RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 32

13 เม.ย.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

คำว่า [จบ] นั้น มีคำมาพ่วงต่อได้หลายกรณี

 

ถ้าใช้คำว่าจบบริบูรณ์ก็เท่ากับว่าทุกอย่างได้จบลงไปอย่างสมบูรณ์แล้วไม่มีต่อ  ถ้าใช้คำว่าจบภาคแรก  ก็แปลว่ามันจะมีภาคต่อ  จบปาหมอนก็คือจบแบบคนดูงงว่านี่มันอะไรกัน จบชั่วคราว แสดงว่ามันจะยังมีต่อจากนี้ไปได้อีก  การจะจบความสัมพันธ์บางอย่างนั้น การตกลงกันของคนสองคนจะเป็นตัวตัดสิน ว่าความสัมพันธ์ที่มีอยู่นี้ จะใช้คำว่า [จบ] แบบไหน ถ้าไม่ได้เริ่มก็จะไม่มีคำว่าจบ

 

ไม่ได้อยากให้มันจบลงแบบงงงวยแบบนี้

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายอยากจะให้มันจบจริงๆ….

 

ตอนที่ 32 : ความในใจของซึนเดเระต้องใช้วิธีงัดแงะเอาเหมือนโจรพยายามเข้าบ้าน

 

ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า  เหตุการณ์เมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนทำให้นักศึกษาวิศวะคนหนึ่งมีอาการเหมือนโดนสาป   เพื่อนสนิทซึ่งเรียนคณะแพทย์และแฟนหนุ่มของเพื่อนได้แต่มองหน้ากันเองอย่างเงียบๆตลอดมื้ออาหารเย็น  หม้อชาบูน้ำต้มยำแลดูจืดสนิทไร้รสชาติ

 

อลิน แย้มเก้อคีบเนื้อผ่านหน้าจัน สะกิดใจไปครั้งแล้วครั้งเล่า  อาหารที่อยู่ในถ้วยของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มก็ไม่ได้ลดลงเลย  ทุกอย่างยังคงอยู่เท่าเดิมและเริ่มเย็นชืดเพราะตากลมแอร์มาพักใหญ่ๆ   คนร่วมโต๊ะอาหารเริ่มรู้สึกอึดอัดมากขึ้นทุกที   ดวงตาสีเขียวพลันเหลือบมองไปยังแฟนอายุมากกว่าของตัวเองอีกครั้ง  สถานการณ์แบบนี้ควรจะให้ผู้มีอิทธิพล(?)เป็นคนเริ่มทำอะไรสักอย่าง

 

ชายหนุ่มผมสีดำก็คล้ายจะรู้ใจว่าคนข้างๆต้องการอะไร  มิฉะนั้นชาบูบุฟเฟ่ต์มื้อนี้คงกินกันไม่คุ้มเป็นแน่แท้   ในที่สุดมือแกร่งก็ยื่นไปหยิบแครอทเทลงไปในหม้อ   “ถ้านายไม่กิน  ฉันจะต้มผักให้นายกินแล้วนะจัน สะกิดใจ”  นี่คือคำขู่ให้พูด…?

 

มันไม่น่าจะได้ผล แต่แล้วมันก็ได้ผลอย่างซิทคอม  เมื่อใบหน้าของเดือนมหาวิทยาลัยค่อยๆเงยขึ้นมามองหน้าเพื่อนร่วมโต๊ะจนได้  “อลินไม่ค่อยกินผักหรอกนะครับ”

 

หนุ่มคณะแพทย์ที่ควรจะรักษาสุขภาพเป็นแบบอย่างให้คนไข้ในอนาคตผงกศีรษะรัวๆ   ที่ปรึกษาบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านเปิดประเด็นต่อทันที   “เงยหน้าขึ้นมาได้ซะที  นายช็อกมากสินะที่อัศวินหลบหน้านายน่ะ”   เด็กหนุ่มเหมือนโดนลากลงหม้อชาบูร้อนๆ….

 

“มะ…ไม่ได้ช็อกซะหน่อยครับ!”   สองสายตาของตัวเอกใน Season แรกมองเป็นทางเดียวกันด้วยสายตาไม่เชื่อ  ปฏิกิริยาแบบนี้ใครเค้าเห็นก็ต้องเดาออกว่าปากไม่ตรงกับใจ

 

“ก็แค่เงียบไม่พูดไม่จาก็แค่นั้น?”  รีวัลย์ย้อนถามกลับ  เด็กหนุ่มเบือนสายตาหนีไปในทันที  มือตักอาหารเย็นชืดเข้าปากของตัวเอง

 

“จัน สรุปว่านายได้คุยกับคุณอัศวินรึยังว่านายรู้สึกยังไง  แล้วนี่ไปคุยกันอีท่าไหน ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้วะ?”  ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แลดูลงเหว

 

จันพูดไม่ออกเมื่อนึกถึงเรื่องในคืนนั้น  เขายังคงสับสนว่าคิดยังไงกันแน่  แต่ที่แน่ๆชายคนนั้นได้เข้าใจไปไกล และหลบหน้าเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   รีวัลย์ซึ่งรู้เรื่องราวจากฝ่ายประธานหนุ่มใหญ่เพียงแค่มองหน้าเงียบๆ   ปะติดปะต่อเรื่องในใจได้ในระดับหนึ่ง

 

“หมอนั่นบอกว่าจะหยุดความสัมพันธ์กับนาย  จะเลิกมากวนใจนาย”   เสียงทุ้มเปล่งแทรกคิดขึ้น อย่างไรเจ้าตัวก็คงไม่ยอมเล่าเองแน่นอน  คำพูดนั้นทำให้เด็กหนุ่มฟังแล้วสะอึก  อลินทำหน้าเหวอ

 

“ฮ่ะ..?  จริงเหรอครับ  คุณอัศวินบอกพี่รีวัลย์แบบนั้นเหรอ  ไหงเป็นแบบนี้ล่ะ”  ดวงตาสีเขียวตวัดมองทั้งเพื่อนทั้งแฟนสลับกันอย่างงุนงง

 

“คุณอัศวินบอกคุณรีวัลย์เหรอครับ…?”   จันถามกลับไป   ชายซึ่งเป็นแฟนเพื่อนถอนหายใจ  เพื่อนร่วมงานของตัวเอง บทจะตื้อก็ตื้อขาดใจ  บทจะถอยห่างก็ถอยเอาง่ายๆ  แต่ดูเหมือนรอบนี้จะถอยออกมาง่ายกว่ารอบรักครั้งเก่า

 

“อัศวินไม่ได้เล่าละเอียดหรอก  แต่บอกกับฉันว่า ถ้าเป็นคนรู้จักกันแบบเดิมแล้วนายสบายใจ แบบนั้นคงจะดีกว่า”  รีวัลย์เอ่ยเท่าที่ควรจะเอ่ยถึง ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าความร้อนของหม้อต้มชาบูที่อยู่ตรงหน้ามันเย็นเยียบไปเลยทีเดียว…

 

ความสัมพันธ์ของพวกเรามันควรจะกลับไปในจุดนั้นงั้นเหรอ?

เหมือนจะเดินออกมาไกลมากแล้ว

 

จัน สะกิดใจเกิดความรู้สึกหลากหลาย  การที่ชายหนุ่มผมทองพูดแบบนั้นกับเพื่อน  ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาควรจะดีใจจนกระโดดโลดเต้นได้เป็นวันๆ เย้!!  ชีวิตที่โดนตามตื้อเกือบ 24 ชั่วโมงผ่านไปแล้ว เย้!!  แต่ไหงมันไม่เกิดความรู้สึกแบบนั้นเลยล่ะ  ทำไมรู้สึกโหว่งๆในใจมากขึ้นทุกทีๆ….

 

ชีวิตคอมเมดี้ของเขามันจะเข้าช่วงตึงเครียดอีกแล้วเหรอ…  ใบหน้าอันดูหล่อเหลาไม่น้อยซีดเซียวหมดราศี   เพื่อนสนิทใกล้จะทนมองไม่ได้   “จัน  ถ้านายจะช็อกซะขนาดนี้  มันหมายความว่านายคิดอะไรกับคุณอัศวินนะเว้ย”   เพื่อนควรจะช่วยเพื่อนให้รู้ใจตัวเอง

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้างเป็นไข่ห่าน   “ไม่ได้คิดเว้ย!!”   จันเถียงกลับไป  ไม่ได้คิดอะไรเลยซักนิด  ไม่ได้คิดอะไรเล้ย!

 

“ถ้านายโกหกฉัน  ขอให้นายโดนชาบูติดคอ”   อลินสาปแช่งกลับไปแบบเกรียนๆ   เดือนมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบนิ่งเป็นก้อนหินไม่กล้าหยิบตะเกียบขึ้นมาพิสูจน์ตัวเอง

 

ชายอายุมากที่สุดในกลุ่มหันไปแตะไหล่ของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้ม  “อลิน อย่าไปเค้นคอเพื่อนนายมาก  นายน่าจะเข้าใจธรรมชาติของเพื่อนนาย”  ธรรมชาติของคนที่เป็นซึนเดเระ….

 

นาทีนั้นจันรู้สึกเหมือนมพี่ชายมาโปรด  แต่เมื่อหันไปสบตาสีดำขลับ เขาก็ต้องกลืนคำพูดนั้นลงคอไป  เพราะมันเป็นสายตาที่เฉยมากและน่ากลัวกว่าสายตาเกรียนๆของอลิน แย้มเก้อเสียอีก….   สายตาของคนที่ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวซึนเดเระสักเท่าไหร…  เขารู้สึกเหมือนตัวเองโดนว่าทางอ้อมอย่างบอกไม่ถูก

 

“เอาเป็นว่านายจะคิดจะทำอะไรต่อไป  นายก็ไตร่ตรองให้ดีๆ  เพราะความสัมพันธ์ของนายกับอัศวินมันถึงจุดที่นายต้องเลือกแล้ว”   จะเลือกให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมในรูปแบบไหน….

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหมองลง   “ผม….ทำอะไรผิดไปสินะครับ”  การอมพะนำไม่กล้าพูดให้ตรงไปตรงมา ไม่ทำอะไรให้ชัดเจน…

 

รีวัลย์ตักผักใส่ลงไปในถ้วยของเด็กหนุ่ม   “นายจะคิดว่านายผิดก็ได้   แต่ฉันคิดว่าทั้งนายทั้งอัศวินก็ไม่มีคนถูกที่สุดและผิดที่สุดหรอก”  ความสัมพันธ์จึงดำเนินไปในรูปแบบอย่างนี้….

 

ความไม่ชัดเจนย่อมมีช่องว่างให้เติมอะไรลงไปได้เสมอ

แล้วสิ่งที่เติมลงไปจะดีหรือร้ายก็ไม่อาจรู้

 

ความสัมพันธ์แบบไม่มีชื่อเรียก เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆให้จัดการ แต่เอาเข้าจริงมันก็ดูเหมือนไม่ง่ายเลยเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่างกับมัน  และมันก็ยิ่งยากขึ้นเมื่อเริ่มจริงจังกับความสัมพันธ์นี้มากเกินกว่าการจะให้มันไม่มีชื่อเรียกต่อไป..  เขาเคยคิดอยากให้มันเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ  เอาตามที่ตัวเองไม่ลำบากใจ  แต่อีกฝ่ายไม่ได้คิดแบบนั้น  เพราะคุณอัศวินหวังจะให้ความสัมพันธ์เป็นแบบอื่น…

 

หลังมื้ออาหารเย็น   ชายวัยทำงานขับรถมาส่งนักศึกษาทั้งสองคนที่หอพักหน้ามหาวิทยาลัย   จัน สะกิดใจยกมือไหว้คนที่ขับรถมาส่งแล้วเดินเหม่อๆเข้าไปข้างใน  อลินกับรีวัลย์มองแผ่นหลังนั้นไปอย่างเป็นห่วง  ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะเสียศูนย์ไปเรียบร้อยแล้ว

 

นักศึกษาแพทย์ที่ต้องมาค้างคืนกับเพื่อนเพราะภาระในพรุ่งนี้เช้าหันกลับไปมองหน้าแฟนตัวเอง   “พี่รีวัลย์กลับคอนโดเถอะครับมืดแล้ว”

 

“ก็ได้  ถ้ามีอะไรนายก็โทรหาฉันก็แล้วกัน”  รีวัลย์คลี่ยิ้มจางๆ    เด็กหนุ่มก้มลงเกาะขอบหน้าต่างรถแล้วยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มชายหนุ่ม

 

“ขับรถกลับดีๆนะครับ  แล้วเจอกันพรุ่งนี้”   อลินยิ้มแป้น  มานึกๆดูแล้วทั้งคู่ก็เคยมีสภาวะที่กระอักกระอ่วนต่อกันมาก่อน  แต่ก็ผ่านมาได้และคบกันอย่างยั่งยืน

 

รีวัลย์หอมแก้มตอบ   “แล้วเจอกัน  ดูเพื่อนนายดีๆอย่าให้ทำอะไรแปลกๆก็แล้วกัน”   มือแกร่งกดปิดกระจกหน้าต่างรถ   อะไรแปลกๆที่ว่าคงไม่มีการฆ่าตัวตายรวมอยู่เป็นแน่….

 

อลิน แย้มเก้อยืนส่งแฟนที่ปรึกษาจนกระทั่งรถยนต์สีขาวของเจ้าตัวเคลื่อนออกไปจากซอยของหอพัก   มองส่งแล้วเดินเข้าหอพักของเพื่อนๆไปอย่างคุ้นเคย   ถ้าไม่ต้องตื่นเช้าหรือมีธุระอะไรที่มหาวิทยาลัยในตอนเช้า  เด็กหนุ่มก็ไม่ค่อยมีธุระให้มานอนค้างที่นี่ซักเท่าไหร่

 

เจ้าของห้องนั่งจุ้มปุ๊กบนเตียงนอน  สายตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างห้อง  อลินที่ไม่ได้มาเยือนห้องนี้มาพักใหญ่ๆเดินเข้ามาก็เริ่มสำรวจความเปลี่ยนแปลง  ทุกอย่างก็ยังดูรกๆเหมือนเดิม  แต่ดูเหมือนเพื่อนสนิทจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยมาม่าเป็นหลักแล้ว  ก็แหงล่ะ…  ช่วงก่อนหน้านี้มีคนดูแล

 

ดวงตาสีเขียวเหลือบไปเห็นกล่องนาฬิกาข้อมือที่วางอยู่บนโต๊ะ  ถือวิสาสะหยิบมาเปิดดูก็พบว่ามันว่างเปล่า   “จะว่าไปนายก็ไม่ได้ใส่นาฬิกาแฮะ”  เอ่ยขึ้นมาเมื่อนึกได้ว่ามีบางอย่างขาดหายไปจากตัวเพื่อน

 

จันหันไปมองแล้วถอนหายใจ  “คุณอัศวินเอาคืนไปแล้ว  ฉันว่าจะเอากล่องคืนให้ด้วย”  การกระทำปานคนเลิกกับแฟนแล้วไล่เก็บของส่งพัสดุคืนให้อย่างนั้น

 

“กล่องเปล่านายก็ยังจะคืน… นายบ้ารึเปล่าวะ!”   เดินไปหยิบหมอนปาใส่ศีรษะอีกคน  ทำตัวเหมือนเลิกกับแฟนไม่มีผิด

 

หนุ่มวิศวะไม่มีปฏิกิริยาตอบ  ไม่มีการโต้เถียงและตอบโต้อะไรกลับ   “ช่างฉันเหอะ…….”  น้ำเสียงอ่อนแรงและห่อเหี่ยวเหมือนกระต่ายใกล้จะเฉาตาย

 

อาการเหมือนคนอกหักเสียเต็มขั้นยิ่งชวนให้หนุ่มนักศึกษาแพทย์พินิจพิเคราะห์อาการของคนไข้   คนเราจะช็อกอะไรเสียขนาดนี้ถ้าคนที่ตัวเองไม่ชอบหน้าออกไปจากชีวิต  จัน สะกิดใจคนเดิมจะต้องกระโดดโลดเต้นไปเรียบร้อยแล้ว  แต่นี่มันตรงข้ามอย่างชัดเจน….

 

“จัน  นายชอบคุณอัศวินมั้ย?   นายคิดดูดีๆดิวะ  คิดดีๆแบบไม่มีอาการซึนเดเระมากำเริบ”  อลินถามกลับไป  ใกล้ชิดกันมากขนาดนั้น  มีเหตุการณ์ร่วมกันตั้งมากมาย  น้ำหยดลงหินทุกวันมันยังกร่อน  แล้วนี่โดนเอาปืนมายิงหิน(?)   หินมันไม่แตกเป็นเสี่ยงๆไปแล้วหรือไร….

 

คิดให้ดีๆก่อนที่จะเสียความรักครั้งใหม่ไป….

 

จันที่ได้ฟังคำถามของหมอวิเคราะห์ใจถึงกับนิ่ง…  ปากเกือบอ้าออกส่งเสียงโวยวายใส่เพื่อน  แต่เมื่อจ้องดวงตาสีเขียวที่ปรามใส่เสียจริงจังก็เงียบและตั้งใจคิดดีๆ  นึกย้อนกลับไปทุกเหตุการณ์  ย้อนไปถึงเรื่องราวสำคัญหลายๆอย่างที่มีกับชายหนุ่มประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านคนนั้น  ผู้ชายผมสีทองอายุมากกว่าหลายปี  ผู้ใหญ่ที่มีแผลใจและชอบทำตัวให้เขาสงสาร….

 

บอกว่าจะยอมเป็นที่สองเพียงเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ

 

แล้วเขาก็ใช้จุดๆนั้นทำให้มันคงอยู่ที่ความสัมพันธ์แบบไม่ก้าวหน้าไม่ถอยหลังต่อไปเรื่อยๆ…   คิดดูแล้วเขานี่มันเห็นแก่ตัวชะมัดเลย…   “ฉัน……”   มันดูเหมือนความสงสารเห็นใจ   บางครั้งมันก็ดูเหมือนความรำคาญและต่อต้าน  บางครั้งก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนเข้ามาวุ่นวายบ่อยๆ

 

บางครั้งก็รู้สึกดีที่เห็นคนๆนั้นสบายใจ   “ฉัน…..”   เสือที่ถอดเล็บมาวนๆเวียนๆเพื่อกระชับมิตรกับกระต่ายที่เป็นสัตว์คนละวิถีชีวิตกันอย่างสิ้นเชิง

 

“นายชอบคุณอัศวินรึเปล่าจัน?”  อลินถามซ้ำอีกครั้ง   เมื่อโดนถามย้ำอีกรอบ  อาการซึนเดเระก็กลับมาทันที   มือยื่นออกไปผลักศีรษะของเพื่อนสนิท

 

“นายไปอาบน้ำไปอลิน!  ฉันเหม็นกลิ่นชาบูจากนายว่ะ!”  เจ้าคนมีกลิ่นเหมือนหม้อชาบูจ้องตาเขม็ง  สบถในลำคออย่างหงุดหงิดใจในทันที….

 

อลินเดินไปหยิบผ้าขนหนูแล้วตรงเข้าห้องน้ำผิดประตูดังโครมด้วยความเคือง   การสะกดจิตซึนเดเระไม่สำเร็จอย่างที่คิด   หรือเขาต้องเอาปัญหาเรื่องนี้ไปถามในเว็บบอร์ดคุณภาพแห่งหนึ่ง..  หรือปลุกชีพทวิตเตอร์ขึ้นมาถามเหล่า Follower ที่ปรึกษา….ช่างยากเย็นเสียจริง…

 

เมื่อเพื่อนสนิทผมสีน้ำตาลเข้มเดินเข้าห้องน้ำไปได้  หนุ่มวิศวะก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก  อลินเค้นถามเขาอย่างกับเขาเป็นคนร้าย  เขารู้ตัวหรอกนะว่าคนอื่นคงจะรำคาญที่เขาเป็นซึนเดเระแน่ๆ!  แต่ทำยังไงได้ล่ะ!  ยิ่งพยายามค้นใจตัวเองเมื่อใด…  ผลที่ออกมาก็คือจิตใต้สำนึกไม่พยายามต่อเสียสักที….

 

ตาสีอ่อนเหลือบมองไปยังกล่องนาฬิกาที่ว่างเปล่า  นาฬิกาของขวัญอันเป็นสัญลักษณ์ของการทดลองคบหากันของทั้งคู่  ข้อมือของเขาไม่มีนาฬิกานั้นอยู่อีกแล้ว  โดนถอดกลับคืนไปเสียแล้ว…. ภาพเหตุการณ์ในวันที่ได้นาฬิกาเรือนนั้นมาพาให้ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา

 

ความสัมพันธ์ทางกายที่เกิดขึ้นจากการเลียแผลใจกันเอง  นับจากวันนั้นสายสัมพันธ์ก็ดูเหมือนจะลึกซึ้งตามไปด้วย..   ไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อย  จะไปสนใจอะไร…   ที่ใส่ใจน่ะเป็นเพราะบทสนทนาในวันนั้นตะหากล่ะ…  ถ้าเขาไม่คิดอะไรเลยสักนิด  เขาจะยอมรับนาฬิกาข้อมือนั้นเอาไว้ไหม?

 

เขาจะเดินมาในเส้นทางนี้ไหม?   เขาจะรู้สึกโหว่งๆในใจที่ทำให้ใครคนหนึ่งต้องเจ็บหรือเปล่า?  จะกลัวและกังวลใจว่าจะไปทำให้อีกฝ่ายแผลใจเปิดหรือเปล่า…  จะแคร์ความรู้สึกฝ่ายตรงข้ามมากขนาดนี้ไหม?  จะมานั่งซึมที่โดนเข้าใจผิดแบบนี้ไหม….?

 

ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด ก็คงไม่…….    “ฉัน…ชอบคุณอัศวิน…….?”   ชายที่เข้ามาเพื่อเริ่มความรักครั้งใหม่ให้กับเด็กหนุ่มรักคุดหล่อเสียของมา 21 ปี…

 

มันคือความรักงั้นเหรอ?

 

คฤหาสน์ย่านเกษตรนวมินทร์ใหญ่โตแต่ในขณะเดียวกันก็แสนเงียบเหงา   บ้านหลังใหญ่ที่มีเจ้าของบ้านเพียงคนเดียวอาศัยอยู่กับเหล่าแม่บ้าน  นักธุรกิจหนุ่มโสดซึ่งยังไม่มีใครมาอยู่ข้างกายอย่างแท้จริง  บนโต๊ะอาหารตัวใหญ่มีแก้วและขวดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วางอยู่  การลิ้มรสสุราตามลำพังของเจ้าของคฤหาสน์สมิงห์

 

อัศวินนั่งมองนาฬิกาข้อมือที่นำกลับคืนมาจากนักศึกษามหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ   โดยปกติแล้วท่านประธานเป็นคออ่อนมากๆ  วันนี้กลับนั่งดื่มคนเดียวได้นานกว่าที่คิดโดยที่ไม่หลับคาโต๊ะอาหารไปเสียก่อน   แม่บ้านที่ไม่อยากเข้ามารบกวนก็เพียงแค่เดินมาเหลือบมองเป็นพักๆ..    แม้จะเป็นห่วงก็ไม่กล้าถามว่าเจ้านายเป็นอะไรมากหรือเปล่า

 

ครั้งหนึ่งคฤหาสน์หลังนี้เคยเกิดเหตุการณ์ที่น่ายินดี  เรื่องราวในวันนั้นเหมือนเป็นเรื่องที่ฝันไปวูบหนึ่งแล้วตื่นขึ้นมา  การที่คิดแบบนั้นได้แสดงว่าเขาเมาแล้วล่ะ…  ชักจะเริ่มเพ้อเหมือนเป็นวัยรุ่นเสียอย่างนั้น   อัศวิน สมิงห์ยิ้มให้ตัวเองอย่างปลงๆ

 

ไม่นานนักเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น  มือแกร่งยื่นไปหยิบ    “โทรมาป่านนี้มีธุระอะไรล่ะหาญจิต  เธอหาคนดื่มด้วยงั้นเหรอ?”  ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอบ่งบอกว่าเป็นรองประธานบริษัท

 

[นายพูดอย่างกับรู้ทัน แต่ฉันมีเพื่อนดื่มแล้ว เพชราก็อยู่ด้วย  จะออกมาดื่มด้วยกันมั้ย?]   หาญจิตน้ำเสียงสดใส  สองสาวคงยังไม่เริ่มดื่มกันอย่างจริงจัง

 

“ไม่ดีกว่านะ พรุ่งนี้ยังต้องทำงาน”   คำพูดของท่านประธานช่างชวนให้สำนึกในความเป็นผู้บริหาร  ไม่เมานอกบ้าน แต่เจ้าตัวก็เมาอยู่ในบ้านอยู่ดีนั่นล่ะ….

 

หาญจิตฟังแค่นั้นก็เดาได้ตามประสาของเพื่อนร่วมงานที่ทำงานร่วมกันมานาน  [นายดื่มที่บ้านแล้วล่ะสิ  ดื่มกับใคร?  รีวัลย์?  หรือว่าน้องปลวก?]  คำตอบคือผิดทุกข้อไม่มีข้อถูก….

 

อัศวินแอบขำ  “ดื่มคนเดียวเพราะเดี๋ยวฉันก็นอนแล้ว   จันไม่มาบ้านฉันในเวลาแบบนี้หรอก”  ไม่มีทางมาแน่ๆถ้าไม่ลักพาตัวมา(?)

 

รองประธานบริษัทและเลขานุการของที่ปรึกษาฟังน้ำเสียงของเจ้านายแล้วเงียบไปหลายวินาที  เมื่อเช้านี้ท่าทางขยันและจริงจังกับงานเสียจนผิดปกติของอีกฝ่ายมันบอกว่ามีอะไรไม่ปกติ   คนของบริษัทนี้ถ้าขยันทำงานเกินไปมักแสดงว่ามีปัญหาหัวใจ  ถ้าอู้หนักๆแสดงว่ารักกำลังหวานชื่นดี

 

[ถ้าเฮิร์ทเรื่องน้องปลวกก็อย่าดื่มหนักล่ะอัศวิน]  หาญจิตเตือนเพื่อนด้วยความเป็นห่วง   สมกับเป็นปลวก  แทะใต้ถุนบ้านประธานให้เจ็บช้ำได้(?)

 

คนฟังหัวเราะผ่านสายโทรศัพท์   “Don’t worry  I’m happy”  ทั้งคนฟังและผู้ชมทางบ้านหาได้เชื่อในรอยยิ้มและคำพูดของประธานหนุ่มใหญ่ผมทองไม่…..

 

อัศวินกดวางสายไปไม่สนทนาต่อ  หากคุยกันต่อไปสองสาวคงจะเปลี่ยนที่ดื่มมาเป็นคฤหาสน์หลังนี้เป็นแน่  ช่างเหมือนกรรมตามสนองที่เคยตามสืบเรื่องของรีวัลย์มาก่อนเมื่อ 6 ปีก่อน  ไปสงสัยความสัมพันธ์ของเพื่อน  ตอนนี้เขาก็ตกเป็นเป้าของเพื่อนฝูงบ้างแล้วเหมือนกัน

 

6 ปีก่อนที่พวกเราเพิ่งจะรู้จักกันใหม่ๆ  เด็กมัธยมต้นที่กำลังจะขึ้นมัธยมปลาย  เด็กหนุ่มรักคุดที่แอบรักแฟนของเพื่อนร่วมงานของเขา  ตอนนั้นพวกเรายังสามารถพูดคุยกันได้อย่างราบรื่น  ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด…  ทุกอย่างเขาคงเป็นคนผิด  จัน สะกิดใจจึงรู้สึกลำบากใจได้ถึงขนาดนี้

 

เขากวนใจเด็กหนุ่มมากเลยสินะ…

คำตอบของเด็กหนุ่มก็คงจะเป็น….ใช่…..

 

เคยคิดว่าหลังจากที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ  กำแพงของการเป็นซึนเดเระ และกำแพงที่กั้นขวางการเริ่มต้นรักครั้งใหม่จะพังทลายไป  มันกลับได้ผลลัพธ์ที่น่าผิดหวังและทำร้ายตัวเอง   ถึงกระนั้นแล้วเขาก็ยังชอบเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่ดี.. ดวงตาสีฟ้ามองดูนาฬิกาอันเป็นของขวัญและสัญญา…

 

“ฉันควรจะทำใจ…..”  ทำใจยอมรับว่าเรื่องของตัวเองและจัน สะกิดใจ  คงยากที่จะไปต่อได้ในเมื่อจุดเริ่มต้นมันคือความผิดพลาด

 

นึกถึงสีหน้าของนักศึกษาหนุ่มในคืนวันนั้นที่ไม่ยอมพูดจาอะไรเลย  เขาตัดสินใจเดินออกห่างมาคงจะดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยๆเมื่อเวลาผ่านไปซักระยะหนึ่ง  ทั้งคู่คงสามารถมองหน้ากันได้ใหม่   แต่ต้องใช้เวลาขนาดไหนกันนะที่จะมองหน้าจัน สะกิดใจได้อย่างคนรู้จักและเพื่อนต่างวัยคนหนึ่ง…

 

ภาพเด็กหนุ่มในใจของเขามันมีมากกว่าที่คิด  ความรักครั้งใหม่ที่ตั้งใจจะเริ่มต้นกับเด็กคนนั้น   เขาชอบเด็กหนุ่มคนนั้นมากจริงๆ   ถึงแม้การชอบซึนเดเระ และการเป็นลำดับที่สองจะทำให้เจ็บปวดก็ตามที   ทุกอย่างคงต้องใช้เวลาเยียวยา ทั้งเขาและจัน….

 

คงยากแล้วที่อีกฝ่ายจะมีความรู้สึกตอบกลับมา

ใช้เวลา…ทำให้มันจบลงแบบดีๆ…..

 

อลินเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมผ้าขนหนูโปะบนศีรษะ  เส้นผมสีน้ำตาลเข้มเปียกลู่ด้วยน้ำเย็นๆ  การอาบน้ำทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น  แต่เมื่อเดินออกมาเจอบรรยากาศหม่นๆรอบตัวเพื่อนสนิท  ความสดชื่นจากการอาบน้ำก็เหมือนจะเหี่ยวลงไปในทันทีตามเจ้าของห้อง

 

“จัน  นายไปอาบน้ำมั้ยวะ จะได้สดชื่นๆหน่อย”  เฉาอย่างกับกระต่ายโดนบังคับให้กินมะระแทนแครอทงั้นล่ะ…  เจ้าหมาน้อยเห็นแล้วคิดหนัก

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทซึ่งมีประสบการณ์เรื่องความรักเหมือนจะมากกว่า…    “อลิน  มานั่งคุยกันหน่อยดิ”  ต้องการตัวช่วย….

 

คิ้วสีเข้มเลิกขึ้นอย่างงุนงง  กระนั้นก็เดินมานั่งบนเตียงกับเพื่อนที่ยังไม่ยอมไปอาบน้ำ   หากแฟนหนุ่มอายุมากกว่าอยู่ด้วย  เพื่อนสนิทคงโดนจับโยนเข้าห้องน้ำไปแล้วเพื่อสุขอนามัย    “มีอะไรวะ?  นายเริ่มคิดอะไรได้แล้วเรอะ?”

 

“การที่ฉันรู้สึกแปลกๆที่คุณอัศวินหายไป  มันแปลกรึเปล่าวะ….”  คำถามตรงไปตรงมาต้องการคำปรึกษา  อลินถึงกับกลั้นขำในลำคอ

 

ณ เวลานี้หนุ่มนักศึกษาแพทย์รู้สึกคล้ายกับได้มองตัวเองในอดีตนั่งอยู่ข้างหน้า  ถึงเขาจะไม่ได้เป็นซึนเดเระ  แต่เมื่อ 6 ปีก่อนในตอนที่เขาอยู่มัธยมต้น  เขาก็เคยเดินหนีหายจากพี่รีวัลย์เหมือนกัน  เพียงแค่เขาเป็นฝ่ายเดินหนีและอีกฝ่ายพยายามเดินตาม

 

“ไม่แปลกหรอกว่ะ  มันจะรู้สึกตะหงิดๆ  เพราะปกติเคยมีคนมาวุ่นวาย มาอยู่ด้วยกัน”   จัน สะกิดใจทำหน้านิ่งไปทันที

 

“….นายเคยกังวลว่าจะทำให้คุณรีวัลย์เข้าใจผิดรึเปล่าวะ…?”    คำถามนี้เพื่อนสนิทส่ายหน้ารัวๆ  ดวงตาสีเขียวมองกลับมา

 

“ไม่ว่ะ  เพราะพี่รีวัลย์ดูจะเข้าใจฉันไปซักหมดทุกเรื่อง เลยไม่ต้องกังวลว่ะ”    เขาผิดเองที่ถามคำถามนี้   แฟนหนุ่มระดับ Hi-class  ชนิดเดินมา 1000 คน อาจจะไม่มีซักคนแบบที่ปรึกษาบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน   กรณีแบบนี้คงใช้อ้างอิงไม่ได้….

 

กลับกัน…. คุณรีวัลย์คงกังวลกับอลิน….มากกว่าอลินไปกังวลฝ่ายนั้น

 

คิดย้อนกลับไปกลับมาหลายๆรอบ…  คิดโดยไม่เอาทิฐิและความเป็นซึนเดเระมาเกี่ยว ก็เหมือนกับลูกเต๋าออกมาที่คำตอบที่ว่าเขาชอบผู้ชายคนนั้นออกมาซ้ำๆ… ไม่มีคำตอบอื่นมาเอาชนะได้เลย   อลินนั่งมองเพื่อนที่กำลังพึมพำคำว่าชอบ ไม่ชอบ ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนซีดีกระตุก…

 

“จัน  นายคิดอะไรได้แล้วใช่เปล่า?”  เด็กหนุ่มเตรียมพร้อมคาบเอาข่าวดีไปบอกแฟนอายุมากกว่า  จัน สะกิดใจนั่งมองผืนผ้าปูที่นอน…

 

คิดประมวลผลทุกวิธีการ แม้กระทั่งวิธีการทางวิศวกรรม…  คำตอบนั้นเหมือนจะมีเพียงหนึ่ง  ยกเว้นจะตั้งใจตอบข้อผิดให้ได้ 0 คะแนน…   “ฉันกังวลว่าคุณอัศวินจะเจ็บปวด จะไปซ้ำแผลเก่าคุณอัศวินเข้าเรื่องที่ฉันต้องไปเรียนต่อที่ไกลๆ จนกลายเป็นมีระยะทางห่างๆ… ฉันเลยไม่กล้าบอกว่าฉันจะไปเรียนต่อ…..”

 

“ฉัน…..รู้สึกทั้งช็อกทั้งโมโหที่โดนคุณอัศวินหนีหน้า   โมโหตัวเองอีกตะหากที่ไม่ยอมอธิบายให้ฟังว่ามันเพราะอะไร จนโดนเอานาฬิกากลับไป….”   สองมือกำแน่น…..

 

….เขายังไม่ได้ขอโทษ…ที่ทำให้ความสัมพันธ์มันยุ่งเยิงไปหมดแบบนี้…

 

“ฉันรู้สึกโหว่งๆมึนๆเพราะคุณอัศวินหายไป….  เพราะว่าฉันชอบคุณอัศวินสินะ….?”     ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบมองหน้าเพื่อนสนิทแบบกล้าๆกลัวๆ… กลัวคำตอบเสียเหลือเกิน

 

อลินจ้องหน้ากลับด้วยสายตาสุดปลง    “ใช่  นายชอบคุณอัศวิน”   สิ้นคำตอบฟันธงของอีกฝ่าย   เด็กหนุ่มเดือนมหาวิทยาลัยก็ร้องเสียงลั่นออกมาทันที   ต่อมซึนเดเระและต่อมคนปกติแผดร้อง!

 

นี่มันคือความรักจริงๆน่ะเหรอ!????

กับผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อแม่!!!!!

 

ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเอง  เคยต่อต้านเรื่องของรีวัลย์กับอลินยังไง  สุดท้ายตัวเองก็ตกหลุมระยะสิบเซนแบบนั้นไปด้วยเรียบร้อย  นี่คือเรื่องจริงเหรอ?  นี่เขาชอบประธานหนุ่มจริงๆเหรอเนี่ย?   หน้ากระต่ายตื่นเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ  หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะปานคนเพิ่งเคยมีรักครั้งแรก

 

“ถ้านายรู้ตัวแล้วก็ไปบอกคุณอัศวินซะ!  ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ไปกว่านี้!”    เด็กหนุ่มตัวเอก Season เก่าชี้หน้าเจ้าคนไม่กล้า

 

“ไม่เอาเว้ย!!  จู่ๆรู้สึกตัวแล้วเดินโต้งๆไปบอกว่าผมชอบคุณอัศวินนะครับ!  ใครจะไปทำวะ!!”   คิดเป็นภาพแล้วเหมือนละครคอมเมดี้สุดแสนจะน่าอับอาย

 

ดวงตาสีเขียวหรี่ตามอง  เวลาแบบนี้ซึนเดเระก็ยังจะไม่กล้า  นี่หรือพี่ว๊ากของคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการว๊ากน้อง  จะเป็นแบบอย่างให้รุ่นน้องได้อย่างไรกันน่ะ…. ขายหน้าแทนอาจารย์จริงๆ    “หล่อเสียของเว้ย!!”   หล่อเสียเปล่า เรื่องแค่นี่!!

 

“นายว่าฉันเรอะ!!”  อยู่กันแค่สองคนจะไปว่าใครคนอื่นได้อย่างไร….   จัน สะกิดใจตวาดกลับแล้วโดนหมอนฟาดมากระแทกข้างใบหน้า

 

“คุณอัศวินต้องการจากนายแค่นี้ล่ะ  รอนาย  ดูแลนาย  ก็เพราะแค่นี้ล่ะ  นายยังจะซึนเดเระไร้สาระอีกเหรอวะ?”   บทเรียนของการเป็นซึนเดเระมีให้เห็นกี่ครั้งแล้ว…

 

จัน สะกิดใจนั่งนิ่ง   จนถึงตอนนี้ที่ค้นพบความจริงที่ซ่อนอยู่ข้างในใจของตัวเอง  หัวใจก็เต้นผิดจังหวะ  นึกถึงหน้าของประธานหนุ่มแล้วใบหน้ามันร้อนอย่างประหลาด  อาการซึนเดเระแทบจะปะทุออกมาทุกขณะ  ถ้าเขาตัดสินใจไปบอก ทุกอย่างมันจะดีขึ้น?

 

ชายคนนั้นไล่ตามเขา ถึงเวลาที่เขาจะไล่ตาม?

 

ดวงตาเหลือบมองไปทางกล่องนาฬิกาของตัวเอง  มองไปถึงภาพเหตุการณ์ที่เคยได้มันมา   ยามที่ชายหนุ่มสวมนาฬิกาข้อมือลงที่ข้อมือของเขา   อัศวิน สมิงห์ตอนนี้ต้องเจ็บปวดก็เพราะเขา  ถ้าเขานิ่งเฉยต่อไป เขาก็คงเป็นคนเลวจริงๆนั่นล่ะ….   ทำร้ายคนที่ตัวเองชอบ?

 

มันคงจะไม่สายที่จะแก้ไขทุกอย่างให้มันดีขึ้น

ใช่หรือเปล่า?

 

ตัดสินใจแล้วแต่ในใจนั้นก็ยังลังเล  ไม่มั่นใจ  ต้องการหาที่พึ่งมาฟันธงในการตัดสินใจของตัวเอง   “อะไรๆมันจะดีขึ้นใช่รึเปล่าวะ…อลิน?”    เอ่ยถามไปยังคนตรงหน้าเพื่อหาความมั่นใจ   สิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนตลอดช่วงชีวิต 21 ปีนี้

 

เด็กหนุ่มเพื่อนสนิทผงกศีรษะตอบ  “ต้องดีขึ้นแน่นอนว่ะ  ถ้าเป็นพี่รีวัลย์ต้องคิดเหมือนฉันแน่ๆ”   เพื่อนๆทุกคนในทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์ก็ด้วย

 

จัน สะกิดใจจ้องมองคนที่เป็นดั่งรักครั้งแรก   ความรักครั้งแรกที่มีเหตุการณ์สอนใจเกิดขึ้นมากมาย  ความรู้สึกของการโดนทิ้ง การโดนตัดหน้า  การทำร้ายจิตใจ  ความรู้สักของการที่ส่งความรู้สึกไปแล้วอีกฝ่ายไม่ตอบกลับ   การตัดใจและเดินห่างออกมา…

 

และการค้นพบกับการเริ่มต้นใหม่

 

ริมฝีปากค่อยๆหยักยิ้มให้กับตัวเอง  ถ้าเดินหนีอีกสักครั้งก็คงได้เป็นหล่อเสียของไปตลอดชีวิต   ผู้ชายที่ไม่สร้างความภาคภูมิใจให้กับใครเลยแม้กระทั่งตัวเอง     “พรุ่งนี้ ฉันจะลองไปหาคุณอัศวินดู”   จะไปทำให้ทุกอย่างมันเรียบร้อย…

 

“ดีมากเว้ย!   มาฉลองกันด้วยโค้ก!”    นักศึกษาแพทย์เดินไปค้นตู้เย็นในห้องหอพักของเพื่อนสนิท  ทว่า…. ในตู้เย็นนั้นกลับมีแต่ชาเขียวเสียอย่างนั้น….

 

“โค้กไม่มีว่ะ  มีแต่ชาเขียว  ชาเขียวไปก่อนก็แล้วกัน”    แค่คิดจะเริ่มฤกษ์ก็ไม่ดีเสียแล้ว   ในเมื่อโค้กคือสัญลักษณ์ของการเลี้ยงฉลองของทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์……

 

ถ้าอกหักอีกครั้ง…คงต้องไปขอเงินสมทบทุนความรัก

ที่หน้าบริษัทเครื่องดื่มเสียแล้วล่ะ

 

สิ่งที่ยากที่สุดของซึนเดเระ คือการยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง  ปากไม่ตรงกับใจ  ไม่สามารถพูดสิ่งที่ตรงกับใจตัวเองออกไปได้  ซึนเดเระจึงมักจะเสียสิ่งสำคัญไปในหลายๆครั้งเพราะความเข้าใจผิด  ยามนี้กระต่ายซึนเดเระตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยน….

 

มีคนเคยบอกเอาไว้ว่าทุกอย่างไม่มีคำว่าสาย

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนิ่งนอนใจได้

อาหารยังมีวันหมดอายุ ฉลากยังมีกำหนดส่ง

กระต่ายจะส่งชิงโชครอบนี้ได้ทันหรือเปล่านะ?

 

———————————————————————————————————–

Free Talk :  ทำงานแบบเต็มเหนี่ยวมาเกือบครึ่งเดือน.. งานเข้าแรกๆมากเลยงานหลวง  เกือบลืมไปเลยว่าฟิคจะเขียนยังไง TvT    ตอนนี้พอเสร็จงาน มีเวลาเบรคไม่กี่วัน คอมก็ไม่มีจะใช้อีก  ต้องยืมคอมพี่มาพิมพ์อย่างไวว่อง….  พิมพ์ผ่าน Word Online  หายไปวูบหนึ่งต้องพิมพ์ใหม่อีกตะหาก….OTL”

สำหรับตอนนี้ จันก็รู้ซักทีว่าตัวเองคิดยังไงกับคุณอัศวิน  จริงๆแล้วจันก็รู้ตัวแหละ  แต่จันไม่เคยยอมรับความจริงเลย  คุณอัศวินก็เลยต้องเจ็บซ้ำๆซากๆ   งานนี้ไม่มีใครผิด เพราะคุณอัศวินเองก็รุกแรงเกินไปเหมือนกัน….

ความรักครั้งนี้เข้าใกล้บทสรุปแล้ว  GO GO จัน สะกิดใจ!!!

 
2 ความเห็น

Posted by บน 04/13/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 32

  1. Mu Firodendon

    04/13/2014 at 6:41 PM

    หวังว่าพรุ่งนี้จะไม่มีอะไรมาขวางอีกนะจันฟฟฟฟ

     
  2. taraikari

    04/18/2014 at 10:35 PM

    พี่รีวัลย์เป็นผู้มีอิทธิพลไปแล้วเรอะ//ขำกลิ้ง
    แต่ก็สมกับเป็นพี่รีวัลย์จริงๆ
    พูดมาแต่ละประโยคจันถึงกับสตั๊น
    บวกคอมโบน้องอลินเข้าไปอีก
    คิดได้ซะทีนะจัน
    ดูสิ
    กว่าจะคิดได้ท่านประธานซึมจนต้องนั่งดื่มคนเดียวเปล่าเปลี่ยวหัวใจเลยเห็นมะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: