RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 35

01 พ.ค.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

 

ฟ้าหลังฝนคือท้องฟ้าที่สดใส หากไม่มีพายุเข้าหลังจากนั้น

 

ต่อให้มองไม่เห็นรุ่งอย่างภาพในจินตนาการที่หลายคนหนึ่งถึง  ผิวดินและท้องฟ้าที่โดนชำระด้วยฝนโปรยปรายก็มีความรู้สึกที่ดี   แสงแรกที่ผ่านม่านเมฆเป็นแสงที่สดใสอย่างคาดไม่ถึง  เพราะฉะนั้นการเปรียบเปรยเรื่องดีๆที่เกิดขึ้นหลังจากเรื่องแย่ๆ จึงเปรียบได้กับฟ้าหลังฝนที่แสนสวยงาม  ความรักก็เช่นกัน บางครั้งอาจจะมีพายุเข้า บางครั้งก็เจอสึนามิ เจอภัยแล้ง

 

แต่ถ้าประคับประคองความสัมพันธ์นั้นเอาไว้ได้แล้วล่ะก็

ชีวิตรักหลังจากนั้นย่อมดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

ตอนที่ 35 : เรามาเป็นแฟนกันจริงๆเถอะนะ

 

เช้าวันใหม่ พยากรณ์อากาศทางโทรทัศน์บอกว่าวันนี้จะมีฝนตก  แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างกลับเห็นแสงแดดเจิดจ้าพอจะทอดไข่บนกระโปรงรถยนต์ที่จอดค้างได้  หากว่ามีเสียงจิ้งหรีดเข้ามาเสริม คงช่วยให้นึกถึงภาพฤดูร้อนของการ์ตูนอนิเมชั่นหรือซีรี่ย์ต่างประเทศได้ดีทีเดียว

 

กลุ่มนักศึกษาชายแต่งกายหลายสไตล์เดินเกาะกลุ่มเป็นสองแถว เรียงตามลำดับความสูง  คนตัวเตี้ยสองคนเดินด้านหน้า  คนตัวสูงขึ้นมาหน่อยเดินด้านหลัง  ในมือแต่ละคนถือไอศครีมที่ซื้อมาจาก 7-11 หน้ามหาวิทยาลัย  โปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 กำลังจะหมดไปในสิ้นเดือนนี้

 

ทั้ง 5 คือสมาชิกของอดีตชมรมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์ โรงเรียนมัธยมไทยทันวิทยาลัย  จริงๆแล้วควรจะมี 6 คน แต่มีคนหนึ่งที่หายไป  “เมื่อวานจันไม่ได้กลับมาหอเหรอวะ?”    ไร่นาเปิดคำถาม

 

อลิน แย้มเก้อซึ่งพอจะรู้เรื่องสะอึก  ปากกัดไอศครีมแท่งเคลือบช็อกโกแลตแก้เก้อ   “มันกลับบ้านมั้ง  มันชอบแว่บกลับบ้านนี่  แม่โทรมาตามมันก็ไป”  โขนเดาพฤติกรรมของลูกกตัญญู

 

จัน สะกิดใจ เดือนคณะวิศวกรรมศาสตร์ พ่วงด้วยตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยสมัยที่พวกเขาเข้าปี 1 เป็นคนไม่หือไม่อือกับเพื่อน (เพื่อนหือไม่ไ)  เป็นรุ่นพี่ที่มีน้ำใจ  เป็นลูกศิษย์ที่ดีของอาจารย์  เป็นคนรักครอบครัว (ไม่อาจเถียงแม่ได้)  หน้าตาดีอีกตะหาก  คุณสมบัติพร้อมมวลชวนเป็นพระรอง…

 

ถ้าไม่มีซีรี่ย์เป็นของตัวเองแล้วล่ะก็….

ตัวละครแบบนี้มันก็เป็นพระรองนั่นล่ะ…..

 

พระเอก(?)ที่แท้จริงของซีรี่ย์ปิ๊งรักระยะสิบเซนยังคงเงียบ  ไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหน  จะอธิบายแบบไหนดีว่าเพื่อนสนิทไปทำอะไรมาเมื่อคืนนี้  คิดกลับไปกลับมาก็คิดว่าให้เจ้าตัวกลับมาเล่าเองจะดีกว่า  เพราะเขาก็ไม่รู้เรื่องหลังจากประธานบริษัทผมทองตามเพื่อนไป…

 

“หรือไม่จันก็อยู่กับคุณอัศวิน รึเปล่านะ?”  อานัติผู้ฉลาดเฉลียวไปเสียทุกเรื่องพูดขึ้น  ทุกคนรู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีความเป็นไปได้ขึ้นมาทันที

 

“เสร็จรอบสองไปแล้วรึเปล่า?”  เบญจรูญผู้ไม่พูดอะไรตั้งแต่แรก จู่ๆก็พูดขึ้นมาพาให้เพื่อนทั้งกลุ่มสะอึก   ความเป็นไปได้มันมีสูงเลยทีเดียว….

 

ตามพล็อตเรื่องการ์ตูน Boy Love ที่มะขาม เอกมันต์และพรรคพวกชอบอ่าน  พระเอกนายเอกหลังจากทะเลาะกัน  เรื่องราวมันมักจะไม่จบแค่ยืนยิ้มกัน  มันต้องไปจบแบบกระชับความสัมพันธ์กันบนเตียงเสีย 60% หรืออาจจะเป็น 70% ทีเดียว

 

ฉากในจินตนาการแต่ละคนเริ่มปรากฏขึ้นในใจ  จนกระทั่ง…    “อะไรเสร็จรอบสองวะ? คุยอะไรกันอยู่?”   เด็กหนุ่มทั้ง 5 หยุดฝีเท้าชะงักทันที

 

คนที่อยู่ในบทสนทนายืนอยู่ตรงหน้ากลุ่มแกงค์บาสเก็ตบอล  คิ้วขมวดด้วยความสงสัยในคำพูดครึ่งๆกลางๆของคนเงียบชอบเหงื่อตก   เจ้าหนุ่มวิศวะรักคุด จัน สะกิดใจปรากฏตัว!     “ไม่มีอะไร!”  ทุกคนผสานเสียงเป็นเสียงเดียวกันอย่างสามัคคี

 

ยิ่งทำให้คนมองสงสัยเข้าไปใหญ่  อลินจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง   “นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มาเงียบๆพวกเราตกใจแย่”   ไม่เห็นแม้แต่เงาว่าเดินมา

 

“ฉันเดินตามพวกนายมาเมื่อกี้เว้ย  แต่พวกนายคุยเพลินไม่เห็นฉัน  เลยเดินมาดักหน้า”  มาจากตรงไหนยังไง?  เด็กหนุ่มทั้ง 5 มองกลับไปด้านหลังของตัวเองก็ได้คำถาม

 

คล้อยหลังไปแลเห็นภาพรถยนต์ยุโรปราคาแพงสีดำขลับเคลื่อนที่ออกไป  ไม่ต้องเดาเลยว่าเป็นรถของใคร ทะเบียนแบบนี้  รุ่นนี้  มีอยู่คนเดียวที่พวกเพื่อนๆเจอบ่อยๆ  สายตาทั้ง 5 คู่พากันมองไปที่จัน สะกิดใจแบบกรุ่มกริ่มมีความสงสัยในใจกัน

 

“พะ….พวกนายอย่าทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันสิเฟ้ย!”   หัวใจระส่ำกลัวความผิด  กลัวโดนล้อ  ซึนเดเระเขินอายหูเปลี่ยนสี

 

“นายกับคุณอัศวินคืนดีกันแล้วเหรอวะ?”  อลินถาม   มโนภาพร่างของหนุ่มวิศวะเหมือนมีภูเขาไฟระเบิดออกจากหัว….  คำว่าคืนดีกันแล้วมันทำให้ใจเต้นขนาดนี้เลยเรอะ…

 

ทะเลาะกับเพื่อนก็เป็นความรู้สึกแบบหนึ่ง

ทะเลาะกับคนที่ไม่ใช่เพื่อน ก็ให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง….

 

กระต่ายจันอ้าปากพะงาบๆ  ความรู้สึกเหมือนโดนกลุ่มสัตว์นอกสปีชี่เสือและแรคคูน(?)มาสอบสวนในถ้ำ  ใช่ว่าไม่เตรียมใจมาก่อนว่าจะเจอคำถามแบบนี้  แต่เจอสถานการณ์จริงที่ต้องอธิบายให้เพื่อนฟังแบบฉุกเฉินมันก็อดตื่นเต้นไม่ได้…

 

“…เอ่อ…ก็ตามนั้นแหละว่ะ  เข้าใจกันดีแล้ว….”  ยกมือขึ้นเกาศีรษะแก้เก้อ    คงเรียกว่าเข้าใจกันดีได้แล้วกระมัง…  เข้าใจความรู้สึกของเขาแล้วนี่

 

เพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมทั้ง 5 คนพร้อมใจกันปรบมือให้   แสดงความยินดีให้กับคนรักคุดมาเท่าอายุตัวเอง   “ในที่สุดคนโสดคนสุดท้ายของกลุ่มก็ขายออกแล้วสินะ!”  โขนยินดีปรีดา  แบบนี้มันต้องฉลอง!

 

หน้าจันกลายเป็นสีแดงก่ำ  “เดี๋ยวๆๆๆ  ยังไม่ได้คุยกันเรื่องนั้น!”   จบประโยคทุกคนพากันเงียบ  เสียงปรบมือกลายเป็นความกริบ… ไหงงั้น?

 

“หมายความว่ายังไงน่ะจัน?   จันกับคุณอัศวินคืนดีกันแล้วนี่”  อานัติแปลกใจ  คืนดีกันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกลับไปทดลองคบกันแบบเดิมหรอกเหรอ…

 

หนุ่มคณะแพทย์สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที   คงไม่ใช่ว่าเจ้าเพื่อนซึนเดเระจะทำเรื่องอีกแล้วนะ   “อย่าบอกนะว่านายกับคุณอัศวินไม่ได้กลับมาคบกัน?”  คืนดีกันแต่ไม่ได้คบกัน…   เป็นแค่เพื่อนกันไปแล้วเรอะ….

 

เจอสายตามองคำถามและคาดคั้นของแต่ละคนเข้าไป   เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มผู้ตกเป็นประเด็นกรอกตาไปมา   ย้อนความกลับไปเมื่อคืนนี้หลังจากที่พูดคุยกันจนเข้าใจกันแล้ว มันก็จบแค่นั้น… ไม่มีพูดอะไรกันต่อ….

 

“คุณอัศวินไม่ได้บอกว่าจะคบกันนี่หว่า  บอกว่าอย่ากลับไปเป็นคนแปลกหน้า”   Don’t go back to being a stranger  เขาว่าเขาแปลภาษาอังกฤษไม่ผิดหรอกนะ

 

“ไอ้โง่!!!”  จบประโยค  ทุกคนก็พ่นเสียงผสานกระหึ่มยิ่งกว่าระบบ Dolby  คนไร้ประสบการณ์ความรักมันช่างซื่อบื้อ

 

ร่างกายไม่เชอรี่แล้ว แต่ความคิดยังเชอรี่!!

 

นักศึกษาที่โดนเพื่อนรุมทำหน้าตกใจ  ไม่ทันไรก็โดนต้อนให้มายืนชิดเสาไฟทางเดิน  สายตาแต่ละคนช่างเหมือนสุนัขกินเนื้อพร้อมจะฉีกกระต่ายเป็นชิ้นๆแล้วเอาแพ็คใส่กล่องไปโยนไว้ที่บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน  เจ้าจันสั่นผวา

 

“อะไรเล่า!!  ก็พูดมาแค่นั้นจะไปเข้าใจอะไรล่ะเว้ย!  ไม่ได้บอกให้มาเป็นอะไรกันซักหน่อย!”   ตอนท้ายความซึ้งก็เจอป้าแถวบ้านมาขัดอีกตะหาก  ส่วนที่พูดกับพ่อกับแม่ นั่นไม่ได้พูดกับเขานี่หว่า….

 

“แล้วมาด้วยกัน พวกนายก็ไม่พูดอะไรกันเรอะ?”   ไร่นาถามเหตุการณ์ยามเช้า  มันควรจะมีสติกว่าตอนกลางคืนอยู่แล้ว

 

หนุ่มวิศวะส่ายหน้าไปมา   “ก็แค่มารับที่บ้าน แล้วพามาส่งมหาวิทยาลัย…..”  บทสนทนาไม่มีอะไรเป็นพิเศษจึงไม่อยากเล่า

 

“ไอ้บื้อเอ๊ย! หล่อเสียของจริงๆ!”   สรุปแล้วระหว่างประธานบริษัทหนุ่มใหญ่กับนักศึกษาอายุ 21 ปี  สองคนนี้เขาคบหาเป็นแฟนกันแล้วหรือยัง…. ทั้งหมดก็ยังคงอยู่ในหมอกดำมืดเหมือนเดิม….

 

หากนี่คือเรื่องราวแนวสืบสวนสอบสวน…

คงต้องเรียกว่าคดีพลิก!!

 

ห่างไกลออกไปจากมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบซึ่งตั้งอยู่ในระแวกของสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน  ณ บริษัทใกล้สถานีศาลาแดงและสีลม  บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านกำลังอยู่ในบรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข  คล้ายกับทุกอย่างกลายเป็นสีชมพูในสายตาของคนบางคน….

 

ชายผมทองซึ่งเป็นประเด็นสนทนาของพวกหนุ่มนักศึกษานั่งยิ้มหน้าคอมพิวเตอร์ตามลำพัง  หน้าตาผิดจากวันก่อนๆนี้โดยสิ้นเชิง  คนบริษัทนี้มีความรักทีไรก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเร็วจนตามไม่ทัน  อย่างน้อยก็ดีกว่าทำข้าวของพังอย่างที่ปรึกษาบริษัท…

 

หญิงสาวสองคนในชุดสูทกระโปรงยืนมองจากด้านนอกห้องของหนุ่มใหญ่  พวกเธอถึงกับไม่กล้าเปิดประตูเข้าไปคุยงานเลยทีเดียว  แฟ้มในมือก็ถือค้างกันไว้แบบนั้น   “คุณหาญจิตคะ  คุณอัศวินดูมีความสุขจนล้นเลยนะคะ”  บำบัดด้วยเด็กมาแล้วสินะ…

 

“นั่นน่ะสิ   น่าหมั่นไส้แฮะ”  กินเด็กนั้นเป็นอมตะ  ตีนกาหายไปเลยไหมล่ะ?    แค่คืนดีกับเด็กก็เบิกบานเสียขนาดนี้….

 

ชายหนุ่มอีกคนซึ่งมีแฟนเด็กเดินผ่านมาเห็นสองสาว  พฤติกรรมด้อมๆมองๆด้านหน้าห้องเจ้านายชวนให้สะดุดตา   ชายสูงเพียง 160 เซนติเมตรมาหยุดยืนด้านหลังของพวกหล่อน   “พวกเธอทำอะไรกัน?  มาส่องอัศวิน?”   คนถูกเรียกสะดุ้ง

 

“หัวหน้าอย่ามาเงียบๆสิคะ!   ยิ่งเตี้ยๆ ถ้าเกิดตกใจฟาดแฟ้มใส่จะทำยังไง!”  แต่ละคำที่เลขานุการพูดออกมาช่างไม่กลัวว่าจะโดนหักเงินเดือน…

 

“เพชราๆ  ตกใจจนพูดความในใจออกมาหมดแล้ว เดี๋ยวก็อดแต่งงานหรอก ฮ่าๆ~~”   หาญจิตรีบเตือนเพื่อนร่วมงาน    รู้ตัวอีกทีก็ปิดปากแทบไม่ทัน….

 

โชคดีที่นายรีวัลย์ ไม่ทราบนามสกุลไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น  เพียงแค่จำเอาไว้ว่าหญิงสาวพูดอะไร   “ถ้ามีอะไรจะคุยก็เข้าไป  ไม่ต้องยืนมองหน้าอัศวินจากด้านนอก”  แล้วที่ปรึกษาบริษัทก็เดินนำเข้าไปก่อน…

 

ภายในห้องทำงานท่านประธาน  ต่อให้ไม่มีอะไรแปลกใหม่ก็มีความรู้สึกว่ามันมีความแปลก  บรรยากาศความสุขมันแผ่มาจากคนที่นั่งอยู่  เจิดจ้าแบบไม่ต้องรอให้มีตัวกระจายแสงบนศีรษะอย่างท่านประธานพิสิษฐ์คนก่อน   ชายหนุ่มผมทองเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์

 

“ว่าไง มีอะไรกันเหรอ มากันพร้อมหน้าเลยน่ะ”   อัศวินทักทายด้วยรอยยิ้ม  ยิ้มมากๆระวังตีนกาจะขึ้น ต้องทำหน้าตึงๆแบบคนแถวนี้….

 

“ตั้งใจจะเอางานมาให้คุณอัศวินดูค่ะ  แต่เห็นนั่งยิ้มค้างอยู่ก็เลยไม่กล้าเข้ามา  มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ?”  จากที่เมื่อวานมีเรื่องกัน

 

ชายหนุ่มได้ฟังประโยคนั้นก็เผลอยิ้มออกมาอีก  “อืม  คืนดีกับจันแล้วล่ะ  เข้าใจกันดีแล้ว”   ไม่ได้จะโม้  ไม่ได้จะโม้เลยจริงๆ….  แต่เกียร์วิศวะมันแขวนหราอยู่ตรงคอนั่นน่ะ… อย่างกับย้อนกลับไปเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแบบนั้นเลย

 

ความรักข้ามรุ่นทำให้คนอายุมากกลับเป็นคนอายุ 2X ได้

 

โมเมนต์แบบนี้ช่างกระทบคนสองคน  แต่ไม่มีผลกับคนโสดที่ไม่สนใจเรื่องรักเท่าแมลงนัก  เพื่อนร่วมงานทั้งสามคือบุคคลที่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องอะไรกับเกียร์วิศวะ  คนหนึ่งมีแฟนหนุ่มเคยเรียนบัญชีจึงตัดไปได้เลย เกินวัยไปแล้ว  ส่วนอีกคนมีแฟนเรียนมหาวิทยาลัยอยู่  แต่ก็หาได้มีของแทนใจของคณะแพทย์ศาสตร์  จะมีก็แต่เคยได้รอยเข็มมาประดับข้อพับตอนที่ให้แฟนลองเจาะเลือด….

 

ดวงตาสีดำขลับจ้องมองไปยังใบหน้าสดใสของเพื่อนร่วมงานและรุ่นๆเดียวกัน  “ยินดีด้วยก็แล้วกัน  พวกนายได้คบเป็นแฟนกันเต็มตัวแล้วสินะ”  ไม่โสดชนิดแล้วสิ?

 

คำถามนั้นพาให้คนถูกถามเงียบไปครู่หนึ่ง   “พูดถึงเรื่องนั้น”   ประธานหนุ่มหยิบของอย่างหนึ่งออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงาน

 

มันคือนาฬิกาข้อมือซึ่งเคยให้เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นของขวัญมาก่อน   “ถ้านายไม่ทัก  ฉันก็ลืมไปแล้วว่ายังไม่ได้ขอจันมาคบเป็นแฟนกันแบบดีๆเลย”  คนมองนิ่ง….

 

เสียงนกกาบินผ่าน  แต่หาได้มีคำว่า [ไอ้โง่] แผดลั่นแบบกลุ่มพวกเด็กๆในไม่กี่บรรทัดก่อนหน้านี้  สถานการณ์สองที่มันแตกต่างกัน   ไปคืนดีกันมาแล้วแต่กลับลืมเรื่องสำคัญเสียอย่างนั้น  สมแล้วที่เป็นคู่รักปัญหาเยอะ  อาจจะเยอะกว่าเมื่อ 6 ปีก่อนเสียอีก

 

“เรื่องสำคัญแบบนี้นายไม่น่าลืมเลยนะ…  ปกติก็ไม่ได้ขี้ลืม”  ถ้าเป็นเรื่องงานละเอียดถี่ถ้วนไม่มีพลาด  คำพูดแย่ๆ(?)นี่ยิ่งจำได้แม่น

 

อัศวินยิ้มเจื๋อนๆ   “ฉันดีใจเกินไปน่ะ  ก็เลยลืมไปซะสนิท”  ตอนที่ได้ยินคำว่าคนที่ชอบจากปากของฝ่ายตรงข้าม  ความคิดก็เลือนหายไปในครู่หนึ่ง  ที่คิดอยู่ในใจถึงกับกลืนหายไป  ได้ยินแต่เสียงนั้นสะท้อนก้องไปมาในใจ  อาการอย่างกับคนเพิ่งเคยมีรักครั้งแรก

 

ความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนตั้งแต่มีรักครั้งแรก

 

พวกผู้ใหญ่วัยทำงานเหมือนๆกันเงียบกริบ  หากนี่เป็นคำพูดจากคนที่ไม่เคยมีความรักมาก่อนก็คงจะรู้สึกอีกแบบ แต่นี่เป็นคนที่ผ่านรักมาอย่างโชกโชนแล้ว….  คบเด็กครั้งแรกก็เป็นแบบนี้เลยทีเดียว  การกินเด็กนี่ช่างมีอานุภาพรุนแรง….

 

“ฉันคิดว่า ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้น”  รีวัลย์พูดขึ้นหน้าตาเฉย   ความรู้สึกแรกที่ได้ยินเด็กมัธยมบอกว่าชอบตัวเองนั้น…  มันเหมือนโลกทั้งโลกเงียบลง   แล้วมีแค่เสียงนั้นเท่านั้นเอง…

 

เพื่อนผู้เข้าใจกันมองกัน  ปล่อยหญิงสาวที่ไม่มีประสบการณ์รอบออกนอกกลุ่ม  พวกมนุษย์กินเด็ก….   “คนแบบเดียวกันก็เข้าใจกันดีเนอะคะ”  เพชรากระซิบกระซาบกับรองประธานสาว

 

“แหงล่ะ   เด็กมันกรุบกรอบ หวานมัน ทำให้กระชุ่มกระชวย”   ที่เข้าใจไม่ใช่เพราะมีประสบการณ์  แต่เมื่อไม่นานนี้เพิ่งจะลองเล่นเกมจีบหนุ่มรุ่นน้องมา…..

 

เพชราและหาญจิตมองสองหนุ่มด้วยสายตาที่ว่างเปล่า  คนหนึ่งก็หลอกเด็ก(?)ตั้งแต่เด็กคนนั้นอายุ 15 ยีนตอนนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ตั้งปี 3 แล้ว  ส่วนอีกคนเพิ่งจะมาเริ่มจีบเด็กมหาวิทยาลัย  ตั้งเป็นกลุ่มSalary man ผู้หาค่าเทอมน่าจะดี…..   รู้สึกว่า…พวกเขาตั้งใจจะเข้ามาคุยงานกันไม่ใช่เหรอ?

 

อาจไม่มีฉากหนีงานออกไปตามง้อนางเอกเหมือนในละคร..

แต่งานในบริษัทก็ไม่ได้เดินเหมือนกัน…

 

การเรียนการสอนของอาจารย์ในห้องเลคเชอร์ บ้างก็ทำให้นักศึกษาหลับ บ้างก็มีเทคนิคที่ทำให้นักศึกษาตั้งใจเรียน แต่สำหรับคนที่ตั้งใจอยู่แล้ว  ต่อให้น่าเบื่อขนาดไหนก็ผ่านพ้นมันไปได้ทุกวัน…  เพราะเคยมีคนบอกว่าชีวิตหลังจากสมัยที่เป็นนักเรียน มันน่าเบื่อกว่านี้มาก…

 

จัน สะกิดใจเดินบิดขี้เกียจออกมาจากห้อง Lab คอมพิวเตอร์ในตึกคณะ  หลังจากจัดการไฟล์งานให้อาจารย์เรียบร้อยแล้วก็เดินไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา  ห้องพักอาจารย์สาขาวิชาไม่ได้อยู่ห่างออกไปสักเท่าไหร่   เจอหน้าก็รีบส่งงานให้ทันที

 

“นี่ครับอาจารย์นนท์  ผมกลับได้แล้วใช่มั้ยครับ?”   ยามนั้นเขารู้สึกว่าอาจารย์มีหนวดบนใบหน้ากำลังจ้องหน้าเขาด้วยสายตาแปลกๆ

 

จะไม่คิดอะไรเลยหากไม่มีชนักติดหลัง  และฝ่ายตรงข้ามก็เป็นเพื่อนเก่าของ(ว่าที่)แฟน   “ตอนนี้กับอัศวินเป็นยังไงบ้างล่ะ?”   โดนถามแล้วสะอึก….

 

“ก็เรื่อยๆล่ะครับ ทำไมอาจารย์ชอบถามจังน่ะครับ”    ถามเกือบทุกครั้งที่เจอหน้า  เด็กหนุ่มยิ้มแห้งๆ  จะว่าเป็นห่วงก็คงไม่ใช่

 

คิ้วสีเข้มของอาจารย์หนุ่มรุ่นเดียวกับประธานผมทองเลิกขึ้น   “ไม่มีอะไร  แค่อยากรู้ว่าตำนานเดือนคณะวิศวะรักคุดคนแรกจะดำเนินต่อไปไหม”   อย่างกับคำหยามเหยียด…  เป็นห่วงชื่อเสียงของคณะสินะ….

 

“ไม่คุดแล้วล่ะครับ!”  จันกำหมัดแน่น  มันไม่คุดแล้วแน่นอน ถ้าไม่จู่ๆเลิก…(?)    อาจารย์นนท์จ้องหน้ากลับ คำตอบของลูกศิษย์ฟังดูมีอะไรๆ

 

“แสดงว่าไปกันได้ดีแล้วสินะพวกนายน่ะ  ยินดีด้วยก็แล้วกัน  ถ้าจะตามกันไปถึงที่นายเรียนต่อก็ไม่มีปัญหาหรอก ให้อัศวินติดต่อหาหอให้ก็แล้วกัน”  โดนอาจารย์ที่ปรึกษาปล่อยเกาะเสียอย่างนั้น!

 

“อาจ๊าน!”  ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อก็โดนปัดมือไล่    ด้านหลังตรงประตูทางเข้ามีนักศึกษาคนอื่นเข้ามารอพบอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว

 

หนุ่มวิศวะในเสื้อช้อปเดินออกมาจากห้องพักอาจารย์  เรื่องติดต่อที่เรียนจัดการให้  แต่เรื่องที่พักนี่โยนไปแล้วเรียบร้อยสินะ….  ถึงจะเข้าใจกันแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้อยากพูดคุยกันเรื่องจะไปอยู่ต่างประเทศสักพักอย่างเป็นธรรมชาติหรอกนะ…  ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกันแน่

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนยกมือขึ้นมองเวลา   หากแต่ข้อมือมันว่างเปล่าไม่มีนาฬิกาให้ดู…  ก็เพิ่งจะนึกออกว่ายังไม่ได้กลับมา..   สายตาจึงเบือนไปทางนาฬิกาแถวๆนั้นแทน  ตอนนี้ยังไม่เย็นมาก   พลันนึกถึงสิ่งที่ชายหนุ่มพูดเอาไว้ตอนที่มาส่งยามเช้า…

 

‘เย็นนี้จะทานข้าวด้วยกันนะ  รอด้วยล่ะ’  แต่ใช้พลังงานในการเรียนมาทั้งวัน ท้องไส้มันก็กิ่ว…   เด็กหนุ่มจึงเดินไปร้านสะดวกซื้ออย่างแฟมิลี่มาร์ทเสียก่อน

 

เขาเป็นคนทำให้มันยุ่งยาก….  เขาควรจะเป็นคนขอหรือเปล่านะ…?

 

สิ่งที่เด็กหนุ่มคิดอยู่ในใจตอนนี้คือเรื่องสถานะของทั้งคู่  มันเหมือนจะคลี่คลายไปแล้ว แต่กระนั้นก็ยังไม่เรียบร้อยดีนัก… อย่างน้อยก็นาฬิกาข้อมือนี่ล่ะ  สิ่งที่ประธานหนุ่มใช้เป็นเครื่องหมายของสัญญาเรื่องคบหากัน  ของที่เคยเป็นของเขายังไม่กลับมา  ความสัมพันธ์นี้จึงถือว่ายังไม่ได้คลี่คลายไปด้วยดี…

 

หากเขาเป็นฝ่ายพูดว่าขอเป็นแฟน… ใครจะไปพูดฟะ….  จัน สะกิดใจคงไม่รู้ตัวว่ากำลังจ้องซาลาเปาในแฟมิลี่มาร์ทด้วยสายตาที่น่ากลัวขนาดไหน   พนักงานเริ่มกระซิบกระซาบกัน    ไม่นานพนักงานหญิงคนหนึ่งก็เดินมาสะกิดไหล่ของนักศึกษาหนุ่ม

 

“เอ่อ…. ขอโทษนะคะ  เห็นมาซื้อบ่อยๆ  ก็ว่าจะถามตั้งนานแล้ว”  เดือนมหาวิทยาลัยหันมอง  สายตาที่เคอะเขินของเธอ… คนไม่โง่นักก็พอจะมองออก

 

นี่มันฉากสารภาพรักในการ์ตูนเลยนี่หว่า    จันยิ้มให้   “มีอะไรครับ?   ถามได้”   หากโดนถามว่ามีแฟนหรือยังเขาจะตอบยังไงล่ะนั่น…?

 

“คือเพื่อนฉันแอบมองคุณมานานแล้วค่ะ  ไม่เคยเห็นคุณมากับผู้หญิงคนไหน มีแต่มากับเพื่อน  โสดรึเปล่าคะ..?”   เธอแอบชี้ไปทางพนักงานในร้านอีกคนหนึ่ง  ผู้หญิงคนนั้นมีท่าทีเคอะเขินใกล้จะบิดเป็นเกลียวแล้ว…

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมอง  โสดไหม?  ก็อยู่ในสถานะก่ำกึ่ง…   หากเป็นตัวเขาก่อนหน้านี้คงกระโดดโลดเต้นไปแล้วที่มีคนมาสารภาพรัก  ถึงแม้จะไม่ได้คบกันก็ตาม…   “ยังไม่โสดสนิทเท่าไหร่ครับ ขอโทษนะ”

 

เกียร์วิศวะฝากคนๆหนึ่งเอาไว้แล้ว

 

รถยนต์สีดำขลับขับผ่านถนนที่เต็มไปด้วยรถมากมายในยามเลิกงานเพื่อไปยังที่หมาย   เสียงเพลงรักภาษาต่างประเทศทางวิทยุแลดูมีความหมายมากขึ้น  และดูเหมือนฟ้าจะเป็นใจให้วันนี้รถไม่ติดอย่างทุกๆวันปานโกหก  อย่างน้อยก็ไม่ต้องติดอยู่บนถนนหลายชั่วโมงกว่าจะมาถึงสะพานตากสิน

 

มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบในยามเย็นคึกคักเฉพาะด้านหน้าของมหาวิทยาลัย  นักศึกษาที่อยู่หอพักเดินจับจ่ายหาอาหาร   บ้างก็เตรียมตัวไปเที่ยวเล่นกันในเมือง  บางคณะที่ไม่มีใครอยู่ทำงานหรือสังสรรก็จะเงียบ  บรรยากาศแบบนี้จะเมื่อหลายปีก่อนสมัยเป็นนักศึกษาหรือว่าตอนนี้ก็ไม่ต่างกันนัก

 

อัศวินจอดรถในที่ที่จอดได้  ชายสูงใหญ่เดินมาตามทางเดินของมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเคยเป็นศิษย์เก่า  คณะบริหารอยู่ห่างจากคณะวิศวะ  สมัยนั้นนอกจากเยี่ยมเยือนเพื่อนซึ่งตอนนี้เป็นอาจารย์อยู่  เขาก็ไม่ได้มีธุระอะไรกับคณะนั้นเลย  ตำนานเกียร์หรืออะไรแบบนั้น… ไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำไป

 

ผ่านวัยเรียนมานานนม  ตอนที่อายุปาเข้าไปมากแล้ว(?)  กลับได้เกียร์ของนักศึกษาวิศวะมาอย่างนั้น  วิศวะมหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  เป็นข้อพิสูจน์ว่าจะอายุเท่าไหร จะเริ่มตอนไหน ก็ยังมีโอกาสได้เกียร์วิศวะ(?)

 

อัศวินเดินมาหยุดหน้าตึกคณะของเด็กหนุ่มซึ่งมักจะใส่เสื้อช้อป   เรียวปากคมคลี่ยิ้มออกมาเมื่อมองไปยังที่นั่งบริเวณนั้น   หากเป็นเมื่อก่อนมันคงจะว่างเปล่า  คงไม่มีร่างหนึ่งคอยนั่งรอตรงนั้น   เด็กหนุ่มในเสื้อสีน้ำเงินกำลังนั่งกัดซาลาเปาไส้หมู…  ดูจากซากคงเป็นลูกที่สองแล้ว

 

“จัน รอนานรึเปล่า?”  เสียงเพรียกดึงให้จันเงยหน้าขึ้นมามอง  ปากยังคาบซาลาเปาพลางอ่านหนังสืออยู่เลย  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกระซิบเปล่าๆ

 

“นานครับ  นานจนผมกินซาลาเปาหมดไปลูกนึงแล้ว”  คงไม่มีทางที่ซึนเดเระจะบอกว่าไม่นานหรอกครับ  จะนานขนาดไหนผมก็รอคุณอัศวินได้…

 

ประธานหนุ่มขำเบาๆ  ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หลักฐานมันคาตา  “งั้นเธอก็อิ่มแล้วสิ  หาอะไรกินเล่นในเซเว่นแล้วนั่งคุยกันดีกว่าไหม?”

 

คำพูดไม่มีตื้อดึงให้คนโดนยื่อข้อเสนอมองนิ่ง   “อยากเลียนแบบชีวิตนักศึกษาเหรอครับ  ย้อนอดีต?”  เรียวปากคมหยักยิ้ม

 

ใบหน้ายื่นเข้ามาใกล้ๆ  “ไม่ได้เหรอ?  ไหนๆฉันก็ดึงเธอมาอยู่ในโลกฝั่งของฉันเยอะแล้ว  ฉันจะทำตัวเหมือนเธอบ้างจะเป็นไร?”

 

หนุ่มวิศวะไม่กล้าเอ่ยท้วง…   รอยยิ้มแลดูมีความสุขของอีกฝ่ายทำให้เขาประหม่าจริงๆ   ”……..ตามใจเถอะครับ  แต่ไม่เอาเซเว่นนะครับ ผมไม่ชอบเซเว่น”  ความหลังมันฝังใจ ผูกใจเจ็บไม่เลิกลา….  อาการเกลียด 7-11 ของเด็กหนุ่มช่างทำให้ขำจริงๆ….

 

พวกเราไม่เคยเดินด้วยกันด้วยความรู้สึกสงบขนาดนี้….

มีแต่จะต่อต้านวิ่งไล่จับ….

 

สองหนุ่มต่างวัยเดินไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท   ขนมขบเคี้ยวเต็มถุงสีขาว  อากาศกลางคืนไม่เย็นพอจะสวมสูทในที่ซึ่งไม่มีแอร์   ชายหนุ่มผมทองจึงถอดเสื้อสูทสีเทาวางลงข้างตัว    นักศึกษาหนุ่มในเสื้อช้อปหันมองจ้อง…  ทำไมต้องมานั่งข้างเดียวกันด้วยล่ะนั่น…

 

“ทำไมคุณไม่นั่งฝั่งตรงข้ามล่ะครับ  แบบนี้น่าสงสัยจริง”  สายตาคอยเหลือบมอง  และเมื่อเผลอประสานกันก็หลบสายตาทันที

 

“อยากนั่งข้างๆมากกว่านะ  ถ้าเกิดเธอวิ่งหนีจะได้จับเอาไว้ได้”  นั่งตรงข้ามกันจะวิ่งไม่ทัน.. สู้จับตามองในระยะประชิดจะดีกว่า

 

แล้วบทสนทนาก็ขาดห้วงไปช่วงหนึ่ง  อัศวินหยิบหมากฝรั่งรสมินต์ขึ้นมาเคี้ยว   ท่าทางผ่อนคลายไม่เหมือนอย่ที่บริษัท   ต่างคนต่างเงียบยังหาทางเริ่มบทสนทนาที่เตรียมมาไม่ได้  และยังเดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายนั้นก็คิดเรื่องเดียวกันมา.. เวลานี้ทั้งคู่สถานะแบบไหน?

 

อากาศอบอ้าวกว่าที่คิด  จันจึงถอดเสื้อช้อปออกมาวางกองข้างๆตัวบ้าง  มันคงร้อนเพราะอึดอัดเสริมอีกอย่าง..  เสื้อยืดตัวในเริ่มจะชื้น   “อากาศอบอ้าวนะครับ เหมือนฝนจะตก”

 

“พยากรณ์อากาศวันนี้ก็บอกว่าจะตกนะ  แต่ฟ้าใสมาก”    เขาชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า  ไม่มีเมฆ  เต็มไปด้วยแสงระยิบระยับ   และดวงจันทร์ที่มองเห็นกระต่ายอย่างชัดเจน

 

“พระจันทร์ดวงใหญ่ดีนะครับ  เห็นกระต่ายบนดวงจันทร์  กำลังตำข้าวเหนียว”  ครั้งหนึ่งเขาเคยเรียกพวก Follower ในทวิตเตอร์สมัยที่สิ่งนี้ยังฮอตฮิตกันอยู่   กระต่ายที่คอยตามดวงจันทร์…

 

อัศวินเหลือบมองหน้าเจ้ากระต่าย(?)  ไม่กล้าพูดว่าเด็กหนุ่มข้างกายมีชื่อว่าจัน  และยังเหมือนกระต่ายบนดวงจันทร์อีกตะหาก  ตื่นตูม  ขี้เหงา   “เหมือนเธอดี”

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหล่มอง  “งั้นคุณก็คงเป็นเสือสินะครับ   สมิงห์น่ะ”   น่ากลัวและขย้ำเหยื่อแบบไล่ตามหนีไม่พ้น   คนฟังหัวเราะร่วน

 

“งั้นฉันควรจะเอากระต่ายไปกินอย่างเป็นทางการแล้วรึเปล่า?”  ชายหนุ่มใช้ดวงตาสีฟ้าจ้องไปยังข้างใบหน้าที่คอยหลบเลี่ยงไม่สบตา   แล้วในที่สุดจัน สะกดใจก็หันมาอย่างอึ้งๆ

 

พวกเราลัดขั้นตอนที่ควรเป็นอยู่เรื่อย….

 

อัศวินหยิบนาฬิกาข้อมือจากในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาถือ   มือแกร่งจับและเลื่อนมือของนักศึกษาหนุ่มมาใกล้   บรรจงผูกสายของนาฬิกาข้อมือที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ที่ตรงนี้อีกครั้ง  ให้มันกลับไปอยู่กับเจ้าของของมัน  สิ่งที่เป็นพันธะสัญญาระหว่างกัน

 

จันมองจ้องไปยังสิ่งที่เคยหายไปก่อนหน้านี้   “….ผมกะว่าจะพูดถึงเรื่องนี้พอดี….”  โดนแซงหน้า!  แล้วเขาจะต่อบทสนทนายังไงเนี่ย!  ความประหม่าเข้ามารุมโจมตี  ความสงบเริ่มหาย

 

เจ้าของนาฬิกาหัวเราะ  วันนี้ทั้งวันพวกเขาคงโดนตั้งคำถาม  และคงเกิดความสงสัยแบบเดียวกัน   “ขอโทษทีนะ  ลำดับมันผิดตลอดเลย”  ตั้งแต่เริ่มจีบ คืนดี หรือจะคบกัน ผิดไปหมดทุกอย่าง..

 

สองมือกุมมือข้างที่สวมนาฬิกาของอีกฝ่าย   ส่งสายตาที่จริงใจและรอยยิ้มอันอ่อนโยน   “Will you be my lover?”  เป็นแฟนกันโดยแท้จริงไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียกอีกต่อไป….

 

ไม่ใช่การลองคบ  ไม่ใช่แค่การดูใจ  เป็นคนรัก  เป็นแฟนที่คิดถึงเรื่องของกันและกันนับจากนี้  

 

ใบหน้าคนถูกถามนิ่งค้างไปก่อนจะค่อยๆถูกฉาบด้วยสีใหม่   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนไม่กล้าจะสบตาสีฟ้านั่นอีกต่อไป  ความรู้สึกและคำพูดมันจุกอกขึ้นมาทันที   คำตอบสารพัดแบบที่ซึนเดเระจะคิดได้ลอยมาเต็มสมอง  ปากกลับสั่นไม่กล้าพูดโวยออกไป…

 

แม่เคยบอกว่า หากลูกชายได้เจอคนที่ชอบผู้ชายเหมือนกันแล้วเป็นคนดีเข้ากันได้  ถือเป็นบุญ…  “เดี๋ยวผมก็จะไปเรียนต่อแล้วครับ!”  ปากแทนที่จะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปกลับพูดตรงข้าม

 

อัศวินที่เริ่มชินกับปากไม่โดนโจมตีอะไร กลับยิ้มและยื่นหน้ามาใกล้   “ไม่ใช่ตอนนี้สักหน่อย อีกตั้งหลายเดือนกว่าเธอจะขึ้นปี 4”  กว่าจะผ่านพ้นช่วงปิดเทอมใหญ่ของมหาวิทยาลัย.. กว่าจะพ้นฝึกงาน…..  

 

จันจนมุมในทันที  ก่อนหน้านี้เคยบอกไปแล้วว่าเป็นคนที่ชอบ  มาตอนนี้ก็ได้ฟังคำขอคบกันอย่างเป็นทางการ  “ถึงตอนนั้น  ฉันจะไปเยี่ยมเธอที่นั่นบ่อยๆนะ ไม่ต้องห้ามล่ะ”

 

“…..อยากทำอะไรก็เชิญเถอะครับ  Do whatever you want….”   ได้คำตอบนั้นแล้ว  มือแกร่งพลันเอื้อมมาโอบจับลำคอของเด็กหนุ่มให้หันใบหน้ามาหา    ใบหน้าเคลื่อนใกล้..  เด็กหนุ่มจ้องกลับไปไม่ถอยหนี…  และหลับตาลงเมื่ออีกฝ่ายเข้าใกล้เกินกว่าจะทนความประหม่าในใจตัวเองได้…

 

“สรุปว่าเธอจะเป็นแฟนฉันไหม?”   หลังจากวินาทีที่ตอบกลับ… จะไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบไม่มีชื่อเรียกอีกต่อไป  จันเริ่มทำปากขมุบขมิบ…

 

สุดท้ายก็ยอมแพ้…  ลืมตาขึ้นจ้องกลับ   “I will…….” จะเป็นคนรัก  เริ่มต้นความรักครั้งใหม่นับจากนี้…

 

6 ปีที่แล้ว เขาเคยวิ่งไล่ตามเพื่อนคนหนึ่งอย่างสุดชีวิต…

 

เป็นซึนเดเระบ้าๆบอๆให้กลุ่มเพื่อนเอือมระอา  เคยคิดว่าหากตอนนั้นเขาตรงไปตรงมา  อลิน แย้มเก้อจะได้เป็นแฟนกับเขาไหม?   คำตอบก็ว่างเปล่า…  เพราะมันเป็นเรื่องที่นิยามได้ว่า [ถ้า] ไม่อาจเกิดขึ้นจริง

 

6 ปีต่อมา  เขาเคยวิ่งหนีคนๆหนึ่งอย่างสุดชีวิต..แต่หนีไม่พ้น….

 

ริมฝีปากแนบประทับ..   สัมผัสที่ไม่เคยนึกยอมรับมันเลยสักครั้ง  ครั้งนี้กลับไม่มีความรู้สึกฝืนอยู่เลย  จะมีก็เพียงหัวใจที่เต้นเร็วผิดปกติจากความเขิน.. ความเขินที่เกินพิกัดของซึนเดเระ  รสมินต์ของหมากฝรั่ง  กลิ่นของน้ำหอม  อ่อนโยนเชื่องช้า….

 

ตอนนี้อาจจะยังเลิกซึนไม่ได้…. อนาคตข้างหน้าอาจจหายก็ได้…

ล่ะมั้ง….?

 

            เส้นทางประสบการณ์ความรักของแต่ละคนอาจจะคล้าย อาจจะแตกต่าง  แต่จุดบรรจบกันก็ต้องบังเกิด  มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบเชื่อว่าคนที่เอาซาลาเปามาให้หนุ่มวิศวะที่ลานเกียร์จะได้แฟนเป็นหนุ่มวิศวะ  แล้วจุมพิตรสซาลาเปาจะมีความหมายว่ารักยืนยาวหรือเปล่า?

 

“I love you”  คำบอกรักเสียงแผ่วข้างหู…  เด็กหนุ่มเงียบและไม่ยอมตอบ  รู้แต่เพียงเสือตัวนั้นพังกำแพงของกระต่ายไปได้แล้ว…

 

หยุดความโสด 21 ปีเอาไว้ตรงนี้

ต่อไปจะเริ่มเดินไปพร้อมกับใครบางคนที่มีส่วนสูงต่างกัน 10 เซนติเมตร

 

คอนโดมีเนี่ยมแห่งหนึ่งในย่านพญาไท   ร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านสยาม  ชายหนุ่มหญิงสาวผู้มีความรักต่างมองออกไปนอกหน้าต่าง   ค่ำคืนนั้นแต่ละคนต่างมองขึ้นไปบนท้องฟ้า  ท้องฟ้าที่แสนโปร่งเห็นดวงดาวทั้งที่พยากรณ์อากาศเน้นย้ำว่าจะมีฝน

 

การละเล่นวิ่งไล่จับของเสือและกระต่ายนั้นจบไปแล้ว

ต่อไปจะมีแต่การก้าวไปด้วยจังหวะเดียว

 

บัตรกระต่ายอาจจะยังใช้กับ MRT และ BTS ร่วมกันไม่ได้

แต่มันก็นำพาให้สองเส้นทางมาบรรจบเจอกันได้นะ

 

—————————-

Free Talk : ตอนหน้าจะเป็นตอนจบของเรื่องปิ๊งรักแล้วค่ะ ยาวนานเหลือเกินกับฟิคเรื่องนี้ รู้สึกเหงาขึ้นมาแล้วที่ทุกคนกำลังจะไปตามเส้นทางของตัวเอง เราไม่ได้เป็นคนถ่ายทอดเรื่องราวแล้ว TTvTT

ในที่สุดจันกับคุณอัศวินก็ลงเอยกันด้วยดีค่ะ ในตอนจบจะเป็นเรื่องแบบไหนต้องติดตามตอนต่อไป ฮา ที่แน่ๆคู่รีลินจะกลับมา(?)

 
2 ความเห็น

Posted by บน 05/01/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนที่ 35

  1. ตป. | S.Luce

    05/01/2014 at 10:04 PM

    โอ้ย หนูขำของแทนใจคณะแพทยศาสตร์ รอยเจาะเลือดของคุณพี่กับน้องอลิน 55555555555555555555

    บริษัทนี้ไม่ได้ง้อนางเอก แต่งานก็ไม่เดินเหมือนกัน 5555555555555555

    ในที่สุดจันก็พูดอะไรที่ตรงกับใจตัวเองบ้างแล้ว!!! แถมคิดถึง ฟลว. กระต่ายบนดวงจันทร์ด้วย ดีใจ //ปาดน้ำตา

    แอบมีคำตกฮับ
    – เพื่อนหือไม่ไ >> ไม่ได้?

     
  2. taraikari

    05/01/2014 at 10:10 PM

    นั่นไง
    พอกันทั้งคู่เลย
    ทั้งท่านประธานทั้งชายจัน
    อุตส่าคืนดีกันตั้งแต่ตอนที่แล้ว
    ดันลืมขอคบกันและกันอย่างเป็นทางการจนโดนเพื่อนๆโวยใส่
    ช่วงท้ายตอนนี่ฟินเบาๆ
    ไม่ต้องทำอะไรอลังการมากมาย
    แค่นั่งอยู่ด้วยกันนานๆ(และกินขนมจากแฟมิลี่มาร์ท)ก็พอแล้ว

    คุณเพชรานี่ไม่เคยกลัวพี่รีวัลย์เลยสินะคะ
    กัดแรงมากกกกกกกก
    ฮ่าๆๆๆ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: