าขนาดนั้นเลย!?”    ตามเกณฑ์อายุแล้วคงเรียกว่าช้าไม่ได้   หรือว่าจะช้าจริงๆ….

 

แม็คคอยปัดมือไปมา   “ไม่หรอก  ฉันแค่มาเร็วเพราะที่บ้านน่ะ  เดี๋ยวนายก็ไล่ตามทันดีน  ที่นี่จำนวนปีที่อยู่ไม่เกี่ยวหรอก”   เจ้าตัวไม่ยอมบอกว่าเรียนอยู่ในระดับไหน  ถึงกระนั้นก็คงมากกว่าระดับ 5 ของพวกนักเรียนเข้าใหม่  ดีน พิลชาดัสเริ่มคิดหนัก….

 

การเริ่มต้นที่ช้ากว่า เท่ากับว่าต้องไล่ตามหลังไปหลายก้าว   การเป็นอัศวินแม้ไม่จำเป็นต้องได้เป็นพร้อมกัน   แต่การที่ช้ากว่าเพื่อนที่สัญญากันไว้ มันทำให้รู้สึกเสียเชิง  ตระกูลแมคเคอเรลซึ่งเป็นอัศวินมาทุกสมัย  และไม่เคยตกต่ำลงกะทันหันแบบตระกูลพิลชาดัส…   แทบจะ 100% แล้วที่อีกฝ่ายจะได้เป็นอัศวิน

 

ขณะที่ดีนกำลังคิดหนัก  พาเฟียก็มองรุ่นพี่อย่างชื่นชม   “ดีนกับพี่แม็คจะเป็นอัศวินสินะครับ  ผมว่าใช่แน่ๆดูจากลักษณะ”

 

“อ่าว แล้วนายไม่ได้อยากจะเป็นอัศวินเหรอ  ตอนที่นายลากฉันเดินไปเดินมา  ท่าทางนายก็มีเรี่ยวแรงผิดชาวบ้าน…”   ความแข็งของกล้ามเนื้อเหมือนเกราะ  ทั้งที่ผ่านนอกดูเป็นคนตัวเล็กไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรแท้ๆ

 

หนุ่มสวมแว่นตาส่ายหน้าไปมา   “เปล่าครับ  ผมจะเป็นขุนนางน่ะครับ”   ยิ้มแป้นสดใส  ถ้ามองที่หน้าก็เหมาะดี  ถ้ามองที่กำลังกายแล้วก็ออกจะน่าเสียดายอยู่หน่อย

 

สนทนากันไปพักหนึ่ง  ใบหน้าคมของแม็คคอยก็หันหาเพื่อนรุ่นน้อง   “พวกนายสองคนไม่ได้พักด้วยกัน   แล้วนายพักกับใครน่ะดีน  เด็กใหม่?”   ดูเกาะติดกันขนาดนี้   แต่กลับไม่ได้เป็นรูมเมทกันด้วย

 

พูดถึงเรื่องนั้นแล้วสีหน้าของเด็กหนุ่มผมน้ำเงินก็หมองลงทันที   “…ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน  ยังไม่เจอรูมเมทเลย”  จะเป็นคนแบบไหนกัน…

 

“ถ้าไม่ได้ห้องมุมชั้น 6 ก็ดีไป  ที่ถัดจากห้องของพวกฉันไปสามห้อง  นายอาจจะประสาทเสียก็ได้”    คนเป็นรุ่นพี่เข้ามาก่อนเอ่ยเตือน   แต่คำเตือนเหมือนจะมาถึงช้าไปนิด…

 

ใบหน้าของดีนนิ่งและมองเพื่อนด้วยสายตาว่างเปล่า    พาเฟียจึงเป็นฝ่ายตอบแทน   “ดีนอยู่ห้องตรงนั้นแหละครับ”  ความเงียบและจุดไข่ปลามาบังเกิด….

 

….รูมเมทของเขาเป็นบุคคลอันตรายงั้นเหรอ….

 

แม้จะเป็นคนใจกล้า สู้ชีวิต และเกรียนได้ขนาดไหน   ตอนนี้เด็กหนุ่มผมน้ำเงินก็เริ่มกังวลขึ้นมาเล็กๆ    คำพูดของเพื่อนสมัยเด็กย่อมเชื่อถือได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปากพี่ใหญ่ของกลุ่มผู้ไม่เคยโกหก    รูมเมทที่ทำให้แม็คคอยรู้สึกประสาทเสียได้คงเป็นคนอันตราย….

 

“ฉันคงต้องเตรียมรับมือสินะ…”    อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแล้วหลังจากนี้   ไม่เผชิญหน้าดูก่อนก็ไม่รู้ว่าเป็นคนแบบไหน

 

“ถ้าเป็นนายคงไม่เป็นไรหรอก   ถ้ามันแย่ นายก็คงมีวิธีของนาย”   อย่างเช่นกร่างเกรียนกลับไป…   แต่เพื่อรักษาน้ำใจจึงไม่พูด   เพราะเวลาที่ผ่านไปเกือบ 10 ปี  เจ้าเด็กคนนี้อาจจะเปลี่ยนไปบ้างแล้วก็ได้

 

“ถ้ามันแย่ก็แค่หอบหมอนไปนอนที่อื่นน่ะครับ”   ชายผมน้ำตาลอ่อนสวมแว่นดื่มน้ำและยิ้มแย้ม   มันก็ถูกแต่ว่าพูดตรงดีนะ…..

 

ชีวิตในรั้วโรงเรียน Codex คงไม่ย่ำแย่ขนาดนั้น…

หนทางเป็นอัศวินคงไม่มีขวากหนามอะไรมากกว่าเรื่องเรียน

 

หลังมื้ออาหารเย็น และสนทนากันมากมาย  ก็ได้เวลากลับไปพักผ่อน  ชายทั้งสามเดินจากโรงอาหารของหอพักกลับขึ้นไปยังชั้น 6 ซึ่งเป็นห้องนอน   พาเฟียเดินป้องปากหาวเข้าไปในห้องของตัวเองเป็นคนแรก  ตลอดทางที่เดินมาเจ้าตัวเริ่มสะลึมสะลือเหมือนนาฬิกาชีวิตบอกเวลานอน

 

เจ้าคนพูดมากไม่พูดอะไรนอกจากโบกไม้โบกมืออย่างช้าๆ บ่งบอกว่าร่างกายเริ่มจะหยุดทำงาน  เสร็จแล้วพาเฟียก็หายเข้าห้องไป   ท่าทางแบบนั้นชวนให้คนที่เหลือคนหนึ่งขำ  ส่วนอีกคนก็ถอนหายใจอย่างหน่ายๆ…  หลังจากกวนคนอื่นมาทั้งวัน  เจ้าหอยลายก็หมดแรงไปเสียที

 

“นายคงโดนชวนคุยตลอดที่อยู่หอแน่แม็ค”    เพิ่งรู้จักกันแต่ก็พอจะเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ  วันนี้อาจจะแค่หมดแรงเพราะเป็นวันแรก

 

“ไม่แน่หรอก   ดูท่าทางพาเฟียจะหลับเร็วอยู่นะ”   นาฬิกาชีวิตของชายสวมแว่นคล้ายกับตั้งไว้ว่านอนเร็ว  ซึ่งอาจทำให้เขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วย

 

ดีนพ่นลมหายใจ  นัยน์ตาที่ดูหน่ายๆเพื่อนค่อยๆเปลี่ยนเป็นมีประกายยิ้มยินดี    “ถึงจะน่าเสียดายที่ไม่ได้เจออัลด้วย   แต่ได้เจอแค่นายฉันก็ดีใจแล้ว   ต่อไปก็คงได้เจอโคลม”   เสียดายที่ไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้า….

 

แม็คคอยยิ้มตอบ  มือใหญ่ยื่นไปตบบ่า   “ฉันก็ดีใจที่ได้เจอนายอีก”    ใบหน้าและรอยยิ้มของชายผมเงินเหมือนกับภาพซ้อนของอดีต

 

เจ้าผ้าปิดตานั้นพาให้คนมองรู้สึกสงสัยจริงๆ   “ตอนนี้ฉันคงยังไม่ถามว่าตานายไปโดนอะไรมา   เอาไว้ฉันถามเมื่อไหร  นายคงจะตอบฉันนะ”   ที่มาที่ไปของผ้าปิดตา

 

บางสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความลับ

 

แม็คคอยเลิกคิ้ว  คำขอของดีนออกจะเหมือนคำสั่งอยู่ไม่น้อยถ้าวันนั้นมาถึง    “ฉันต้องเล่าอยู่แล้วล่ะดีน  ว่าทำไมตาข้างนี้ของฉันมันถึงบอดไป”

 

ดีนนิ่งค้างไปเมื่อได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าใต้ผ้าปิดตานั้นมองไม่เห็น   ช่วงเวลาที่แยกกันไปคนละทิศคนละทางแลดูจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหรืออะไรสักอย่าง…  ทั้งการจากไปของอัลปาคาเรส  ทั้งตาของแม็คคอย..  มีหลายเรื่องที่เขาไม่รู้   “ฉันไปนอนล่ะ  แล้วเจอกันพรุ่งนี้!”    ฉีกยิ้มเพื่อไม่ให้บรรยากาศการกลับมาเจอกันหมองลงไปอีก

 

“ราตรีสวัสดิ์ดีน ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียน Codex   มาพยายามด้วยกันเถอะ”   ชายผมเงินลูบหัวเพื่อนเด็กกว่า  แล้วชายหนุ่มก็ก้าวขาเข้าห้องนอนของตัวเองไป

 

เหลือดีนที่ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับรูมเมทของตัวเอง…   ป่านนี้แล้วคงจะกลับมาถึงห้องเรียบร้อย    เด็กหนุ่มผมน้ำเงินเดินกลับไปยืนอยู่ด้านหน้าประตูห้อง   มือหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกง   ไขและเปิดประตูเข้าไปภายในก็พบกับความว่างเปล่าและมืดมิด…

 

“อ่าว…..”    ไม่เห็นแม้แต่เงาของเพื่อนร่วมหอ   ไม่มีแสงไฟจากตะเกียง   ไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงก้าวเท้าของตัวเอง

 

ดีนเดินเข้าไปในห้องมืดๆพร้อมมือควานหาตะเกียงเพื่อให้แสงสว่าง  แสงจันทร์ที่เข้ามาทางหน้าต่างซึ่งเปิดทิ้งเอาไว้ไม่ได้ช่วยเท่าไหร่นัก    เมื่อหาไฟได้  ห้องนอนที่สว่างขึ้นก็เผยให้เห็นทุกอย่างในห้องอยู่ในที่เดิมอย่างตอนที่เขาเดินออกไปทานมื้อเย็น

 

ไม่มีคนอยู่และไม่มีคนกลับมา…   แต่เพื่อนเก่าบอกว่าห้องนี้มีคนอยู่  อาจารย์ที่จัดห้องให้ก็บอกว่ามีคนอยู่…   บางทีรูมเมทของเขาคงไปธุระที่ไหนสักแห่งจึงยังไม่กลับมา    “คงไม่ใช่ผีหรอก”   โลกใบนี้ไม่เคยมีผีและวิญญาณปรากฏมาให้เห็น

 

เด็กหนุ่มเดินถือตะเกียงไปวางใกล้ๆเตียง  ก่อนจะสำนึกได้ว่าเตียงนอนชั้นล่างถูกใช้แล้ว  ถ้าเขาขึ้นไปนอนด้านบนจะเอาตะเกียงไปวางแล้วปิดยังไง…    ยืนจ้องเตียงสองชั้นอยู่พักใหญ่ๆ   สุดท้ายก็ล้มตัวลงนอนที่ชั้นล่างเพราะยังไงเจ้าของก็ยังไม่กลับมาอยู่ดี

 

ไม่ต้องกลับมาวันนี้ก็ดีนะ… 

 

แสงตะเกียงดับลง  จากด้านนอกของหอพัก ห้องแล้วห้องเล่าค่อยๆมืดลงไป บ่งบอกว่านักเรียนเริ่มเข้านอนกันไปทีละห้องสองห้อง  โถงใหญ่ของหอพักก็มืดสลัวเมื่อไม่มีใครอยู่   ทุกอย่างกลืนไปกับความเงียบงันของยามค่ำคืนในโรงเรียนที่ห่างไกลเมือง

 

ในความเงียบและมืดทึมของห้องโถงกลับเผยแสงสว่างจากเชิงเทียน  แสงเทียนเคลื่อนที่ได้เองเป็นเส้นตรงตัดกับสีดำ   ส่องให้เห็นมือของคนถือและเค้าร่างส่วนบนที่พอมองเห็นได้    เส้นผมแม้จะอาบแสงสีส้มจากเทียนก็พอมองออกว่าเป็นสีเงินที่โดดเด่น  ซ้ำยังแลเห็นผ้าปิดตาสีดำยิ่งบ่งบอกชัดว่านักเรียนที่ออกมาเดินในยามวิกาลนั้นคือใคร

 

แม็คคอยเดินออกไปนอกหอพัก   ภายนอกอันมองเห็นท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยแสงดาว แสงจันทร์  และคบเพลิงตะเกียงที่ทำหน้าที่ให้แสงสว่างข้างทางเดิน   ชายหนุ่มเดินออกนอกเส้นทางปูด้วยอิฐสีแดงไปยังที่แห่งหนึ่ง   ที่ตรงนั้นไม่ได้อยู่ห่างจากหอพักเลย  แต่ในช่วงเวลานี้คงไม่มีใครออกมา

 

ต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งมีกิ่งก้านสาขากว้างออกไปเป็นรูปกะทะคว่ำ ลำต้นใหญ่ชนิดใช้นักเรียนชาย 5 คนมาเกาะรอบ  ถ้าเป็นตอนกลางวันคงเหมาะกับการมานอนหลับเพราะร่มเงา  แต่ในตอนกลางคืนมันออกจะมืดไปเสียหน่อยเพราะใบไม้บดบังแสง

 

เพราะมันมืดสลัวและแลดูน่ากลัวจึงไม่มีคนกล้ามายุ่ง   ซึ่งเหมาะกับการนัดพบลับยิ่งนัก   ดวงตาสีดำจ้องไปยังลำต้นไม้   “เธออยู่ตรงนั้นใช่มั้ย?”   เสียงทุ้มเปล่งเรียกออกไป

 

เสียงเรียกนั้นเผยให้เห็นร่างผอมบางขยับเดินออกมาจากลำต้นที่ใช้บดบังกาย    หญิงสาวสวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสเลครัดรูปสีน้ำตาลเข้มดูทะมัดทะแมง  เส้นผมสีเทาถูกมัดรวบเอาไว้และสวมทับด้วยหมวกเบเรท์  มองอย่างไรก็คือเจ้าหญิงแอบออกมาจากปราสาทคนหนึ่ง

 

ใบหน้าเค้าโครงเดียวกับวัยเด็กแลดูสวยขึ้นกว่าในวันวาน   เติบโตตามความรับผิดชอบที่มากขึ้น   “ฉันโดนยุงกัดไปเยอะเลยนะกว่านายจะมา   ให้สุภาพสตรีมารอมันไม่เป็นสุภาพบุรุษหรอกนะ”   ดวงตาสีเทาเข้มจ้องหน้าชายที่นัดพบ

 

“ฉันไม่ได้ออกมาง่ายๆเหมือนคนที่มีคนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่นะ”   แม็คคอยหัวเราะเบาๆ   พาดพิงถึงผู้อำนวยการโรงเรียน Codex ที่ทำตัวเป็นพ่อบ้านของราชวงศ์ด้วย

 

โคลมผิวปาก  “เพราะมีรูมเมทแล้วล่ะสิ  รุ่นน้องน่ารักมั้ย?”   หญิงสาวถามไถ่อย่างใคร่รู้    เรื่องในหอพักที่เธอไม่มีประสบการณ์

 

“พูดเก่ง  เรียกฉันว่าพี่  ทำให้นึกถึงตอนเป็นเด็กอยู่หน่อยๆ”   ชายหนุ่มมองเหม่อ..  ภาพที่เด็กชายจากตระกูลทูนนัสยิ้มแย้มและเรียกเขาว่าพี่… ทั้งๆที่ทั้งคู่ไม่สามารถเป็นพี่น้องกันได้  ต่อให้มีสายเลือดมาจากต้นตระกูลเดียวกันก็ตามที

 

….น้องชายคนนั้นไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว…

 

แล้วชายผมเงินก็เบนสายตาไปยังหญิงที่มาหา  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอโผล่มา   เจ้าหญิงที่ชอบเถลไถลออกจากวังคนนี้มายังโรงเรียนนี้หลายต่อหลายครั้งแล้ว    “เมื่อปีก่อนฉันเห็นเธอแอบมาดูงานปฐมนิเทศน์  ปีนี้ไม่ได้มา  ติดภารกิจงั้นเหรอ?”

 

“เปล่าหรอก  ราล์ฟออกมาก่อนไม่รอฉัน ฉันก็เลยออกมาไม่ได้   แต่หมอนั่นบอกฉันว่าดีนมาที่โรงเรียนนี้แล้ว  จริงรึเปล่า?”   โคลมเร่งถามอย่างใคร่รู้

 

เรียวปากคมหยักยิ้มจางๆ   “มาแล้ว  ในที่สุดก็มาเสียที”   หลังจากเหยียบเข้ามาในโรงเรียนได้ 2 ปี…   ภาพในอดีตก็เดินเข้ามา

 

เจ้าหญิงได้ฟังข่าวดีนั้นแล้ว รอยยิ้มก็มาประทับบนริมฝีปากสีชมพู    “ดีใจด้วยนะ  ผ่านไปตั้งสองปี  ในที่สุดดีนก็มาซักที”  ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะได้เป็นอัศวินก็คงไม่เป็นปัญหา  อย่างน้อยก็มาถึงสถานที่แห่งนี้จนได้

 

แม็คคอยยิ้มกับตัวเอง  “อะไรๆคงเปลี่ยนแปลง แล้วเริ่มได้ซักที”   คำพูดนั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไร  ทว่าดวงตาสีเทาของหญิงสาวกลับมองด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย

 

“ดีนะที่ดีนมาแล้ว  นายจะได้มีความสุขขึ้น”   เธอจดจ้องมองใบหน้าของชายผมสีเงิน   มองไปยังผ้าปิดตาสีดำขลับ

 

มือใหญ่ยกขึ้นแตะดวงตาที่มืดบอดข้างนั้น    “ก็คงงั้น”   รอยยิ้มจางๆยากจะเดาความรู้สึกของชายหนุ่ม  แฝงไว้ด้วยหลากหลายอารมณ์นับตั้งแต่เข้ามาโรงเรียนแห่งนี้… หรืออาจจะก่อนหน้านั้น     ช่วงเวลานับจากเป็นเด็กจนกระทั่งโตขึ้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายๆอย่าง

 

วันนี้รู้สึกเหมือนได้กลับไปยังวันวานนั้นอีกครั้ง…

 

“แต่โคลม  ฉันก็ไม่ได้มีชีวิตในรั้วโรงเรียนแบบอมทุกข์หรอกนะ”   ชายหนุ่มถอนหายใจ    ซึ่งคู่สนทนาทำหน้าแบบเหมือนไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร

 

หญิงผมยาวเอียงคอมอง   “เหรอ  ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงนายเลยแอบออกมาดูบ่อยๆ”  ทำตัวประหนึ่งพี่สาวทั้งที่อีกฝ่ายเป็นพี่

 

“ฉันว่าเธอไม่ควรออกมาบ่อยๆ  ถ้าพวกนักเรียนหรืออาจารย์มาเจอจะเป็นปัญหา”   คงไม่ดีแน่ถ้าคนในราชวงศ์ออกมาเดินเล่นในยามวิกาลแบบนี้น่ะ

 

และประเด็นที่สำคัญที่สุด  ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าสวย   “อีกอย่าง  เธอคงไม่ได้ห่วงฉันหรอก  เธอก็แค่อยู่ในวังแล้วเบื่อซะมากกว่า”   ยื่นมือออกไปดีดหน้าผากเจ้าหญิงผู้ดื้อรั้น…

 

“แหม  นายก็พูดตรงเกินไปนะแม็ค”  ไม่ใช่เพราะเบื่อหน่าย  แต่ในปราสาทอันเงียบเหงาไม่มีเรื่องที่น่าสนใจเกิดขึ้นบ่อยๆ   …  เจ้าหญิงเพียงหนึ่งพระองค์  องครักษ์ ขุนนาง  สาวใช้  ความน่าตื่นเต้นเทียบไม่ได้กับการใช้ชีวิตในโรงเรียนแบบนี้หรอก

 

แม็คคอยถอนหายใจพลางยิ้ม   ถึงเขาจะเตือนไปบ่อยแค่ไหน  เธอคนนี้ก็ไม่ฟังเขาหรอก   “วันนี้เธอกลับไปเถอะ  เอาไว้ฉันจะพาดีนมาหา”  ยาวกว่านี้คงไม่เหมาะสมนัก

 

“โอเค  ไว้ฉันจะมาใหม่ อ่ะ!  แล้วเขาน่ะ  ได้เจอดีนแล้วรึยัง?”  เจ้าหญิงเอ่ยถามเมื่อเพิ่งนึกเรื่องนี้ออก  สีหน้าของคนฟังเปลี่ยนไปเป็นหมองลงเล็กน้อย

 

“ฉันไม่อยากพูดถึงหมอนั่นสักเท่าไหร่”   แม็คคอยบอกปัด  ถอนหายใจถึงใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่อย่างเหนื่อยหน่ายใจ

 

ดวงตาสีเทาจ้องมองกลับด้วยรอยยิ้ม  “เพราะงี้ล่ะ  ฉันถึงได้บอกว่านายน่าเป็นห่วงไงล่ะ”   โคลมชี้นิ้วกลับ เรียกเสียงหัวเราะจากนักเรียนหนุ่ม Codex อย่างมาก

 

“เธอห่วงตัวเองดีกว่าโคลม”   ห่วงตัวเองในฐานะที่เป็นเจ้าหญิงของดินแดนนี้…

 

ในตอนที่เด็กหนุ่มนักเรียนใหม่หลับไหลไปในห้องหอพักอันเงียบเหงา   ใต้ร่มของต้นไม้อันมืดสลัว  ชายหนุ่มและหญิงสาวนัดพบกันในยามค่ำคืนที่ไร้ผู้คน  ความสัมพันธ์ของทั้งสองซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเด็กยังไม่มีอะไรแน่ชัด…  เขาไม่ได้รู้เลยว่านอกจากตัวเองแล้ว… คนอื่นๆมีชีวิตอยู่อย่างไร….

 

ปลาซาดีนที่กลับคืนตลาดอาหารกระป๋อง

จะต้องรู้ว่าโลกหมุนไปอย่างไรแล้ว

 

แสงแดดส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้   เช้าวันแรกที่ได้ตื่นขึ้นมาในสถานที่ใหม่ซึ่งไม่ใช่บ้าน หรือเรือที่ออกเดินทะเล   ดวงตาสีฟ้าครามเปิดขึ้นมาเห็นผืนไม้ของเตียงชั้นบนก่อนเป็นลำดับแรก…   ห้องที่แปลกตาเตือนให้รู้ว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ไหน…   ที่นี่คือโรงเรียน Codex  และดูเหมือนรูมเมทของเด็กหนุ่มจะยังไม่กลับมา

 

ทุกอย่างในห้องยังคงอยู่ที่เดิมของมันตั้งแต่เมื่อคืน  มั่นใจได้เลยว่าเพื่อนร่วมห้องคงยังไม่โผล่มาเป็นแน่   ช่างน่าสงสัยจริงๆว่าห้องนี้ยังมีคนอยู่จริงๆหรือเปล่า   แต่เพื่อนเก่าบอกไว้ว่ามี อาจารย์บอกว่ามี เขาก็คงต้องเชื่อว่ามีคนอยู่ด้วย  ดีนลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจ

 

และไม่นานประตูห้องก็มีคนมาเคาะเรียก  เด็กหนุ่มเดินไปเปิดก็เห็นหน้าของเจ้าพาเฟียยิ้มแป้นมาตั้งแต่เช้า  “ดีน ไปกินข้าวแล้วก็ไปเดินดูตึกเรียนกันเถอะครับ”

 

“ เฟีย  นี่นายมาดักรอฉันตั้งแต่เช้าเลยเรอะเนี่ย….”   ตื่นมาก็เจอหน้าเพื่อนคนแรกในโรงเรียนนี้   เจ้าตัวคนฟังหาได้สนใจว่าอีกฝ่ายทำหน้าตายังไง

 

“ไปเปลี่ยนชุดแล้วไปโรงอาหารกันเถอะครับ!   พี่แม็คอาสาจะพาเดินชมโรงเรียน”    พาเฟียผลักอีกฝ่ายให้กลับเข้าห้องไปทำตามที่บอก

 

ดีนไม่หือไม่อืออะไร ยังไงเขาก็ไม่มีอะไรทำเป็นพิเศษ  เพื่อนร่วมห้องก็ไม่มี   เด็กหนุ่มผมน้ำเงินเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักเรียน  ถึงแม้จะไม่มีเรียน แต่ตามกฏระเบียบแล้ว นอกจากหอพักและเวลาเลิกเรียน  นักเรียนทุกคนของโรงเรียน Codex ต้องใส่เครื่องแบบนักเรียน ประหนึ่งต้องการให้ชินกับการใส่เครื่องแบบสักอย่าง

 

สามหนุ่มในชุดนักเรียนออกจากโรงอาหารเพื่อมาเริ่มต้นที่หอนาฬิกาอันเป็นใจกลางของโรงเรียน   วันนี้อากาศร้อนกว่าเมื่อวาน  อาจจะไม่ได้ร้อนมาก  แต่เครื่องแบบสีดำนั้นทำหน้าที่ดูดความร้อนได้ดีเลยทีเดียว    อุณหภูมิที่ควรจะเป็นจริงจึงต้องบวก 2 หรือ 3

 

จากหอนาฬิกามายังอาคารเรียนใหญ่อันเป็นจุดรวมห้องเรียนไม่ห่างไกลนัก    ตึกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อสร้างด้วยอิฐสีแดง  โดยรอบปลูกต้นไม้และตกแต่งด้วยเหล็กดัดเป็นรูปร่างต่างๆแทนรูปปั้น   ภายในมีทั้งหมด 3 ชั้น  ห้องเรียนมีลักษณะแบบเดียวกับห้องประชุมที่นั่งสโลปขนาดใหญ่หลายห้อง  มีจำนวนน้อยที่เป็นห้องเรียนมีโต๊ะนั่งธรรมดา และห้องเรียบๆอย่างห้องศิลปะ

 

แม็คคอยเดินนำรุ่นน้องทั้งสองคนไปพร้อมกับแนะนำส่วนต่างๆคร่าวๆ    “ถ้าอยากดูตรงไหนเป็นพิเศษบอกได้เลยนะ”   คนทำหน้าที่พาชมก็สังเขปได้ไม่ละเอียด

 

“แค่พาดูห้องเรียนก็พอแล้วครับ”  พาเฟียปัดมือไปมาด้วยความเกรงใจ    ดวงตาสีฟ้าเหล่มองการบอกปัดของเพื่อนข้างๆ…  ทีกับเขาไม่มีท่าทีแบบนี้เลยนะนั่น…

 

ชายผมเงินยิ้มให้  เส้นผมสีเงินช่างตัดกับสีดำของเครื่องแบบ  สิ่งที่สะดุดตารุ่นน้องทั้งสองคือหินสีซึ่งมีไว้บอกระดับ    ดีนมองดูหินสีที่ประดับบนปกเสื้อของเพื่อนเก่า  จำได้ว่าสีนั้นแสดงถึงลำดับชั้น…   “แม็ค  ขอดูหินประดับเสื้อนายชัดๆหน่อย”   ดีนก้าวมาดักหน้า

 

มองเผินๆแล้วไม่มั่นใจว่ามันเป็นสีแสดหรือว่าสีแดง   และเมื่อมองอย่างละเอียดก็เห็นชัดว่ามันคือสีแดงสด…   “พี่แม็คอยู่ระดับ 1 แล้วเหรอครับน่ะ?”   ตัวเก็งที่จะได้เป็นอัศวินในปีนี้….

 

แม้จะไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ในระดับหนึ่งจะถูกเลือก

แต่ก็นับว่าเป็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูแล้ว

 

เมื่อคืนวานเจ้าตัวบอกว่าเข้ามาเรียนที่นี่ได้แค่ 2 ปีเท่านั้น  จากระดับ 5 ขึ้นมาเป็นระดับที่ 1 ได้ในเวลา 2 ปี…  ดวงตาสีดำขลับมองใบหน้าบอกอารมณ์ไม่ถูกของเพื่อนสมัยเด็กแล้วเกาแก้มแก้เก้อ   ชายหนุ่มบอกปัดๆไปเมื่อวานไม่ยอมบอกตรงๆ

 

“มันไม่น่าตกใจขนาดนั้นหรอก  ถ้านายสอบเลื่อนได้เร็วใน 1 ปี”  แม็คคอยถ่อมตน   แต่เจ้าหนุ่มผมน้ำเงินกำลังหมองได้ที่….  ในสมองนึกไปถึงเรื่องของพี่ชายว่าอยู่ในโรงเรียนนี้นานขนาดไหน.. นับนิ้วเพราะจำไม่ค่อยได้  ตอนนั้นไม่ได้ใส่ใจ

 

เห็นแล้วเหงื่อตกชอบกล    “ก็ยังไม่ได้เป็นอัศวินหรอก  คู่แข่งมีอีกมาก”   ดีนอยากเดินไปหลบมุมเสาแล้วปลูกเห็ดขึ้นมาจริงๆ   เพื่อนเดินล่วงหน้าไปไกลแล้ว

 

“มีคู่แข่งที่นายกังวลด้วยเหรอ?   ยังมีอีกเหรอนั่น?”   ตระกูลแมคเคอเรลเป็นอัศวินมาทุกสมัย มีหรือจะสอบตก   อีกทั้งในอดีตพวกผู้ใหญ่ก็เคยบอกว่า 3 ตระกูลใหญ่ที่ผูกขาดตำแหน่งนี้คือ พิลชาดัส  แมคเคอเรล ทูนนัส

 

ตอนนี้ตระกูลทูนนัสยังไม่มีผู้สืบทอด พิลชาดัสก็เพิ่งเข้ามา

ตำแหน่งอัศวินมีหรือจะหลุดไปจากมือ

 

แม็คคอยยิ้มเฝื่อนๆไม่ยอมตอบตรงๆ   ชายหนุ่มจับไหล่เพื่อนสมัยเด็กผมสีน้ำเงินให้หันกลับไปเดินหน้า  “ฉันรอจบไปพร้อมพวกนายดีกว่า”   พูดทีเล่นทีจริงพลางหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี

 

“ถ้าเกิดพวกผมอยู่นาน พี่แม็คก็เป็นปู่โรงเรียนกันพอดีสิครับ”   หนุ่มแว่นจ้องหน้า  ไม่มีใครกำหนดขั้นต่ำขั้นสูงไว้  แต่อยู่นานไปก็ใช่ว่าจะดี…

 

รุ่นพี่หนุ่มขำขัน  “พวกนายคงไม่อยู่ที่นี่นานๆหรอก  ฉันเชื่ออย่างนั้น”   สายตาอันอบอุ่นมองสองคนตรงหน้า   สายตาที่ดูเชื่อมั่นจริงๆ

 

ดีนกับพาเฟียมองหน้ากัน  ได้ยินคำพูดแบบนั้นแล้วอดคิดไม่ได้ว่าต้องพยายามสักหน่อย  อาจเป็นแค่คำพูดตามมารยาท  แต่ในใจของดีน พิลชาดัสก็คิดว่าเป็นคำพูดจากใจจริง     “เอาสิ!   ฉันจะโดดขึ้นไประดับ 1 ให้ได้ใน 2 ปีเลยคอยดู!”   จะกร่างว่าปีเดียวก็คงเหลือเชื่อเกินไป

 

พาเฟียมองดูความมุ่งมั่นนั่น  อดสงสัยไม่ได้ว่าสองคนเพื่อนสมัยเด็กนี้มีข้อตกลงอะไรกันในอดีตหรือเปล่า  แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องที่เขาจะถามออกไปในตอนนี้ได้   ยามนี้ต้องเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจ    ดวงตาใต้แว่นมองไปยังหินสีแดงสดบนปกเสื้อของรุ่นพี่  ระดับ 1 ใน 2 ปี  ชายคนนี้ไม่ธรรมดา….  แม้จะเป็นทายาทของแมคเคอเรลก็ตาม

 

“สมกับเป็นตระกูลแมคเคอเรลนะครับ  เป็นเบอร์ต้นๆมาตลอดเลย”   เด็กหนุ่มสวมแว่นเอ่ยอย่างชื่นชม  ในอาณาจักรแห่งนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักตระกูลนี้หรอก…

 

โชคดีที่ครอบครัวอยู่คนละสายกัน

จึงไม่โดนสั่งสอนปลูกฝังให้เอาชนะตระกูลพวกนั้น

 

ชายผมเงินส่ายหน้าไปมา  ยิ่งเพื่อนสมัยเด็กถูกชมเชยมากขึ้น  ไฟความพยายามในตัวของดีนก็ยิ่งถูกปลุกขึ้นมามากเช่นเดียวกัน     แต่มันติดอยู่อย่างเดียว….    “โอกาสสอบได้ระดับ 1 ใน 1 ปีมันก็ยากไปล่ะนะ….”  คงทำไม่ได้หรอกตัวเขาน่ะ

 

“ก็มีหรอกนะ  คนที่สามารถเลื่อนขึ้นระดับ 1 ได้ใน 1 ปี”   น้ำเสียงทุ้มราบเรียบอย่างน่าประหลาด   หัวกะทิแบบนั้นก็น่าจะขึ้นเป็นอัศวิน หรือขุนนางในวังกันหมดแล้ว

 

ถ้ายังอยู่ก็คงมีบางอย่างติดค้างไม่ให้ไป…..

                เสียงเอะอะดังผ่านหน้าต่างที่เปิดอ้าไม่ห่างจากจุดที่ชายทั้งสามยืนอยู่   มันเป็นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด  ผสานมากับเสียงอึกทึกคึกโครม    ชายสวมแว่นที่ได้ยินแว่นเข้าโสตประสาทเป็นคนแรกหันไปมองก่อน   ขาขยับก้าวไปหาหน้าต่างนั่น

 

“เหมือนข้างล่างจะมีเรื่องกันนะครับ  ได้ยินเสียงเอะอะ”  ดีนและแม็คคอยหันตามชายที่สูงน้อยที่สุดไป  เมื่อตั้งใจฟังดีๆก็ได้ยินเช่นกัน

 

ทั้งสามมาหยุดยืนใกล้กับบานหน้าต่าง  ภาพด้านล่างเป็นฉากของการทะเลาะวิวาท  แต่เป็นการวิวาทที่คนจำนวนมากกว่าล้มหงายบาดเจ็บอยู่กับพื้น   ใบหน้าของคนพวกนั้นบอบช้ำ   ร่างกายก็มีบาดแผล    ภาพที่เด่นชัดขึ้นมาคือคนถูกรุมใช้ขาเตะซ้ำ

 

“เฮ้ย!”   ต่อมไม่ชอบการวิวาทใส่คนอ่อนแอกว่าของหนุ่มผมน้ำเงินถูกปลุกขึ้น   มือหมายจะปีนหน้าต่างโดดออกไป   แต่เพื่อนผมน้ำตาลอ่อนเกาะแขนหยุดเอาไว้

 

“อย่าใจร้อนสิครับ!”    นัยน์ตาสีฟ้าครามจ้องเขม็งไปยังนักเรียนผู้ก่อเรื่องวิวาทในสวนด้านล่าง   สีผมสะดุดตาเป็นอย่างแรก…

 

แววตาคมนั้นช่างเย็นชาและหยิ่งผยอง

 

ร่างกายของนักเรียนชายคนนั้นสูงใหญ่ดูมีกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง  เส้นผมสีแดงสดเหมือนโลหิตหวีเสยไปด้านหลัง  ปลายผมด้านหลังที่ยาวออกมาเล็กน้อยถูกมัดรวบเอาไว้   ชายผู้นั้นโยนร่างของเหยื่อคนสุดท้ายลงไปกองกับพื้น  ก่อนที่จะเดินไปหยิบเสื้อสูทตัวนอกของเครื่องแบบนักเรียนมาสวมใส่

 

เหมือนไฟที่พร้อมแผดเผาคนที่เข้าใกล้….

 

ดีนจ้องมองชายผู้นั้นนิ่งงัน   ยามเมื่อเรียวปากนั้นหยักยิ้มที่มุมปากประหนึ่งสะใจยิ่งชวนให้เลือดขึ้นหน้า   ครู่หนึ่งคล้ายกับว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่ามีคนจ้องจึงเบือนสายตาขึ้นมายังคนที่ยืนอยู่หลังหน้าต่าง    แต่ก็แค่ครู่หนึ่ง  เมื่ออีกฝ่ายทำสีหน้าไม่พอใจแล้วก็เดินจากไป

 

“นั่นเป็นรุ่นพี่เราสินะครับ… ตอนปฐมนิเทศไม่เห็นเจอ”   พาเฟียมองคนที่เหลืออยู่ในสนามนั้น   ไม่รู้หรอกว่าทะเลาะกันเพราะเรื่องอะไร  แต่ 5 ต่อ 1 แบบหมอบราบขนาดนั้น…

 

สายตาของแม็คคอย แมคเคอเรลทอประกายเย็นเยียบ   ดวงตาที่ไม่ถูกปิดด้วยผ้าปิดตาจดจ้องไปในสนาม  มองไปยังแผ่นหลังของเจ้านักเรียนผมสีแดงที่เดินห่างออกไป   “หมอนั่นเป็นคนที่เลื่อนระดับ1  ได้ 1 ปี”  เก่งกาจและน่ากลัว  ไม่สนใจใคร…

 

คำกล่าวนั้นพาให้รุ่นน้องสองคนตะลึง   “หา???  เจ้านั่นน่ะนะ!?”   ดีนไม่อยากจะเชื่อ  มองยังไงก็เหมือนพวกเกเรไม่คิดจะตั้งใจจะเป็นอัศวินเลยสักนิด

 

“อืม  เจ้าคนผมสีแดงคนนั้น…  ชื่อ อัลปาคาเรส”    นามที่เพรียกออกจากปากเพื่อนสมัยเด็ก  พัดพาให้ภาพของคนๆหนึ่งเข้ามาในสมอง

 

….เจ้าเพื่อนตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม….อ่อนแอและขี้แย….

 

ดีนหันสายตาไปจ้องสบนัยน์ตาสีดำขลับ   “ชื่ออะไรนะ…?”    ชื่อที่เหมือนกับเด็กชายตัวเล็กๆผมสีชมพูอ่อน  ทูนนัส อัลปาคาเรสที่อีกฝ่ายบอกว่าตายไปแล้ว….

 

…..หรือเป็นเพียงแค่คนชื่อเหมือนเท่านั้น…..

 

“หมอนั่นชื่อทูนนัส อัลปาคาเรส”    เพียงเท่านั้นดวงตาสีฟ้าครามก็เบิกกว้างขึ้น…  ภาพในอดีตหลั่งรินให้นึกถึงความหลัง    เด็กชายที่ตัวเองเป็นฝ่ายปกป้องมาตลอด….

 

หมอนั่นตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?

ตามคำบอกเล่าของคนที่เป็นเหมือนพี่ชาย…..

 

————————————————————————–

 

Free Talk : ตัวละครออกมาคาดว่าครบแล้ว ฮา เบ็ดเสร็จแล้วเรื่องนี้มีผู้หญิง 1 คนถ้วนที่เด่นๆ นอกนั้นเป็นมิตรภาพลูกผู้ชายไปหมดเลย (มิตรภาพลูกผู้ชายจริงๆนะ!) ตอนแรกที่เขียนโครงเอาไว้ตัวละครเอกจะได้เจอกันเร็ว แต่นี่กว่าจะเจอกันคือซอยมาเป็นตอนที่ 5 เข้าไปแล้ว

ความสัมพันธ์ของแม็คคอย เจ้าหญิงโคลม คลุมเคลือ แต่สองคนนี้มีอะไรที่คล้ายๆกันอยู่ ก็เลยเข้ากันได้

ปล. พาเฟียเป็นหอยลายก็เลยมีกล้ามเนื้อแข็ง

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 03/28/2014 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: