RSS

[Novel] C.A.N CH.6

04 เม.ย.

ดีน พิลชาดัสขมวดคิ้วหลังจากได้ฟังคำของเพื่อนสมัยเด็ก   ชื่อของนักเรียนแลดูอันตพาลผมสีแดงเพลิงนั่น คือ [ทูนนัส อัลบาคาเรส]  นามเดียวกับเพื่อนสมัยเด็กอีกคนหนึ่งในกลุ่ม 4 คน  เด็กชายผู้อ่อนแอและตกเป็นเป้ารังแกของพวกแก๊งเด็กเกเรเสมอๆ…

 

ใจหนึ่งคิดว่าอาจจะเป็นญาติที่มีชื่อเหมือนกัน  อีกใจหนึ่งก็ลังเลที่จะคิดว่าคืออัลบาคาเรสที่ตัวเองรู้จักเป็นอย่างดี   ดวงตาสีฟ้าตวัดมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง  มองแล้วชายผู้นั้นก็ไม่ได้เดินกลับมา   พวกนักเรียนที่โดนซ้อมก็แยกย้ายกันไปทำแผลแล้วด้วย

 

“ทูนนัสนี่  ตระกูลทูนนัสเหรอครับ  โห..!”  พาเฟียรู้สึกอึ้งทึ่งที่ได้เห็นลูกชายของบ้านตระกูลใหญ่ที่เลื่องลือ  ตระกูลผู้เป็นตัวเต็งของการเป็นอัศวินเสมอมา…

 

และเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของตระกูลแมคเคอเรล และพิลชาดัสในอดีต   “ใช่ ตระกูลทูนนัสนั่นล่ะ  ดูไม่น่าเข้าใกล้ซักเท่าไหรสินะ”   แม็คคอยยิ้มบางๆ

 

ดีนหันใบหน้ากลับมาหาชายหนุ่มผมเงินทันที  “แม็ค!  หมอนั่นชื่อทูนนัส อัลบาคาเรสจริงๆเหรอ   เป็นญาติอะไรกับอัลรึเปล่า  ก็นายบอกว่าอัลตายไปแล้วไง!”

 

คำถามของชายผมน้ำเงินพาให้เพื่อนผมสีน้ำตาลรู้สึกสับสนตามไปด้วย   สีหน้าและแววตาของคนถูกถามช่างดูนิ่งงันเสียเหลือเกิน  ดวงตาสีดำซึ่งไร้ผ้าปิดตาเบือนมองออกไปนอกหน้าต่าง  และสายตาก็กลับมาจ้องที่ใบหน้าของคนตั้งคำถามเหมือนเดิม

 

“ใช่  หมอนั่นตายไปแล้ว”   แม็คคอยตอบตรงไปตรงมา   ยิ่งทำให้คนฟังทั้งสองคนสับสนเข้าไปใหญ่…

 

พาเฟียเห็นสีหน้าสับสนของดีนก็รีบจับบ่า   “อาจจะเป็นญาติที่พ่อแม่เค้าจับมาเปลี่ยนชื่อเพื่อแทนลูกชายของตัวเองก็ได้นะครับ”  ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้…

 

“หมอนั่นไม่มีพ่อแม่  มีแต่ลุงกับป้า”   เพื่อนที่รู้จักเรื่องราวในครอบครัวนั้นดีในระดับหนึ่งรีบตอบกลับ  จะเป็นไปได้หรือว่าผู้นำตระกูลทูนนัสจะเอาลูกหลานคนอื่นมาใช้ชื่อนั้นแทน…  ออกจะแปลกประหลาดไปเสียหน่อย…

 

ดวงตาสีฟ้าจ้องตาสีดำนั้นกลับ  แม็คคอยก็ช่างนิ่งเสียเหลือเกิน    อัลบาคาเรสที่เขารู้จักนั้นมีเส้นผมสีชมพูอ่อน  ร่างกายผอมบางมีรอยบาดฟกช้ำติดตัวอยู่บ่อยๆ  เป็นคนที่เจ้าน้ำตา  ไม่ทำร้ายใครกลับ มีแต่ให้เขาออกโรงปกป้องอยู่เสมอๆ….  นั่นคือเพื่อนสมัยเด็กคนสำคัญที่เขารู้จัก….

 

แล้วผู้ชายผมแดงคนนั้นคือใครกันล่ะ?

 

“แม็ค  ฉันถามจริงๆ  นายอย่าโกหกฉันนะ  อัลตายไปแล้วจริงๆน่ะเหรอ?   อัลที่นายรักเหมือนน้องชายน่ะ?”   คำถามที่ออกจากปากของดีน  ขับพาให้ใบหน้าคมของแม็คคอยมีประกายความเหงาซ่อนอยู่…

 

น้องชายซึ่งไม่อาจเป็นน้องชายได้  ไม่สามารถทำตัวเป็นพี่ชายได้  เป็นพี่น้องกันไม่ได้ เพราะความขัดแย้งที่มีต่อกันของสองตระกูล ทั้งๆที่มีสายเลือดเดียวต้นตระกูลเดียวกันเหมือนเป็นญาติ   ชายผมสีเงินคลี่ยิ้มตอบกลับดวงตาที่จริงจังของคนถาม

 

“หมอนั่น……….”

 

“แม็คคอย!  ไปช่วยพวกเราซ้อมหน่อย ว่างใช่มั้ย!”  อ้าปากเปล่งเสียงยังไม่ทันจบประโยค  กลับมีคนวิ่งเข้ามาแทรกบทสนทนา    ตัวประกอบหน้าตาดาษๆคนหนึ่งในชุดนักเรียน   หินสีที่ประดับอยู่ที่ปกเสื้อเป็นสีเหลือง  แสดงว่าอยู่ในระดับที่ 3

 

ชายผมเงินจู่ๆก็โดนเรียกจึงข้ามประเด็นที่โดนถามไป   หันไปสนใจคนที่มาหาก่อน  “จริงๆก็ไม่ได้ว่างหรอก  ต้องพานักเรียนใหม่ไปเดินดูโรงเรียนน่ะ”

 

“ไม่เป็นไรครับ!  ผมกับดีนดูโรงเรียนต่อเองได้ พี่แม็คไปธุระเถอะครับไม่ต้องห่วงพวกเรา”   พาเฟียรีบปัดมือให้รุ่นพี่ไปทำอย่างอื่น

 

ส่วนหนึ่งก็มาจากสีหน้าของเพื่อนคนแรกในโรงเรียนที่ดูตึงเครียดมากเกินไปแล้ว     “แต่ฉันยัง….โอ๊ย!”   ดีนจะเค้นถามต่อ  กลับโดนเพื่อนตัวเตี้ยกว่าเตะเข้าน่องซะงั้น…..

 

มีหรือที่นักเรียนรุ่นพี่ผมสีเงินจะไม่เห็น  เห็นเต็มๆตาเพราะมันไม่เนียน  ก็ทำได้แค่ยิ้มกลั้นขำ   “นายทำอะไรฮ่ะเฟีย!!”   ดีนหันไปกระชากคอเสื้อ  สั่น!  น่องสั่นเลยทีเดียว แรง!!

 

“ถ้าพวกนายเดินดูกันต่อเองได้  ฉันก็ขอตัวก่อน  ไว้เจอกันที่หอพักก็แล้วกัน   แล้วเจอกัน”  แม็คคอยเดินไปพร้อมกับตัวประกอบที่เข้ามาเรียก

 

ดีนตั้งท่าจะเรียกกลับมาก็โดนเพื่อนข้างหายสะกัดดาวรุ่งไว้ก่อนอีก  “เฟีย!  นายจะขวางฉันทำไมเนี่ย  ฉันยังไม่รู้เรื่องที่อยากรู้เลย!”  มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก….

 

“ผมว่าดีนไปเค้นถามพี่แม็คตอนนี้ก็คงไม่ได้เรื่องหรอกครับ   ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้  แต่ดูสีหน้าพี่แม็คแล้ว… ไม่น่าจะไปถามละเอียดๆ….”    เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง..  เพราะเขาเป็นคนนอกและคนกลางจึงรู้สึกได้เป็นพิเศษกระมัง….

 

ทั้งที่ดูเป็นรุ่นพี่ที่ใจดี สุภาพ มีภาพลักษณ์ของความเป็นพี่ชาย

แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบ…

 

ดีนฟังคำแนะนำของเพื่อนคนแรกในโรงเรียน  เขาไม่อยากยอมรับคำพูดของอีกฝ่าย  แต่น้ำหนักมันก็น่าเชื่อถือ  ถ้าพิจารณาจากที่พูดแบบกั๊กๆตลอด  ถ้าเป็นแม็คคอล แมคเคอเรลในอดีตจะต้องบอกเขาอย่างละเอียดแล้ว…  สองตระกูลนั้นเป็นคู่แข่งและศัตรู  บางทีช่วงเวลากว่า 10 ปีนี้คงมีหลายอย่างเกิดขึ้นจริงๆ…

 

“ก็ได้  ฉันจะไม่ถามแม็คก็ได้  แต่ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่าหมอนั่นทำไมชื่อเหมือนอัล”   ไม่เข้าถ้ำเสื้อก็ไม่ได้ลูกเสือ  ไม่ได้ค้นซอกหิน คงไม่เจอไข่ปลา

 

“ดีน… นายคงไม่คิดจะไปตามหาคนๆนั้น แล้วก็ไปถามต่อหน้าเลยหรอกนะ….”  ภาพร่างสูงใหญ่ผมสีแดงเพลิงกระทืบต่อยตีนักเรียนคนอื่นมันติดตา… จะโดนตื้บเอามั้ยน่ะ

 

ชายผมน้ำเงินยักคิ้วชวนให้คนมองเริ่มคิดหนักและเป็นห่วงขึ้นมาแล้ว   ความกล้านี้จะออกดอกผลมาเป็นอะไร  จะโดนต่อยเอาหรือไม่…   ที่แน่ๆพาเฟียก็ได้รู้ว่ากลุ่มเพื่อนสมัยเด็กกลุ่มนี้อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่าวัยเด็กธรรมดาๆ   เพราะมันผิดจากที่ตอนเด็กๆเขาเคยได้ยินมาเลย

 

สามตระกูลที่เคยเป็นเต็งหนึ่งมาด้วยกันมาตลอด

แค่เด็ก 3 คน จากตระกูลคู่แข่งเป็นมิตรกันก็น่าแปลกใจแล้วล่ะ

 

************************************************************

 

            ยอดขายในบัญชีของทูน่า แมคเคอเรล ซาดีน  มันกินกันไม่ลง

 

เด็กหนุ่มสองคนในชุดพนักงานพาร์ตไทม์ยืนตรวจสอบสต็อกสินค้าที่อยู่ในโกดังหลังซุปเปอร์มาเก็ต   สินค้าแต่ละอย่างถูกแบ่งเอาไว้เป็นส่วนๆเพื่อให้หาง่าย   บรรดาอาหารกระป๋องก็วางอยู่ในระแวกเดียวกันหมด  ทั้งปลากระป๋อง  หอยลายกระป๋อง  ผักดองกระป๋อง  ผลไม้กระป๋อง  และอีกสารพัดอาหารที่อยู่ในกระป๋องบรรจุถนอมอาหาร

 

หนุ่ม A ยืนนับจำนวนลังและดูตัวเลขในกระดาษสีขาวที่พกมาด้วย   อันไหนที่มีจำนวนตรงกับของที่อยู่ในโกดังก็จะขีดเครื่องหมายถูกลงไป  อันไหนที่ไม่ตรงกันก็มีกากบาทเอาไว้และระบุของที่ขาด  ส่วนหนุ่ม B  ก็อยู่ระหว่างเปิดลังเพื่อตรวจดูของ

 

“อืม….. ลังนี้แอบมีสนิม ต้องบอกผู้จัดการ”  ผลไม้กระป๋องยี่ห้อหนึ่งมีรอยสนิมที่ขอบของกระป๋องโลหะ  สินค้าที่เสื่อมสภาพแบบนี้จะขายหรือทำอย่างไรต่อต้องปรึกษาคนมีอำนาจ

 

บางลังก็เป็นของค้างปี ค้างสองปี  ของแบบนี้ขายไม่หมดก็ควรจะทำอะไรสักอย่าง… ขายออกไปแล้วลูกค้าไม่พอใจจะเกิดเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ ซ้ำร้านซุปเปอร์มาเก็ตจะโดนฟ้องได้อีกตะหาก   “ปีนี้ทูน่าขายดีว่ะ  สงสัยมาจากกระแส Omega-3 ในทีวี”

 

“ก็มันมีประโยชน์กว่าแมคเคอเรลหรือว่าซาดีนนี่หว่า ถึงจะแพงกว่า”   สารอาหารของทูน่ามากกว่าอีกสองชนิดแบบเทียบไม่ติด

 

หนุ่ม A ผู้เป็นแฟนบอยของปลาซาดีนกระป๋องหันมองค้อนใส่  “ใช่ซี่  แต่ถึงงั้นฉันก็ชอบซาดีนมากกว่า”  สมกับเป็นแฟนบอยและอวย….

 

คนฟังถอนหายใจในความดื้อดึงของฝ่ายตรงข้าม  จะเถียงกันเรื่องปลากระป๋องมันก็ใช่เรื่อง   แต่เหมือน A จะไม่ยอมจบและยิงประเด็นใส่ B ต่อ  “แล้วถ้าเป็นนาย นายจะเลือกอะไร!  ซาดีน ทูน่า แมคเคอเรล!  นายจะกินอันไหนวะ!”  ศึกตัดสินความนิยมปลากระป๋อง….

 

คนโดนถามทำหน้าตาไร้ความรู้สึก  “ฉันไม่ชอบกินปลา”   เท้าความจากคราวก่อน…  หนุ่ม B ไม่ได้ชอบกินปลาเลยซักนิด

 

“เหอะน่า!  ถ้าเกิดนายจะกินไงเล่า นายจะเลือกอะไร!”    มาเถียงกันเรื่องของปลากระป๋อง  ถ้าตอบกวนโอ๊ยจะมีสิทธิ์ตัดมิตรภาพกันด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้มั้ย….

 

แล้ว B ก็ต้องถอนหายใจเพราะ A อีกหลายๆรอบ   “ฉันเลือกหอยลายกระป๋อง เอาไปกินกับเบียร์”   อีกาและจุดไข่ปลาปิดผ่านหน้าชาย A ไป…..

 

กับแกล้มเหล้ายอดนิยมลำดับรองๆจากถั่วคั่วเกลือ…..

 

เพื่อนสนิท (ล่ะมั้ง)  ถึงกับไปต่อไม่ถูก  ไม่กินปลาก็เลยเลือกหอยลาย  และเอาไปทานคู่กับเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องอย่างอื่นด้วย…  อย่างกับทฤษฎีที่ค้นพบก่อนหน้านี้ที่แคชเชียร์ว่าคนที่ซื้อเบียร์กระป๋อง ก็มักจะซื้อกับแกล้มไปด้วย

 

“ทำงานได้แล้ว  นายจะช็อกไปไหนแค่ฉันไม่กินปลา”   แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ต้องเตือนเพื่อนให้ทำงาน   ถ้าปล่อยให้ทำงานพาร์ตไทม์คนเดียวจะโดนหักเงินเดือนไปหมดแล้วหรือเปล่า….

 

ในซุปเปอร์มาเก็ตนี้ยอดขายของสินค้าประเภทกระป๋องโลหะ  อันดับต้นๆคือ เครื่องดื่มบรรจุกระป๋อง  นั่นคือเบียร์และน้ำอัดลม  รองลงมาเป็นพวกอาหารทะเลกระป๋อง และลำดับหลังก็คือผลไม้กระป๋อง…  สองอย่างหลังจะตีตื้นยอดขายขึ้นมาได้ยาก

 

มันช่างดูคล้ายกับสงครามที่ไม่มีทางสิ้นสุดลง…..

 

***************************************************************************

 

สงครามของสามแผ่นดินของ C.A.N Universe ที่พระเจ้ากำหนดมา

 

เจ้าหญิงผมสีเทายาวนั่งอ่านหนังสือเล่มหนา  เธอสวมใส่ชุดเดรสกระโปรงยาวแต่ทะมัดทะแมงเคลื่อนไหวสะดวกสีขาว  ข้อความในหนังสือมีทั้งรูปเขียนและตัวอักษร  ทุกอย่างเขียนบันทึกเรื่องราวของสงครามหลายๆครั้งของ 4 ราชวงศ์ผู้สืบสายเลือดบริสุทธิ์แห่ง Steel

 

สายเลือดหนึ่งเดียวที่แยกออกเป็น 3 ฝั่ง  แดนเหนือ Phosphate และ  Chromate  แดนใต้ Aluminum   และดินแดนหมู่เกาะของ Chromium

 

ในบันทึกประวัติศาสตร์ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษตราบจนถึงรุ่นพ่อแม่ของเธอ   มีเพียงสองสามครั้งเท่านั้นที่ Chromium  จะเป็นฝ่ายชนะในสงคราม    ชัยชนะแต่ละครั้งแทบจะเป็นการชิงดำชิงดีของดินแดนเหนือและใต้  ซึ่งหลายๆครั้งคนที่คว้าชัยไปได้ก็คือ Aluminum

 

ทั้งสองอาณาจักรนั้นมีอัศวินที่แข็งแกร่งจำนวนมาก  ฟอสเฟตกับโครเมต มีกลุ่มนักบวชสีเหลืองทองที่ได้รับพลังจากทุ่งบาร์เล่อันศักดิ์สิทธิ์ของที่นั่น   ส่วนอะลูมิเนียมก็มีพวกโฮมุนครุสที่แปรธาตุมาจากทะเลสาบหลากสี  อัศวินที่บ้าเถื่อน…

 

ดวงตาสีเทาปรือหลับตาลง…  การแพ้สงครามนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่น่าอับอาย  แต่สิ่งที่มากกว่าความอับอายคือความรู้สึกผิดที่พวกอัศวินของราชวงศ์โครเมียมต้องไปตายอย่างสูญเปล่า   บางครั้งสภา Codex ก็ทำดีที่สุดแล้วในการคัดเลือกคน  แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ดีหมด….

 

ที่ผ่านมาผู้นำของกลุ่มอัศวินมาจาก 3 ตระกูล…

พิลชาดัส ทูนนัส แมคเคอเรล

 

นึกถึงทั้งสามชื่อนั้นแล้ว ใจก็นึกถึงเพื่อนทั้งสามคนขึ้นมา…  ราวกับเป็นโชคชะตาบันดาลให้ได้เจอกับเด็กพวกนั้น  ณ ตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่อยากให้พวกเขามาเป็นอัศวินเพื่อจะได้พบกันอีกสักครั้ง ในฐานะที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กในความทรงจำ..  แต่ในฐานะของเจ้าหญิงผู้ครองอาณาจักรในตอนนี้  เธอก็ยิ่งอยากให้พวกเขาได้มาเป็นอัศวิน…   กลุ่มที่เธอสามารถวางใจได้หมดใจ….

 

“ต้องเป็นพวกนาย…ต้องเป็นพวกนายนั่นล่ะ…”  เสียงใสพึมพำกับตัวเอง  ทั้งสามคนซึ่งมีสายใยมิตรภาพ   และในที่สุดดีน พิลชาดัสก็มาที่โรงเรียนนั้นเสียที

 

พ่อบ้านควบตำแหน่งประธานของสภา Codex และควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน เดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  ในมือถือถาดขนมมาให้คุณหนูที่น่ารัก  (แต่หน้าตา)  ชายผมสีทองเดินมาหยุดอยู่ข้างๆและวางจานลงไปบนที่ว่างของโต๊ะอย่างเบามือ

 

“ตั้งใจอ่านหนังสืออีกแล้วนะคุณหนูของฉัน  อ่านจนทะลุก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”  เรื่องของสงครามที่ยังมาไม่ถึงในตอนนี้

 

ได้ยินคำกวนของราล์ฟ  มือเรียวบางก็ปิดหนังสือลงและหันมาเหลือบมอง   “มันต้องศึกษาสิ  แล้วนายไปไหนมา?”

 

เรียวปากคมยิ้มที่มุมปาก   “ไปหยอกเฮอริงมา   เจอที่ทางเดินตอนกำลังจะเอาขนมมาให้คุณหนูของฉันพอดี”  ได้ยินแบบนั้นแล้วเจ้าหญิงก็ได้แต่ถอนใจ…

 

“นายนี่นะ…. เอาเถอะ  เฮอริงก็รับมือนายได้ดี   ว่าแต่ราล์ฟ…. ในการสอบครั้งต่อไป  นายคิดว่าสองคนนั้นจะตกอีกมั้ย?”    หญิงสาวเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง

 

คิ้วคมเลิกขึ้น  พยายามคิดตามคำถามของคุณหนู   “ถ้าเหมือนเดิมก็คงไม่ผ่านหรอก  ฉันไม่เลือกคนเก่งที่น่าจะมีปัญหา   มันถือเป็นของเสียนะ”   เก่งอย่างเดียวไม่ได้  นั่นเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่สภา Codex ต้องคัดกรองให้ดี

 

โคลมฟังคำของผู้อำนวยการโรงเรียนผู้เป็นคนเลือกแล้วปลงๆ   มันช่วยไม่ได้   “เอาเถอะ  แต่ฉันเชื่อว่าจะมีอะไรๆดี เพราะในที่สุดดีนก็มาแล้ว”  เพื่อนผมสีน้ำเงินที่ทำตัวเป็นหัวโจกของกลุ่ม 4 คน  ในที่สุดก็กลับมาจากการออกทะเลไปนาน

 

“คุณหนูของฉันดูมั่นใจนะ  เดารึเปล่า~”  น้ำเสียงแกมหยอกล้อที่แสนคุ้นเคย

 

หญิงสาวผมเทายิ้มเยาะ   “ก็เดาน่ะสิยะ   แต่ถึงจะเดา  ฉันก็ยังเชื่อว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้น”  สันนิษฐานเอาล้วนๆ

 

ชายผมสีทองโต้ตอบกลับทันที   “โดยที่คุณหนูของฉันจะคอยจับตามองอย่างใกล้ชิด  ด้วยการแอบไปที่โรงเรียนนั้นบ่อยๆ?”

 

“ใช่ ตามนั้นแหละ  ถือว่าจากนี้ฉันไม่ต้องบอกนายแล้วนะว่าฉันหายไปไหน  มีใครหานายก็จัดการด้วย  ถ้าพวกเค้ายังเรื่องมาก  นายก็จดชื่อเอาไว้  ฉันจะมาจัดการทีหลัง”   ช่างเป็นเจ้าหญิงที่ไม่มีความอ่อนหวานเอาเสียเลย…

 

น่าเป็นห่วงว่าสายเลือดจะมีคนสืบทอดหรือไม่

หากว่าเจ้าหญิงโคลมจะขายไม่ออก

 

เสียงจามดังขึ้นในสวนหย่อม   ดีนจามติดๆกันถึงสามครั้งราวกับมีคนกำลังนึกถึง   พาเฟียที่หวังดีคิดว่าเพื่อนจะเป็นหวัดก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้     ตั้งแต่ตอนเช้านักเรียนใหม่ทั้งสองก็ออกสำรวจส่วนของอาคารเรียนจนทั่ว   ถ้าไม่หลงลืมก็คิดว่าจำจุดสำคัญแต่ละจุดได้แล้ว

 

จะมีก็แค่บางส่วนที่ไม่สามารถเข้าไปได้  อย่างเช่นห้องของผู้อำนวยการ  ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีคนอยากเข้าไปยุ่งหรอก  ทุกคนที่เกือบเดินผ่านทางนั้นจะเวียนกลับทันทีอย่างน่าสงสัย  เรื่องนี้ทั้งสองจะเก็บไปถามรุ่นพี่ผมสีเงินอย่างละเอียดอีกที.. แม้จะพอเข้าใจว่าผู้อำนวยการโรงเรียน Codex มีบางอย่างที่น่าขนลุกก็เถอะ

 

สองหนุ่มที่เริ่มไม่มีอะไรทำเดินลงบันไดกลับมายังทางเข้าด้านหน้าของอาคารเรียน   “ดีน พวกเรากลับหอดีมั้ยครับ?”    นอกจากหอพัก อาคารเรียน ก็ไม่มีที่ไหนที่น่าสนใจอีก

 

“นั่นสิ  กลับหอก็ดี  เผื่อว่าฉันจะได้เจอรูมเมทด้วย   จะไม่กลับมาบ้างเลยรึไงนั่น”   ช่างเป็นคนที่มีปริศนา  ทำไมปริศนามันเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่เหยียบเข้ามาในโรงเรียน

 

เรื่องของรูมเมทที่ยังไม่รู้ใช่คนหรือเปล่า  เรื่องของทูนนัส อัลบาคาเรสที่มีคนบอกว่าตายไปแล้ว  เรื่องตาข้างที่บอดของแม็คคอล แมคเคอเรล  และไหนจะเรื่องของอนาคตในโรงเรียนของเขาอีก…    ราวกับตัวเองได้เหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญหน้า…

 

“อ่าว ดีนครับ มัวแต่เหม่อ  นึกว่าเดินตามมาแล้วซะอีก”    รู้ตัวอีกทีดวงตาสีฟ้าก็เห็นว่าเจ้าหนุ่มแว่นเดินพุ่งห่างออกไปไกลแล้ว… หมอนี่มัน!?

 

“จะเดินไปก็ส่งเสียงบอกบ้างสิเฟียเฮ้ย!”    บทจะพูดมากก็พูดมากซะเหลือเกิน  บทจะไม่พูดบอกกันก่อนก็เดินตัวปลิวไปก่อนซะอย่างนั้น….

 

หอพักที่กลับมาถึงก็เหมือนอย่างเมื่อวานนี้ และตอนเช้าที่เดินออกมา  นักเรียนที่ว่างกระจัดกระจายกันจับกลุ่ม บ้างก็นั่งคนเดียว  จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเข้ามาผูกมิตรกับทั้งคู่นอกจากรุ่นพี่ผมสีเงินที่เป็นเพื่อนสมัยเด็ก   บางทีเมื่อเรื่มการเรียนการสอน ตอนนั้นคงเป็นช่วงที่แต่ละคนมองเห็นความน่ากระชับมิตรของฝ่ายตรงข้ามกันแล้ว

 

เพราะยังไงก็ถือเป็นคู่แข่งกันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งอัศวิน…  ปีนี้ก็ไม่รู้ว่าจะกำหนดรับกี่คนเสียด้วย  ถ้าเลือกเพียงคนเดียว  คิดแล้วคงเกิดเหตุการณ์สยองๆขึ้น   ดีนหันไปมองคนข้างๆที่เงียบไปจนผิดปกติ   เมื่อหันไปมองหน้าก็ตามคาด…  เจ้านี่เริ่มเงียบเพราะจะเดินหลับ!

 

“นายจะเครื่องดับแล้วเรอะนั่น… มิน่าเงียบชะมัด…”  ปกติพูดไม่หยุดหย่อน  อาการเดียวกับเมื่อคืนวานที่ผ่านมาไม่มีผิด

 

พาเฟียผงกศีรษะขึ้นลงเหมือนคนวิญญาณใกล้จะออกจากร่างไปหาเตียง   “คงเดินมากไปหน่อยครับ ผมก็เลยง่วงเร็วซะแล้ว….”  ถ้าเป็นขุนนางได้จะหลับคากองงานหรือเปล่า….

 

ดีนยกมือขึ้นนวดขมับ   “งั้นไปนอนไป๊  กลับห้อง  ตอนเย็นค่อยว่ากันอีกทีตอนลงมากินข้าว”  เอื้อมไปจับแขนเพื่อนคนแรกพาเดินไปด้วยกัน… ปล่อยไปเดี๋ยวจะเดินกลิ้งตกบันไดเอาได้ในสภาพแบบนี้

 

นึกถึงเพื่อนสมัยเด็ก…. ที่เขาต้องคอยดูแลอยู่เสมอๆ….

 

อัลบาคาเรสตายไปแล้วเหรอ?  ทำไมถึงตายได้?  เท่าที่รู้มาร่างกายของหมอนั่นมักจะมีรอยแผลที่เกิดจากการทารุณที่เขาไม่รู้ว่าด้วยอะไรของบ้านทูนนัส..   เคยได้ยินมาว่าท่านลุงของอัลบาคาเรสเป็นเจ้าบ้านที่เข้มงวดและโหดมาก  หมอนั่นโดนลงโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก… แต่ก็ยังดื้อมาหาพวกเราที่ริมทะเล….

 

ไม่อยากจะเชื่อว่าจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว

 

นักเรียนหนุ่มผมสีน้ำเงินลากคอเจ้าหนุ่มแว่นกลับเข้าห้องของตัวเองไปได้ก็เป็นอันว่าหมดภาระ   ดวงตาจับจ้องมองดีๆก่อนว่าอีกฝ่ายจะไม่กลิ้งลงมาจากเตียงสองชั้น  เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวนอนนิ่งเหมือนก้อนหิน…  ก็เริ่มคิดว่าไม่ควรมาเห็นหรือเปล่า น่ากลัวชอบกล….

 

แล้วดีนก็กลับออกมาจากห้องนอนของพาเฟียและแม็คคอย    เท้าก้าวเดินกลับมายังห้องของตัวเอง  ทันทีที่บิดลูกบิดก็พบว่ามันล็อกอย่างเคย   หยิบกุญแจออกมาเปิดแล้วก็พบกับความว่างเปล่า   รูมเมทของเขายังไม่กลับมา  สรุปว่าจะกลับมาไหม?

 

“ออกจากโรงเรียนไปแล้วรึเปล่าฟะ….”  แต่เท่าที่ฟังแม็คคอยมาก็คงไม่ใช่หรอกนั้นหรอก   จะต้องยังอยู่ เพียงแค่ยังไม่กลับมาเท่านั้นเอง

 

ดีนนั่งคิดแล้วก็นั่งมองรอบๆห้อง  หยิบหนังสือมาอ่านเล่นบ้าง  แต่อ่านแล้วเปลือกตามันก็หนักเหมือนเป็นก้อนหินมาทับ  ความง่วงเข้าครอบงำ..  ในที่สุดเขาก็เอนกายลงนอนบนเตียงชั้นล่างที่ยังไม่รู้เจ้าของไปเรียบร้อย…  เข้าสู่การฝันกลางวัน…

 

….เขาฝันเห็นพวกเราสี่คนริมทะเล…

 

ความทรงจำและคำสัญญาที่ว่าจะกลับมาพบกันใหม่   การพบกันที่ก่อให้เกิดแรงผลักดันที่จะเป็นอัศวินของราชวงศ์…  ไม่ใช่เพื่อแผ่นดินนี้เสียทั้งหมด  แต่เพื่อได้กลับมาพบกับเพื่อน ได้สู้ไปพร้อมกับเพื่อนๆ  ได้เป็นอัศวินของเจ้าหญิงที่เป็นเพื่อน…   แล้วท้ายที่สุดความภาคภูมิใจของตระกูลพิลชาดัสที่สูญเสียไปก็จะกลับมา…

 

เขาจะต้องจบไปจากโรงเรียน Codex ในเวลาอันสั้นให้ได้…  ให้ได้เห็นศักดิ์ศรีของความที่เคยเป็น 1 ในตระกูลตัวเก็ง… ก็ว่าไปนั่น…  คนอื่นฝีมือระดับไหนก็ยังไม่รู้เลย  แล้วทำไมเขาต้องคิดเรื่องเครียดๆในความฝันด้วยล่ะเนี่ย?    ความฝันต้องเป็นเรื่องสนุกสนานสิ!

 

แต่แล้ว…   “เฮ้ย  นายน่ะ….”  เสียงทุ้มหนึ่งแทรกผ่านเข้ามาในความฝันริมทะเลของเขา  เสียงก้องมาจากไหนสักแห่ง

 

“เสียงใครวะนั่น…”    ดีนในความฝันมองไปรอบๆ   เสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน  ไม่ตรงกับคนรู้จักคนไหนเลย แม้กระทั่งผู้อำนวยการของโรงเรียน Codex

 

“เจ้าคนที่แย่งที่นอนของฉันน่ะ”   ประโยคต่อมาเริ่มปลุก   ภาพความฝันค่อยๆดับวูบลง  เปลือกตาในโลกแห่งความจริงขยับ… แต่หาได้ลืมตาขึ้นไม่

 

“………..ใครแย่งที่นอน…….. เตียงนี้ไม่มีคนนอน……..”   ดีนยกมือขึ้นมาปัดไปมา   ตามันเปิดไม่ขึ้นเพราะยังไม่ใช่เวลาที่จะตื่น…

 

ดูเหมือนคำพูดนั้นจะไปกระตุกต่อมบางอย่างของคนที่มาเรียกเข้า   “นี่มันเตียงของฉัน  อย่ามายุ่งในที่ของฉัน  ไอ้คนชั้นต่ำ”   ดีนสัมผัสได้ถึงมือใหญ่ที่คว้าเข้ามาที่คอเสื้อเชิ้ตของเขา  และหลังจากนั้นร่างก็ลอยขึ้นในอากาศตามแรงดึง…

 

“เฮ้ย!!!”   ลืมตาไม่ทัน  ร่างกายก็ถูกเหวี่ยงออกไปแล้ว…

 

โครม!!!

 

ร่างของดีน พิลชาดัสลงไปกลิ้งกับพื้น   เป็นการไล่ที่ที่โหดร้ายมาก   แต่ก็ทำให้นักเรียนใหม่ลืมตาตื่นได้เต็มที่   เมื่อตั้งหลักได้เด็กหนุ่มก็รีบลุกขึ้นมายืนชี้หน้าใส่คนแปลกหน้าผู้นั้นทันที    “เฮ้ย!!!   ใครสั่งใครสอนให้โยนคนอื่นออกจากเตียงฮ่ะ!!”   เหวี่ยงอย่างกับเป็นกระสอบ

 

“ทำไมฉันจะทำไม่ได้?”    เสียงนั้นตอบกลับมา…  พร้อมกับดวงตาสีฟ้าครามที่เบิกกว้างขึ้นเมื่อได้เห็นหน้าของคู่กรณีเต็มๆตา ชัดเจน….

 

เส้นผมสีแดงเพลิงหวีเสยไปด้านหลัง ปอยผมที่ยาวมัดรวบเหมือนหางเต่าน่าดึงด้วยความแค้น  นัยน์ตาสีดำสนิท   ใบหน้าที่เชิ่ดมองจากส่วนสูงที่สูงกว่า  มันช่างดูเย่อหยิ่งชวนกระโดดเตะปาก  แต่ถึงกระนั้นก็เป็นชายที่หน้าตาดีอยู่  สูงใหญ่กว่าเขา….

 

“นาย…….เจ้าคนที่มีเรื่องในสวน!”    ชื่อของคนตรงหน้านั้น   เป็นชื่อที่เหมือนกับเพื่อนสมัยเด็กคนสำคัญของเขา   มองระยะประชิดแบบนี้แล้วช่างแตกต่าง….

 

ไม่เหมือนอัลบาคาเรสที่เขารู้จักเลยสักนิดเดียว

 

จะเหมือนกันอย่างเดียวก็คงจะเป็นตาสีดำขลับ   เส้นผมสีแดงเพลิงนั่นเคยเห็นว่าเจ้าบ้านนั้นผมสีแดง    ชายผู้มีชื่อว่าอัลบาคาเรสเลิกคิ้ว   ปลายตามองเจ้าคนเตี้ยกว่าประหนึ่งเป็นอากาศธาตุ   มองตั้งแต่หัวจรดเท้า  “แล้วไง?   อย่ามาชี้หน้า ฉันไม่ชอบ”

 

สายตาที่จ้องประหนึ่งจะหักนิ้วได้   ดีนก็ลดนิ้วของตัวเองลงทันที    ดวงตาคมจ้องไปยังหินสีที่ประดับอยู่บนปกเสื้อเครื่องแบบที่พาดอยู่ที่เก้าอี้โต๊ะเขียนหนังสือ   “นักเรียนใหม่สินะ  เหอะ… มิน่า….”

 

คำพูดนั้นดึงสติของดีนให้กลับมาทันที   คำพูดพาให้คิ้วกระตุกด้วยความโมโหจากโทนเสียงนั่น  “ใช่ ฉันเป็นนักเรียนใหม่  เป็นรูมเมทของนายด้วย   มองเหยียดกันจริ๊งจริง…..”   เริ่มเข้าใจคำพูดของแม็คคอยขึ้นมาว่ารูมเมทของเขามัน……

 

“ก็นายมันเตี้ย  จะให้มองในระดับเสมอกันได้ยังไงฮ่ะ?”    พูดมันก็ใช่  แต่มันก็ไม่ใช่!!   สองมือของดีนยกขึ้นขยี้ผมของตัวเองจนยุ่งเหยิง

 

นี่มันไม่ใช่เวลามาปะทะคารม  ในที่สุดก็เจอเจ้าผมแดงคนนี้โดยไม่ต้องตามหา   สิ่งที่ต้องทำคือหาความจริง    “นายเป็นใคร!   ทำไมนายถึงชื่อทูนนัส อัลบาคาเรส!!”  ยิงคำถามตรงใส่ทันที

 

ดวงตาสีดำซึ่งเป็นสีเดียวกับของแม็คคอย แมคเคอเรลจับจ้อง    “แล้วทำไม?  ฉันชื่อทูนนัส อัลบาคาเรส  เพราะฉันคือสายเลือดที่น่าภาคภูมิใจของทูนนัส   มีปัญหารึไง?”   สายตาประหนึ่งมองรากหญ้าก็มิปาน…..

 

สายตาและท่าทางแบบนั้นของรูมเมท  มันพาให้ดีนกำหมัดเอาไว้แน่นทันที   “มีเว้ย!   เพราะมันเหมือนชื่อของเพื่อนฉัน!”   เพื่อนที่แตกต่างกับคนตรงหน้าโดยสิ้นเชิง..  เขาอาจจะฟังธงมั่วๆ  แต่ก็มั่นใจว่าคนแบบเจ้าอัลปาก้า ไม่มีทางโตขึ้นมาเป็นแบบนี้แน่นอน

 

ชายผมแดงเงียบไปครู่หนึ่ง  ดวงตาสีดำขลับยังคงมองจ้องอยู่อย่างนั้น  ไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย   “เหมือนแล้วยังไง   ฉันไม่ใช่เพื่อนนาย”

 

“ทำไมนายถึงชื่อเหมือนอัลได้”    ดีนขมวดคิ้ว   ใบหน้าเริ่มสับสน   มันไม่ใช่ชื่อที่เป็น Mass ในตระกูลทูนนัสแน่ๆ  หรือว่าจะใช่….  ใช่หรือไม่ใช่คนตรงหน้าก็ต้องเป็นคนตอบ

 

ชายผมแดงถูกตื้อมาด้วยคำถาม สายตานั้นเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา   “หมอนั่นตายไปแล้ว”  คำตอบที่ออกจากปากเหมือนกับที่รุ่นพี่ผมสีเงินบอกไว้ไม่มีผิด…

 

ทูนนัส อัลบาคาเรสตายไปแล้ว

 

คำว่า [ตายไปแล้ว]  ดังก้องอยู่ในโสตประสาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า   คำยืนยันครั้งที่สองจากคนที่ใช้ชื่อเดียวกัน   คำยันว่าเด็กชายคนนั้นได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว    ดีนตรงเข้าไปกระชากเสื้อของฝ่ายตรงข้ามทันที   “ถ้าอัลตายไปแล้ว ทำไมนายใช้ชื่อของอัลวะ!!   นายมีสิทธิ์อะไร!”

 

ชายผมสีแดงคนนี้เป็นใคร  เป็นลูกหลานของตระกูลทูนนัสที่เจ้าบ้านนำมาแทนที่อัลบาคาเรสคนเก่างั้นเหรอ…  ถ้าเป็นแบบนั้นเขายอมรับไม่ได้…    มือแกร่งจับแขนของคนที่ถือวิสาสะเข้ามากระชากเสื้อ   ออกแรงเหวี่ยงออกไปให้ห่างจากตัว

 

แล้วมือก็ปัดเสื้อส่วนนั้นประหนึ่งมันสกปรก  “อย่ามายุ่งไม่เข้าท่า  ฉันไม่จำเป็นต้องตอบอะไรพวกคนชั้นต่ำแบบนาย”

 

ยามนั้นดีนเข้าใจอารมณ์ของพวกที่มีเรื่องกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้  ถึงจะไม่เห็นสาเหตุแต่ต้น  แต่ปากคอนี่มัน.. ชวนมีเรื่องเลยจริงๆเชียว  อยากจะท้าต่อยแต่คงไม่โอเคแน่….   “ฉันไม่ใช่พวกชั้นต่ำ  แล้วก็มีใครชั้นต่ำด้วยเว้ย”   นิสัยเย่อหยิ่งแบบนี้เป็นนิสัยของทูนนัส  นิสัยที่อัลบาคาเรสที่เขารู้จักไม่มี

 

รูมเมทสบถในลำคอ  คล้ายกับคำพูดนั้นมันตลกขบขัน  ความต่างชั้นของตระกูลคือการแบ่งลำดับชั้นที่ชัดเจน    ชายผมแดงเดินไปที่เตียงสองชั้น  เอื้อมหยิบหมอนมาจากเตียงชั้นบน พร้อมกับปาใส่หน้าของคู่สนทนาทันทีไม่มีบอกกล่าวก่อน

 

หมอนร่วงจากใบหน้าที่รับ  ตกลงในมือเจ้าของ   “ทำอะไรน่ะเฮ้ย!!”   ดีนแผดเสียงดังลั่น  นี่มันจะมากเกินไปแล้ว  เจ้ารูมเมทมหาภัยนี่!!

 

อัลบาคาเรสโยนของที่จำเป็นมาให้อีกอย่าง   “ฉันไม่ต้องการรูมเมท”    ตามมาด้วยผ้าห่มอีก 1 ผืน  คลุมมากลางศีรษะอย่างกับโยนผ้าขี้ริ้วทิ้ง….  เส้นความอดทนที่มีน้อยนิดของดีนใกล้จะขาดสะบั้น….

 

แต่ก่อนจะได้อ้าปากโวยลั่น  ร่างกายก็โดนดันไปทางประตู  เปิดให้เสร็จสรรพแล้วก็ผลักออกไปนอกเขตห้อง   “นายไม่ต้องการ  แต่อาจารย์บอกให้ฉันมาอยู่ห้องนี้แล้ว!”   เต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ต้องรับ เพราะว่ามันเป็นกฏของโรงเรียนและหอพัก

 

เรียวปากคมหยักยิ้มที่มุมปาก   ใบหน้านั้นช่างดูสนุกสนานแกมสะใจ   “ไปหาที่ซุกหัวนอนเอาใหม่ก็แล้วกันนะ”  ออกไปให้พ้น….

 

“……ดีน…..”   มือเพียงข้างเดียวผลักออกไป   บานประตูไม้ปิดใส่หน้าคนที่ถูกไล่…  แต่ยามนั้นชายผมสีน้ำเงินกำลังนิ่งค้างเพราะบางสิ่ง….

 

…..นั่นคือชื่อของเขา….

 

อัลบาคาเรสยินอยู่อีกฝั่งหนึ่งของประตูด้านในห้องพัก   ไล่ออกไปไม่ทันไร  เจ้าคนถูกไล่ก็เริ่มตบประตูเสียงดังทันที   ถ้าพังเข้ามาได้ก็คงจะทำไปแล้ว    เสียงด้านนอกโวยวายน่าปวดหัวและน่ารำคาญยิ่งนัก    จะทุบจนบานประตูพังกันเลยหรือไง…

 

“หนวกหู!!!”   ตวาดออกไปให้คนข้างนอกได้ยิน   เสียงทุบประตูอาจจะเงียบไป  แต่เสียงตะโกนพูดผ่านประตูไม้เข้ามาก็ยังลั่น…  ลั่นจนคนทั้งชั้นอาจจะได้ยินกันหมดก็เป็นได้….

 

“เฮ้ย เดี๋ยว!!  เมื่อกี้นายเรียกฉันว่าอะไรนะ!!   เมื่อกี้นายเรียกชื่อฉันใช่มั้ย!!!?”  เรียกชื่อของคนที่เคยรู้จักกันมาก่อนเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมาแล้ว…

 

ชื่อของคนที่อยู่ในอดีต…   อัลบาคาเรสปิดหูของตัวเองอย่างรำคาญ   ขายาวๆนั้นก้าวไปหาอะไรมาปิดหูตัวเอง  จากนั้นก็หยิบหนังสือบนโต๊ะมานั่งอ่านบนเตียงนอน   ในหัวนึกภาพของนักเรียนใหม่ผมสีน้ำเงิน ตาสีฟ้าคราม  ใบหน้าเค้าโครงทุกอย่าง……

 

“นายมาที่นี่ทำไม………”   สองมือกำแน่น  ใยดีน พิลชาดัสถึงมาปรากฏตัวที่นี่    ใยจึงโผล่มาตามคำสัญญานั่น  มายังโรงเรียน Codex แห่งนี้…..

 

สายใยจากอดีต….ยังคงพันผูกทั้ง 4 คนเอาไว้

 

เจ้าคนที่โดนขับไล่ออกมาจากห้องพร้อมกับหมอนและผ้าห่มยืนมองบานประตูไม้   เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้หูแว่วไปใช่ไหม  ตั้งแต่เริ่มสนทนากัน  เขาไม่ได้แนะนำตัวออกไปเลยสักครั้ง  และต่อให้เห็นจากสีผมซึ่งเป็นสีน้ำเงินไม่เหมือนใคร  ก็รู้ได้เพียงเป็นคนจากตระกูลพิลชาดัส  ไม่มีทางรู้ชื่อของเขาหรอก….

 

คนในตระกูลทูนนัสที่รู้จักชื่อของเขา… คนที่เขารู้จัก….

 

“อัล…. อัลปาก้า… หมอนี่คืออัลงั้นเหรอ….”   เด็กชายผมสีชมพูผู้สงบเสงี่ยมและเจ้าน้ำตา  เพื่อนที่เขาต้องคอยดูแลปกป้องจากพวกเด็กเกเรอยู่เสมอ….

 

“โกหกรึเปล่านั่น  เป็นไปไม่ได้  นี่มันเรื่องอำกันแน่ๆ”   คำที่ได้ยินนั้นเป็นคำโกหกหรือเปล่า   ใบหน้าของเด็กหนุ่มผมน้ำเงินเปี่ยมด้วยความตะลึงงัน..   ความจริงที่เชื่อมาตั้งแต่คืนวานปานโดนลบทิ้งไป  เชื่อได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นเอง….

 

…..ทำไมนายถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้….

 

 

 
———————————————–

Free Talk : ตัวเอกมาครบแล้ว 4 คน อิๆ

ส่วนเรื่องของอาณาจักรอีกสองอัน เดากันได้รึเปล่าว่าเป็นกระป๋องอะไร? ฮา มันคือเบียร์กับพวกน้ำอัดลมค่ะ =3= ยอดขายของพวกนี้ ถ้าเทียบกับปลากระป๋องแล้ว เทียบกันได้ยากเลย

แม็คคอยกับอัลบาคาเรส (ใหม่) มีความขัดแย้งบางอย่างอยู่ ถ้ามองจากนิสัยที่เปลี่ยนไปมากก็เหมือนอัลคนเก่าตายไปแล้ว ดีนเหมือนเป็นคนเดียวที่ไม่ค่อยโตขึ้นเท่าไหร เพื่อนๆเปลี่ยนไปกันหมด (แต่ยังมีพาเฟียไว้เป็นเพื่อนได้)

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 04/04/2014 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: