RSS

[Novel] C.A.N CH.7

14 เม.ย.

ห้องนอนของตัวเองไม่สามารถนอนได้  ชายผมน้ำเงินจำต้องหอบเอาหมอนและผ้าห่มที่รูมเมทอุตส่าห์โยนออกมาให้มายังห้องของเพื่อนที่พอจะพึ่งพาได้   นอกจากเครื่องนอนแล้ว สิ่งที่ดีนหอบหิ้วติดตัวมาด้วยก็คือความสงสัยเกี่ยวกับชายที่ชื่อทูนนัส อัลบาคาเรส  เจ้าชายก้าวร้าว เย่อยิ่ง ปากเหมือนกรรไกร  เจ้ารูมเมทที่มีชื่อเหมือนกับเพื่อนสมัยเด็กไม่มีผิด

 

พาเฟียนั่งทำตัวไม่ถูกภายในห้องนอนที่กลายเป็นที่พึ่งพิงของเพื่อนคนแรกในโรงเรียน  ครั้นจะนอนก็ไม่กล้านอน กลัวว่าจะพลาดเรื่องราวที่น่าสนใจ  หนุ่มสวมแว่นตาจึงทำตัวเหมือนก้อนหินประดับคอยจับจ้องชายสองคนที่นั่งอยู่กลางห้องอย่างเงียบๆ

 

แม็คคอยยิ้มบางๆให้กับดีน  เจ้าตัวดูเหมือนจะรู้ดีว่าเพื่อนสมัยเด็กคนนี้โดนโยนออกมาจากห้องนอนของตัวเองด้วยสาเหตุอะไร  “นายได้เจอกับรูมเมทของนายแล้วสินะ?”

 

“เต็มๆตาเลยล่ะ!!   หมอนั่นเรียกชื่อของฉัน หมอนั่นคืออัลเรอะ!?”   ดีนถลึงตาใส่ชายผมเงินตรงหน้า  คนโดนจ้องไม่รู้จะเริ่มอธิบายจากตรงไหนดี

 

“หมอนั่นเรียกชื่อของนายด้วยเหรอ  น่าแปลกใจ”   ชายผมน้ำเงินถลาเข้าจับบ่าคู่สนทนาทันทีเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบไม่เริ่มให้ตรงคำถาม  ข้อสงสัยมากมายแทบจะล้นหัวของเขาออกมาแล้ว

 

“นายบอกว่าอัลตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ!?”   ถ้าต้องเขียนข้อสงสัยของเขาออกมาเป็นข้อๆ ตอนนี้ัมันคงมีเป็นหางว่าวเลยทีเดียว ทั้งที่เป็นวันที่สองของการเหยียบย่างเข้าสู่โรงเรียน Codex แท้ๆ

 

ข้อแรก ถ้าอัลปาก้าที่เขารู้จักตายไปแล้ว เจ้าคนที่เป็นรูมเมทของเขานั้นเป็นใคร  ข้อสอง ถ้านั่นคืออัลปาก้าจริงๆ  ทำไมลักษณะภายนอกถึงได้เปลี่ยนไปอย่างกับเกิดใหม่อย่างนั้น  ข้อสาม เกิดอะไรขึ้นกับอัลปาก้า นิสัยใจคอถึงได้ดิ่งลงเหวจนน่ากระโดดถีบหน้า  ข้อสี่ สองคนนี้ซึ่งเป็นเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน  ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ข้อห้า มันเกิดอะไรขึ้นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมากันแน่

 

คำถามมากมายเกินกว่า 5 ข้อไหลผ่านดวงตาสีฟ้าครามของดีน   แม็คคอยจำต้องยกมือขึ้นหยุดไม่ให้เจ้าตัวปล่อยรังสีความสงสัยออกมามากกว่านี้   “อย่างที่นายเห็นล่ะดีน  หมอนั่นคือทูนนัส อัลบาคาเรส  คืออัลที่นายเคยรู้จัก  แต่คนที่นายรู้จักตายไปแล้ว”

 

“หมายถึง…ทางกายภาพและนิสัย?”   ดีนถามกลับ   แม็คคอยพยักหน้าตอบ   ไม่ว่าจะมองในทางไหนอีกฝ่ายก็ไม่มีเค้าเดิมของความเป็นอัลปาก้าขี้แยเหลืออยู่เลย.. นอกจากดวงตาสีดำขลับนั่น

 

“ใช่  นายคิดว่าหมอนั่นมีอะไรที่เหมือนอัลคนเดิมงั้นเหรอ?”   ชายผมน้ำเงินเงียบไปทันที   ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมเลยแม้แต่นิดเดียว…..

 

เหมือนกับว่าเด็กชายเพื่อนรักได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว

 

เด็กชายขี้แยคนนั้นมีเส้นผมสีชมพูอ่อน  เจ้าปากน่าถีบนั่นมีเส้นผมสีแดงสด  อัลบาคาเรสมักจะคอยหลบอยู่หลังเขาด้วยร่างกายที่เล็กกว่า ส่วนเจ้าอัลบาคาเรสก้าวร้าวนั่น มีร่างกายที่สูงใหญ่บึกบึน…  หากคิดย้อนไปถึงเรื่องที่มักจะเคยได้ยินจากพ่อแม่ ตระกูลทูนนัสมีร่างกายที่สูงใหญ่ มีพละกำลัง มีนิสัยที่เย่อหยิ่งยโสดูถูกตระกูลอื่นมาก….

 

จะบอกว่าหมอนั่นกลายเป็นแบบนั้นไปแล้ว?   เขาก็ไม่อยากเชื่อว่าเด็กชายตัวเล็กๆแบบเพื่อนสมัยเด็กจะเปลี่ยนไปได้…  “หมอนั่นอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้น…..รึเปล่า?”   ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองหน้าของแม็คคอย  เริ่มลังเลขึ้นมาว่านิสัยอาจจะไม่มีเค้าเดิมแม้แต่นิด

 

“ถึงอยู่ก็เหมือนตายไปแล้ว  นายอย่าคิดว่านั่นคืออัลบาคาเรสที่นายรู้จักจะดีกว่า”  แววตาของชายซึ่งเคยเป็นเหมือนพี่ชายแลดูเย็นเยียบ

 

พาเฟียได้เพียงนั่งมองและฟังบทสนทนาของทั้งสองคนเงียบๆไม่มีข้อเสนอแนะ  ในใจนึกเห็นใจดีน พิลชาดัสอย่างบอกไม่ถูก  การกลับมาพบกันใหม่ของเพื่อนสมัยเด็กที่แยกจากกันไปนาน ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี  แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น  ความเปลี่ยนแปลงมันน่าใจหาย

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใต้แว่นส่งสายตาให้กำลังใจเพื่อนคนแรกในโรงเรียนอยู่ห่างๆ   ดีนถอนหายใจ  มันช่างน่าใจหายยิ่งกว่าการที่เพื่อนสมัยเด็กตายไปจากโลกนี้แล้ว  มีชีวิตอยู่แต่เหมือนตายไปแล้ว..  เรื่องแบบนั้นน่าใจหายเสียยิ่งกว่า  แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ….

 

ชายผมน้ำเงินมองหมอนและผ้าห่ม   “คืนนี้ฉันคงกลับไปนอนห้องตัวเองไม่ได้แล้ว  ฉันขอนอนด้วยนะ…..”   ไม่สามารถทะลวงปราการของรูมเมทเข้าไปได้

 

แม็คคอยหัวเราะเบาๆ   “ได้สิ  นายนอนเตียงฉันก็ได้  เดี๋ยวฉันจะนอนบนพื้นเอง”   น้ำเสียงทุ้มเปล่งอย่างอ่อนโยนไร้เค้าความเย็นเยียบก่อนหน้า

 

ดีนรีบปัดมือไปมา  “ไม่ต้อง!  ฉันนอนพื้นเอง เพราะฉันมากวน!”   ปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนสมัยเด็ก  เพราะไม่รู้ว่าต้องนอนที่อื่นไปอีกนานหรือเปล่า

 

“งั้นนอนกับผมก็ได้นะครับดีน  คงไม่เบียดเกินไปหรอกครับ”  พาเฟียเสนอตัว  แต่ดวงตาสีฟ้าครามเหล่มองไปด้วยสายตาว่างเปล่า…  เตียงสองชั้น ผู้ชายสองคนไปนอนเบียดกันมันไม่ค่อยจะโอเค….

 

“งั้นตามใจนายก็แล้วกัน  หวังว่าพรุ่งนี้นายจะชิงที่นอนตัวเองกลับมาได้นะ”   แม็คคอยยื่นมือไปตบบ่าให้กำลังใจเจ้าคนเข้าห้องตัวเองไม่ได้

 

เมื่อตกลงกันได้แล้ว ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปเตรียมที่นอนของตัวเอง   ดีนจ้องมองหมอนและผ้าห่มที่รูมเมทอุตส่าห์ให้ติดตัวมาด้วย ไม่ใช่แค่เพียงไล่ออกมาตัวเปล่า  จะเรียกว่าก็ยังมีน้ำใจหรือเปล่า?  คิดอีกทีมันก็น่าโมโห เพราะมันหมายถึงให้เก็บผ้าผ่อนออกไปเสีย…

 

เขาเหลือบมองไปทางใบหน้าด้านข้างของแม็คคอย แมคเคอเรลซึ่งกำลังจัดที่นอน  ผ้าปิดตาสีดำขลับนั้นเป็นอะไรที่น่าสงสัย  ลางสังหรณ์มันบอกว่าตาข้างที่บอดไปของชายหนุ่มจะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่..   เมื่อ 10 กว่าปีก่อน  ต่อให้เขาแยกจากไป  หากมีแม็คคอย  อัลบาคาเรสไม่มีทางเปลี่ยนไปขนาดนี้ได้หรอก  ต่อให้โดนทรมานแค่ไหน หมอนั่นไม่น่าจะเปลี่ยนไปแบบนี้ได้….

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้พาลให้นึกถึงเด็กสาวอีกคน…

เจ้าหญิงแห่งดินแดนนี้… ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างนะ

 

ห้องนอนกว้างตกแต่งสมเกียรติของเจ้าของห้อง  เตียงนอนสี่เสาปิดผ้าโปร่งท่ามกลางความมืดสลัวบ่งบอกว่าเจ้าของห้องน่าจะนอนหลับไหลไปแล้ว  หากแต่ใครบางคนก็ยังไม่ไว้ใจนัก  ชายเรือนผมสีทองในชุดพ่อบ้านเปิดประตูเข้ามาเงียบๆ  มือถือเชิงเทียนให้แสงสว่างพลางเดินเข้าไปใกล้เตียงนอนกว้างนั่น

 

ดวงตาคมสีเขียวจ้องมองผ่านผ้าโปร่ง  มือแหวกเบาๆเพื่อไม่ให้คนภายในตื่น   ไม่ทันไรเรียวปากคมก็หยักยิ้มที่มุมปาก  “ว่าแล้วเชียว”    สิ่งที่เห็นผ่านดวงตานั้นคือความว่างเปล่า.. และมุขเก่าๆที่ใช้หมอนข้างมาห่มผ้าห่มแทนตัวเอง

 

ราล์ฟรู้สึกขำ  องครักษ์ของเจ้าหญิงไม่เคยตามทันความแก่นของเจ้านายได้  รู้ทั้งรู้ว่าหญิงสาวมักจะแอบออกไปตามอำเภอใจ  เหล่าอัศวินและองครักษ์ก็ไม่เคยวางกำลังคอยระวังอยู่ดี   จะเรียกว่าปลงแล้วก็คงได้  เพราะอย่างไรในแผ่นดินนี้ก็คงไม่มีใครคร่าชีวิตของราชวงศ์ผู้มีสายเลือด Steel ได้…

 

มีแต่จะโดนคร่าชีวิตกลับแทนถ้าไม่ระวังตัว

 

ชายหนุ่มถอนหายใจ  “คงต้องไปรอที่เดิมอีกแล้วมั้งเรา”  แม้จะถอนใจบนเรียวปากก็ยังคงมีรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์  ชินและรู้หน้าที่ของตัวเองดี…

 

สายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสำหรับเจ้าหญิงผู้ไร้เพื่อนในโลกภายนอกนับเป็นเรื่องดี  หากจะเกิดความไว้ใจและสนิทใจกับอัศวินก็นับเป็นเรื่องดี  แต่มองในอีกมุมหนึ่ง  ความต้องการที่อยากให้เพื่อนมาเป็นอัศวินของตัวเอง  มันก็คล้ายๆกับเลือกเพื่อนไปตายรึเปล่านะ?

 

แต่สำหรับตัวเขาซึ่งเป็นประธานของสภา Codex อันมีหน้าที่คัดเลือกอัศวินและขุนนาง  เจ้าหญิงอยากจะทำอะไรก็ทำไป  พวกตนมีหน้าที่เลือกอีกครั้งก็เท่านั้น  เขาจะไม่ห้ามปรามหรอก  ถ้าเด็กพวกนั้นไม่มีคุณสมบัติมันก็แค่นั้น  ต่อให้เป็นเพื่อนสมัยเด็กของเจ้าหญิงก็ไม่มีผล ไม่มีเส้น

 

ที่ผ่านมาคนในราชวงศ์ถูกปิดหูปิดตาให้อยู่แต่ในปราสาทหลังใหญ่  ไม่ให้สร้างความสนิทสนมกับคนนอก  อัศวินที่เลือกมาไร้ซึ่งความผูกพัน  และคนพวกนั้นก็มาเพื่อเป็นเกียรติของวงตระกูล จะสิ้นชีพในสนามรบก็เหมือนเบี้ยหมากตัวหนึ่ง  การสร้างสายสัมพันธ์แบบที่เจ้าหญิงโคลมทำในตอนนี้  คงมีอะไรสนุกๆให้เขาได้เห็นเป็นแน่แท้…

 

นับตั้งแต่จักรวาลแห่งนี้ก่อกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับสงคราม

เขารู้สึกว่าเวลาในตอนนี้ช่างสนุกจริงๆ

 

คืนนั้นดีน พิลชาดัสฝันถึงเรื่องราวริมชายหาดในวัยเด็ก  ภาพที่เด็กชายและเด็กหญิงนัดพบกันแทบทุกวันก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเพราะเหตุจำเป็น  หลังจากที่พ่อโดนปลดจากการเป็นขุนนางในวัง  ตระกูลพิลชาดัสก็ตกต่ำลงจนต้องออกทะเลเดินทางไปพักใหญ่ๆ

 

การที่เขากลับมาที่นี่ไม่ใช่เพียงการกู้คืนชื่อเสียงของตระกูลที่เคยเป็นอัศวินมาทุกสมัยเท่านั้น   เขากลับมาเพื่อทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับเหล่าเพื่อนสมัยเด็ก   แต่เมื่อเหยียบย่างเข้ามายังโรงเรียน Codex  หลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เขางุนงงเสียแล้ว….

 

ยามเช้ามาเยือนพร้อมๆกับอาการปวดหลังของคนที่เพิ่งตื่น   ดวงตาสีฟ้าครามปรือเปิดขึ้นมองไปยังเพดานที่อยู่สูง   เมื่อขยับตัวก็รู้สึกปวดหลังขึ้นมาในทันที  พื้นไม้ของหอพักช่างแข็งนัก…  เมื่อคืนก็ดันไม่ยอมรับเบาะที่เพื่อนตั้งใจจะเสียสละให้  หรือจริงๆเขาควรจะนอนเบียดกับพาเฟียจะดีกว่า…

 

ดีนยันกายขึ้นนั่งสะลึมสะลือ   เมื่อมองไปรอบๆก็พบว่าแม็คคอยไม่อยู่  มีเพียงพาเฟียที่นอนหลับอุตุอยู่บนเตียงสองชั้น  แล้วเขาก็เหลือบเห็นกระดาษโน้ตที่เขียนทิ้งเอาไว้  [ถ้านายไม่มีชุดนักเรียนเปลี่ยน  ก็เอาของฉันหรือพาเฟียไปก่อนก็ได้]

 

อ่านจบจึงสำนึกได้ว่านอกจากหมอนกับผ้าห่ม  เขาไม่ได้อะไรติดตัวมาจากห้องนอนของตัวเองเลย  คิดได้แล้วดีนก็เดินกลับไปที่ห้องของตัวเองเพื่อเผชิญหน้ากับรูมเมทในทันที

 

ชายผมน้ำเงินเดินมาหยุดตรงหน้าประตูห้อง  ตอนแรกคิดว่ามันน่าจะล็อกเอาไว้  แต่เมื่อลองเปิดดูก็พบว่ามันไม่ได้ล็อก สามารถเปิดเข้าไปได้อย่างง่ายดาย  มองผ่านเข้าไปภายในก็พบว่าเจ้าของห้องผมสีแดงสดยังคงนอนหลับไหลอยู่บนเตียงนอนชั้นล่าง

 

‘แอบกลับมาตอนดึกๆก็ไม่รู้สึกมั้งนั่น…..’  มาคิดได้ตอนนี้ก็ช้าเกินไปแล้ว  แต่คิดอีกทีไม่ทำจะดีกว่า  อัลบาคาเรสอาจจะจับโยนออกไปอีกก็เป็นได้

 

แต่แทนที่ดีนจะย่องไปหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยนอย่างเงียบๆ   เขากลับเดินเสียงดังแบบกวนส้นเท้าให้เจ้าของห้องตื่นมาได้ยิน  แล้วมันก็ได้ผลเมื่อดวงตาสีดำขลับตัดกับสีของเส้นผมนั้นเปิดขึ้นในทันที  ชายร่างกายสูงใหญ่จ้องเขม็งไปทางผู้บุกรุกไม่ได้รับเชิญ

 

อัลบาคาเรสหยุดยืนหน้าผู้บุกรุก   “นายเข้ามาทำอะไรอีกฮ่ะ?”  น้ำเสียงบ่งบอกว่าไม่พอใจ  แววตาแข็งกร้าวและแสดงออกว่ารำคาญยิ่งนัก

 

ดีนจ้องกลับไป   “นี่มันห้องของฉันเหมือนกัน   ฉันจะมาเอาของ แล้วฉันจะกลับมานอนด้วย”  หมอนกับผ้าห่มในมือพร้อมกลับคืนรัง

 

อัลบาคาเรสจ้องด้วยความขุ่นเคือง  ชายหนุ่มเดินมาหยุดตรงหน้าเจ้าคนตัวเตี้ยกว่าทันที   “ฉันไม่อนุญาตให้ใครริมาเป็นรูมเมท  ออกไปซะ”  คว้าเอาหมอนไปจากมือของอดีตเพื่อนสมัยเด็ก

 

“เฮ้ย!  นายไม่มีสิทธิ์ไล่  อาจารย์ประจำหอพักบอกให้ฉันมานอนที่นี่!”   นักเรียนทุกคนควรจะมีสิทธิเท่าเทียมกันต่อให้อยู่กันคนละระดับ…. ล่ะมั้ง

 

สายตาที่แข็งกร้าวต่อต้านของดีนพาให้คนเพิ่งตื่นตื่นเต็มตา   “พูดดีๆไม่รู้เรื่อง  ต้องให้โยนออกไปแบบเมื่อคืนรึไงดีน?”

 

“นี่นายพูดดีแล้วเรอะ?”   มีแต่เหยียดมองด้วยสายตาที่อยู่สูงกว่า   เขาจะมองในแง่ดีว่าเพราะอีกฝ่ายตัวสูงกว่าเลยต้องมองเหยียดลงมาก็ได้…  แต่มันก็ช่างน่าเตะเสียเหลือเกิน

 

ตัวเล็กก็โทษใครไม่ได้…เพราะมันเป็นกรรมพันธุ์สายเลือดไปแล้ว

 

นัยน์ตาต่างสีจ้องกันและกันไร้คำพูดได้ๆ เพราะต่างคนต่างก็ด่ากันผ่านสายตาไปแล้ว เทียบกับภาพในอดีตที่เคยยืนสนทนากันมันช่างเหมือนหนังละม้วน   เด็กชายตัวเล็กๆที่เขาต้องก้มหน้ามองนิดๆเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง  กลายเป็นสูงใหญ่และนิสัยแย่อีกตะหาก…

 

“ออกไปซะ  เห็นหน้านายแล้วมันน่ารำคาญจริงๆ  เจ้าคนชั้นต่ำ”  เส้นด้ายความอดทนอันเบาบางของดีนใกล้จะขาดสะบั้นลง

 

“นายเห็นหน้าฉันแล้วนึกถึงสมัยที่เป็นเด็กขี้แยงั้นเหรออัลปาก้า”   ดีนโยนระเบิดใส่ในทันที  คิ้วสีแดงเพลิงขมวดเข้าหากัน  เหล่มองด้วยปลายตา

 

ชื่อสัตว์ขนนุ่มนิ่มในตำนาน   ชื่อเรียกล้อเลียนที่แสนน่าขัน   “อย่าเรียกฉันด้วยชื่อนั้น  นายอยากเจ็บตัวขึ้นมาแล้วสินะ”

 

“อัลปาก้า”  ชายผมน้ำเงินกวนเท้ากลับ  ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุให้เจ้าตัวทำมากขึ้น  ชายผมสีแดงสดเหมือนไฟลุกท่วมตัวขึ้นมา

 

“ถ้านายไม่ยอมให้ฉันกลับมานอนที่ห้องนี้ ฉันจะเรียกนายว่าอัลปาก้าให้คนทั้งโรงเรียนล้อเลียนนาย”   ดีนต่อรองอย่างมีชั้นเชิง  ซึ่งมันฟังดูเชื่อไม่ได้…

 

มือใหญ่เอื้อมคว้ามายังคอเสื้อของชายตัวเตี้ยกว่า  กระชากคอเสื้อลำลองอย่างรุนแรงเสียเกือบตัวลอย  ยิ่งล้อเลียนแทนที่จะได้ผลดีชักจะได้ผลตรงข้าม  สายตาและบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของคู่สนทนานั้นไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่น

 

“คำพูดของนายมันเชื่อถือไม่ได้”   ดีนจ้องเขม็งกลับทันทีที่ได้ยิน  ปากขยับแบบไร้เสียงเป็นคำว่า [อัลปาก้า] กวนเท้าให้รูมเมทโมโหหนักหน่วง

 

“แก!!”   อัลบาคาเรสง้างมือข้างที่่ว่างคล้ายจะลงไม้ลงมือด้วยกำลัง   ทว่าใครบางคนได้วิ่งผ่านประตูห้องที่เปิดค้างเอาไว้เข้ามา

 

“ใจเย็นๆครับ!  ใจเย็นๆก่อน!  อย่ามีเรื่องกัน!”   พาเฟียพุ่งตรงเข้ามาหยุดชายผมสีแดงเอาไว้ก่อน  มือจับแขนของฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ขยับปล่อยหมัดใส่หน้าเพื่อนคนแรกในโรงเรียน

 

ดวงตาสีดำขลับเหลือบมองหน้าแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนที่สอง  หนุ่มแว่นถึงกับสะดุ้งที่โดนเหล่มองด้วยปลายตาอย่างอาฆาต  มองในระยะห่างก็ว่าน่ากลัวแล้ว  มองในระยะใกล้ยิ่งน่ากลัวยิ่งกว่า  จินตนาการไม่ออกว่าสมัยก่อนเป็นเด็กขี้แยอย่างที่แอบฟังเพื่อนและรุ่นพี่คุยกัน…

 

“เฟีย นายหลบไปห่างๆอัลปาก้าไป!”  ดีนตะโกนเตือนเพื่อนสวมแว่น  มีโอกาสจะโดนลูกหลงอารมณ์เดือดของฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายๆ

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปทางดีน   “ผมว่าอัลบาคาเรสจะยิ่งโมโหถ้าดีนไม่หยุดเรียกเขาแบบนั้นนะครับ”  ถูกต้องที่สุด….

 

“เหอะ  เจ้าแว่นนี่ยังพูดจารู้เรื่องกว่านายซะอีก”  อัลบาคาเรสสะบัดแขนที่โดนรั้ง  วูบหนึ่งชายหนุ่มรู้สึกว่าผิวกายของเจ้านักเรียนผมสีน้ำตาลอ่อนนี่แข็งกว่าที่เห็นภายนอก…

 

“ปล่อยดีนแล้วพูดกันดีๆเถอะครับ”   พูดจบประโยคได้ก็เงียบกริบในหลังจากนั้นไม่นาน  พาเฟียขยับถอยออกมาสองสามก้าว…  คงไม่ดีแน่ถ้ามีเรื่องกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มเรียน

 

ดีนที่โดนกระชากคอไม่ยอมปล่อยมองดูเพื่อนใส่แว่นที่รอดไปได้ก็โล่งอก  การทวงคืนที่นอนในห้องของตัวเองทำไมมันชักจะบานปลายไปกันใหญ่   การที่ห้องนี้ยังคงว่าง 1 ที่มาจนถึงตอนนี้คงเป็นเพราะเจ้าของห้องเป็นแบบนี้แน่ๆ   ไม่อยากจะนึกว่ามีคนโดนโยนออกไปกี่รายแล้ว

 

ทำตัวหยิ่งยโสไม่ยอมคลุกคลีกับใคร….

มันช่างน่าหงุดหงิดนัก….

 

นัยน์ตาคมสีดำขลับจ้องมองไปยังนัยน์ตาของฝ่ายตรงข้าม   เจ้าดวงตาสีฟ้าที่แสนน่าหงุดหงิดอันนี้   “นายไม่ควรโผล่หัวมาที่นี่ด้วยซ้ำ  ฉันควรจะกำจัดนายออกไปจากโรงเรียนนี้”  คำพูดของอัลบาคาเรสกระตุกต่อมโกรธของอีกฝ่ายขึ้นมาบ้าง

 

ดีนกระชากมือใหญ่นั้นออกห่างจากตัว  นิสัยของทูนนัส อัลบาคาเรสแลดูจะไม่เหมือนเดิมโดยสิ้นเชิง  กลายเป็นคนตระกูลทูนนัสไปโดยสมบูรณ์แบบแล้วหรือไร  คำว่า [กำจัด] พาให้ชายผมน้ำเงินตาขวาง  “ฉันจะไม่ไปจากที่นี่ เพราะฉันจะเป็นอัศวิน”

 

“ยิ่งนายพยายามไล่  ฉันยิ่งอยากผูกตัวเองไว้ในห้องนี้เลยเว้ย!”   กระแทกเสียงใส่  เรียกปากคมคลี่ยิ้มที่มุมปากในทันใด

 

“ผูกไว้ในห้องนี้สินะ?”   ดีนไม่ได้เอะใจอะไรในคำพูดนั้น   แต่พาเฟียเริ่มหน้าซีดเซียวที่เห็นใบหน้าคมยิ้มเยาะ   คำพูดประชดประชันกำลังจะเป็นภัยแก่ตัว….

 

เคยมีคำพูดที่ว่าสามวันจากนารีเป็นอื่น 1ชั่วโมงหุ้นก็อาจจะเปลี่ยน

นิสัยของเพื่อนสมัยเด็ก 10 ปี ก็ควรจะเปลี่ยนไปได้

 

ชายในชุดนักเรียนผมสีน้ำตาลอ่อนสวมแว่นตายืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาหวั่นๆ   ดีน พิลชาดัสถูกมัดเอาไว้กับเก้าอี้อย่างหมดสภาพ  ชายร่างสูงใหญ่กว่ายืนมองผลงานแล้วสบถในลำคอก่อนเดินผ่านหน้านักเรียนสวมแว่นตาไป  เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วเสียเหลือเกิน

 

“เจ้าบ้าอัลปาก้า!!   นี่นายมัดจริงๆเหรอเนี่ย!”   ดีนตะโกนไล่หลังไป  คำตอบที่ได้มีแค่นัยน์ตาคมที่เหลือบมองกลับมาด้วยปลายตาเท่านั้น

 

“ถามตอนนี้ก็โดนมัดไปแล้วล่ะครับดีน”   พาเฟียเดินมาใกล้ๆ  เวลานี้เจ้าตัวไม่รู้ว่าควรจะอึ้งหรือจะขำดีที่เห็นอีกฝ่ายโดนมัดกับเก้าอี้แบบนี้

 

อัลบาคาเรสเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก  ปล่อยให้รูมเมทคนใหม่ดิ้นพล่านอย่างน่าเวทนา   ยิ่งอารมณ์ร้อนดีนก็ยิ่งลืมไปว่าควรจะหาทางแก้มัดให้ตัวเอง  และยิ่งดิ้นพาเฟียที่อยากจะช่วยก็ยิ่งเข้าไปช่วยไม่ได้อีกตะหาก ในใจมีแต่ความโกรธที่โดนขับไล่

 

“ดีนอยู่นิ่งๆก่อนครับ ผมจะได้แก้มัดให้….”   จะยื่นมือไปหยุด เท้าจะโดนขาเก้าอี้เหยียบเอาได้   อีกฝ่ายไม่ได้สนใจฟังเลยสักนิด

 

“หมอนั่นนิสัยแย่จริง!!”  ดีนโวยวาย  จากเดิมที่เคยคิดว่าอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิด  แต่จริงๆแล้วมันแย่กว่าที่คิด  หมดสิ้นแล้วเค้าความเป็นอัลบาคาเรส เพื่อนสมัยเด็กของตัวเอง

 

พาเฟียตอนแรกก็สงสาร ตอนนี้กลับเริ่มขำเพราะเพื่อนที่ถูกมัดค่อยๆนิ่งไปเอง  คงหมดแรงแล้วล่ะสิ…    “เดี๋ยวแก้มัดให้นะครับ  แล้วดีนจะทำไงต่อล่ะครับ?”   ชายสวมแว่นเดินมาช่วยจัดการกับเชือก

 

ดีนเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อครุ่นคิด   “ยังไงฉันก็ไม่ถอยล่ะ  ฉันไม่ยอมให้ตัวเองโดนไล่ไปนอนที่อื่นแบบไร้สาระอย่างนี้แน่”   ไม่มีทางเด็ดขาด…

 

“ท่าทางอัลบาคาเรสจะไม่ชอบหน้าดีนนะครับ  ไม่ใช่แค่ไล่ออกจากห้อง  แต่ไม่อยากให้โผล่มาที่โรงเรียนนี้ด้วย?”   ชายผมน้ำตาลค่อยๆแก้ปมเชือก  ท่าทีของชายผมสีแดงช่างแตกต่างจากคำว่าเพื่อนสมัยเด็กเสียเหลือเกิน

 

“ฉันก็ไม่รู้…  ถ้าหมอนั่นคืออัล  หมอนั่นอาจจะไม่ชอบฉันที่รู้อดีตของหมอนั่นล่ะมั้ง”   เด็กชายตัวเล็กๆขี้แย  อ่อนแอไม่สู้ใคร  ต้องให้เพื่อนๆคอยปกป้อง  เทียบกับตอนนี้ต่างกันราวกับคนละคนไม่มีผิด

 

คิดแบบตื้นๆ.. ก็คงไม่อยากให้ใครรู้อดีต…..

 

เชือกที่มัดโดนปลดออกให้ชายผมน้ำเงินเป็นอิสระ  ใครจะคาดคิดว่าเพื่อนสมัยเด็กจะกล้าทำกับเพื่อนจริงๆ  โยนออกจากห้องว่าแย่แล้ว  จับมัดยิ่งสุดยอดกว่า….   ดวงตาสีฟ้ามองไปรอบๆห้อง  ภายในห้องก็เรียบง่ายไม่น่าจะมีของอะไรที่เป็นความลับจนไม่อยากให้ใครมาเป็นรูมเมท

 

“คืนนี้ดีนไปนอนกับผมกับพี่แม็คอีกคืนก็ได้นะครับ”   อาจจะต้องเป็นแบบนั้นไปเรื่อยๆจนเปิดเรียนในอีก 1 วันข้างหน้านี้ก็เป็นได้…

 

เงียบกันได้ไม่นานนักนักเรียนชายทั้งสองก็ได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาว   ต่างคนต่างก็หันมองซ้ายและขวาตามหาที่มาของเสียง   ชายสวมแว่นเกิดอาการขนลุกชันขึ้น  “หรือว่าผีน่ะครับ……….”

 

“เสียมารยาทนะ ที่เรียกฉันว่าผีน่ะ”  เจ้าของเสียงหัวเราะเผยตัวขึ้นทางหน้าต่างของห้อง   สองหนุ่มก่อนจะมองไปที่หญิงคนนั้น  ทั้งคู่ต่างเดินไปเกาะขอบหน้าต่างว่าเธอคนนั้นมาได้อย่างไร…

 

ต้นไม้สูงใหญ่ซึ่งปลูกเอาไว้ด้านข้างของหอพัก…  อย่าบอกนะว่าเธอปีนต้นไม้ขึ้นมาข้างบน… ทั้งคู่พากันมองกลับไปยังเธอคนนั้น    “พวกนายทำหน้าแบบนั้นยิ่งเสียมารยาทเลยนะยะ”   หญิงสวมหมวกและเสื้อผ้ามิดชิดจ้องมองหน้านักเรียนชายที่กำลังทำหน้าตาตื่นเหมือนเห็นผีอย่างนั้น

 

พาเฟียจ้องไปยังนัยน์ตาของเธอ  สีเทาเข้ม  “เอ๊ะ? เอ๊ะ?  ตาสีเทา….”    อาจจะมองไม่เห็นสีของเส้นผม  แต่นักเรียนหนุ่มก็เริ่มจะเดาสีที่อยู่ใต้หมวกนั้นได้

 

ดีนมองไปยังเธอคนนั้น  เรียวปากสีชมพูคลี่ยิ้มให้กับอีกฝ่าย  รอยยิ้มอันเป็นมิตรที่มีให้เพื่อนคนหนึ่ง   “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะดีน   เห็นนายทะเลาะกับอัลบาคาเรสเมื่อกี้  ฉันกลั้นขำแทบตายน่ะ”  น้ำเสียงหวานและการเรียกชื่อที่คุ้นเคยสนิทสนม…

 

นัยน์ตาสีฟ้าค่อยๆเบิกกว้างขึ้นตามสรรพนามที่ถูกเรียกขึ้น    “เธอ………”    ผู้หญิงที่ไม่ใช่ญาติที่ไหนและมีความสนิทสนมกันในอดีตก็มีเพียง….

 

เด็กสาวที่แอบหนีออกมาจากปราสาทเพื่อจะได้รู้จักโลกภายนอก  เพื่อให้ได้รู้จักดินแดนที่ตัวเองจะต้องปกครองในอนาคตข้างหน้า   “เธอ  โคลมเหรอ?”   ดีนถามกลับไปพร้อมกับอีกฝ่ายที่ถอดหมวกเผยให้เห็นสีของเส้นผม   เส้นผมสีเทาของเธอคนนั้นทำให้พาเฟียตะลึงตาค้าง

 

…..เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรโครเมียม……

 

 

 

 

———————————————————————————-

Free Talk :  ตอนนี้ก็ยังไม่มีคอมไว้พิมพ์  แถมพิมพ์เอาไว้แล้วมันหายอีกตะหากจาก word online ของ one drive OTL”   เลยต้องพิมพ์ใหม่เกือบทั้งหมดเลย  โปรแกรมออนไลน์ใช้ประโยชน์ได้ดีเวลาที่ไม่มีคอมส่วนตัว กับเวลาเดินทาง แต่ถ้าเน็ตไม่เสถียร  บางทีก็ซวยเอาได้เหมือนกัน 555555

ตามหลักแล้วเรื่องนี้น่าจะไปได้ไกลกว่านี้  หรือจะจบทันงาน OC แต่ตอนนี้ชักจะหวั่นๆว่าไม่ทันแล้ว เพราะว่างานเข้าแรงๆเลยตั้งแต่เดือนก่อน OTL”…  อยากจิขอขมาคนที่จองบูธไม่ทัน  แต่ในบูธก็ยังมีมิวที่ปั่นโดทันแล้วนะ ฮา….   อาจจะต้องเปิดโหมดปั่นลืมตายเมื่อได้คอมตัวเองกลับมารึเปล่า..  (ตอนนี้ยังอยู่ตจว.อยู่เลย ยังไม่ได้กลับกทม. กลับก็งานเข้าอีก 5555)

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน 04/14/2014 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: