RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 33

18 เม.ย.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

 

เมื่อขับรถไปผิดทางก็ต้อง U-Turn เพื่อกลับมาทางเดิม

 

ถนนที่ทอดยาวไม่สามารถตรงไปอย่างเดียวไม่มีทางไว้วนกลับ   เพราะคนเรามักจะผิดพลาดด้วยการหลงทาง ขับเลยผ่านไป เหม่อลอยจนลืมจอด  เส้นทางของถนนก็เหมือนกับการแก้ไขปัญหาชีวิตในรูปแบบหนึ่ง  เมื่อรู้ตัวแล้วว่าทำอะไรผิดพลาดให้รีบย้อนกลับไปแก้ไข  รั้นไปต่อก็มีแต่จะหลงทางไปไกลกว่าเดิมไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจเอาไว้เสียที

 

คนที่ปากไม่ตรงกับใจมักเจอเรื่องให้ต้องแก้ไขบ่อยๆ

ถ้าไม่พยายามแก้ไขตัวเอง ก็คงยากที่อีกฝ่ายจะเข้าใจ

 

ตอนที่ 33 :  พระเอกละครหลายเรื่องขึ้นชื่อเรื่องคิดไปเอง

 

            นอกจากเสียงกรนของเพื่อนสนิทที่คอยรบกวนโสตประสาทตอนนอน   การค้นพบความจริงในใจของตัวเองก็พาลให้คนๆหนึ่งไม่สามารถข่มตานอนหลับในยามค่ำคืนได้  จัน สะกิดใจนอนมองเพดานของหอพักมาตั้งแต่เพื่อนหลับ จนกระทั่งเพื่อนตื่นไปเรียนตอนตีห้า เขาก็ยังคงนอนตาค้างมองเพดานอยู่อย่างนั้น

 

อลินที่มาขอพึ่งพึงเพราะไม่อยากตื่นเช้ายืนแต่งตัวอยู่ที่หน้ากระจก  สายตาเหลือบมองเพื่อนรักเป็นระยะๆ  เขาไม่อยากพูดอะไรมากเพราะอีกฝ่ายคงกำลังคิดมากในหลายเรื่องๆ  การตัดสินใจเรื่องความสัมพันธ์ที่จะเดินหน้าหรือถอยหลัง เห็นแล้วนึกถึงตัวเองในสมัยเด็กอยู่หน่อยๆ

 

“จัน ฉันไปเรียนก่อนนะเว้ย  วันนี้นายจะทำไรวะบ้างนอกจากไปเรียน?”  เด็กหนุ่มเดินไปหยิบเสื้อกาวน์  ปัญหาหัวใจมันก็ใช่ แต่เรื่องเรียนมันก็สำคัญอยู่

 

“ฮ่ะ…?  ฉันเหรอ  ก็ไปเรียน กินข้าว แล้วก็…. เฮ้ย อลิน นายว่าฉันควรจะไปที่บริษัทสำรวจมั้ยวะ?”   จันยันร่างของตัวเองขึ้นมานั่ง   อลินถึงกับเลิกคิ้วที่ได้ยินคำถามแบบนั้นจากปากเพื่อน

 

“นายจะไปหาคุณอัศวินเหรอ?  ก็ดีนี่หว่า  ไปคุยให้รู้เรื่องก็ดี”  เพื่อนรักสนับสนุน  ไปถามใครก็คงได้คำถามแบบเดียวกัน กระนั้นคนถามก็ยังรู้สึกลังเล

 

ที่เขาลังเลไม่ใช่เพราะไม่อยากไป  แต่เขาไม่รู้จะอธิบายทุกอย่างให้ประธานหนุ่มฟังได้อย่างที่อธิบายให้เพื่อนฟังได้หรือเปล่า  คนไม่เคยมีแฟน ไม่เคยมีรักที่สมหวัง ไม่เคยต้องมาแก้ไขสถานการณ์แบบนี้  เอาเข้าจริงๆถึงร่างกายจะไม่เชอรี่บอยแล้ว แต่ทางประสบการณ์รักเขาก็ยังเชอรี่บอยอยู่ดี….

 

ความตึงเครียดที่แสดงออกทางสีหน้าของจัน สะกิดใจแทนที่จะทำให้เพื่อนเห็นใจ  อลินกลับรู้สึกขำเสียมากกว่า  ราวกับว่าตอนนี้ดวงตาสีเขียวได้เห็นความคิดในใจของอีกฝ่ายผ่านทางสีหน้าก็ไม่ปาน  เป็นเสียแบบนี้จึงโสดสนิท.. อ่า.. แต่นั่นก็เป็นความผิดของเขานี่นะ…

 

เคยทำให้เพื่อนต้องรักคุดโสดสนิทมา 21 ปี  ไม่อยากรับผิดชอบ แต่ก็ต้องรับผิดชอบบ้าง   “อย่าคิดมากน่า  นายก็ไปหาคุณอัศวิน ไปบอกว่านายคิดยังไงกับคุณอัศวิน แค่นี้ทางนั้นก็คงหายแล้ว”  พูดเหมือนง่าย….

 

“ปกตินายทำแบบนี้กับคุณรีวัลย์รึเปล่าฟะ….”  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องหน้าเจ้ามนุษย์เกรียน  มองเห็นภาพลูกอ้อนใส่แฟนอายุมากกว่าของเพื่อนสนิทอย่างชัดเจน

 

อลินจ้องกลับ  “ไม่ได้ทำเว้ย    ทำอย่างอื่นหลังเคลียร์กันเสร็จแล้ว”  ได้ยินแค่นี้คนฟังก็รู้ไปถึงไหนๆ   ช่างกล้าพูดออกมาหน้าตาเฉย!!!

 

เขาเคยคิดว่าที่ปรึกษาบริษัทสำรวจและกำจัดภัยในบ้านเป็นผู้ใหญ่สุดขรึม

แต่เมื่ออยู่กับแฟนก็อีกเรื่องหนึ่งล่ะนะ….

 

จันถอนหายใจและหันไปมองนาฬิกา  ตอนนี้มันยังเช้าเกินกว่าจะตื่นไปนั่งรอเรียน   “งั้นนายไปเรียนเหอะอลิน  ฉันจะงีบซักหน่อย”   เอนตัวกลับลงไปนอนราบกับเตียงนอนพร้อมกับดึงผ้าห่มมาห่อ

 

“ถ้านายป๊อดไม่กล้าไปบริษัทคนเดียว ฉันไปด้วยได้นะเว้ย”  อลินเสนอความช่วยเหลือ  แต่คำว่าป๊อดมันช่างกระแทกหน้าเสียจริงๆ

 

หนุ่มวิศวะปัดมือไล่เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มออกไป   ยิ่งพูดยิ่งเถียงกันก็ยิ่งยืดยาวไปเสียเปล่าๆ   เขาไม่ได้ป๊อด!  ก็แค่ไม่กล้าไปคนเดียว…  แล้วเพื่อนนักศึกษาแพทย์ก็เดินออกจากห้องพักไปตั้งแต่ดวงตะวันยังไม่โผล่มาให้เห็นบนท้องฟ้า  ไม่นานดวงตาคมของเจ้าของห้องก็เปิดขึ้นใหม่

 

ปากบอกอยากจะงีบ แต่การงีบมันก็ยังยากอยู่ดี…   จันเบือนมองไปทางกล่องนาฬิกาว่างเปล่าที่อยู่ไม่ไกลจากเตียงนอนนัก   ก่อนจะเปลี่ยนสายตามองไปยังกล่องเก็บของส่วนตัว  ของที่อยู่ในนั้นมีของสำคัญอันหนึ่งอยู่  ของบางอย่างที่ทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาแอบประนามว่าเขาช่างเสียชื่อเดือนคณะวิศวกรรมศาสตร์ยิ่งนัก…

 

เรียนจนจะขึ้นปี 4 จะเรียนจบอยู่แล้ว

เกียร์ก็ยังนอนนิ่งอยู่กับตัวเองไม่เคยเอาให้ใคร

 

จันจ้องค้างอยู่แบบนั้นก่อนจะข่มตานอนหลับไป  วันนี้เขาต้องนอนให้ได้สักนิดเพราะเขานอนไม่หลับติดกันหลายตอนเกินไปแล้ว!!    หน้าตาที่หล่อเหลาพาลจะเฉาจนเสียของไปหมด   ในที่สุดนักศึกษากลุ้มเรื่องรักก็สามารถข่มตานอนหลับสำเร็จจนได้….

 

หลับเพื่อเตรียมพลังงานไปรับมือกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

 

ช่วงเวลาวุ่นวายของยามเช้ายังคงดำเนินไป  เข็มนาฬิกาหยุดลงที่เลข 9  การจราจรก็ยังคงวุ่นวายอยู่   ณ เวลาทำการของบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน  เหล่าพนักงานกินเงินเดือนนั่งประจำที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ของตัวเอง  คนที่ต้องออกภาคสนามก็เดินทางออกจากตึกบริษัทกันไป

 

นายรีวัลย์ผู้ปกปิดนามสกุลนั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์  หน้าจอที่ควรจะเป็นเรื่องงาน วันนี้กลับเป็นหน้าจอเว็บไซด์ท่องเที่ยว  มือข้างที่ถนัดคอยเลื่อนอ่านแต่ละข้อความอย่างจริงจัง  ดูเหมือนชายหนุ่มจะเริ่มวางแผนการเที่ยวในช่วงวันหยุด

 

นั่งอ่านไปได้เล็กน้อย เสียงโทรศัพท์เครื่องส่วนตัวก็ดังขึ้น  ไม่จำเป็นต้องมองหน้าจอก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นคนโทรมา   “นายว่างแล้วงั้นเหรอ?  ไปเรียนทันตามที่อาจารย์นัดทันรึเปล่า?”

 

[ทันสิครับพี่รีวัลย์ ผมนอนหน้ามหาลัยถ้าไปไม่ทันก็แย่ล่ะครับ  ตอนนี้กำลังนั่งกินมื้อเช้าใต้ตึกคณะครับ]  ไม่ได้เจอหน้ากันในตอนเช้าก็ต้องรายงานสถานการณ์ให้รับรู้

 

“ดี  ห้ามอดมื้อเช้า  มันเป็นมื้อที่สำคัญ”   มือแกร่งหยิบกาแฟที่ซื้อมาเองจากร้านใต้ตึกบริษัทขึ้นมาจิบ   การดื่มกาแฟฝีมือเลขานุการตั้งแต่เช้ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสุขภาพร่างกายนัก…

 

อลินรีบเข้าเรื่องที่ตั้งใจโทรหาในทันที  [พี่รีวัลย์ผมขอช่วยหน่อยสิครับ  วันนี้ดักตัวคุณอัศวินไว้ที่บริษัทให้หน่อย]   คำขอของแฟนอายุน้อยกว่าชวนให้สงสัย

 

คนรักอายุมากกว่าหลายปีนิ่งฟังคำอธิบายของอีกฝ่ายอย่างละเอียด    ดูเหมือนวันนี้จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่บริษัทสำรวจแห่งนี้อีกแล้ว   ช่างคล้ายกับภาพเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาก่อน  จะไปห้ามปรามก็ไม่ได้เพราะตัวเองเคยทำ…

 

“ก็ได้  ฉันจะดักตัวอัศวินไม่ให้กลับเร็วก็แล้วกัน”   ชายหนุ่มยกมือขึ้นกวักเรียกให้เพชราที่เดินไปเดินมาด้านนอกเข้ามา  การจะรั้งตัวประธานบริษัทให้อยู่กับที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆคนช่วยกัน

 

[ขอบคุณมากครับ  หวังว่าจะไม่ทำให้พี่รีวัลย์งานเยอะขึ้นนะครับ]  ครั้นจะบอกว่าทำให้งานเยอะขึ้นก็ไม่กล้าพูดออกไป…

 

“นายไม่ต้องกังวล  ฉันจัดการงานของตัวเองได้   นายกินข้าวแล้วเตรียมตัวเรียนคลาสต่อไปเถอะ แล้วเจอกัน”  กดวางสายแทนที่จะสนทนาต่อ  ก็เพราะสายตากรุ่มกริ่มอยากล้อของเลขาสาวที่คอยจ้องมองอยู่นั่นน่ะสิ…

 

เพชราเห็นเจ้านายวางสายแล้วก็ถามธุระที่เรียกเข้ามาในทันที   “มีอะไรเหรอคะหัวหน้า?   เปลี่ยนสีหน้าเร็วจังนะคะ”  มันก็หน้าเดิมนี่ล่ะ…  รีวัลย์ไม่ได้กล่าวไว้

 

“เธอช่วยตรวจดูตารางงานวันนี้ของอัศวินให้ที  แล้วจัดการให้หมอนั่นอยู่ที่บริษัททั้งวันห้ามไปไหน”  คำขอของชายหนุ่มผมดำช่างน่าแปลกใจ…

 

หญิงสาวผมสั้นฟังคำอธิบายของเจ้านาย   หากนี่คือเกมจีบหนุ่มที่หาญจิตกำลังพยายามทำความเข้าใจ  นี่คงเรียกได้ว่ากำลังจะเกิด Event สำคัญบางอย่างขึ้นที่บริษัทสินะ   มันอาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสำหรับที่อื่น  แต่เรื่องรักๆมันมีผลกับบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านมาก

 

“เข้าใจแล้วค่ะหัวหน้า ฉันจะร่วมมือด้วย จะไม่ให้คุณอัศวินออกไปไหนได้เลยค่ะ”  เธอกำหมัดแน่น ด้วยเกียรติของเลขานุการมืออาชีพ  มีหรือจะทำให้เจ้านายผิดหวัง

 

“ทำไมฉันห้ามออกไปไหนล่ะ  จะเซอไพรต์อะไรฉันกันเหรอ?”  เสียงทุ้มหนึ่งเปล่งดังมาจากประตูทางเข้าห้องทำงานของที่ปรึกษาอย่างประจวบเหมาะ….

 

สองสายตาของไส้ศึกในฝั่งโลกของผู้ใหญ่หันไปตามเสียงพูด  มันจะบังเอิญเหมือนละครหลังข่าวไปแล้ว…  ที่ตรงนั้นท่านประธานกำลังยืนจิบกาแฟร้านเดียวกันกับที่ปรึกษา   จะแตกต่างก็แค่โดนัทในอีกมือหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา  วันนี้เจ้าตัวก็มาทำงานเช้าผิดปกติอีกเช่นเคย…

 

หากอาการช้ำรักทำให้คนมาทำงานเช้าได้…

บริษัทอาจต้องเพิ่มกฏห้ามมีความรัก..

 

แต่ที่นี่จะเขียนกฏเหมือนกับละคร ภาพยนต์ อนิเมชั่นแบบนั้นไม่ได้  เพราะความรักขับเคลื่อนให้การทำงานของพนักงานที่นี่มีประสิทธิภาพมากขึ้น  (แม้จะมีการอู้งานออกไปหาเด็กเป็นระยะๆ)   อัศวินมองเพื่อนร่วมงานทั้งสองอย่างสงสัย  ฝั่งผู้ต้องสงสัยยังคงคิดหาข้อแก้ตัวไม่ได้

 

“ถ้าบอกก่อนก็ไม่เซอไพรต์สิคะคุณอัศวิน!”  เพชราหยิบแฟ้มขึ้นมาตบแขนหัวหน้าให้รับมุข   ตบแรงไปนิดมันจึงดังป๊าบใหญ่ๆ…

 

รีวัลย์เหล่มองหญิงสาวผู้กำลังใช้มารยาร้อยเล่มเกวียน  หากตบสูงกว่านี้มันคงกลายเป็นตบหัวกันพอดี   “ตามที่เพชราว่านั่นล่ะ  นายทำตัวดีๆอยู่กับที่ก็พอแล้ว”   ชายหนุ่มกล่าวเสริม

 

ท่าทางมีพิรุธของเพื่อนร่วมงานที่รู้จักกันมานานมันช่างผิดปกติ   กระนั้นอัศวินก็ได้แต่ยิ้มและสงสัยในใจเท่านั้น  เค้นถามไปก็ไม่มีประโยชน์เนื่องจากรู้นิสัยกันดี   “วันนี้ก็ไม่ใช่วันเกิดฉันซะด้วย  น่าติดตาม”  หนุ่มใหญ่ยิ้มละไม

 

ท่านที่ปรึกษาบริษัทและเลขานุการเริ่มรู้สึกว่าเครื่องปรับอากาศมันร้อนแทนที่จะเย็น  ต่างคนต่างรู้ว่าเล่นละครไม่เนียนเอาเสียเลย  แต่มันจำเป็นต้องแถกันไปก่อน  “มันจะไม่เซอไพรต์ถ้านายถามก่อน  นายกลับไปห้องทำงานของนายซะ”

 

“แล้วมื้อเที่ยงล่ะ?  ฉันจะออกไปหาอะไรกินข้างนอกได้มั้ย?”  ท่านประธานยิงคำถาม  คู่สนทนาทั้งสองส่ายหน้า  ทำทุกวิถีทางไม่ให้เจ้าตัวออกนอกเขตได้…

 

“เดี๋ยวฉันจะบอกให้คนซื้อมื้อเที่ยงมาให้พวกเราค่ะ”  สมกับเป็นเลขานุการมื้ออาชีพ   เธอรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อหา Messenger ในทันที

 

อัศวินจ้องมองดูคนมีพิรุธทั้งสอง  กระทั่งเรื่องอาหารก็ไม่ยอมให้ออกไปไกลจากบริษัท  หรือวันนี้จะมีการรวมหัวเซอไพรต์จากเพื่อนร่วมงานและลูกน้องกันน่ะ?   บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่  มีแค่ความหวังดีและความรักของพนักงานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านก็เป็นได้….

 

เรียวปากคมหยักยิ้มให้ทั้งคู่   “ฉันจะรอแบบคาดหวังนะ”  คำว่าคาดหวังของอัศวินพาให้เหงื่อของคนฟังมันเย็นขึ้นมาอย่างกะทันหัน

 

…..เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในวันนี้มันต้องเซอไพรต์มากจริงๆ….

 

ประธานของบริษัทเดินจากห้องทำงานของที่ปรึกษาไป  คนที่เหลือจึงหายใจได้ทั่วท้องเมื่อทำให้อีกฝ่ายไม่คิดจะสอบสวนให้บอกความจริงได้  ดูเหมือนอัศวิน สมิงห์จะไม่สงสัยเลยว่ามันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจัน สะกิดใจ  คิดในแง่ร้ายก็คงเป็นไม่คาดหวังอะไรตั้งแต่แรกแล้วก็เป็นได้…

 

“น้องจันจะมาแน่ๆใช่มั้ยคะหัวหน้า?”   เพชราเริ่มไม่แน่ใจว่าเด็กหนุ่มซึนเดเระคนนั้นจะมาอย่างที่เจ้านายบอก  ต่อให้มาก็แลดูจะเกิดเรื่องดราม่ามากกว่าจะเกิดความซึ้ง

 

ชายผู้เป็นแฟนของเพื่อนเด็กหนุ่มคนนั้นเงียบไปพักใหญ่ๆ  ตัวเขาเองก็ฟันธงแทนเจ้าตัวไม่ได้  นี่เป็นแค่เรื่องไหว้วานของแฟนอายุน้อยกว่าเท่านั้น  “ก็ไม่รู้สินะ  ว่ามันจะออกมาแบบไหน”   เรื่องของตัวเองเมื่อ 6 ปีก่อน ก็เป็นเรื่องราวที่อยู่เหนือความคาดหมายทั้งสิ้น

 

ถ้าประวัติศาสตร์จะดำเนินแบบเดิมๆ

ก็คงแสดงว่าคนเขียนเริ่มจะหมดมุขแล้วล่ะ(?)

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งเรื่องโกหก  ฉากการเรียนการสอนโดนตัดทิ้งไปหมดอย่างน่าใจหาย   หลังคาบเรียนสุดท้ายของวัน อลิน แย้มเก้อรีบเดินออกจากตึกคณะแพทย์ศาสตร์  แบตเตอรี่พลังงานชีวิตของเด็กหนุ่มใกล้จะหมด  กระนั้นเขาก็ไม่อาจปล่อยเพื่อนสนิทเอาไว้ได้ เพราะซึนเดเระอาจเปลี่ยนใจได้ในวินาทีสุดท้าย  สองขารีบจ้ำเข้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างกันอย่างรวดเร็ว

 

เด็กหนุ่มแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยดูแปลกตาท่ามกลางนักศึกษาสวมใส่เสื้อช้อปสีน้ำเงินและกางเกงยีนส์   สองสายตามองหาเพื่อนสนิทของตัวเองตามห้องต่างๆ ที่เขาไม่ค่อยได้มาเยือนบ่อยๆนั้น  จากห้อง Lab คอมพิวเตอร์ A ไป B ไป C  จากห้องพักอาจารย์ไปยังห้องน้ำ

 

หลังเดินมาได้พักใหญ่ๆเจ้าตัวก็เริ่มคิดได้ว่าควรจะโทรหาแทนที่จะเดินสุ่มเอา  มือหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหารายชื่อเพื่อโทรออก   “อลิน?   มาหาจันเหรอจ๊ะ?”   เสียงหวานใสของคนคุ้นเคยดังมาจากเบื้องหลัง

 

“ขนิษฐา! ยุพิน!  มาพอดีเลย  จันอยู่ไหน!?”   เจอเป้าหมายที่วางใจได้จึงรีบถาม   ดวงตาสีเขียวเผลอจับจ้องไปที่หนังสือการ์ตูนในมือของทั้งคู่เข้า

 

“จันกลับไปแล้วอ่ะจ้ะ” ได้ยินคำของดาวคณะวิศวะ นัยน์ตาสีเขียวก็เบิกกว้างเป็นไข่ห่านพร้อมกับอุทานออกมาเสียงดัง จันไปแล้ว!?

 

อลินกร่นด่าเจ้าเพื่อนสนิทหล่อเสียของอยู่ในใจ   ป่านนี้หมอนั่นจะไปที่บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านจริงๆหรือเปล่า?  หรือตอนนี้กลับไปนอนเอกเขนกอยู่ที่ห้องไม่สนโลกไปแล้ว    “ขอบใจนะ  ฉันจะตามไปดูที่หอว่าหมอนั่นอยู่รึเปล่า”

 

แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มจะรีบเคลื่อนที่ไป   เจ้านักศึกษาแพทย์ก็หยุดเดินและหันกลับมามองใหม่   “เรื่องนั้นฉันยังไม่ได้อ่าน  ถ้าไงอ่านจบแล้วฝากมะขามมาให้ด้วย”    พิกัดสายตาหยุดที่หนังสือการ์ตูน Boy Love ในมือของสองสาว   คราวนี้หน้าปกเป็นชายหนุ่มสองคนมีหู  ชื่อเรื่องเด่นหราว่า [แฟนผมเป็นแมวดำ]

 

ขนิษฐายิ้มกว้าง ขณะที่ยุพินแฟนสาวทำหน้าตาเอือมๆ   “จ้ะ  แล้วจะฝากมะขามไปให้นะ”  การอ่านหนังสือการ์ตูน Boy Love ของกลุ่มสาววายนั้นถือเป็นการหาข้อมูลและศึกษาอะไรบางอย่างเพื่อไปปรับใช้กับชีวิตรัก….  เส้นทางเด็กติดการ์ตูนของอลิน แย้มเก้อเริ่มจะออกนอกเส้นทางสายปกติ…

 

ถ้านี่เป็นการ์ตูน Boy Love แล้วล่ะก็…

….ในเวลานี้นายเอก(?)ควรจะไปที่ไหนกันล่ะ?….

                รถไฟฟ้าขบวนยาวเคลื่อนที่ไปบนรางที่ทอดยาวไปยังสถานีต่างๆ  ผู้คนที่โดยสารบ้างนั่งหลับจากความเหนื่อยล้า  บ้างมองดูโทรทัศน์จอเล็กๆที่กำลังฉายโฆษณา  บ้างสนทนากับคนข้างๆ  บ้างก็นั่งก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์หรือ Tablet ของตัวเองไม่สนใจใคร   นี่เป็นภาพที่คนในเมืองหลวงคุ้นเคยจนเป็นเรื่องธรรมชาติ

 

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มยืนจับเสา เหมือนจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษให้เด็ก สตรี และคนชรานั่งตรงที่ว่าง  แต่จริงๆแล้วมันก็แค่ไม่มีที่นั่ง….    จัน สะกิดใจสะพายเป้ออกมาจากมหาวิทยาลัยเงียบๆไม่ยอมบอกเพื่อนสนิท   เวลานี้โทรศัพท์เขาเริ่มสั่นและดังจึงรู้ได้ทันทีว่าใครโทรมาหา

 

ก่อนที่จะรบกวนคนอื่น มือจึงรีบหยิบขึ้นมารับสาย  “โทษทีว่ะอลิน ฉันออกมาแล้วว่ะ”  ขอโทษนำก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มสาดเสียงบ่น…

 

[นายรีบไปไหน!?  นายออกไปศาลาแดง หรือนายจะกลับบ้าน!???]  ที่ไปของเด็กหนุ่มมันมีแค่สองที่นี้หรือไร ก็ได้แต่คิดในใจ…

 

“ฉันกำลังไปที่บริษัทสำรวจแหละน่า…  นายไม่ต้องด่าฉันว่าป๊อดนะเว้ย”  รีบพูดดักก่อนจะโดนว่าจริงๆ  ถึงแม้เขาจะเกิดป๊อดเป็นบางเวลา  แต่เมื่อถึงเวลาเอาจริง หนุ่มวิศวะก็เอาจริงไม่ให้เสียศักดิ์ศรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบหรอกนะ

 

เพื่อนสนิทเงียบไปประหนึ่งอึ้ง    [เมื่อเช้าหรือเที่ยงนายกินอะไรผิดรึเปล่าฟะ?   ทำไมนายดูแน่วแน่จนฉันกลัวพายุเข้ากำแพงกุหลาบ]  คนฟังถึงกับทำหน้าตาบูดเบี้ยว

 

“เฮ้ย….  พอฉันทำตัวดีก็หาว่าผีเข้าซะงั้น!   พวกนายจะเอายังไงกับฉันเนี่ย!”   หนุ่มหน้าตาดีเริ่มส่งเสียงดังท่ามกลางผู้คนบนรถไฟฟ้าบีทีเอส   เมื่อรู้ตัวว่าเสียงดังเกินไปจึงค่อยๆลด Volume เสียงตัวเองลง…

 

[ไม่ได้จะเอาไง แค่ตกใจ  เอาเหอะถ้านายมุ่งมั่นขนาดนี้ก็ดีแล้ว  ฉันจะตามไปทีหลังนะเว้ย]  ห่วงเพื่อนราวกับเป็นลูกไก่กับแม่ไก่… แต่นี่คือลูกหมากับกระต่าย

 

กระต่ายที่โดนเพื่อนเป็นห่วงมากเกินไปถอนหายใจ   จะขนกันมาให้กำลังใจเขาที่บริษัทปานเชียร์มวยกันเลยหรือไร  แต่ห้ามไปอีกฝ่ายก็ไม่ฟัง  เพราะการมาที่บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านก็เท่ากับมาหาแฟนหนุ่มอายุมากกว่าด้วยเหมือนกัน

 

“อยากมาก็มา แต่ไม่รู้ตอนนั้นฉันจะกลับแล้วรึยัง แค่นี้ล่ะ”  จันกดวางสายไปและเก็บโทรศัพท์ใส่ในกระเป๋า  รู้ตัวอีกทีรถไฟฟ้าก็เคลื่อนที่มาถึงช่องนนทรีเข้าไปแล้ว  สถานีข้างหน้าคือศาลาแดงอันเป็นที่หมาย….  ความตื่นเต้นก็เริ่มประทุขึ้นมาทีละน้อยทันที…

 

….นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เป็นฝ่ายไล่ตามคนอื่น…

 

เมื่อ 9 ปีก่อน ตอนนั้นเขาเป็นเพียงนักเรียนมัธยมต้น  เขามักจะไปดักรอเพื่อนร่วมชั้นที่ตัวเองแอบชอบ แล้วทำเหมือนมันเป็นเรื่องบังเอิญที่ได้มาเจอกัน  คอยแอบตามไปเจอที่นั่นที่นี่  ได้เห็นภาพบาดใจก็หลายครั้ง  ตอนนั้นเขาเคยเป็นฝ่ายไล่ตาม…. ไล่ตามแล้วคว้าได้เพียงแค่อากาศ

 

9 ปีต่อมา เขาได้เจอกับชายหนุ่มคนหนึ่ง  ชายคนนั้นคอยวิ่งตามเขา  มันอาจไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนวิ่งตาม  ด้วยความที่เป็นเดือนมหาวิทยาลัยก็ย่อมมีคนมาจีบบ้าง  แต่ด้วยข่าวลือที่พูดกันปากต่อปากว่าเขาเป็นเกย์… สาวๆที่เข้าหาก็กล้าๆกลัวๆกันไปตามระเบียบ….

 

กลับมาที่เรื่องของชายคนนั้นอีกครั้ง   ประธานบริษัทหนุ่มเป็นเพื่อนร่วมงานของแฟนเพื่อน   ชายซึ่งเคยเป็นศัตรูหัวใจพรากเอารักครั้งแรกของเขาไป   เขาเคยวิ่งหนีเจ้าผู้ชายที่ยัดเยียดความรักให้คนนั้นสุดชีวิต  แต่ทุกครั้งก็ต้องหยุดและเดินเข้าไปหาเองหลายต่อหลายครั้งเพราะความใจอ่อน…

 

ทำแบบนั้นเรื่อยๆจนกระทั่งทำผิดพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย…

 

รถไฟฟ้า BTS  เคลื่อนจอด ณ สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง  ตึกอาคารของบริษัทสำรวจและกำจัดภัยกายในบ้านอยู่ไม่ห่างจากที่หมายที่ลงจอด  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปยังสถานที่แห่งนั้นเมื่อขาก้าวลงมาจากรถที่โดยสารมา  ณ ที่แห่งนั้นมีสิ่งที่เขาต้องไปทำอยู่  มีสิ่งที่เขาต้องไปแก้ไข…

 

ชายที่พยายามวิ่งตามเขา ตอนนี้เป็นฝ่ายเดินหนีเขาเสียแล้ว

 

พนักงานหลายคนเริ่มเก็บข้าวของบนโต๊ะเพื่อเดินทางกลับบ้านทันทีที่เข็มนาฬิกาเคลื่อนเข้าเลข 5  ทันทีถึงเวลา 17.00 น. เท่ากับถึงเวลาที่ประตูความสุขของพนักงานบริษัทเปิดออก  กระนั้นก็ยังมีคนขยันอีกหลายคนที่อยู่โยงเพื่อทำงานต่อเพื่อเงินค่าตอบแทนที่เรียกว่า OT

 

แต่บางคนหาได้อยู่ที่บริษัทเกินเวลาเพื่อ OT   ณ ร้านกาแฟใต้ตึกบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน  ที่ปรึกษาบริษัทและเลขานุการกำลังทำตัวเป็นสายลับ  ในมือของหญิงสาวถือวิทยุสื่อสารที่ใช้ในการออกทำงานภาคสนามในการติดต่อกับใครบางคนซึ่งอยู่ชั้นบน

 

“คุณหาญจิตคะ  ตอนนี้คุณอัศวินยังอยู่ที่ห้องทำงานใช่มั้ยคะ?”   เพชรารีบถามถึงพิกัดของคนที่ต้องคอยจับตามอง

 

[ตอนนี้อัศวินก็ยังนั่งเล่นคอมอยู่ล่ะ  ดูท่าทางอารมณ์ดีใช้ได้]   ที่ชายหนุ่มอารมณ์ดีเพราะคงกำลังคาดหวังเรื่องเซอไพรต์จากเพื่อนร่วมงาน  แต่คนที่พูดออกไปแบบนั้นกำลังนั่งไม่ติดที่กันแล้ว…

 

หญิงสาวหันมองไปทางชายหนุ่มผมสีดำขลับกับคาปูชิโน่  นายรีวัลย์ผู้ปกปิดนามสกุลยังคงนิ่งไม่ร้อนรนอะไร  “มหาลัยเพิ่งเลิก  ตอนนี้คงอยู่ระหว่างเดินทาง”   ชายหนุ่มคาดเดาจากเวลาในตอนนี้

 

หญิงสาวพยักหน้ารับ  ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกเดจาวูกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน  พวกเธอก็เคยใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกันแบบนี้เพื่อแผนการเรื่องรักๆใคร่ๆแบบนี้เช่นกัน  ทุกอย่างที่กำลังดำเนินอยู่นี้มันทั้งขำและเครียดไปพร้อมๆกันเลยทีเดียว

 

ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องของที่ปรึกษา  ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของประธานบริษัท  หวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย…  “อ๊ะ! หัวหน้าคะ!  น้องจันค่ะ! น้องจัน!”   มือเรียวชี้ออกไปนอกกระจกร้านกาแฟ

 

เป้าหมายผมสีน้ำตาลอ่อนเดินมองซ้ายมองขวา แลดูไร้ความมั่นใจในการเดินภายในบริษัทกว้างใหญ่   ใบหน้าของเด็กหนุ่มในเสื้อช้อปสีน้ำเงินเลิ่กลั่กมีพิรุธจนยามต้องเดินเข้ามาถามไถ่    ผู้ใหญ่ที่เฝ้ามองจากภายในร้านกาแฟจึงต้องออกโรงไปช่วยเหลือ

 

“อ่าว  สวัสดีครับ”  จันยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง  แปลกใจเล็กๆที่เห็นทั้งสองคนเดินมาหาปานดักรอเขาอยู่อย่างนั้นล่ะ

 

“อลินโทรบอกแล้วว่านายจะมา  พวกฉันก็เลยมาดักรอนายก่อน”  รีวัลย์บอกตรงไปตรงมา  คำว่าอลินที่หลุดออกจากปาก  คนทีฟังไม่รู้จะซึ้งหรือจะปลงกับเพื่อนคนนี้ดี…  ห่วงอย่างกับแม่!

 

“มาต้อนรับกันแบบนี้ผมก็เกร็งสิครับ… อย่างกับผมมาทำภารกิจเพื่อชาติงั้นล่ะ…”   นี่ไม่ใช่การเกณฑ์ทหารนะ…  แต่ทำเหมือนมาจับใบดำใบแดง…

 

เพชราบีบบ่าของเด็กหนุ่มในชุดที่บ่งบอกว่าเป็นนักศึกษา   “ไม่ใช่เพื่อชาติ ก็เพื่อบริษัทเราแหละจ้ะ”   เลขานุการสาวช่างพูดจาตรงไปตรงมาเสียจนคนฟังทำหน้าเหวอ….

 

ถ้าประธานบริษัทอกหักนี่….

เขาจะโดนพนักงานที่นี่ไปประท้วงที่มหาวิทยาลัยหรือเปล่านั่น

                จัน สะกิดใจราวกับได้รับภารกิจมาแบกไว้บนหลัง ทั้งๆที่ตั้งใจมาคุยเรื่องของตัวเอง!    “เอ่อ… แล้วตอนนี้คุณอัศวินอยู่รึเปล่าครับ?  หรือว่ากลับบ้านไปแล้ว?”

 

“อัศวินอยู่ที่ห้องทำงาน  พวกเราดักหมอนั่นทุกวิถีทางไม่ให้กลับบ้าน”  รีวัลย์พูดหน้าตาเฉย  ร่วมมือกันดีนะ… ผู้ใหญ่แลดูว่างงานกว่าที่เขาคิด  หรือเป็นเฉพาะบริษัทนี้กันแน่…

 

ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาแล้ว  ก็ได้เวลาเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตั้งใจ   “งั้นผมจะขึ้นไปหาคุณอัศวินล่ะครับ…”  รู้สึกเหมือนชะตาจะขาด….

 

ผู้ใหญ่ทั้งสองยืนส่งที่หน้าลิฟต์ประหนึ่งส่งกระต่ายไปยังถ้ำเสือ  ลิฟต์ที่เคลื่อนตัวขึ้นไปชั้นบนอย่างช้าๆ  เวลามันแลดูช้าและยาวนานกว่าความเป็นจริง  ในสมองของเด็กหนุ่มก็ครุ่นคิดและเรียบเรียงความในใจที่ต้องการอธิบายไปเรื่อยๆ  ทว่ายิ่งใกล้ก็ยิ่งผูกความคิดมั่วไปเสียหมด

 

รู้สึกตัวอีกทีประตูลิฟต์มันก็เปิดออกแล้ว  มาถึงหน้าห้องของประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน   ตรงหน้าห้องอันเป็นด่านแรกเผยให้เห็นร่างของหาญจิต   หญิงสาวสวมแว่นตาถือเครื่องมือสื่อสารและส่งยิ้มมาให้อย่างสดใส

 

“มาแล้วเหรอน้องปลวก  ฉันจะได้ไปเล่นเกมต่อซะที~”   กระทั่งรองประธานบริษัทก็ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาความรักเป็นอย่างดี…  ช่างสามัคคีกันเสียจริงนะบริษัทนี้

 

จันโค้งศีรษะแทนการไหว้  หญิงสวมแว่นจึงหลีกทางให้ตัวละครหลักได้เริ่มสิ่งที่ควรจะทำเสียที…  ถึงเวลาของการชี้ชะตาที่ลากยาวมาหลายตอนกันแล้ว..  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองผ่านกระจกใสที่กั้นห้องเข้าไปภายใน  แลเห็นชายหนุ่มผมสีทองนั่งอ่านบางอย่างในคอมพิวเตอร์ด้วยรอยยิ้ม…

 

รอยยิ้มที่เขาเคยเห็นบ่อยๆ… จนกระทั่งมันหายไป…

เพราะเขาเป็นคนทำเอง….

                หนุ่มวิศวะกำหมัดแน่น  รวมรวบความกล้าและศักดิ์ศรีของเด็กวิศวะมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบเข้าไปภายใน   ยามผลักประตูไม้สีน้ำตาลอ่อนเข้าไป  เจ้าของห้องก็ยังคงไม่สังเกตว่าใครคือผู้มาเยือน   “พวกรีวัลย์จะมาเซอไพรต์แล้วเหรอหาญจิต?”  เสียงทุ้มเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา

 

ขายาวๆของเด็กหนุ่มผู้มาเยือนเดินมาหยุดตรงหน้าของโต๊ะทำงาน   “ผมมาที่นี่เพราะอยากคุยกับคุณให้รู้เรื่องครับ คุณอัศวิน”   เสียงนั้นดึงให้ร่างสูงใหญ่กว่าเงยหน้าขึ้นมอง…

 

ภาพที่นัยน์ตาสีฟ้าครามสะท้อนให้เห็น  มันเป็นภาพที่เหลือเชื่อในสายตา  “จัน?  เธอมาถึงที่นี่เลยเหรอ?”    ได้เจอหนุ่มวิศวะที่นี่มันน่าเหลือเชื่อ….

 

จัน สะกิดใจสบมองตาสีอ่อนแล้วเกิดอาการใบ้รับประทานอย่างกะทันหัน  ความกล้าที่มีมาตลอดตั้งแต่เดินออกจากมหาวิทยาลัยกำลังพุ่งดิ่งลงเหวไปอย่างรวดเร็ว  ปากเริ่มอึกอัก ลิ้นแข็ง   “ถ้าผมไม่มาที่นี่ คนที่ยืนตรงนี้ก็ผีล่ะครับ!”  ปากพาจนเริ่มโวยวาย…

 

อัศวินจะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก   การเจอหน้ากันตอนนี้มันช่างน่าอึดอัดกว่าที่คิด   “คงไม่ใช่ผีล่ะ  แต่เหมือนเห็นผีจริงๆ”  ชายหนุ่มตอบกลับ

 

“งั้นคุณจะหลบหน้าผม ด้วยการเดินออกจากห้องไปตอนนี้รึเปล่าล่ะ?”   หนุ่มวิศวะโต้ตอบกลับ  ถ้าเหมือนเห็นผีซะขนาดนั้น…..

 

แล้วความเงียบก็เข้าครอบงำบรรยากาศอีกครั้ง  มันไม่เคยเงียบอย่างนี้มาก่อนเลย  เพราะประธานหนุ่มมักจะเป็นฝ่ายชวนคุยอยู่เสมอ…   ต่างคนต่างไม่มองหน้ากันเอง   จันที่เตรียมใจมาแล้วลืมเรื่องที่จะพูดไปเสียสนิท  1 นาทีผ่านไป  2 นาทีผ่านไป  3 นาที…มาม่ากำลังสุก….

 

ในที่สุดชายผู้เป็นผู้ใหญ่กว่าก็เปิดปากพูดก่อน   “เธอมีเรื่องอะไรเหรอจัน?   มาถึงที่นี่คงมีธุระสินะ  เพราะเธอไม่ค่อยอยากเจอฉัน”   คำพูดตัดพ้อจุดไฟในใจได้อย่างประหลาด…

 

“มีสิครับ!”   เด็กหนุ่มถอดกระเป๋าเป้ออกมารูดซิปหาของที่อยู่ภายในนั้น   มือล้วงหาอย่างรวดเร็วจากอาการตึงเครียด

 

…มันคือกล่องนาฬิกาที่เคยได้รับเป็นของขวัญ…

 

กล่องเปล่าๆที่ไม่มีตัวนาฬิกาอยู่ภายใน  และตัวนาฬิกาก็ไม่ได้อยู่กับคนที่เคยเป็นเจ้าของ  ของสิ่งนั้นซึ่งโดนทวงคืนไปแล้วเพื่อหยุดความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่เอาไว้สักระยะ  อัศวินมองกล่องนาฬิกาในมือของอีกฝ่ายอย่างอึ้งๆ  ความรู้สึกหมองหม่นเข้าครอบงำ…

 

“กระทั่งกล่อง เธอก็จะคืนให้ฉันสินะ  คงไม่อยากเก็บเอาไว้”  การตีความของชายตรงหน้าพาให้คู่สนทนาอึ้ง  ประเดี๋ยวก่อน….

 

“หา………. คุณกำลังพูดอะไรน่ะ?”   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องหน้า  แลดูอีกฝ่ายจะเข้าใจไปว่าเขาเอากล่องนาฬิกามาคืน   แบบเดียวกับที่แฟนเก่ามักจะเก็บของมาคืน…

 

สีหน้าของอัศวิน สมิงห์หมองลง  กระนั้นเรียวปากคมก็ยังคงรอยยิ้มเอาไว้  รอยยิ้มซึ่งแลดูฝืนๆ   “ถ้าเธอจะคืน  ฉันก็จะรับไว้ เธอคงอึดอัดที่ฉันตามตื้อเธอมาก   ขอโทษด้วยนะ”  ชายหนุ่มสรุปความไปเองเสร็จสรรพ   นายจันอึ้งจนเรียบเรียงคำพูดไม่ทัน…

 

รู้ตัวอีกทีประธานหนุ่มก็ลุกเดินมาหยุดตรงหน้า  มือแกร่งยื่นมารอรับของที่ตัวเองเคยให้คืน   “จบแล้วสินะ เรื่องของเราน่ะ”  ประเดี๋ยวก่อน………..

 

นี่เขาตั้งใจมาพูด แต่ไหงเขาโดนพากษ์ไปเองเสร็จ!!!

 

เด็กหนุ่มในเสื้อช้อปถลึงตาใส่เจ้าคนพูดมาก   ผู้ใหญ่ขี้ใจน้อยที่กำลังสรุปความเอาเองปานรีบปิดประชุม   “คุณเป็นพวกพระเอกละครหลังข่าวที่สรุปเองเออเองเรอะ!???”   น้ำเสียงขุ่นเคือง เสียงแข็งไม่พอใจหลุดออกจากปาก  นี่มันละครหลังข่าวหรือไง…

 

“ฉันไม่ค่อยดูละครหรอก”  คิ้วคมสีอ่อนเลิกขึ้น  ชายผมสีทองมีสีหน้าแปลกใจ  รายการที่ดูหาใช่ละครหลังข่าวจึงไม่อาจซึมซับคาแร็กเตอร์…

 

ประโยคตอบจริงตอนเล่น  เด็กหนุ่มก็หงุดหงิดทวีขึ้น   “ผมยังไม่ทันได้พูดซักประโยคเลย คุณก็แย่งผมพูดหมด!!”   บทจะถอยก็หาทางถอยเองหมดทุกเรื่อง!

 

เขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อจัดการเรื่องความรู้สึกของตัวเองให้เรียบร้อย   ตั้งใจจะมาดับความซึนเดเระของตัวเองเพื่อแก้ไขเรื่องที่โดนเข้าใจผิด  สรุปว่าอีกฝ่ายอยากจะคบ หรืออยากจะถีบเขาไปไกลๆกันแน่ฟะ?   ยิ่งคิด ยิ่งฟังยิ่งโมโห  ความตั้งใจที่มีตอนแรกเหมือนโดนพากษ์เรื่องใหม่ลงไปเองเสียหมด

 

“งั้นเธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะจัน?”  อัศวินถามกลับ  ประโยคนั้นเหมือนกรรไกรที่ตัดความอดทนของจัน สะกิดใจให้ขาดสะบั้นในทันที

 

“ผมจะมาบอกว่าผมคิดยังไงกับคุณน่ะสิครับ!!!”   แผดเสียงออกไปดังลั่น   วิญญาณซึนเดเระราวกับโดนเตะออกจากร่าง

 

ชายผมทองทำสีหน้าอึ้งกลับ   “เธอไม่ค่อยสบายรึเปล่า?”   มือยื่นออกไปแตะสัมผัสที่หน้าผากอีกฝ่ายเพื่อวัดไข้..   เป็นอีกครั้งที่โดนทักว่าป่วยไม่ก็กินยาผิด…

 

เขาอุตส่าห์มาถึงที่นี่….    “ผมไม่ได้ป่วย!”    มือยื่นออกไปกระชากเนคไทด์สีเทาเข้มที่ชายตรงหน้าสวมใส่  ออกแรงดึงกระชากให้ร่างนั้นเข้ามาใกล้ตัว…

 

สัมผัสของริมฝีปากที่แม้ไม่ได้นุ่มนิ่ม  แต่ก็ไม่ได้แห้งผากจากการดื่มน้ำน้อย   จัน สะกิดใจแนบเรียวปากเข้ากับริมฝีปากของชายตรงหน้า  แต่เหมือนจะออกแรงมากไปหน่อย ฟันจึงกระแทกเข้าเต็มๆก่อให้เกิดเป็นแผลปากแตกแทนเสียอย่างนั้น…

 

แต่มันก็สะกดให้ประธานหนุ่มนิ่งค้างเป็นก้อนหินได้…    “ที่ผมไม่ยังยอมบอกว่าผมจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็เพราะว่าผมเป็นห่วงความรู้สึกของคุณ  เพราะว่าคุณเคยมีแผลใจเรื่องรักระยะห่าง!!”   ปรอทความหงุดหงิดกำลังพุ่งขึ้นสูง  ความเป็นเด็กกับผู้ใหญ่ถูกทุบทิ้ง

 

“ผมยังไม่ทันได้อธิบาย คุณก็สรุปเรื่องเอาเองหมดแล้ว!!”   กระทั่งเรื่องกล่องนาฬิกา… ก็ยังคิดไปได้ว่าเขาจะเอามาคืน!!   เห็นเขาแย่ได้ขนาดนั้นเลยเชียวเหรอ!???

 

“ถ้าผมมันแย่ขนาดนั้น ก็อย่ามาจีบตั้งแต่แรกสิครับ!”   คิดจะตื้อก็ตื้อ  คิดจะหนีก็หนี….   พัง… พังหมดแล้วความตั้งใจที่จะมาทำให้อะไรๆมันดีขึ้นกว่าเดิม….

 

โป๊ก!!!!

 

กล่องนาฬิกาถูกปาใส่หน้ากระแทกดั้งของชายซึ่งเป็นคนมอบให้   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ   สายตาแทบจะลุกเป็นไฟเผาเจ้าเสือให้เป็นเสือย่าง  กระต่ายสัตว์กินพืชพลิกขึ้นมากินเนื้อชั่วคราว  มันน่าหงุดหงิด มันน่าโมโห  มันเดือด!!

 

“เป็นคนยุคโบราณ ก็เข้าใจอะไรยากต่อไปเหอะ!!  เว้ย!!!”   ปาข้าวของเสร็จ  คนใช้ความรุนแรงเมื่อสติขาดก็เดินออกจากห้องทำงานของประธานหนุ่มไป  เพราะความแตกต่างของอายุหรือไร จึงได้ทำตัวประหนึ่งพวกพระเอกชอบคิดเองเออเอง เข้าใจอะไรยาก…  คาแร็กเตอร์พระเอกละครหลังข่าวชัดๆ!!

 

ชายที่ทั้งโดนจูบ ทั้งโดนปาของใส่หน้าได้แต่ยืนอึ้งเรียบเรียงเรื่องที่เกิดขึ้นฉุกละหุกไม่ทัน  โดยเฉพาะมันเกิดจากซึนเดเระบอยที่มักจะวิ่งหนีเขาเหมือนกระต่ายหนีเสือ   ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเสียจนร่างกายนิ่งค้างตกใจ  จูบ?   เด็กหนุ่มคนนั้นเข้ามาจูบเขา?

 

อัศวินเคลื่อนไหวเหมือนหุ่นยนต์ที่ขึ้นสนิม   มือเอื้อมลงหยิบกล่องนาฬิกาที่ตกอยู่บนพื้น   ของข้างในกระจัดกระจายออกมา  ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากคู่มือการใช้  สายสำรอง  แต่ดูเหมือนจะมีของแปลกปลอมบางอย่างอยู่ในนั้นด้วย…  ของที่ดูคล้ายฟันเฟือง….

 

มันคือ [เกียร์]สัญลักษณ์ของวิศวะ

 

อัศวินมองสิ่งที่อยู่ภายในกล่องนาฬิกาที่ว่างเปล่า  มือแกร่งหยิบมันออกมาถือเอาไว้  ตราเกียร์ที่เขียนชัดว่าเป็นของมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  ตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นนักศึกษา  การที่นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์มอบเกียร์ของตัวเองให้กับใครคนหนึ่ง… มันหมายถึง…..

 

“จัน…!?”    ชายผมทองจะก้าวตามเด็กหนุ่มคนนั้นไปก็ไม่ทันเสียแล้ว   เมื่อลิฟต์มันลงไปชั้นล่างเรียบร้อย… และป่านนี้ก็คงจะออกไปไกลจากบริษัท…..

 

ดวงตาสีฟ้าครามมองของที่อยู่ในมือของตัวเอง   ถึงแม้อายุจะมากเกินจะเป็นเด็กหนุ่ม ผ่านประสบการณ์รักมาแล้วมากหลาย   กระนั้นใบหน้าก็รู้สึกร้อนอย่างประหลาด  หัวใจเต้นเร็วขึ้นมา    เกียร์วิศวะที่มอบให้กับผู้ที่เป็นที่รัก “จริงเหรอเนี่ย?”  นี่คือคำบอกรัก….?

 

ฉากสารภาพรักควรจะซึ้งกว่านี้รึเปล่านะ?

 

เด็กหนุ่มวิ่งลงมายังชั้นหนึ่งด้วยสีหน้าที่แดงก่ำ  ทั้งโกรธ ทั้งประหม่า หลายอารมณ์ผสานปนเปจนเผลอร้องตะโกนออกมาลั่นโถงกว้างของบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน  เหล่าพนักงานที่ยังหลงเหลือไม่กลับบ้านพากันมึนงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น

 

กระทั่งผู้ใหญ่คุ้นเคยสามคนที่รออยู่ก็ทำหน้ามึนไปด้วย   “หมอนั่นเป็นอะไรอีก?”   รีวัลย์พูดขึ้นและมองไปทางเด็กหนุ่มที่กำลังเล่นซิทคอมกลางบริษัทคนอื่น….

 

“น้องจันอาจจะโดนคุณอัศวินทำอะไรมามั้งคะ”  เพชราตอบเจ้านาย…  สภาพไม่น่าจะเกิดจากความหวานชื่นคืนดีกันของคนสองคนเลย…

 

แน่ใจว่านี่คือ After ของเหตุการณ์สารภาพรัก…?

 

การเอ่ยความในใจของคนปากแข็งมันเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าบอกให้ทำอะไรเสี่ยงๆ   แต่การสื่อผ่านความในใจก็มีได้หลากหลายรูปแบบ…. โดยเฉพาะในรูปแบบของเรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย…   ในที่สุด “เกียร์” ที่อยู่เป็นที่ทับกระดาษของหนุ่มวิศวะคนหนึ่ง ก็ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว…..

 

 

เส้นทางที่คิดจะ U-Turn กลับมายังเส้นทางเดิม

รถก็กลับแหกโค้งออกนอกเส้นทางไปเสียนี่

 

คำว่าชอบที่ไม่ได้เอ่ยออกจากปาก

ท้ายที่สุดแล้ว อีกฝ่ายจะเข้าใจหรือเปล่า?

 

——————————–

Free Talk : บทสารภาพรักของชายจันเหมือนจะง่อยไปหน่อย 5555 ตอนรีลินเหมือนจะซึ้งกว่านี้ คู่นี้จากที่ดราม่าๆก็กลับมาพลิกเป็นคอมเมดี้กันอีกจนได้ แล้วมันก็คงจะเป็นคอมเมดี้ไปจนจบ เพราะนี่คือซิทคอม!! (โดนเตะ)

อีกไม่นานสองคนนี้ก็จะได้ลงเอยกันจริงๆแล้วค่ะ😄

 
4 ความเห็น

Posted by บน 04/18/2014 in Uncategorized

 

4 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 33

  1. fray666

    04/19/2014 at 3:42 PM

    โอยยย นั่งขำแทบตาย 5555+

    เป็นฉากสารภาพรักที่ดุเดือดมว้ากกกกกกกกกกกก กร๊ากกกๆๆ

    ซึนเดเระบอยฟิวขาดแล้วฮาได้อีก ไม่เคยอ่านฉากสารภาพรักที่ฮาขนาดนี้มาก่อนเลย 5555+

     
  2. taraikari

    04/19/2014 at 11:57 PM

    เพิ่งรู้ว่าซึนเดเระบอยสารภาพรักได้มันส์มากกกกกกกก
    เอาซะกองหนุนเงิบกันเป็นทิวแถว
    ท่านประธานกลายเป็นพระเอกละครหลังข่าวไปซะแล้ว
    ฮ่าๆๆๆ

     
  3. kuroageha

    04/22/2014 at 6:12 PM

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ไม่นึกว่าจะถึงขั้นกระชากมาจูบบบ(?)
    ซึนเดเระเวลาซึนแตกนี่พลังทำลายล้างรุนแรงจริงๆ………..

     
  4. ルーチェ・ตป.♥แจนน้อย (@scuroluce)

    04/24/2014 at 10:36 AM

    ฮว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก ตอนจันนั่ง รฟฟ. ไปหาคุณอัศวินนี่นั่งลุ้นเลยค่ะ อย่างกับดูบอลโลก

    แต่พอฉากสารภาพรัก ทำไมมันขำล่ะ ดุเดือดเลือดพล่านเหลือเกิน 555555555

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: