RSS

[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 1 : Part 2

11 พ.ค.

เวลา 22 นาฬิกา  ไม่ทราบนาที ไม่ทราบวินาที    ร้านอาหาร Rafael’s Kitchen ก็ปิดร้านไปพร้อมกับเวลาปิดของห้องสรรพสินค้า   วันนี้ออกจะต่างไปจากวันก่อน ๆ เมื่อพนักงานคนที่ 0.5 กลับบ้านไปเร็วกว่าปกติ   เธอเสร็จงานของตัวเองก็ไม่อยู่รอใครเพราะอาการหงุดหงิดแฟน  หน้าที่ปิดไฟจึงตกมาเป็นของพ่อครัวหนุ่มทั้งสอง

 

หลอดไฟดวงที่ 1 2 3 4 ดับลงเมื่อไม่ต้องใช้ต้อนรับลูกค้าในวันนี้แล้ว   เหลือไฟด้านหน้าร้านเอาไว้ไม่ให้มันมืดจนเกินไป  ภารกิจของร้านอาหารซึ่งไม่ได้มีลูกค้ามากมายประจำวันจึงจบลงเพียงเท่านี้   เชฟประจำร้านก็ได้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับ

 

ฟานหยูพับเสื้อเชฟสีดำขลับใส่ในถุงกระดาษเพื่อนำกลับไปซักที่บ้าน    เงยหน้าขึ้นอีกทีก็พบกับเจ้าของร้านผมทองซึ่งส่งรอยยิ้มมาให้   เห็นแล้วถึงกับถอนหายใจ  “มีอะไร?   ถ้าจะมาพูดว่าแล้วเจอกัน คงไม่ต้องก็ได้”   วันไหนเปิดร้านก็ต้องพบเจอหน้ากันอยู่แล้ว  ตามหน้าที่…

 

ราฟาเอลผิวปาก  กำแพงที่เย็นเหยียบของอาหารแช่แข็งช่างหนานัก   “ก็ไม่ได้กะจะพูดแบบนั้นหรอก  เพราะรู้ว่าเธอต้องมาอยู่แล้ว”  ยิ้มระรื่น

 

เชฟชาวจีนไม่อยากโต้กลับ  เขาหยิบสัมภาระมาถือในมือ   “งั้นก็ราตรีสวัสดิ์”   ก้าวเดินผ่านหน้าของอีกฝ่ายไปอย่างเรียบเฉย

 

แต่ทว่าชายผมทองกลับเดินตามไปติด ๆ จนเกือบถึงประตูทางออกของร้าน   แม้ไฟจะสลัวก็สามารถมองเห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์นั้นได้ชัดเจน   ฟานหยูเหล่มองไปโดยไม่ถาม  หากอีกฝ่ายพูดเรื่องลากขึ้นเตียงอีกรอบ  กำหนดการกลับประเทศคงชัดขึ้นไปอีก

 

หนุ่มฝรั่งเศสผู้ใช้ชีวิตในประเทศไทยมา 2 ปีจ้องแล้วจ้องอีก  “แปลกใจจัง  นึกว่าจะถามอะไรสักหน่อย”  ไร้ซึ่งคำถามกลับมา

 

“งั้นฉันจะถาม  นายต้องการอะไรอีก  ฉันไม่ทำงานนอกเวลา”   ถ้าต้องทำนอกเวลา  ต่อให้ไม่มีเงินเดือน ก็ต้องมีค่าแรงนอกเวลาให้…

 

“ไปดื่มกันหน่อยมั้ย  กระชับสัมพันธ์กันหน่อย?”   คำชวนพร้อมรอยยิ้มละไมช่างฟังดูไม่น่าเชื่อว่ามันเป็นคำชวนอันแสนธรรมดา  ดื่มอะไร?  ดื่มที่ว่าคงไม่มีความหมายแปลก ๆ ใช่ไหม?

 

สีหน้าและแววตาที่ดูเย็นเยือกของอีกฝ่ายหนึ่ง พอจะทำให้คนถามเดาได้   “ไม่มีความหมายแฝงเลยนะ  ฉันหมายถึงไปดื่มจริง ๆ  ไม่ใช่ดื่มน้ำอะไรแปลก ๆ”  แล้วน้ำอะไรแปลก ๆ ที่ว่านั่นคืออะไร….

 

“ถ้าเป็นที่อื่นที่ไม่ใช่ที่นี่ ก็ได้”  การดื่มเครื่องดื่มมึนเมากับชายซึ่งแลดูไม่น่าไว้วางใจ  ผลลัพธ์คงออกมาไม่ดีแน่  ควรจะเลี่ยงเสียดีกว่า

 

ราฟาเอลคลี่ยิ้มพร้อมกับเดินมาโอบไหล่  แค่เริ่มต้นก็ไม่น่ารับปากว่าจะไปด้วย   “นายคอแข็งรึเปล่า?”  ฟังดูเจตนาคือต้องการให้หลุดตัวตนออกมาเมื่อเมามาย

 

ดวงตาสีดำเข้มเหล่มองด้วยหางตา  เจตนาจากฝ่ายตรงข้ามช่างชัดเจน   “มาก”  ตอบเพียงสั้น ๆ แต่ได้ใจความ

 

การจะเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักกับใครสักคนหนึ่ง

บางทีมันไม่จำเป็นต้องมีมิตรภาพ  มีเพียงผลประโยชน์ร่วมกันก็ได้แล้ว

 

ความสัมพันธ์ในรูปแบบนั้นเกิดขึ้นได้บ่อยกับเพื่อนร่วมงาน   เพื่อนซึ่งมีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องส่วนตัวกันดีนักก็ได้  เพราะไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนสนิทกัน  พ่อครัวสองคนที่บังเอิญต้องมาทำงานด้วยกันในร้านอาหารคงอยู่ในรูปแบบนั้นด้วย

 

จากร้านอาหารในย่านเอกมัย เปลี่ยนสถานที่เป็นร้าน Hang out ย่านทองหล่อ  หนุ่มชาวต่างชาติสองคนเลือกที่จะนั่งในชั้น 3 ซึ่งเป็นส่วน Open Air  อากาศยามค่ำคืนวันนี้ค่อนข้างดี  ไม่ร้อนจนเกินไป  ปัญหามันคงอยู่ที่ผู้ชายสองคนออกมานั่งดื่มกันปานคู่รักแบบนี้  มันชวนให้ชาวบ้านเข้าใจผิดได้ง่าย ๆ

 

อาหารที่สั่งมามีเพียงกับแกล้มและวิสกี้  เป็นเพียงการ Hang out ในที่แจ้งเพื่อไม่เอาตัวเข้าไปเสี่ยงในการดื่มกับพ่อครัวประหลาด ๆ ในที่ลับก็เท่านั้น  “เธอมาเมืองไทยแต่ละที เที่ยวบ้างรึเปล่า?”

 

“ไม่ค่อย  ส่วนใหญ่ฉันมาธุระเยี่ยมญาติ  จะพาอากง hang out ด้วยกันคงไม่ใช่ทางที่ดี”  ฟังแล้วหนุ่มผมทองหัวเราะเบา ๆ  เจ้าสัวเอกนภาที่เชฟหนุ่มรู้จักเป็นคนแก่ที่ขี้เล่นอยู่นะ

 

“นี่ก็ครั้งแรกใน 2 ปีเลยนะ  ที่ฉันออกมาดื่มกับเพื่อนร่วมงาน”   ประโยคบอกเล่าซึ่งคนฟังไม่รู้จะถามรายละเอียดลงลึกไปจะดีไหม

 

ที่แน่ ๆ หนุ่มจีนพอจะเดาได้ว่าทำไม  เพราะคงไม่มีใครทำงานที่ร้าน Rafael’s Kitchen ได้นาน  โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้ชาย  ส่วนผู้หญิงก็คงปัจจัยอื่น ๆ   และหากมองมาที่ตัวเอง  ฟานหยูก็มิได้ออกเที่ยวกับเพื่อนร่วมงานในภัตตาคารที่ฮ่องกงบ่อยนัก  ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนข้างนอก หรือเพื่อนเรียนด้วยกันเสียมากกว่า

 

ราฟาเอลนั่งเท้าคางมองเพื่อนร่วมโต๊ะ  “เมื่อบ่ายตอนที่ใบเฟิร์นเล่าเรื่องแฟน   เธอดูนิ่ง ๆ ไปนะ  เงียบอย่างกับลืมเปิดเสียงเลยน่ะ”   วกเข้าประเด็นซึ่งทำให้ชะงัก

 

ฟานหยูเฉไฉไปอย่างเรียบ ๆ ด้วยการจิบวิสกี้  “แค่ไม่มีความเห็นอะไรก็เท่านั้น”  เรื่องเล่านั้นเหมือนเรื่องของตัวเองมากเกินไป

 

เรียวปากคมหยักยิ้มที่มุมปาก  “เห…  หรือว่าเคยทำเหมือนแฟนใบเฟิร์นกันนะ  ก็เลยโดนแฟนทิ้งก่อนหน้าจะมาที่นี่”  ถูกเผง  เดาเก่งชะมัดยาด…

 

พลังจินตนาการสูงส่งพอ ๆ กับที่ใช้มองอาหารทั้งหลาย

 

ฟานหยูพยายามไม่แสดงอาการชะงักออกมาให้เห็น  ประสบการณ์รัก ๆ เลิก ๆ ในหมู่ชายหญิงนั้นเป็นเรื่องธรรมดา  กว่าจะเจอคนที่ใช่  ทุกคนล้วนผ่านเรื่องราวหลาย ๆ แบบกันมาทั้งนั้น  รวมไปถึงบางคนที่อาจจะโดนแฟนทิ้งด้วยเรื่องซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้

 

“อย่างน้อยฉันก็คบทีละคน  ไม่ได้เล่นไปเรื่อยเปื่อยเหมือนเปลี่ยนอาหารไปตามแต่ละมื้อ”  คำพูดตอบโต้เรียกรอยยิ้ม  รอยยิ้มไร้ความรู้สึกผิดซ้ำยังภาคภูมิใจ

 

“เธอคงกินไก่ทอดทุกวันโดยที่ไม่เบื่อไม่ได้หรอกนะ  สุดท้ายก็ต้องเบื่อ”  เช้ามาก็ไก่ทอด เที่ยงไก่ทอด เย็นไก่ทอด  ตื่นมาก็ยังเป็นไก่ทอด ถัดไปอีกวันก็ยังเป็นไก่ทอด  ต่อให้ชอบมากขนาดไหน  สุดท้ายก็ต้องเบื่ออยู่ดี

 

บางครั้งก็ต้องหาเครื่องเคียงใหม่

หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนเมนูอาหารไปเลย  ความเบื่อก็จะถูกขจัดหายไป

 

แนวคิดที่ว่าการทำอาหารก็เหมือนกับการร่วมรัก  ฟังดูอาจจะประหลาด แต่ก็ไม่ได้แย่ เมื่อเทียบกับการมองเรื่องการคบหาเหมือนกับอาหารอีกเช่นกัน  แต่เป็นอาหารที่ต้องเปลี่ยนไม่ให้ซ้ำซาก  บางคนต้องการรสชาติที่แปลกใหม่อยู่เสมอ

 

“เชฟน่ะต้องหารสชาติใหม่ ๆ  ไม่งั้น Sex คงจืดชืดแย่”   เปรียบเทียบกันได้เห็นภาพเลยทีเดียว  คนทั้งโลกจะเข้าใจเชฟผิดหรือไม่

 

ฟานหยูจ้องนัยน์ตาสีฟ้าครามคู่นั้น  ทั้งคู่คงเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงคบแล้วลำบากใจ  “ย้ำบ่อยจนฉันรู้แล้วว่านายมองทุกอย่างในแบบนั้นหมด”  โลกใบนี้คงเหมือนห้องครัวของชายหนุ่ม

 

“ฉันก็ได้ยินมาบ่อยนะว่าอาหารจีนบางทีมันก็จืดชืด”  มือใหญ่ฉวยโอกาสจับปอยผมด้านหน้าของเพื่อนร่วมโต๊ะ hang out

 

หนุ่มจีนที่โดนพาดพิงใช้มือปัดออกไปเบา ๆ  ไม่ต้องการให้เล่นผม  “ฉันไม่ต้องการคนเติมรสชาติ  โดยเฉพาะนาย”  อาหารฝรั่งเศสซึ่งจัดแต่งมาอย่างสวยงาม  เพียงแค่มองก็เพียงพอ ไม่ต้องการลิ้มรส

 

ราฟาเอลไม่โกรธเคืองซ้ำยังสนุก   การหยอกเพื่อนร่วมงานเฉพาะกิจคนนี้ทำให้สนุกไม่น้อย  อยากเห็นตอนที่สีหน้านิ่ง ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงและมีชีวิตชีวา  เหมือนอย่างห้องครัว ณ ร้านอาหารที่นิวยอร์ก  ไร้ซึ่งความเงียบ  มีแต่เสียงโวยวายของพนักงานเสิร์ฟ(?)

 

“ฉันเป็นคนดีนะ”  คำนิยามของคำว่าคนดีมันกว้าง  ขอแค่ไม่ฆ่าใครตาย  ในสายตาของพ่อครัวหนุ่มก็เป็นคนดีกันทั้งนั้นล่ะ   ฟานหยูไม่สนใจใส่ใจต่อ   ร่างโปร่งชาวจีนจบบทสนทนาด้วยการหยิบแก้วขึ้นมาเป็นสัญญาณให้ดื่มแทนคุย

 

มือแกร่งจึงขยับมาจับแก้ววิสกี้  สังเกตเห็นว่ามันเหลือเพียงน้ำแข็งโดยไม่รู้ตัว   ชายหนุ่มจึงหันไปหาบริกรหนุ่มที่เดินไปมาแถวนั้น  “เติมหน่อยนะ”

 

บริกรหนุ่มชะงักไปก่อนครู่หนึ่งคล้ายกับตกใจที่ไม่ใช่ภาษาต่างประเทศ   “ได้ครับ”  ดวงตาสีฟ้าเหลือบขึ้นมองหน้าของพนักงานคนนั้น  พลันเลิกคิ้วขึ้นคล้ายกับเห็นคนรู้จัก  มองแล้วมองอีกในที่สุดก็นึกออก

 

บริกรหนุ่มผมสีดำอย่างคนไทยทั่ว ๆ ไป ไม่มีจุดที่น่าจดจำเป็นพิเศษ  หากแต่ชายหนุ่มชาวต่างชาติจำได้  “อ่าว  ใช่แฟนของใบเฟิร์นรึเปล่านะ?”

 

หนุ่มนามสมมติว่า A สะดุ้งและมองหน้าชายชาวฝรั่งเศส   “ฮ่ะ?  ใบเฟิร์น  ชื่อแฟนผม”  อึ้งไปไม่น้อยก่อนจะมองหน้าคนทักให้ชัด ๆ

 

ในที่สุดฝ่ายบริกรหนุ่มก็มีสีหน้าอึ้งปนสยอง   “เฮ้ย!   พ่อครัวข้างบ้านใบเฟิร์น!!?”  ชี้หน้าพ่นคำใส่ลูกค้าแบบลืมหน้าที่ตัวเอง

 

ราฟาเอลยิ้มกริ่ม  ส่วนฟานหยูนั้นมองเงียบ ๆ บริกรหนุ่มคนนี้คือบุคคลที่โดนพูดถึงเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้งั้นเหรอ?  โลกช่างกลมดีแท้  และน่าแปลกใจที่ราฟาเอล เอริครู้จักและจำหน้าได้ตะหาก  หนุ่มนามสมมติ A ถอยออกมาอยู่ฝั่งเก้าอี้ของเชฟจีน  แลดูผวา

 

“ใช่จริง ๆ ด้วย  จำได้ว่าใบเฟิร์นเคยพามาที่ร้าน  ยังดูน่าอร่อยเหมือนเดิมนะ  ทำงานพิเศษที่นี่เหรอ?”  พ่อครัวหนุ่มแย้มยิ้ม  ยิ้มที่คนได้รับไม่ต้องการ…

 

เวลานี้พ่อหนุ่มที่เข้าฉากมาพอดีกำลังนึกอยากให้ฝ่ายตรงข้ามพูดเป็นภาษาต่างประเทศ  จะได้ไม่ต้องเข้าใจ..  เขาผงกศีรษะแทนคำตอบ     “นายกำลังทำให้เขาหวาดผวานะ”  ฟานหยูทักขึ้น

 

“อะ..เอ่อ…  เติมให้แล้ว  ไปล่ะ”  เด็กหนุ่มตัดบทสนทนาแบบไม่ต้องเริ่ม   รีบเติมวิสกี้ใส่แก้วให้ลูกค้า  จากนั้นก็เตรียมจ้ำหนีไป…

 

แต่การหนีนั้นมันยาก…  ยากเมื่ออยู่ต่อหน้าคนบางคน   “นายลืมวันเกิดใบเฟิร์นเหรอ   เธอเศร้าเลยนะ”  คำพูดนั้นตรึงให้คนถูกพาดพิงต้องหยุดอยู่ที่เดิมก่อน

 

ดวงตาสีดำจับจ้องดูชายซึ่งอยู่ในบทสนทนาเมื่อบ่าย  ในจินตนาการคาดไว้ว่าจะเป็นคนแบบเขา(?) แต่สีหน้าที่แสดงออกว่ารู้สึกผิดนั้นบ่งบอกว่าคงไม่เหมือนกัน  หนุ่มนามสมมติ A เงียบกริบไปคล้ายกับไม่อยากพูดอะไรกับพ่อครัวหนุ่มที่น่าหวาดผวา

 

“ถ้านายไม่อยากตอบหมอนั่น  ก็ไปทำงานเถอะ”   ฟานหยูบอกกับบริกรที่โดนรั้งตัวเอาไว้   ชายหนุ่มไม่ได้สนใจจะเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของพนักงานคนที่ 0.5

 

            เพื่อนร่วมงานไม่จำเป็นต้องรู้หรือยุ่งเรื่องกันและกันมากมาย

 

พ่อหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายมาเจอคนข้างบ้านแฟนพูดไม่ออก  สีหน้าแลดูหมองเมื่อได้ยินว่าแฟนสาวเอาเรื่องนี้ไปบอกกับพ่อครัวประหลาดข้างบ้าน   สู้เอาไปเล่าให้รายการวิทยุ Club วันศุกร์ฟังยังจะดีเสียกว่า  มีคนเปิดช่องให้หนีแต่กลับไม่หนีเสียอย่างนั้น

 

“เรื่องที่ลืม ก็ผิดจริง ๆ ล่ะ”  เด็กหนุ่มรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี  หลังจากบอกไปว่าลืมอาจจะโดนอะไรมาแล้วบ้าง  ชายชาวต่างชาติอายุมากกว่าคงนึกไม่ถึง

 

“แต่วันนั้นมันมีงาน  มันช่วยไม่ได้”   ฟานหยูรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องของตัวเองชอบกล  ไม่เลือกทิ้งงานเพื่อคนที่คบอยู่ด้วย  เลือกให้เค้าทิ้ง

 

ราฟาเอลจับแขนแฟนเด็กข้างบ้าน  ทำเอาคนโดนจับสะดุ้งสั่นกลัว  “ใบเฟิร์นคิดไปไกลถึงเรื่องเธอนอกใจแล้วนะ  อันตราย ๆ”

 

“ฮ่ะ!?  นอกใจ?  ผู้หญิงนี่จินตนาการสูงชะมัดยาด  ที่ต้องทำงานพิเศษก็เพราะใครกันเล่า  เห้อ!”  ไม่ทันไรเด็กหนุ่มที่หวาดผวาก็เริ่มโวยวายออกมาเมื่อได้ยินเรื่องของแฟนสาว

 

ฟานหยูเหลือบมองหน้าราฟาเอล  ฟังดูเหมือนปัญหารักของสาวใบเฟิร์นจะมีที่มาที่ไป   “เพื่อ?”   สองหนุ่มสองสัญชาติเผลอพูดออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย..  คงเป็นครั้งแรกที่เข้าขากัน

 

คนถูกไล่ต้อนถามใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ  ดวงตาเริ่มจะกลอกไปมาแลดูมีพิรุธน่าสงสัย   “ไปทำงานดีกว่า….  โต๊ะโน้นเรียก”   เนียนหาเรื่องจะหนีไป

 

แต่ทว่า..  มีหรือจะหนีรอดเงื้อมมือของพ่อครัวผมทองไปได้  หากไม่มีความสามารถในการเอาตัวรอดขั้นสูงสุด  ชายหนุ่มคว้าเอวผู้เคราะห์ร้ายลงมานั่งเก้าอี้ด้วยกันสร้างความหวาดกลัวให้คนโดนยิ่งนัก   แฟนสาวข้างบ้านก็ยังไม่ละเว้น  กรีดร้องไปก็เท่านั้นเสียงเพลงมันกลบ

 

“ชักอยากสั่งกุ้งแช่น้ำปลาซะแล้วสิ”   กุ้งเปลือยเปล่าสด ๆ ซึ่งนอนแผ่อยู่ในจาน  ประหนึ่งร่างผิวสีขาวเหลืองที่นอนรอให้หยาดน้ำใสที่ปรุงรสแล้วเข้ามาชโลมตัว   เฉอะแฉะ  แต่ช่างหวานอมเปรี้ยว  และเผ็ดร้อนกระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้ตื่น

 

มือที่ลูบไล้ผ่านหน้าท้องบริกรแทนการสั่งอาหารแบบปกติ

….เพียงเท่านั้นความลับอะไรทั้งหลายก็คงไม่มีทางปิดมิดอีกต่อไป….

                หนุ่มนามสมมติ A หนีไปนั่งตัวสั่นเป็นกุ้ง(?)บนเก้าอี้ด้านข้างของหวัง ฟานหยู  สัญชาตญาณเอาตัวรอดมันบอกว่านั่งฝั่งนี้ปลอดภัยกว่ากันเยอะ   ส่วนราฟาเอลนั้นก็ได้ลิ้มรสกุ้งแช่น้ำปลาฝีมือเชฟประจำร้านเพื่อเรียนรู้รสชาติไป  บางทีชายคนนี้ควรจะไปทำหน้าที่เค้นความลับมากกว่าจะเป็นเชฟ…  คงเค้นคอได้หลายคดีเลยทีเดียว

 

“……เรื่องของเรื่องคือว่า…เอ่อ…ฉัน เอ่อ..ผมทำงานพิเศษเก็บเงินอยู่  แบบยาวๆ……”  คนโดนเค้นถามไม่กล้าแม้แต่จะสบตา

 

“จะเอาเงินไปทำอะไรมากมายล่ะ  ยังเรียนอยู่ไม่ใช่รึไง?”   ฟานหยูเหล่มอง  เท่าที่เคยมาเยี่ยมเยือนเมืองไทย  เขาไม่คิดว่าค่านิยมของวัยรุ่นที่นี่คือการทำงานพิเศษ  หรืออะไร ๆ มันจะเปลี่ยนไปแล้ว?

 

แฟนหนุ่มของเด็กสาวข้างร้านอาหารแลดูอึกอัก  “พนันบอลแล้วเป็นหนี้เหรอ?”   ราฟาเอลเอ่ยขึ้น ปัญหาที่สาวใหญ่คนหนึ่งเคยบ่นลูกชายให้ฟัง

 

“ใช่ที่ไหน!  ไม่เคยพนันบอล!  ถึงเล่นก็ไม่เคยเสีย!”  หลุดปากเรื่องอื่นมาเสียอย่างนั้น…  คิดเสียว่ามันคือประสบการณ์หนึ่งในชีวิตที่วัยรุ่นบางวคนได้ลอง

 

ชายตาสีฟ้าบรรจงแกะเปลือกช่วงหางกุ้งออกไป   ปลดเปลื้องปราการสุดท้ายที่ปกปิดเนื้อสีใสช่วงปลายนั้นออก  ท่าทางจับช้อนและส้อมดูธรรมดา  แต่บรรยากาศที่แผ่ออกมาพาให้เด็กหนุ่มปากแข็งขนลุก  ภาพในจินตนาการเหมือนฉากในหนังอย่างว่า….

 

ในที่สุดริมฝีปากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับ  ใบหน้าสีขาวเหลืองนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ  แม้นจะมองไม่ชัเพราะความสลัวในยามค่ำคืน   “เก็บเงินไว้แต่งงานตอนเรียนจบ…….”   คิ้วคมเลิกขึ้นพร้อมเพรียงคล้ายกับได้ยินคำพูดนั้นไม่ชัด

 

สายตาสองคู่จ้องเขม็ง   เสียงเพลงมันคงดังกลบ   หนุ่มนามสมมติ A จึงพูดเสียงดังขึ้นมาอีกหน่อย  “เก็บเงินไว้แต่งงานตอนเรียนจบ!!”   แล้วเสียงเพลงก็เข้ามากลบหลังจากความเงียบเข้ามาครอบงำ ณ โต๊ะนั่งตัวนี้

 

ราฟาเอลคลี่ยิ้มออกมา   “จริงจังดีนะ  น่าทึ่ง  เป็นการใช้เงินแบบที่ฉันไม่เคยคิดเลย”  ตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงตอนนี้  ไม่เคยมีอยู่ในหัว…

 

ตามมาด้วยความเห็นของผู้ชายเกรด B อีกคนหนึ่งจากแผ่นดินใหญ่   “ยังเรียนอยู่  จริงจังเกินไปแล้ว”    อ่านเว็บบอร์ดคุณภาพแห่งหนึ่งในประเทศมากไปสินะ  เคยได้ยินมาอย่างนั้น   ความเห็นของชายชาวต่างชาติทั้งสองคนพาให้คนสารภาพความจริงออกมากำหมัดแน่น

 

กรณีแบบนี้ควรจะเข้าข้างฝ่ายไหนว่าทำได้ถูกต้อง…..

 

สองหนุ่มผู้ไม่จริงจังกับความรัก  กับหนึ่งหนุ่มนักศึกษาที่จริงจังกับความรักตั้งแต่เริ่มจะเป็นผู้ใหญ่   ผู้ใหญ่สองคนแลดูแย่ไปในทันที  ทั้งคู่ต่างมองด้วยสายตาซึ่งไม่ได้มาจากความชื่นชม   หนุ่มตัวละครสมทบ A รู้สึกเหมือนโดนขำในความคิดจึงลุกขึ้นจากโต๊ะ

 

“ก็งั้นล่ะ  อย่าไปบอกเฟิร์นก็แล้วกัน!”    เด็กหนุ่มกำชับชายชาวต่างชาติซึ่งไม่มั่นใจว่าจะวางใจได้หรือเปล่า  โดดมาคุยกับลูกค้านานเกินไปแล้ว

 

“ถ้าไม่บอก ใบเฟิร์นก็จะเข้าใจว่าเธอไม่ใส่ใจวันเกิดนะ  เพราะเธอลืมนี่”   ราฟาเอลกลืนกินกุ้งแช่น้ำปลาตัวที่สอง   ปัญหามันอยู่ที่เรื่องนี้ตะหาก

 

หากไม่พูดกันให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของการผิดนัด  ที่มาของการลืม  ไม่บอกความจริงอีกฝ่ายก็ไม่มีทางเข้าใจ  เด็กหนุ่มก้มลงมองพื้น  เชฟหนุ่มชาวจีนจ้องมองดูอย่างเงียบ ๆ  เด็กหนุ่มคนนี้ช่างจริงจังกับความรักตั้งแต่เรียนไม่จบ  ใส่ใจกับผู้หญิงคนหนึ่งไม่ใช่แค่การคบเล่น ๆ  เหตุการณ์เหล่านี้ช่างตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา

 

เขาไม่เคยคิดจะอธิบายให้แฟนที่เดินจากไปได้เข้าใจว่าทำไม  เพราะไม่มีความรู้สึกผูกพันและเสียใจภายหลัง  อยากคบก็คบ อยากจะไปก็ไป  ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม  ทุกอย่างจึงจบลงแบบผิวเผิน  โดยที่เขาไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร

 

ฟานหยูเหลือบมองหน้าของคนที่ไม่ได้รู้จักกัน  แต่กลับเป็นภาพซ้อนคนละแบบกับสิ่งที่เขาเป็น   “นายควรจะลางาน  คงจะลาได้  ไม่งั้นความรักของนายก็อาจจะจบลงแค่นั้น”   เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่คิดมาก  จนไม่อาจจินตนาการการกระทำได้ทัน

 

“แล้วเธอเคยลามั้ย?”   ราฟาเอลพูดแทรกขึ้นมาแกล้มหยอกล้อ   คนโดนพาดพิงเรื่องในอดีตทำสีหน้าเรียบเฉยกลับ   ต้องไม่เคยทำอยู่แล้ว

 

แฟนของสาวข้างร้านอาหารมีสีหน้าลำบากใจ  วันเกิดที่ว่าคือวันพรุ่งนี้ไม่ใช่อีกหลายวันข้างหน้า  การจะลางานกระชั้นชิดแบบนี้มันไม่ค่อยจะดีนัก…   “มันกระชั้นมาก  ไม่รู้เค้าจะให้ลารึเปล่า”    พูดจบก็มองหน้าคนที่ไม่ใช่คนไทยทั้งสองสลับไปมา

 

“เอ่อ…  พูดคำยากไปไหมน่ะ   เข้าใจความหมายมั้ย?”   ความหมายของคำว่ากระชั้นชิดในภาษาไทย  หรือต้องหาคำภาษาอังกฤษมาเทียบ

 

“เข้าใจสิ  ขยับถี่กระชั้น  พาให้ใกล้ถึงจุดสุดยอด”  คำอธิบายของพ่อหนุ่มยิ้มละไมทำให้คนฟังสำลักในทันทีรวมไปถึงเชฟชาวจีนผู้เป็นผู้ร่วมงานด้วย…   หมอนี่ไปเรียนภาษาไทยจากสื่อแบบไหนกันมากันแน่…

 

พ่อหนุ่มที่เคยเผชิญหน้ากับพ่อครัวประหลาดมาก่อนทึ่งในความสามารถในการทางภาษา  “ก็นั่นน่ะล่ะ!  ไม่รู้จะลาได้มั้ย  จู่ ๆ มาบอกเอาป่านนี้”  ก็นั่นน่ะสินะ…

 

ฟานหยูฟังปัญหาที่ต้องหาทางแก้  เรื่องนี้คงเกินที่คนนอกจะเข้าไปช่วยเหลือ  ไม่ได้รู้จักคุ้นเคยอะไรกับเจ้าของร้าน  ไม่มีสิทธิ์จะไปต่อรองอะไรได้  ผู้ปกครองของนักศึกษาก็ไม่ใช่  บางทีเรื่องนี้คงต้องช่างมันเถอะ  ความรักของใบเฟิร์นจะเป็นยังไงก็ปล่อยให้มันเป็นไป

 

ทว่าราฟาเอล เอริคคงไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้น   พนักงานคนที่ 0.5 ซึ่งมาช่วยร้านอยู่เสมอ ๆ  มีหรือจะปล่อยผ่าน“เดี๋ยวฉันจัดการให้ก็ได้  เจ้าของร้านหรือผู้จัดการอยู่ไหนล่ะ?”  สีหน้ายิ้มแย้มของพ่อหนุ่มชาวฝรั่งเศสช่างน่าขนลุกในสายตาคนฟัง….

 

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคงจะเป็นความลับของสวรรค์…

ซึ่งโลกไม่ต้องการเปิดเผยความสยองก็เป็นได้….

 

ท้องฟ้าในยามเช้าตรู่มีแสงอาทิตย์สาดส่องผ่านเมฆสีขาวลงมาเหมือนริ้วแสงสีทอง  อากาศสดใสประหนึ่งต้องการให้เกิดเรื่องดี ๆ ขึ้นในวันดีวันนี้   ใบเฟิร์นตื่นมาตั้งแต่เช้าเพื่อไปตักบาตรทำบุญวันครบรอบวันเกิดร่วมกับมารดาที่วัดในละแวกเอกมัย  พระท่านก็พรมน้ำมนต์และอวยพรให้

 

นักศึกษาสาวสวมชุดขาวกระโปรงยาวสุดเรียบร้อยเดินเคียงข้างผู้ปกครอง  สีหน้าของเธอยิ้มแย้มแจ่มใส  รู้สึกเบิกบานอิ่มบุญ  สองแม่ลูกเดินมาขึ้นรถยนต์ที่จอดเข้าไว้ใต้ต้นไม้   บทสนทนาแรกหลังจากสตาร์ทเครื่องและเปิดแอร์ คือ…..

 

“เมื่อเช้านี้แม่ว่า แม่เห็นราฟเพิ่งกลับเข้าบ้านตอนตี 4 ตี 5 นะ”   มารดาร่างอวบผู้ส่งลูกสาวไปทำงานแลกข้าว(?)นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่ฟ้ายังไม่สว่าง

 

ใบเฟิร์นหันหน้ามองผู้ปกครอง  จะคิดในแง่ออกไปซื้อของสดที่ตลาดเองก็คงไม่มีทางเป็นไปได้   “สงสัยวันนี้ร้านเปิดเที่ยงแน่เลย”   เปิดตามใจฉัน ตามสภาพเจ้าของ…  เมื่อคืนนี้อาจจะออกไปเที่ยวมา  ตามประสาของหนุ่มสุขภาพดีทั่วไป

 

พูดถึงเรื่องนี้แล้วเธอก็เคยสงสัยเหมือนกันนะ  สงสัยว่าเชฟราฟาเอลนั้นมีเพื่อนไป hang out ตอนกลางคืนบ้างรึเปล่า  แล้วไปเที่ยวที่แบบไหน  บาร์เกย์ข้างในเป็นยังไง…  อันหลังนี่เธอแค่เคยคิดจะถามหรอกนะ  เผื่อว่าอยู่ในเมืองไทยมา 2 ปีอาจจะเคยไป  เพราะดูท่าทางเจ้าตัวจะอะไรก็ได้

 

สงสัยไปก็เท่านั้นเมื่อคิดย้อนกลับมาว่าวันนี้เป็นวันเกิด  มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามอง ข้อความแจ้งเตือนจาก facebook เข้ามาเรื่อย ๆ เพราะคำอวยพรจากเพื่อนฝูง  ข้อความในโทรศัพท์และ Line ก็มากมาย  ในนั้นก็มีข้อความของแฟนหนุ่มอยู่  ซึ่งมีแต่ข้อความ วันนี้ไม่ว่าง……

 

“แม่  วันนี้ราฟบอกว่าจะทำกับข้าวเลี้ยงหนู   เลิกงานมาด้วยนะ  บอกพ่อด้วย”   จำได้ว่าชายหนุ่มบอกเอาไว้  หากไม่เที่ยวหนักจนลืม…

 

ทำกับข้าวเลี้ยงก็จริง แต่ก็ต้องล้างจานให้เขาอยู่ดี

 

ท้องฟ้าที่สดใสมองจากเอกมัยเป็นแบบไหน  พระโขนงก็เป็นแบบนั้น   ชายมีอายุนั่งรับลมภายในสวนพร้อมกับเจ้าสุนัขสีน้ำตาลอ่อนซึ่งหมอบนอนอยู่ข้างเก้าอี้   บนโต๊ะกลมสีขาวมีกาแฟและปาท่องโก๋ตั้งไว้เป็นของทานเล่นก่อนมื้อเช้า  อาหารมื้อหลักยังไม่ถึงเวลาเมื่อคนทำยังไม่ตื่น

 

เจ้าสัวเอกนภานั่งรอเวลา  ตอนที่เจ้าตัวตื่นเป็นเวลา 6 โมงเช้า   ปกติหลานชายที่เป็นเชฟจะตื่นในเวลาใกล้ ๆ กัน วันนี้ดูเหมือนจะตื่นสายกว่าปกตินิดหน่อย   ร้านอาหารที่เจ้าตัวเป็นเจ้าของที่ดินปิดเวลา 4 ทุ่ม กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เกือบ 5 ทุ่ม  ปกติเจ้าสัวจึงเข้านอนไปก่อน

 

“สงสัยเมื่อคืนจะดึกเนอะ”  โน้มตัวลงไปลูบไล้ศีรษะเจ้าสุนัขขี้เซา   ทั้งบ้านมีแต่ชายชราที่ตื่นเช้าอยู่คนเดียว  แสงแดดเช้ามีวิตามิน

 

ไม่นานนักก็เผยร่างของชายหนุ่มในเสื้อยืดกางเกงวอร์มเดินออกมาจากบ้าน  หน้าตายังสะลึมสะลือ   “ว่าไงฟ้า  เมื่อคืนลื้อกลับดึกเหรอ?”

 

ฟานหยูซึ่งเหมือนละเมอเดินผงกศีรษะ   ตายังคิดเปิดไม่ค่อยขึ้นจากแสงแดดส่อง    “…..ราฟาเอลชวนไปดื่มต่อ…ก็เลยกลับช้าครับ.. ประมาณตี 3 ได้….”   เดินเซ ๆ มานั่งเก้าอี้ตัวที่ว่างและลงมือฉีกปาท่องโก๋เข้าปาก

 

คำพูดนั้นชวนให้คนฟังรู้สึกสนใจ   ดูเหมือนทั้งคู่จะญาติดีกันขึ้นมาเล็กน้อย?   “นอนแค่ไม่กี่ชั่วโมง  ลื้อน่าจะนอนต่อ”  นอนน้อยแล้วไปอยู่หน้าเตาทำอาหารไม่ค่อยปลอดภัย

 

หลานชายส่ายหน้าไปมา  “….ไม่เป็นไรครับ   มันตื่นเอง   วันนี้ร้านน่าจะเปิดช้า”   อาจจะเลทกว่าปกติ 1 ชั่วโมง หรือไม่ก็ไม่เปิดเลย ตามสภาพของเจ้าของก็แล้วกัน….  หลังจากแยกย้ายที่หน้าร้าน  จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นไม่อาจเดาได้….

 

ย้อนความกลับไปก็ช่างรู้สึกว่ามันไม่น่านึกถึง   เมื่อบริกรหนุ่มพาไปเจอผู้จัดการร้าน  ฉากแรกก็ช่างเหมือนผู้ปกครองช่วยหลาน(?)  แต่หลังจากนั้นคงไม่ใช่…และไม่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ….  ช่างเป็นการช่วยเหลือคนที่เรียกว่าคนรู้จักก็ยังไม่ได้  และเพราะสถานะแบบนั้น ยิ่งชวนให้อึ้งที่พ่อครัวหนุ่มลงมือช่วยเหลือ  แฟนของเพื่อนร่วมงาน  เจอกันไม่กี่ครั้งก็ถือว่าเป็นคนแปลกหน้าอยู่ดี

 

“ฟ้า  ลื้อหลับคาปาท่องโก๋ไปแล้วเหรอ?”    คุณตาผมสีอ่อนทักขึ้นเมื่อหลานชายเงียบค้างไป   หลับไปทั้งฉีกปาท่องโก๋ค้างงั้นเหรอ

 

ฟานหยูหยิบถ้วยสังขยามาจิ้ม   “ราฟาเอลนี่ดูไม่ออกนะครับ ว่าจะเป็นคนชอบช่วยคนอื่น”  ภาพลักษณ์ไม่เหมือนคนประเภทนั้นเลย

 

คิ้วสีอ่อนไปทางเทาเลิกขึ้น  นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มชาวจีนพูดถึงเพื่อนร่วมงานในแง่ที่ดี  แม้จะเป็นข้อสงสัย  “อาราฟเป็นคนดีนะ  อั๊วคิดว่างั้น”  คิดว่า……….

 

“ถ้าเป็นคนดีในแง่ไม่ฆ่าใครตายก็คงใช่ครับ”  แต่ในแง่คนปกติธรรมดา ถือเป็นคนประหลาด ๆ  และฉากมองในมุมผู้หญิง  นี่คือตัวอันตรายที่ไม่ควรจริงจังด้วย

 

“ฟ้ามองว่าอาราฟเป็นคนไม่ดีเหรอ?”  ทำงานด้วยกันมาหลายวัน   รู้จักกันมากขึ้นแล้วมีความคิดอย่างไรบ้างแล้ว…  พ่อครัวที่เช่าที่ตรงนั้นอยู่

 

ดวงตาสีดำนิ่งไป  ใช้ความคิดสั้น ๆ แล้วหยิบปาท่องโก๋อีกข้างมาจิ้มสังขยา   “ก็เปล่าครับ ผมมองว่าเป็นคนประหลาด  แล้วก็ความต้องการทางเพศสูง”  จะพูดจะทำอะไรก็ลากไปเรื่องใต้สะดือได้หมด  รวมไปถึงชักชวนขึ้นเตียงได้ตลอด…

 

เหมือนเมนูอาหารที่ไม่รู้จัก ไม่เคยลองทำ ไม่รู้จักส่วนผสม

ไม่สามารถเดาได้ว่ารสชาติจะเป็นแบบไหน  เห็นเพียงภาพภายนอกที่ดูดี กับคำบอกเล่าของคนอื่น

 

แต่สิ่งที่กระจ่างชัดคือชายหนุ่มผมทองนามว่าราฟาเอล เอริค  เป็นคนที่ใส่ใจเรื่องของคนอื่นมากกว่าหวัง ฟานหยู  ขาดก็เพียงความจริงจังก็เท่านั้น  ในฐานะผู้ชายที่ดี  เขาอาจจะแย่กว่าฝ่ายนั้นเสียอีก  เรื่องของเด็กสาวพนักงานคนที่ 0.5 ฉายให้เห็นเรื่องราวของตัวเองอย่างชัดเจน

 

เขาไม่รู้จักความรักและไม่คิดจะรักษาเอาไว้

 

เก็บเงินเพื่อแต่งงานทั้งที่อายุเพิ่งจะ 21 งั้นเหรอ?   ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่มีความคิดไกล  หากนักศึกษาสาวไม่มองในแง่ลบและบอกเลิกก็คงน่ายินดี   “อากงคิดยังไงถึงยกแม่ให้พ่อล่ะครับ”   ลูกสาวซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทย แต่ตัดสินไปอยู่กับชายชาวจีน

 

เจ้าสัวเอกนภามองดูใบหน้าของหลานชาย  “เพราะว่าอั๊วคิดว่าลูกสาวจะมีความสุข   แต่บางทีก็หอบผ้าผ่อนหนีกลับบ้านล่ะน๊า”  แลดูเป็นเรื่องธรรมชาติ…..

 

ฟานหยูหยักยิ้มบาง ๆ ถ้าพ่อไม่ใส่ใจ  คงไม่อยู่ด้วยกันจนมีลูกโตขนาดนี้    “อากงหิวรึยังครับ  ผมจะไปทำให้”  ได้ปาท่องโก๋เรียกสติสองชิ้นก็ถือว่าโอเค  สติกลับมา

 

มื้อเช้าที่เหมือนทุกวันนั่นคือโจ๊ก   คุณตาผู้ใจดียิ้มแย้ม   “ดี ๆ ไปทำเถอะ อาราฟน่าจะแฮงค์  ฟ้าเอาติดไปให้ด้วยก็ดีนะ”  เพื่อ……….

 

ชายหนุ่มได้ยินแล้วตื่นสนิท  อาการอดนอนไม่มีเหลือ  ไม่พูดอะไรแล้วเดินเข้าบ้านไปอย่างเงียบงัน   แม้จะทำงานด้วยกัน แต่ไม่มีการทำอาหารให้กัน…เพราะมองอาหารกันคนละแบบ….  เมื่อคืนเขารวบรวมสมาธิแทบตายไม่ให้ตัวเองเมา…  รู้สึกคอแข็งขึ้นกว่าเดิมทันตาเห็น

 

หากฝ่ายนี้เมามาย นึกไม่ออกเลยว่าจะจบลงแบบไหน….

 

ที่แน่ ๆ 9 นาฬิกา เจ้าของร้านอาหาร Rafael’s Kitchen ก็ยังคงนอนหลับไหลอยู่บนเตียงนอนขนาด 6 ฟุตแสนสบาย  ไม่มีวี่แววว่าจะลุกขึ้นมาเตรียมวัตถุดิบก่อนเปิดร้าน  หรือแม้แต่เตรียมของเพื่อทำอาหารมื้อพิเศษให้กับเด็กสาวข้างบ้าน

 

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเมื่อลืมปิด  ดังซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ไร้ผล  ชายหนุ่มผมทองปล่อยให้มันดังอยู่แบบนั้น ไม่มีการเอื้อมมือไปปิดใด ๆ ทั้งสิ้น  จนกระทั่งมีมือที่ลึกลับเดินมาปิดเพราะทนเสียงหนวกหูไม่ได้   เจ้าของมือจะเป็นใครไปได้นอกจากหวัง ฟานหยูผู้เป็นเพื่อนร่วมงาน

 

ดวงตาสีดำทอดมองดูเจ้าของร้านชาวฝรั่งเศสอยู่ครู่หนึ่ง  กลับมาที่ร้านกี่โมง แล้วเมื่อคืนหลังจากได้พบผู้จัดการร้านแล้วทำยังไงต่อ?  ไม่อยากจะคิด…  คิดได้เพียงแค่ผู้จัดการร้านสาวคนนั้นจะยังโสดไหม  คงไม่มีคนมาตามเชือดถึงที่ร้านนี้หรอกนะ

 

“….  มายืนจ้องข้าง ๆ เตียงแบบนี้…  ถ้าน้องชายตื่น ฉันลำบากแย่….”  เสียงอู้อี้ดังมาจากใบหน้าคมซึ่งคว่ำอยู่กับหมอน

 

“ก่อนน้องชายนายจะตื่น  สตินายควรจะตื่นก่อน”  ฟานหยูนึกแปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายมีอาการอดนอนจนอิดโรยเหมือนชาวบ้านเขาด้วย

 

ราฟาเอลพลิกตัวมานอนหงายและส่งรอยยิ้มให้   “ตื่นทั้งสองอย่างก็ได้  อยากให้อันไหนตื่นก่อน“ ฟังแล้วอยากยกเท้าเหยียบอย่างบอกไม่ถูก

 

“ปากนายตื่นแล้วนี่”   ชายหนุ่มมองจ้องนิ่งเฉย   พูดมากได้ขนาดนี้คงตื่นเสียเต็มตาแล้ว  คำตอบนี้เรียกเสียงหัวเราะ

 

“แต่ตัวยังไม่ตื่น  ต้องมีสารอาหารมาปลุก  ป้อนมั้ย?”  แลบเลียริมฝีปากเป็นสัญลักษณ์บอก   การถ่ายเทสารอาหารผ่านทางริมฝีปาก

 

แทนที่จะตื่น ควรจะหลับต่อไปนาน ๆ จะดีกว่า   “ถ้านายไม่ตื่น ฉันจะเปิดร้านเอง  นอนไปเถอะ  ถึงเวลาค่อยลงไปเข้าครัว”  ร่างสูงโปร่งของเชฟจีนตวัดกายเดินออกจากห้องนอนไป   ไร้ซึ่งความเป็นห่วงและเยื่อใยจนเจ้าของห้องต้องผิวปาก

 

“ไม่มีถามเลยว่ากลับกี่โมง เป็นยังไงบ้าง~ ❤”    อาหารแช่แข็งกระเคาะเทาะยังไงก็ไม่มีปฏิกิริยา   มีแต่ต้องใช้ความร้อนเข้ามาอุ่นให้เกิดปฏิกิริยาเท่านั้น

 

ชายผมทองซึ่งถูกปลูกยันร่างขึ้นมานั่ง  ตื่นแล้วก็ไม่อยากจะนอนต่อ  ไหน ๆ เพื่อนร่วมงานก็มาแล้ว จะปล่อยให้สงบสุขก็แลดูจะเสียดายเวลาที่อาจจะเสียเปล่า ถ้ายังนอนหลับไหลอยู่ที่นี่   เชฟหนุ่มเดินไปหยิบผ้าขนหนูเพื่อไปอาบน้ำปลุกร่างกายให้ตื่นทุกส่วน…

 

ค่ำคืนจนเกือบเช้าเมื่อวาน  เป็นการเอาตัวเข้าแลกเพื่อช่วยคนอื่น

ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร มีแต่ได้กำไร

 

 

—————————————

Free Talk : ยังซอยออกไปเป็นพาร์ต 3 555 บทที่ 1 ยังมีต่อ ตอนแรกจะรวบทั้งหมดมาอยู่ใน part 2 หมดเลย แต่นี่ก็ 10 กว่าหน้าแล้ว 555 (สึกเรื่องนี้หั่นตอนแบบยาวจัง อันแรกเป็น 20 20 ต่อมาเป็น 18 5555

ความสัมพันธ์ของสองคนนี้กะว่าให้มันไปเรื่อยๆ ไปเร็วนี่จากอีโรติกกลายเป้นหื่นเลย บางทีมันอาจจะไม่ชัดเจนสมเป็นนิยายรักก็ได้ ก็ยังไม่แน่เหมือนกัน

ว่าแต่… ตอนนี้ราฟไม่ค่อยทำร้ายอาหารนะ 55555

 
2 ความเห็น

Posted by บน 05/11/2014 in Uncategorized

 

2 responses to “[BL Novel] Love is delicious : Love Menu 1 : Part 2

  1. ตป. | S.Luce

    05/11/2014 at 10:59 PM

    ก็สงสัยอยู่ว่าราฟช่วยตัวประกอบ A ยังไง อ่านมาจนถึงล่างสุด… ชัดเลย!!! คราวนี้ได้กินรสไหนล่ะนาย!!

    ไหน ๆ เพื่อนร่วมงานก็มาแล้ว จะปล่อยให้สงบสุขก็แลดูจะเสียดายเวลาที่อาจจะเสียเปล่า ถ้ายังนอนหลับไหลอยู่ที่นี่ <<> ผิด
    – จึว >> จึง
    – ระแวก >> ละแวก
    – หากนักศึกษาสาวไม่ในแง่ลบ >> ไม่…???

     
  2. ตป. | S.Luce

    05/11/2014 at 11:01 PM

    ง่าาา WP รวน ตัดเม้นท์เฉย!

    มาส่งคำผิดอีกรอบงับ

    – เข้าใจเชฟปิด >> ผิด
    – จึว >> จึง
    – ระแวก >> ละแวก
    – หากนักศึกษาสาวไม่ในแง่ลบ >> ไม่…???

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: