RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 34

28 เม.ย.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

มหาวิทยาลัยทุกที่มักจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “เกียร์” ของคณะวิศวกรรมศาสตร์

 

เดินสะดุดลานเกียร์จะได้แฟนเป็นหนุ่มวิศวะ  ได้เกียร์จากหนุ่มวิศวะแสดงว่าเขามอบหัวใจให้   จะเรื่องเล่าในรูปแบบไหนก็มักจะมีเรื่องของเกียร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  จนในที่สุดมันก็กลายเป็นแบบเกือบบังคับของนิยายที่ตัวเอกวนเวียนอยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์  และคนที่ได้รับเกียร์ก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นของแทนความในใจ ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงความเกลียดชังที่มีให้อย่างแน่นอน

 

บางทีการที่หนุ่มวิศวะมอบเกียร์ให้กับคนที่ชอบ

มันอาจจะหมายถึงการเชื่อมใจเข้าด้วยกันก็เป็นได้

 

ตอนที่ 34 : ฟันเฟืองแต่ละอันต้องมีตัวต่อให้เคลื่อนที่ไปได้ นี่คือเกียร์วิศวะ

 

เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาสะอาดสะอ้านวิ่งตรงเข้ามายังตึกบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งใกล้ BTS ศาลาแดง   ผมน้ำตาลเข้มของเขาเปียกเหงื่อจากที่วิ่งติดสปีดสูงสุดเท่าที่ร่างกายจะทำได้มาจากด้านบนของสถานีรถไฟฟ้า  รีบร้อนเสียจนกระเป๋าเป้ที่แบกมาด้วยก็สะพายมาแบบผิด ๆ

 

อลิน แย้มเก้อกวาดสายตามองหาคนรู้จักที่พอจะถามไถ่เรื่องราวได้   เด็กหนุ่มรีบออกมาจากมหาวิทยาลัยทันทีที่รู้ว่าเพื่อนไปทำภารกิจสำคัญโดยที่ไม่รอเขา  ป่านนี้จัน สะกิดใจจะเป็นยังไงบ้าง  จะพบหน้าประธานบริษัทแห่งนี้แล้วหรือยัง แล้วเรื่องราวทั้งหมดเขามาทันไหม?

 

ในตอนที่สอดส่องมองหาคน ในที่สุดดวงตาสีเขียวก็เหลือบไปเห็นคนคุ้นเคยเข้าจนได้  “พี่รีวัลย์ครับ!!”  ส่งเสียงเรียกออกไปดังลั่น

 

แฟนหนุ่มอายุมากกว่าหลายปีหันกลับมามองตามเสียง   ชายหนุ่มกำลังจับกลุ่มกับเลขานุการสาวและรองประธานบริษัทตรงหน้าร้านกาแฟ   ไร้วี่แววของเพื่อนสนิทของเขา   “นายมาช้าไปนะ  เพื่อนนายอาละวาดกลับไปแล้ว”

 

ได้ฟังคำนั้นแล้วนัยน์ตาเบิกกว้าง  “อะไรนะครับ? เกิดอะไรขึ้น?  จันมาอาละวาดใส่คุณอัศวินเหรอครับ??”  มันไม่ใช่คำสารภาพรักหรอกเหรอ….

 

“เรื่องนั้นพวกเราก็ไม่รู้หรอกจ้ะว่าเกิดอะไรขึ้นข้างบน  จู่ๆน้องจันก็มาตะโกนโหวกเหวงข้างล่างแล้วก็ออกไปเลย”  เพชราอธิบายแบบสรุป   ไม่มีใครอยู่ในเหตุการณ์การเผชิญหน้าระหว่างคู่กรณีทั้งสองคนเลย

 

อลินกุมขมับ  “ท่าทางจะไม่ได้เรื่อง… คงยังไม่คืนดีกันแน่ๆเลยครับ”   ต่อให้จัน สะกิดใจเป็นคนซึนเดเระขนาดไหน  ก็คงไม่มาโวยวายเพราะความเขินอายแบบนั้นหรอก

 

หาญจิตหันไปทางลิฟต์ที่เผยร่างใครบางคนเมื่อประตูเปิดออก   “อ่าว?  นั่นอัศวินนี่  คราวนี้มีอีกคนตาลีตาเหลือกลงมาแล้ว”   หญิงสวมแว่นชี้ให้ทุกคนมองตามไป

 

อัศวิน สมิงห์แลดูจะรีบร้อน  ประธานหนุ่มใหญ่หันมาเห็นเหล่าเพื่อนร่วมงานพ่วงแฟนของเพื่อนยืนรวมกลุ่มกัน จึงเดินตรงเข้ามาหาในทันที  ในมือใหญ่นั้นถือกล่องที่เด็กหนุ่มคณะแพทย์รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด  เพราะมันคือกล่องนาฬิกา…

 

“จันยังอยู่รึเปล่า?”  น้ำเสียงที่ถามแฝงความรีบร้อน   ทุกคนพร้อมใจกันส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันเป็นคำตอบ

 

คนถามถอนหายใจเฮือกใหญ่   รีวัลย์มองเห็นจมูกคนตรงหน้ามีรอยแดงช้ำก็นึกสงสัย   “นายไปโดนอะไรมาน่ะ?  โดนจัน สะกิดใจต่อยเอารึไง?”    ถ้าต่อยมันควรจะช้ำมากกว่านี้….

 

อัศวินยกมือขึ้นลูบจมูกที่เขาไม่ได้สังเกตว่ามันเป็นรอยเพราะขอบกล่องนาฬิกาที่โดนปาใส่   จะเรียกว่ารอยแผลที่มีเกียรติก็คงไม่ได้   “มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ  ฉันต้องรีบไปคุยกับจันให้รู้เรื่อง”

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะผิดพลาดไปหมดอีกครั้งหนึ่ง….

 

เหล่าหนุ่มสาววัยทำงานและหนึ่งเด็กในวัยเรียนมองหน้ากันเอง  เวลานี้พวกเขาไม่ควรจะเซ้าซี้อะไรใช่ไหม?  ต้องรอให้เรื่องราวทุกอย่างจบลงไปก่อนแล้วค่อยเริ่มถามบทสรุป   เท่าที่ประเมินสถานการณ์แล้วคงยังไม่เข้าใจกันแน่ๆ  ซ้ำร้ายยังมีการใช้ความรุนแรงใส่ด้วย…

 

“ไปคุยกับน้องปลวกก็ดี   ดีแล้วที่นายตัดสินใจแบบนั้น”   หาญจิตคลี่ยิ้ม  รู้สึกดีที่เพื่อนร่วมงานไม่ยอมวางมือจากเรื่องครั้งนี้

 

ที่ปรึกษาบริษัทจับไหล่ของคนรัก  เด็กหนุ่มมองหน้าตอบ  ใครจะนึกว่าเพื่อนอาละวาดขนาดนั้น   อลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ   “คุณอัศวินรีบไปคุยกับจันเถอะครับ  จันอาจจะกลับหอไปแล้วก็ได้”  คงไม่หายตัวไปดื่มเหล้ากับเพื่อนเพื่อแก้เซ็งหรอก

 

หนุ่มใหญ่ผมทองครุ่นคิดบางอย่าง  “ก็หวังว่าจะอยู่ที่หอนะ”  คงจะกลับไปที่ๆสามารถตามตัวได้ง่าย  คงไม่หนีไปที่อื่น

 

“ถ้าเป็นฉันนะคะ  ฉันหนีกลับบ้านแม่ไปแล้วล่ะค่ะ”  เลขานุการผมสั้นสีน้ำตาลส้มเอ่ยขึ้น  ราวกับว่าเธอกำลังพูดถึงประสบการณ์เคยทะเลาะกับแฟนหนุ่มที่ทำงานเดียวกัน

 

สามหนุ่มและหาญจิตผู้ไม่สนใจเรื่องราวความรักเท่าไหร่นักจ้องมองหน้าคนพูด   สายตาของหญิงสาวช่างเย็นชาเสียเหลือเกิน  ช่างน่าสงสัยว่าอ้นเคยทะเลาะอีท่าไหน  เพชราจึงหนีกลับบ้านแม่กันเลยทีเดียว…  แล้วประสบการณ์ของเธอจะเอามาใช้กับเด็กหนุ่มอายุ 21 ปีได้เหรอ….

 

…ในความเป็นไปได้ก็มีความเป็นไปได้อยู่…

 

ราวกับเป็นนักโทษที่หนีความผิดออกมาจากสถานกักกัน   จัน สะกิดใจเดินออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินรัชดาภิเษก  สองขาก้าวเข้าซอยที่อยู่ใกล้ๆเพื่อไปยังบ้านที่แท้จริงของตัวเอง   ใครจะนึกว่าเด็กหนุ่มหนีกลับบ้านแม่ไปจริงๆ เพื่อหนีหน้าใครบางคน…

 

หนุ่มวิศวะสีหน้าบึ้งตึ้งตลอดการก้าวขา  ไม่คิดส่งเสียงทักทายเพื่อนบ้าน  ในที่สุดก็เปิดเข้าบ้านตัวเองโดยไม่ส่งเสียงบอกคนข้างในก่อน    หญิงร่างท้วมมีเค้าโครงใบหน้าคล้ายคลึงกันซึ่งอยู่ในครัวได้ยินเสียงประตูพลันเดินออกจากครัวเพื่อมองหาแขก

 

“จัน  วันนี้กลับบ้านเหรอ  ทำไมไม่บอกก่อน?”  มารดาผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านรีบถามเมื่อเห็นหน้าลูกชายซึ่งปกติจะอยู่ที่หอ  และเมื่ออยากกลับบ้านจะบอกก่อน

 

“หอพักเขาฉีดยาฆ่าแมลงกะทันหันน่ะแม่”   จันเดินหน้าตาบูดบึ้งขึ้นบันไดไปชั้นสอง  ไม่มีการหันไปมองหน้าทักทายยกมือไหว้แม่เลย

 

คุณนายสะกิดใจมองตามหลังเจ้าลูกชายทำหน้าเกือบหล่อ  ฉีดยาฆ่าแมลงกะทันหัน?  มีงี้ด้วย?   “งั้นเดี๋ยวแม่ทำข้าวให้นะ!”  ไม่ได้สะกิดใจว่าลูกชายมีเรื่องอะไร  นามสกุลไม่ได้มีผลกับสกิลการรับรู้….

 

ประตูห้องชั้นสองปิดดังโครม   จันที่หน้าตาบึ้งเป็นกระต่ายหน้าย่นฟาดกระเป๋าเป้ลงเตียงด้วยความหงุดหงิด  ก่อนจะทิ้งตัวนอนตามลงไป   สายตาจ้องมองเพดานพร้อมกับความคิดที่เหมือนภูเขาไฟเตรียมปะทุอยู่ในสมอง  ภาพและคำพูดของอัศวิน สมิงห์หมุนวนซ้ำไปซ้ำมา

 

ชายคนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกละครไทยหลังข่าวงั้นเรอะ!?  เจ้าพวกสกิลคิดเองเออเองสรุปเองว่านางเอกเป็นยังไง  แต่เขาไม่ใช่นางเอกละครไทยหรอกนะ แค่เปรียบเทียบเคส   เป็นถึงเจ้าของบริษัท ความคิดควรจะก้าวไกลกว่านี้ไหม!  หรือนี่คือสิ่งที่เค้าว่าความรักทำให้คนโง่!!

 

คิดแล้วมันก็เข้าตัวเพราะเขาก็โง่..   อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะพูดกันดีๆ  อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะสื่อความในใจแม้มันจะยาก..  แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรตรงตามที่คิดวางแผนเอาไว้ก่อนหน้านี้เลย  ทุกอย่างพังครืนลงไปหมด  โกรธจนหน้ามืด  ทำอะไรที่แก้ไขไม่ได้ลงไปเยอะแยะ…

 

เขามันบ้า หรือคุณอัศวินมันงี่เง่า?   อาจจะพอๆกันเลยก็ได้…  คิดแล้วน่าอิจฉาความเป็นผู้ใหญ่ และความง่ายๆของรีวัลย์ ไม่ทราบนามสกุล กับอลิน แย้มเก้อซะจริงๆ…  สองคนนั้นตรงไปตรงมากับความรู้สึกของตัวเอง  จึงลงเอยกันได้โดยง่ายแม้จะมีปัญหาเกิดขึ้นมาบ้าง

 

ในเมื่อทุกอย่างมันจะจบลงแบบนี้ก็ช่างมันเถอะ…

ฝึกงานเสร็จไปเรียนต่อ ลืมให้สิ้นว่าเคยเกิดอะไรขึ้นที่นี่….

 

เกียร์ที่ใส่กล่องให้ไป  คิดซะว่ามันหายไปก็แล้วกัน…  ไม่คิดจะไปทวงคืนกลับมา  ไม่ต้องเห็นของในนั้นไปตลอดชาตินี้เลยก็ดี   จัน สะกิดใจอยู่กับความคิดด้านลบก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมามอง   บนหน้าจอแสดงความว่างเปล่า ไม่มีเบอร์โทรเข้ามาเลย…

 

แสดงว่าชายผมทองคนนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจจะโทรตามหาเขา..  หนังตามันกระตุกอย่างหงุดหงิดชอบกล   ก็ไม่ได้หวังให้โทรตามหาหรอกนะ  แต่มันควรจะทำไหมถ้ารู้ตัวแล้วว่าเข้าใจกันผิด   แล้วความคิดของหนุ่มวิศวะก็เข้าวังวนเดิมอีกครั้ง นั่นคือช่างมันเหอะ เจ้าความรักครั้งนี้….

 

ในที่สุดโทรศัพท์ที่ว่างเปล่าก็มีสายโทรเข้ามา  มือเดือนมหาวิทยาลัยรีบคว้ามารับทันที   “ฮัลโหล!?”   ไม่ได้หวังให้โทรมาเลยซักนิด…  ย้อนกลับไปอ่านประโยคก่อนหน้าใหม่

 

[เฮ้ย!  นายอยู่ไหน?  ทำอะไรอยู่?]  เสียงผ่านสายโทรศัพท์มาคือเสียงของเพื่อนรักตั้งแต่สมัยมัธยมต้น  เสียงของรักครั้งแรกหาใช่คนที่คาดหวังไว้นิดๆว่าจะใช่…

 

“ไม่ได้ทำอะไร  นอนอยู่ว่ะ  เพิ่งกลับมาถึงบ้าน  นายมีอะไรวะ?”  ถามไปแบบไม่กะตือรือร้นจะคุยด้วย  ไร้เยื่อใสอย่างสิ้นเชิง

 

[ฉันรีบตามนายไปที่บริษัทแต่ไม่เจอ  นายกลับไปซะก่อน  พวกพี่รีวัลย์ก็เป็นห่วงนายนะเว้ย]  ความห่วงใยผ่านอุปกรณ์สื่อสาร  น่าแปลกใจที่ไม่โดนซักถามอะไรออย่างที่น่าจะเป็น

 

หากเขาเล่าออกไปว่าทำอะไรลงไปบ้าง  เพื่อนคนนี้หรือเพื่อนในกลุ่มชมรมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์ก็คงต่อว่า   “ฉันไม่ได้เป็นไร  จบแล้วว่ะ  ช่างมันเหอะ  จะรักคุดไปจนอายุ 30 ก็ช่างมันเหอะ”  ทำงานแล้วเริ่มหารักที่แท้จริงก็คงไม่สายเกินไป

 

[ฮ่ะ???  นายถอดใจขนาดนี้เลยเรอะ???]   จะรักคุดไปจนอายุ 30  ทำตัวเป็นหนุ่มหล่อโสดปูชณียสถาน  เป็นของที่ต้องอนุรักษ์เอาไว้…..

 

ประวัติเดือนคณะพ่วงเดือนมหาวิทยาลัยคงด่างพร้อยเป็นแน่

 

จันฟังคำว่า [ถอดใจ] จากปากเพื่อนแล้วหงุดหงิดอย่างประหลาด   คนที่ถอดใจไปก่อนแล้วคือประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน  เขาพยายามจะแก้ไขให้มันดีขึ้น  แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะถอดใจไปหมด   พวกเราคงเป็นโรคกลัวความรักเข้าเส้นกันทั้งคู่แล้ว

 

“ฉันจะงีบก่อนว่ะ   ไว้ตื่นแล้วฉันจะโทรหานายก็แล้วกัน  แค่นี้ล่ะ”  กดวางสายพร้อมกับปิดเสียงไม่ให้ได้ยินการแจ้งเตือนถ้ามีเข้ามาอีก  แล้วก็โยนโทรศัพท์ไปกองข้างหมอน

 

เปลือกตาปรือหลับลงเข้าสู่ความมืดมิด  แกะหนึ่งตัว  แกะสองตัว  แกะสามตัว แกะสี่ตัว เสือห้าตัว…ฮ่ะ…   สมองชักจะฟุ้งซ่านเกินไปแล้ว   ทว่าตอนที่นับแกะไปได้ถึงตัวที่ 50  ประตูห้องนอนก็เปิดออกอย่างกะทันหันไม่ให้สุ้มเสียงเตือนก่อนเลย

 

“จัน!  ไปซื้อน้ำมันให้หน่อยที่เซเว่น!  น้ำมันหมด!”  คุณแม่ผู้น่ารักโผล่มาใช้งาน   คิ้วสีน้ำตาลอ่อนกระตุกหงุดหงิดซ้ำไปอีก

 

“ผมไม่ชอบเซเว่นนะแม่!!”  อาการรังเกียจเซเว่นมาตั้งแต่วัยเยาว์ยังคงแก้ไม่หาย   หญิงร่างท้วมสวมผ้ากันเปื้อนจ้องหน้าลูกชาย

 

“แกจะเดินไปแฟมิลี่มาร์ทไกลๆก็เชิญ  ไปซื้อน้ำมันให้แม่ไป๊!”  เจ้าลูกชายหน้าหล่อ แต่มีดีแค่หน้าโดนตบแขนให้รีบๆลุกจากเตียงนอน   หนุ่มวิศวะจำเป็นต้องโยนความเครียดเพื่อไปทำภารกิจให้มารดาเสียก่อน…

 

จะห้วงโซ่ในบ้านหรือนอกบ้าน จัน สะกิดใจก็อยู่ในลำดับท้ายสุดของปิระมิดเสมอ  เพื่อนใช้ แม่ใช้  แฟนเพื่อนใช้ (?)  เด็กหนุ่มเดินเท้าคีบรองเท้าแตะหนีบทั้งชุดเสื้อช้อปไปหาแฟมิลี่มาร์ทซึ่งอยู่ไกลกว่าเซเว่นหลายเมตร  แผลใจที่คุณลูกค้าที่น่ารักเลือกผู้ชายที่เหมือนเซเว่นยังตราตรึงอยู่….

 

ครั้นจะย้อนความอธิบายเรื่องคีย์เวิร์ดเซเว่น แฟมิลี่มาร์ท คุณลูกค้าที่น่ารัก มันก็ยืดยาวเกินไป  ตัดจบเพียงแค่นี้ พร้อมๆกับฉากที่ไม่จำเป็นโดนตัด  ฉากการเลือกหาน้ำมันในร้านสะดวกซื้อหายไป  กลายเป็นฉากเดินกลับเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว

 

เด็กหนุ่มมัวแต่คิดเรื่องของที่แม่ฝากซื้อจึงลืมเรื่องวุ่นวายใจของตัวเองไปชั่วขณะ  ค่าน้ำมันพืชคงไม่เก็บคืนจากอีกฝั่ง  คิดเมนูที่อยากกินดีกว่า  การกลับบ้านมาเป็นเบ๊ให้พระมารดาถือเป็นการ Healing จากหลายๆเรื่องได้บ้าง  แต่ความสงบมันมีได้ไม่นานหรอก….

 

เพราะดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเห็นของไม่พึงประสงค์อยู่หน้าบ้านเข้า   “ไอ้รถสีดำนี่มัน!!”   ถึงกับอุทานออกมาเสียงดังที่ได้เห็น  รถยุโรปแบบนี้ ป้ายทะเบียนเลขนี้!!

 

ใจลอยกลับไปหาแฟมิลี่มาร์ทที่จากมา  เดินกลับไปอีกรอบได้ไหม!   แต่มันก็ช้าไปเพราะบิดาผู้มีใบหน้าคล้ายกัน และเป็นเบ๊สำดับสองของแม่เดินออกมาตาม   สายตาของพ่อลูกสบมองกัน  “จัน  คุณอัศวินเขามารออยู่  รีบเข้าบ้านเถอะ”  นั่นไงล่ะ! นั่นไง!!

 

ดั้งเกิดหักขึ้นมารึไงที่โดนปากล่องใส่หน้า!!

 

ฉากสารภาพรักที่แสนดุเดือดนั้น  จะนิยามว่าเป็นฉากสารภาพรักก็พูดยาก  แต่เวรกรรมมันตามมาถึงบ้านให้หนุ่มวิศวะหวาดผวา  กระต่ายที่ใจหาญกล้าไปสู้กับเสือเมื่อตอนที่แล้วชักจะป๊อดขึ้นมานิดๆ   ขาก้าวเข้าบ้านตามหลังพ่ออย่างหวาดระแวง

 

ในห้องรับแขกเผยให้เห็นร่างคุณแม่  บนโซฟาอีกด้านเห็นแผ่นหลังใหญ่ของชายผมทองในชุดสูทสีเทาเข้ม  สีหน้ายิ้มแย้มของหญิงร่างท้วมบ่งบอกว่ายินดีที่ได้เจอประธานหนุ่มใหญ่ผู้เป็นแขก  วัยของทั้งคู่ก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่….

 

“จันมาแล้วเหรอ!   แกจะไปแฟมิลี่มาร์ททำไมไกลๆ!”   คุณนายสะกิดใจกวักมือให้ลูกชายหน้าหล่อเดินมานั่งให้ไว  สีหน้าแววตาเด็กหนุ่มกำลังต่อต้าน

 

แต่ขาเดินตามคำสั่งของแม่อย่างเชื่อฟัง   ผ่านหน้าของชายผู้มาเยือนแล้วไม่กล้าหันมอง  ไม่อยากเห็นผลงานบนใบหน้านั่น  บาดเจ็บสาหัสเลยหรือเปล่า?   “รีบๆทักคุณอัศวินเค้าซะสิ  แขกมา”   ศอกกระทุ้งแขนหนุ่มวิศวะซึ่งหย่อนตัวลงนั่งข้างกาย

 

“………..สวัสดีครับ”   ยกมือไหว้ลวกๆ  ตาไม่มองสบ  มองเห็นแค่เนคไทด์สีตุ๋นๆบนอกฝ่ายตรงข้ามก็เพียงพอแล้ว

 

“เสียมารยาทจริงๆลูกคนนี้  ไหว้แล้วมองหน้าด้วยสิ”   สองมือมาร(?)ตะปบเข้าใส่ข้างใบหน้าจับหันไปจ้องแขกผู้มาเยือน  แม่!!   แม่จะบังคับกันเกินไปแล้ว!!

 

ดวงตาสีน้ำตาลอยากจะทำเบลอเป็นภาพโมเสค กระนั้นตาคนมันไม่ใช่โปรแกรม Photoshop  เขาก็มองเห็นอีกฝ่ายเต็มๆตาอยู่ดี   นัยน์ตา ใบหน้า ริมฝีปาก  จมูกมีรอยแดงช้ำอยู่  อาจจะโดนสันของกล่องนาฬิกาเข้าอย่างจัง  ก็ไม่ได้หักเสียหน่อย…. ไม่ได้มาเอาเรื่อง?  หรือใช่?

 

ชายหนุ่มผมทองคลี่ยิ้มให้   รอยยิ้มที่เหมือนเดิม  รอยยิ้มซึ่งเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี   “ฉันเกือบจะไปที่หอเธอแล้ว  แต่เลี้ยวกลับทันเพราะอลินบอก”

 

อยากตบเกรียนเพื่อนทรยศจริงๆ  นี่คือความคิดแรกที่ผุดมาในหัวของเจ้าหนุ่มซึนเดเระ  มีงูเห่าอยู่ข้างตัวจริงๆด้วย   “เหรอครับ  หมอนั่นปากโป้งอีกแล้ว”

 

“อลินแค่หวังดี  ไม่งั้นฉันก็คงเสียเวลาไปเปล่าๆอีก”   นัยต์ตาสีฟ้ามองสบแฝงความหมาย   ความหมายของคำว่าเสียเวลาที่ตอนนี้คนฟังไม่เข้าใจ

 

“ถ้าคุณอัศวินมาหาจัน  ฉันจะไปทำกับข้าวต่อก่อน  แล้วอยู่กินมื้อเย็นด้วยกันเลยไหมคะ?”  หญิงผู้กุมอำนาจใหญ่ของบ้านออกปากชวนทันที

 

“เรื่องนั้นคงไม่ปฏิเสธหรอก  แต่ขอเวลาก่อนไปทำกับข้าวซักห้านาที  มีเรื่องอยากจะคุยกับทั้งบ้านสะกิดใจ”  ประโยคเปิดเรื่องซึ่งออกจากปากของชายหนุ่มช่างคล้ายคำพูดเปิดของคนขายประกันชีวิต…    จัน สะกิดใจเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี

 

คุณพ่อที่ไม่ค่อยมีบทบาทมองนิ่ง   คุณแม่ผู้สงสัยในความเป็นเกย์ของลูกเลิกคิ้ว  คุณลูกนั้นนั่งกระวนกระวาย   สมาชิกบ้านสะกิดใจอยู่ในความเงียบพร้อมหน้า   ประธานบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านคลี่ยิ้มจริงใจออกมา  เรียวปากคมเคลื่อนขยับ

 

“ขออนุญาตคบหากับจันอย่างเป็นทางการนะครับ”   คำพูดนอบน้อมสร้างฟ้าผ่าลงมากลางบ้าน   แต่ละคนนิ่งไปทันที

 

ไม่ใช่การมาบ้านเพื่อเก็บค่าเสียหาย…

แต่เป็นมาบ้านเพื่อทำการสู่ขอ(?)อย่างเป็นทางการ….

 

บิดามารดากำลังอยู่ในระหว่างประมวลผลคำพูดที่ออกจากปากแขกผู้มาเยือน   ลูกชายที่ชอบผู้ชาย  มีผู้ชายมาขอคบอย่างเป็นทางการแล้ว    จันที่เพิ่งมีเรื่องกันมาหมาดๆตบโต๊ะรับแขกอย่างรุนแรง  ยังไม่ทันถึง 24 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำที่อีกฝ่ายทำตัวเหมือนพระเอกละครหลังข่าว  จู่ๆมาพูดอะไร!?

 

“คบ!!??  คุณมาพูดอะไรต่อหน้าพ่อแม่ผมกันครับ!!??”  ความสงสัยผสมความซึน ผสมความอับอายต่อหน้าพ่อแม่ผสานกันจนระเบิดเป็นโกโก้ครันซ์

 

อัศวินโค้งศีรษะให้ผู้ปกครองเด็กหนุ่มซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน   “ยกจันให้เป็นแฟนผมนะครับ”  พายุสึนามิเข้าบ้าน!!  นี่มันตบหัวแล้วลูบหลังเหรอ  นี่มันอะไรกันเนี่ย!?

 

คุณพ่อตะลึง คุณแม่ยกมือขึ้นกุมแก้ม  คุณลูกกำลังจะกลายร่างเป็นระเบิด  เหตุการณ์แบบนี้มันควรจะเกิดในบ้านที่มีลูกสาว  แต่มันกลับมาเกิดในบ้านที่มีลูกชายเพียงคนเดียว   ซ้ำร้ายมันช่างเหมือนฉากรีไซเคิลที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วใน Season แรกอย่างประหลาด….

 

ตอนนี้จัน สะกิดใจรู้สึกสับสนงงงววย   ผู้ชายผมทองตรงหน้าเพิ่งจะตัดพ้อถอดใจเรื่องของเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน  เขาเองก็ตัดสินใจจะถอดใจแล้วเหมือนกัน  แต่เรื่องราวกลับกลายเป็นแบบนี้ไปเสียได้  นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่  ดวงตาสีน้ำตาลมองไปอย่างไม่เข้าใจ

 

แต่ก่อนที่จะอ้าปากโวยวาย   คุณแม่ก็จับไหล่ของเขาเสียก่อน   “เอาไปเลยค่ะคุณอัศวิน”   แม่!!!!!   เสียงอุทานทั้งในใจและนอกใจร้องลั่น

 

กระต่ายหน้าตาตื่นเมื่อโดนโยนทิ้งให้เสือ   “แม่พูดอะไรของแม่น่ะ!!   ผมเป็นลูกชายแม่นะ!   มีผู้ชายมาพูดขอลูกชายแม่นะ!!!”  โวยวายจนลิ้นแทบจะพันกัน   ใบหน้าซีดเผือก   มันไม่ปกติ!   มันไม่ควรยอมง่ายๆแบบนี้!  ยอมยกลูกให้ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายเหมือนกันหน้าตาเฉยเลยเรอะ…..

 

“แกชอบผู้ชายไม่ใช่รึไง?    มีผู้ชายดีๆที่เป็นเกย์มาชอบแก  แกก็เกย์   เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดกันง่ายๆนะ”  จันอ้าปากค้างในความคิดของมารดาผู้ให้กำเนิด   เด็กหนุ่มส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางพ่อ  แต่บิดากลับเบือนหน้าหนีเสียอย่างนั้น ใครจะเถียงแม่ได้….

 

มันมีตรรกะแบบนี้ด้วยเหรอแม่!!!

 

เหตุการณ์แบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ถ้าไม่ใช่บ้านสะกิดใจ   อัศวิน สมิงห์มองสมาชิกครอบครัวนั้นอย่างขำขัน  พยายามกลั้นยิ้มไม่ให้เจ้าบ้านรู้   ฟังบนสนทนาแม่ลูกแล้วการกลั้นยิ้มมันช่างลำบาก  รู้สึกเมื่อยปากไปหมด  ช่างเป็นบ้านที่ตลกจริงๆ

 

“สรุปว่าคบจันได้สินะครับ?”   หญิงร่างท้วมผงกศีรษะตอบ   หันไปหาชายซึ่งควรจะกุมอำนาจในบ้าน ฝ่ายนั้นก็ไม่หือไม่อืออะไร  มติเป็นเอกฉันท์?

 

คงยกเว้นแค่เจ้าตัวเท่านั้น….    จันหยัดกายขึ้นเดินมากระชากแขนของประธานหนุ่มใหญ่   “ออกมาคุยกันเลยครับ!”   แววตาฉายแววหงุดหงิดเหมือนผู้เขาไฟใกล้ปะทุ

 

สายตาแบบนั้นเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าคม   เพราะบนใบหน้านั้นมีสีแดงระเรื่ออยู่   “ได้สิ”   มันแตกต่างจากเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้…  โมโหต่างกัน…..

 

เด็กหนุ่มไร้ซึ่งที่ไปจึงพาคู่กรณีออกมาหน้าบ้าน  ขาก้าวออกมาหยุดพลันนึกได้ว่าคนแถวบ้านจะได้ยินไหมถ้าเถียงกัน?   แต่จะพาเดินกลับเข้าบ้านไปอีกรอบมันก็ช่างเสียเชิง….   จันจ้องหน้าใบหน้าคมด้วยสายตาขุ่นเคือง   เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วไปจนสับสน

 

“คุณทำอะไรของคุณน่ะ!?   ก่อนหน้านี้ยังขับไล่ไสส่งผมอยู่เลยไม่ใช่รึไง!”    ถอดใจไปหมดแล้วไม่ใช่หรือไรกับเรื่องของซึนเดเระแบบนี้  เข้าใจทุกอย่างไปเองแล้วไม่ใช่เรอะ

 

เรียวปากคมหยักยิ้ม  ยิ้มเป็นธรรมชาติเหมือนเคยยิ้มให้   “ตอนนั้นก็ส่วนตอนนั้น  แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันเข้าใจเธอแล้ว”

 

เด็กหนุ่มถลึงตาใส่   “เข้าใจอะไรล่ะครับ?   คุณสรุปทุกอย่างเองจนจบแล้วไม่ใช่เรอะ?”  ปานสรุปการประชุมแบบขี้เกียจทำเลยนั่งเทียนเอง

 

มือแกร่งล้วงหยิบของที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทออกมา    มือที่กำไว้เมื่อแบออกขับให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองนิ่ง   ร่างกายไม่อาจขยับไปไหนได้..    สิ่งที่อยู่ในมือนั้นคือเกียร์ สัญลักษณ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ

 

“ทำไมเธอถึงให้เกียร์กับฉันล่ะจัน”   คำถามที่ต้องการย้ำความมั่นใจ…   สายตามองไปอย่างคาดหวังในคำตอบ  ความหมายของสิ่งนี้คือหัวใจ

 

จะตอนนี้ สิบปีก่อน ยี่สิบปีก่อน มันก็คงไม่แตกต่างกัน

 

จันมองสิ่งที่อยู่ในมือนั้นแล้วพูดไม่ออก  ความรู้สึกมันจุกออกขึ้นมาอย่างกะทันหัน  ปานอาการซึนเดเระมันจะกำเริบอย่างนั้น    เขานำมันใส่ไว้ในกล่อง  สิ่งที่เรียบเรียงจะพูดในเวลานี้มันเลือนหายไปหมดแล้วว่าต้องการพูดอะไร  ฝ่ายตรงข้ามก็มองแบบคาดหวัง….

 

ทำไมต้องเป็นเกียร์?   ทำไมให้ของที่มีความหมายกับประธานผมทอง   มันก็ต้องมีความหมายอยู่แล้ว….    “…..ผมก็แค่อยากให้………”   ความสับสนตลอดหลายวันที่ผ่านมา  มันมีคำตอบอยู่แล้ว

 

“ทำไมล่ะ?”   อัศวินเฝ้ามองคนที่ไม่กล้าสบตา  อยากจะได้ยินสิ่งที่อยู่ข้างในใจนั้น…    สิ่งที่คาดหวัง และเคยเลิกหวังไปแล้ว….

 

ความรู้สึกที่อยู่ในใจทั้งคู่ตรงกันไหม

 

ความเงียบงันเข้ามาแทรกกลางระหว่างคนทั้งสอง   ทุกอย่างเงียบลงราวกับต้องการให้มีเพียงเสียงเดียวเปล่งออกมา   มือของเด็กหนุ่มกำแน่น   สายตาที่มองจ้องไปที่เกียร์ค่อยๆขยับขึ้นมองสูงขึ้นไป…  จากมือสู่แผ่นอก  จากแผ่นอกสู่ใบหน้า  จากใบหน้าสู่ดวงตา…

 

เขารู้สึกไม่ดีถ้าอีกฝ่ายจะรู้สึกไม่ดี..  เขากังวลใจและคิดหนัก  เขาไม่อยากให้ชายหนุ่มมีแผลใจ  โดยไม่รู้ตัวก็คิดเรื่องของอีกคนมากขึ้นเรื่อยๆ…   ทั้งที่เคยเชื่อว่ามีอีกคนที่สำคัญกว่ามาโดยตลอด  แต่กลับใส่ใจ ไม่อยากให้คุณอัศวินต้องเจ็บ….   ตอนที่ถูกผลักไสออกไป โดนหลบหน้า  ร่างกายและใจมันด้านชาเหมือนหยุดทำงาน….

 

ถ้าไม่แก้ไขทุกอย่างตอนนี้..   คงไม่มีทางแล้ว….    “เกียร์ของวิศวะ  มีไว้ให้คนที่ชอบไม่ใช่เหรอครับ”   น้ำเสียงแผ่วทั้งที่ไม่ได้อยากจะป๊อด….

 

……ให้คนที่อยากให้ความสำคัญ….

 

ถ้าหลายวันที่ผ่านมาเหมือนวันที่มีเมฆหมอก อากาศมืดทึม  วันนี้ก็คงเหมือนมีดวงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามาในวันของอัศวิน สมิงห์   คำพูดแม้นจะแผ่วเบา  เขากลับได้ยินมันชัดเจนทุกรายละเอียด  ถ้าเปรียบหัวใจ 1 ดวงเหมือนฟันเฟือง  ฟันเฟืองสองอันที่อยู่ห่างกันคงไม่สามารถขยับได้… ถ้าไม่มีตัวเชื่อม….

 

“นั่นคือความรู้สึกของเธอสินะ….”    จากคนที่เคยคิดว่าเห็นตนเป็นเพียงลำดับที่สองเท่านั้น…..

 

มือแกร่งยกขึ้นป้องครึ่งใบหน้าหลบซ่อนสีที่ปรากฏขึ้นมา    จัน สะกิดใจเบิกตากว้าง  “แล้วคุณจะเขินทำไมน่ะครับ!!  ผมตะหากที่ควรจะเป็นแบบนั้น!!”   ใบหน้ากระต่ายกลายเป็นสีมะเขือเทศสด   อยากโวยวายให้ก้องไปสามบ้าน!!

 

ทั้งๆที่ตัวเองเป็นผู้ใหญ่กว่า  เป็นคนมีประสบการณ์ความรักมากกว่า  แต่ได้ยินคำนั้นแล้วอดประหม่าไม่ได้   “I’m glad to hear that….”   แม้ไม่ใช่คำว่าชอบตรงๆก็ตามที….

 

จันไม่อาจห้ามสีหน้าตัวเองได้  หน้ามันร้อนผ่าว  มั่นใจเลยว่าเจ้าหน้าบ้าต้องทรยศสีเดิมของมันไปแล้วแน่ๆ   “อย่าทำตัวเหมือนพวกเด็กวัยรุ่นสิครับ!”   เขินจนต้องโวยวายใส่ฝ่ายตรงข้าม

 

อัศวินหัวเราะออกมา  ความสุขแลดูจะล้นปรี่ชดเชยที่รู้สึกแย่มาหลายวัน   “ขอโทษนะ  แต่ฉันดีใจจริงๆ”  เกียร์ซึ่งมีไว้เพื่อคนที่ชอบ….

 

ต่อให้คำพูดจะยังไม่ชัดเจน  แต่นี่คือความหมายที่ชัดเจน….

 

เด็กหนุ่มรู้สึกโลกหมุน  ชั่ววูบก็คิดว่าตัวเองรู้สึกแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า  แต่ที่ว้าวุ่นกระวนกระวายมาตลอดก็เพราะความรู้สึกนั้น…  เพราะว่าสนใจความรู้สึกของอีกคน   จู่ๆก็โดนวงแขนแกร่งขยับเข้ามาโอบกอดหน้าชนบ่า…  ได้ยินเสียงหัวใจ…..

 

“นี่มันหน้าบ้านผม………!!”   แม้ปากจะพูดแบบนั้น  ร่างกายกลับไม่ยอมขยับทำตามให้หนีห่าง   กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย….สัมผัสเคยคุ้น…  ที่เมื่อก่อนต้องรีบหนี  รู้สึกเหมือนโดนคุกคาม…

 

“I know”   ตลอดเวลาที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างก็เป็นคนที่มีแผลซึมลึกเพราะความรักมาโดยตลอด…  ป่วยเป็นโรคกลัวความรัก….

 

“ขอโทษนะ…  ที่ฉันมองเธอในแง่ร้าย”   ใบหน้าคมซบลงกับบ่าเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่า   ขอโทษที่หลบหน้า ขอโทษที่พูดจาทำร้ายจิตใจ  ขอโทษที่เดินหนี… และทำให้โกรธ….

 

คำขอโทษสะกดคำพูดที่อยากหลุดปาก  ความซึนเดเระถูกกลืนกินหาย   คนที่ควรจะเอ่ยคำนั้นน่ะ…   “….ผมตะหาก….ที่ต้องพูดคำนั้น…”

 

เหมือนขับรถอ้อมไปไกล… แทนที่จะขึ้นรถไฟฟ้าให้มันจบๆ…

 

ขับรถผิดทาง ขับรถเลยเป้าหมาย…   เดินเข้าหา ถอยหนี วิ่งเข้าหา วิ่งหนี เสือกับกระต่ายทำแบบนั้นซ้ำไปซ้ำมา   มีเพียงความสัมพันธ์อันไม่มีชื่อเรียกนั้นเป็นสิ่งผูกพัน  ถึงแม้มันจะเปราะบางและสะดวกสบายเกินไป…  เกือบผิดพลาดและแก้ไขมันไม่ได้..

 

“ปล่อยได้รึยังครับ…  !!”   คนโดนกอดเริ่มรู้สึกอึดอัด  มันนานเกินไปจนเริ่มกังวลว่าคนในบ้านและบ้านอื่นกำลังแอบมองดูหรือเปล่า!?

หากแต่คำพูดที่ออกจากปากชายหนุ่มกลับสะกดเขาเอาไว้ก่อน   “Don’t go back to being a stranger”  อย่าถอยกลับไป….  ในเส้นทางที่กลับไปไม่ได้แล้ว….

 

….กลับไปเป็นเพียงคนรู้จัก และเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน….อย่ากลับไป….

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนิ่ง  คำพูดนี้จริงใจยิ่งกว่าสิ่งที่พูดต่อหน้าพ่อแม่   พวกเรานั้น… คงไม่อาจกลับไปเป็นคนรู้จักกันได้..   ถ้าเดินแยกกัน  คงเป็นได้แค่คนแปลกหน้า   เดินมาไกลเกินกว่าจะถอยกลับ  เกินกว่าจะทิ้งสิ่งที่ค้นพบไปได้…   น่าจะพูดตั้งแต่แรก….

 

….ตอนนี้คิดอะไรไม่ค่อยออก….

 

ใครกันล่ะที่เป็นฝ่ายหนี….    “Stay like this…. Just a little while longer….”  มือยกขึ้นโอบแผ่นหลังนั้นไว้แม้แผ่วเบา…

 

เริ่มเขียนความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียกนี้ใหม่….

กันดีไหม?

 

แต่แล้วความโรแมนติกพังทลายลงไปในหลังจากนั้นไม่นานเพราะป้าข้างบ้านพาหมาน้อยออกมาเดินเล่น   เด็กหนุ่มผู้มีบ้านอยู่ที่นี่จำต้องกระชากดึงประธานบริษัทสำรวจฯเข้าไปด้านใน     อัศวินได้แต่ขำ  บรรยากาศดีๆมักจะโดนขัดขวางเหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง… แต่….

 

ความทุกข์ใจค่อยๆถูกเยียวยา  ความมั่นใจเริ่มเข้ามาแทนที่  เมื่อมองเห็นมือที่กล้าสัมผัสตัวเขาโดยไม่ลังเลของจัน สะกิดใจ    “เอาไว้  ค่อยพูดกันให้ดีกว่านี้นะจัน”   สร้างฉากสารภาพรักดีๆกว่านี้ใหม่

 

จะมีจริงๆเหรอ?

 

ธรรมชาติของกระต่ายไม่อาจเป็นเพื่อนกับเสือ  ธรรมชาติของเสือไม่อาจละเว้นของกินอย่างกระต่าย  สัตว์สองชนิดทลายกำแพงที่ควรจะเป็นแม้จะเชื่องช้า  แต่ก็มิได้ช้าเกินจะแก้ไข   ความรักนั้นถ้าไม่ถอดใจก็ยังไปต่อได้  เหมือนการใส่เกียร์เข้าไปซ่อมแซมเครื่องจักรที่หยุดทำงาน….

 

หัวใจสองดวงถูกเชื่อมต่อด้วยเกียร์…

ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ที่หยุดลงให้ขยับไปข้างหน้า…

 

เกียร์นั้นคือใจ

แต่คำว่าชอบยังไม่ได้ออกจากปากคนบางคนเลยนี่

 

 

——————————————

Free Talk : ในที่สุดจันกับคุณอัศวินก็เข้าใจกันแล้ว!! แต่ว่านี่ใช่ฉากสารภาพรักเหรอ… (นั่นสินะ) จันยังไม่ได้บอกเลยว่าชอบ แค่พูดอ้อมๆไม่ยอมพูดตรงๆ ฮา แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดีแล้ว และเป็นคนรักกันอย่างเต็มตัว(?)

เริ่มใจหายเพราะว่ามันกำลังดำเนินไปที่ตอนจบแล้ว ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลเท่าไหร เป็นซีรี่ย์ที่ยาวมาก อยู่ด้วยกันมานาน พอมาถึงจุดนี้ก็เหงาๆขึ้นมาแล้ว….

 
1 ความเห็น

Posted by บน 04/28/2014 in Uncategorized

 

One response to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 34

  1. taraikari

    04/28/2014 at 8:39 PM

    แค่ชื่อตอนก็ชวนฟินแล้วอ่ะ >///<
    คุณพี่บทน้อยแต่แอบฮานะคะ
    ไปทักว่าท่านประธานโดนต่อยซะงั้น
    แต่แม่จันนี่ที่สุดของที่สุดค่ะ
    ถึงกับยกลูกชายให้โดยไม่มีเงื่อนไข
    ในที่สุดก็ปรับความเข้าใจกันซะที
    แถมท่านประธานยังเขินเป็นเด็กวัยรุ่นด้วยนะนั่น

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: