RSS

[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 0 : Part 1

21 เม.ย.

มีหลายคนกล่าวเอาไว้ว่า รสชาติของอาหารที่ดีทำให้คนรับประทานมีความสุข  รสชาติอาหารที่สุดแสนพะอืดพะอมทำให้คนเป็นทุกข์  ซ้ำร้ายอาหารที่ไม่ดีจะก่อเกิดเป็นโรคร้ายสร้างรอยแผลให้กับร่างกายได้อีก  อาหารที่ดีจึงสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับผู้คนมากมายได้ราวกับเป็นเวทมนต์แขนงหนึ่ง

 

Chef คือผู้สร้างสรรเครื่องปรุงให้เกิดเป็นอาหารมื้อพิเศษ  คือผู้เชี่ยวชาญในการประกอบอาหาร คือผู้สร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้า เป็นเหมือนศูนย์กลางของร้านอาหาร ประหนึ่งเป็นผู้ร่ายเวทมนต์ให้คนรับประทานเกิดความสุขจากคำว่า “อร่อย” 

 

แล้วความรักล่ะ?  ความรักมีรสชาติแบบไหนกัน?

 

คนที่ไม่เคยทานของอร่อย ก็ย่อมไม่รู้ว่ารสชาติที่ดีนั้นเป็นอย่างไร  คนที่ไม่เคยรู้สึกรัก ย่อมไม่เคยลิ้มรสว่าความรักนั้นมีรสชาติแบบไหน   ความรักใช่ว่าจะเจอได้ง่าย ๆ ตามร้านอาหาร พ่อครัวก็ใช่ว่าจะปรุงรสความรักมาให้ลิ้มลองได้  แล้วรสชาติของความรักมันเป็นแบบไหนกันนะ?

 

What love tastes like?

Salt? Spicy? Sour? Sweet? Bitter?

 

Someday you will find the meaning of “Love”

 

 

{Love Menu 0}

{Welcome to my restaurant}

 

 

ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  เกาะกลางทะเลแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย  สถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติเดินทางมาเพื่อ Shopping และพักผ่อนเสียแน่นขนัดคับเกาะ  ด้วยแสงสีและชีวิตชีวาทั้งกลางวันและกลางคืน  เกาะฮ่องกงจึงถูกขนานนามเป็นเมืองแห่งแสงสีที่มิเคยหลับไหล

 

ถนนหนทางในย่านการค้าจิมซาจุ่ย ประกอบด้วยร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม 5 ดาว ทุกคนจับจ่ายซื้อของปานทุกอย่างเป็นของแจกฟรีให้เปล่า  จากบานกระจกใสของร้านกาแฟริมทางเดินมองเห็นผู้คนมากหน้าหลายตาเดินถือถุง Shopping แม้แต่ในร้านก็มีลูกค้าที่อยู่ในระหว่างพักจากการรบกับป้าย SALE  นี่เป็นภาพวงจรชีวิตที่ผู้คนบนเกาะฮ่องกงคุ้นชินตากันไปแล้ว

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เช่นกัน  ดวงตาสีดำขลับอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเอเชียจับจ้องออกไปนอกกระจก ภาพของเกาะฮ่องกง เขาเห็นภาพเหล่านี้เสียจนชินตาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  เสียงเพลงภาษาจีนผ่านทางเครื่องเล่น iPod เป็นจังหวะเพลงป๊อบช้า ๆ

 

เส้นผมของชายหนุ่มเป็นสีดำสนิทตัดกับผิวสีขาว  หูข้างซ้ายสวมต่างหูห่วงเล็กสีดำเงาและแบบหมุดสีเดียวกัน  แต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวสีขาว กางเกงยีนส์สีอ่อน กับรองเท้าบูทหุ้มข้อสีแดงสด  บนเก้าอี้ว่างข้างกายพาดเสื้อโค้ทสีดำตัวยาวเอาไว้

 

บนโต๊ะกระจก มีแก้วกาแฟคาปูชิโน่ฟองวาดรูปใบไม้ยังคงสภาพเดิมไม่ได้ดื่ม   อากัปกิริยาของเขาคล้ายกับรอใครบางคน หูฟังเพลง สายตามองออกไปนอกกระจกใสของร้าน  โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะยังมีภาพของโปรแกรมสนทนาเปิดค้างอยู่  เป็นข้อความตอบโต้นัดแนะเรื่องสถานที่กับหญิงสาว

 

เขาถูกนัดออกมา แต่คนที่นัดหมายนั้นยังไม่มา  เพลงใน iPod ก็เล่นไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งจู่ ๆ มีหญิงสาวผมยาวเหยียดตรงแต่งตัวตามแฟชั่นแสนน่ารักเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะของเขา   “นี่นาย………”

 

“หือ?”  ชายหนุ่มเบือนใบหน้ามามอง   ในระดับสายตาแลเห็นแก้วน้ำใส   และหลังจากนั้น……

 

ซ่า!!!

 

ทุกสายตาของลูกค้าโต๊ะรอบ ๆ พากันหันมองมายังชายหนุ่มเป็นสายตาเดียวกัน   น้ำดื่มเย็น ๆ ที่เคยอยู่ในแก้วใสสาดเข้ามาเต็มหน้าของผู้ชายผมดำ น้ำแข็งรูปทรงลูกบาศก์กลิ้งตกลงพื้น…  ชายหนุ่มถึงกับอึ้งกระพริบตาปริบๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว  นี่มันเรื่องบ้าอะไร…..?

 

ยังไม่ทันอ้าปากถามผู้หญิงตรงหน้า เธอก็อุทานออกมาเสียก่อน    “ว้าย!! ขอโทษค่ะ!  ฉันสาดผิดคน!”   เจ้าหล่อนป้องปากร้องด้วยความตกใจ  ดวงตาที่ใส่บิ๊กอายและขนตาปลอมตวัดมองไปยังโต๊ะที่อยู่ไม่ห่างกันนัก   ผู้ชายตัวประกอบ A ทำหน้าเหวอและรีบเก็บของใส่กระเป๋าสัมภาระเตรียมหนี

 

ผู้เคราะห์ร้ายหยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะขึ้นมาซับใบหน้าที่เปียกปอน  เส้นผมด้านหน้าเปียกลู่ต้องสะบัดให้กลับเป็นทรง   “เธอน่าจะมองให้ดีก่อนนะ….   เหยื่อของเธอจะหนีไปโน่นแล้ว”    เขาชี้ไปทางเหยื่อที่ควรจะโดนจริง ๆ

 

แม้เธอจะอยากตาม แต่การทิ้งเหยื่อเคราะห์ร้ายไว้ก็แลดูจะไร้ความรับผิดชอบ   “ขอโทษจริง ๆ นะคะ ขอโทษค่ะ!” เธอโค้งศีรษะรัว ๆ สีหน้าสำนึกผิด  พกความแค้นมาเต็มที่ แต่กลับสาดผิดคนเสียอย่างนั้น

 

“ช่างเถอะ ๆ” ชายหนุ่มปัดมือไปมาระหว่างเช็ดใบหน้าตัวเอง  อาจจะต้องขอบคุณเสียด้วยซ้ำที่หญิงสาวคนนี้ใช้น้ำเปล่าสาด  ถ้าเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่นคงพูดไม่ออกเป็นแน่

 

เธอคนนั้นยังคงโค้งศีรษะให้กับชายแปลกหน้า  ไม่นานนักประตูร้านกาแฟก็เปิดออก  เผยร่างหญิงสูงเพรียวแต่งหน้าจัด  ผมดัดเป็นลอนย้อมสีน้ำตาลอ่อน  รองเท้าส้นเข็มสีสดและชุดเดรสกระโปรงสั้นสีน้ำเงินเข้มประหนึ่งหลุดออกมาจากนิตยสาร  แว่นกันแดดขนาดใหญ่ปิดไปเกือบครึ่งหน้าซ่อนเร้นใบหน้าไม่ให้ใครเห็น

 

แล้วเธอคนนั้นก็เดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะที่กำลังวุ่นวายกันอยู่    “ฟานหยู ขอโทษที่มาช้า  อ่าว?  ทำไมเปียกแบบนั้นล่ะ?”

 

ชายผมดำใช้กระดาษทิชชูไปสองสามแผ่นเพื่อเช็ดน้ำ   “ไม่มีอะไร  แค่อุบัติเหตุนิดหน่อย”   เขาคิดว่าไม่นานเสื้อก็คงแห้งเพราะแอร์ที่ค่อนข้างเย็น

 

หญิงผู้ก่อเรื่องคนแรกหันไปโค้งขอโทษ   “ขอโทษด้วยนะคะ  ฉันเผลอสาดน้ำใส่แฟนคุณ”   ตีความเองว่าทั้งคู่มีสัมพันธ์พิเศษ

 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”  เธอยิ้มระรื่น  แทนที่เธอจะหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองส่งให้แฟนหนุ่ม  เธอกลับเลือกที่จะหันไปหยิบแก้วน้ำจากบริกรซึ่งเดินผ่านมาพอดีแทน  เห็นพฤติกรรมของเจ้าหล่อนแล้ว ชายที่เพิ่งโดนสาดน้ำใส่หน้ามาหมาด ๆ เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี

 

“เพราะฉันตั้งใจจะมาทำแบบเดียวกับคุณเหมือนกัน”   เรียวปากทาลิปสติกสีแดงสดคลี่ยิ้มชวนสยอง

 

ซ่า!!!!

 

น้ำระลอกสองนี่สิของจริง…   คราวนี้กระดาษที่เหลือบนโต๊ะก็คงเอาไม่อยู่  น้ำหยดจากปลายผมด้านหน้าไหลลงพื้น  น้ำแข็งคล้ายนี้เปลี่ยนเป็นก้อนกลม  ใบหน้าอันหล่อเหลาหมดอารมณ์จะพูด   อยู่ในสภาวะติดสตัน  หญิงสาวผมยาวตรงมองไปทางหญิงผมน้ำตาลดัดลอนแบบพูดไม่ออก

 

“เอ่อ……”   เธอควรจะหยิบผ้าเช็ดหน้าตัวเองให้ชายคนนี้ไหม?

 

“อ่ะ แล้วก็เขาไม่ใช่แฟนของฉันแล้วล่ะค่ะ”   หญิงสาวหมายเลข 2 สะบัดใบหน้าและเดินหันหลังเชิดจากไปอย่างมั่น ๆ  ลูกค้าในร้านรวมถึงพนักงานเกิดอาการใบ้กิน

 

ผู้ชายที่ดีคงไม่โดนผู้หญิงสาดน้ำใส่หน้าในที่สาธารณะ

แต่มันก็ไม่แน่ เพราะหญิงสาวนั้นเข้าใจยาก

 

ผู้คนรอบตัวไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรกับเหตุการณ์นี้  สิ่งที่ทุกคนทำคือรีบก้มหน้าหาโทรศัพท์ Tablet หรือว่า Notebook ของตัวเองประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกอาย  กระทั่งหญิงสาวคนแรกที่มาเยือนก็รีบโค้งตัวแล้วเดินหนีจากไป

 

หนุ่มจีนผมดำถอนหายใจเฮือกใหญ่   เขาหยิบเอากระดาษทิชชูที่พอจะเหลือมาใช้ซับน้ำบนใบหน้าและเสื้อของตัวเองอีกรอบ  เมื่อมันไม่พอจึงตั้งท่าจะเรียกพนักงาน   “ขอโทษนะครับ  ขอกระดาษเพิ่มหน่อย”  วันนี้มันวันซวยอะไรขนาดนี้

 

สิ่งที่ยื่นมาจากพนักงานนั้นไม่ใช่กระดาษ  แต่เป็นผ้าขนหนูผืนเล็กที่ไม่ใช่ผ้าเช็ดโต๊ะแน่ๆ   ฟานหยูเงยหน้าขึ้นมอง  บริกรหนุ่มในเครื่องแบบเชิ้ตสีขาวผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มยืนมองและส่งยิ้มให้  ริมฝีปากแลดูจะกระตุก ๆ จากการกลั้นขำ

 

“หน้าชาเลยมั้ยวะนั่น?”  ชายชาวจีนผมไถข้างกระตุกมือเป็นสัญญาณบอกให้รับผ้าขนหนูไป   ผ้าย่อมซับน้ำได้ดีกว่ากระดาษ

 

“น้ำเย็นจนหน้าตึงเลยล่ะ  ดับร้อนดีเลยเฉิน”  ฟานหยูรับผ้าขนหนูมาจากบริกรหนุ่ม   คำทักทายของทั้งคู่บ่งบอกว่ารู้จักกันมาก่อน

 

“ไม่รู้จะสงสารหรือขำดีว่ะ โทษทีนะ  ต้องบอกว่าสมน้ำหน้า?”  ความรู้สึกสุดท้ายที่บอกมามันไม่ได้ตรงกับที่พูดสองคำแรกเลยสักนิด….

 

ชายสุดซวยไม่โต้ตอบต่อว่า  เขาใช้ผ้าขนหนูที่ได้มาเช็ดใบหน้าของตัวเองพลางซับความเปียกชื้นบนเสื้อ  น้ำสองแก้วทำให้เปียกปอนราวกับไปเล่นเทศกาลสงกรานต์ในประเทศแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   คนรู้จักจะรู้สึกสมน้ำหน้าก็คงไม่แปลกอะไร…

 

“ฉันก็เดา ๆ ไว้แล้วว่าสเตฟานี่จะต้องนัดมาบอกเลิก  แต่ไม่นึกว่าเธอจะผูกใจเจ็บขนาดมาสาดน้ำ”  น้ำเสียงไร้ความสำนึกผิด  ออกจะราบเรียบ…  ปลงชีวิตงั้นเหรอ?

 

เพื่อนในเครื่องแบบบริกรถอนหายใจอย่างหน่าย  อีเวนท์ผู้ชายโดนแฟนสาดน้ำใส่หน้าในร้านอาหาร  เรื่องแบบนี้คงไม่ได้เกิดได้ง่าย ๆ แน่  แต่ในร้านนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ “คราวนี้โดนเพราะเรื่องอะไรอีกล่ะ?”   คำว่าคราวนี้บ่งบอกว่าไม่ใช่ครั้งแรก

 

“ฉันจำไม่ได้ว่าเธอไม่ชอบสีเขียว  เลยเผลอซื้อให้เป็นรอบที่สาม  แล้วเมื่อวานนี้เธอบอกว่าเป็นวันครบรอบ 1 ปีที่คบกัน”  คำว่า [สมควรแล้ว] ตราตรึงบนหน้าผากคู่สนทนาแบบไม่ต้องเอ่ยให้ได้ยิน….

 

แฟนหนุ่มที่ไม่ใส่ใจจำเรื่องของแฟนสาวนับเป็นแฟนที่ไร้ความใส่ใจอย่างยิ่ง  พลาดครั้งแรกยังพอว่า  แต่พลาดครบสามครั้งก็คงไม่เหลือโอกาสให้แก้ตัว   ครบกัน 1 ปี แต่ดันจำไม่ได้ว่าแฟนไม่ชอบสีอะไร  ต่อให้เป็นเพื่อนก็คงปลอบไม่ออก  ทำตัวเองแท้ ๆ

 

“นายไม่โดนเธอตบสาดน้ำในวันเกิดก็บุญแล้วว่ะนั่น…   เฮ้ย…  เดี๋ยว…  หรือว่านายไม่ได้ไปวันเกิดเธอ?”  คำตอบของคำถามคือการพยักหน้า….

 

….ยิ่งกว่าสมควรแล้ว……

 

“ที่ร้านงานยุ่ง  ลูกค้าเต็มทุกโต๊ะ  ฉันปลีกตัวไปไม่ได้   สเตฟานี่คงไม่เข้าใจ”   ชายหนุ่มใช่ว่าจะเป็นผู้ชายที่ไม่ดี  เพียงแค่เป็นคนจริงจังกับเรื่องงานของตัวเองมากเกินไปหน่อย  แต่เรื่องงานยุ่งกับเรื่องลืมมันก็เป็นคนละเรื่องกันอยู่ดี  หากงานยุ่งอย่างเดียวคงไม่ลงเอยแบบนี้

 

เฉินเหมือนจะเข้าใจเพื่อน  แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจอารมณ์ผู้หญิง   “แล้ววันนี้ร้านปิด?”   ฟานหยูพยักหน้าตอบ  ถ้าร้านไม่ปิดคงไม่ได้มานั่งเล่นแถวนี้

 

“นายนี่น๊า….  ใส่ใจแฟนให้เท่าญาติ ๆ นายบ้างเหอะ  ผู้หญิงเขาไม่เข้าใจผู้ชายหรอก”  และผู้ชายก็หาได้เข้าใจผู้หญิง…

 

“ก็พอกันนั่นล่ะ  แต่เรื่องนี้ฉันผิดก็ยอมรับ”  ยอมรับการบอกเลิกที่รุนแรงนี้ได้…

 

ลูกค้าโต๊ะอื่นโบกมือเรียกพนักงาน   เฉินหันไปเห็นก็รีบส่งเรียกตอบรับ    “ฉันต้องไปทำงานต่อ  นายจะอยู่ตากแอร์ต่อจนตัวแห้งก็ได้นะ”  เอ่ยหยอกล้อผู้ชายโชคร้าย

 

ดวงตาสีดำขลับจ้องหน้าเจ้าคนมีความสุขบนความโชคร้ายของคนอื่น    เฉินหัวเราะเบา ๆ ก่อนนึกบางอย่างออก  “เออ  ก่อนฉันจะออกมาจากอพาร์ตเมนต์   มีคนมาหานายว่ะ เขาบอกให้นายติดต่อเขาด้วย”

 

บริกรหนุ่มหยิบนามบัตรสีน้ำเงินออกจากกระเป๋ากางเกง   ชายสวมเสื้อยืดขาวยื่นมือไปรับ  ชื่อที่เขียนอยู่บนนามบัตรพาให้เลิกคิ้ว  และรู้ได้ทันทีว่าคนที่มาหานั้นเป็นใคร  อักษรสีดำเขียนชื่อเป็นภาษาไทยและอังกฤษ  [ทนาย  วิศรุต  เขมตะวัน  Witsarut  Khemtawan]

 

“ขอบใจมาก  นายไปทำงานเถอะ  ฉันกลับอพาร์ทเมนท์แล้วจะติดต่อเขา”  ฟานหยูใช้สายตาไล่เพื่อนไปทำงานทำการเสียที   เป็นเจ้าของร้านแต่กลับชอบเดินเล่นเป็นเด็กเสิร์ฟ

 

ชายหนุ่มอาจไม่รู้ว่าทนายความมาหาเขาในเรื่องอะไร  แต่ที่แน่ ๆ เขารู้จักเจ้าของชื่อนี้  ภาษาไทยที่ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่ ๆ แม้จะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมายังร้านที่ตนทำงานอยู่บ่อย  ฟานหยูนั่งอยู่ในร้านกาแฟจนเสื้อผ้าและเส้นผมเริ่มหมาดจึงคว้าเสื้อโค้ทตัวยาวเดินออกจากร้านไป

 

หวัง ฟานหยู อายุ 27 ปี สูง 175 เซนติเมตร   เกิดที่ฮ่องกง

อาชีพหลักคือพ่อครัวร้านอาหาร

 

แม้ชายคนนี้จะมีเชื้อสายจีน  แต่ร้านอาหารที่ชายหนุ่มเป็นพ่อครัวอยู่นั้นเป็นภัตตาคารอาหารฝรั่งที่มีชื่อระดับหนึ่ง  ลูกค้ามักจะแน่นขนัดแทบทุกวัน  ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลท่องเที่ยว งานของพ่อครัวจะยิ่งยุ่งจนมือแทบพันกัน  วันนี้เป็นวันหยุดประจำเดือนของร้าน  พ่อครัวจึงได้พักผ่อน

 

ฟานหยูเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินเพื่อกลับมายังอพาร์ทเมนท์อันเป็นที่พักของตัวเอง  ที่พักอาศัยของคนบนเกาะฮ่องกงส่วนมากคืออพาร์ทเมนท์   เพราะพื้นที่ค่อนข้างมีจำกัด  เมื่อเดินผ่านหน้าประตูมายังลิฟต์  จากลิฟต์ขึ้นไปยังชั้น 5  เดินไปได้สองสามก้าวก็หยุดก้าว  ดวงตาจับจ้องไปยังแขกที่ยืนอยู่หน้าห้องของตัวเอง

 

ชายชาวไทยในชุดสูทสีดำอายุไม่น่าจะเกิน 35 ปี สวมแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมหันมองกลับ  แม้เริ่มมีอายุแต่ไร้ซึ่งริ้วรอยตีนกา  เจ้าของห้องยิ้มบาง ๆ ให้   “What language should I use?”

 

“ภาษาอังกฤษหรือว่าภาษาไทยก็ได้ครับ”   คำตอบของทนายหนุ่มเป็นการบอกอ้อม ๆ ว่าไม่เชี่ยวชาญภาษาจีนนัก  และมั่นใจว่าอีกฝ่ายนั้นใช้ภาษาไทยได้

 

“ผมกะจะติดต่อคุณหลังจากที่กลับมาถึงพอดี”  ร่างโปร่งเดินผ่านหน้าเพื่อไปเปิดประตูห้อง

 

ฟานหยูเดินมาเปิดกุญแจห้องเชิญแขกคุ้นเคยให้เข้าไป   ภายในประกอบไปด้วยห้องนั่งเล่นผสมห้องครัว  ลึกไปเป็นห้องนอน  ไม่ใช่ห้องที่เล็กและใหญ่จนเกินไปเหมาะแก่การอยู่คนเดียว  และบ่งบอกว่าเจ้าของมีฐานะระดับหนึ่ง  วอลเปเปอร์สีเหลืองขับให้ห้องดูสว่างไสวมีชีวิตชีวา

 

ทนายผู้เป็นแขกเดินไปนั่งที่โซฟา  เจ้าของห้องนั้นเดินไปชงกาแฟให้อย่างรู้งาน  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอหน้า  แต่เป็นหลายครั้ง  “คุณทนายมีธุระอะไรกับผมล่ะ?   คราวนี้มีเรื่องอะไรอีก”   ชายชาวจีนเดินมานั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามพร้อมกับวางถ้วยกาแฟ

 

“คุณตาของคุณฟานหยูอยากให้ไปพบน่ะครับ”วิศรุตเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งและจริงจัง  คนฟังเลิกคิ้ว  สีหน้าแลดูหวาดหวั่น

 

“คงไม่ใช่ อากงคิดถึงโจ๊กฝีมือแม่แบบคราวก่อนอีกนะครับ?”  ฟานหยูย้อนความธุระในคราวก่อน  เขาต้องบินจากฮ่องกงไปเมืองไทยเพื่อทำโจ๊ก….

 

คู่สนทนารีบส่ายหน้าก่อนจะโดนเข้าใจผิดไปไกลเพราะเรื่องคราวก่อน  “คราวนี้ไม่ใช่แน่นอนครับ  คุณเอกนภามีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับคุณฟานหยู   เกี่ยวกับมรดกที่จะให้น่ะครับ”   ดวงตาใต้แว่นจับจ้องหน้าฝ่ายตรงข้าม

 

สายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเสี้ยวหนึ่งมาจากแดนสยาม

แม้นตัวจะอยู่ที่จีน แผ่นดินใหญ่ก็ตามที

 

หวัง ฟานหยูมีพ่อเป็นชาวจีน 100%  มีแม่เป็นคนไทยลูกครึ่งจีน  ทั้งคู่ไปพบรักกันตอนที่แม่วิ่งตามเกาลัดที่หล่นจากถุงระหว่างท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้   พ่อที่บังเอิญยืนอยู่แถวนั้นพอดีช่วยเก็บ และเกิดเป็นรักแรกพบข้ามทะเลกันขึ้นมา  เล่าให้ใครฟังก็มีแต่คนถามว่ามันเป็นนิยายรักตาหวานงั้นเหรอ….

 

                แต่บัดนี้ทั้งคู่นั้นเดินทางไปเป็นเทวดานางฟ้าบนสวรรค์แล้ว 

 

พ่อครัวหนุ่มชาวจีนใช้ชีวิตคนเดียวมาได้ 3 ปีแล้ว  ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีบ้างที่ได้ไปเยือนบ้านญาติฝั่งแม่ที่ประเทศไทย  เขาจึงสนิทสนมกับคุณตาในแดนไกลในระดับหนึ่ง และมีอีเมล์ส่งมาได้ทุกวี่ทุกวันตั้งแต่สอนให้เล่นอินเตอร์เน็ต ครั้งสุดท้ายที่ไปก็ปีกว่า ๆ

 

แต่ดูเหมือนจะมีเรื่องขึ้นมาแล้ว  ทนายความจึงมาที่นี่ด้วยธุระไม่ได้ไร้สาระ    “มรดก?   อากงป่วยหนักจนใกล้เสียแล้วเหรอ?”   ฟานหยูเร่งถามอย่างสงสัย  อีเมล์ก่อกวนเมื่อไม่นานนี้หาได้มีสัญญาณเตือน  มีแต่เรื่องเล่าทั่วไป

 

“ยังครับ….  ท่านแค่อยากให้คุณไปอยู่เมืองไทย”  คำพูดนี้พาให้คนฟังถอนหายใจออกมา  จะเป็นห่วงกันเกินไปแล้วกระมัง

 

อดหัวเราะเบา ๆ ออกมาไม่ได้   “นี่ผมควรไปเยี่ยมอากงรึเปล่าน่ะ  ไปแล้วจะโดนมัดมือชกเปลี่ยนสัญชาติไหม?”  พูดจาทีเล่นทีจริงแม้หวาดหวั่นว่าจะโดนทำจริงขึ้นมาได้

 

ทนายชาวไทยยกมือขึ้นขยับแว่นตา   “อาจจะแค่ให้ทำ Work Permit เพื่อทำงานที่เมืองไทยก็ได้ครับ”  ฟังแล้วขำไม่ค่อยจะออก

 

วิศรุตมองหน้าคู่สนทนาแล้วแอบคลี่ยิ้มจาง ๆ ตัวอย่างที่ยกแลดูจะรุนแรงเกินไป   “ถือว่าไปเยี่ยมคุณตาก็ได้ครับ  คุยกันแล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร  กรรมสิทธิ์ในมรดกที่ท่านจะให้ก็เป็นของคุณอยู่ดี”   คือความรักที่มีให้กับหลานคนหนึ่ง ผู้เป็นลูกชายของลูกสาวสุดที่รัก… ซึ่งตกหลุมรักชายชาวจีน

 

….เป็นคำขอร้องที่ปฏิเสธได้ยากอย่างยิ่ง….

 

ฟานหยูแม้จะลังเล  แต่ครั้งก่อนเขาก็ไปเมืองไทยเพียงเพราะญาติผู้ใหญ่อยากทานโจ๊กได้  คราวนี้ไปเพราะเรื่องธุระสำคัญจริง ๆ มันก็ต้องไปได้  ไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธแม้จะมีห่วงเรื่องงานทางนี้อยู่บ้าง เพราะการไปเยี่ยมญาติแต่ละครั้ง ไม่เคยน้อยกว่า 20 วัน

 

ถ้าให้ความสำคัญกับแฟนเท่าญาติพี่น้อง..  คำพูดของเฉินลอยผ่านมาให้นึกขำ   “โอเคครับ ถือซะว่าผมได้พักร้อนจากงาน  ขอผมจัดการเรื่องที่นี่ก่อนแล้วผมจะไป  ไม่เกินเดือนนี้แน่นอน”  เพราะเขาเชื่อว่าต้องอยู่นานเป็นแน่….

 

“ครับ  ผมจะได้บอกคุณเอกนภา”   ทนายวิศรุตหยิบเอกสารออกจากกระเป๋า  เตรียมพร้อมมาอย่างดีราวกับรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่มีทางปฏิเสธคำขอจากญาติผู้ใหญ่เป็นแน่…

 

ฟานหยูมองเอกสารที่วางทิ้งเอาไว้บนโต๊ะรับแขก  เมื่อเสร็จสิ้นธุระทนายของคุณตาที่มาเยือนจากแดนไกลก็ขอลาเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของอีกฝ่ายมากจนเกินไป  คำว่ามรดกนั้นไม่ใช่คำที่ฟังแล้วจะเบิกบานนัก  เพราะมันหมายถึงญาติผู้ใหญ่เตรียมพร้อมที่จะจากโลกนี้ไปอย่างสงบในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า  อาจไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้  แต่ก็หมายถึงคน ๆ นั้นได้คิดเอาไว้แล้ว…

 

ขึ้นชื่อว่ามรดก มันอาจจะเป็นอสังหาริมทรัพย์

แล้วของพวกนั้นก็ช่างเป็นข้ออ้างมัดมือชกให้เขามีพันธะที่ประเทศแห่งนั้นเสียเหลือเกิน

 

ช่วงเวลาก่อนเดินทาง ชายหนุ่มหมดเวลาไปกับการจัดการงานประจำที่ภัตตาคาร   จู่ ๆ พ่อครัวหลักจะลาพักร้อนระยะยาวมันไม่ใช่เรื่องงาน  โชคยังดีที่ร้านมีแผนรองรับความเสี่ยงด้วยการเตรียมพ่อครัวไว้หลายคน  การลาพักร้อนของหวัง ฟานหยูจึงไม่โดนท้วงติงมากนัก   นอกจากหักเงินเดือน….

 

เมื่อหมดภาระและฝากฝังธุระปะปังให้กับเพื่อนสนิททางนี้  สัมภาระที่เริ่มต้นเก็บไว้ตั้งแต่วันนั้นที่ทนายหนุ่มจากเมืองไทยมาถึงก็ถูกขนออกจากห้องพักอพาร์ทเมนท์  เพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง  โดยไม่รู้ว่าจะเจอเรื่องราวอะไรรออยู่ที่นั่น… การเดินทางในครั้งนี้อาจจะเหมือนทุกครั้ง   แต่สวรรค์รู้ว่าเรื่องราวจะแตกต่างจากทุกครั้งที่เคยไปเยือน

 

….เกือบ 3 สัปดาห์ผ่านไป…

….ชายชาวจีนจึงได้บินลัดฟ้าไปยังแดนสยาม…

 

ณ  ช่วงเวลาหนึ่งซึ่งอาจไม่ใช่ช่วงเวลาเดียวกัน  อีกฝั่งหนึ่งของท้องฟ้า ที่นี่คือนครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา  เสียงผิวปากเร้ารัญจวนใจผสมผสานเสียงดนตรีแจ๊สจากเครื่องเสียงภายในร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ที่เปิดไฟสลัวยามเช้าตรู่    แสงไฟสีส้มสว่างทอดจากส่วนหน้าร้านมาถึงห้องครัวให้บรรยากาศอีโรติก

 

อาคารทำเลดีมุมทางเดินย่าน Time Square  เป็นที่ตั้งของ Café ชั้นหนึ่งเป็นพื้นที่ตัวร้าน  ชั้นสองเป็นพื้นที่พักอาศัยของพนักงานซึ่งไม่อาศัยอยู่ที่อื่นเพื่อความประหยัด  ส่วนชั้นสามเป็นเหมือนพื้นที่หวงห้ามเพราะมันคือห้องส่วนตัวของเจ้าของ  ตำแหน่งที่ตั้งของร้านบ่งบอกความมีอิทธิพลของหญิงในรูปภาพขนาดใหญ่ที่แปะไว้ข้างบันไดชั้นสอง  รูปนี้ไม่ใช่ของประดับธรรมดา  เพราะมันเหมือนยันต์สร้างความหวั่นเกรงให้กับพนักงานร้าน

 

ขณะนี้เวลา 06.00 น. ยังไม่ถึงเวลาเปิดร้านกลับมีเสียงจังหวะชีวิตอยู่ในห้องครัว    กลิ่นหอมของอาหารโชยออกมาแม้เป็นอาหารเช้าง่าย ๆ แบบ American Breakfast แต่มันก็ปลุกคนที่นอนเป็นซากอยู่บนเตียงห้องพักชั้นสองให้ลุกขึ้นมาตามกลิ่นได้….

 

ชายผมสีดำเข้มยันร่างประหนึ่งซอมบีขึ้นมาจากฟูกนอน   ขาก้าวเดินลงมาตามขั้นบันไดชั้นบนลงมายังห้องครัวซึ่งเปิดไฟสว่าง   กลิ่นหอมหวลนี้เหมือนดั่งเชือกชักจูงให้ตามมา    “หิว……..”

 

“ถ้าหิวมากล่ะก็……..  อยากได้อย่างอื่นไปเติมเต็มความหิวกระหายแทนมั้ยล่ะ”  เพียงพริบตาที่วงแขนลึกลับตวัดเข้ามาเกาะที่เอว  เสียงอุทานหยาบคายเป็นภาษาต่างชาติก็หลุดลอดจากปากเป็นชุดใหญ่

 

พนักงานประจำร้านผมสีเข้มวิ่งออกห่างปานคนเห็นผี  ขนลุกชันไปทั้งตัว  “เฮ้ย!!!  นี่เอ็งยังไม่ไปสนามบินอีกเรอะ!!”     ของกินอยู่บนโต๊ะเคาน์เตอร์แต่ไม่สามารถเคลื่อนตัวเข้าหาได้เพราะเจ้าที่แรง….

 

“กำลังจะไปแล้ว  แต่อยากทำอาหารเช้าไว้ให้พวกเธอก่อน  เนื้อที่เหมาะกับพวกเธอ”   มองไปยังจานอาหารแล้วเห็นแต่ไส้กรอก เบคอน แฮม  ไร้วี่แววของไข่ดาว ไข่ขน ออมเล็ต ไม่มีไข่สักอย่าง  มันขาดความเป็น American Breakfast!

 

ชายผู้ลงมือทำครัวนั้น มีร่างสูงใหญ่เรือนผมสีบลอนด์ ทรงผมหวีเรียบเสยไปด้านหลัง  ใบหน้ารูปงามมีเสน่ห์   นัยน์ตาสีฟ้าครามช่างดูเจ้าเล่ห์พยายามขยาย Sex Appeal   แต่งตัวดูดีแม้เป็นเพียงเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนและกางเกงแสล็คสีน้ำตาลเข้ม  โทนสีเบสบนร่างกายขับบรรยากาศเหมือนจะ(?)เป็นมิตร…

 

คำว่าเนื้อที่เหมาะกับพวกเธอ พาให้คนฟังรู้สึกไม่ว่างใจชอบกล..   อาจจะเป็นเพราะเคยทำงานด้วยกันมานาน  พ่อครัวหนุ่มอ้าปากตอบทันที   “มื้อเช้าง่าย ๆ ที่ทำให้อร่อยไม่ง่าย  แต่ฉันทำให้แทรกซึมเข้าไปในตัวพวกเธอได้”    ยามท่านชายอ้าปาก  ความอยากอาหารที่เคยมีก็หายไปสิ้นจากสมองและกระเพาะ

 

….มันคือการทำอาหาร ทานอาหาร หรือพูดถึงอะไรกันแน่…

 

คู่สนทนารีบตัดบทด้วยการเดินไปหยิบเสื้อโค้ทตัวยาวและลากกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ไม่ห่างกันมาให้   “……เอ็งรีบ ๆ กลับไปซะทีเหอะ  ไม่ต้องมาเยี่ยมบ่อย ๆ ก็ได้ พวกเราคงไม่คิดถึงนายบ่อย……”   ทำทุกวิถีทางเพื่อเชิญแขกที่มาเยี่ยมออกไป

 

ริมฝีปากคมหยักยิ้ม   “ตอนที่เนื้อของฉันแทรกผ่านหลอดอาหาร  อย่าลืมคิดถึงกันล่ะเอซ  สัมผัสแบบเดียวกับที่ฉันลูบผ่านเนื้อพวกนั้น”  พนักงานหนุ่มนามเอซล่ะอยากช่วยถีบส่งคนขึ้น Taxi อย่างกะทันหัน….

 

“….ฉันเรียก Taxi ให้เปล่า  หรือจะให้คอร์นไปเรียกให้…..”  คำพูดของอดีตเพื่อนร่วมงานเรียกเสียงหัวเราะขำขันจากชายผู้เป็นพ่อครัวยิ่งนัก

 

“พร้อมใจกันส่งฉันด้วยความรักก็โอเคนะ”  สิ้นคำพนักงานหนุ่มผมเข้มอยากจะไปปลุกเพื่อนให้ตื่นขึ้นมาจริงๆ….

 

บนผนังห้องเคาน์เตอร์ระหว่างครัวกับที่นั่งลูกค้า  กรอบรูปอันหนึ่งมีภาพสมาชิกของคาเฟ่  สองคนในชุดเครื่องแบบพนักงานเสิร์ฟ  หนึ่งหญิงที่ยากจะเดาอายุเพราะเธอคงผ่านกระบวนการดึงหน้ามาแล้ว  และสองเชฟหนุ่ม   ภาพหมู่รวมที่ให้ความรู้สึกแปลก ๆ ยากจะบอกว่าแต่ละคนสนิทกันหรือเปล่า แต่ทุกคนก็ยังโดนลากมาถ่ายรูปร่วมกันได้….

 

ความรู้สึกที่หยิบจับเครื่องครัวขึ้นมาทำอาหารชนิดหนึ่งนั้น

ความรู้สึกที่มีต่ออาหารนั้น แตกต่างกันไปตามเชฟแต่ละคน

เหมือนศิลปะที่เกิดจากมือสองข้าง

 

เรื่องราวตอนต้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ยังคงเป็นปริศนา  เครื่องบินโบอิ้งเดินทางจากท่าอากาศยานฮ่องกงมาสู่สนามบินสุวรรณภูมิแม้จะดีเลย์ไปบ้าง  ทนายในชุดสูทภูมิฐานยืนอีกฝั่งหนึ่งของประตูทางออกผู้โดยสารระหว่างประเทศ   ดวงตาใต้แว่นจับจ้องมองเข้าไปภายในเพื่อมองหาแขกผู้มาเยือนคนสำคัญของเจ้านาย

 

เสียงประกาศเที่ยวบินที่ Landing แจ้งเตือนให้ผู้มารับรู้ความเคลื่อนไหว  ชาวไทยและชาวต่างชาติเดินผ่านไปคนแล้วคนเล่า  ไม่นานนักคนที่ตั้งใจมารับก็มาถึง   ชายผมดำเจาะหูเพียงข้างเดียวเดินผ่าน Gate ผู้โดยสารขาเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่  การเดินทางครั้งนี้แต่งกายด้วยเสื้อแขนกุดสีดำเข้ม กางเกงยีนส์และรองเท้าบูท

 

ทนายวิศวุตเดินไปทักทายในทันที   “ยินดีต้อนรับครับคุณฟานหยู”  อีกคนมองเห็นหน้าคนที่มารับก็หาได้แปลกใจ  สิ่งที่สะดุดมากกว่าคืออุณหภูมิของประเทศไทยตะหาก   ใส่เสื้อแขนกุดสีดำก็ยังรู้สึกว่าร้อน

 

“อากาศที่นี่ร้อนมาก  ช่วงนี้จะหน้าร้อนแล้วสินะครับ”   แม้อยู่ในอาคารที่มีเครื่องปรับอากาศก็รู้สึกได้ว่าภายนอกอากาศร้อนไม่น้อย

 

“ไม่ใช่จะหน้าร้อนหรอกครับ  แต่จะพ้นหน้าร้อนแล้ว”  คุณทนายเดินนำทางไปยังลานจอดรถ   คนฟังเลิกคิ้วขึ้น  ถ้ามันใกล้จะเลยหน้าร้อน   ช่วงหน้าร้อนคงร้อนเหมือนเตาอบไก่เลยทีเดียว

 

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มี 3 ฤดู

คือ ร้อน ร้อนมาก ร้อนที่สุด

 

ไม่พูดพร่ำสนทนากันให้เสียเวลา  ทนายของคุณตาชาวไทยก็นำทางชายผู้มาเยือนจากต่างแดนไปยังลานจอดรถ   รถยนต์ญี่ปุ่น 4 ประตูสีขาวมุกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปตามเส้นทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร  ระหว่างนั่งในรถทั้งคู่ก็มิได้พูดคุยกันเป็นพิเศษ  เมื่อสองหูของหวัง ฟานหยูสวมหูฟังเพื่อฟังเพลงจาก iPod  ฝ่ายทนายวิศรุตก็ไม่ได้กวน เพราะเข้าใจว่าการเดินทางมันเหนื่อย

 

บ้านของญาติผู้ใหญ่ฝ่ายแม่ตั้งอยู่เขตพระโขนง  คุณตาของชายชาวจีนนั้นมีชื่อว่า เอกนภา บูรพัฒนาการ  หลายคนเรียกท่านว่า เจ้าสัวเอกนภา  ชายชราเชื้อสายจีนที่เดินทางมาตั้งรกรากในเมืองไทยเมื่อนานมาแล้ว    เขาเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง  ทั้งที่ดูมีฐานะ  ชายชรากลับอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรขนาดกลางที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของ  ใช้ชีวิตอยู่กับหลาน ๆ และสุนัข 1 ตัวอย่างมีความสุขและสุขภาพดี  นั่นคือภาพของคุณตาผู้อยู่แดนไกลของชายหนุ่ม

 

รถยนต์ขับผ่านประตูรั้วเหล็ก  จอดลงที่โรงจอดรถซึ่งจอดได้จำนวน 2 คัน  สวนหย่อมสร้างสีเขียวเป็นที่วิ่งเล่นของเจ้าสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ สีน้ำตาลอ่อน  เพียงก้าวลงมาจากรถก็ได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจากด้านใน  หวัง ฟานหยูมองไปยังประตูทางเข้าซึ่งยังคงสภาพเดิมทุกประการตั้งแต่ครั้งก่อนที่มาเยือน

 

“คุณเอกนภารอคุณฟานหยูอยู่ที่ห้องรับแขกครับ  วันนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากท่าน”  ทนายชุดสูทเอ่ยปากพลางผายมือให้เดินเข้าไป

 

“คุณทนายน่าจะเตือนอากงบ้างนะครับว่าให้เปิดเพลงเบา ๆ  อายุเยอะแล้ว…”  ชายชาวจีนปรามพลางถอนใจ  เสียงเพลงมันดังจนเกินไป

 

และคำปรามก็ไม่ได้เข้ารายการสิ่งที่ต้องทำของทนายเลยสักนิด  เจ้าตัวทำเหมือนไม่ได้ยินแล้วรอให้หลานของเจ้านายเดินเข้าไป   ดวงตาสีดำเข้มจ้องหน้าอีกฝ่ายพักหนึ่ง   มั่นใจได้เลยว่าชายคนนี้ฟังแต่ไม่ทำตามหรอก  รวมไปถึงคนในบ้านก็ด้วย….

 

เพียงย่างก้าวเข้าไปยังห้องรับแขก เสียงเพลงก็แจ่มชัด…

ว่ามันคือเสียงเพลง Girl Group เกาหลี…..

 

“อากง  เปิดเพลงเสียงดังเดี๋ยวหูก็อื้อหรอก”   นัยน์ตาที่เป็นสองชั้นจากสายเลือดฝั่งแม่จ้องไปยังชายชราที่ทำตัวไม่สมวัยบนโซฟานั่น   ใครบอกว่าป่วยหรือเจ็บออด ๆ แอด ๆ คงไม่มีทางเชื่อ…

 

เจ้าสัวเอกนภาในชุดเสื้อยืดสกรีนลายนักร้อง  มือถือแท่งไฟเชียร์คอนเสิร์ต   หน้าจอโทรทัศน์ Full HD 3D ขนาด 50 นิ้ว ฉายภาพคอนเสิร์ตสาว ๆ ชัดคมกริบมองเห็นรูขุมขน  ฟานหยูเริ่มรู้สึกอยากย้อนเวลากลับไปตอนที่ยังไม่ได้สอนคนแก่เสพย์สื่อในอินเตอร์เน็ต

 

“อันยอง!  ฟ้าของอั๊ว!!”   กระทั่งคำทักทายก็กลายเป็นแฟนคลับเต็มตัว   ชายหนุ่มผู้ได้รับคำทักคนละภาษากับเชื้อชาติตัวเองกุมขมับ

 

ที่กุมขมับหนักก็คือชื่อที่คุณตาเรียกตนนั่นล่ะ    “ฟานครับ….ไม่ใช่ฟ้า……”   ภาษาไทยออกเสียงคล้ายกันแต่มันก็ไม่ใช่….

 

ชายชราผมสีขาวผสมเทาเริ่มจะเถิกไปตามวัยเดินมากอดรัดร่างของหลานชายที่อยู่แดนไกล   ลูกชายของผู้ชายที่คว้าใจลูกสาวสุดรักสุดดวงใจไปด้วยการเก็บเกาลัดที่เซี่ยงไฮ้    ฟานหยูแม้จะอึดอัดก็อดทนให้ตากอดเป็นตุ๊กตาเล่น   ทนายวิศรุตยืนเป็นตัวประกอบไม่ใส่ใจอะไร   ใต้สีหน้านิ่ง ๆ หลบซ่อนความขำไว้

 

“ฟ้าของอั๊ว…  ไม่ได้เจอกันตั้งปีกว่าๆ  คิดถึ๊งคิดถึง”   เจ้าสัวเอกนภาทำตัวเหมือนได้เจอหลานอายุ 5 ขวบ  ฟานหยูในวัย 27 รู้สึกปลื้มไม่ค่อยออก   เพราะชื่อที่เรียกไม่ถูกนั่นล่ะ…

 

ฟ้าก็ฟ้า…  ชื่ออย่างกับผู้หญิง  ชื่อฟ้ามันคือชื่อผู้หญิงในภาษาไทยชัด ๆ   “ผมก็คิดถึงอากงครับ  เห็นอากงสบายดีผมก็หมดห่วง  จู่ๆพูดถึงมรดกคิดว่าเกิดอะไรขึ้น”

 

คุณตาปล่อยร่างหลานชายให้เป็นอิสระเมื่อได้ยินคำว่ามรดก   “อ่า ใช่ ๆ  อั๊วเกือบลืมไปเลยว่าให้ลื้อมาเพราะเรื่องนี้”   ดวงตาคมสีดำเหล่มองไปทางทนายที่คาบข่าวมาบอกที่ฮ่องกงทันที  ชายคนนั้นทำเหมือนมันเป็นเรื่องสำคัญมาก  วิศรุตขยับแว่น

 

การพบกันที่น่าซาบซึ้งเป็นอันต้องหยุดเอาไว้ก่อน  ตาหลานและหนึ่งทนายนั่งลงที่โซฟาเพื่อคุยเป็นการเป็นงาน  หน้าจอโทรทัศน์ที่ไม่เข้ากับบรรยากาศไม่ได้ถูกปิด เพียงแค่หรี่เสียงเบาเอาไว้ไม่ให้รบกวนมากเกินไป   วิศรุตเห็นว่าทั้งคู่พร้อมจะคุยเรื่องกันแล้ว จึงหยิบเอาเอกสารสำเนาโฉนดที่ดินออกมาประกอบการสนทนา

 

“อั๊วมีที่ตรงเอกมัยอยู่   อั๊วจะยกตรงนี้ให้ฟ้า”  มือที่เหี่ยวย่นชี้ไปยังกระดาษสำเนาของโฉลดที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 4 ไร่  นับว่าใหญ่และมีราคาสูง

 

“แล้วก็.. มีอาคารทำเลดีอยู่อีกหนึ่งที่เอกมัยเหมือนกัน”  คราวนี้มาเป็นรูปถ่าย  รูปถ่ายของอาคาร  3 ชั้นทาสีสดใส  พื้นที่ชั้นล่างเหมาะแก่การทำร้าน

 

ฟานหยูมองเหล่าอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับเป็นมรดกด้วยสายตาลำบากใจ  มันอาจไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับสัดส่วนที่ชายชราน่าจะแบ่งให้ญาติ ๆ คนอื่น  แต่กระนั้นแล้ว สำหรับผู้ชายที่ถือสัญชาติจีน อาศัยอยู่ที่แผ่นดินใหญ่  ของเหล่านี้เขาไม่ได้ต้องการเลย  ออกจะน่าเกรงใจเสียด้วยซ้ำไป

 

“ผมได้มาก็คงขายได้อย่างเดียวล่ะครับอากง”  ในใจของชายหนุ่มยังไม่เกิดภาพการย้ายถิ่นฐานมายังแดนสยาม   อีกทางก็คือปล่อยคนอื่นเช่าไป

 

“ตอนนี้ที่ดินยังเป็นที่ว่างครับ  แต่อาคาร 3 ชั้นมีคนเช่าที่ทำเป็นร้านอาหารอยู่”  ทนายวิศรุตเอ่ยขึ้น  คำบอกเล่าชวนให้เลิกคิ้ว

 

ก่อนที่ชายจีนจะอ้าปากพูดอะไรออกมา  มือที่เหี่ยวย่นมากประสบการณ์ชีวิตจับที่ไหล่ของหลานชาย   “ฟ้าลองไปทำร้านอาหารดูไหม  เผื่อลื้อจะเปลี่ยนใจอยากมาอยู่เมืองไทย”  ดวงตาคมเบิกกว้าง….

 

“……….อะไรนะครับ?”  ที่เคยสังหรณ์ใจตั้งแต่ก่อนเดินทาง  มันเกิดขึ้นจริงจนได้…

 

ตั้งแต่พ่อและแม่ไปเยี่ยมบรรพบุรุษบนสวรรค์

อากงขี้เหงาสบโอกาสทีไรก็มักจะตะล่อมหาทางหลอกล่อให้มาอยู่ที่นี่

 

คราวนี้แลดูจะ Advance และ Expert ยิ่งกว่าครั้งก่อน ๆ  เพราะมีการเอาเรื่องร้านอาหารเข้ามาใช้เป็นข้ออ้าง  และอาชีพของชายหนุ่มคือการเป็นพ่อครัว   ฟานหยูเหล่มองไปทางทนายที่นั่งร่วมวงสนทนาอันแสนจริงจังนี้   วิศรุตกลับไม่ยอมสบตาด้วย

 

เจ้าสัวเอกนภาย้ำคำพูดของตัวเองอีกครั้ง  “อั๊วบอกว่าฟ้าลองไปทำร้านอาหารกับเขาไหม   ที่ตรงนั้นอั๊วยกให้ฟ้าเป็นมรดก  แต่อั๊วก็ให้คนที่เช่าอยู่ออกไปไม่ได้หรอก  อั๊วรับปากผู้หญิงคนนึงเอาไว้…..”

 

ชายหนุ่มถามกลับทันทีที่จบประโยค   “ผู้หญิงที่ว่านี่อาม่าเหรอครับ?”  อาม่าคนไทยที่จากไปอยู่กับพ่อแม่เขาบนสวรรค์แล้ว

 

“รุ่นน้องที่เป็นเพื่อนของอั๊วที่นิวยอร์ค   เขาฝากฝังให้อั๊วช่วยเป็นธุระเรื่องร้านอาหารให้ลูกเก่าของเขาหน่อย”    ดวงตาสีดำของหลานชายมองอย่างไม่ไว้วางใจนัก  ก็ยังดีที่คำตอบไม่ใช่ผู้หญิงที่บังเอิญรู้จักกัน หรือพวกรักครั้งแรกอะไรแบบนั้น  เจอแบบนั้นคงพูดไม่ออก… แค่นี้ก็แทบจะกินจุดไข่ปลา

 

“ผมก็ไม่ได้จะไล่ใครออกจากที่ของอากง เพราะผมไม่ได้จะใช้ที่ตรงนั้น  ผมมีงานอยู่ที่ฮ่องกงแล้ว”  ฟานหยูถอนหายใจ  ใจหนึ่งเริ่มสงสัยในคำฝากฝังแบบนั้น  ลูกน้องเก่าของรุ่นน้องงั้นเหรอ?

 

เจ้าสัวเอกนภาคลี่ยิ้ม  ใบหน้าของเขามีประกายละเมอเพ้อถึงรสชาติอาหารจากร้านนั้น   “พ่อครัวที่อั๊วให้เช่าที่อยู่เป็นคนเก่งมากเลยนะ  ถ้าลื้อได้เรียนรู้จากเขาจะเป็นประโยชน์มาก ๆ”

 

พ่อครัวนั้นไม่มีจำกัดอายุ  แต่บางครั้งอายุที่น้อยก็สู้ประสบการณ์คนเป็นเชฟมานานกว่าไม่ได้   หนุ่มจีนอายุ 27 ปีซึ่งดูภายนอกไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพ่อครัวนิ่งมองญาติผู้ชราแล้ว  ฟังดูก็คือความหวังดีที่คนผ่านโลกมามากอยากจะหาลู่ทางให้  แต่ชายผู้เป็นหลานมีงานให้รับผิดชอบที่แดนไกลแล้ว  ถึงแม้จะไม่ใช่ร้านของตัวเองก็ตามที

 

“ขอบคุณที่หวังดีครับ  แต่ผมจะทิ้งงานที่ฮ่องกง  มันไร้ความรับผิดชอบเกินไป”  งานที่ภักดีเสียจนโดนแฟนทิ้ง  ที่โดนสาดน้ำในที่สาธารณะคงเสียเปล่า  เงินเดือนก็โดนหักเพราะมาเยี่ยมญาติ

 

คุณตาที่กลายเป็นสาวกเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีเอาตอนแก่หน้าตาสลดลง  เขาเหลือบมองขอความช่วยเหลือจากทนายความอายุน้อยกว่ามากเป็นระยะ ๆ  แต่วิศรุตก็เรียบเฉยใส่ เพราะส่วนนี้เป็นเรื่องในครอบครัวเกินไป   เจ้าสัวเอกนภาใช้สายตาประหนึ่งแฟนรุ่นลุงอ้อนหลานชาย…

 

ฟานหยูเบือนสายตาไปทางอื่น  แค่ชื่อที่อีกฝ่ายเรียกเขาก็ทำให้ขุ่นเคืองอยู่ในใจเล็ก ๆ อยู่แล้ว   “ผมเข้าใจว่าอากงหวังดี  แต่ผมก็ทิ้งภาระให้ภัตตาคารที่ทำอยู่ไม่ได้”  จู่ๆพ่อครัวหลักลาออกมันทำให้ร้านลำบาก  รสมือที่ลูกค้าเริ่มติดไปแล้ว

 

“ไม่เป็นไร…. อั๊วเข้าใจ   อั๊วรู้ว่าฟ้าเป็นคนรับผิดชอบงานมาก….”   คนแก่ที่น้อยใจไปเรียบร้อยแล้วหันไปเปิดเสียงโทรทัศน์ซึ่งหรี่เสียงเอาไว้  เสียงเพลง K-pop เริ่มดังกระหึ่มขึ้นมาใหม่

 

แท่งไฟสีชมพูเปิดส่องสว่างในมือชายชราทำตัววัยรุ่น    “แต่เขาทำอาหารอร่อยกว่าที่ลื้อทำให้ซะอีก”   ประโยคทิ้งท้ายก่อนจะโดนกลบด้วยเสียงเพลงพาให้คนที่ได้ยินนิ่งสนิท

 

เขาไม่ได้เป็นคนหลงในฝีมือของตัวเองหรอกนะ

แต่โดนพูดจาน้อยใจใส่แบบนี้  ก็อดตะหงิดใจไม่ได้เมื่อโดนเปรียบเทียบ

 

อากงผู้น้อยใจหลานปิดตัวเองด้วยการหันไปสนใจสาว ๆ ในโทรทัศน์เสียแทน  ชายหนุ่มจากฮ่องกงส่งเสียงเรียกก็ไม่ยอมหันมาสนใจ  เขาจึงได้แต่ถอนใจกับพฤติกรรมคนแก่   ฝ่ายนั้นคงไม่คิดจะสนทนากับเขาไปอีกหลายชั่วโมง   ทนายผู้รู้งานจึงผายมือพาชายชาวจีนออกไปจากห้องนั่งเล่น

 

“คุณเอกนภางอนคุณฟานหยูได้ไม่นานหรอกครับ  ดูคอนเสิร์ตจบก็หาย”   ฟังแล้วไม่รู้จะดีใจหรือเปล่าที่ชายชราติดพันขนาดนั้น

 

แต่สิ่งที่เขาติดใจคือคำพูดเปรียบเทียบที่ออกจากปากอากงตะหาก   “คุณทนายพาผมไปที่ร้านอาหารที่คุณตาบอกได้รึเปล่า?”   อยากจะรู้นักว่าพ่อครัวที่ชายชราบอกดีเลิศขนาดไหน

 

วิศรุตมองหน้าหลานชายเจ้านายด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก  คล้ายกับรู้อยู่แล้วว่าต้องได้รับคำขอแบบนี้   “ได้ครับ  วันนี้ร้านไม่ได้ปิด”  เขาเดินนำไปที่โรงรถ

 

ชายสวมเสื้อแขนกุดสีดำยกภาพถ่ายที่ติดมือมาขึ้นมอง   ภาพถ่ายนั้นค่อยข้างเก่า  อาคาร 3 ชั้นในรูปยังเป็นเพียงอาคารเปล่า ๆ ไม่มีใครเข้ามาเช่าทำอะไร    แต่ถึงมันจะเป็นอาคาร 3 ชั้น  ตัวอาคารก็ก่อสร้างคล้ายกับบ้านเรือนในประเทศทางตะวันตก

 

ภาพพ่อครัวมากประสบการณ์ลอยผ่านมาในห้วงคิด

ใบหน้าและร่างกายอวบ ๆ เหมือนอาจารย์ที่เคยสอนสั่งสมัยอยู่ฮ่องกง

 

วิศรุตเปิดรถให้คนที่ต้องดูแลเรื่องการเดินทาง   ครู่หนึ่งก็เกิดความรู้สึกสงสัย  คาใจมานาน  “ว่าแต่คุณฟานหยูดูจะไม่ชอบชื่อไทยที่คุณเอกนภาเรียกเลยนะครับ”

 

“อย่าพูดถึงเลยครับ ผมพอใจจะใช้ชื่อที่พ่อตั้งให้มากกว่า”   ชายหนุ่มพ่อครัวฮ่องกงตัดบททันที   นัยยะบ่งบอกว่าแท้จริงก็มีชื่อไทยอยู่  แต่ไม่อยากพูดถึง….

 

…..มีชื่อเล่นไทยเหมือนผู้หญิงก็แย่แล้ว….

 

จากบ้านที่พระโขนงมายังเอกมัยใช้เวลาไม่นานนักเมื่อไม่ใช่ช่วงเลิกงาน  ทนายหนุ่มขับรถพาลัดเลาะตามทางลัดก็มาถึงที่ตั้งของมรดกอสังหาริมทรัพย์ที่หวัง ฟานหยูได้จากคุณตาคนไทย   บริเวณโดยรอบมีทั้งบ้านและร้านค้า  รถยนต์ตรงที่จอดมีประปราย  เพราะทำเลนี้ก็ไม่ใช่ทางผ่านต้องตั้งใจมา

 

อาหารไทยเป็น 1 ใน อาหารที่ได้รับความนิยมของโลก  เครื่องปรุงและรสชาติที่จัดจ้าน ชาวต่างชาติมากมายล้วนติดใจ  แต่สถานที่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มที่มาจากแดนไกลกลับไม่ใช่ร้านอาหารไทย  มันคือร้านอาหารฝรั่งสไตล์คาเฟ่

 

ป้ายหน้าร้านโดดเด่นด้วยอักษรสีแดงสดตัดกับพื้นสีดำขลับ

{Rafael’s Kitchen}

 

“คนไม่ค่อยเยอะนะครับ”   ชายสวมแว่นข้าง ๆ พยักหน้าตอบเชื่องช้า  ดูจากภายนอกของร้านก็พอจะเดาถึงจำนวนคนได้

 

“เป็นธรรมดาครับ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำ  เพราะว่าเชฟค่อนข้างพิเศษ”  คำพูดนั้นพาให้คิ้วสีเข้มเลิกขึ้น  ฟังดูมีความนัย  พิเศษ?

 

สองหนุ่มต่างวัยและสถานะเปิดประตูกระจกทึบเข้าไปภายในร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ชวนพักผ่อน   ตามที่คาดเอาไว้คือมีลูกค้าไม่กี่โต๊ะ  แต่ที่สะดุดตาคือทุกโต๊ะล้วนแต่เป็นผู้หญิง  ไม่มีลูกค้าผู้ชายเลยแม้แต่คนเดียว!    จะมีชายอยู่คนหนึ่งที่สะดุดตา  ชายผู้นั้นก็สวมใส่เสื้อเชฟสีขาวบริสุทธิ์

 

เชฟ……..   หนุ่มชาวจีนมองจ้องไปที่คนที่น่าจะเป็นเชฟ   เจ้าคนที่กำลังยืนพูดคุยกับลูกค้าสาวด้วยท่าทีประมาณโฮสในย่านเที่ยวกลางคืน    ผมสีทองนั่นไม่น่าจะย้อมมาเพราะมีดวงตาสีฟ้า  สรุปได้ทันทีว่าเป็นคนต่างชาติ

 

ไม่นานนักฝ่ายนั้นก็รับรู้ถึงตัวตนของผู้มาเยือน   “นึกว่าลูกค้าผู้ชายเสียอีก  ที่แท้ก็วิทย์นี่เอง”  ชายผมทองซึ่งดูไม่ออกว่าเป็นพ่อครัวโปรยยิ้มให้   มีเพียงเครื่องแบบที่ใส่ซึ่งบ่งบอก

 

“สวัสดีครับคุณราฟาเอล  ผมพาหลานชายของคุณเอกนภามาดูร้าน  คุณฟ้า…..”  ทนายหนุ่มเดินนำให้ผู้มาเยือนเดินตาม   สายตาหนุ่มจากฮ่องกงที่กำลังกวาดมองการตกแต่งภายในก่อนเจ้าของ  เปลี่ยนมาเหล่วิศรุตในทันใด  หวัง-ฟาน-หยู

 

พ่อครัวหนุ่มอายุน่าจะเกิน  30 ยื่นมือไปหาหลานชายเจ้าของที่   “หลานของ Mr. เอกนภางั้นเหรอ  ฉันราฟาเอล เอริค เป็นเชฟแล้วก็เจ้าของร้าน  ยินดีที่ได้รู้จักนะ”  การขยับร่างกายและท่าทางช่างไม่เหมือนคนเป็นพ่อครัว

 

แต่พูดภาษาไทยคล่องชะมัดยาด……

 

ภาษาไทยคล่องปานคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้มาเป็น 10 ปี  แม้จะเหมือนโฮส  แต่เขาอาจจะเข้าใจผิด  “ผมหวัง ฟานหยู  ยินดีที่ได้พบเช่นกัน”   ฟานหยูยื่นมือไปเพื่อจับกระชับมิตรตามมารยาท  มองเผิน ๆ คงเป็นคนอัธยาสัยสมกับเป็นชาวตะวันตก

 

แต่คำพูดที่ออกจากปากชายผมทองตาสีฟ้ามันทำให้ชะงัก   “Mr.หวัง   คนจีนเหรอ นึกถึงหูฉลาม ไม่ก็เป็ดปักกิ่ง  แต่เธอคงเหมือนซาลาเปามากกว่า”   ชะงักแล้วก็ลดมือกลับมาอยู่ข้างตัวเหมือนเดิม….

 

ชายที่โดนเปรียบกับซาลาเปาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง   “ซาลาเปา?   หมายความว่ายังไง?”    คำถามนั้นชวนให้คู่สนทนาหยักยิ้มกรุ่มกริ่ม

 

สายตาปานจะกลืนกินคนเป็นอาหารได้  “ถ้าไม่ลองเปิดเปลือยออกดู  ก็ไม่มีทางรู้ว่าเนื้อในอร่อยแค่ไหน”   เพียงพริบตาที่ได้ยินขนแขนมันก็ลุกขึ้นมา   กระนั้นชายชาวจีนก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  สงบนิ่ง  ก้าวขาถอยหลังมาหนึ่งก้าวให้มีระยะห่าง

 

“ภาษาไทยของคุณคงจะจำผิด ๆ มา  มันควรจะใช้คำว่าบิดออกถึงจะเหมาะสม”  ชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนไทยเริ่มเปิดบทเรียนสอนภาษา

 

ราฟาเอลคลี่ยิ้มประหนึ่งว่าตัวเองใช้คำที่ถูกต้องแล้ว   สายตาที่มองมานั้นช่างแฝงความคุกคามเอาไว้ภายใน  บนโลกใบนี้มีคนใช้คำว่าเปิดเปลือยกับซาลาเปาด้วยเหรอ?  มีคนพูดจาแทะโลมใส่อาหารได้แบบนั้นด้วย?  คำว่าเชฟค่อนข้างพิเศษที่ทนายสวมแว่นพูดไว้ มันเริ่มจะกระจ่างชัด

 

“มันไม่ใช่แค่นี้หรอกครับ”  วิศรุตกระซิบเสียงแผ่วเบาข้าง ๆ  ความพิเศษของพ่อครัวคนนี้มีอีกเหรอ   ใยคุณตาของเขาจึงชมเชยนัก

 

“นั่งดื่มน้ำดับกระหายกันไปก่อนนะ   ขอเวลาทำงานก่อน  แล้วจะมาคุยด้วย”   ชายผมสีทองเดินไปดูแลแขกตามโต๊ะอาหาร   พ่อครัวควรจะมาทำอะไรแบบนี้เหรอ?   อาจจะอนุโลมได้เพราะร้านไม่วุ่นวายสักเท่าไหร

 

ฟานหยูและทนายวิศรุตเลือกทำเลโต๊ะที่นั่งซึ่งมองเห็นได้ทั้งร้าน   หลานชายเจ้าของที่มองไปรอบ ๆ ก็พบว่าทั้งร้านมีพนักงานอยู่คนเดียวจริง ๆ คือพ่อครัว ทำหน้าที่ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด …   นี่มันคาเฟ่ on chill ชัด ๆ  ไม่ใส่ใจยอดขาย

 

“คุณราฟาเอลเป็นคนฝรั่งเศสครับ  เมื่อก่อนทำงานที่นิวยอร์ค  ย้ายมาอยู่เมืองไทยก็ปีที่ 2 แล้ว”  ระยะเวลา 2 ปีแต่พูดภาษาไทยคล่องเหมือนมีคนสอนทุกวัน…..

 

ดวงตาจับจ้องไปที่พ่อครัวผมทอง   นี่คือเชฟที่คุณตาของเขาบอกว่ามีฝีมือ  ย้ำอีกว่าฝีมือดีกว่าเขา  อยากให้ลองทำงานด้วย…  ยังไม่เห็นตอนที่เข้าครัวก็ดูไม่ออกว่าดีสมกับที่มีคนพูดถึงหรือเปล่า  ที่แน่ ๆ ท่าทางและคำพูดมันเด่นชัดว่าเป็นคาสโนว่า  คนละขั้วกับเขามาก

 

ดวงตาสีฟ้าที่เห็นคนจ้องมองก็สบมองยิ้มกลับ   “ส่งสายตาเร่าร้อนมาเสียขนาดนั้น  ถ้าเป็นเนื้อในกระทะคงสุกไปแล้วฟาน”  สนิทกันเมื่อไหร่น่ะจึงมาเรียกชื่อเล่น ก่อนหน้านี้ไม่ถึงชั่วโมงยังเรียกว่า Mr.หวัง  ถ้าสายตาคนเหมือนความร้อนในกระทะทำอาหาร  ก็คงไม่ต้องใช้ไฟกันแล้ว….

 

“คงไหม้ไปแล้วล่ะ ถ้าคุณเอ้อระเหย”  ราฟาเอลยิ้มตอบ  ดูเหมือนจะพอใจในคำตอบ

 

ลูกค้าผู้หญิงก็แลดูจะยิ้มและหัวเราะไปคำพูดสองแง่สองง่าม…

มันคือมุกตลกของพ่อครัว? 

 

ราฟาเอล เอริคเดินไปส่งลูกค้าหญิงวัยทำงานกลุ่มหนึ่งที่หน้าร้อน   เสร็จธุระแล้วจึงเดินมาหาแขกทั้งสอง  ต่อให้ยุ่งก็ต้องปลีกเวลามาสนทนากับเจ้าของอาคารที่ให้ตนเช่าได้   ชายชาวตะวันตกนั่งลงฝั่งตรงข้ามของหวัง ฟานหยู  สายตาช่างเจ้าเล่ห์

 

เขาไม่ชอบผู้ชายไม้ป่าเดียวกันมามองด้วยสายตาแบบนี้หรอกนะ   ใครจะชอบ  “เธอมาเยี่ยมตาที่เมืองไทยงั้นเหรอ?”  บทสนทนาเริ่มขึ้นด้วยคำพูดเรียบ ๆ ไม่หวือหวา

 

“ใช่ครับ  ได้ยินอากงบอกว่าให้เช่าที่ทำร้านอาหาร  แล้วคุณเป็นเชฟที่เก่ง ก็เลยอยากเห็น”   ตอบกลับดี ๆ เมื่อเป็นคำถามที่ปกติไม่มีคำพูดแปลก ๆ

 

ทนายวิศวุตช่วยเสริมต่อ   “คุณฟานหยูเป็นเชฟอยู่ที่ฮ่องกงน่ะครับ”   คำอธิบายนั้นเรียกเสียงผิวปากจากคนฟังที่เพิ่งรู้จักกัน

 

“บังเอิญดีนะ  มิน่าฉันเลยรู้สึกว่าพวกเราน่าจะมีอะไรสักอย่างที่คล้าย ๆ กัน  เป็นเธอคงเข้าใจฉันได้  เข้าใจสีสันของการทำอาหาร”  ราฟาเอลยิ้มกริ่ม

 

เสียงทุ้มซึ่งพูดถึงการทำอาหาร ฟังดูแล้วมีชีวิตชีวา  ครู่หนึ่งฟานหยูคิดว่าเขาคงมองอีกฝ่ายในแง่ร้ายเกินไป  คำพูดคำจาพวกนั้นคงมาจากภาษาไทยที่ไม่ค่อยแข็งแรงมากกว่า  อย่างไรก็เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีเชื้อสายของคนไทยไหลเวียน

 

“เชฟทั่ว ๆ ไปก็น่าจะเข้าใจกันดีว่าการทำอาหารมันสนุก  หรือคุณไม่ได้คิดแบบนั้น?”   สนุกเหมือนกับการละเล่นสร้างเวทมนต์… ผสมผสานสิ่งของหลายอย่างให้เกิดเป็นของชิ้นใหม่  ฟานหยูไม่ได้สังเกตว่าทนายสวมแว่นกำลังส่ายหน้าไปมา

 

เขานั้นคิดผิดว่าชายตรงหน้ามีเลือดของเชฟแบบเดียวกัน

 

เรียวปากคมของราฟาเอล เอริคระบายรอยยิ้ม   รอยยิ้มที่เด่นชัดว่าเห็นตรงข้ามกัน   “การทำอาหารก็เหมือน sex ตะหากฟาน”   คนเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกติดสตัน

 

การตีความหมายของการทำอาหารของพวกเราต่างกันคนละโลก

 

            วินาทีนั้นชายหนุ่มวัย 27 ชาวจีนถึงกับอึ้งในสิ่งที่ได้ยิน  “มือที่ใช้จับอุปกรณ์จับเครื่องปรุงแต่ละชนิด  เพื่อให้มันรู้สึกดี  อาหารที่ปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อแทรกซึมเข้าไปในส่วนลึกของร่างกายคนรับประทาน  ก็เพื่อให้รู้สึกดี”

 

มือแกร่งที่มีความหยาบกร้านจากการจับเครื่องครัวลูบผ่านปลายนิ้วชายซึ่งเป็นพ่อครัวเหมือนกัน   “sex  ก็คือการทำให้รู้สึกดีจากการได้หลอมรวมกัน  เป็นศิลปะแบบหนึ่ง”  ฟานหยูรู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้าสถิตจนต้องดึงมือออกห่าง!

 

Cooking = Sex

พ่อครัวคนนี้มันตัวอันตรายชัด ๆ……

 

ย้อนกลับไป 27 ปีที่ลืมตาดูโลก  ทานอาหารในบ้านนอกบ้านมาก็มาก  ชายจากฮ่องกงมั่นใจว่าเขาไม่เคยเจอเชฟที่มีทัศคติแบบมาก่อน  จะว่าคนธรรมดาทั่วไปก็แทบไม่เคยเจอ  มันพิลึกพิลั่นเกินไป  พิลึกเสียจนไม่เข้าใจว่าลูกค้าจะทานอาหารพวกนั้นลงไปด้วยความรู้สึกแบบไหน….

 

“ผู้ชายคนนี้เป็นโรคจิตรึเปล่าน่ะคุณทนาย….”   ฟานหยูถามคนที่พามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย   ถามกันต่อหน้าต่อตาไม่มีปิดบัง

 

ทนายหนุ่มขยับแว่นตา    “ไม่ได้โรคจิตแน่นอนครับ  เห็นแบบนี้ราฟาเอลทำอาหารเก่งมากนะครับ”   ชายร่างสูงใหญ่ผมทองผงกศีรษะตอบ  แต่อย่าถามว่าปกติแล้วชายประกอบอาชีพทนายคนนี้ทานข้าวที่นี่หรือเปล่า  และเขาก็อยากบอกว่าดูภายนอกหลานท่านเจ้าสัวก็หาได้เหมือนเชฟพอ ๆ กันนั่นล่ะ

 

“ถ้าหมอนั่นเก่งนัก ทำไมร้านเก่าถึงปล่อยตัวมา?”   ได้คำตอบมาก็รีบถามกลับ  ร้านอาหารโดยทั่วไปย่อมต้องการคนฝีมือดีเพื่อเรียกคนกันทั้งนั้น  ธุรกิจอาหารตัดสินกันที่ฝีมือ

 

วิศรุตมองคนถามแล้วนิ่งไป 3 วินาที    “ก็นั่นสินะครับ”  ให้คำตอบได้เรียบเฉยไม่มีเหตุผลมาอธิบายคำถามของฟานหยูสักนิด

 

“เรื่องบนเตียงทำในที่เดิม ๆ มันก็เบื่อได้  ห้องครัวก็เหมือนกัน ต้องหาบรรยากาศใหม่ ๆ เดี๋ยวความรู้สึกจะเสื่อมไปเสียหมด”  ราฟาเอลรีบแย้งก่อนที่หลานชายเจ้าของที่จะเข้าใจผิดไปว่าโดนไล่ออกมาจากร้านเก่า   มันฟังดูดี?  อย่างกับคนมีรสนิยมชอบทำในครัว….

 

คุณตานอกจากจะเริ่มคลั่งไคล้ Girl Group เกาหลี  รสนิยมทางการทานอาหารของชายชราก็เปลี่ยนไปด้วยงั้นเหรอ?   จะให้เขามาเรียนรู้ว่าการทำอาหารก็เหมือนกับการมี Sex?   ให้ตายเถอะ….  ชายหนุ่มไม่มีทางเกิดความคิดอกุศลแบบนั้นกับเครื่องปรุงที่ลงมือทำแน่…

 

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น  สิบตาเห็นหรือจะเท่าลงมือทำ   “ฉันอยากเห็นนายทำอาหาร”   ดวงตาสีดำขลับเยี่ยงขนของกาจ้องเข้าไปยังนัยน์ตาสีฟ้าคราม   สรรพนามเรียกขานเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงไร้ความเคารพ

 

“คุณฟานหยู???”   ทนายผู้ติดตามหันมองอย่างอึ้ง   จู่ ๆ หลานรักของเจ้านายกลับเอ่ยประโยคที่น่าตกใจออกไป  อายุอานามของทั้งคู่ก็ต่างกันมาก

 

“ไม่ต้องทำหน้าเหมือนฉันขอนายขึ้นเตียง ไม่ใช่แน่นอน”  การทำอาหารในสายตาของเชฟฮ่องกงคนนี้ไม่ใช่ศิลปะบนเตียง  สายตากรุ่มกริ่มมองมาปานเขาขอให้ช่วยตัวเองให้ดู…

 

ราฟาเอลเลิกคิ้วสีเดียวกับเส้นผม  ในเวลานี้ภายในร้านแทบไม่มีลูกค้าเหลือนอกจากเด็กสาวที่นั่งทำการบ้านในมุมหนึ่ง  คำขอของผู้มาเยือนก็เหมือนคำขอของลูกค้าคนหนึ่ง  เชฟมีหรือจะปฏิเสธ  ช่างเหมือนได้เจอคนขอร่วมเตียงในค่ำคืนที่ยาวนาน

 

“ได้สิ  เธออยากทานอะไรล่ะ  ฉันจะทำให้  ถนัดเกือบทุกอย่างยกเว้นของหวาน”   วิศรุตหยิบเมนูอาหารของร้านส่งให้ชายหนุ่ม   แต่คนรับกลับไม่ยอมเปิดอ่าน

 

“พาสต้าก็แล้วกัน  พลิกแพลงได้ตามที่นายอยากทำ”  เสนอเมนูกว้าง ๆ ปลายเปิดให้กับเชฟประจำร้าน  อาหารที่ควรจะทำได้ดีอยู่แล้ว

 

ราฟาเอล เอริค อายุ 36 ปี สูง 186 เซนติเมตร  อาชีพพ่อครัว

ผู้ชายที่ทำอาหารด้วยความรู้สึกแตกต่างจากเชฟทั้งโลก….

 

            คนรับเมนูแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ชาวจีนตรงหน้าสั่งอาหารฝรั่ง   ความคิดแรกหลงคิดว่าอีกฝ่ายจะสั่งอาหารจีนเสียอีก  ซ้ำยังเป็นเมนูเรียบ ๆ อย่างพาสต้าปลายเปิดให้ทำได้ตามชอบ  บ่งบอกว่าอีกฝ่ายต้องการลองเชิง ชวนให้อยากลองตลบทำอย่างอื่น

 

พาสต้าเป็นอาหารที่ชายหนุ่มผมทองเคยทำให้พนักงานร้านคาเฟ่นิวยอร์คทานบ่อย ๆ  เหมือนกับ sex เรียบง่ายที่แต่งเติมสีสันลงไปเล็ก ๆ เป็น Gimmick ให้แตกต่าง   “พาสต้านะ  แล้วฉันจะทำให้เธอถึงจุดสุดยอด”  จุดสุดยอดอะไร….

 

ฟังแล้วเกิดอาการไม่อยากอาหาร…   คนที่ไม่มีภูมิต้านทานอาจลดน้ำหนักได้ดี   “ถึงไม่ถึงเดี๋ยวก็รู้  อยู่ที่นาย”  ฟานหยูตอบกลับเรียกเสียงผิวปาก

 

“แล้วเธอจะติดใจ”   ทนายหนุ่มสวมแว่นตานั่งเป็นกรรมการมวยเงียบ ๆ  หากหลับตาไม่สนใจมองว่าอยู่ที่ไหนและทำอะไรอยู่ บทสนทนาของคนทั้งคู่ช่างไม่เหมือนคุยกันเรื่องอาหาร  มันออกไปทางเรื่องบนเตียงเสียมากกว่า  นี่เป็นสาเหตุที่ลูกค้าผู้ชายหายไป….

 

ศิลปะบนเตียงเกิดจากท่วงท่าลีลาเคล้าราคะอันร้อนแรง

ต่างอะไรกับการทำอาหาร  ที่ผู้ให้และผู้รับต้องร้อนรุ่มไปพร้อมกัน

 

 

 

 

————————————-

Free Talk : นิยายเวิ่นเว้อที่อยากจะเขียนมานานแล้วตัวเอกลักษณะแบบนี้ ฮ่าๆๆ ราฟาเอลเป็นตัวละครออริที่เราเคยสร้างเล่นกับเพื่อนในกลุ่มอยู่พักนึง เป็นเชฟหื่นที่เหมือนอินเนอร์ลึกๆของเรา จนอยากจะเขียนเรื่องของหมอนี่เป็นชิ้นเป็นอันดูซักครั้ง แล้วมันก็ออกมาเป็นนิยายวายจนได้…. (มันคงจะวายแหละ ไม่วายยาก)

แรกเริ่มคืออยากเขียนอีโรติกคอมเมดี้! แต่คาแร็กเตอร์ราฟาเอลคือพาหื่นเลย 55555

ฉากในเรื่องอยู่ในประเทศไทย แต่ตัวเอกสองคนเป็นคนต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในไทย จะมีอีกคนที่เป็นตัวหลัก ยังไม่ออกมาในบทแรกๆ คงออกมาประมาณบทที่สาม

หวัง ฟานหยู ดัดแปลงมาจากชื่อของเพื่อนร่วมคลาสของเพื่อนอีกที ส่วนชื่อคุณทนายนี่มีที่มาแต่ต้องปกปิด ก๊ากกก พอเขียนชื่อไทยแล้วเกิดอาการ.. ชื่อนามสกุลไทยนี่แต่งยากจริงๆแฮะ จะแบบไหนให้ดูเพราะมีความหมาย

อันนี้เป็นบทนำที่ยาวมากกกก ยาวจนต้องหั่นส่วนออก จากที่เขียนไทม์ไลน์เอาไว้จะเป็นบทใหญ่ๆ แล้วแบ่งท่อนเอา ก็คงเขียนไปเรื่อยๆ เพราะว่าบทนึงเนื้อหายาว
ปล. ยิ่งงานเยอะ พล็อตก็ยิ่งเยอะตาม พอๆกับความตันในบางระยะ…
ปล2. พอฟิคปิ๊งรักจะจบ โปรเจ็คใหม่ที่อยากทำก็งอกมาเยอะเลย มีพล็อตรีเอ ไฮคิวอีก ฮา

 
2 ความเห็น

Posted by บน 04/21/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 0 : Part 1

  1. แม่ยกราฟ

    04/21/2014 at 9:58 PM

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด แม่ยกตามมากรี๊ดดดดดดดดดดดดด ราฟจ๋าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา พ่อครัวสุดหื่นของดั๊นนนนนนนนนนนนนน

    รอให้ราฟโดนกดไม่ไหวแล้วววววว #หืม?

     
  2. ルーチェ・ตป.♥แจนน้อย (@scuroluce)

    04/30/2014 at 8:43 AM

    ตื่นเต้ล ดีใจได้เห็นพี่งอกไหใหม่เป็นออริ !!!

    อีตาราฟ อิเชฟบ้านี่ อ่านแล้วขำ 555555555555555555555555555555555555

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: