RSS

[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนอวสาน

05 พ.ค.

Title : 10 Centimeter of Love “ปิ๊งรักระยะสิบเซน”

Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  รีวัลย์ x อลิน  ,   อัศวิน  x จัน   (Levi x Eren ,  Erwin x Jean)

—————————————————————————————————-

 

6 ปีที่แล้วความสัมพันธ์ของคนสองคนก่อให้เกิดเรื่องราวมากมาย

 

มันเป็นเรื่องราวของนักเรียนมัธยมต้นซึ่งยังอยู่ในวัยเรียนเล่นอย่างวัยรุ่นทั่วไป  ซึ่งวันหนึ่งกลับได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโลกอีกฝั่งหนึ่งของพวกผู้ใหญ่ที่ไม่ปกติธรรมดา  จนในที่สุดคนสองคนที่มีระยะห่าง 10 เซนติเมตรก็ได้สร้างโลกตรงกลางระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ขึ้นมา  ชักนำพาให้คนอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวพันและเกิดเป็นเรื่องหลากหลายรสมาตลอด 6 ปีที่ผ่านพ้น

 

จากนักเรียนมัธยมต้นเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

ความรักนั้นหมุนวนอยู่รอบๆพวกเขาเหล่านั้น

 

ตอนอวสาน : เรื่องราวของพวกเรามันเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

 

            เวลานั้นเหมือนกระแสของลำธาร ไหลไปอย่างรวดเร็วไม่มีไหลย้อนกลับ แม้จะหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมเฉยๆ  เวลาก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ  1 วันเป็น 2 วัน 1 สัปดาห์เป็น 2 สัปดาห์ 1 เดือนเป็น 2 เดือน 1 ปีเป็น 2 ปี ยิ่งใช้ชีวิตด้วยความสุข เวลาก็ยิ่งผ่านไปเร็วเหมือนกับโกหกเท่านั้น…

 

เสื้อผ้าเครื่องแบบซึ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้าเปลี่ยนไปตามหน้าที่  จากชุดนักเรียนเป็นชุดนักศึกษา  และในวันสุดท้ายของการเป็นนักศึกษา  เครื่องแบบอีกอย่างก็เข้ามาแขวนเพิ่มในตู้  สิ่งนั้นคือชุดครุยสัญลักษณ์ของการจบการศึกษา สิ่งที่นักศึกษาทุกคนเฝ้าเพียรพยายามเพื่อจะได้สวมใส่ขึ้นไปรับใบปริญญาบัตรมา

 

จุดสิ้นสุดของวัยเรียนสู่การเป็นผู้ใหญ่

 

วันที่ X เดือน O ปี 25XX   ณ มหาวิทยาลัยกำแพงกุหลาบ  ใครก็ตามที่เข้ามาในสถานศึกษาในวันนี้คงได้เห็นคำว่า Congratulations มากกว่า 10 ตัว  ตามสวนหย่อมตกแต่งด้วยใบไม้ดอกไม้หลากสีสัน  ตึกคณะต่างๆมีการจัดซุ้มเพื่อเฉลิมฉลองให้กับรุ่นพี่   ในวันปกติซึ่งจะมีเฉพาะนักศึกษา  วันนี้กลับมีทั้งนักศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อนฝูงต่างมหาวิทยาลัย ตากล้อง พ่อค้าแม่ค้าขายตุ๊กตาและดอกไม้เต็มพื้นที่

 

เป็นอีกครั้งหนึ่งในรอบปีซึ่งเหล่านักศึกษาปี 4

จะเดินทางออกจากรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไป

 

เสียงบูมคณะบ้าง บูมมหาวิทยาลัยบ้างดังกึกก้องทรงพลังจากกลุ่มนักศึกษารุ่นน้อง  ภาพการล้อมวงอวยพรให้รุ่นพี่ ครั้งหนึ่งนักศึกษาปี 4 เคยเป็นคนทำ  วันนี้เป็นฝ่ายได้รับ  โชคดีที่วันนี้อากาศสดใสไร้เมฆฝน  แม้จะร้อนอบอ้าวไปบ้าง  คนทั่วไปก็คงไม่รู้สึกร้อนฉ่าเท่านักศึกษาในชุดครุยดูดความร้อนจากพระอาทิตย์

 

เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มในชุดนักศึกษาผูกเนคไทด์เรียบร้อยเดินมองซ้ายมองขวาตามทางเดิน   คนเยอะเป็นหนอนจึงไม่อาจหาคนที่ตามหาเจอง่ายๆ  มือที่จับโทรศัพท์คอยแนบหูเพื่อคอยบอกพิกัดของตัวเอง  ไม่นานก็เห็นเค้าร่างคนที่รออยู่ไกลๆ   มือรีบโบกไปมาให้มองเห็น

 

“พี่รีวัลย์!  ทางนี้ครับ!”   ส่งเสียงเรียกชายอายุมากกว่าให้เดินมาหา  วันนี้ที่ปรึกษาของบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านแต่งกายด้วยชุดลำลองลดอายุ(?)

 

“แบงค์ยี่สิบเต็มกระเป๋าเสื้อนายเลยนะ”   ดวงตาคมจ้องไปที่กระเป๋าเสื้อ   คนถูกทักยกมือขึ้นแตะแล้วยิ้มร่าออกมา

 

เป็นการหารายได้จากกิจกรรม(?)   “รุ่นพี่ให้นี่ครับ  แหะๆๆ”   รีวัลย์หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อที่เปื้อนใบหน้าของแฟนอายุน้อยกว่า  ทุกปีๆก็เป็นแบบนี้นั่นล่ะ   ทำเนียนไปกับน้องปีหนึ่งปีสองด้วย….

 

นอกจากผ้าเช็ดหน้า ก็ยังมีขวดน้ำเย็นส่งให้อีก  “แล้วเจอพวกเพื่อนๆนายรึยัง?”ยืนมองเด็กหนุ่มจัดการเก็บแบงค์ยี่สิบเป็นปึกใส่กระเป๋ากางเกง

 

“ยังเลยครับ  พวกนั้นจะไปหารุ่นน้องกับอาจารย์ที่คณะก่อน   เดี๋ยวนัดเจอครับ”  อลินคอยซับเหงื่อของตัวเอง    รีวัลย์พยักหน้ารับรู้

 

ถึงแม้นเพื่อนๆจะรับปริญญากันไปในวันนี้   แต่วันนี้ก็ยังไม่ใช่วันรับปริญญาของอลิน แย้มเก้อ  นักศึกษาแพทย์ใช้เวลาเรียนมากกว่านั้น  เพราะฉะนั้นเด็กหนุ่มซึ่งเป็นนักศึกษาปีที่ 4 ก็ยังบูมคณะให้พวกรุ่นพี่ปี 6 ที่จบไปได้อยู่   ส่งรุ่นพี่ออกไปเป็นแพทย์เต็มตัว

 

คู่รักต่างวัยและส่วนสูงพากันเดินมองหาที่นั่งว่างๆ  จะเก้าอี้หรือสนามหญ้าก็มีคนมาจับจองที่นั่งกันเต็มไปหมด  เมื่อมองแล้วว่าไม่มีที่นั่ง เด็กหนุ่มจึงพาไปนั่งในตึกคณะแพทย์ศาสตร์  ซึ่งก็พอมีที่นั่งอยู่บ้าง  เจอโต๊ะที่ว่างก็รีบโฉบยึดในทันทีก่อนคนแย่ง

 

ชายหนุ่มซึ่งผ่านชีวิตรั้วมหาวิทยาลัยมาหลายปีแล้วมองบรรยากาศ   ภาพการตกแต่ง ความวุ่นวาย ผู้คนเป็นหนอน  ภาพแบบนี้ไม่ได้เห็นมานานแล้ว  และหากไม่คบกับแฟนที่อายุน้อยกว่าก็คงไม่ได้เห็นอีกแล้ว   “กี่ปีกี่ปีก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่”   งานรับปริญญา…

 

อลินยิ้มแย้ม  เมื่อก่อนคนอาจจะไม่เยอะเท่าตอนนี้ก็ได้    “ตอนพี่รีวัลย์รับปริญญา ให้เงินรุ่นน้องเยอะมั้ยครับ?”   เอ่ยถามอดีตนักศึกษาคณะบัญชี มหาวิทยาลัยกำแพงสีดา

 

“ก็ประมาณหนึ่ง”   ไม่ยอมบอกออกมาว่าให้ไปเท่าไหร่บ้าง   แต่ดูจากสีหน้าและนิสัยรักลูกน้อง  กับรุ่นน้องก็คงไม่ใจร้ายเกินไป

 

นึกถึงภาพในอัลบั้มแล้วแอบขำอยู่ในใจ

ในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่น  นายรีวัลย์ ไม่ทราบนามสกุลแลดูจะเตี้ยที่สุดเลย….

 

อลินนั่งดื่มน้ำเย็น  นั่งคิดถึงรูปพวกนั้นแล้วยิ้มค้างอยู่คนเดียว  ชายหนุ่มผมดำที่คอยมองจ้องรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดถึงอะไรอยู่  ไม่ต้องพูดก็พอจะเดาได้แล้ว  เจ้ารูปในอดีตซึ่งไม่มีเรื่องอะไรน่าจดจำซักเท่าไหร่  เพื่อนที่เรียนด้วยกันก็ไม่ได้ติดต่อกันในตอนนี้

 

“เพื่อนๆนายจบกันไปหมด  นายเหงาแน่กว่าจะถึงวันของนาย”   ทุกคนเปลี่ยนสภาพจากนักศึกษาเป็นคนวัยทำงานกันหมด

 

เด็กหนุ่มปี 4 คณะแพทย์มองขึ้นไปบนเพดาน  คำว่าเหงา มันก็คงจะมีบ้าง ถึงแม้ตั้งแต่เข้าช่วง 3 ปีสุดท้ายของการเรียนหมอจะมีเวลาให้เพื่อนๆน้อยก็ตามที  เพราะเป็นการเรียนในชั้นคลินิกแล้ว   “งั้นพี่รีวัลย์แกล้งมาเป็นคนไข้ แล้วเอาข้าวมาให้ผมไหมล่ะครับ?”  ที่โรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัย….

 

มือแกร่งยื่นไปดีดหน้าผาก  ยังทำตัวเป็นเด็ก ๆ ทั้งที่ต้องเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว  “อย่างกับนายว่าง   อยู่บ้านอ่านหนังสือทบทวนจนขอบตาดำแล้วไม่ใช่รึไง”  แข่งกันตาคล้ำ….

 

อลินหัวเราะแหะๆไม่แก้ตัวต่อ  อาจจะเรียนจบช้ากว่าเพื่อนๆเพราะหลักสูตรมันต่างกัน  แต่ไม่เป็นไรหรอก   “ผมโทรหาพวกอานัติเลยดีกว่า พวกนั้นน่าจะแว่บกันมาได้แล้วครับ”  มือหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาหาเบอร์โทร

 

นายรีวัลย์ ไม่ทราบนามสกุลจ้องมองแฟนนักศึกษาของตัวเอง  เมื่อ 6 ปีที่แล้วยังเป็นเด็กมัธยมต้นอยู่เลย  เคยมาเข้าร่วมพิธีจบการศึกษาม.ต้นก็แล้ว ม.ปลายก็แล้ว อีกไม่นานก็จะเป็นวันรับปริญญาของนักศึกษาแพทย์ปีที่ 6 เหมือนจะนานแต่เวลามันผ่านไปเร็วนัก…

 

ตอนนั้นยังเป็นเด็กกางเกงสีกากีที่บอกว่าจะเป็นหมอๆๆๆอยู่เลย

ตอนนี้ปี 4 ได้เริ่มเรียนรู้ในโรงพยาบาลจริงๆแล้ว

 

การเฝ้าดูเด็กน้อยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ (ส่วนสูงเท่าเดิม) บางอารมณ์ก็เหมือนพ่อแม่คอยดูลูกชาย…   แต่ในฐานะแฟนการที่ประคับประคองความรักมาได้ขนาดนี้ช่างเหมือนปาฏิหาริย์จริงๆ   อลิน แย้มเก้อเป็นเด็กผู้ชายที่น่าทึ่งมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอจนถึงตอนนี้

 

วันนี้อีก 2 ปีข้างหน้า  วันที่เด็กหนุ่มเรียนจบ  วันนั้นคงเป็นวันที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ไปมากกว่านั้นอีก..  ได้กลายมาเป็นผู้ใหญ่มีความรับผิดชอบเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์  ไม่มีความแตกต่างกับการเป็นคนวัยทำงานและนักศึกษาอีก

 

….ภาพอนาคตของพวกเราจะเป็นแบบไหนกันนะ…

 

“จ้องหน้าผมมีอะไรเหรอครับ?  หรือว่าผมมีอะไรติดหน้า?”   เจ้าของดวงตาสีเขียวจับๆหน้าตัวเองหาของแปลกปลอม  ไม่มีอะไรนอกจากแพนด้าใต้ตา…

 

“เปล่า  ฉันแค่กำลังคิดว่าเหมือนเมื่อวานนายยังเป็นเด็กม.ต้นอยู่เลย”   นายอลิน แย้มเก้อ อายุ 15 ปี โรงเรียนมัธยมไทยทันวิทยาลัย…

 

ดวงตาสีเขียวมองสบใบหน้าคมซึ่งมีตีนกาขึ้นตามกาลเวลา  อายุซึ่งห่างกันมาก   “ผมโตขึ้นมั้ยครับ?  อีก 2 ปี ผมก็จะเรียนจบ  จะได้เป็นผู้ใหญ่เหมือนพี่รีวัลย์แล้ว”   ได้ช่วยดูแลกันและกันอย่างเต็มที่เสียที.. ไม่ใช่เป็นฝ่ายรับมากกว่า

 

มือยื่นไปดึงมือเด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มตรงหน้ามากอบกุมกลางโต๊ะ  จ้องมองรอยยิ้มซึ่งคอยมองมาอย่างที่ไร้ความเคอะเขิน   “โตขึ้นมาก  ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนล่ะนะ”   และคงโตขึ้นได้อีก…

 

อลินยิ้มกว้าง   เรื่องความรู้สึกขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดคงไม่ต้องพูดถึงแล้ว  เพราะมันพิสูจน์ได้เองตลอดช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันและต่อๆไป    “พี่รีวัลย์ก็ตีนกาขึ้นเยอะแล้วครับ”  …หมดกันความซึ้งที่พยายามสร้างขึ้นมา  หายมลายสิ้น…

 

ชายผมดำหน้านิ่งไม่พูดอะไรต่อ  นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่อีกฝ่ายโตขึ้นกว่าเดิมเยอะ  เรื่องความกล้านี่ล่ะ  เจ้าเด็กม.ต้นพูดจาเกรงใจเกือบทุกเรื่องหายไปแล้ว   “พวกเพื่อนๆนายจะมารึยังล่ะ”  กลุ่มเด็กแสบพวกนั้น

 

“บอกอานัติแล้วครับ  กำลังมา”   ว่างไม่มีอะไรทำก็นั่งบีบนิ้วแฟนอายุมากกว่าเล่น  สองมือนี้ที่ดูแลเขาทุกเรื่อง  หยาบกร้านมากขึ้นตามกาลเวลา…

 

ใช่ว่าอยู่ด้วยกันมานานจนไม่มีเรื่องสงสัย  ดวงตาสีเขียวจับจ้องมือนั้น  “พี่รีวัลย์ครับ   ไว้ตอนที่ผมเรียนจบ  บอกได้มั้ยครับว่าตกลงพี่รีวัลย์นามสกุลอะไรกันแน่?”  คบกันมาย่างเข้าปีที่ 7  ก็ยังไม่รู้ว่านามสกุลอะไร.. หรือจะเอานามสกุลแย้มเก้อไปใช้จริงๆ?

 

ปริศนาอย่างสุดท้ายของเรื่องปิ๊งรักระยะสิบเซนกระมัง..

พระเอกผู้ไร้นามสกุลอย่างเป็นปริศนา

 

รีวัลย์นิ่งไปครู่หนึ่ง  ทำตัวคล้ายกับลืมเรื่องนี้ไปแล้ว   “ถ้านายไม่ถาม  ฉันก็เกือบจะลืมไปแล้วว่าไม่เคยบอกนาย”  ช่างเป็นคำตอบที่สั่นคลอนความสัมพันธ์เสียจริงๆ… เรื่องสำคัญเสียขนาดนี้

 

อลินกุมมือที่ปรึกษาบริษัทเอาไว้แน่น  “อย่าลืมบอกผมนะครับ ห้ามลืม”  สำคัญยิ่งกว่าคำพูดขอแต่งงานเสียอีก(?)  นามสกุลของแฟนหนุ่มที่คบกันมาชาติกว่า…..

 

ชายหนุ่มผู้ไม่เคยเปิดเผยเรื่องครอบครัวของตัวเอง  ไม่เคยพูดถึงญาติพี่น้องที่ไหน  รู้แต่ประวัติการศึกษาและที่อยู่เก่า  บัตรประชาชนก็ไม่เคยให้ดู…   ดวงตาสีดำมองสบดวงตาสีเขียวซึ่งอยากรู้อยากเห็น  ไม่บอกตอนนี้สักวันก็ต้องบอกความจริง…    “นามสกุลของฉัน……….”

 

….นามสกุลที่เป็นความลับมาตลอด….

 

พูดยังไม่ทันจบประโยค  ฟ้าก็เหมือนจะไม่เป็นใจให้เด็กหนุ่มได้รู้ตอนนี้   กลุ่มเพื่อนในชุดครุยพากันกรูเข้ามาหา  อานัติ โขน ไร่นา เบญจรูญ และมะขามผู้เป็นพี่สาว(ล่ะมั้ง)  ทุกคนกลบบทสนทนาระหว่างคู่รักให้หายไปในทันที…  อลินตบเข่าฉาดด้วยความเสียดาย

 

ทุกคนอยู่ในชุดครุยสีดำต่างกันที่สีคณะของแต่ละคน  วันนี้พี่สาวร่วมบ้านของเด็กหนุ่มดูสวยมาก  และดูแก่มากเช่นกันตามสไตล์การแต่งหน้าของสาว ๆ ในงานรับปริญญา…  ส่วนเพื่อน ๆ ที่เหลือก็เหมือนจะโดนโบกรองพื้นกันมาเรียบร้อย…

 

“เออ ตรงนี้ดีเลยไม่ร้อน  นี่จะละลายแล้วเว้ย”   ไร่นาพัดลมให้ตัวเอง   โดยมีเบญจรูญช่วยพัดให้ด้วย  เด็กหนุ่มสูงที่สุดในกลุ่มเหงื่อตกเป็นปกติ

 

อานัติสะกิดทีละคน  “ก่อนจะบ่นกัน ผมว่าเราน่าจะไหว้คุณรีวัลย์ก่อนนะ”   สะกิดให้เห็นว่ามีผู้ใหญ่อยู่ด้วย  แม้จะตัวเล็กจนเกือบมองไม่เห็นก็ตาม….

 

“ฉันนึกว่าอลินนั่งอยู่คนเดียวซะอีก”  มะขาม เอกมันต์จ้องไปทางแฟนของน้องชาย  จะผ่านไปกี่ปีก็ยังมีความรู้สึกต่อต้านเล็กๆ….

 

เหล่าเด็กแสบยกมือไหว้ชายอายุมากตรงนั้นพร้อมเพรียงกัน   ขาดแค่หญิงสาวในชุดครุยที่ไม่ยอมยกมือไหม้.. ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรหรอก  มันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว   และหากสังเกตดูดีๆ ด้านหลังของนายโขน มีอดีตครูโรงเรียนมัธยมไทยทันวิทยาลัยตามมาด้วย..

 

            พวกเราเคยเรียนจบไปพร้อมกันตั้งแต่มัธยมต้น

ตอนนี้ต้องแยกกันชั่วคราวเสียแล้ว….

 

“พวกนายดูดีเลยว่ะ อิจฉาเว้ยได้ใส่ครุยก่อน……!”  อลินจ้องด้วยสายตาสุดริษยา  อีกตั้ง 2 ปีกว่าตัวเองจะได้ใส่บ้าง…

 

โขนตบบ่า  นี่ก็หัวโล้นเสมอต้นเสมอปลายไม่กะไว้ผมเพื่อเอาไว้เซ็ตในวันพิธี   “วันที่นายรับปริญญาพวกเราจะมาแน่ๆ  ลางานมาเลยว่ะ!”   มีงานไม่มีงาน วันนั้นจะต้องว่าง…

 

“แต่งคอสทีมปาฏิหาริย์มานะเว้ย ฉันจะรอ”  อลินมัดมือชกเรียบร้อย  พวกเพื่อนพ้องอดีตทีมบาสเก็ตบอลพากันเงียบกริบ… ภาพความทรงจำวันหนึ่งสมัยเป็นนักเรียนลอยมาทันที

 

ชายที่เป็นแฟนและผู้ปกครองเอื้อมมือไปเขกกระโหลกเจ้าเด็กที่บางครั้งไม่รู้จักโต   “อย่าไปบังคับเพื่อนนายแบบนั้น”   วันนั้นอาจจะเหลือแค่มีลูกบาสเก็ตบอลมาให้แทนตุ๊กตาหรือช่อดอกไม้ก็เป็นได้…

 

“เห็นเปล่า!  แฟนนายยังรู้เลยว่าอย่าบังคับ!”  สมาชิกชมรมบาสเก็ตบอลเพิ่งจะต่อต้านได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี….

 

ที่นั่งตรงนี้เป็นที่โปร่ง  อากาศอาจจะดี  กระนั้นเหล่านักศึกษาในชุดครุยก็ร้อนกว่าปกติอยู่ดี   เบญจรูญที่เหงื่อแตกง่ายอยู่แล้วยิ่งไหลเหมือนน้ำหลาก  รองพื้นบนหน้าช่างติดทนนานจนไม่น่าเชื่อ   อานัติเดินไปที่นั่งว่างของโต๊ะหมายจะนั่งลง   แต่มันนั่งลำบากจึงตั้งท่าจะปลดเสื้อครุยออก

 

ไร่นารีบส่งเสียห้ามทันที    “เฮ้ยๆ อย่าเพิ่งถอด  มาถ่ายรูปหมู่กันก่อน  ครูคีตะถ่ายให้หน่อยนะครับ  คุณรีวัลย์ด้วย”   จัดการยัดเยียดกล้องให้พวกผู้ใหญ่เป็นที่เรียบร้อย…

 

อดีตครูสมัยมัธยมพ่วงตำแหน่งที่ปรึกษาชมรมบาส พ่วงตำแหน่งแฟนเพื่อนเปิดเลนส์กล้อง DSLR  ส่วนตัว กล้อง Digital เล็กธรรมดาของสองหนุ่มที่ดูไม่คล้ายอายุน้อยกว่าก็ถูกส่งมาให้ที่ปรึกษาบริษัทซึ่งกลายเป็นหลุมดำในกลุ่มจากส่วนสูง(?)

 

อลินที่แต่งตัวต่างที่สุดในกลุ่มเข้ามาอยู่ตรงกลาง  ทุกคนเรียงหน้ากระดานแล้วโพสท่าเกรียนๆ….  เคยมีหลายคนเลยล่ะที่เคยบ่นตามไดอารี่ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค หรือแม้แต่โทรไปปรึกษาตามคลื่นวิทยุ  ว่าด้วยเรื่องของเพื่อนมีแฟนแล้วลืมกันไป  หรือเพื่อนสมัยเรียนห่างเหิน…

 

เพราะสิ่งที่ยืนยงยิ่งกว่าความรัก

นั่นคือ “มิตรภาพ” ระหว่างเพื่อนพ้องด้วยกัน

 

การมีเพื่อนที่ยอดเยี่ยม  มีเพื่อนที่ไม่ลืมกัน  ต่อให้ไม่มีแฟนเคียงข้างกายก็ถือว่ามีบุญวาสนา   แต่ถ้ามีแฟนที่ดีด้วย  ก็ยิ่งแสดงว่ามีผลบุญนำพาโชคมาไม่น้อย  สำหรับกลุ่มบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์นั้น  พวกเราผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันมามาก  กาลเวลานั้นทำให้เพื่อนต้องแยกย้ายและห่างเหินกันไป

 

….แต่พวกเราคงไม่มีวันหายไปจากกันได้….

….ต้องมีทางกลับมารวมตัวกันได้เสมอ…

 

เรียนมัธยมด้วยกัน เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน  อาจจะไม่ได้ทำงานด้วยกัน ก็ยังอยู่ในจังหวัดกำแพงกุหลาบด้วยกันอยู่ดี   ผู้ใหญ่สองคนที่ถ่ายรูปเกรียนๆไม่เกรงใจคนถ่ายถอนใจแบบขำๆเป็นพักๆ  เหนื่อยใจ(?)  มีทั้งท่าแอ่น JOXX ท่าโพสเลียนแบบการ์ตูน…และอื่นๆ…..

 

ถ่ายกันไปอย่างเมามันส์  เหล่านักศึกษาในชุดครุยก็ขอเวลานอกมาถอดชุดออก  ร้อนเกินกว่าจะใส่ต่อระยะยาวได้   แม้แต่อลินที่ไม่ได้ใส่ชุดครุยก็ยังรู้สึกร้อนเพราะแตกตัวเรียบร้อยมา(?)   ทุกคนมานั่งรวมกันยึดพื้นที่ตรงนั้นเป็นของตัวเอง  จนกระทั่ง….

 

“ฉันคิดไปเองรึเปล่าว่ามีอะไรหายๆไป?”   อลินพูดขึ้นหลังจากรับน้ำเปล่าจากแฟนหนุ่ม   ซึ่งดวงตาคมเหล่มองคล้ายกับรู้อยู่แล้วว่าอะไรหายไป

 

“เดี๋ยวๆ  แป๊บนึงว่ะ  ฉันเพิ่งรู้สึกตัว  ไอ้จันมันยังไม่มาอีกเหรอ?”    โขนยกมือเรียกความสนใจของทุกคน   ทุกคนลืมไปแล้วไหมว่า…มีตัวละครสำคัญคนหนึ่งหายไปนะ…

 

“ใช่  จันยังไม่โผล่มาเลย”   มะขามพูดขึ้นท่ามกลางสีหน้าเหวอของพวกผู้ชายไร้ความละเอียดอ่อน  เพิ่งจะรู้สึกตัวกันก็ตอนนี้!!

 

จุดไข่ปลาแห่งความเงียบถึงกับบังเกิด  ต่างคนต่างก็นิ่งกันไป ก่อนจะเริ่มมองซ้ายและขวาของตัวเอง  ไร้เงาของคนที่พูดถึงจริงๆด้วย  สมาชิกคนสุดท้ายของอดีตทีมบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์!!   จัน สะกิดใจยังไม่โผล่เข้ามาร่วมเฟรมกล้องถ่ายรูป!

 

เครื่องบินผ่านน่านฟ้าสีครามจากฝั่งแผ่นดินมาสู่อีกแผ่นดินหนึ่ง…

เชื่องโยงการเดินทางระหว่างประเทศ

 

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่เคยมีวันไหนที่จะเงียบสงบ  อาจจะต่างกันแค่สงบทั่วไป  สงบแบบกรุ๊ปทัวน์ลง  ไม่ค่อยจะสงบแล้วเมื่อมีดารานักร้องจากต่างประเทศมา  วันนี้อยู่ในแบบแรก  สงบแบบทั่วๆไป ไม่วุ่นวายและแออัดไปด้วยฝูงชน

 

จอบอกสถานะของแต่ละเที่ยวบิน เขียนบอกว่าเครื่องบินที่ TGXXX ลงจอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ด้านในจากด่านตรวจคนเข้าเมือง  บริเวณสายพานรับกระเป๋าขึ้นสถานะเรียกกระเป๋าใบแรก   ณ เวลานั้นมีใครบางคนกำลังวิ่งตาลีตาเหลือกมาหาสายพาน

 

เด็กหนุ่มในเสื้อโค้ทชนิดลืมร้อนตรงดิ่งไปตามหากระเป๋าเดินทางของตัวเอง  ผมสีน้ำตาลอ่อนแกมปลายสีเข้มเป็นเอกลักษณ์ที่รู้ได้ทันทีว่าคือใคร    “จัน  ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ ไม่ช่วยให้เร็วขึ้นหรอก”   ด้านหลังของเด็กหนุ่มที่วิ่งแบบลืมตายเผยร่างชายผมทองสูงใหญ่ยิ่งไม่รีบร้อน

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหล่มองไปทางคนที่ตามหลัง   “ผมไม่น่าปล่อยให้คุณจัดการเรื่องตั๋วเลยครับ!”   เที่ยวบินที่มั่นใจนักว่าจะมาทัน  มันมาทันซะที่ไหนกันล่ะ…  ความผิดของใครกัน!

 

“บ่นตั้งแต่เครื่องดีเลย์ยันตอนนี้เลยนะ   ยังไงก็ไม่เป็นไรหรอก  เธอไม่ได้มารับปริญญาเองซักหน่อย  งานเพื่อนตะหาก”   ชายหนุ่มอายุมากกว่ายักไหล่  ปลุกไฟเคืองโกรธของจัน สะกิดใจให้แผ่ซ่าน

 

“เพราะคุณยืนยันว่าจะกลับมาพร้อมกัน  ไม่งั้นผมกลับมาก่อนแล้ว!”   แผดเสียงโยนความผิดให้กับชายที่ยืนยันว่าจะกลับมาด้วยกัน….

 

เกือบ 1 ปีมาแล้วที่เขาเรียนต่อในประเทศเยอรมัน..

ตามทุนการศึกษาที่อาจารย์ที่ปรึกษาติดต่อหามาให้…

 

ทุนการศึกษาหลักสูตรควบปริญญาโทที่ต่างประเทศ  เป็นเหตุให้ชายผู้ติดเพื่อนต้องแยกตัวออกไปเดินล่าท้าฝันที่แดนไกล   ความลำบากเรื่องภาษา การกินอยู่และเดินทางซึ่งต้องปรับตัว  ในช่วงแรกยอมรับเลยว่าเด็กหนุ่มเกิดความคิดอยากหนีกลับประเทศไทยเป็นระยะๆ  แต่เมื่อคิดถึงอนาคต และเรื่องหนี้ที่ต้องใช้คืน.. เขาก็ต้องพยายามมันต่อไป  เพราะมันแค่ 2 ปีเท่านั้นเอง  เท่ากับเรียนมหาวิทยาลัย 5 ปี…

 

และเพราะเหตุนั้นหนุ่มวิศวะผู้มีตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยจึงไม่อาจรับปริญญาพร้อมเพื่อนๆ  ทั้งกลุ่ม 4 ปีปกติ และอลิน แย้มเก้อที่เรียน 6 ปี เขารับพร้อมใครไม่ได้เลยอยู่ตรงกลางพอดี   เพราะฉะนั้นถึงจะต้องเสียค่าเครื่องบินกลับมาเองก่อน  เขาก็ต้องบินมางานเพื่อนกลุ่มบาสเก็ตบอลเกือบปาฏิหาริย์ให้จนได้…ไม่งั้นคงโดนเคืองและโดนลมไปจากความทรงจำ

 

“ฉันจ่ายค่าเครื่องบินให้นะ  เธอจะยังบ่นอีกเหรอ”  ประธานหนุ่มผมทองทำให้คนฟังสะอึก   ขอลบคำว่าค่าเครื่องบินกลับมาเองในก่อนหน้าทิ้งไป…

 

จากวิ่งเต็มสปีดก็ลดเหลือแค่เดินข้างๆเจ้าหนี้กิตติมาศักดิ์    “……..เดี๋ยวผมจะทำงานพิเศษแล้วใช้คืน….”  หนี้ค่าเครื่องบินจากเยอรมันมาถึงกำแพงกุหลาบ

 

ถ้านับรวมหนี้ทั้งหลายแหล่  มันคงเยอะจนขอให้ใช้ทั้งชีวิต(?)   “ไม่ต้องหรอก  เหมือนจ่ายเงินพาแฟนกลับบ้าน  ฉันไม่คิดว่ามันเป็นหนี้  ถือเป็นหนี้หัวใจมากกว่า”   อัศวินยื่นมือไปลูบศีรษะคนดื้อรั้น ใบหน้าเด็กหนุ่มกลายเป็นสีแดงก่ำ

 

“…คะ…..แค่กลับเครื่องบินลำเดียวกันหรอกครับ!”  อาการปากแข็งที่รักษาไม่หายเรียกเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอคนฟัง

 

ถึงแม้จะเป็นแฟนกัน  ก็ใช่ว่าจะรักษาโรคซึนเดเระนี้ได้

 

ตั้งแต่จัน สะกิดใจเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ   บริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านก็มีสภาวะประธานบริษัทลาพักร้อนอยู่บ่อยๆ…   อำนาจการดูแลกิจการจึงแทบจะกลายเป็นของที่ปรึกษาและรองประธานบริษัทไปอย่างสมบูรณ์

 

ตลอดเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาชายหนุ่มลาพักร้อนไปแล้ว 4 ครั้ง  ครั้งละ 10 วัน เพื่อเดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศเยอรมัน ประเทศที่แฟนอายุน้อยกว่าไปศึกษาเล่าเรียนอยู่  ความรักต่างระยะทางที่เคยเป็นปัญหามาตลอดในความรักครั้งเก่า ครั้งนี้ได้ใช้มันเป็นบทเรียนและลองปรับเปลี่ยนชีวิตรักดูใหม่

 

“นอกจากกลับเครื่องบินลำเดียวกัน  ยังกินนอนด้วยกันที่อพาร์ตเมนต์ที่โน่นด้วยนะ”   อัศวินพูดจาติดตลก  แกล้งหยอกล้อให้หนุ่มซึนเดเระกลายร่างเป็นมะเขือเทศ

 

“คนอื่นได้ยินเข้าจะเอาไปพูดตามโซเชี่ยลนะครับ ว่าเจอคู่เกย์ที่สนามบิน!”   ถ้าจะได้ยินก็เพราะเสียงโวยวายของฝ่ายนี้นั่นล่ะ…

 

แล้วจัน สะกิดใจก็เงียบปากเพราะเริ่มมีคนมองจริงๆ…  ท่าทางเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของหนุ่มวิศวะเรียกรอยยิ้มจากคนมองได้ตลอด  เปลี่ยนไปเปลี่ยนเลิกลั่กทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน   แต่ไม่เคยมีสักครั้งเลยนับจากเริ่มต้นคบกัน…ที่เด็กหนุ่มจะหนี…

 

แม้ไม่มีคำสัญญาบอกเป็นคำพูดให้ได้ฟังก็ตาม

 

จันรู้สึกทำหน้าไม่ถูกที่อัศวิน สมิงห์คอยมองแล้วก็ยิ้มอารมณ์ดีแบบนั้น   เป็นสีหน้า แววตาแบบที่เขารับมือลำบากทุกครั้ง  อาการยิ้มมีความสุขล้นปรี่ที่เห็นเขาแบบนั้นน่ะ..  ทำตัวเหมือนวัยรุ่นเพิ่งเคยมีรักครั้งแรก  ความสุขนั้นมาจากไหนไม่ต้องถามก็รู้อยู่แล้ว…

 

ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 1 ปีก่อนที่เคยผิดใจกันเรื่องที่เขาคิดจะไปเรียนต่อแล้วไม่ยอมบอก    ยิ่งใกล้วันเดินทางเขาก็ยิ่งกังวลใจว่าจะเกิดปัญหา  สัปดาห์แรกที่ใช้ชีวิตในต่างแดน  นอกจากเรื่องที่บ่นๆไปแล้วข้างต้น  ก็เรื่องนี้ล่ะ…  หวั่นใจว่าชายหนุ่มจะเครียด…

 

ที่ไหนได้…  เช้าของวันอาทิตย์แรกที่อยู่เยอรมัน  เปิดประตูอพาร์ตเมนต์ออกมากลับเจอหน้าแขกจากเมืองไทยผมทองเสียอย่างนั้น….   กินดีอยู่ดีมั้ย  ยังสบายดีอยู่รึเปล่า’  จนถึงตอนนี้เขายังจำคำพูดทักทายคำแรกนั้นได้อยู่เลย…  วันที่อากาศหนาวแล้วเขาใส่แค่กางเกงนอนออกมา………

 

….สารภาพเลยว่าเหงาจริงๆที่อยู่คนเดียว…

 

กระนั้นแล้วเมื่ออยู่ด้วยกันความซึนเดเระมันมีมากกว่าทำซึ้ง   ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนกันเต็มตัวก็เถอะ  “………. เลิกมองไปยิ้มไปซักทีเถอะครับ….. ไม่เบื่อซักที”   ดวงตาสีน้ำตาลเหล่มองคนข้างๆ   ระวังจะเดินชนเสาเอาดื้อๆ…

 

“รีวัลย์ไม่เบื่ออลินยังไง  ฉันก็ไม่เบื่อเธออย่างนั้นล่ะ   คงเข้าใจนะ?”    คำพูดเปรียบเปรยพร้อมกับวงแขนที่ตวัดมาเดินโอบไหล่  พาให้เจ้ากระต่ายจะระเบิดตัวเอง…

 

“มันต่างกันมั้ยน่ะครับ….!!?”  บุคลิกของสองผู้บริหารบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้านนั้นแตกต่างกันคละโยดกันเลยเชียว

 

ไม่ทันไรก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา  สายแรกตั้งแต่เหยียบประเทศไทย   เด็กหนุ่มคว้าหาในกระเป๋าเป้แล้วรีบรับสาย  “สวัสดีครับ!”   ลืมมองหน้าจอ….

 

[เฮ้ย!  อยู่ไหนแล้ว!  เครื่องเพิ่งลงหรือว่านายลืมเปิดเครื่อง!]    เสียงตะคอกดังล้นลำโพงโทรศัพท์ออกมาให้คนข้างกายได้ยินไปด้วย..  เสียงของอลิน  แย้มเก้อ

 

ซื้อหวยล่ะไม่ถูกบ้างว่าจะต้องโดนโวย   “เครื่องเพิ่งลงว่ะ รอกระเป๋าอยู่ มันดีเลย์ ไม่ได้ตั้งใจเว้ย!”   การตอบโต้ระหว่างสองเพื่อนรักพาให้คนมองยิ้ม

 

คำบอกเล่าใช่ว่าจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามขอโทษที่โวยมาก่อน  [อ่ะเหรอ  นี่พวกเราอยู่ด้วยกันทุกคนเหลือแค่นาย  รีบๆมาหน่อย]   ปลายสายเร่งเร้า  โดยมีเสียงเพื่อนเกรียนอีกหลายคนดังมาเป็นเสียงประกอบ…

 

จัน สะกิดใจตาขวาง  ไม่ใช่ว่าไม่รีบ… แต่รีบกว่านี้ไม่ได้แล้ว  “ชั่วโมงนึงก็ยังไม่รู้จะถึงรึเปล่าว่ะ…. รถน่าจะติด”  ทั้งระหว่างทางไปมหาวิทยาลัย  และระหว่างเข้าไปในมหาวิทยาลัย..  วันรับปริญญาเป็นนรกของถนนแถวนั้นเลยทีเดียว เป็นที่รู้กัน

 

[ถ้าช้าเกินชั่วโมง  นายก็เลี้ยงข้าวพวกฉันด้วย   แล้วเจอกัน!]  แล้วอีกฝ่ายก็วางสายไป   สมกับเป็นเพื่อนรักและรักครั้งแรก….  เจ้าหมอนี่ล่ะในอนาคตจะเป็นหมอ

 

จันวางสายจากเพื่อนที่เป็นเหมือนชนักติดหลังแล้วเหลือบมองคนที่เดินโอบไหล่ตน  มองด้วยสายตาหวาดระแวง  แต่ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะไม่รู้สึกอะไร..  ที่จริงก็คงไม่รู้สึกอะไรมานานแล้ว  เรื่องของเด็กหนุ่มสองคนเป็นอดีตที่ผ่านไปนาน  ถ้าไม่มีเพื่อนคนนั้นคงไม่มีทางเกิดความสัมพันธ์แบบนี้

 

“มองทำไมเหรอ?”  อัศวินยิ้มพลางสบตาตาม   ดวงตาสีน้ำตาลรีบเบือนหนีไปทางอื่น  ไม่กล้าสบตานานๆเหมือนเดิม

 

“ก็เปล่านี่ครับ”   ไม่มีทางบอกได้หรอกว่ากังวลว่าจะไม่สบายใจ  เพราะมันเป็นชนักติดหลังของเขามาตลอดในเรื่องนี้

 

การใส่ใจคนๆหนึ่งนั้นหมายถึงว่าเขาเป็นคนสำคัญ

ไม่ใช่เป็นแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง

 

อัศวินเห็นท่าทางแบบนั้นก็เดาได้ว่าอะไร  แค่เห็นก็รู้แล้ว  หนุ่มวิศวะคนนี้มีพฤติกรรมซ้ำๆซากๆซึ่งเดาได้ว่าอะไรหมายถึงอะไร  เขารู้และคงไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก  กระเป๋าก็มาตามสายพานพอดิบพอดี  ประเด็นเรื่องนี้จึงถูกลืมไปเสียก่อน   เดินทางกลับมาระยะสั้นเพียงแค่กระเป๋าสองใบ

 

“ต้องเอากระเป๋าเดินทางไปด้วย ลำบากรึเปล่าน่ะครับ….”    ยืนมองกระเป๋าสองใบซึ่งคงไม่เป็นภาระอะไรถ้าไม่ใช่ต้องไปงานรับปริญญา…

 

รถยนต์ไม่ได้อยู่ที่สนามบิน  จะเอากระเป๋าไปเก็บที่บ้านใครคนใดคนหนึ่งก่อนก็เสียเวลา  ชายหนุ่มหยักยิ้ม            “ไม่ต้องห่วง ฉันบอกให้เพชรากับอ้นเอารถมาให้แล้ว”  เตรียมพร้อมอย่างดี……….

 

จันมองแฟนหนุ่มของตัวเองแบบอึ้งๆอีกตามเคย   ช่างสมกับเป็นคุณชายเสียจริงๆ  และเห็นใจเพื่อนร่วมงานไปด้วย  “……….คุณต้องขึ้นแท็กซี่ไม่เป็นแน่ๆ……..”   การขนส่งสาธารณะทุกชนิดยกเว้น BTS และ MRT

 

“เดี๋ยวเพชรากับอ้นก็คงมา  รอแป๊บนึงนะ”   ชายผมทองเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความจากพวกลูกน้อง  ควรจะมาถึงนานแล้วเพราะเครื่องดีเลย์

 

หนุ่มนักศึกษาถอนหายใจ   ดวงตามองไปรอบๆสนามบิน   นับจากตอนที่ไป นี่เป็นครั้งแรกที่กลับมา  เพราะค่าเครื่องมันแพง   อะไรๆในเมืองไทยไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไป  คิดถึงเพื่อนๆที่จะได้เจอหน้าก็รู้สึกตื่นเต้นระคนประหม่าเล็กๆที่ไม่ได้เจอกันนาน…  ครั้งแรกที่แยกกันนานขนาดนี้…

 

แล้วสายตาก็เบือนมองไปที่ชายซึ่งมาด้วยกัน   “คุณอัศวินไม่ได้กลับพร้อมผมใช่มั้ยครับ?”   เพราะไม่ได้จองตั๋วกลับไป

 

“อืม  ต้องทำงานบ้าง เดี๋ยวจะโดนบ่นเอา   อยากให้กลับด้วยกันเหรอ?”  ยิ้มกรุ่มกริ่ม  คนถามรีบหันหน้าไปทางอื่นซ่อนใบหน้าที่เปลี่ยนสี

 

อัศวินได้ทีก็เดินไปดักตรงหน้าที่หันหนี   ไม่ยอมสบตาก็ต้องหาทางสบตาให้ได้   “Are you lonely?”  กระต่ายขี้เหงา

 

“No!!!!”  เสียงแผดร้องของด้วยสีหน้าแดงก่ำของจัน สะกิดใจเรียกให้คนรอบข้างหันมามอง    เด็กหนุ่มตกใจแล้วรีบโค้งขอโทษคนรอบๆ  กลายเป็นรอยยิ้มขำๆจากคนรอบข้างไปแทน…

 

เหยียบพื้นประเทศไทยก็เหมือนอากาศร้อนไปเปิดต่อมซึนเต็มที่

 

ถ้าปล่อยให้อยู่คนเดียวกระต่ายก็คงเฉาตาย  ถ้าลองทำแบบนั้นจะเหงาจนต่อมซึนเดเระพังหรือเปล่านะ?   ชายหนุ่มก็ได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยๆ  ทำแบบนั้นคนที่เฉาตายคงไม่ได้มีแค่คนเดียว  ตัวเขาเองก็คงเป็นเหมือนกัน  ยังไม่ทันแยกกันเลยแท้ๆ….

 

ความรักที่ทำให้อยากอยู่ด้วยกันตลอดเวลา   มันก็เป็นเหมือนดาบสองคม   เด็กหนุ่มทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเด็ก  รออีกไม่นานก็จะได้อยู่ด้วยกัน  ถ้าอีกฝ่ายยอมล่ะนะ    “I’m always by your side”  มือแกร่งขยี้ผมสีน้ำตาลอ่อนนั่น…

 

สัมผัสนั้นอบอุ่นเสมอ  สัมผัสที่คอยไล่มันออกไปเสมอๆ.. และค่อยๆเสพย์ติดมันเช่นกัน  “Such an embarrassing  word”

 

“นี่พูดจากใจเลยนะ”   คุ้นเคยกับมัน  เสียจนไม่รู้ว่าจะเลิกเสพย์ติดมันได้หรือเปล่า….

 

….คนสองคนเคยเล่นไล่จับกันมาตลอด…

 

ความสัมพันธ์ที่ผิดพลาดของพวกเราที่อยุธยาเป็นบ่อเกิดของความตะขิดตะขวงใจที่จะเจอหน้า   การเล่นวิ่งไล่จับเกิดขึ้นหลังจากนั้นเพราะคนหนึ่งต้องการหนีจากความเจ็บปวด…  ส่วนอีกคนนั้นไม่สามารถลบเลือนภาพความรักครั้งแรกไปจากใจได้…

 

การจู่โจมที่รุนแรงของเสือสมิงห์รวดเร็วกว่าขบวน BTS

 

ทั้งลักพาตัว ทั้งหลอกล่อ ดักรอ ทำทุกหนทางที่ไม่เคยเจอใครพุ่งเข้าใส่แล้วจีบแบบนี้มาก่อน…  ความสัมพันธ์มันควรจบลงแค่นั้น  แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งรู้จักกัน  ยิ่งรู้เรื่องของอีกฝ่ายมากขึ้นเท่าไหร.. จังหวะที่วิ่งหนีและวิ่งไล่กวดก็ลดลงเท่านั้น….

 

….จนกลายเป็นหยุดยืนมองไปที่ฝ่ายตรงข้าม…

 

จันที่โดนลูบหัวไม่เลิกดึงมือของอีกฝ่ายออกไป  ก่อนจะต้องอายคนรอบข้างไปมากกว่านี้  และหวาดหวั่นว่าจะเจอเขียนเป็นเรื่องเล่าในอินเตอร์เน็ต   แม้มันจะเป็นถ้อยคำที่น่าอายขนาดไหน  เขาก็เชื่อว่าอีกฝ่ายพูดจริง ไม่ใช่แค่ปากหวานไปงั้นๆ…

 

“เดี๋ยวฉันก็ไปเยี่ยมเธออีกนั่นล่ะ”  ทำตัวประหนึ่งเยอรมันกับกำแพงกุหลาบนั้นห่างกันแค่ระยะเดินทางไปพัทยาไม่ก็ระยอง…

 

เด็กหนุ่มชักสีหน้าคล้ายกับไม่ต้องการ  “อยากจะมาเมื่อไหรก็เชิญเถอะครับ  คุณเล่นยึดกุญแจไปแล้วชุดนึง”   มาบ่อยจนพ่อแม่เลิกห่วงเขาไปแล้วเรียบร้อย….

 

ประธานหนุ่มใหญ่คลี่ยิ้ม  ยิ้มไม่เลิกจนทำให้คนข้างๆหงุดหงิด   “อยากได้กุญแจบ้านฉันด้วยมั้ย?  แลกกัน”  ได้ยินแล้วถึงกับสำลักน้ำลาย

 

“…………..ไม่ต้องล่ะครับ”  เดินเข้าคฤหาสน์สมิงห์  แลดูจะเหมือนพจมานเข้าบ้านคุณชายพิกลๆ…

 

“ไปกันเถอะ  เพชรากับอ้นมาแล้วล่ะ” อัศวินแตะไหล่ของอีกฝ่าย  ต่างคนต่างลากกระเป๋าของตัวเอง  เดินในระยะเดียวกันอย่างแตกต่างจากวันวาน

 

หนุ่มวิศวะปีสามพ่วงตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัย  เป็นผู้ชายหล่อเสียของคนหนึ่ง

ประธานบริษัทหนุ่มใหม่ของบริษัทสำรวจและกำจัดภัยภายในบ้าน  เป็นคุณชายช่างตื้อคนหนึ่ง

 

ทั้งสองคนเคยเป็นพระร๊องรองกับเพื่อนพระเอก

 

เสียงประกาศและเสียงพุดคุยจอแจจากหลายๆคนผสานกันเป็นเสียงเอะอะ  นี่คือบรรยากาศของสนามบินสุวรรณภูมิ     ข้อมือของเด็กหนุ่มนั้นยังคงสวมใส่นาฬิกาข้อมือซึ่งดูเก่าลงตามอายุการใช้งาน  จะมีสิ่งใหม่ก็คือแหวนสีเงินซึ่งประดับอยู่บนนิ้วนางของทั้งคู่… สัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์….

 

ไม่ทันไรเสียงข้อความเข้าก็ดังขึ้นหลังจากก้าวเดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าว   “อลินส่งข้อความมาตามครับ  มีเขียนพ่วงด้วยว่าคุณรีวัลย์สั่ง”   จันยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้คนข้างๆดู

 

อีโมชั่นถลึงตาช่างโดดเด่น   “ถ้าไปช้า ฉันจะโดนงานทับตายจนไม่ได้ไปเยอรมันซักสามเดือนมั้ยนะ”   ชายผมทองพูดจาติดตลก  ซึ่งมันอาจเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจริง

 

“ก็ดีนะครับ”  จบประโยคนั้นจัน สะกิดใจก็โดนมองด้วยสายตาคล้ายกับต้องการย้อนถามว่า  ไม่เหงาจริงๆน่ะเหรอ?

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมาน้อยกับกระต่ายเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมไทยทันวิทยาลัย

 

หมาน้อยได้เจอกับแรคคูนที่ตัวเตี้ยกว่า 10 เซนติเมตร  ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อเกิดเป็นความรัก  บันดาลให้กระต่ายที่แอบรักหมาน้อยต้องอกหักไปตามระเบียบ  แล้วในวันหนึ่งก็มีเสือโผล่เข้ามาในป่านั้นอีกตัว  สัตว์คนละสปีชี่ ตัวหนึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ  อีกตัวเป็นอาหารของสัตว์กินเนื้อ  โลกคงไม่มีทางหมุนให้มาบรรจบกันได้…

 

แต่มันก็มาบรรจบกันได้

เหมือนที่เด็กมัธยมไม่มีทางบรรจบกับคนทำงานได้

 

การเดินทางจากสถานีนักเรียนมัธยม  สู่สถานีมหาวิทยาลัย  คนเราสามารถปล่อยผ่านความสัมพันธ์ที่เข้ามาในชีวิตได้  และเรื่องที่จะจบมันลงได้  แต่เรื่องบางเรื่องนั้นไม่มีตอนจบที่แน่นอน  หากไม่ลองเดินไปตามเส้นทางนั้นก่อน  สถานีต่อไปก็คงเป็นสถานีความรัก   แล้วเรื่องราวความรักครั้งนี้ก็เกิดขึ้น ณ จังหวัดกำแพงกุหลาบ  เมื่อพระรองกลายเป็นตัวเอก….

 

 

 

บาดแผลจากความรักมันไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป

เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ใหม่

 

เสือไม่ใช่สัตว์กินเนื้อซึ่งไม่อาจอยู่ร่วมกับกระต่ายอีกต่อไป

กระต่ายก็ไม่ใช่เหยื่อของเสืออีกต่อไป

 

โลกของวัยรุ่น โลกของผู้ใหญ่

ความรักของวัยรุ่น ความรักของผู้ใหญ่

ความรักระยะสิบเซนติเมตรดำเนินต่อไปนับจากนี้

 

Now and Forever

I will chase after you, who is filled my heart

 

 

“10 Centimeter of Love”

 

ปิ๊งรักระยะสิบเซน SS2

-END-

 

————————————–

Free Talk : จบลงแล้วค่ะซีรี่ย์ปิ๊งรักระยะสิบเซน ยาวนานมาก เป็นซีรี่ย์ที่ยาวเป็นปีเลย เพราะว่าเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว มาจนลงเกือบถึงวันที่เริ่มพอดี

ตอนจบเป็นตอนจบแบบปลายเปิดค่ะ เรื่องความสัมพันธ์ของจันกับคุณอัศวิน เริ่มแบบความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก จบแบบปลายเปิดที่ออกแนวไม่ต้องรู้ว่ารักกันแบบไหน(?) แต่ทั้งคู่ก็มีความสุขดีในแบบของคุณเสือกับกระต่าย ไม่ต้องหวานมากมายแบบรีลิน แต่ก็รักกันนะ ไม่อยากให้ใครรู้ 555

รู้สึกว่าตอนจบอันนี้เขียนลำบากกว่าตอนจบซีซั่นแรก เพราะอันนี้มันคือจบแบบจบจริงๆ แล้วจันกับคุณอัศวินก็ต่างจากคู่นั้นมากด้วย กังวลใจอยู่ไม่น้อยเวลาเขียนตอนจบแต่ละครั้ง

ตอนแรกจะให้จบแบบฉากรับปริญญาของจัน แต่จันก็จบไม่พร้อมใครอยู่ดีจบของอลิน อลินก็จบไม่พร้อมชาวบ้านอีก 555 ก็เป็นฉากรับของคนอื่นก็แล้วกัน

 

รู้สึกเหงาจึ้นมาทันทีเลยที่เรื่องนี้จบแล้ว เพราะอยู่ด้วยกันมานานเกือบ 100 ตอนเลยรวมทั้งซีซั่นแรกด้วย
ปิดฉากฟิคไททันเรื่องที่ 4 ค่ะ TTvTT

ขอบคุณที่เอ็นดูตัวละครในเรื่องนี้มาตลอด ให้ความรักจันมาตลอด ลุ้นกับจันมาตลอด

ทุกคนจะยังคงดำเนินชีวิตต่อไปบนที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้ค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามมาโดยตลอดนะคะ ^ ^

Ayafee

5/5/2557

ปล. ส่วนทิ้งท้ายเรื่องนามสกุลพี่รีวัลย์ อันนั้นเป็นตอนพิเศษค่ะ ตัวเอกกลับมาทวงบัลลังก์ 5555

 
9 ความเห็น

Posted by บน 05/05/2014 in Uncategorized

 

9 responses to “[TitanFic] 10 Centimeter of Love SS2 ตอนอวสาน

  1. Mu Firodendon

    05/05/2014 at 10:17 PM

    อ๊าย ลงชื่อรอตอนพิเศษค่า 5555 //ชูป้ายไฟพี่รีวัลย์ FC

     
  2. taraikari

    05/05/2014 at 10:54 PM

    น้ำตาจะไหลค่ะ
    ไม่ใช่เพราะเศร้าที่เรื่องนี้จบ แต่ซึ้งและประทับใจกับทุกกสิ่งอส่างในเรื่องนี้มาก
    เริ่มจากเป็นติ่งพี่รีวัลย์ เอ็นดูน้องอลินกับชายจันและขำท่าประธาน
    ทั้งยังหัวเราะไปกับตัวละครรอื่นๆ เป็นหนึ่งปีทที่เรามีความสุขกับการอ่านฟิคมากค่ะ ขอบคุณมากจจริงๆค่ะ

    ปล จะรอตอนพิเศษของพี่รีวัลย์นะคะ

     
  3. ตป. | S.Luce

    05/05/2014 at 10:57 PM

    ก่อนอื่นเลยยยย หนูรักพี่อายะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ //กราบงามๆ

    เกือบ 100 ตอนเลยเหรอ อยู่กันมานานเหลือเกินนะ
    ยังคิดถึงความรู้สึกภาคแรก กับบอทในทวิตเตอร์อยู่เลย

    สุดท้ายก็คิดว่าจันกับคุณอัศวินก็จบแบบนี้แหละ เพราะจันเองก็ยังซึนไปเลิกยันจบ ยังดีที่ลดๆ ลงมาบ้างแล้ว คุณอัศวินเองก็ดูมีความสุขดี ไม่มีชื่อเรียก แต่ความรู้สึกของสองคนนี้ก็ชัดเจน!

    คู่รีลินนี่หวานจนไม่รู้จะหวานยังไงล่ะ มีจับมงจับมือเล่นกันระหว่างไม่มีอะไรทำ 55555555555555555
    น้องอลินเกือบรู้นามสกุลคุณพี่แล้วเชียว!! หนูจะรอตอนพิเศษค่า

    คำผิดนะงับ
    – แตกตัวเรียบร้อยมา(?) >> แต่งตัว
    – โดนลมไปจากความทรงจำ >> ลบ
    – คละโยด >> คนละโยชน์

     
  4. llคนตาลูป

    05/06/2014 at 10:44 AM

    มีสิ่งหนึ่งที่อยากบอก……..รอ secret file อื่นๆ ของคู่อัศจัน ในรวมเล่มนะ (มันจะมีไหมนี่ )

     
  5. fray666

    05/06/2014 at 3:44 PM

    ขอกรี๊ดกับตอนนี้ดังๆ เลยได้มั้ยคะอายะซัง กรี๊ดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ /โดนดีดออกนอกบล็อก

    / คลานกลับเข้ามาใหม่ ไม่ยอมแพ้

    ชอบเรื่องนี้มากค่ะ ทั้ง 2 ss เลยสนุกไปคนละแบบ น่าฟินโฮกกกกกกก อ่านไปยิ้มไป โอยยยย เค้าจะโดนบอกว่าบ้าแย้ววววว >///<!!

    รอรวมเล่มนะคะ อยากได้ทั้งทั้ง 2 ss เลยง่ะ ซีซั่นแรกจะเปิดรีปริ้นท์มั้ยคะ? /มองตาปริ๊งๆๆๆๆ

     
    • Ayafee

      05/06/2014 at 4:10 PM

      เดี๋ยวจะรีปรินท์ภาคแรกด้วยค่ะ เพราะว่ามีโครงการว่าจะทำ Box ฮา

       
  6. tem

    05/06/2014 at 8:37 PM

    รอรวมเล่มและรีปริ้นภาคแรกค่ะ X3
    ชอบฟิคพี่อายะมากเลยค่า เป็นกำลังใจให้นะคะ >_<

    ปล.รอ secret file ของคู่อัศxจันค่า มันจะมีอีกมั้ยคะ รอในรวมเล่มนะคะ อยากอ่านตอนอยู่ด้วยกันจัง 5555

     
  7. Nattita Chuencharoen

    05/11/2014 at 9:01 PM

    เฮ๊ยแล้วนามสกุลล่ะ = =

     
  8. lin lilin

    07/22/2014 at 3:38 PM

    ฟิคน่ารักจังค่ะ อยากให้มีSeason ต่อไปอีกจัง (แอบอยากให้มีsecret file เพิ่มด้วยแฮะๆ)

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: